ตอนที่ 13
อัลบั้ม: นิยายเรื่อง "ล่ารักสุดขอบฟ้า"
ที่ตำหนักเจ้าชายมาคี มัทนาดึงมินตรามา
ยังมุมปลอดคน ขอบใจยกใหญ่ที่มาช่วยเธอทันเวลา แล้วถามถึงพ่อแม่ของเธอและเหมันต์ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง มินตราโกหกว่าทุกคนปลอดภัยดี เจ้าชายมาคีส่งกลับเมืองไทยไปแล้ว แต่ที่ตนยังไม่ยอมกลับเพราะเป็นห่วงและอยากอยู่เป็นเพื่อนเธอ
“โล่งอกไปที มัทกลัวแทบแย่ว่าเขาจะทำอะไรพ่อกับแม่”
“แต่คุณคามินสิคะโชคร้าย มีประกาศออกไปทั่วประเทศว่าคุณคามินลอบปลงพระชนม์องค์ราชาและจะได้รับคำพิพากษาโทษในวันสองวันนี้”
“คามินไม่ได้ทำ พวกนายพลวิฑูรต้องการกำจัดเขา มัทเป็นพยานได้”
มินตราทักท้วง ในเมื่อมัทนาถูกกล่าวหาว่าเป็น ชู้รักของคามิน ใครจะเชื่อคำพูดของเธอ มัทนานึกถึงโภคินขึ้นมาได้ ตั้งแต่กลับมาคราวนี้เธอยังไม่เห็นแม้แต่เงา เขาหายไปไหนทำไมถึงไม่หาทางช่วยคามิน...
โภคินสภาพหนักหนาสาหัสกว่าคามินเสียอีก
ทั้งถูกล่ามโซ่ทั้งถูกทรมานเพื่อให้บอกประวัติความเป็นมาเป็นไปของคามิน บุหลันพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขายอมบอกความจริงจะได้จบเรื่อง เขายืนกรานไม่ยอมบอกอะไรทั้งสิ้น ต่อให้ต้องตายก็ขอตายเพื่อแผ่นดิน เพื่อราชบัลลังก์
“พอทีเถอะ ตอนนี้ความจงรักภักดีของคุณมันช่วยอะไรคุณไม่ได้ องค์ราชาก็ทรงช่วยอะไรคุณไม่ได้อีกแล้ว ถ้าคุณยอมพูดความจริง ยอมอยู่ข้างท่านวิฑูร คุณ...”บุหลันพูดได้แค่นั้นก็ถูกฝ่ามือโภคินฟาดถึงกับหน้าหัน
“ฉันคิดไม่ถึงเลยว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากเธอ ไป ออกไป แล้วก็ไม่ต้องมาอีก” โภคินไล่ตะเพิด บุหลัน
วิ่งหนีไปทั้งน้ำตา สมุนของวิฑูรแอบฟังอยู่ตลอด ค่อยๆ
โผล่หน้าดู เห็นโภคินทุบผนังห้องขังอย่างเจ็บแค้นใจ...
องค์สาวิตรีพอใจมากเมื่อทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องคุมขังโภคินจากวิฑูร นี่เท่ากับแสดงให้เห็นแล้ว
ว่าบุหลันรักตัวกลัวตาย ยอมเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายเดียวกับพวกเรา แต่ก็ยังไม่น่าไว้วางใจอยู่ดี ในวังยังมีพวกที่สนับสนุนคามินอีกไม่น้อย ถ้าไม่มีหลักฐานแน่นหนาคงเอาผิดเขาไม่ได้ง่ายๆ
“แล้วยังเรื่องหฤทัยอีก ยังไงคามินก็ได้ชื่อว่าเป็นสามี เป็นพ่อของลูกในท้อง”
วิฑูรขอให้พระองค์วางใจ ทั้งสองเรื่องนี้เขามี แผนการเตรียมไว้แล้ว คราวนี้จะขุดรากถอนโคนไม่เหลือปัญหาไว้ให้พระองค์ต้องรำคาญใจอีก...
แผนการที่ว่าของวิฑูรคือนำหลักฐานเท็จเป็นซองใส่ยาชนิดเดียวกับที่องค์สาวิตรีนำมาผสมน้ำให้องค์อินทรา ดื่มจนเป็นอัมพาตไปซุกไว้ที่บ้านของคามิน แล้วให้สุเทษนำกำลังทหารไปตรวจค้น หฤทัยพยายามขัดขวางก็ถูกเทวีลากตัวออกมา สินธรจะเข้าไปช่วยหฤทัย แต่สุเทษกับลูกน้องล้อมกรอบไว้พร้อมกับใช้ปืนขู่
“อยู่เฉยๆจะดีกว่าสินธร ถ้าไม่อยากชะตาขาดเหมือนนายแก” สุเทษว่าแล้วหัวเราะสะใจ...
หลักฐานเท็จชิ้นนี้ทำให้คามินดิ้นไม่หลุด แม้จะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาแต่ก็ไร้ประโยชน์ ที่ประชุมใหญ่ คณะรัฐมนตรีตัดสินลงโทษประหารชีวิตเขาในข้อหาก่อกบฏและลอบปลงพระชนม์องค์อินทรา พระราชาแห่งรายา
ooooooo
ข่าวคามินต้องโทษประหารชีวิตแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวง สินธรรีบนำเรื่องนี้ไปแจ้งให้โภคินที่ถูกคุมขังทราบ ว่าไม่ได้มีแต่คามินเท่านั้นที่ต้องโทษ โภคินเองก็โดนหางเลขไปด้วยฐานสมรู้ร่วมคิด เขาไม่เคยเสียดายชีวิต ให้ตายตรงนี้เดี๋ยวนี้ก็ได้ แต่สำหรับคามินแล้วจะปล่อยให้เป็นอะไรไม่ได้เด็ดขาด
“สินธร ฉันมีเรื่องขอร้องเป็นครั้งสุดท้าย” โภคินยื่นมือลอดกรงขังมาจับบ่าสินธรด้วยสีหน้าเคร่งเครียด...
ด้านมัทนารู้ข่าวของคามินแล้วถึงกับนั่งไม่ติด จะออกไปช่วยเขาให้ได้ มินตรากับชวาลต้องช่วยกัน
จับตัวไว้ เธอดิ้นสุดฤทธิ์ผลักทั้งคู่กระเด็น มินตราแกล้งล้มกระแทกโต๊ะร้องโอดโอยจับข้อศอกตัวเอง ชวาลอาสาจะไปหยิบยามาให้ แล้ววิ่งปรู๊ดออกไปทันที มัทนารีบเข้าไปขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอเจ็บ มินตราพยายาม
ขอร้องให้มัทนาเปลี่ยนใจ ขืนเธอไปให้การกล่าวหาวิฑูรซึ่งเข้ากุมอำนาจเบ็ดเสร็จ แทนที่จะช่วยกลับจะทำให้คามินลำบากมากขึ้น
“แต่มันไม่มีวิธีอื่นที่จะช่วยคามินแล้ว”
“ใครว่าไม่มีล่ะคะ” มินตรายิ้มมีเลศนัย...
ที่คุกหลวง ขณะคามินนั่งครุ่นคิดถึงคำตัดพ้อของเจ้าชายมาคี ตอนที่เฆี่ยนตีเขาที่ลานลงทัณฑ์แล้วอด สะท้อนใจไม่ได้ นั่งพิงผนังห้องขัง หลับตาลงอย่าง
เหน็ดเหนื่อยใจ แต่ต้องลืมตาโพลงเมื่อสินธรไขกุญแจ
ห้องขังเข้ามาบอกให้เขารีบหนี ตนเล่นงานทหารยามที่เฝ้าคุก เปิดทางไว้ให้เรียบร้อยแล้ว
“ฉันไม่หนี ฉันจะอยู่ต่อสู้เพื่อความบริสุทธิ์ของตัวเอง ถ้าฉันหนีก็เท่ากับยอมรับว่าผิดจริง”
ไม่ว่าสินธรจะเกลี้ยกล่อมอย่างไร คามินยืนกรานจะไม่หนีไปไหนทั้งนั้น แถมขู่ถ้าคิดว่ายังเป็นลูกน้องของเขาอยู่ก็ให้กลับไป และให้คอยดูแลอารักขาเจ้าชายมาคีให้ดีที่สุด แล้วเดินไปนั่งหันหลังให้ สินธรจะเข้าไปลากเขาหนี แต่เสียงเอะอะของทหารยามด้านนอกดังขึ้นเสียก่อน สินธรจำต้องล่าถอยกลับไป...
ฝ่ายเจ้าชายมาคีหันมาดื่มสุราอย่างหนักเพื่อให้ลืมความเจ็บช้ำใจ ชวาลเตือนด้วยความหวังดี หากไม่เลิกทำตัวแบบนี้ ต่อให้ไม่มีคามินแล้ว มัทนาก็ไม่มีวันสนใจพระองค์อยู่ดี
“ก็เพราะไอ้คามินไง ไอ้คามินมันทรยศ มันต้องสร้างเรื่องใส่ร้ายให้คุณมัทเกลียดฉัน”
ชวาลขอให้เจ้าชายมาคีลองตรึกตรองให้ดีคนอย่าง คามินไม่มีทางที่จะทรยศพระองค์ได้ พระองค์กำลังเห็นผิดเป็นชอบเห็นคนดีเป็นคนเลว เจ้าชายมาคีโกรธจัดตบชวาลหน้าหันที่บังอาจมาสั่งสอน ไล่ไปให้พ้นหน้าก่อนที่พระองค์จะเรียกทหารมาจับตัวเขาไปขังคุกเดียวกับคามิน ชวาลกำลังจะออกจากห้องเจอมัทนาเดินสวนเข้ามา
“ชวาล ฉันมีเรื่องจะกราบทูลเจ้าชายตามลำพัง”
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็นวันประหารชีวิตผู้ก่อการกบฏ โดยมีวิฑูรลงมาบัญชาการการประหารด้วยตัวเอง นักโทษทั้งสองคนถูกนำตัวมายังลานประหาร โภคินตกใจที่เห็นคามินยังอยู่ ไม่ทันจะอ้าปากถามอะไร คามินรีบตัดบทเสียก่อน ว่าตนเองไม่สามารถหนีเอาตัวรอดเพียงลำพังได้
“แต่ท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ที่สำคัญ ท่านต้องมีชีวิตอยู่เพื่อช่วยองค์ราชา ท่านคามินฟังผมให้ดีนะ ท่านไม่ได้เป็นแค่องครักษ์ แต่ท่านเป็น...”โภคินพูดได้แค่นั้นก็ถูกสุเทษกระชากตัวไปตรึงกับหลักประหาร
คามินขอร้องให้วิฑูรปล่อยโภคินไป เขายินดีรับผิดทุกอย่าง ขอเพียงไว้ชีวิตโภคิน วิฑูรไม่สนใจสั่งให้ลงมือประหารชีวิต เพชฌฆาตปล่อยลูกธนูปักกลางอกซ้ายโภคินไม่ทันได้ร้องสักแอะ คามินได้แต่ยืนตะลึง...
ลางร้ายสื่อไปถึงบุหลันที่กำลังเตรียมยาให้เทวีอยู่ในห้องครัว อยู่ๆแก้วยาตกแตก เธอรีบก้มเก็บ เศษแก้วบาดนิ้วเลือดซึม เทวีเข้ามาโวยวายว่าทำไมซุ่มซ่ามนัก ยายิ่งหายากๆอยู่ด้วย บุหลันอดสงสัยไม่ได้ว่ายาอะไร
“ไม่ต้องยุ่ง มีหน้าที่ชงก็รีบๆชง แล้วเอาออกมาเร็วๆเข้า” เทวีตวาดเสร็จ กลับออกไป
บุหลันมองเศษแก้วแตก น้ำตาร่วงรู้ดีว่าจากนี้ไปจะไม่ได้เห็นหน้าสามีสุดที่รักอีกแล้ว อยากจะเอาเศษแก้วเฉือนข้อมือตัวเองตายตามเขาไปด้วย แต่แล้วเปลี่ยนใจ พึมพำกับตัวเองว่าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป จะตายไม่ได้...
หลังเอาศพโภคินออกจากหลักประหาร สุเทษลากคามินมามัดไว้แทนที่ วิฑูรให้สัญญาณลงมือประหารได้ เพชฌฆาตง้างธนูเตรียมยิง สินธรซึ่งซุ่มดูอยู่เล็งปืนยาวติดลำกล้องเตรียมจะเหนี่ยวไกสังหารเพชฌฆาตหวังจะช่วยยืดชีวิตคามิน แต่ต้องชะงักเมื่อเจ้าชายมาคีมาถึงลานประหาร ตะโกนสั่งให้เลื่อนการประหารออกไปก่อน วิฑูรแนะให้รีบประหารให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ทิ้งไว้เนิ่นนานจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ได้
“ให้ผ่านคืนนี้ไปก่อน เราไม่อยากให้มีเรื่องอัปมงคลในวันนี้ เพราะมันเป็นคืนส่งตัวของเรา” เจ้าชาย มาคีจงใจพูดเสียงดังให้คามินได้ยิน วิฑูรทำท่าจะทักท้วง พระองค์รีบตัดบทว่าให้ทำตามที่สั่ง เขาไม่กล้าหืออะไรอีก...
ครู่ต่อมา คามินถูกนำตัวกลับคุกหลวง มัทนาซึ่งรอท่าอยู่ก่อนแล้ว เห็นสภาพสะบักสะบอมของชายคนรักแล้วถึงกับน้ำตาร่วงด้วยความสงสาร เขารู้ทันทีนี่ต้องเป็นฝีมือเธอ คาดคั้นให้บอกว่าไปทำอะไรมาเจ้าชายมาคีถึงไม่สั่งประหารเขา มัทนานึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ตอนที่ไปขอร้องพระองค์ให้ยกเว้นโทษประหารคามิน โดยจะยอมถวายตัวให้พระองค์เป็นการตอบแทน แต่เธอไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับคามิน ได้แต่บอกว่า
“ก็แค่ทูลขอเจ้าชาย คุณก็รู้ว่าทรงรักทรงหลงฉันขนาดไหน” มัทนายิ้มทั้งน้ำตา คามินเดินหนีไปที่มุมหนึ่งของคุก เธอตามมาแตะบ่าหวังจะปลอบใจ เขาหันขวับสั่งให้เลิกยุ่งกับชีวิตเขาเสียที เขาไม่กลัวความตายแต่กลัวต้องอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี เธอขอร้องให้เขาอยู่เพื่อพิสูจน์ความจริงให้ทุกคนรู้ เพราะความตายไม่ได้ช่วยกู้ศักดิ์ศรีคืนมา
“คุณเคยบอกฉันว่าคุณจะปกป้องแผ่นดินรายาและราชบัลลังก์ด้วยชีวิตไม่ใช่เหรอ ไหนจะภรรยากับลูกคุณอีก คุณจะปล่อยให้พวกเขาเผชิญชะตากรรมเพียงลำพังหรือ ถ้าอย่างนั้นคุณก็คือคนตระบัดสัตย์คนขี้ขลาดดีๆ นี่เอง” มัทนาพูดจบ ขยับจะไป คามินฉุดมือเอาไว้ เธอตัดสินใจโผจูบเขาเนิ่นนานก่อนจะผละออก
“ฉันขอโทษสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา รักษาชีวิตไว้ให้ได้นะคะคามิน ฉันคงทำให้คุณได้แค่นี้” มัทนาวิ่งออกไปทั้งน้ำตา ไม่ทันเห็นเจ้าชายมาคีแอบดูอยู่ตรงมุมมืด มองคามินด้วยความแค้นอกแทบระเบิด
ooooooo
ขณะที่มัทนายอมเอาตัวเองเข้าแลกเพื่อช่วยชีวิตชายคนรัก เทวีบังคับให้หฤทัยดื่มยาสมุนไพรทำให้แท้งลูก เธอถอยกรูด พร้อมกับขอร้องแม่อย่าทำกับลูกของเธอแบบนี้ เทวีไม่สน ย่างสามขุมเข้าหา
“ลูกที่กำลังจะไม่มีพ่อ ขืนแกเก็บเอาไว้ แกจะต้องอับอายคนอื่นเปล่าๆ”
“ทำไมจะไม่มีคะ”
“ก็ไอ้คามินมันกำลังจะโดนประหารอยู่แล้ว เผลอๆ ตอนนี้มันคงตายไปแล้วล่ะ” เทวีไม่พูดเปล่า เข้าประชิดตัวหฤทัยซึ่งตอนนี้ถอยติดผนังหมดทางหนี แล้วจับบีบปากกรอกยา เธอดิ้นรนสุดฤทธิ์แต่สู้แรงแม่ไม่ได้ ตัดสินใจสารภาพความจริงว่าเด็กในท้องเป็นลูกของเจ้าชายมาคีไม่ใช่คามิน เทวีปล่อยมือทันที ดีใจแทบจะโดดตัวลอย บุหลันแอบฟังอยู่ถึงกับตะลึง ขณะที่ว่าที่คุณยายไม่รอช้า วิ่งแจ้นไปบอกข่าวดีนี้ให้วิฑูรและองค์สาวิตรีรับทราบ...
ทางด้านเจ้าชายมาคีกลับถึงห้องบรรทมอย่างโกรธจัด ปัดข้าวของแตกกระจายระบายแค้นที่เห็นมัทนาจูบกับคามิน ร้องเรียกชวาลลั่นแต่เขาไม่ขานรับเพราะถูกสินธรอัดสลบอยู่มุมหนึ่งของห้อง พระองค์เห็นหน้าต่างแง้มอยู่ก็เอะใจจะร้องเรียกทหาร แต่ต้องอ้าปากค้างเมื่อสินธรเอาดาบมาจ่อที่คอ
“สินธร แกเป็นบ้าอะไร” เจ้าชายมาคีตวาดลั่น
“กระหม่อมมีสติครบถ้วนไม่เหมือนเจ้าชาย กล้าประหารแม้แต่คนที่จงรักภักดีกับเจ้าชายมากที่สุด”
“บังอาจมาก เพื่อไอ้คามินเจ้าถึงกับกล้าทำร้ายเราใช่ไหม”
สินธรปฏิเสธว่าไม่ได้ทำเพื่อคามิน แต่ทำเพื่อชาวรายา เพราะพระองค์ไม่คู่ควรจะเป็นกษัตริย์แห่งรายา แล้วเงื้อดาบจะฟัน เจ้าชายมาคีเจ้าเล่ห์แกล้งมองข้ามไหล่สินธร ร้องเรียกสุเทษเหมือนว่าเขาอยู่ด้านหลัง สินธรหลงกลหันมอง พระองค์โดดคว้าดาบขึ้นมาป้องกันตัว ทั้งคู่ต่อสู้กันดุเดือดไม่มีใครยอมใคร
เสียงโครมครามทำให้ทหารองครักษ์กรูกันเข้ามาปกป้องเจ้าชายมาคี สินธรเห็นท่าไม่ดีโดดหนีลงทางระเบียงห้อง พระองค์แค้นใจมาก สั่งการให้เหล่าองครักษ์จับตัวมาให้ได้ ทหารที่ยืนรักษาการณ์อยู่นอกตำหนักระดมยิงใส่ผู้บุกรุกไม่ยั้ง โดยเขายิงโต้ตอบเป็นระยะๆ ถอยร่นจนถึงกำแพงวัง เจ้าชายมาคีกับทหารองครักษ์ไล่ล่ามาติดๆ สินธรรีบปีนกำแพงหนี เจ้าชายมาคียิงปืนใส่ถูกไหล่ของเขาอย่างจังร่วงตกไปด้านนอก
ทหารรีบตามไปดูแต่ไม่เจอใคร พบเพียงรอยเลือดทิ้งไว้ สินธรได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์เมฆาและฐากูรที่ปลอมเป็นชาวบ้านพาซุกซ่อนไปในรถเข็นผักหนีไปได้หวุดหวิด...
องค์สาวิตรีต้องการเย้ยหยันองค์อินทราที่ยังนอนเป็นอัมพาตอยู่บนเตียง จึงนำเรื่องหฤทัยท้องกับเจ้าชายมาคีมาเล่าให้ฟัง พระองค์ตกใจก่อนจะเมินสายตาไปทางอื่น องค์สาวิตรีแค้นจัดจับหน้าให้หันมามองทางตนเอง แล้วเดินไปเปิดกล่องไม้หยิบรูปของปรารถนาเอามาฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพื่อแก้เผ็ด องค์อินทรามองไม่พอใจ
“อย่ามาทอดพระเนตรหม่อมฉันด้วยสายตาแบบนั้นนะเพคะ หม่อมฉันต่างหากที่ควรจะเป็นฝ่ายโกรธฝ่าบาท สิ่งที่หม่อมฉันทำ ยังไม่ได้ครึ่งที่ฝ่าบาททำ ในเมื่อกล้าทำร้ายจิตใจหม่อมฉันขนาดนี้ หม่อมฉันก็จะทำร้ายจิตใจฝ่าบาทให้เจ็บช้ำแสนสาหัสเหมือนที่หม่อมฉันได้รับ หม่อมฉันจะทำลายไอ้คามิน จะทำลายเลือดเนื้อเชื้อไขของนังผู้หญิงไทยคนนั้นให้ย่อยยับกับมือของหม่อมฉันเอง” องค์สาวิตรีเหยียบเศษรูปที่พื้นออกไปอย่างเคืองแค้น
ooooooo
เจ้าชายมาคีเมาได้ที่เดินโซเซมายังห้องพักของมัทนาซึ่งอยู่ในตำหนักของพระองค์ ทุบประตูเรียกให้เปิดพร้อมกับทวงสัญญาที่ทำกันไว้ เงียบไม่มีเสียงขานตอบ พระองค์ถือวิสาสะเปิดประตูห้องเข้าไป แล้วโผกอดมินตราซึ่งนั่งหันหลังอยู่ที่เตียงเพราะคิดว่าเป็นมัทนา ก่อนจะดึงลงนอนไปบนเตียงด้วยกัน
“คุณต้องเป็นของผม ของผมคนเดียว มัทนา” เจ้าชายมาคีซุกไซ้มินตราอย่างหื่นกระหาย อีกมุมหนึ่งหน้าตำหนัก มัทนาที่แอบหนีออกมา หันไปมองด้านในด้วยความละอายใจ
“พี่มิน มัทขอโทษ ขอให้พี่มินปลอดภัยนะคะ” พูดจบ มัทนาขยับจะไป สุเทษซึ่งซุ่มรอท่าอยู่ เอายาสลบโปะหน้า เธอพยายามดิ้นหนี แต่สู้แรงเขาไม่ได้ สุดท้ายก็หมดสติ
ไม่นานนัก มัทนาฟื้นคืนสติ พบตัวเองอยู่ในกระโจมกับอัคนีซึ่งมีหนวดเคราครึ้มเพราะเอาดินสอเขียนคิ้วมาเขียน เธอจะลุกขึ้นแต่มือทั้งสองข้างถูกมัดโยงไว้กับเสาหัวเตียง ตวาดลั่นให้ปล่อยเดี๋ยวนี้
“ไม่ต้องร้อง ไม่ต้องอ้อนวอน เพราะผมไม่ใช่อัคนีคนเดิมอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ผมคืออสูรร้ายที่จะขยี้คุณให้แหลกคามือ” อัคนีตีหน้าเหี้ยมเกรียม พร้อมกับปั้นเสียงหัวเราะให้เหมือนพระเอกหนังซาดิสต์...
หลังจากคิดทบทวนอยู่หลายตลบ ในที่สุดคามินตัดสินใจจะหนีออกจากคุก แกล้งร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ทหารยามหลงกลไขกุญแจห้องขังเข้ามาช่วย เขาเอาโซ่ตรวนที่คล้องมือรัดคอทหารจนแน่นิ่ง ยังหนีไม่ทันพ้นคุกเจอทหารยามกลุ่มหนึ่งกรูเข้าหา
คามินต่อสู้กับพวกนั้นทั้งที่ข้อมือยังติดตรวนอยู่ แค่อึดใจเดียวก็จัดการได้ราบคาบ กำลังจะหนีต่อแต่ต้องชะงักเมื่อถูกทหารยามอีกนายหนึ่งเอาปืนจ่อหัว บุหลันย่องมาทางด้านหลังใช้ไม้ฟาดทหารนายนั้นสลบเหมือดจากนั้นทั้งคู่วิ่งไปหลบในโรงเก็บของ บุหลันหยิบกุญแจมาไขตรวนออกแล้วส่งปืนที่เตรียมไว้ให้คามิน
“คุณบุหลันไม่ได้ถูกจับพร้อมกับท่านโภคินหรือครับ”
“ท่านโภคินขอให้ฉันไปเป็นไส้ศึกในบ้านท่านวิฑูรเพื่อหาทางช่วยท่านคามิน...อ้อ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันต้องบอกท่าน คุณหฤทัยสารภาพแล้วว่าลูกในท้องเป็นลูกของเจ้าชายมาคี”
“แย่แล้ว ถ้าอย่างนั้นพวกท่านนายพลต้องยิ่งหาทางกำจัดคุณมัทนา แล้วสินธรล่ะครับ”
พอคามินรู้ว่าสินธรลอบทำร้ายเจ้าชายมาคี ถูกไล่ล่าจนหนีเข้าป่าไปแล้วก็ร้อนใจมาก นี่เท่ากับมัทนาไม่มีใครคุ้มครอง บุหลันขอให้เขาสบายใจได้ เพราะมัทนาอยู่กับเจ้าชายมาคี
“ตอนแรกผมคิดว่าเจ้าชายจะทรงคุ้มครองคุณมัทได้ แต่มาถึงตอนนี้ผมไม่แน่ใจแล้ว”...
ด้านอัคนีทำท่าขึงขังจะปล้ำมัทนาให้ได้ แต่เขายังคงเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเหมือนเดิม ขนาดเธอถูกมัดมือติดไว้กับเสาเตียงยังไม่สามารถทำอะไรได้ แถมยังถูกเธอกัดหูอีกต่างหาก นอนกุมหูร้องโอดโอย มัทนารู้ว่าอัคนีเชื่อคนง่ายจึงเป่าหูว่าเขากับพ่อของเขาถูกวิฑูรหลอกใช้ หมดประโยชน์เมื่อไหร่นายพลชั่วนั่นต้องฆ่าเขากับพ่อทิ้งแน่ๆ
“แต่ถ้าคุณเปลี่ยนใจตอนนี้มันก็ยังไม่สาย คิดดูให้ดีว่าอยากจะร่วมมือกับพวกกบฏแล้วถูกฆ่าทิ้ง หรือจะเปลี่ยนใจมาช่วยฉันกับคามินทวงแผ่นดินรายาคืน หนทางสู่วีรบุรุษอยู่ตรงหน้าแล้วนะ” มัทนาเห็นอัคนีลังเลก็ใจชื้น
ooooooo
เจ้าชายมาคีตกใจแทบช็อกเมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาพบตัวเองนอนกอดมินตราอยู่บนเตียงแทนที่จะเป็นมัทนา รีบปลุกขึ้นมาถามว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เธอบีบน้ำตาสะอึกสะอื้นอ้างว่าถูกมัทนาบังคับ ทั้งๆที่ความจริงแล้วตัวเองอยากได้เจ้าชายมาคีจนตัวซีดตัวสั่น พระองค์โกรธมากที่รู้ว่าถูกมัทนาหลอก มินตราได้ทีใส่ไฟอีกว่า
“คุณมัทบอกว่ารักท่านคามินมาก จะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา หม่อมฉันห้ามยังไงเธอก็ไม่ฟัง”
พระองค์แค้นใจมาก สวมเสื้อคลุมเดินไปเปิดประตูจะออกจากห้องเจอคามินถือปืนเล็งใส่พร้อมกับขอตัวมัทนาคืน มินตราใช้ผ้าห่มห่อตัวตามมาเห็นคามินก็ตกใจ เขาเองก็งงที่เห็นเธอเช่นกัน เจ้าชายมาคีสบโอกาสปัดปืนกระเด็น มินตรารีบวิ่งออกไปตะโกนเรียกทหารองครักษ์ให้มาจับคนร้าย
เจ้าชายมาคีคว้าหอกสั้นจู่โจมคามินไม่ยั้ง เขาได้แต่ปัดป้องไม่ตอบโต้ ที่สุดก็พลาดท่าเสียทีถูกคมหอกเฉี่ยวท้องเลือดไหล เป็นจังหวะเดียวกับทหารองครักษ์กรูกันเข้ามาเอาปืนเล็งไปที่ผู้บุกรุกซึ่งถอยร่นไปที่หน้าต่าง ก่อนจะตัดสินใจโดดหนี เจ้าชายมาคีแย่งปืนไปจากทหาร ยิงใส่ แต่เขาหนีไปเสียก่อน
“โธ่เว้ย...ตามไปจับให้ได้เร็ว” เจ้าชายมาคีจะวิ่งตามพวกทหาร แต่นึกอะไรขึ้นมาได้หันกลับมามองมินตรา “ถ้าเธอพูดเรื่องในวันนี้ล่ะก็ รู้นะว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
มินตรารับคำเสียงสั่น แต่พอพระองค์คล้อยหลังเท่านั้น ยิ้มชั่วร้ายฉายไปทั่วใบหน้าของเธอ...
ตั้งแต่วิฑูรและเทวีรู้ว่าลูกในท้องของหฤทัยเป็นลูกของเจ้าชายมาคี หฤทัยกลายเป็นลูกรักลูกโปรดไปในบัดดล โดยเฉพาะวิฑูรลูบหัวลูบหูลูก สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
“แกต้องดูแลตัวเองให้ดี กินแต่ของที่มีประโยชน์ ลูกในท้องจะได้แข็งแรง ต่อไปแกจะเป็นราชินีแห่งรายาแล้ว แกต้องเรียนรู้การวางตัว การทำให้ประชาชนรักแกให้ได้ เข้าใจไหม”
“คุณพ่อคะ อย่าพูดแบบนี้เลยค่ะ คุณมัทนายังอยู่ทั้งคน เจ้าชายเองก็ทรงรักและต้องการเธอมาก”
วิฑูรถึงกับเซ็งที่ลูกคอยขัดตลอด เทวีพูดแทรกขึ้นว่ามัทนาไม่อยู่ขวางทางเราอีกแล้ว หฤทัยตกใจคิดว่าพ่อจัดการมัทนาไปเรียบร้อยแล้ว เทวีคุยโวว่าคนอย่างนายพลวิฑูรไม่จำเป็นต้องลงมือเองให้เหนื่อย เพราะมีมินตราคอยจัดการแทนอยู่แล้ว หฤทัยถึงกับอึ้ง คาดไม่ถึงว่ามินตราจะหน้าไหว้หลังหลอก จังหวะนั้น สุเทษวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานว่าคามินหนีออกจากคุกบุกไปทำร้ายเจ้าชายมาคีถึงในตำหนัก...
จากนั้นไม่นาน วิฑูร สุเทษและเหล่าทหารในสังกัดยกกำลังมาถึงตำหนักของเจ้าชายมาคี เห็นคามินกำลังหนีการไล่ล่าของทหารองครักษ์มาถึงกำแพงตำหนัก รีบสั่งการให้คนของตัวไปดักหน้าไว้
“อย่าคิดหนีเลยคามิน ต่อให้แกมีปีกก็หนีไม่พ้น ใครเด็ดหัวไอ้คามินได้ ฉันจะให้รางวัลอย่างงาม”
ทหารล้อมกรอบคามินไว้ แต่ยังไม่ทันทำอะไร เจ้าชายมาคีตามมาสมทบสั่งห้ามจับตายคามินเด็ดขาด เพราะพระองค์จะเป็นคนฆ่าเขาด้วยมือตัวเอง ทหารของวิฑูรกรูกันเข้าหา คามินสู้ยิบตาไม่ยอมให้จับ
ooooooo
นายยักษ์กับอสิตมาถึงกระโจมปล้นสวาทของอัคนี เห็นดำกับดอนนั่งหลับหัวชนกันเข้าไปสะกิดถามว่าคุณหนูไปไหน พอรู้ว่าป่านนี้น่าจะเผด็จศึกมัทนาไปเรียบร้อยแล้ว อสิตยิ้มพอใจ รีบเอาหูแนบกับกระโจม แต่ไม่ได้ยินเสียงอะไรนอกจากเสียงเพลงเปิดคลออยู่ นายยักษ์แอบฟังบ้างถึงกับนิ่วหน้าแปลกใจ
“มันเงียบผิดปกตินะครับ ธรรมดาถ้าหลับ คุณหนูต้องกรนเสียงดังยิ่งกว่าควายคำรามอีก...หรือว่าคุณหนูหัวใจวายคาอกคุณมัทนาแล้วครับเสี่ย”
อสิตหน้าตาตื่นรีบเปิดกระโจมเข้าไปดู พบแต่ความว่างเปล่าไม่เห็นแม้แต่เงาของอัคนีหรือมัทนา มีเพียงมือถือของลูกชายสุดเลิฟเปิดเพลงทิ้งไว้ เขาถึงกับเอามือกุมขมับด้วยความกลุ้มใจ...
คนที่ทำให้อสิตปวดตับกำลังขับรถพามัทนามาจอดแถวชายป่าใกล้วังหลวงตามที่เธอสั่ง เธอจะเดินเท้าต่อไปที่นั่นเอง ก่อนลงรถมัทนาไม่วายหยอดคำหวาน หากทุกอย่างจบลงด้วยดี ชาวรายาต้องสรรเสริญวีรกรรมของอัคนีไปชั่วลูกชั่วหลาน เธอเองก็จะเก็บเขาไว้เป็นวีรบุรุษในใจตลอดไป ยื่นหน้าไปจุ๊บแก้มเขาหนึ่งฟอด แล้วลงจากรถ อัคนีรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที เลือดวีรบุรุษฉีดซ่านไปทั่วร่าง อาสาจะไปช่วยเธออีกแรงหนึ่ง...
ฝ่ายหฤทัยร้อนใจมาก รีบมาที่ตำหนักเจ้าชายมาคี ขอร้องให้ชวาลพาไปช่วยคามินซึ่งกำลังเดือดร้อนหนัก เขาทักท้วงว่าอันตรายเกินไป เธออ้างว่ามีเงื่อนไขบางอย่างที่พ่อของเธอต้องยอมไว้ชีวิตคามิน ชวาลนิ่งคิดอยู่อึดใจ ก่อนจะตอบตกลง อารามรีบร้อนจะไปช่วยคามิน ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเห็นมินตราแอบฟังอยู่
ครู่ต่อมา ชวาลขับรถพาหฤทัยมายังจุดที่ทหารกำลังล้อมกรอบคามินไว้ เห็นเจ้าชายมาคียิงธนูปักหัวไหล่เขาเลือดอาบ คามินซวนเซจะล้ม พระองค์ไม่ยอมรามือยิงธนูใส่เขาอีก หฤทัยเห็นท่าไม่ดี ถลาเอาตัวขวางทางไว้ ลูกธนูปักถูกท้องถึงกับทรุด คามินตกใจรีบประคองเธอไว้ หฤทัยพยายามข่มความเจ็บปวด
“อย่าห่วงหฤทัย รีบหนีไปก่อน ไม่อย่างนั้นทุกคนจะเดือดร้อน เร็วเข้า”
คามินพยักหน้ารับรู้ วางเธอลงแล้ววิ่งหนีเจ้าชาย
มาคีได้แต่ยืนตะลึงทำอะไรไม่ถูก วิฑูรทั้งตกใจทั้งแค้นใจที่หฤทัยเอาชีวิตลูกในท้องมาเสี่ยง หันไปสั่งการให้ทหารพาเธอไปหาหมอ ส่วนพวกที่เหลือให้ตามเขามา วันนี้เขาต้องเอาชีวิตคามินให้ได้ ฝ่ายคามินวิ่งโซซัดโซเซมาตามทาง เจอชวาลขับรถมาจอดเทียบ
“ท่านคามิน ผมไปกับท่านไม่ได้เพราะผมยังมีหน้าที่ที่ต้องทำอีก ท่านรีบหนีไปเถอะ” ชวาลช่วยประคอง คามินขึ้นนั่งเบาะคนขับ เขาไม่วายฝากชวาลดูแลเจ้าชายมาคีให้ด้วยแล้วเร่งเครื่องหนี ชวาลวิ่งหลบได้ทันก่อนที่ สุเทษจะตามมาขวางรถไว้ คามินขับรถพุ่งใส่จนเขาต้องโดดหลบ สุเทษตั้งหลักได้ยิงปืนไล่หลังแต่ไม่ถูก
เลือดที่ไหล่ไหลมากขึ้นทำให้คามินต้องหยุดรถเพื่อดึงลูกธนูออก แล้วฉีกเสื้อมาพันแผลห้ามเลือด ก่อนจะขับรถต่อไป ทันใดนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น รถเสียหลักไถลลงข้างทาง เขาหันไปมอง เห็นรถของเจ้าชายมาคี วิฑูรกับพวกทหารแล่นตามมา คามินรีบวิ่งหนีเข้าไป
ในแนวป่า เจ้าชายมาคีสั่งให้ทหารตามจับตัวมาให้ได้ แต่ต้องจับเป็นเท่านั้น วิฑูรกับสุเทษมองสบตากันอย่างมีเลศนัย ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามพระองค์
เสียงปืนดังไปถึงหูมัทนาที่กำลังเดินอยู่กับอัคนี เธอรู้ทันทีว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น รีบวิ่งไปยังต้นเสียง
ooooooo
คามินหนีมาจนมุมบริเวณทุ่งกว้างริมบึง โดยมีเจ้าชายมาคี วิฑูรกับทหารล้อมไว้ทุกด้าน เจ้าชายมาคีห้ามทุกคนแตะต้องเขา พระองค์จะสังหารเขาด้วยตัวเอง คามินยอมตาย ถ้าพระองค์เชื่อว่าเขาทรยศ เจ้าชายมาคียังไม่ทันจะยิงธนูใส่เขา มีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ทุกคนหันมองตามเสียง เห็นมัทนายืนถือปืนอยู่โดยมีอัคนียืนข้างๆ
“ปล่อยคุณคามินไป แล้วหม่อมฉันจะยอมกลับไปกับฝ่าบาท แต่ถ้าฝ่าบาทยิงคุณคามิน ฝ่าบาทก็จะได้แต่ร่างกายที่ปราศจากวิญญาณของหม่อมฉันกลับไปเท่านั้น” มัทนาไม่พูดเปล่า เอาปืนจ่อขมับตัวเอง
ทั้งคามิน อัคนีและเจ้าชายมาคีต่างตกใจ โดยเฉพาะอัคนีถึงกับร้องห้ามเสียงหลง พร้อมกับพุ่งเข้าหาจะแย่งปืน มัทนาเบี่ยงตัวหลบ ใช้ด้ามปืนฟาดท้ายทอยเขาสลบเหมือดแล้วเอาปืนจ่อหัวตัวเองอย่างเดิม พลางขยับเข้าไปหาคามินช้าๆ เจ้าชายมาคีไม่ยอมลดธนูลง ค่อยๆ สาวเท้าตาม วิฑูรรอให้ทั้งสามคนเข้าใกล้กันจนได้ระยะทำการ หันไปสั่งสุเทษฆ่าพวกนั้นให้หมด มือขวาคนสนิทของเขาโยนระเบิดไปตรงที่เจ้าชายมาคียืนอยู่ คามินผลักพระองค์พ้นทาง แล้วคว้าระเบิดโดดลงน้ำ อึดใจเกิดระเบิดดังกึกก้อง มัทนาตะโกนเรียกคามินสุดเสียง ก่อนจะโดดตาม
“เอาไงดีครับท่าน” สุเทษถามอย่างร้อนใจ
วิฑูรยังไม่ทันสั่งการอะไร มีเสียงปืนดังขึ้นเป็นชุด อาจารย์เมฆา ฐากูร สินธรและหน่วยจู่โจมของธรรมรัตน์ที่ส่งมาช่วยมัทนาโดยเฉพาะ ทุกคนสวมชุดดำใส่หมวกไหมพรมอำพรางใบหน้า โอบล้อมมาจากทุกทิศทุกทางพร้อมอาวุธครบมือ วิฑูรเห็นท่าไม่ดี สั่งให้ทหารคุ้มกันเจ้าชายมาคีกลับวัง พระองค์ไม่ยอมไป จะอยู่ช่วยมัทนาก่อน
“ไม่มีประโยชน์พ่ะย่ะค่ะ พวกมันมีมากกว่า เราต้องถอยก่อน” วิฑูรรีบดึงตัวเจ้าชายมาคีล่าถอยออกไป สินธรรีบไปที่ริมน้ำ ดึงหมวกไหมพรมออก แล้วโดดลงไป อาจารย์เมฆาสั่งให้ฐากูรกับวายุตามลงไปช่วยสินธรนำตัวคามินกับมัทนาขึ้นมาให้ได้
ooooooo
มัทนาฝันว่ากำลังจะได้จูบกับคามิน แต่อยู่ๆมีอะไรบางอย่างกระชากตัวเขาลอยห่างออกไป เธอตะโกนเรียก “คามิน” สุดเสียง ก่อนจะตกใจตื่นมองไปรอบๆ เห็นท่านหญิงมาณวิกายืนมองอย่างห่วงใยอยู่ข้างเตียง
“แม่!...นี่มัทไม่ได้ฝันใช่ไหม มัทอยู่ที่ไหน”
“มัทไม่ได้ฝัน มัทอยู่กรุงเทพฯ จ้ะ ที่นี่โรงพยาบาลไงลูก”
หญิงสาวงงว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ท่านหญิงมาณวิกาเล่าให้ฟังคร่าวๆว่าธรรมรัตน์ส่งคนไปช่วยเธอกลับมา มัทนานึกถึงเหตุการณ์ตอนเกิดระเบิดขึ้นมาได้ ถามแม่อย่างร้อนใจว่าคามินอยู่ไหน พ่อช่วยเขามาด้วยใช่ไหม ท่านหญิงมาณวิกาอึกอัก ขอให้เธอไปถามรายละเอียดเรื่องนี้กับพ่อเอาเอง มัทนาขอร้องให้แม่ช่วย โทร.ตามพ่อให้เดี๋ยวนี้เลยได้ไหม เธออยากรู้เรื่องคามิน ท่านหญิงมาณวิกาจำใจทำตามที่ลูกร้องขอ...
ในเวลาเดียวกัน ที่โรงพยาบาลในประเทศรายา แม้หฤทัยจะปลอดภัย แต่เด็กในท้องของเธอไม่รอด ทั้งองค์สาวิตรี เทวีและวิฑูรต่างตำหนิเจ้าชายมาคีไปในทำนองเดียวกัน ที่ปัดความรับผิดชอบไม่ยอมรับว่าเป็นพ่อของลูกในท้องหฤทัย แถมยังเป็นคนฆ่าเด็กด้วยมือตัวเอง ถ้าพระองค์ยอมรับแต่แรกคงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
“ไม่จริง...เด็กในท้องไม่ใช่ลูกของเรา ไม่ใช่” เจ้าชายมาคีผลุนผลันออกไป วิฑูรมองตามไม่พอใจ
ครู่ต่อมา เจ้าชายมาคีกลับถึงตำหนักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คาดคั้นชวาลเหมือนไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดของตัวเองว่าคืนนั้นพระองค์กับหฤทัยไม่ได้มีอะไรกันใช่ไหม เขาพูดจี้ใจดำว่าพระองค์จำเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ไม่ยอมรับความจริง เจ้าชายมาคีทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างสิ้นเรี่ยวแรง
“ไม่...มันเป็นแค่ฝันไป เรา...เราไม่ได้ฆ่าลูก เด็กคนนั้นไม่ได้เป็นลูกเรา” เจ้าชายมาคีร้องไห้สะอึกสะอื้น
ชวาลกึ่งเตือนกึ่งประชด ถึงจะร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด ก็ไม่สามารถลบล้างความผิดของพระองค์ไปได้ เจ้าชายมาคีไม่พอใจ ตวาดทั้งน้ำตาหากเขาจะมาซ้ำเติมกันก็ไปให้พ้นหน้า ไม่ต้องกลับมาให้เห็นอีก
“กระหม่อมออกไปแน่ แต่ขอบังอาจกราบทูลฝ่าบาทว่าอย่าทรงทำผิดมากไปกว่านี้เลยพ่ะย่ะค่ะ” ชวาลทำความเคารพแล้วเดินจากไป เจ้าชายมาคีโกรธจัด หันไปคว้าของใกล้มือขว้างไล่หลัง ก่อนจะทรุดลงนั่งร้องไห้...
ขณะที่เจ้าชายมาคีพบความจริงอันแสนเจ็บปวด มัทนาซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯก็มีสภาพไม่ต่างกัน เมื่อได้รู้จากธรรมรัตน์ว่าคามินตายแล้ว สินธรช่วยเธอขึ้นจากบึงแห่งนั้นได้แต่ไม่มีใครพบคามินแม้แต่ซาก มัทนาไม่เชื่อ จะขอกลับรายาไปตามหาเขา ธรรมรัตน์ร้องห้ามเสียงลั่น ถ้าลูกกลับไปที่นั่นก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้งคามินคงไม่ต้องการแบบนั้น มัทนาไม่เห็นมินตราตั้งแต่ฟื้นคืนสติก็ถามหา ได้ความว่าเธอต้องการอยู่ที่รายาต่อไป
“ตอนนี้เธอกลายเป็นคนโปรดขององค์ราชินีไปแล้ว เรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นกับคุณมัท ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของมินตรา” เหมันต์อธิบาย มัทนาถึงกับอึ้ง ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ทั้งพ่อและแม่ยืนยันว่าเป็นความจริง ท่านหญิงมาณวิกาจะเล่ารายละเอียดให้เธอฟังวันหลัง ตอนนี้อยากให้เธอพักผ่อนก่อน
“ลืมทุกอย่างที่รายาให้หมดเถอะลูก เริ่มต้นชีวิตใหม่ พ่อขอโทษที่ทำให้มัทต้องไปเจอกับเรื่องร้ายๆ” ธรรมรัตน์ลูบหัวลูกด้วยความสงสาร มัทนาล้มตัวลงนอนปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้ม
ooooooo
ไม่กี่วันต่อมา หมออนุญาตให้มัทนากลับบ้านได้ แต่ทุกที่ในบ้านเกียรติกำจรกลับทำให้เธอหวนคิดถึงช่วงเวลาดีๆที่มีกับคามิน เธอทนเห็นภาพความหลังไม่ไหว ขออนุญาตพ่อกับแม่ไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศที่บ้านของเราที่วังน้ำเขียว
“ที่นั่นอากาศบริสุทธิ์ ไปพักนานๆเลยนะลูก” ธรรมรัตน์ยุส่ง
ระหว่างมัทนาขับรถมุ่งหน้าสู่วังน้ำเขียว อยู่ๆก็เกิดเปลี่ยนใจวกรถกลับ “ไปอยู่เกาะเงียบๆดีกว่า มีแต่เสียงคลื่นกับลม บางทีใจเราอาจจะสงบบ้างก็ได้”...
ในเวลาเดียวกัน ธรรมรัตน์แอบคุยกับเหมันต์อยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านเกียรติกำจรถึงเรื่องที่เหมันต์ไปคุยกับหมอแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ได้ความว่าหมอกำลังปรึกษากับทางอเมริกาอยู่ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็อาจจะต้องพาคนไข้ไปรักษาที่โน่น ธรรมรัตน์สั่งให้เขาดูแลคนไข้เต็มที่ อย่าให้ขาดเหลืออะไร
“ครับ...แล้วนี่คุณมัทไปคนเดียวหรือครับ”
“อือ เธอคงอยากจะอยู่เงียบๆ ก็ดีจะได้ลืมคนที่ควรจะลืมได้เสียที”...
บ่ายคล้อยแล้ว เรือรับจ้างแล่นมาจอดที่ชายหาดหน้าบ้านพักตากอากาศของธรรมรัตน์บนเกาะแห่งหนึ่ง มัทนาโดดลงจากเรืออย่างคล่องแคล่ว เดินลุยน้ำตื้นๆมาที่หาด คนขับเรือช่วยขนสัมภาระตามมาให้ เธอมองไปทางบ้านพักเห็นชิงช้าตัวโปรดห้อยจากต้นไม้ใหญ่ เข้าไปลูบคลำด้วยความคิดถึง
“นายชิงช้าเพื่อนรัก คิดว่าจะมีใครมารื้อออกไปเสียแล้ว” มัทนานั่งชิงช้าไกวเบาๆอย่างมีความสุข แต่พอเหลือบมองไปที่ทะเลเห็นเรือรับจ้างแล่นออกไป ถึงกับหน้าตื่นรีบวิ่งตามพร้อมกับตะโกนโหวกเหวก “ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะให้มารับเมื่อไหร่ ปัทโธ่...กลับมาก่อน”
ทันใดนั้น มีใครบางคนตะโกนมาจากด้านหลัง “เสียงใครน่ะ...ฉันถามว่าใคร”
มัทนาหยุดกึกเพราะเสียงคุ้นมาก หันไปมองถึงกับตะลึงที่เห็นคามินยืนถือไม้เท้าอยู่ เธอขยี้ตาตัวเองแล้วมองอีกที ถึงได้รู้ว่าไม่ได้ตาฝาด เขาร้องถามว่าลิ้นจี่ใช่ไหม อารามทั้งดีใจตกใจปนกัน เธอก็เลยพูดอะไรไม่ออก
“ชูบอกว่าเธอจะมาวันนี้ เห็นว่ายังเด็ก ฉันเชื่อแล้วว่าเธอคงเด็กจริงๆ มาถึงก็ส่งเสียงลั่น รีบขึ้นมาแล้วตามฉันไปคุยบนบ้านพัก” คามินใช้ไม้เท้าคลำทางกลับไปยังบ้านพักช้าๆ ชายหาดต่างระดับทำให้เขาสะดุดล้ม มัทนารีบวิ่งไปประคองให้ลุกขึ้น ชายหนุ่มเค้นหัวเราะ “ขอบใจ...ต้องมาดูแลคนตาบอดเธอคงเบื่อแย่นะลิ้นจี่”
หญิงสาวมองตามชายคนรักที่ใช้ไม้เท้าคลำทางไปอย่างตกตะลึงที่รู้ว่าเขาตาบอด...
มัทนาต้องการจะดูแลใกล้ชิดคามินจึงสวมรอยเป็นลิ้นจี่ ดัดเสียงเหน่อไม่ให้เขาจำเสียงเธอได้ แต่งเรื่องว่าตัวเองมาจากจังหวัดสุพรรณบุรี คามินนิ่วหน้า ไหนนายชูพี่ชายของเธอบอกเขาว่าเธอเรียนอยู่ในเมือง ตอนนี้ ปิดเทอม คุณธรรมรัตน์ก็เลยจ้างเธอมาคอยดูแลเรื่องอาหารการกินให้เขา มัทนาถึงบางอ้อทันที
“อย่างนี้นี่เอง...เข้าใจแล้ว”
คามินได้ยินเธอพึมพำแค่ประโยคท้ายๆ “ถ้าเธอเข้าใจแล้วก็เริ่มงานได้ ฉันขอไปพักผ่อนก่อน อ้อ...ฉันกินข้าวเย็นหกโมงนะ” เขาว่าแล้วเดินเข้าห้องตัวเอง มัทนามองตามน้ำตาซึม
“เพราะคุณตาบอดใช่ไหม คุณถึงไม่ยอมเจอฉัน คุณถึงให้พ่อบอกฉันว่าคุณตายไปแล้ว ต่อไปฉันจะเป็นดวงตาให้คุณเอง”...
ค่ำวันเดียวกัน ณ ประเทศรายา เจ้าชายมาคีเก็บเรื่องที่ตัวเองทำให้คามินกับลูกในท้องของหฤทัยตายเอาไปฝันร้าย เห็นวิญญาณของทั้งคู่ซึ่งมีเลือดท่วมตัวตามมาหลอกหลอน พระองค์ตกใจสุดขีดร้องลั่น สะดุ้งตื่นเหงื่อท่วมตัว มองไปรอบๆห้องถึงได้รู้ว่าเป็นแค่ฝันร้าย เปิดไฟแล้วเรียกหาชวาลลั่น ทหารองครักษ์รีบเข้ามารายงาน
“เอ่อ ชวาลไม่อยู่แล้ว ฝ่าบาททรงไล่ให้ออกจากตำหนักหลายวันแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ทีแรกพระองค์จะให้เขาไปตามชวาลกลับ แต่เปลี่ยนใจ สั่งให้ไปเตรียมรถ พระองค์จะไปเฝ้าเสด็จพ่อ...
ไม่นานนัก เจ้าชายมาคีมาถึงห้องบรรทมขององค์อินทรา เห็นเสด็จแม่กำลังเอายาบางอย่างกรอกปากเสด็จพ่อก็โวยลั่น นั่นคือยาที่ทำให้เสด็จพ่อเป็นแบบนี้ใช่ไหม องค์สาวิตรีตกใจทำถ้วยยาหลุดมือ เจ้าชายมาคี มองพระองค์ด้วยความผิดหวัง ที่แท้คามินไม่ได้ลอบทำร้ายเสด็จพ่อแต่เป็นเสด็จแม่เองต่างหาก
“ทำไมต้องทรงทำขนาดนี้ นั่นน่ะเสด็จพ่อนะพ่ะย่ะค่ะ”
องค์สาวิตรีแก้ตัวว่าที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะองค์อินทราไม่เห็นเราสองแม่ลูกอยู่ในสายตา หลงเชื่อแต่คามิน ซึ่งอิจฉาริษยาลูก ต้องการชิงดีชิงเด่นกับลูก ถึงได้ยุให้ลูกทำแต่เรื่องเสื่อมเสีย ยุให้องค์อินทราเกลียดชังลูกจะได้ยกมันขึ้นมาแทนตำแหน่งของลูก องค์สาวิตรีเห็นลูกลังเล แสร้งทำหน้าเศร้า
“แม่ทำเพื่อลูก แต่ถ้าลูกคิดว่าแม่ทำผิดก็เรียกทหารมาจับแม่ได้เลย เอาสิ สั่งลงโทษแม่เลย เอาเลย”
เจ้าชายมาคีมองเสด็จแม่อย่างอัดอั้น ก่อนจะผลุนผลันออกไป องค์สาวิตรีมองตามหนักใจ
ooooooo
เจ้าชายมาคีไม่สบายใจหลายเรื่อง เช้านี้จึงตัดสินใจไปสวดมนต์ที่วิหารปรารถนา เหลือบเห็นหฤทัยสีหน้าเศร้าสร้อยถือห่อผ้าเล็กๆออกมาจากข้างใน เดินเลี้ยวไปด้านหลัง พระองค์รีบเดินตาม เห็นเธอวางห่อผ้าไว้ใต้ต้นไม้ แล้วชักมีดที่เหน็บเอวออกมา ก็ตกใจ เข้าไปแย่งมีด พร้อมกับต่อว่าเธอว่าที่คิดจะฆ่าตัวตาย
หฤทัยเปิดห่อผ้าให้ดู บอกว่านี่เป็นข้าวของเครื่องใช้ ของทารกที่เธอเตรียมเอาไว้ให้ลูก ในเมื่อไม่ได้ใช้แล้ว เธอก็เลยจะฝากเทพเจ้าที่วิหารแห่งนี้ช่วยปกป้องรักษาวิญญาณของลูก แล้วขอมีดคืน
“เราช่วยเอง” เจ้าชายมาคีใช้มีดขุดดินเป็นหลุม นำห่อผ้าฝังไว้ แล้วคืนมีดให้เจ้าของ “หฤทัย เราขอโทษ ถ้าอยากจะแก้แค้นก็เอาเลย แทงเรากี่แผลก็ได้ ถ้ามันจะทำให้เจ้าหายแค้นที่เราทำให้เจ้าเสียลูกไป”
หฤทัยมองเจ้าชายมาคีเขม็ง ก่อนจะโยนมีดทิ้ง “ทำไมหม่อมฉันจะต้องแค้นฝ่าบาทด้วย หม่อมฉันจะต้องขอบพระทัยฝ่าบาทด้วยซ้ำที่ทำให้ลูกของหม่อมฉันไม่ต้องเกิดมารับรู้ความโหดร้ายของโลกใบนี้”
“ใช่ โลกใบนี้มันโหดร้าย...โหดร้ายที่สุด” เจ้าชายมาคีพูดจบทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ด้วยความอัดอั้น หฤทัยใจอ่อน เดินเข้าไปแตะไหล่พระองค์ด้วยความสงสาร เจ้าชายมาคีดึงเธอมากอดซุกหน้ากับหน้าท้อง มินตราเข้ามาเห็น ก็หึงหน้ามืด ร้องเรียกพระองค์เสียงเข้ม หฤทัยตกใจรีบถอยห่าง เจ้าชายมาคีได้สติ เอาแขนเสื้อเช็ดน้ำตา
“นึกไม่ถึงเลยว่าจะประทับอยู่กับคุณหฤทัย...นี่คุณหายดีแล้วหรือคะ ถึงออกมาตากแดดตากลมได้”
“ค่ะ ฉันแข็งแรงสบายดีแล้ว หม่อมฉันขอตัวนะเพคะ” หฤทัยทำความเคารพเจ้าชายมาคีแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว พระองค์จะตาม แต่มินตราคว้าแขนไว้ ออดอ้อนว่าเห็นพระองค์ไม่ค่อยสบายใจก็เลยจะมาคอยรับใช้
“ขอบใจ แต่ถ้าอยากให้เราสบายใจ ช่วยอยู่ให้ห่างๆเราจะดีกว่า” เจ้าชายมาคีแกะมือเธอออก ขยับจะไป
“แปลกนะเพคะ ทรงรังเกียจหม่อมฉัน แต่ไม่ยักรังเกียจเมียชาวบ้าน ทรงเชื่อหรือเพคะว่าลูกในท้องคุณหฤทัยเป็นของฝ่าบาท ทั้งๆที่เธอนอนอยู่กับคามินทุกคืน”
พระองค์ไม่เชื่อใครทั้งนั้น โดยเฉพาะมินตราและถ้าเธอเอาเรื่องคืนนั้นมาอ้างเพื่อบีบพระองค์ อย่าหวังว่าจะสำเร็จ มินตราทำเป็นเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่เคย ต้องการอะไร แม้จะตกเป็นของพระองค์แล้วก็ตาม เจ้าชายมาคีขอให้เธอทำได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน มินตรามองตาม พระองค์ที่เดินจากไปด้วยแววตาเหี้ยม
“ฉันลงทุนมาถึงขนาดนี้ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ขวางทางฉันไม่ได้ทั้งนั้น”...
ขณะที่มินตราวางแผนจะจับเจ้าชายมาคีให้อยู่หมัด มัทนาซึ่งอยู่ที่บ้านตากอากาศของธรรมรัตน์ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อลิ้นจี่ตัวจริงโผล่มาที่ห้องพัก เธอกลัวความแตกรีบเอาเงินปิดปากเป็นค่าสวมรอยเป็นลิ้นจี่ และจะดูแลคามินให้เอง ลิ้นจี่ดีใจราวกับถูกหวย วิ่งแจ้นไปบอกข่าวดีนี้กับนายชูพี่ชายตัวเองพร้อมกับยื่นเงินปึกใหญ่ที่เพิ่งได้ให้ เขารับเงินมานับด้วยความตื่นเต้น ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงให้เงินมากขนาดนี้
“ไม่รู้ไม่ได้ถามมัวแต่ดีใจที่มีคนทำงานแทนแถมให้เงินอีกต่างหาก หาได้ที่ไหน”
“เอ...ทำไมนายเหมันต์ไม่เห็นบอกเลยว่าจะส่งคนมา” นายชูยังคาใจไม่หาย ลิ้นจี่ขอร้องเขาอย่าสงสัยมากนัก เหมันต์อาจจะเพิ่งหาคนได้ แล้วดึงเงินคืนไปส่วนหนึ่งก่อนวิ่งปรู๊ดออกไป
ooooooo
ถึงเวลาอาหารเย็น มัทนาลุ้นแทบแย่เพราะทำกับข้าวไม่เป็น โชคดีค้นเจออาหารสำเร็จรูปอยู่ในตู้เก็บของในครัว นำมาอุ่นไมโครเวฟ แล้วยกไปตั้งบนโต๊ะอาหาร เธอเห็นทะเลยามเย็นสวยงาม อยากจะทำโรแมนติก จึงเปลี่ยนไปตั้งสำรับที่โต๊ะอาหารหน้าบ้านจะได้กินลมชมวิวฟังเสียงคลื่นไปด้วย
คามินแวะที่โต๊ะอาหารในบ้านคลำดูไม่พบกับข้าว ออกมาร้องเรียกลิ้นจี่ลั่นบ้าน มัทนาในคราบลิ้นจี่เข้ามาจับมือเขาไว้ ชายหนุ่มรีบชักมือออก มัทนาต้องร้องบอกว่าเธอเอง เขาเตือนว่าทีหน้าทีหลังอย่าแตะต้องตัวเขาโดยไม่ส่งเสียงให้รู้ตัวก่อน เพราะเธออาจเจ็บตัวได้ แล้วต่อว่าว่าถึงเวลาอาหารเย็นแล้วทำไมยังไม่ตั้งโต๊ะอีก
“วันนี้ฉันเปลี่ยนบรรยากาศให้คุณมานั่งกินใกล้ๆทะเลจะได้กินไปฟังเสียงคลื่นลมไปไงคะ”
“ใครใช้ให้เธอทำอะไรแบบนี้ คิดว่าฉันมีอารมณ์ฟังเสียงคลื่นเสียงลมหรือไง ยกอาหารขึ้นไปข้างบนฉันจะกินข้างบน” คามินเอ็ดเสียงเขียว ทำท่าจะกลับขึ้นบ้าน มัทนาแกล้งร้องไห้สะอึกสะอื้นแต่งเรื่องโน้นโม้เรื่องนี้ไปเรื่อย สุดท้ายคามินใจอ่อน ยอมนั่งกินอาหารที่โต๊ะนอกบ้านพัก คลำหาช้อน จานและจานกับข้าวว่าอยู่ตรง ไหนบ้าง แต่ก็ยังตักผิดตักถูกหกเรี่ยราด มัทนาสงสารเขาจับใจถึงกับน้ำตาซึม อาสาจะป้อนให้
“ไม่ต้อง ฉันอยากฝึกทำเอง เผื่อว่าฉันอาจต้องอยู่ในโลกมืดแบบนี้ตลอดไป”...
หลังกินอาหารเสร็จ มัทนาพาคามินมาเดินเล่นแถวชายหาด อ้างว่ากินข้าวแล้วควรเดินออกกำลัง หากกินแล้วนอนจะทำให้เสียสุขภาพได้ คามินไม่สนใจ เพราะเรื่องสุขภาพไม่มีประโยชน์อะไรกับคนตาบอดอย่างเขา
“คุณนี่ใจเสาะจริงๆนะ กะอีแค่ตาบอด มันทำให้คุณหมดอาลัยตายอยากในชีวิตเลยหรือ คุณรู้ไหม บางคน เขาไม่มีทั้งแขนทั้งขา เขายังสู้ชีวิตยิ่งกว่าคุณเสียอีก”
คามินถึงกับสะอึก จังหวะนั้นมีปูตัวหนึ่งไต่ขึ้นมาบนขาของเขา คามินตกใจถามว่าตัวอะไร พอรู้ว่าเป็นปู ก็เอามือควานหาจะจับ มัทนาห้ามไม่ให้จับ กลัวเขาจะโดนมันหนีบ คามินเหม่อมองไปที่ทะเล ก่อนจะเล่าด้วยน้ำเสียงปนเศร้าว่าตอนที่เขาอยู่ที่บ้านเก่าซึ่งรายล้อมไปด้วยภูเขาไม่มีทะเล เขาไม่เคยเห็นปูมาก่อน พอได้เห็นครั้งแรก ตื่นเต้นมาก ไล่จับมันอย่างสนุกสนาน มีคนเคยบอกเขาว่าถ้าได้ไล่จับปูริมทะเลจะสนุกกว่านั้นอีก
“ตอนนี้ฉันได้มายืนอยู่ริมทะเล ได้ยินเสียงคลื่นซัดอยู่ตรงหน้า มีปูวิ่งวนอยู่ใกล้ๆตัว แต่ฉันกลับมองไม่เห็นทะเล ไม่สามารถจะจับปูได้” คามินถอนใจเศร้า มัทนาพลอยเศร้าไปด้วย แล้วนึกบางอย่างขึ้นมาได้ บอกให้เขารออยู่ตรงนี้สักครู่ เธอหายไปพักใหญ่ ก่อนจะกลับมาจูงมือคามินมานั่งที่หาด เอามือเขาลูบทรายที่เธอก่อเป็นตัวปูยักษ์ไว้ให้ เธอจับมือเขาไล่ไปตามลำตัว ขาและจบที่หัวให้เขาเดาว่าตัวอะไร คามินตื่นเต้นร้องลั่นว่าปูใช่ไหม
หญิงสาวหัวเราะชอบใจ เผลอชมด้วยสำเนียงปกติว่าเก่งมาก คามินหยุดกึก ทักว่าทำไมบางครั้งเสียงของเธอถึงได้คุ้นหูนัก กลิ่นหอมจากตัวก็คล้ายกับใครบางคน เธอกลัวเขาจะจับพิรุธได้ ชวนกลับบ้านพัก อ้างว่าใกล้มืดแล้ว เขาอยากรู้ว่าท้องฟ้ายามค่ำของทุกที่จะเหมือนกันหรือเปล่า
“คุณพูดเหมือนคุณคิดถึงบ้าน”
“ใช่ ฉันคิดถึงบ้านแต่ฉันคงไม่มีโอกาสได้กลับไปอีกแล้วล่ะ” น้ำเสียงเศร้าของคามินทำให้มัทนาสะเทือนใจ
ooooooo
ขณะที่คามินรักษาตัวอยู่ในเมืองไทย สินธร กำลังเร่งฝึกวิชาการต่อสู้ให้วายุและชาวบ้านอยู่ที่หมู่บ้านภูสายธารอย่างหนัก หวังจะใช้เป็นกองกำลังไปช่วยองค์อินทราให้รอดพ้นเงื้อมมือวิฑูร แต่ดูไม่ค่อยจะคืบหน้า พวกนั้นไม่มีทักษะการต่อสู้ ทำให้สินธรหงุดหงิด ฐากูรต้องขอร้องให้หยุดพักกันก่อนเพราะซ้อมมาทั้งวันแล้ว
“ถ้าฝีมือยังอ่อนหัดกันขนาดนี้ เราจะไปสู้พวกท่านวิฑูรได้อย่างไร”
“เรารู้ว่าเจ้าร้อนใจ เราเองก็เหมือนกัน แต่พวกเรามีกำลังน้อยกว่าต้องรักษาเอาไว้ อีกอย่างหนึ่งฝ่ายโน้นมันคงยังไม่กล้าทำอะไร อย่าลืมสิ ตอนนี้เรายังถือไพ่ได้เปรียบอยู่อีกใบหนึ่ง”...
ไพ่ที่อาจารย์เมฆาพูดถึงก็คืออัคนีนั่นเอง ตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งนั้น ความจำของเขาเสื่อมจำอะไรไม่ได้แม้แต่ชื่อตัวเอง มาลีเบื่อที่จะต้องคอยดูแลเขา แนะให้ฐากูรปล่อยเข้าป่าให้เสือกินจะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว เลี้ยงเอาไว้สิ้นเปลืองเปล่าๆ ถามอะไรก็จำไม่ได้สักอย่าง สินธรหาว่าอัคนีแกล้ง แต่อาจารย์เมฆาเชื่อว่าเขาคงความจำเสื่อมจริงๆ
“แบบนี้ก็ไม่มีประโยชน์สิครับอาจารย์” ฐากูรมองอัคนีที่ตั้งหน้าตั้งตาถูบ้านอย่างเซ็งจัด
“มีสิ อย่างน้อยก็เท่ากับเรามีตัวประกันเอาไว้ต่อรอง ยังไงพ่อก็ต้องห่วงลูกอยู่แล้ว”...
เป็นอย่างที่อาจารย์เมฆาคาดไว้ไม่มีผิด อสิตกับนายยักษ์เตรียมจะกลับเมืองไทยเพื่อระดมคนกลับมาตามหาลูกชายสุดเลิฟ วิฑูรขอร้องไม่ให้กลับเพราะส่งคนไปตามให้แล้ว อสิตรอไม่ไหว ผ่านมาหลายวันแล้ว ไม่รู้ลูกจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร หรืออาจจะเหลือเพียงวิญญาณก็ได้ พูดจบก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“เชื่อผมสิว่ามันไม่กล้าทำอะไรอัคนีหรอก มันต้องเอาไว้เป็นตัวประกัน”
อสิตดื้อดึงจะไปให้ได้ วิฑูรจำต้องงัดไม้เด็ดออกมา แจ้งว่าที่ประชุมสภารายาเห็นชอบให้มีการประมูลสัมปทานเหมืองเพชรและพลอยในรายาแล้ว เหลือเพียงองค์อินทราลงนามเท่านั้น แล้วแนะอสิต แทนที่จะนั่งร้องไห้ น่าจะเอา เวลาไปคำนวณว่าตัวเองจะได้รายได้จากสัมปทานครั้งนี้เท่าไหร่ดีกว่า เขาหยุดร้องไห้ทันที
ooooooo
ระหว่างที่วิฑูรกับอสิตวางแผนจะกอบโกยผลประโยชน์ทุกอย่างจากประเทศรายา คามินซึ่งอยู่ที่บ้านพักตากอากาศในเมืองไทย ถึงกับชะงักเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนร้องเพลงหลับฝันดีแว่วเข้ามา เขาตื่นเต้นจนลืมหยิบไม้เท้า เดินคลำผนังตามเสียงเพลงไปถึงหน้าห้องน้ำภายในห้องพักของมัทนาในคราบลิ้นจี่
“หลับซะคนดี คืนนี้ฉันจะเฝ้าคอยดูแล นำรักแท้มาห่มใจเธอ ให้รักนี้ซึมซาบลงในดวงใจ ให้รักนี้ เอ่ยคำที่ฉันอยากพูดไป” มัทนาร้องเพลงไปอาบน้ำไปด้วยอย่างมีความสุข แต่ต้องชะงักเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องน้ำดังขึ้น เธอเผลอตะโกนถามด้วยสำเนียงปกติว่าใคร คามินทุบประตูปังๆๆ สั่งให้เปิดประตูเดี๋ยวนี้
มัทนาคว้าผ้าเช็ดตัวมานุ่งแบบลวกๆ ก่อนจะเปิดประตูออกมาเห็นคามินยืนอยู่ ถามเสียงเหน่อว่าเคาะประตูทำไม เขาไม่ตอบ ย้อนถามว่าเมื่อครู่นี้เธอร้องเพลงหรือ เห็นเธอเงียบไม่พูดอะไร คามินจับไหล่เธอเขย่า
“บอกมา ทำไมเธอร้องเพลงนี้ได้ เธอร้องเพลงหลับฝันดีได้อย่างไร ลิ้นจี่” คามินเขย่าแรงขึ้นจนผ้าเช็ดตัวที่มัทนานุ่งหลุด หญิงสาวตกใจร้องว้ายลั่น ผลักเขาหงายท้องแล้วปิดประตูห้องน้ำ ลนลานคว้าเสื้อคลุมมาสวม
“อีตาบ้า อยู่ดีๆ ก็บุกมาถามเรื่องเพลงบ้าบออะไรตอนนี้ก็ไม่รู้ ป่านนี้เห็นไปถึงไหนๆแล้ว คอยดูจะจิ้มตาให้บอดเลย” มัทนาเพิ่งนึกขึ้นได้
“ตาบอด...จริงด้วย ก็เขาตาบอดนี่” คิดได้ดังนั้น เธอเปิดประตูออกมาขอโทษแล้วช่วยพยุงเขาลุกขึ้น คามินคาดคั้นให้เธอตอบมาว่าเมื่อครู่ร้องเพลงพื้นบ้านรายาได้อย่างไร มัทนาโกหกเนียนๆ ว่าเพลงรายาที่ไหนกัน เธอร้องเพลงลูกทุ่งต่างหาก แล้วร้องเพลงมั่วๆเพลงหนึ่งให้ฟัง คามินยืนยันว่าไม่ใช่เพลงนี้
“แสดงว่าคุณคงหูฝาดแล้วล่ะ อาจเป็นเพราะคุณคิดถึงบ้านมากไป” มัทนาไหลไปได้เรื่อย
คามินคิดคล้อยตาม จึงไม่ถามอะไรอีก จากนั้นมัทนาพยุงเขากลับห้อง บอกให้นอนพักผ่อนอย่าคิดมาก คามินเอนตัวลงนอนอย่างว่าง่าย เธอทำทีปิดประตูห้องราวกับออกไปแล้ว แต่ย่องกลับมาที่เตียงดูเขานอนหลับด้วยความรักเต็มหัวใจ พอเห็นเขาหายใจสม่ำเสมอเหมือนหลับไปแล้ว เธอจูบหน้าผากเขาเบาๆ คามินหลับหูหลับตาเอามือปัดๆ มัทนาถึงกับผงะ ก่อนจะถอยไปนั่งที่เก้าอี้ มองดูเขาหลับอย่างมีความสุข
ooooooo
มัทนาตื่นแต่เช้า รีบไปหาลิ้นจี่ที่กระท่อมที่พักของนายชู เพื่อขอแป้งสำหรับทำขนม เธอปฏิเสธว่าไม่มี อาสาจะไปซื้อให้ที่ตลาดในเมือง แต่ต้องรอให้นายชูเอาเรือออกไป จังหวะนั้นคามินตะโกนเรียกนายชูดังขึ้น มัทนาสั่งให้ลิ้นจี่หลบไปก่อน เธอสงสัยทำไมต้องหลบ มัทนายัดเงินให้ปึกหนึ่ง ถามว่าหายสงสัยไหม
“หายค่ะ หายสนิท เอ๊ะ แต่ทำไมต้องหลบ ก็เขามองไม่เห็น”
“เออ จริงด้วย” มัทนาว่าแล้วโบกมือไล่ลิ้นจี่ไปยืนแอบๆ แล้วหันไปถามคามินที่มาถึงพอดีว่าเรียกหาพี่ชูทำไม เป็นจังหวะเดียวกับนายชูเดินมาจากหลังกระท่อมพร้อมกับไม้ไผ่ท่อนยาวปลายแหลม ร้องทักคามินว่ามาเองเลยหรือ เขากำลังจะเอาไม้ไผ่ไปให้พอดี แล้วเอามันใส่มือคามินซึ่งลูบคลำสำรวจไปจนถึงปลายแหลม
“ดี ใช้ได้เลย อ้อลิ้นจี่ เย็นนี้ไม่ต้องทำกับข้าวนะ แต่ช่วยก่อไฟให้หน่อย”
หญิงสาวอดถามไม่ได้ว่าจะทำอะไร คามินให้เธอคอยดูเอาเอง แล้วใช้ไม้เท้าคลำทางไปจนถึงโขดหินริมทะเล เงี่ยหูฟังเสียงปลา พอได้ยินเสียงก็ใช้ไม้ไผ่แทง แต่พลาดเป้า มัทนาที่ตามมาสมทบร้องทัก
“เมื่อวานคุณยังทำท่าซังกะตายเหมือนท้อแท้หมดหวัง แต่ทำไมวันนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน”
“ก็ฉันอายคนที่เธอเล่าให้ฟังที่เขาไม่มีแขนมีขาแต่ฉันมีครบทุกอย่างแค่มองไม่เห็น ฉันน่าจะทำอะไรได้มากกว่าเขา อาจารย์ฉันเคยสอนไว้ว่าเมื่อเราขาดประสาทสัมผัสบางอย่างก็ต้องฝึกเพิ่มขึ้นมาให้ได้ ฉันต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองสักที” คามินว่าแล้วเงี่ยหูฟังเสียงปลาอีกครั้ง มัทนาเห็นปลาว่ายมากระซิบบอกทิศทางให้ เขาแทงไม้ไผ่ลงไปตรงจุดที่เธอบอก ได้ปลาติดขึ้นมา ทั้งสองคนดีใจกันใหญ่ หลังจากได้ปลามากพอเป็นอาหารเย็น มัทนาชวนเขากลับ คามินยังไม่ยอมกลับ อยากจะฝึกว่ายน้ำโดยที่มองไม่เห็น
“ฉันควรจะฝึกตัวเองไม่ว่าที่ไหนสถานการณ์ใด เราต้องพร้อมเสมอ ถ้าศัตรูจู่โจมมาเมื่อไรจะได้ตั้งรับทัน”
มัทนาติง เขาตาบอดแบบนี้ยังคิดจะไปรบกับใครอีก คามินรู้ดีว่าศัตรูของเขาไม่มีวันเลิกรา มัทนาจับมือเขาไว้ จะขอต่อสู้ร่วมกับเขาด้วย จากนั้นเธอหาเชือกมาผูกข้อมือตัวเองกับข้อมือเขาแล้วเริ่มว่ายน้ำออกไปช้าๆ ก่อนจะดำดิ่งลงสู่ใต้น้ำ ทั้งคู่แหวกว่ายไปด้วยกันท่ามกลางบรรยากาศใต้ทะเลแสนสวยอย่างมีความสุข
ooooooo










