สมาชิก

คู่วุ่นลุ้นแผนรัก

ตอนที่ 8

อัลบั้ม: "วิน ธาวิน" ประกบ "ขวัญ อุษามณี" ใน "คู่วุ่นลุ้นแผนรัก"

เดินขึ้นยอดเขาไม่สำเร็จ ศิลากับขอจันทร์ตัดสินใจกลับมายังจุดที่ผูกเรือเอาไว้ พบว่าเรือหายไปแล้วเนื่องจากไม่ได้ทอดสมอ เอาเชือกผูกไว้กับโขดหิน แค่นั้น เชือกถูกับแง่งหินทำให้เชือกขาด คลื่นซัดเรือลอยออกไปยังทะเลลึก ขอจันทร์หน้าเศร้า แล้วทีนี้จะทำอย่างไรต่อไป เขาเริ่มหงุดหงิด

“คุณจะถามทำไม ถึงเรือยังอยู่แล้วคุณมีน้ำมันหรือไง”

ทั้งคู่เริ่มมีอารมณ์ใส่กัน โทษกันไปโทษกันมาว่าเป็นความผิดของอีกฝ่ายหนึ่งที่เรือหายไป ศิลาเหนื่อยที่จะเถียงด้วยบอกให้ขอจันทร์พอได้แล้ว เธอกลับเอาแต่บ่นไม่เลิก เขารำคาญจะเดินหนี เธอสั่งห้ามไปไหนทั้งนั้น ศิลาเดินต่อไปไม่สนใจ ขอจันทร์โมโหตะโกนไล่หลัง

“เออ อยากไปนักใช่ไหม ไปเลย ฉันอยู่คนเดียวได้ไม่เห็นต้องง้อคุณเลย จะไปไหนก็ไปแล้วอย่ากลับมาง้อฉันก็แล้วกัน” ไม่ไล่เปล่า เธอคว้าเศษไม้ขว้างใส่เขาอีกต่างหาก...

ขอจันทร์เริ่มเป็นกังวลที่ป่านนี้แล้วศิลายังไม่กลับมาสักที มองไปยังผืนน้ำเบื้องหน้ารู้สึกว้าเหว่เดียวดาย อย่างบอกไม่ถูก พึมพำน้ำตาคลอ ไม่มีใครคิดจะตามหาเธอเลยหรือ

ทันใดนั้นมีเสียงสวบสาบดังมาจากชายป่าด้านหลัง เธอหันขวับไปมองด้วยความตกใจ เสียงนั้นเงียบไป แต่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นอีก เธอรีบวิ่งไปหลบหลังโขดหิน โดยกำไม้ท่อนเขืองไว้แน่นกลัวจะเป็นพวกโจรสลัด สักพักศิลาเดินออกมาจากชายป่าพร้อมด้วยทะลายมะพร้าว ขอจันทร์ยังงอนไม่หาย โวยวายว่ากลับมาทำไม เขาไม่ถือสาหาความ โยน มะพร้าวให้ เธอเห็นของกินก็ลืมความบาดหมางใจวิ่งใส่

“มะพร้าวๆๆ จะว่าไปคุณนี่ก็มีน้ำใจกว่าที่ฉันคิดอีกนะเนี่ย”

ศิลาส่ายหน้ายิ้มๆแล้วเล่าให้ฟังว่า นอกจากมะพร้าวแล้วเขายังได้ไฟแช็กติดมือมาด้วย ขอจันทร์มองเหล่ ใช้ได้จริงหรือเปล่า เขาเลยจุดโชว์ เธอโดดตัวลอยด้วยความดีใจ ศิลาแซวดีใจเพราะจะได้ไม่ต้องนอนหนาวแล้วใช่ไหม เธอส่ายหน้าดิก ก่อนจะยิ้มทะเล้น

“ดีใจที่จะได้กินมะพร้าวเผาต่างหาก”

ขอจันทร์ซัดมะพร้าวเข้าไปหลายลูก ศิลาพยายามจะเตือนว่าอย่ากินมากเพราะน้ำมะพร้าวมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ แต่ไม่ทัน เธอปู้ดป้าดออกมาเสียก่อน รีบวิ่งเข้าไปปลดทุกข์ในป่าแทบไม่ทัน

ooooooo

เมื่อมาถึงจังหวัดเป้าหมาย นทีกับณิชรันย์แวะเช็กอินที่โรงแรมในตัวเมืองเพื่อเอาข้าวของไปเก็บ ระหว่างทยอยเอาของออกจากกระเป๋า ณิชรันย์คิดถึงเรื่องที่พ่อต้องมาตายเพราะเมฆาเป็นต้นเหตุ ถึงกับหน้าเครียด จังหวะนั้นนทีเข้ามาบอกว่าจะไปตามหาหอนาฬิกาสีส้มเหมือนที่ขอจันทร์บอก

“รันไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวทีออกไปเอง แล้วจะส่งข่าวมานะ” นทีขยับจะไปแต่ณิชรันย์เรียกไว้

“ที...รันไปด้วย ตอนนี้พี่ศิลากับขอจันทร์กำลังลำบาก แล้วรันจะนอนสบายอยู่ในห้องได้อย่างไร”

ครู่ต่อมา นทีกับณิชรันย์นั่งรถรับจ้างมาถึงหอนาฬิกาสีส้มซึ่งอยู่ใกล้กับสะพานปลา แต่ไม่มีวี่แววของศิลาหรือขอจันทร์ นทีหันไปถามลุงคนขับรถว่าชายหาดที่มีหอนาฬิกาสีส้ม มีที่นี่ที่เดียวใช่ไหม เขาพยักหน้าแทนคำตอบ จากนั้นนทีกับณิชรันย์ก็สวมวิญญาณนักสืบ เอารูปถ่ายของศิลากับขอจันทร์เที่ยวถามชาวบ้านละแวก นั้นว่ามีใครเคยเห็นคนที่อยู่ในรูปบ้างไหม แต่คว้าน้ำเหลว

ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าเต๋าแอบสะกดรอยตามอยู่ตลอด ก่อนจะทำทีเข้ามาถามว่ากำลังตามหาชายหญิงคู่หนึ่งอยู่หรือ ทั้งนทีและณิชรันย์ตาเป็นประกายด้วยความหวัง ถามเขาว่าเห็นสองคนนั้นหรือเปล่า

“เห็นสิ” เต๋าว่าแล้วหลอกให้ทั้งคู่เดินตามไปยังที่เปลี่ยวเพื่อความแนบเนียนชวนนทีคุยไปด้วย “แล้วน้องสองคนจะตามหาคุณศิลากับแฟนเขาทำไม”

“คือขอจันทร์น่ะครับ โทร.มาให้ผมช่วยแล้วสายก็ตัดไป ผมเลยคิดว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นกับสองคนนั้นแน่ๆ”

ณิชรันย์เอะใจกระซิบกับนทีทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้รู้จักชื่อของพี่ศิลาทั้งที่เราไม่เคยเอ่ยชื่อ เขาเห็นไม่เข้าที ถีบเต๋ากระเด็นแล้วคว้ามือณิชรันย์วิ่งหนี เต๋าตั้งหลักได้ไล่ตาม สองคนพากันไปซ่อนหลังเรือที่จอดอยู่ รอจังหวะที่เต๋าวิ่งผ่าน นทีจู่โจมไม่ทันให้เขาตั้งตัว จับกระแทกกับเรือ บังคับให้บอกสถานที่ที่จับศิลากับขอจันทร์ไปขัง

ยังไม่ทันจะได้เรื่องอะไร เข้มกับสมุนตะโกนโหวกเหวกเข้ามาเสียก่อน ณิชรันย์รีบเข้าไปดึงนทีให้หนี

“แต่เรากำลังจะรู้แล้วนะว่าพี่ศิลากับขอจันทร์อยู่ไหน...บอกมาว่าพวกแกเป็นใคร”

“ที...ไปเถอะ ถ้าเราถูกพวกมันจับได้ เราก็จะช่วยพี่ศิลากับขอจันทร์ไม่ได้นะ ไปเร็วที” ณิชรันย์ลากนทีออกไปได้ทันก่อนที่พวกของเต๋าจะมาถึง เข้มถามเต๋าว่ามีเรื่องอะไรกัน ได้ความว่าสองคนนั่นมาตามหาศิลากับขอจันทร์ แต่ตนไม่ได้บอกอะไรพวกนั้น เข้มมองตามนทีกับณิชรันย์ด้วยความแค้นใจ

ooooooo

ขอจันทร์เดินอย่างหมดเรี่ยวแรงออกมาจากชายป่าเพราะโดนฤทธิ์เดชของน้ำมะพร้าวเข้าไป ถามศิลาว่ายังไม่มีใครผ่านมาบ้างหรือ เขาส่ายหน้า เธอทิ้งตัวลงนั่งข้างๆพร้อมกับบ่นอุบ ป่านนี้แล้วทำไมไม่มีใครคิดจะตามหาเราสองคนเลยหรือ ศิลาบอกให้ใจเย็นๆก่อน อย่าเพิ่งหมดหวัง

“อะไรกันความเข้มแข็งของคุณมันออกไปพร้อมกับน้ำมะพร้าวเมื่อครู่หมดแล้วหรือไง อดทนอีกหน่อยนะ”

“ก็ฉันกลัวนี่”

ศิลารับประกันว่าอยู่กับเขาแล้วไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น และให้สัญญาจะต้องพาเธอไปจากที่นี่ให้ได้ เธออยากรู้ว่าเขาจะทำอย่างไร ศิลาหันมองไปที่กองลูกมะพร้าว...

ด้วยความกลัวที่จะต้องติดอยู่บนเกาะร้าง ทำให้ขอจันทร์คิดฟุ้งซ่านไปใหญ่โตว่าช่วยกันกับศิลาเอาลูกมะพร้าวที่กินไปแล้วกับก้อนหินมาเรียงเป็นคำว่า “HELP” ตัวใหญ่เป้งไว้บนชายหาด

“คุณว่าเขาจะเห็นจริงๆเหรอ”

“เห็นสิ ฉันรับรองถ้ามีใครผ่านมาเขาต้องเห็นแน่ๆ”

แต่ผ่านไปห้าปีแล้ว จนลูกมะพร้าวทั้งดำทั้งเหี่ยว ขอจันทร์ในสภาพทรุดโทรมหัวยุ่งเหยิงก็ยังคงติดอยู่บนเกาะกับศิลาซึ่งมีสภาพไม่ต่างกัน หนำซ้ำทั้งคู่ยังมีลูกด้วยกันหนึ่งคนชื่อ “ลูกหิน” เธอไม่วายต่อว่าว่าเคยบอกเขาแล้ววิธีนี้ไม่ได้ผล ศิลาอ้างว่าประเทศไทยใหญ่โตกว้างขวาง ต้องให้เวลาคนที่ออกตามหาพวกเราอีกหน่อย

“ห้าปีนี่เรียกว่ายังไม่ให้เวลาอีกเหรอ” ขอจันทร์เริ่มมีอารมณ์

“เอาน่า ในเมื่อไม่มีใครหาเราเจอ งั้นเราก็สร้างอาณาจักรของเราที่นี่เลยก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องกลับไปเลย แล้วเราจะมีลูกให้เต็มเกาะนี้เลย เธอว่าไง” ศิลามองเธออย่างรอคำตอบ

“ไม่...มันต้องไม่ใช่อย่างนี้สิ ไม่นะ ม่ายยยยยยย” ขอจันทร์ตะโกนสุดเสียง ก่อนจะสะดุ้งตื่นจากภวังค์ถึงได้รู้ว่าฟุ้งซ่านไปเอง ศิลาที่นั่งอยู่ข้างๆพลอยตกใจไปด้วยถามว่าเป็นอะไร แล้วเอามืออังหน้าผาก ไม่เห็นมีไข้ หรือว่าเธอเห็นภาพหลอน ขอจันทร์อึกอัก นึกถึงภาพที่มีลูกกับเขาแล้วถึงกับถอยกรูด

ศิลาเห็นเธอไม่เป็นอะไรก็ลุกไปที่กองมะพร้าว ขอจันทร์ร้องทักว่าคิดจะทำอะไร เขาจะเรียงคำว่า “HELP” เผื่อใครผ่านมาจะได้เห็น เธอตกใจมากกลัวเหมือนภาพในจินตนาการเมื่อครู่นี้ รีบเข้าไปใช้ทั้งมือทั้งเท้าเตะกองลูกมะพร้าวกระจุยกระจาย เขาพยายามห้ามแต่เธอไม่ฟัง

“เป็นบ้าอะไรของคุณอีก ไม่อยากกลับไปหาพ่อหาน้องชายแล้วหรือไงถึงได้ทำอย่างนี้”

“อยากสิ ก็เพราะอยากไงฉันถึงต้องทำอย่างนี้” เธอไม่อยากเล่าถึงภาพที่เห็นให้เขาฟัง ยังคงเตะลูกมะพร้าวไม่หยุด แต่ดันพลาดไปเตะโดนหินถึงกับร้องจ๊าก ศิลาได้แต่มองงงๆ

ooooooo

ขอจันทร์ฟุ้งซ่านหนักข้อ ไม่อยากให้ลงเอย เหมือนภาพในจิตนาการของตัวเอง จัดแจงหากิ่งไม้มากั้นอาณาเขตกันไม่ให้ศิลารุกล้ำเวลาที่ตัวเองหลับ เขางงมากแค่เรื่องนอนทำไมต้องตื่นเต้นนัก ตอนอยู่กรุงเทพฯ เราสองคนก็นอนห้องเดียวกันทุกวันไม่เห็นจะเป็นอะไร

“ก็ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดนี่...” ขอจันทร์เผลอตัว รีบเอามือตะปบปากตัวเองแทบไม่ทัน

“คิด?...อย่าบอกนะว่าเธอคิดอะไรกับฉัน” ศิลาแกล้งกระเซ้า ยิ่งเห็นเธอกลัวก็ยิ่งสนุกปาก แนะว่าคืนนี้เธอไม่ต้องนอน คอยเฝ้าเวรเอาไว้จะได้เห็นว่าเขาทำอะไร ขอจันทร์ค้อนขวับ

“เธอนอนเถอะไม่ต้องห่วง ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอกเธอสบายใจได้” ศิลาพูดจบล้มตัวลงนอนหลับตา ขอจันทร์แอบมองจนแน่ใจว่าเขาหลับก็ล้มตัวลงนอนบ้าง เขาลืมตามองเธอแวบหนึ่งก่อนจะหลับต่อ...

ในเวลาเดียวกันที่ห้องของณิชรันย์ภายในโรงแรมที่พัก หลังวางสายจากบุญนำ นทีหันมาบอกณิชรันย์ว่าพรุ่งนี้บุญนำจะให้ตำรวจมาพบเราที่นี่ เธออดสงสัยไม่ได้ว่าพวกที่จับตัวศิลากับขอจันทร์ไปเป็นพวกไหนกันแน่

“รันได้คุยกับพี่ชายรันบ้างหรือเปล่า”

“เปล่า...ทำไมเหรอ ทีคิดว่าเป็นฝีมือของพี่ชิตใช่ไหม ถึงพี่ชิตเขาจะไม่ค่อยชอบพี่ศิลาแต่รันว่าต้องไม่ใช่ฝีมือพี่ชิตแน่ๆ” แม้ณิชรันย์จะยืนยันหนักแน่น แต่นทีก็ยังไม่วางใจครรชิตอยู่ดี...

ด้านเดือนวารีนอนไม่หลับเดินกะเผลกๆมานั่งที่เก้าอี้สนามหน้าบ้าน มองไปที่ข้อเท้าข้างที่ตะวันฉายนวดให้เมื่อตอนบ่ายแล้วอดยิ้มสุขใจไม่ได้ ก่อนจะนึกถึงแหวนพลาสติกขึ้นมาได้ หยิบออกจากกระเป๋ามาสวมที่นิ้ว แต่พอจะถอดกลับถอดไม่ได้ พยายามดึงเท่าไหร่ก็ไม่ยอมขยับ

“ให้มันได้อย่างนี้สิ อยู่ๆขาก็เจ็บ แหวนก็ดันมาติดนิ้วอีก” เดือนวารีลองดึงแหวนออกอีกครั้งจนนิ้วแดงแต่ไม่สำเร็จ ตะวันฉายเดินถือถุงขยะจะเอาไปทิ้ง เห็นเธอนั่งอยู่ก็ร้องทักดึกดื่นป่านนี้ยังไม่นอนอีกหรือ เธอรีบเอามือข้างที่ใส่แหวนไปซ่อนไว้ข้างหลัง เขาเห็นใบไม้ติดอยู่ที่ผมของเธอแถมมีมดอยู่ด้วย อาสาจะเอาออกให้ เดือนวารีตกใจรีบยกมือปัด ร้องเอะอะว่ามดไปหมดหรือยัง ให้เขาดูให้หน่อย ตะวันฉายเห็นแหวนที่นิ้วแอบยิ้ม

“ออกไปหมดแล้ว...สงสัยแหวนจะคับไปนะดูสินิ้วแดงเชียว ถอดแหวนไม่ได้ใช่ไหมครับ”

เดือนวารีแปลกใจเขารู้ได้อย่างไร เขาเห็นเธอเอามือหลบให้วุ่นวายขนาดนั้นไม่รู้ก็แย่แล้ว แล้วบอกให้เธอตามไปที่ห้องน้ำหลังบ้าน จากนั้นตะวันฉายเอาสบู่ถูนิ้วที่สวมแหวนให้ ความใกล้ชิดทำให้ต่างฝ่ายต่างใจเต้นไม่เป็นส่ำ เขาถูสบู่ที่นิ้วของเธอได้สักพักแหวนก็หลุดออก เดือนวารีล้างมือด้วยน้ำเปล่าอย่างเขินๆแล้วรับแหวนคืนจากเขาก่อนจะเดินอมยิ้มออกไป...

ครู่ต่อมาตะวันฉายเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เข้ามาในห้องพัก เห็นพ่อยืนหน้าเครียดอยู่ก็ร้องทักทำไมถึงทำหน้าอย่างนั้น สาโรจน์เล่าให้ฟังถึงเรื่องที่ขอจันทร์กับศิลาหายตัวไป ตะวันฉายตกใจ หายไปไหนหายไปได้อย่างไร เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ได้ยินคุณทีกับคุณรันคุยกันแค่นี้

“พ่ออย่าเพิ่งคิดมากไปเลย คนดีอย่างพี่จันทร์ต้องไม่เป็นอะไรแน่ๆ พ่ออย่าลืมนะว่าพี่จันทร์ไม่ได้หายไปคนเดียว ฉันเชื่อว่าคุณศิลาต้องดูแลพี่จันทร์ได้แน่ๆ พ่อไม่ต้องห่วงนะ”

ooooooo

ครรชิตยังคงเดินหน้าป่วนเชตวัตรกรุ๊ปไม่เลิก คราวนี้นัดฉัตรชัยหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ให้ไปพบที่ลานจอดรถแห่งหนึ่งเพื่อขอซื้อหุ้นของเชตวัตรกรุ๊ป ฉัตรชัยรู้ว่าเขาต้องการจะยึดบริษัท จึงไม่ยอมขายให้

“ที่จริงผมก็พอจะรู้คำตอบมาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เพราะผมรู้ว่าคุณอาภักดีต่อเชตวัตรแค่ไหน แต่ผมอยากให้คุณอาเจอใครคนหนึ่งก่อนที่คุณอาจะให้คำตอบอะไรผม” ขาดคำยรรยงเดินเข้ามา ฉัตรชัยเห็นเข้าก็ตกใจ หลังจากทั้งคู่ได้คุยกันตามลำพัง ไม่กี่อึดใจฉัตรชัยก็ยอมขายหุ้นเชตวัตรกรุ๊ปให้ครรชิต...

ขณะที่ยรรยงกับครรชิตวางแผนจะยึดเชตวัตรกรุ๊ป ขอจันทร์ซึ่งติดอยู่บนเกาะร้างนอนไม่หลับลุกพรวดขึ้นนั่ง ต้องแปลกใจที่เห็นศิลานั่งมองทะเลที่มืดมิดอยู่ก่อนแล้ว เธอทักว่านอนไม่หลับเหมือนกันหรือ

“หรือว่าคุณกำลังคิดจะทำอะไรฉัน” ขอจันทร์รีบชันเข่าขึ้นมากอด ศิลาอมยิ้ม

“ถ้าฉันคิดจะทำฉันทำไปนานแล้วไม่ต้องรอให้มาติดเกาะกับเธออย่างนี้หรอก...เธอจะว่าฉันบ้าไหมถ้าฉันจะบอกว่าฉันชอบการติดเกาะอย่างนี้ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะมีใครมาช่วยไหม ไม่รู้ว่าจะออกไปจากที่นี่ยังไง หรือบางที พวกเราอาจจะตายบนเกาะนี้ก็ได้”

“พอเลย คุณบอกให้ฉันเข้มแข็งไง”

ศิลาไม่ได้รู้สึกหมดหวัง แต่กลับรู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขอจันทร์ตั้งข้อสังเกตอาจเป็นเพราะเขาไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ศิลาเห็นด้วย ตอนอยู่ที่บ้านเขาต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวคอยดูแลทุกคน

“อยู่ที่บริษัท ฉันต้องเป็นประธานที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เชตวัตรกรุ๊ปอยู่รอด”

ขอจันทร์เข้าใจความรู้สึกของเขา เข้าไปดึงมือให้ลุกขึ้น ชวนทำอะไรสนุกๆ อย่างที่ท่านประธานบริษัทอย่างเขาไม่เคยทำมาก่อน ทั้งตะโกนโหวกเหวกว่าตัวเอง มีความสุขมากมายแค่ไหน ทั้งกระโดดโลดเต้นหัวเราะกันสนุกสนาน อยู่ๆเหมือนมีมนต์สะกดดึงดูดทั้งคู่ให้เข้ามาใกล้กัน ศิลาได้สติก่อนรีบถอยห่าง

“เอ่อ ฉันว่าเราแยกย้ายกันนอนเถอะ”

“ดีๆเลย...ฉันก็ง่วงแล้ว” ขอจันทร์ทำเป็นหาวแล้วรีบกลับไปยังอาณาเขตของตัวเอง ศิลาเองก็เช่นกัน ทั้งคู่ต่างนอนไม่หลับจิตใจว้าวุ่นไปหมด

ooooooo

ครั้นถึงตอนเช้า ศิลารู้สึกตัวลืมตาขึ้นพบว่าขอจันทร์นอนกอดตัวเองอยู่ก็สะกิดเรียกให้ตื่น เธอเห็นเขาอยู่ตรงหน้าก็ลุกขึ้นทุบตียกใหญ่หาว่าเขาลวนลามเผลอเป็นไม่ได้ ศิลาโวยกลับ เป็นฝ่ายกอด เขาเองยังมีหน้ามาว่าคนอื่นอีก แล้วชี้ให้ดูว่าเธอต่างหากที่เป็นฝ่ายรุกล้ำอาณาเขตมาหาเขา ขอจันทร์ถึงกับหน้าเจื่อน

“เชื่อหรือยังทีนี้ใครคิดจะปล้ำใครกันแน่”

ขอจันทร์กลัวเสียฟอร์ม โวยวายกลบเกลื่อนว่าเขาแอบลบเส้นอาณาเขตแล้วขีดเส้นใหม่เพื่อกลั่นแกล้งเธอ ระหว่างนั้นมีเสียงเครื่องบินดังแว่วเข้ามา ทั้งคู่หน้าตื่น รีบวิ่งไปที่ชายหาด ทั้งตะโกนเรียกทั้งโบกมือเพื่อให้เครื่องบินลำนั้นเห็นแต่เปล่าประโยชน์มันอยู่ไกลเกินกว่าจะได้ยิน ขอจันทร์ถึงกับทิ้งตัวลงนั่งเซ็งจัด ศิลาต้องปลอบให้อดทนเข้าไว้อย่าเพิ่งยอมแพ้...

ทางด้านนทีแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยมายืนที่ระเบียงห้องพัก ตะโกนเรียกณิชรันย์ที่พักอยู่ห้องติดกันว่าเสร็จหรือยังใกล้เวลานัดแล้ว ไม่มีเสียงตอบ เขาขยับเข้าไปชิดขอบระเบียงห้องของเธอ ตะโกนเรียกอีกครั้ง

ทันใดนั้นมีเสียงณิชรันย์กรีดร้องด้วยความตกใจดังขึ้น นทีคิดว่ามีเหตุร้าย โดดข้ามไปที่ระเบียงห้องของเธอ แล้วพรวดพราดเข้ามาในห้องนอนแต่ไม่เจอใคร มีเสียงเธอร้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังมาจากห้องน้ำ นทีวิ่งเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง เห็นณิชรันย์ที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวกำลังเอามือปิดหน้าร้องกรี๊ดๆ ก็ถามว่าเป็นอะไรได้ความว่ามีแมลงสาบอยู่ตรงท่อน้ำทิ้ง เขาเข้าไปดูใกล้ๆ

“เศษผมเอง ไม่ใช่แมลงสาบสักหน่อย”

ณิชรันย์ค่อยๆมองลอดช่องนิ้ว เห็นเป็นเศษผมอย่างที่นทีว่าก็ค่อยๆลดมือลง แต่พอเห็นสายตาที่เขามองมาที่ตัวเองจึงก้มมองตาม เห็นตัวเองนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวก็อายมาก นทีได้สติรีบหันหลังหนี

“เอ่อ งั้นทีลงไปรอข้างล่างนะ”...

เหตุการณ์ในห้องน้ำทำให้ทั้งนทีและณิชรันย์ต่างมองหน้ากันไม่สนิทใจรู้สึกใจหวิวอย่างบอกไม่ถูก...

ในเวลาต่อมา บุญนำพาบัณฑิตผู้กำกับการสถานีตำรวจเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุมาพบกับนทีและณิชรันย์เพื่อช่วยกันออกตามหาคนหาย ทำให้ความหวังที่จะเจอศิลาและขอจันทร์มีมากขึ้น จากนั้นทั้งสี่คนมาลงเรือ สปีดโบ๊ต ที่ท่าน้ำ จังหวะที่ณิชรันย์ก้าวลงเรือคลื่นซัดทำให้เรือโคลง เธอเสียหลักล้มมาอยู่ในอ้อมแขนของนทีซึ่งกอดเอาไว้แน่น ต่างฝ่ายต่างทำหน้าไม่ถูกก่อนจะรีบผละออกจากกัน เขาเสเดินไปหาบุญนำกับบัณฑิต

“เราจะเริ่มหาจากทางไหนกันก่อนครับผู้กำกับ”

บัณฑิตจะไปค้นหาทางด้านเหนือก่อนแล้วค่อยวนกลับมาเพราะทางนั้นมีอยู่หลายเกาะ บุญนำฝากนทีช่วยพาศิลากลับมาให้ได้ เพราะตนคงไปด้วยไม่ได้เนื่องจากว่ายน้ำไม่เป็น ขอรอฟังข่าวอยู่ทางนี้ดีกว่า บัณฑิตรับปากได้ข่าวอะไรจะรีบแจ้งทันที

ooooooo

ขณะที่ทุกฝ่ายกำลังเร่งหาตัวขอจันทร์กับศิลากันให้ควั่ก ขอจันทร์พยายามจะช่วยตัวเองโดยขนเศษไม้เท่าที่หาได้ มากองไว้ที่ชายหาดจะสร้างแพเพื่อออกจากเกาะ ศิลากลับไม่เห็นด้วย ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่รู้แพจะไปได้ไกลแค่ไหน สู้อยู่เฉยๆ ประหยัดแรงเอาไว้ดีกว่า ขอจันทร์ไม่สนใจยังคงเดินหน้าหาเศษไม้ต่อไป

นอกจากจะไม่ช่วยต่อแพ ศิลายังเผาไม้ที่ขอจันทร์อุตส่าห์หามาด้วยความยากลำบากทิ้งอีกต่างหาก เธอโมโหมากผลักเขาอย่างเอาเรื่องแล้วรีบลากไม้ออกจากกองไฟ ศิลาจับโยนคืนกลับไปอย่างเดิมอีก เธอไม่เข้าใจเขาทำแบบนี้ทำไม

“เพราะฉันไม่อยากให้เธอต้องออกไปลอยคอตายกลางทะเลไง”

ขอจันทร์อึ้งไม่คิดว่าเขาจะเป็นห่วง ระหว่างนั้นเธอได้ยินเสียงเหมือนเครื่องยนต์ของเรือดังแว่วเข้ามาก็ตื่นเต้นดีใจมาก ศิลากลับบอกว่าไม่ได้ยินอะไร เธอรีบวิ่งไปทางต้นเสียงโดยมีศิลาวิ่งตาม...

ระหว่างที่ขอจันทร์กับศิลาวิ่งไปยังอีกฟากหนึ่งของหาด นทีอดถามบัณฑิตไม่ได้ว่าเราจะไปสำรวจ

เกาะไหนเป็นแห่งแรก ได้ความว่าจะไปเกาะที่ใกล้ที่สุดก่อน ซึ่งเกาะที่จะไปแห่งนี้เคยเป็นที่ฝั่งศพทหารญี่ปุ่นเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง บัณฑิตหวังว่าศิลากับขอจันทร์จะไม่ไปติดเกาะน่ากลัวเกาะนั้น

“ก็แค่เป็นเกาะที่ใช้ฝังศพ แล้วมันน่ากลัวตรงไหนเหรอครับ”

“ก็เพราะใครที่ขึ้นเกาะนั้นไปแล้ว มักจะไม่มีโอกาสรอดออกมาอีกไงล่ะ”

นทีกับณิชรันย์มองหน้ากันสีหน้าหวั่นๆ ก่อนจะถามว่าเกาะนั้นอยู่ไหน บัณฑิตชี้มือไปยังเกาะเบื้องหน้า ทั้งคู่มองตามมืออดหวั่นใจไม่ได้...

ขอจันทร์วิ่งมาถึงหาดเป้าหมายเห็นเรือสปีดโบ๊ตคล้ายกับเรือของนทีขับผ่านมาในระยะไกลๆ ทั้งโบกมือทั้งตะโกนเรียก พอเห็นศิลายืนเฉยๆก็สั่งให้ช่วย

ตะโกนเรียกอีกแรงหนึ่ง เรือลำนั้นเป็นเรือของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าใจว่าทั้งคู่เป็นชาวเกาะที่โบกมือทักทายจึงโบกมือตอบก่อนจะขับเรือเลยไป ขอจันทร์ตะโกนสุดเสียงให้กลับมาก่อนพร้อมกับวิ่งตามจนสุดชายหาดแต่พวกนั้นไม่สนใจ

“อย่าเพิ่งไป...พาฉันกลับไปด้วยสิ กลับมาๆ” ขอจันทร์ทรุดลงร้องไห้ ศิลาต้องเข้ามากอดปลอบใจ...

เรือช่วยเหลือขับวนรอบเกาะร้างที่เคยใช้เป็นที่ฝังศพทหารญี่ปุ่นแต่ไม่พบวี่แววของศิลาหรือขอจันทร์ นทีขอให้บัณฑิตจอดเรือให้ลงไปสำรวจบนเกาะแต่เขาไม่ยอมจอด อ้างว่าหากศิลาติดอยู่ที่เกาะอื่น เราอาจต้องเสียเวลาไปอีกหนึ่งวัน แล้วสั่งการให้ลูกน้องขับเรือไปยังเกาะแห่งอื่นต่อไป...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน น้ำหนึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะม้าหินในมหาวิทยาลัยโดยมีรุจน์นั่งใจลอยอยู่ฝั่งตรงข้าม เธอไม่มีสมาธิเท่าใดนัก มัวแต่นึกถึงเรื่องตะวันฉายกับเดือนวารี อยู่ๆทั้งคู่ก็ถอนใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย น้ำหนึ่งกำลังอารมณ์บูด หันไปเหวี่ยงใส่เขาเรื่องอะไรถึงมาถอนหายใจตามตนเอง

“ใครถอนหายใจตามเธอ ฉันก็มีเรื่องกลุ้มใจของฉันเหมือนกัน” รุจน์โวยกลับหัวเสียไม่แพ้กัน

“นี่ ฉันถามอะไรหน่อยสิ ถ้าเพื่อนชอบคนที่เราชอบเหมือนกัน นายจะทำยังไง”

รุจน์ยังไม่ทันจะตอบคำถาม เดือนวารีเข้ามาทักทายทั้งคู่ด้วยสีหน้าร่าเริงว่าคุยอะไรกันอยู่ แล้วทรุดตัวลงนั่ง น้ำหนึ่งไม่อยากเสวนาด้วย เก็บข้าวของเสร็จหันไปบอกรุจน์ว่าไว้วันหลังค่อยคุยกันใหม่แล้วลุกออกไปเลย เดือนวารีงงกับท่าทีของเพื่อนรัก ถามรุจน์ว่าเธอเป็นอะไรไป เขากลับลุกขึ้นเก็บข้าวของ

“คุณเดือนไปถามตะวันเถอะ” พูดจบรุจน์เดินจากไปทิ้งให้เดือนวารีงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น

ครู่ต่อมา ขณะที่เดือนวารีกำลังเดินขึ้นบันไดตึกเรียน เกิดเจ็บแปลบที่ข้อเท้าซึ่งเคยพลิก ทำท่าจะหงายหลัง โชคดีที่ตะวันฉายคว้าตัวไว้ทัน เขาเตือนให้เดินระวังๆ หน่อย ขาของเธอยังไม่หายดีไม่ใช่หรือ

“ไม่เป็นไรหรอก เมื่อครู่นี้ฉันคิดเรื่องอื่นอยู่น่ะเลยไม่ทันระวัง” เดือนวารียิ้มเขินๆ แต่แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นน้ำหนึ่งยืนจ้องอยู่ ก่อนจะเดินหน้าหงิกออกไป เดือนวารีรีบเดินตามเธอจนทัน ถามว่าเป็นอะไรไปทำไมไม่พูดกับตน เธอหาว่ากินอยู่กับปากยังจะมีหน้ามาถามอีก เดือนวารีไม่เข้าใจว่าเธอพูดอะไร

“แกชอบตะวันใช่ไหม”

เดือนวารีปฏิเสธว่าเปล่า เมื่อครู่นี้เป็นแค่อุบัติเหตุ น้ำหนึ่งไม่เชื่อ เพราะสายตาที่เพื่อนมองตะวันฉายมันฟ้องว่ามีใจให้ แล้วเดินจากไปด้วยความผิดหวังและเสียใจ

ooooooo

ขณะที่มิตรภาพระหว่างเดือนวารีกับน้ำหนึ่งกำลังสั่นคลอน ขอจันทร์นั่งเศร้าอยู่ที่ริมหาด ศิลาเป็นห่วง เอาลูกมะพร้าวมายื่นให้กินจะได้มีเรี่ยวแรงสู้ต่อไป แล้วปลอบว่าอย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่ามีเรือผ่านมาแถวนี้ คราวหน้าถ้าเผื่อเราอยู่บนแพของเธอ พวกนั้นอาจจะเห็นเราก็ได้ ขอจันทร์ยิ้มทั้งน้ำตาก่อนจะรับมะพร้าวมาดื่ม

“ทีนี้เลิกท้อได้แล้วล่ะ เดี๋ยวฉันมา” ศิลาจะลุกขึ้น ขอจันทร์จับมือไว้ถามว่าจะไปไหน เขาจะไปหาอะไรมาให้กิน สั่งให้เธอติดไฟรอไว้ ผ่านไปพักใหญ่ ศิลากลับมาพร้อมกับปลาสดๆ ขอจันทร์เห็นปลาก็แปลกใจ ทำไมอยู่ทะเลถึงมีปลาช่อนได้ เขาอ้างว่าจับมาจากน้ำตกด้านโน้น เธอทักท้วงเห็นเขาเดินลงไปในทะเลไม่ใช่หรือ

“มันอ้อม ผมก็เลยว่ายตัดทะเลมา ว่าไงตกลงจะกินไหมถ้าไม่กินผมจะกินคนเดียว”

“ในที่สุดก็ได้กินอย่างอื่นนอกจากมะพร้าวแล้ว” ขอจันทร์คว้าปลาไปจัดการด้วยสีหน้ายิ้มแย้มดีใจ...

นอกจากจะเป็นห่วงเรื่องที่ศิลาหายตัวไป น้ำทิพย์ยังกังวลเรื่องระหว่างนทีกับณิชรันย์อีกด้วย โทร.สั่งการให้บุญนำช่วยพูดเรื่องนี้กับลูกชายคนเล็กของเธอ เขารับคำสีหน้าหนักใจ...

การค้นหาศิลากับขอจันทร์ตลอดวันนี้ไม่มีอะไรคืบหน้า บัณฑิตกับลูกน้องพานทีกับณิชรันย์มาส่งถึงโรงแรมที่พัก นทีขอบคุณเขามากที่สละเวลามาช่วยตามหาพี่ชายของตนเอง เขายินดีทำให้ด้วยความเต็มใจ แล้วเตือนนทีกับณิชรันย์ให้ระวังตัวด้วย ไม่แน่ว่าคนร้ายที่จับตัวศิลาไปอาจจะกลับมาอีกก็ได้

บุญนำตามมาสมทบไม่เห็นศิลากลับมาด้วยก็รู้ทันทีว่าการค้นหาล้มเหลว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ลืมขอบคุณบัณฑิตที่ช่วยเป็นธุระในการตามหาตัวศิลาให้ บัณฑิตบอกให้นทีกับณิชรันย์รีบพักผ่อน พรุ่งนี้เราต้องออกตามหาคนหายแต่เช้า จากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง...

ด้านศิลากับขอจันทร์ยังนอนไม่หลับ นั่งอยู่ที่ชายหาดทอดสายตาไปยังคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ระหว่างที่เธอชวนเขาคุยเรื่องการทำงานหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทอง แต่กลับทำให้เวลาที่จะได้อยู่กับครอบครัวแทบไม่มี ฝนเทลงมาโดยไม่มีเค้า ศิลาหันมองไปรอบๆเห็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

“ไปหลบฝนทางนั้นดีกว่าคุณ” ศิลาวิ่งนำขอจันทร์ออกไปทันที

ฝนเริ่มตกหนาเม็ดขึ้น ใต้ต้นไม้กันฝนไม่ได้ ศิลาเห็นชะง่อนหินแห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกล ชวนขอจันทร์ไปหลบฝนตรงนั้นแล้วคว้ามือเธอวิ่ง ด้วยความที่ชะง่อนหินคับแคบไม่พอสำหรับหลบฝนสองคนทั้งที่ทั้งคู่พยายามเบียดๆกัน ศิลาตัดสินใจเดินออกมา ขอจันทร์กลัวเขาทิ้งไปหลบที่อื่น ร้องถามจะไปไหน

“ฉันจะออกไปเอาไฟแช็ก ก่อกองไฟตรงนี้เธอจะได้ไม่หนาวไง”

“นี่ รีบไปรีบมานะ” ขอจันทร์มองตามศิลาจนลับสายตา...

ฝ่ายบุญนำแวะมาที่ห้องพักของนทีเพื่อจะเตือนเรื่องณิชรันย์ตามคำสั่งของน้ำทิพย์ แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก ณิชรันย์เปิดประตูห้องพักซึ่งอยู่ติดกันออกมาเสียก่อน นทีร้องทักป่านนี้แล้วจะไปไหนอีก เธอนอนไม่หลับ ก็เลยจะลงไปนั่งเล่นที่ผับข้างล่าง

“รันมาพอดีเลย เห็นว่าคุณบุญนำมีเรื่องจะคุยกับรัน...ใช่ไหมครับ” นทีหันมองบุญนำที่หน้าเหลอหลา

“เอ่อ...คือ...ผมจะมาบอกว่าฝนตกอย่างนี้คุณรันน่าจะหลับสบายนะครับ” พูดจบบุญนำแกล้งหาวแก้เกี้ยว “แหมดูสิครับอยู่ๆผมก็ง่วงเฉยเลย ผมไปนอนก่อนนะครับ ยังไงคุณรันกับคุณทีก็รีบนอนนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ” บุญนำเดินหาวออกไปอย่างเนียนๆ ณิชรันย์มองตามสงสัยแล้วหันไปถามนทีว่ามีเรื่องอะไรหรือ

“ทีก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นคุณบุญนำบอกว่าอยากคุยเรื่องรัน...รันมีอะไรหรือเปล่า”

“ไม่มีอะไรหรอก รันไปนะ” ปากว่าไม่มีอะไรแต่ในใจของเธอคิดว่าต้องเป็นเรื่องครรชิตก็ยิ่งเครียดหนัก

ooooooo

ขอจันทร์เริ่มเป็นกังวลที่ศิลาหายไปนาน ขยับจะไปตาม แต่เขาวิ่งพรวดเข้ามาเสียก่อน เธอถามว่าเจอไฟแช็กหรือเปล่า เขาล้วงมันจากกางเกงให้ดู เห็นเปียกโชกก็ตกใจ

“ทำไมมันเปียกอย่างนี้ล่ะ แล้วจะใช้ได้เหรอ”

ศิลาส่ายหน้าแทนคำตอบ “แต่ตากไว้ให้แห้งเดี๋ยวก็ใช้ได้ เออ แล้วเมื่อครู่นี้เธอจะออกไปไหน หรือว่าจะออกไปตามฉัน”

“ใช่ ก็ฉันกลัวความมืดนี่ คุณหายไปตั้งนานอย่างนั้นจะให้ฉันอยู่ๆเฉยได้ไงล่ะ”

ชายหนุ่มมองยิ้มๆบอกให้เธอหลบฝนอยู่ตรงนี้ ส่วนเขาจะไปหลบฝนใต้ต้นไม้เอง เธอทักท้วงขืนไปอยู่ตรงนั้นเขาต้องเปียกแน่ๆ เสนอให้ผลัดกันอยู่ใต้ชะง่อนหินคนละชั่วโมง

“ผมไม่เป็นไรจริงๆ ไม่ต้องห่วงนะ” ศิลาจับมือขอจันทร์มาบีบเบาๆ ก่อนจะเดินออกมา...

ณิชรันย์กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่เพียงลำพังในผับของโรงแรมที่พัก ตอนที่ครรชิตโทร.มาคาดคั้นว่าอยู่ที่ไหนทำไมไม่กลับบ้าน เธอยอกย้อนที่โทร.มาเพราะเป็นห่วงหรือเพราะกลัวเธอจะอยู่กับคนที่ฆ่าพ่อของเรากันแน่ แล้วต่อว่าเขาทำไมต้องบอกเธอเรื่องคนที่ฆ่าพ่อด้วย

“แกจะได้รู้เหมือนที่ฉันรู้ไง แล้วแกจะได้เลิกยุ่งกับพวกมันสักที”

“พี่อยากให้รันเลิกยุ่งกับพี่ศิลา งั้นพี่ก็ต้องบอกรันมาว่าพี่ทำอะไรกับพี่ศิลา พี่จับพี่ศิลาไปทำไม”

“แกคิดว่าฉันจะใช้วิธีสิ้นคิดอย่างนั้นน่ะเหรอ ต่อให้ฉันมีปืนตอนนี้ฉันก็ไม่ฆ่ามันเพราะอะไร...เพราะสิ่งที่พวกมันทำไว้กับพ่อเราจะต้องได้รับการชดใช้อย่างสาสม พวกมันจะต้องอยู่เพื่อเห็นการล้มละลายของเชตวัตร” พูดจบครรชิตตัดสายอย่างไม่ค่อยจะสบอารมณ์นัก ยิ่งหันมาเห็นลีน่าในชุดคลุมอาบน้ำยืนฟังอยู่ก็ยิ่งหงุดหงิด

“ฉันสั่งให้รอบนห้องไม่ใช่เหรอ”

ลีน่ายื่นข้อเสนอจะไม่บอกใครเรื่องนี้ หากเขาทำลายคลิปฉาวของเธอทิ้ง ครรชิตปรี่เข้ามาตบเธอล้มคว่ำฐานกล้ามาต่อรอง แทนที่จะเกรงกลัวเธอกลับท้าทายให้เขาทำรุนแรงกว่านี้อีก ครรชิตยิ้มเหี้ยม รูดเข็มขัดออกจากกางเกงตัวเองมาม้วนที่มือก่อนจะย่างสามขุมเข้าหา ขณะที่ลีน่ายิ้มสมใจที่เจอคนซาดิสม์เหมือนกัน...

ความเครียดจากเรื่องที่ต้องเจอะเจอทำให้ณิชรันย์ดื่มเหล้าอย่างหนักเพื่อให้ลืม นทีเข้ามาเห็นเธอเมามายก็ขอร้องให้พอได้แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะตื่นไม่ไหว เธอยังคงดื่มต่อไปไม่สนใจเสียงห้ามปราม

สุดท้ายณิชรันย์เมาจนเดินไม่ไหว นทีต้องให้เธอขี่หลังพากลับห้องพัก เธอถามเสียงอ้อแอ้ถ้าวันหนึ่งเราไม่ใช่เพื่อนกัน เขายังจะดีกับเธออย่างนี้หรือเปล่า ชายหนุ่มชะงักคิดว่าเธอมีใจให้ แต่แล้วก็โล่งอกเมื่อเธอพูดขึ้นว่า ถ้าเราสองคนต้องกลายมาเป็นศัตรูกัน เขาจะว่าอย่างไร นทีหัวเราะกลบเกลื่อน

“รันนี่เมาแล้วเพ้อเจ้อนะ เลิกพูดได้แล้ว กอดทีไว้แน่นๆล่ะ”

ครู่ต่อมา นทีแบกณิชรันย์มาวางลงบนเตียงภายในห้องพักของเธอ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนข้างๆ ทั้งสองสบตากันนิ่งงันราวกับต้องมนต์สะกด เขาเป็นฝ่ายได้สติก่อน ลุกพรวดขึ้นยืน

“เดี๋ยวทีไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้รันก่อนนะ” ว่าแล้วนทีขยับจะไป ณิชรันย์ดึงมือเอาไว้ สายตาที่อ่อนแอโหยหาใครสักคนของเธอทำให้เขาชะงัก ก่อนจะโถมตัวลงไปหา...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ขอจันทร์เห็นศิลานั่งตากฝนตัวสั่นด้วยความหนาว นำร่มที่ตัวเองทำจากใบไม้สานกันมาให้เขาใช้บังฝนชั่วคราวก่อนจะวิ่งกลับไปที่ชะง่อนหิน ศิลามองตามรู้สึกดีที่เธอเป็นห่วงเป็นใย

ooooooo

น้ำทิพย์ซวยซ้ำซวยซ้อน นอกจากศิลาจะหายตัวไป ยังต้องผจญกับข่าวร้ายเมื่อฉัตรชัยมาแจ้งให้ทราบว่า ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเชตวัตรอีกแล้ว เขาขายหุ้นให้คนอื่นไปแล้ว และเตือนให้เธอระวังตัว มีคนต้องการจะครอบครองเชตวัตรกรุ๊ป

“ผมคงบอกคุณได้เท่านี้ ผมขอตัวก่อนนะครับ” ฉัตรชัยพูดจบ ลุกออกไป น้ำทิพย์ถึงกับหน้าเครียด...

ทางฝ่ายณิชรันย์ลืมตาขึ้นมาเจอนทีนอนอยู่ข้างๆ อดนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ได้ พอเห็นเขาขยับตัวเธอรีบทำเป็นหลับต่อ นทีค่อยๆรู้สึกตัวตื่นขึ้น เห็นณิชรันย์นอนหลับอยู่ข้างๆ เอื้อมมือจะไปปลุกแต่ชะงักไว้เพราะไม่รู้จะพูดอะไรกับเธอดี คว้าเสื้อผ้ามาสวมอย่างลวกๆแล้วออกจากห้อง ทันทีที่ประตูห้องปิด ณิชรันย์ลุกขึ้นนั่งครุ่นคิดถึงแต่เรื่องเมื่อคืน ก่อนจะเหลือบไปเห็นกุญแจห้องพักของนทีตกอยู่

ด้านนทียืนนิ่งอยู่นอกประตูห้องพักของณิชรันย์ สับสนไม่หายกับเหตุการณ์เมื่อคืน ระหว่างนั้นบุญนำที่กำลังจะมาตาม เห็นเขายืนเสื้อหลุดลุ่ยอยู่ก็ร้องทักว่าทำไมถึงได้ออกมาจากห้องของณิชรันย์ เขายังไม่ทันจะตอบอะไร เจ้าของห้องพักเปิดประตูผลัวะออกมาเจอทั้งคู่ยืนอยู่ถึงกับทำหน้าไม่ถูก

“อุ้ย...ขอโทษค่ะ ทีลืมกุญแจห้องน่ะ” ณิชรันย์ยื่นกุญแจห้องให้นทีแล้วรีบผลุบเข้าห้องตัวเอง บุญนำพอจะเดาเหตุการณ์ได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น นทีไม่อยากให้เขาซักอะไรมากความ ชิงถามเสียก่อนว่ามีอะไรหรือเปล่า

“อ๋อ...ผมจะขึ้นมาบอกคุณทีว่าวันนี้ผู้กำกับบัณฑิตติดราชการด่วนน่ะครับ ผมว่าจะเอาเรือออกตามหาคุณศิลาเอง คุณทีไม่ต้องไปหรอกครับรออยู่ที่โรงแรมดีกว่า”

“ไม่ ผมไปด้วย” นทียืนยันหนักแน่น...

เนื่องจากนั่งตากฝนทั้งคืน เช้าขึ้นมาศิลานอนซมเพราะพิษไข้ ขอจันทร์เข้ามาปลุกถึงได้รู้ว่าเขาตัวร้อนจัด รีบเอากะลามะพร้าวไปตักน้ำ แล้วค่อยๆช้อนหัวเขาขึ้นมาจะป้อนน้ำให้

“อดทนหน่อยนะคุณ เดี๋ยวพอฉันเช็ดตัวให้ ไข้คุณก็จะลดแล้วล่ะ” ขอจันทร์ล้วงผ้าเช็ดหน้าจากในกระเป๋ากางเกงของศิลาเอามาชุดน้ำเช็ดตัวให้ เขาค่อยๆ รู้สึกตัวลืมตาขึ้น ขอโทษเธอที่เคยทำไม่ดีเอาไว้ แล้วหมดสติไปอีกครั้ง ขอจันทร์สติแตกตะโกนลั่น

“ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยด้วย คุณศิลา ลืมตาสิ”

ทันใดนั้นขอจันทร์ได้ยินเสียงคนแหวกหญ้า หันขวับไปดูก็ดีใจมากที่เห็นนทีกับณิชรันย์และบุญนำเดินเข้ามา เธอละล่ำละลักบอกให้พวกนั้นช่วยศิลาด้วย

ooooooo

จากนั้นไม่นาน ศิลาถูกนำตัวมาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลประจำจังหวัด ขอจันทร์ นทีกับณิชรันย์จะตามเข้าไปด้วย แต่พยาบาลห้ามไว้ บอกให้ทั้งสามคนรออยู่หน้าห้อง แล้ววิ่งตามรถเข็นคนไข้เข้าไปข้างใน นทีโอบไหล่ขอจันทร์ไว้ พร้อมกับปลอบว่าไม่ต้องห่วง พี่ศิลาถึงมือหมอแล้วต้องปลอดภัยแน่ๆ

“ตัวคุณแองจี้เองก็ควรจะไปให้คุณหมอตรวจดูเหมือนกันนะคะ”

นทีเห็นด้วยกับณิชรันย์ แต่เจ้าตัวคัดค้าน จะขอรอศิลาตรงนี้ก่อน ณิชรันย์เป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ บอกให้นทีพาเธอไปหาหมอก่อนดีกว่า ส่วนตนจะคอยฟังข่าวอยู่ทางนี้เอง ขอจันทร์หนีไม่ออกจำต้องไปกับนทีแต่ไม่วายหันกลับมามองด้วยความเป็นห่วง ณิชรันย์รู้สึกได้ถึงท่าทีต่อศิลาที่เปลี่ยนไปของเธอ...

หมอตรวจขอจันทร์แล้วไม่พบอะไรผิดปกติ มีเพียงอาการอ่อนเพลียจากการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หมอจึงต้องให้เธอค้างที่โรงพยาบาลหนึ่งคืนเพื่อให้สารอาหารทางสายน้ำเกลือ พรุ่งนี้ถึงจะให้กลับบ้านได้ ขอจันทร์ร้อนใจมากไม่เป็นอันนอนพักอยากไปหาศิลา นทีรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่เธอมีให้เขา...

ด้านรุจน์ใช้การชกกระสอบทรายระบายความหงุดหงิดที่เห็นเพื่อนซี้มีท่าทีให้กับผู้หญิงที่ตัวเองแอบรัก ตะวันฉายเห็นเขาชกมวยอยู่เพียงลำพัง เสนอตัวจะเป็นคู่ซ้อมให้ เขากลับเดินหนี สั่งห้ามมายุ่ง อีกฝ่ายงงทำไมต้องหงุดหงิดใส่ด้วย รุจน์โทษว่าเป็นเพราะเขาคนเดียว ตนถึงต้องเป็นแบบนี้ เขายิ่งงงหนักว่าไปทำอะไรให้

“ไอ้ตะวันแกเลิกสร้างภาพซะทีเถอะ คิดอะไรทำไมไม่พูดมาตรงๆ ทำมาเป็นห่วงคนอื่น แต่จริงๆแล้วก็เพราะแกอยากเก็บไว้เองใช่ไหม” ต่อว่าจบ รุจน์เดินหงุดหงิดออกมาจากโรงยิม โชคไม่ดีมาเจอเชนกับพวกเข้ามาหาเรื่อง ด้วยความที่อารมณ์บูดเป็นทุนเดิมก็เลยพาลไปมีเรื่องกับพวกนั้น

ตะวันฉายยังคาใจกับเรื่องที่รุจน์พูดไม่หาย จึงตามมาถามให้รู้เรื่อง เห็นเขากำลังถูกเชนกับพวกรุมอัด รีบเข้าไปขวางพร้อมกับขู่ถ้าไม่อยากโดนไล่ออกก็ให้เลิกยุ่งกับรุจน์ เชนถึงกับชะงัก

“อย่าไปยุ่งกับมัน เสียเวลาเราเปล่าๆ วันนี้พอแค่นี้เว้ย” เชนมองตะวันฉายอย่างแค้นใจก่อนจะพาพรรคพวกจากไป ตะวันฉายรีบเข้าไปประคองรุจน์ กลับถูกปัดมือและสั่งห้ามมาข้องแวะแล้วเดินหนี เขาวิ่งไปดักหน้าไม่ยอมให้ไป อย่างน้อยรุจน์ควรจะบอกมาก่อนว่าเขาทำอะไรผิด ถึงได้โกรธเขาขนาดนี้

“แกไม่ได้ทำอะไรผิด แกถูกทุกอย่างฉันผิดเอง ผิดที่รู้จักแก...แกรู้ว่าฉันชอบเดือนวารีแต่แกกับเธอก็...” พูดได้แค่นั้นเหมือนมีอะไรมาจุกคอหอยทำให้รุจน์พูดไม่ออก เดินจากไปอย่างผิดหวัง

ooooooo

ที่ห้องพักฟื้นคนไข้ ทันทีที่รู้สึกตัวลืมตาขึ้น ศิลาร้องหาขอจันทร์อยู่ไหน ทำท่าจะลุกไปหา นทีต้องจับให้นอนลงอย่างเดิมพร้อมกับบอกว่าเธอปลอดภัยดี พักอยู่อีกห้องหนึ่งไม่ต้องเป็นห่วง จังหวะนั้นบุญนำแวะมาเยี่ยม เห็นเจ้านายปลอดภัยดีก็โล่งใจ

“คุณบุญนำช่วยจัดการเตรียมรถกลับกรุงเทพฯให้ผมด้วย” ศิลาสั่งเสียงเครียด

ทั้งนที ณิชรันย์และบุญนำต่างไม่เห็นด้วย ขอให้ศิลานอนพักให้แข็งแรงกว่านี้ก่อนแล้วค่อยกลับ แต่เขายืนกรานจะกลับให้ได้ ณิชรันย์ไม่อยากขัดใจ บอกให้นทีอยู่ดูแลพี่ศิลาที่นี่ เธอจะไปเช็กเอาต์ที่โรงแรมเอง

“ไม่เป็นไร ทีจะเข้าไปเก็บของด้วย...เดี๋ยวพวกผมมานะพี่”

หลังจากนทีกับณิชรันย์ออกไปได้สักพัก บุญนำก็ขอตัวไปจัดการเรื่องรถกลับกรุงเทพฯ...

ครรชิตยังคงเดินหน้าเพื่อยึดบริษัทเชตวัตรกรุ๊ปมาเป็นของตัวเอง โดยขอให้ลีน่าพาไปพบกับท่านนายพล วารินซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของเชตวัตรกรุ๊ป...

นทีต้องการรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง แต่ณิชรันย์กลับบอกว่าไม่ต้อง ให้เขาคิดเสียว่าเรื่องเมื่อคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาพยายามทักท้วงแต่เธอรีบตัดบท ตอนนี้เขาควรสนใจเรื่องขอจันทร์กับพี่ศิลามากกว่า เขาไม่เห็นท่าทางที่เปลี่ยนไปของทั้งคู่หรือ

“คนที่ผ่านอะไรมาด้วยกันก็ต้องห่วงกันเป็นธรรมดา ยังไงพี่ศิลากับขอจันทร์ก็แต่งกันเพราะสัญญาปลอมๆนั่น สองคนนั้นเขาไม่ได้รักกันจริงๆหรอก รันไม่ต้องคิดมากนะ”

ณิชรันย์พยักหน้ารับคำก่อนจะเดินจากไป นทีมองตามไม่สบายใจกับความสัมพันธ์ข้ามคืนที่ก่อเอาไว้...

ขอจันทร์เป็นห่วงศิลาจนทนไม่ไหว ย่องไปหาเขาที่ห้องพักฟื้น เห็นนอนหลับอยู่บนเตียงเข้ายืนมองใกล้ๆ โทษตัวเองเป็นต้นเหตุทำให้เขาต้องมาล้มป่วย ศิลาไม่ได้หลับ พอเธอเผลอก็แอบหรี่ตามองแล้วแกล้งหลับต่อ ขอจันทร์เห็นเขานอนนิ่งชักจะเป็นห่วงเอามืออังที่จมูก เขารีบกลั้นลมหายใจไว้

“เฮ้ย...ไม่หายใจ ไม่จริง” ขอจันทร์ก้มลงไปฟังเสียงลมหายใจใกล้ๆ แต่ไม่ได้ยินอะไรก็ตกใจมากรีบกดปุ่มฉุกเฉินเพื่อเรียกพยาบาลให้เข้ามาดู

“คุณผ่านทุกอย่างมาได้ขนาดนี้ ห้ามมาตายง่ายๆ แบบนี้นะ”

หญิงสาวไม่เห็นพยาบาลเข้ามาสักที ตัดสินใจปั๊มหัวใจให้ศิลาสลับกับการผายปอด แต่ต้องตกใจเมื่อเขาจูบตอบ เธอรีบผละออกห่าง เอาหลังมือเช็ดปากตัวเอง ต่อว่าว่าทำแบบนี้ทำไม เขาย้อนถามอย่างยียวน ทำไมจะจูบภรรยาตัวเองไม่ได้ ขอจันทร์ทำเป็นบ่นกลบเกลื่อนความอาย

“ทำไมพยาบาลยังไม่มาอีกเนี่ย”

ศิลายิ้มๆก่อนจะหยิบปลั๊กของปุ่มฉุกเฉินขึ้นมาให้ดู เธอถึงได้รู้ว่ามันไม่ได้เสียบเอาไว้ งอนที่โดนเขาแกล้ง บ่นอุบรู้อย่างนี้ไม่ช่วยดีกว่า ศิลาดักคอที่เธอช่วยก็เพราะรักเขาใช่ไหม ทั้งที่เธอรักเขากลับปฏิเสธว่าเปล่า เขามั่นใจว่าเธอมีใจให้ก็ดึงตัวมากอด อ้างว่าต้องการไออุ่นเพื่อคลายหนาว ขอจันทร์ปล่อยให้เขาทำตามใจไม่ขัดขืน ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่านทีกับณิชรันย์ยืนมองอยู่ ฝ่ายหลังทนดูไม่ไหวหันหลังเดินหนี นทีรีบวิ่งตามมาจับแขนไว้

“ปล่อยเถอะที รันไม่เป็นไร ขอรันอยู่คนเดียวนะที”

นทีเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเธอแล้ว จำต้องปล่อยเธอไว้ตามลำพัง...

ฝ่ายศิลายังคงกอดขอจันทร์ไว้พร้อมกับล่อหลอกให้เธอสารภาพว่ารักเขา เธอหลงกลยอมเปิดปากสารภาพความในใจ พอนึกขึ้นได้ว่าถูกหลอกก็ยิ่งเขินจะเดินหนี แต่เขากอดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ระหว่างนั้นบุญนำเปิดประตูเข้ามาเห็น แกล้งกระเซ้าจะกอดกันอีกนานไหม ทั้งคู่รีบผละออกจากกัน บุญนำขอโทษที่เข้ามาขัดจังหวะพอดีมีเรื่องสำคัญจะมาเรียนให้ศิลาทราบ ขอจันทร์รู้งาน ขอตัวกลับห้องพักฟื้นตัวเอง ทันทีที่เธอลับสายตาสีหน้าของศิลาเปลี่ยนเป็นเคร่งครึม ถามว่ามีเรื่องสำคัญอะไร

“คุณท่านโทร.มาบอกให้คุณศิลาโทร.กลับหาท่านด้วย เห็นว่ามีเรื่องด่วนเกี่ยวกับหุ้นส่วนของเชตวัตรครับ”

ศิลาไม่รอช้ารีบโทร.หาแม่ ถึงได้รู้ว่าฉัตรชัยขายหุ้นของเชตวัตรกรุ๊ปไปอีกรายหนึ่งแล้ว...

ระหว่างที่ขอจันทร์กำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่หลังกลับจากเยี่ยมศิลา นทีเข้ามาจะขอคุยด้วย เธอเองก็มีเรื่องจะคุยกับเขาเช่นกัน เขาตั้งใจจะพูดเรื่องระหว่างเขากับณิชรันย์ แต่ขอจันทร์เข้าใจผิดคิดว่าเขาจะบอกรัก รีบชิงบอกว่าตัวเองรักศิลา ตอนที่ไปติดเกาะร้างด้วยกันทำให้เธอตระหนักว่าคนที่เธอรักมาตั้งแต่เด็กเป็นศิลาไม่ใช่เขา นทีรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ศิลาซึ่งแอบฟังอยู่หน้าประตูห้องพักปลื้มใจมาก

หลังจากนทีกลับไปแล้ว ศิลาเข้ามาหาขอจันทร์ที่ห้องพักฟื้น ไม่พูดพล่ามทำเพลงดึงเธอมากอดแล้วประทับจูบที่ริมฝีปากของเธอด้วยความรักเต็มหัวใจ

ooooooo

คู่วุ่นลุ้นแผนรัก

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด