ตอนที่ 5
อัลบั้ม: นิยายเรื่อง "คุณผีที่รัก"
อาจารย์เทพแค้นพีระที่ทำให้หน้าตนมีแผลเป็น บอกเกี๊ยงว่าจะต้องเอาวิญญาณพีระมาเป็นทาสรับใช้ให้ได้ เกี๊ยงอาสาจะจัดการให้
“มีปัญญาเหรอ อยู่เฉยๆไปเลย” อาจารย์เทพดูถูก เกี๊ยงยืนยันว่าตนทำได้ อาจารย์เทพเลยเอาวิญญาณนายชุยมาปล่อยจากโถ มันเป็นวิญญาณที่มีพร้าเป็นอาวุธ ตาขวาง จิตใจโหดเหี้ยม พร้อมจะฆ่าและทำลายทุกอย่าง แค่มันจ้องหน้าเกี๊ยงก็หนาวแล้ว อาจารย์เทพบอกให้เกี๊ยงจัดการผีนายชุยให้ได้ก่อนค่อยลุยเดี่ยว
ปรากฏว่าเกี๊ยงถูกผีนายชุยเล่นงานจนเปิดตำราปราบผีไม่ทัน เกือบถูกมันเอาถึงตาย ดีแต่อาจารย์เทพมาจับมันใส่โถไว้ก่อน อาจารย์เทพถามเยาะว่านี่หรือที่ว่าจัดการได้ เกี๊ยงแก้เกี้ยวว่า มันไม่เหมือนกัน ผีพีระมันไม่โหดเท่าตัวเมื่อกี๊
“มันไม่ใช่เรื่องโหดไม่โหด แต่เป็นเพราะแกอ่อนหัด อ่อนหัดที่สุดในปฐพี ถ้าไม่เห็นว่าแกเป็นหลาน ฉันไล่แกไปไหนต่อไหนแล้ว อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์”
เกี๊ยงอ้อนวอนขอโอกาสอีกครั้ง อาจารย์ไม่สนเดินกลับเข้าไป เกี๊ยงน้อยใจเลยแอบเข้าไปในสำนักตรงไปที่แท่นวางของขลัง คว้าโถบรรจุวิญญาณขึ้นมา แล้วมองธงของอาจารย์เทพที่วางอยู่ นึกในใจว่า
“ถ้าเกี๊ยงมีธงของอาจารย์ เกี๊ยงก็จะสามารถควบคุมผีพวกนี้ได้เหมือนอาจารย์นั่นแหละ” แล้วหยิบธงไปด้วย
ooooooo
เพราะยังไม่แล้วใจเรื่องที่น้ำมนต์เล่าเกี่ยวกับตน พีระตามน้ำมนต์ไปที่มหาวิทยาลัย ถามว่าตนชื่อพีทหรือ?
“พีระคือชื่อเก่าที่พ่อนายตั้งให้ แต่พอไปอยู่เมืองนอก เลยเปลี่ยนเป็นพีท” น้ำมนต์บอกตัดรำคาญ พูดอีกว่าถึงตนจะไม่ได้บอกเมสินีเกี่ยวกับเขา แต่ตนก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะจากที่ได้รู้จักเขาก็เห็นแล้วว่าเขาเป็นเด็กเอาแต่ใจและโรคจิต พีระถามว่าเมสินีใส่ร้ายตนทำไม เป็นไปได้ไหมว่าเมสินีจะเป็นคนทำให้ตนตาย
น้ำมนต์เดินหนีอย่างไม่อยากเชื่อ พีระวิ่งตามไปขวางคาดว่า
“คุณลองคิดสิ ผู้หญิงคนนั้นอาจจะอยากได้มรดกพ่อผม หรือไม่ก็อาจจะแค้นอะไรส่วนตัวพ่อผมอยู่แล้ว เลยเข้ามาหลอกให้รักและแต่งงานด้วย ก่อนจะวางแผนฆาตกรรมอำพรางพ่อผม” น้ำมนต์หัวเราะว่าพูดเป็นละครไปได้ พีระติงว่าทุกอย่างมันมีโอกาสเป็นไปได้ไม่ใช่หรือ
เมื่อเถียงกันไม่รู้เรื่อง พีระเลยเตือนเธอว่าให้อยู่ห่างๆผู้หญิงคนนั้นไว้ ตนเป็นห่วง ไม่อยากให้เธอต้องลำบากเพราะตน น้ำมนต์เขินที่พีระบอกว่าเป็นห่วง ทำเสียงแข็งใส่ว่ารู้แล้ว เลิกเซ้าซี้เสียที ตรงนี้แดดร้อนแล้วเดินหนี พีระยังตามอีก
เกี๊ยงเข้าไปในมหาวิทยาลัยพร้อมโถใส่วิญญาณและธงประจำตัวของอาจารย์เทพ พึมพำอย่างหมายมาดว่า “ผมจะจับไอ้ผีพีระให้อาจารย์ดู” เห็นน้ำมนต์เดินมาและพีระเดินตาม เกี๊ยงเปิดโถโบกธงสั่ง “ไปเอาตัวผีพีระมาให้ฉัน ไป!”
พีระยังไม่รู้ตัวเดินตามน้ำมนต์ถามว่าจะสืบเรื่องตนอย่างไรต่อ เริ่มที่เมสินีดีไหมอาจจะได้เรื่องก็ได้ พอดีพิมพ์ดาววิ่งหน้าตื่นมาคว้ามือน้ำมนต์ละล่ำละลักบอกว่า
“น้ำมนต์...อัฐชัย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ไปเร็ว” พลางลากน้ำมนต์ไปเลย พีระมองมึนพึมพำว่าแล้วเรื่องของตนล่ะ?
พีระจะตามแต่คล้ายเห็นอะไรแว้บๆ เหมือนถูกแอบจ้องอยู่แต่พอหันมองก็ไม่เห็นอะไร พีระตงิดๆใจกำลังจะเดินไปก็ถูกแมนสรวงโผล่มาตรงหน้า ถามพีระว่าได้เรื่องอะไรบ้าง แต่พอแมนสรวงมองผ่านพีระไปเห็นเอมี่กำลังเดินมาก็ผละจากพีระไปหาเอมี่เลย
ooooooo
พิมพ์ดาวพาน้ำมนต์ไปถึงศาลาริมบึง เห็นอัฐชัยปีนอยู่ที่ระเบียงศาลาริมบึงทำท่าจะกระโดดลงบึงฆ่าตัวตาย เพียงดาวบอกว่าอัฐชัยเสียใจที่เธอไม่รับรักแต่กลับไปรักผีเลยจะฆ่าตัวตาย
น้ำมนต์ตะโกนให้ลงมาเดี๋ยวนี้ อัฐชัยชะงักตัดพ้อต่อว่าที่น้ำมนต์ไม่รักอยากตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ไม่ต้องมาห้าม พิมพ์ดาวถามน้ำมนต์ว่าจะไม่ทำอะไรสักอย่างหรือ น้ำมนต์เลยตะโกนบอกอัฐชัยว่า
“อัฐ ถ้าอยากตาย ควรขึ้นไปโดดบนดาดฟ้าตึกนะ ใครๆ ก็รู้ว่าบึงน้ำนี้ตื้นแค่เข่ามันจะตายได้ไหม ไปดาดฟ้าโน่นหรือว่าไม่กล้า เพราะไม่ได้คิดจะฆ่าตัวตายจริง”
น้ำมนต์อ่านออกว่าอัฐชัยวางแผนกับพิมพ์ดาวเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ ด่าว่าเรียนนิเทศศาสตร์ เรียนการแสดงแต่กลับเอาวิชาชีพมาทำเรื่องเหลวไหล ด่าแล้วหันหลังจะเดินกลับ อัฐชัยตะโกนว่า “ก็ฉันไม่เชื่อว่าน้ำมนต์จะรักกับผีจริงๆ” ลูกโป่งเพิ่งรู้ ถามน้ำมนต์งงๆ ว่ารักกับผีหรือ..ผีไหน?
“ฉันไม่จำเป็นต้องอธิบาย” พูดแล้วน้ำมนต์เดินหนี ไปเจอเอมี่กำลังเขินที่แมนสรวงตามมาจีบ พอเห็นน้ำมนต์เลยเดินเลี่ยงไปถามว่าเรียกตนมาทำไม มีเรื่องอะไรจะถามหรือ แล้วพาน้ำมนต์ไปคุยอีกทาง
แมนสรวงจะตามไปแต่ถูกพีระตามมาต่อว่า “ไหนบอกว่ามาช่วยฉัน แล้วมาขายขนมจีบอะไรให้พี่เอมี่ ชอบพี่เอมี่หรือ” แมนสรวงทำไก๋บอกว่าแค่ถูกชะตา ระหว่างนั้นพีระรู้สึกมีอะไรจ้องตน พอมองไปก็ไม่เห็นอะไร แมนสรวงติงว่าเขาเป็นผีใครจะมาจ้อง?
“นั่นสิ...ใครที่เห็นฉันได้มันก็ต้องไม่ใช่คนใช่ไหมล่ะ”
ooooooo
ที่โต๊ะกลุ่มในมหาวิทยาลัย เอมี่ยื่นหน้าจอไอแพดที่มีรูปธีระศิลป์ให้น้ำมนต์ดู
“นี่รูปคุณธีระศิลป์ ภาคภูมิใจบรรหาร ผู้ก่อตั้งและเจ้าของสถานีโทรทัศน์พราวด์ดิจิตอล”
แมนสรวงยื่นหน้าเข้าไปดูบ้างถามพีระว่านี่หรือพ่อนาย พีระมองๆ นึกๆแต่นึกไม่ออก พึมพำงงๆว่า...พ่อเหรอ?
เอมี่ถามน้ำมนต์ว่าอยากรู้เรื่องธีระศิลป์ไปทำไม มีเรื่องอะไรหรือ น้ำมนต์จะเล่า ถูกพีระห้ามไว้บอกว่าอย่าให้ใครรู้ว่าตนเป็นลูกชายเจ้าของสถานีพราวด์ดิจิตอล เดี๋ยวความลับจะไม่เป็นความลับ น้ำมนต์เลยบอกเอมี่ว่า
“ก็แค่อยากทราบค่ะ เผื่อคุณเมสินีถามจะได้ตอบให้เขาภูมิใจได้ไงคะ พี่เอมี่เล่าให้ฟังทีนะคะ”
ทันใดนั้น แมนสรวงเห็นวิญญาณผีนายชุยมองหน้ากันจะจะ แมนสรวงสัมผัสได้ว่ามันไม่มาดีแน่ ขอตัวไปบอกว่าเดี๋ยวมา ส่วนเอมี่ก็ตั้งท่าจะเล่าแต่มีข้อแลกเปลี่ยนให้น้ำมนต์ช่วยคิดรูปแบบใหม่ของรายการคืนผจญผีไปเสนอเมสินีก่อน น้ำมนต์มองไปรอบๆ บ่นว่าไม่รู้เพื่อนๆ หายไปไหนหมด เสนอว่าระหว่างรอเพื่อนก็ให้เอมี่เล่าไปพลางก่อน เอมี่จึงเล่าว่า...
ธีระศิลป์เริ่มจากการทำบริษัทรับจ้างผลิตรายการทีวีเหมือนตน แต่ไปได้ดีเลยขยับขยาย มีบริษัทลูกแตกออกไปเรื่อยจนใหญ่โต จึงประมูลช่องทีวีดิจิตอลก่อตั้งสถานีพราวด์มาจนทุกวันนี้ เล่าว่าเขาแต่งงานกับภรรยามีลูกชายหนึ่งคนแต่ภรรยามีโรคประจำตัวลูกยังไม่ทันโตก็มาด่วนจากไปเสียก่อน แล้วเล่าถึงพีระว่า
“แต่อีตาลูกชายน่าจะเป็นเด็กมีปัญหา เกเรเอาแต่ใจ ฤทธิ์มาก คุณธีเลยส่งไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็กแล้วก็ไม่เห็นมีข่าวว่ากลับมาเมืองไทยนะ น่าจะทำงานที่โน่นไปเลย”
แล้วเล่าถึงเมสินีว่า ธีระศิลป์เจอเธอในงานสัมมนาเกี่ยวกับสื่ออะไรสักอย่าง แล้วไม่รู้ว่าไปสนิทกันตอนไหน รู้อีกทีเมสินีก็มาช่วยวางระบบตอนก่อตั้งสถานีพราวด์แล้ว เล่าขำๆว่า
“แล้วก็ไม่รู้ไปวางระบบอะไรยังไงตอนไหน รู้อีกทีก็เป็นข่าวฮือฮานักธุรกิจไฟแรงประกาศแต่งงานสายฟ้าแลบ”
คืนนั้นทั้งสองยืนชมวิวที่ระเบียงร้านอาหารหลังจากดินเนอร์กัน ธีระศิลป์หยิบแหวนออกมายื่นให้ เมสินีดีใจมาก ทั้งสองยืนแนบชิดกันอย่างหวานชื่น ถูกนักข่าวแอบถ่ายรูปไว้ไม่รู้ตัว
ooooooo
น้ำมนต์มองภาพคู่ของธีระศิลป์กับเมสินีในไอแพดที่เอมี่เปิดให้ดู พลางฟังเอมี่เล่าต่อ
“คนเม้าท์กันว่า ลูกชายไม่พอใจที่พ่อแต่งงานใหม่มาก ไม่ยอมมาร่วมงานแต่ง แล้วก็ขาดการติดต่อไปเลย จนกระทั่งคุณธีระศิลป์รถคว่ำเสียชีวิต”
“รถคว่ำ? รถคว่ำเหมือนผมน่ะเหรอ” พีระที่ฟังอยู่ด้วยถาม แต่ไม่มีใครตอบ นำมนต์บอกเอมี่ให้ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังอีก
แต่เอมี่ไม่ทันเล่า ลูกโป่งก็มาบอกน้ำมนต์ว่าต้องไปขายโครงการเรื่องละครเวทีให้พี่ไตปลาฟังเดี๋ยวนี้ น้ำมนต์ตกใจ พิมพ์ดาวบอกว่า
“เมื่อวานแกเบี้ยวนัดพี่เขาไป วันนี้อาจารย์อิ๋วเลยนัดมาให้ใหม่ และพี่ไตปลาก็มาถึงแล้ว!”
น้ำมนต์ตกใจเป็นครั้งที่สอง ลูกโป่งถามว่าคิดโครงเรื่องไว้แล้วใช่ไหม น้ำมนต์บอกว่าไม่มี คราวนี้ลูกโป่งกับพิมพ์ดาวเป็นฝ่ายตกใจ พีระหงุดหงิดอยากฟังเรื่องของพ่อต่อ แต่น้ำมนต์ถูกลูกโป่งกับพิมพ์ดาวลากไปเสียแล้ว
“เดี๋ยว...แล้วรายการใหม่พี่ ใครจะช่วยคิด” เอมี่ร้องถาม พิมพ์ดาวบอกว่าเดี๋ยวเราจะกลับมาช่วยกันคิด แล้วลากน้ำมนต์ไปเลย
“อะอ้าว...แล้วเรื่องพ่อผมล่ะ...จบ...ไอ้ยมทูตหายหัวไปไหน???” พีระมองหาแมนสรวงอย่างหงุดหงิด
ooooooo
แมนสรวงถูกผีนายชุยล่อไปที่มุมเก็บเศษวัสดุเหลือใช้ในมหาวิทยาลัย แล้วตัวมันก็หวนกลับมาเล่นงานพีระที่กำลังตามหาแมนสรวงอยู่
พีระตกใจเมื่อผีนานชุยเงื้อพร้าจะฟัน ดีที่จับมือมันไว้ทันแล้วผลักมันออก มีดพร้ามันเลยฟันลงที่พื้นฉึก! ถูกหินแตกเป็นรอยมีด มันฟันซ้ำ พีระถอยไปตั้งหลัก หลบหลีกปัดป้องอย่างคล่องแคล่วสวยงาม เพราะเคยเรียนเทควันโดและมวยไทยมา
ผีนายชุยไล่ฟันไม่ยั้งจนพีระถอยแล้ววิ่งหนี มันก็ยังไล่ตามส่งเสียงคำรามอย่างน่ากลัว
ooooooo
น้ำมนต์ อัฐชัย ลูกโป่งและพิมพ์ดาวมาพบอาจารย์อิ๋วก่อนไปหาพี่ไตปลา ถูกอาจารย์อิ๋วตำหนิว่าทำไมมาสายปล่อยให้พี่ไตปลารอได้ไง น้ำมนต์ถามอย่างคนมีความผิดว่าถ้าพี่ไตปลาไม่กำกับละครเวทีให้ อาจารย์จะว่าอะไรไหม
“ไม่ว่าเลยสักคำ” น้ำมนต์ดีใจถามว่าจริงหรือ “แต่จะสั่งระงับโปรเจกต์นี้ทันที! อาจารย์แจ้งคณบดีไปแล้วว่าโปรเจกต์นี้มีพี่ไตปลาเป็นผู้กำกับ คณะถึงเชื่อมั่นว่ามันจะประสบความสำเร็จถึงให้งบมาผลิต ถ้าไม่ได้พี่ไตปลา...ก็...จบ!!!”
ทุกคนฟังแล้วซีด จ๋อย เพราะความฝันของแต่ละคนก็จบไปด้วย ลูกโป่งบอกน้ำมนต์ว่าต้องใช้วิชาเอาตัวรอดช่วย เมื่อไปถึงห้องรับรองพบพี่ไตปลารออยู่แล้ว พอฟังไอเดียของพวกน้ำมนต์ พี่ไตปลาลุกพรวดถามว่า
“ว่าไงนะ ละครผีและย้อนยุค ที่จะบอกพี่มีแค่นี้น่ะเหรอ!!!” อาจารย์อิ๋วช่วยแก้สถานการณ์บอกพวกน้ำมนต์ว่ามีไอเดียอะไรก็เสนอพี่ไตปลาให้หมด ไม่ต้องกั๊ก พี่ไตปลาเอ่ยว่า “อาจารย์อิ๋วครับ ที่ผมรับปากจะมาช่วยเพราะเห็นแก่อาจารย์และคณะนะครับ แต่ลูกศิษย์อาจารย์ทำอย่างนี้ ผมไม่ซื้อ!!”
ลูกโป่งกับอัฐชัยช่วยกันขอให้ฟังเหตุผลพวกตนก่อน เพราะมีเหตุสุดวิสัยจริงๆ พิมพ์ดาวบอกน้ำมนต์เล่าให้อาจารย์อิ๋วกับพี่ไตปลาฟัง น้ำมนต์ดราม่า เรื่องพ่อหายไป 5 วันแล้วไม่รู้ว่าหายไปไหนและเกิดอะไรขึ้นจนไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรทั้งนั้น ร้องไห้ฮือๆบอกว่า “ที่ไม่มีอะไรมาเสนอพี่ไตปลาก็เพราะหนูห่วงพ่อค่ะ ฮือๆๆ” ทั้งลูกโป่งและพิมพ์ดาวช่วยกันดราม่าเป็นปี่เป็นขลุ่ย
“ไตปลา อาจารย์ว่ามันก็เป็นเหตุผลที่น่าให้อภัยนะคะ” อาจารย์อิ๋วช่วยลุ้น ทุกคนช่วยอ้อนวอน
พี่ไตปลานิ่งคิด ท่าทีอ่อนลงเหมือนจะยอม ถามน้ำมนต์ว่าพ่อหายตัวไปหรือ น่าเห็นใจจริงๆ น้ำมนต์ยิ่งร้องไห้ฮือๆ
“โกหก!!!” พี่ไตปลาตวาดจนทุกคนตกใจผงะ น้ำมนต์พยายามจะชี้แจง ถูกพี่ไตปลาผู้กำกับมือทองผู้ผ่านงานมาโชกโชนอ่านขาดมองทะลุชี้ว่า “การแสดงของเธอมันปลอม ไม่มีความจริงใจ เสียใจแต่เพียงข้างนอกแต่ข้างในว่างเปล่า แววตาเธอมันหลอกลวง มีแต่ความประหม่าไม่ปลอดภัยเหมือนซุกซ่อนความผิดไว้มันไม่ใช่สายตาของคนห่วงพ่อ”
พี่ไตปลาบอกอาจารย์อิ๋วว่ารับกำกับละครเวทีเรื่องนี้ไม่ได้แล้วไหว้ลาออกไปเลย
“โปรเจกต์นี้จบ!!” อาจารย์อิ๋วบอกแล้วเดินแยกไป แต่น้ำมนต์ไม่ยอมแพ้ตามไปอ้อนวอนพี่ไตปลาว่าสองวันก่อนตนติดภารกิจที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ ขอเวลาอีกแค่วันเดียว สัญญาว่าพรุ่งนี้จะคิดพล็อตเรื่องละครเวทีมาขายพี่ได้แน่ๆ
พี่ไตปลาถามว่าวันเดียวทำได้หรือ? ถ้าไม่ได้ล่ะ? น้ำมนต์ตอบหนักแน่นว่า “ไม่มีคำว่าไม่ได้ค่ะ” อีกทั้งลูกโป่งกับพิมพ์ดาวก็ช่วยกันรับรอง พี่ไตปลาชมน้ำมนต์ว่า
“มันต้องอย่างนี้ จริงจัง จริงใจ ไม่เสแสร้งแสดงออกมาจากความรู้สึกข้างใน ได้!! พี่จะให้โอกาสเธอถึงพรุ่งนี้หกโมงเย็น”
น้ำมนต์ไหว้ขอบคุณพี่ไตปลา ทุกคนดีใจสุดชีวิต รีบแยกย้ายกันไปทำงาน
ooooooo
ผีนายชุนยังวิ่งไล่ฟันพีระไปทั่วทั้งขึ้นบันไดลงบันไดเข้าลิฟต์ออกลิฟต์แต่ไม่มีใครเห็นจึงไม่สร้างความตื่นตระหนกให้ใคร
พีระสู้อย่างมีฝีมือแต่ถูกเกี๊ยงมาท่องคาถาตรึงวิญญาณจนขยับเขยื้อนไม่ได้ เกี๊ยงหัวเราะลำพองใจว่าตัวเองท่องคาถาของอาจารย์เทพได้ถูกเป๊ะเห็นผลกับตา พีระตวาดถามเกี๊ยงว่าหมอผีส่งมาจับตนหรือ จังหวะนั้นเองผีนายชุนฟันฉัวะที่กลางหลังพีระจนเป็นทางยาวแต่ไม่มีเลือดไหล แล้วผีนายชุนก็ใช้ท่อนแขนมหึมารัดคอพีระหมายให้ขาดอากาศหายใจ
เกี๊ยงผยองยิ่งนักสะบัดธงอาคมของอาจารย์เทพปากก็บริกรรมคาถา เกิดแรงดูดผีนายชุนเข้าไปในโถ
ผีนายชุนคว้าคอพีระจะเอาเข้าไปด้วย พีระขืนสุดแรงตะโกนลั่น
“ฉันไม่ยอมให้พวกแกจับแล้วจับอีกหรอก”
ขณะเกี๊ยงหัวเราะลำพองใจว่าอาจารย์เทพต้องชื่นชมตนแน่ๆ พลันก็ชะงัก เมื่อแมนสรวงโผล่มาตวาด
“จะเอาตัวเด็กฉันไป ขออนุญาตหรือยัง!!” แล้วชี้นิ้วไปที่เกี๊ยง ทันใดนั้นกางเกงเกี๊ยงหลุดลงไปกองที่เท้า นักศึกษาสาวกลุ่มหนึ่งผ่านมาเห็นพากันร้องกรี๊ด เกี๊ยงตกใจปล่อยโถใส่วิญญาณดึงกางเกงขึ้นมา
โถวิญญาณแตกโพละ! วิญญาณผีนายชุนเด้งหลุดจากการถูกสะกดทันที! ซ้ำเกี๊ยงยังถูกพวกนักศึกษาหญิงชี้ให้พวกนักศึกษาชายและ รปภ.ช่วยกันจับว่าเป็นพวกโรคจิต แมนสรวงโผล่มาผสมโรงกระหน่ำซ้ำว่า
“คนพวกนี้เป็นภัยสังคม ช่วยกันจับมันส่งตำรวจเลยดีกว่าครับ”
เกี๊ยงพยายามวิ่งหนีแต่ถูกไล่ต้อนจนจับได้ ส่วนผีนายชุนถือพร้าจะทำร้ายพีระที่บาดเจ็บทรุดอยู่กับพื้นอีก ถูกแมนสรวงคว้ามือที่ถือมีดพร้าไว้บอกให้หยุดสร้างกรรมได้แล้ว ที่แล้วมาถือว่าเป็นกรรมของหมอผีที่ใช้อำนาจบีบบังคับให้ทำ แต่หลังจากนี้เป็นอิสระแล้วสิ่งที่ทำจะเป็นกรรมของตัวเอง เตือนสติว่า
“เลือกเอา จะทำกรรมต่อหรือจะไปที่ชอบที่ชอบ” ผีนายชุนสงบทรุดคุกเข่ากับพื้น แมนสรวงวาดมือทำท่าส่งวิญญาณ “จงไปรับกรรมของนาย...โก!!”
พีระร้องขอให้แมนสรวงช่วยตนด้วย แมนสรวงโอมเพี้ยงแล้วเป่ากระหม่อม พีระถามว่าไม่ช่วยตนจริงๆหรือ แมนสรวงเปิดดูที่หลังบอกว่าแผลประสานแล้วส่วนอาการปวดระบมเดี๋ยวก็หายเป็นปกติ ดีแล้วต่อไป จะได้หัดสงบเสงี่ยมมีสมาธิเสียบ้าง แล้วยืนมองพีระที่ร้องโอดโอยขำๆ
เกี๊ยงถูกอาจารย์เทพคาดโทษว่าถ้าขืนทำอย่างนี้ อีกจะตัดหางปล่อยวัดไม่เลี้ยงดูอีกต่อไป เกี๊ยงถามว่าแล้วจะปล่อยผีพีระไปหรือ
“ไม่มีทาง มันจะต้องชดใช้ที่มันทำกับข้าไว้แน่...ไอ้พีระ!!”
ooooooo
พีระกลับถึงบ้านน้ำมนต์ ถูกแมนสรวงบ่นว่าไปสร้างศัตรูไว้มากมายจนมีคนคิดฆาตกรรม กลายเป็นผียังไปขวางหูขวางตาหมอผีอีก
ทันใดนั้น มีเสื้อผ้าถูกโปรยลงที่หัวพีระเต็มไปหมด ฝีมือข้าวต้มนั่นเอง ข้าวต้มบอกว่าตนขอให้เพื่อนๆเอาเสื้อผ้าพ่อมาบริจาคใหม่ๆ ดีๆทั้งนั้น แล้วเจาะจงยื่นสูทให้ชุดหนึ่งบอกว่า ตอนนี้ต้องใส่ชุดนี้ พีระ ถามว่าทำไม ข้าวต้มไม่ตอบเร่งให้รีบเปลี่ยนเร็วๆ
ข้าวต้มให้พีระเปลี่ยนสูทชุดเท่แล้วจัดโต๊ะอาหารอย่างแสนโรแมนติก บอกพีระว่าคืนนี้ต้องทำให้น้ำมนต์รักให้ได้ พอน้ำมนต์กลับมาเห็นข้าวต้มกำลังขู่เข็ญพีระก็ถามว่าทำอะไรกัน ข้าวต้มปลีกตัวไปเพื่อให้น้ำมนต์คุยกับพีระ
แจ๊วที่อัฐชัยส่งมาสืบเรื่องพีระได้ยินเสียงคุยกันก็แจ๋เข้ามาถามว่ามาทำอะไรกันตรงนี้แล้วเมื่อกี้พูดกับใคร พูดคนเดียวอีกแล้วหรือ ข้าวต้มเลยลากแจ๊วออกไป
น้ำมนต์กำลังเครียดเรื่องละครบอกพีระว่าวันนี้ไม่มีอารมณ์ต่อล้อต่อเถียงกับใครถ้าไม่อยากตายซ้ำสองก็อย่ากวนวนประสาท แล้วเดินแยกไปเลย
แจ๊วพยายามถามข้าวต้มว่าเมื่อกี้น้ำมนต์คุยกับใครคุยกับเพื่อนในจินตนาการใช่ไหม ถ้าใช่ตนต้องขวางขืนปล่อยไว้ต้องเป็นบ้าแน่ๆเลยถูกข้าวต้มกับพีระแกล้งหยิบหนังสือทำหนังสือลอยไปมา อุ้มข้าวต้มที่อ้วนตุ๊ลอยขึ้นมา พีระให้ข้าวต้มพูดตามว่า ตนเป็นเด็กมีพลังจิต ถ้าแจ๊วไม่เชื่อฟังขัดใจ ตนก็จะไม่อดทนอีกแล้ว
พีระเที่ยวจับนี่หยิบนั่นให้ลอยขึ้นมา หลอกหลอนจนแจ๊วกลัวถึงกับเข่าอ่อนทรุดอ้อนวอน
“พี่กลัวแล้วค่ะ อย่าทำอะไรพี่เลย ต่อไปพี่จะไม่ขัดใจข้าวต้มอีกแล้ว”
พีระกับข้าวต้มยิ้ม แท็กมือกัน บอกว่าดีจะได้หมดปัญหาเสียที
ooooooo
เอมี่ถูกเมสินีเรียกไป เธอตกใจเพราะฟังไอเดียรายการคืนผจญผีจากพวกน้ำมนต์แล้วยังไม่ชอบ แต่พอไปพบเมสินีจริงๆ เธอกลับถามว่ารู้เรื่องเกี่ยวกับน้ำมนต์ทุกเรื่องใช่ไหม แล้วเอารูปถ่ายของพีระตอนอยู่เมืองนอกให้ดู
เอมี่บอกว่าไม่รู้จักแต่รู้สึกหน้าคุ้นๆถามว่าเกี่ยวอะไรกับน้ำมนต์หรือ เมสินีไม่ตอบแต่ยุทธถามว่าช่วงนี้ น้ำมนต์มีแฟนหรือเปล่า เคยเห็นน้ำมนต์แอบโทรศัพท์หาใครหรือแอบไปพบใครเป็นพิเศษไหม
“เท่าที่เห็นไม่มีนะคะ น้ำมนต์ตั้งใจทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว แกต้องเลี้ยงน้องชาย ก็เลยไม่คิดเรื่องแฟน” เอมี่แซวยุทธว่าแอบปิ๊งน้ำมนต์หรือถึงได้ถามเรื่องแฟน ยุทธอึกอัก เมสินีช่วยรับสมอ้างว่าใช่ แล้วหยอกยุทธว่าเก็บอาการไม่อยู่เลยสิ
คุยกับเอมี่ยังไม่ได้ข้อมูลอะไร เมสินีบอกขณะเอมี่ลากลับว่าอย่าบอกน้ำมนต์ว่าตนเรียกมาถามเรื่องเธอแล้วย้ำถามอีกว่า แน่ใจหรือว่าน้ำมนต์ไม่ได้แอบคบกับใครที่ไหนอยู่
เอมี่ยืนยัน แต่พอออกไปไม่นานเธอก็วิ่งกลับมาบอกเมสินีว่า
“ดิฉันเพิ่งนึกได้ แต่ไม่ทราบจะมีประโยชน์หรือเปล่า เรื่องคน...ไม่สิ...เอ่อ...ผู้ชายที่น้ำมนต์คบๆอยู่ เมื่อกี้โทร.ไปถามลูกโป่งเพื่อนของน้ำมนต์ค่ะ เขาบอกว่าตอนนี้น้ำมนต์กำลังคบอยู่กับ...ผี ฟังดูแปลกนะคะ เห็นว่าผี
ตนนี้ตามตื๊อน้ำมนต์มาสักพักแล้ว รู้สึกว่าเขาจะชื่อ พีระ” ทั้งเมสินีและยุทธอุทานชื่อพีระออกมาพร้อมกัน เอมี่ยืนยันว่า “ค่ะ...ชื่อพีระค่ะ”
เมสินีสนใจจี๋ ถามย้ำว่าน้ำมนต์คบกับผีหรือ เอมี่ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเพื่อนๆอำกันเล่น ยุทธเอารูปพีทให้ดูถามว่าผีที่ชื่อพีระหน้าตาเป็นอย่างนี้
ใช่ไหม พอเอมี่บอกว่าตนไม่เคยเห็น รู้แต่ชื่อ ยุทธก็ฮึดฮัดผิดหวัง เมสินีกลบเกลื่อนว่า
“โถ...ไม่เป็นไรนะยุทธ ถ้าเธอชอบน้ำมนต์จริง เธอต้องสู้นะ”
“เอ่อ...ครับ...ผมจะสู้” ยุทธรับมุก ในขณะที่
เอมี่ก็เอาใจช่วยยุทธเต็มที่แล้วลากลับ
เมสินีบอกยุทธว่าตราบใดที่ยังไม่เห็นศพพีทก็จะยังไม่เชื่อว่าผีพีระกับพีทเป็นคนเดียวกัน หรือไม่ก็ไปเอาวิญญาณผีพีระมาให้ตนดูถึงจะเชื่อ ยุทธรับปากว่าจะไปเอาวิญญาณพีทมาให้ดูแล้วพาเธอขึ้นรถไปด้วยกัน
ooooooo
น้ำมนต์เครียดเรื่องบทละครจนหงุดหงิด เพราะงานชิ้นนี้ไม่เพียงจะชี้อนาคตของเธอเอง หากยังหมายถึงเพื่อนๆที่ร่วมงานทุกคนด้วย
“เจตนาของคุณดี แต่วิธีการไม่ใช่ ความเครียดไม่ได้ช่วยให้เราสร้างสรรค์อะไรได้หรอก คุณจะต้องไปพักผ่อนสมองเปลี่ยนบรรยากาศและหาแรงบันดาลใจเพิ่ม ไป...”
พีระพาเธอไปเดินเล่น นวดให้ผ่อนคลาย พานั่งรถ ไปอยุธยาเพื่อหาแรงบันดาลใจ น้ำมนต์คาดโทษเขาว่า
“ถ้าฉันคิดไม่ออก ฉันจะโทษนายคนเดียว!”
อัฐชัยเรียกแจ๊วไปถามข่าว แจ๊วบอกว่าไม่มีอะไร รู้แต่ว่าข้าวต้มเป็นเด็กมีพลังจิตและไม่เห็นน้ำมนต์มีเพื่อนในจินตนาการเลย อัฐชัยถามว่าเธอรู้แล้วหรือ บอกว่าก็แค่ผีไม่ต้องกลัวหรอก
แจ๊วตกใจกลัวผีจนขอลาออกอัฐชัยไม่ยอมให้ออกต้องอยู่คอยรายงานความเป็นไปของน้ำมนต์ให้ตน แจ๊วไม่อยากเอาชีวิตไปแลก แต่พออัฐชัยเพิ่มเงินให้เป็นวันละห้าร้อยบาท แจ๊วก็ตอบรับยินดีทำงานต่อไป อัฐชัยถามว่าแล้วตอนนี้น้ำมนต์อยู่บ้านคิดบทละครอยู่ใช่ไหม พอแจ๊วบอกว่าไม่อยู่ อัฐชัยหน้าเครียดไปหาพิมพ์ดาวที่ร้านเจ๊แมวทันที
เขาบังคับให้พิมพ์ดาวโทร.ถามน้ำมนต์ว่าอยู่ไหน พิมพ์ดาวไม่ยอมโทร. เขาเลยคว้าโทรศัพท์ของพิมพ์ดาวไปกดเบอร์ของน้ำมนต์แล้วยื่นให้พูด พิมพ์ดาวบอกว่าตนไม่รู้จะพูดอะไร
“ก็แค่ถามว่า ‘น้ำมนต์ เธออยู่ไหน’ แค่นี้มันจะยากอะไร”
หารู้ไม่ น้ำมนต์รับสายพอดีได้ยินเสียงอัฐชัย
บอกให้พิมพ์ดาวพูด เธอเลยถามว่า “แล้วทำไมอัฐไม่พูดเอง” อัฐชัยผงะอึกอักตอบไม่ออก แก้ตัวว่าพิมพ์ดาวต่างหากที่อยากโทร. แล้วโมเมถามว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน
“ฉันอยู่อยุธยา มาหาแรงบันดาลใจคิดบทละคร แค่นี้นะ” น้ำมนต์ตอบแล้ววางสายเลย
“อยุธยา ไอ้ผีพีระพาน้ำมนต์ไปทำอะไรที่นั่น” อัฐชัยขบฟันกรอด แล้วลากพิมพ์ดาวให้ไปอยุธยาด้วยกัน ไปถึงแล้วให้เธอโทร.ถามน้ำมนต์ว่าอยู่ตรงไหนแล้วค่อยไปหา
ooooooo
ระหว่างเดินชมบรรยากาศหาแรงบันดาลใจที่อยุธยานั้น พีระถามน้ำมนต์ว่าต้องเป็นละครย้อนยุคใช่ไหม เสนอว่าต้องเป็นเรื่องที่เกิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา
แล้วพีระก็เล่าจินตนาการละครย้อนยุคของเขา มีเจ้าคุณ มีนางทาส นางทาสมากมายถูกเจ้าคุณเฆี่ยนตีเมื่อทำไม่ถูกใจ น้ำมนต์ถามว่าทำไมท่านเจ้าคุณต้องมีนางทาสเยอะแยะอย่างนั้นด้วย ซ้ำยังพูดเสร่อเหมือนเขาด้วย ทำแหวะบอกว่าพระเอกอย่างนี้ใครจะไปอยากดู
น้ำมนต์เสนอไอเดียของตนบ้าง เป็นเรื่องหญิงสาวต่อสู้กับผีดิบแวมไพร์เพื่อช่วยชายที่จะถูกผีดิบดูดเลือด นอกจากช่วยชายคนนั้นได้แล้วยังขว้างมีดฆ่าผีดิบได้อย่างแม่นยำด้วยท่าสวยเท่
พีระไม่เห็นด้วยเพราะเรื่องของเธอผู้หญิงเก่งและเท่เกินไป และพระเอกก็กระจอกงอกง่อยไม่สมกันเลย
“เรื่องที่นายคิดดีตายละ เอะอะก็เฆี่ยน ทำร้ายร่างกายแล้วสุดท้ายก็มารักกัน แหวะไม่เห็นสนุกตรงไหน”
“ถ้าพระเอกนางเอกไม่ทะเลาะกันก่อนแล้วจะรักกันได้ไง”
“พระเอกเป็นขี้ข้ากับนางเอกสูงศักดิ์ก็กลายเป็นความรักได้ ความรักมันเกิดได้หมดแหละ ไม่ว่าจะแตกต่าง กันแค่ไหน”
“ผมรู้!! ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรคของความรัก คิดว่าผมไม่รู้เหรอ” น้ำมนต์บอกว่างั้นก็อย่ามาชวนตนทะเลาะ “ทำไม!! กลัวจะรักผมเหมือนนางเอกในละครรึไง”
พีระโพล่งออกไปไม่ทันคิด น้ำมนต์ชะงักเหวอ พีระเหวอไปด้วยที่หลุดปากไป แล้วต่างก็กลบเกลื่อนพูดประชดกันไปมาแก้เขินแต่ในใจวาบหวิวแปลกๆ
ooooooo
ยุทธพาเมสินีไปที่สำนักอาจารย์เทพ ดูอาจารย์เทพแสดงการไล่ผีปราบผี มีชาวบ้านมาดูกันพอสมควร
ระหว่างนั้น ผีหญิงตนหนึ่งวิ่งผ่านเมสินีแล้วล็อกตัวเธอไว้จนหายใจไม่ออก พลางตะคอกขู่
“เอาร่างมึงมาให้กู”
“ที่ของแกอยู่นี่...มา!!” อาจารย์เทพโบกธงยกโถบรรจุวิญญาณออกมา พลันผีสาวก็แผดร้องครวญครางเกิดลมแรงแต่พอผีสาวถูกดูดวิญญาณเข้าไปในโถทุกอย่างก็สงบทันที
พออาจารย์เทพแสดงเสร็จ เกี๊ยงก็ยกกล่องบริจาคออกมาวางประกาศขณะชาวบ้านที่มาดูกำลังทยอยกันลุกออกไป
“เอ้าๆ อย่าลืมค่าครูด้วยนะครับ ส่วนใครที่ไม่อยากตกเป็นเหยื่อผีเร่ร่อนบูชาตะกรุดอาจารย์เทพไปคุ้มครองได้นะครับ”
ยุทธกระซิบกับเมสินีว่า “ผมบอกคุณแล้วไงว่าที่นี่ของจริง”
อาจารย์เทพมองยุทธอย่างจำได้แล้วหันไปสบตากับเมสินี เมื่อชาวบ้านกลับกันไปหมดแล้ว ยุทธพาเมสินีเข้าไปแนะนำว่า
“อาจารย์เทพครับ นี่คุณเมสินี เจ้าของสถานีพราวด์ดิจิตัล เจ้านายของผมเองครับ” อาจารย์เทพยกน้ำชาจิบเหล่มองบอกว่ามาเลย “คือคุณเมมีเรื่อง
อยากจะปรึกษาอาจารย์สักหน่อยน่ะครับ”
เกี๊ยงยกตู้บริจาคมาวางทันทีพลางบอก “เชิญปรึกษาเลยครับ” ทั้งสองสบตาอย่างรู้กันว่าต้องบริจาคก่อน เมสินีจึงหยิบแบงก์พันหยอดใส่ตู้
“ดิฉันอยากให้อาจารย์ช่วยตามหาคนในรูปนี้” เธอหยิบรูปออกมา เกี๊ยงยกกล่องบริจาคค่าน้ำค่าไฟอีกกล่องมาวางบอกว่า “วางรูปบนนี้เลยครับ”
เมสินีรู้ว่าต้องบริจาคอีก หยิบแบงก์พันจากกระเป๋าหย่อนลงในตู้ แล้ววางรูปถ่ายของพีระลงบนตู้ อาจารย์เทพมองปราดเดียวก็จำได้ เกี๊ยงปากไวร้อง
“เฮ้ย...นี่มัน...ไอ้ผีตัวนั้น...” ยุทธกับเมสินีตาโต ยุทธถามว่าอาจารย์รู้จักหรือ อาจารย์เทพปรามเกี๊ยงว่าอย่าซี้ซั้ว ผีตัวไหนตนไม่รู้จัก
เกี๊ยงทำท่าจะเถียง พอถูกอาจารย์เทพถลึงตาใส่ก็รู้กันพูดเสียงอ่อยว่า “เอ่อ...สงสัยผมจะจำผิดจริงๆ” แล้วถอยออกไปนั่งห่างๆ เมสินีถอนใจก่อนบอกอาจารย์เทพว่า
“ดิฉันอยากให้คุณช่วยตามหาคนในรูปนี้ มีคนบอกว่าเขาตายแล้ว เป็นผีเร่ร่อนอยู่ ถ้าเขาเป็นผีจริง ฉันอยากจะเห็นวิญญาณของเขา”
อาจารย์เทพถามว่าทำไมถึงอยากเห็นวิญญาณ เมสินีไม่ตอบแต่ย้ำถามว่า
“ทำได้หรือเปล่า”
“คุณตอบผมก่อน”
“ดิฉันมีเหตุผลที่ไม่จำเป็นต้องบอก ทำได้หรือไม่ได้”
“ผมอาจจะไม่อยากทำก็ได้”
“ดิฉันมีเงินจ้างคุณนะ” เมสินีเชิดใส่ไม่ยอมลงให้ ทำให้อาจารย์เทพรู้สึกถูกชะตาตอบรับว่า
“ได้ ผมจะช่วยคุณ”
เมื่อออกมาหน้าสำนัก เมสินีพูดกับยุทธว่า ถ้าไม่ใช่เพราะเขายืนยันว่าหมอผีคนนี้เก่งจริง ให้ตายตนก็ไม่มา ที่นี่แน่...แต่ถ้าไม่เก่งจริงละก็...น่าดู!
ฝ่ายเกี๊ยง พอเมสินีกับยุทธกลับไปแล้วก็ถามอาจารย์ยุทธว่าทำไมไม่บอกความจริงไปว่าเรารู้จักผีพีระ?
“บอกให้โง่สิ ยัยนั่นเป็นเจ้าของสถานีโทรทัศน์เชียวนะ เงินถุงเงินถังเดินมาหา จะปล่อยไปง่ายๆได้ไง”
เกี๊ยงร้องอ๋อ...อย่างเข้าใจว่าอาจารย์จะสูบเงินทองจากยัยเจ๊นั่นเอง
“ใช่...ได้เงินแล้วยังได้ล้างแค้นไอ้ผีพีระด้วย มันคุ้มค่าสองต่อเลยเว้ย ฮ่า ฮ่า ฮ่า...เราสองคนจะต้องกำราบตัวร้าย เพื่อปกป้องความสงบสุขของผู้คน ใช่ไหม...” อาจารย์เทพจิกตาร้ายคำรามในลำคอ
“ไอ้พีระ...เอ็งได้เจอของจริงแน่!!”
ooooooo
น้ำมนต์กับพีระอยู่ที่อยุธยาจนถึงกลางคืน เมื่อจะกลับ น้ำมนต์ถามว่าจะกลับยังไงคิวรถตู้อยู่ทางไหน
พลันน้ำมนต์ก็ชะงัก เมื่อมองไปด้านหนึ่งเห็นหญิงวัยคุณป้าคนหนึ่งจ้องมาที่เธอ เพียงสบตาน้ำมนต์ก็รู้ว่าหญิงคนนั้นไม่ใช่คน จึงคิดจะเลี่ยงไป แต่จู่ๆหญิงคนนั้นก็มาดักหน้า!
“เธอมองเห็นฉัน!”
น้ำมนต์กรี๊ดไม่กล้าตอบพลางถอยหนี พีระเข้ามาคว้าตัวเธอไว้อย่างปกป้อง ตวาดผีป้าคนนั้นไม่ให้เข้ามา ผีป้าตนนั้นแสยะยิ้ม พูดเสียงน่ากลัว
“เธอ...เธอเป็นวิญญาณเหมือนพวกเรา...แต่ผู้หญิงคนนั้น ไม่ใช่”
“แล้วไง...ถ้าคุณคิดจะทำร้ายน้ำมนต์ เลิกคิดได้เลย ผมไม่ปล่อยให้คุณทำน้ำมนต์เด็ดขาด” พีระจะพาน้ำมนต์ถอย แต่พอหันไปก็ผงะ เพราะมีทั้งผีชายผีหญิงวัยลุง
วัยป้าโผล่มาจากด้านข้างๆ ถึง 8-9 ตน ทั้งสองขาแข็งก้าวเท้าไม่ออก
“ไอ้พวกผีหมู่ นี่คิดจะรุมกันหรือ ฉันจะนับหนึ่งถึงสาม ถ้าพวกแกไม่ถอยไป อย่าหาว่าไม่เตือน หนึ่ง!!” พวกผีไม่เพียงไม่ถอยหากยังขยับเข้าหา “สอง!!!” ผีขยับเข้ามาอีก พีระตะโกน “สาม!!!!” พวกผีพากันนิ่งรอ
“สามแล้ว ลุยสิ” น้ำมนต์บอก
“ลุยบ้าอะไร สามแล้วก็ต้องหนีสิคร้าบบบบ” ว่าแล้วคว้ามือน้ำมนต์วิ่งฝ่าวงล้อมพวกผีออกไป
พวกผีพากันไล่ตาม ผีป้าตนหนึ่งร้อง
“เดี๋ยว...”
ooooooo
เสียงห้ามของผีป้าหยุดทั้งสองไม่ได้ แต่พอวิ่งขึ้นสะพานก็ถูกทั้งผีลุง 8–9 ตนมาดักไว้หมด พีระตะโกนขึงขัง
“ถอยไปนะลุง ผมจะนับหนึ่งถึงสาม ไม่งั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือน”
“ถ้าจะนับแล้ววิ่งหนีอีกไม่ต้องนับเลย” น้ำมนต์ขัดคอ
“ก็อย่าไปบอกเขาสิ” พีระกับน้ำมนต์จะถอยกลับ ก็เจอผีป้าอีก 4-5 ตนมาดักไว้อีกด้าน
ผีลุงผีป้าขอให้ฟังก่อนพวกตนมีเรื่องให้น้ำมนต์ช่วย เพราะเธอยังมีลมหายใจแต่เห็นพวกตนได้จึงอยากให้ช่วย ผีป้าบอกว่าให้ไปช่วยบอกเมียตาคำทีว่าตาคำรู้ทุกอย่างที่พวกเขาทำหมดแล้ว ถ้าไม่อยากถูกตาคำฆ่าตาย ให้พวกเขากลับใจเสีย
พีระกับน้ำมนต์งงว่าใครคือตาคำและตาคำจะฆ่าใคร ขณะทั้งสองกำลังงงนั่นเอง ผีลุงตนหนึ่งก็กระหืด กระหอบมาบอกว่าแย่แล้ว ตาคำกำลังจะฆ่าเมียมันแล้ว บรรดาผีป้าผีลุงต่างพากันแยกย้ายไปช่วยเหลือ พีระยิ่งงง ถามว่ามันเรื่องอะไรกัน
เรื่องของเรื่องคือ ตาคำรักเมียกับลูกเลี้ยงมาก ตายไปแล้วแกยังห่วงเพราะไม่ได้ล่ำลาสั่งเสียอะไร แต่พอไปหาจึงรู้ว่า เมียกับลูกเลี้ยงวางแผนฆ่าแกเพื่อเอามรดก ลูกเลี้ยงวางแผนจะซื้อบ้านซื้อรถไปอวดสาว เมียก็วางแผนจะไปเที่ยวอเมริกา ฝรั่งเศสไปช็อปปิ้งให้พวกที่ชอบนินทาหงายเงิบไปเลย
พอไปรู้ความจริงตาคำแค้นใจมากคิดจะฆ่าทั้งสองล้างแค้น ผีลุงผีป้าพากันห่วงใยไม่อยากให้ตาคำทำบาปมากไปกว่านี้ พวกผีลุงผีป้ากระจายกำลังเพื่อช่วยห้ามตาคำไม่ให้ฆ่าเมียกับลูกเลี้ยง พอลูกเลี้ยงขับรถมากับเมียแก ผีตาคำก็ขึ้นรถบีบคอลูกเลี้ยงจนรถเสียหลักส่ายไปมา
บรรดาผีลุงผีป้ามาคะยั้นคะยอให้พีระไปช่วย พีระไม่ไปบอกว่าตนไม่เข้าใจว่าจะให้ตนไปทำอะไร
ผีลุงผีป้าช่วยกันเล่าเรื่องตาคำให้ฟัง พีระจึงไปขอให้ผีตาคำปล่อยพวกเขาไปเถิด ผีตาคำไม่ฟังเสียง
พีระเลยกระชากออกจากรถ ทำให้รถพุ่งลงข้างทาง เมียตาคำตกใจร้องกรี๊ด
น้ำมนต์รีบเข้าไปช่วยเมียกับลูกเลี้ยงตาคำ บอกพวกผีลุงผีป้าให้ช่วยโทร.เรียกรถพยาบาล พอนึกได้ว่าพวกเขาเป็นผีก็เลยโทร.เอง
ooooooo
ทำไปแล้วผีตาคำไปนั่งร้องไห้เสียใจที่ริมน้ำ พีระยืนมอง ได้ยินผีป้าตนหนึ่งมายืนพูดข้างๆว่า
“พ่อหนุ่มรู้ใช่ไหม ว่าวิญญาณทุกดวง พอหลุดออกจากร่างแล้ว เราจะจำอะไรตอนที่มีชีวิตอยู่ไม่ได้... ไม่ว่าจะคนรัก สถานที่เคยผูกพัน ความรู้สึกโกรธ เกลียดทุกอย่างมันจะหายไปกลายเป็นความว่างเปล่า”
“เออใช่ ผมก็จำอะไรไม่ได้เหมือนกัน” พีระเห็นด้วย ผีลุงตนหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า
“ยมทูตหรือเบื้องบนเขาคงรู้ว่าถ้าวิญญาณอย่างเราจดจำเรื่องตอนมีชีวิตอยู่ได้ มันจะวุ่นวายมากแค่ไหน”
“อย่างตาคำนี่ไง” ผีป้าตนเดิมเอ่ย “มันจำทุกอย่างตอนมีชีวิตได้ว่าเมียและลูกเลี้ยงรักมันมาก มันเสียใจ
ที่ด่วนจากไปโดยยังไม่ได้บอกลา มันเลยกลับไปหา แล้วมันก็รู้ความจริงว่า เมียกับลูกเลี้ยงไม่เคยรักมันเลย เสแสร้งแกล้งทำทุกอย่างและที่แย่สุดคือ ตาคำมันไปรู้ความจริงว่า สองคนนั้นวางแผนฆ่ามันเพื่อหวังมรดก”
“มันก็เลยโกรธแค้นเมียกับลูกเลี้ยงมันอย่างที่เห็น” ผีลุงเสริม
“เฮ้อ...น่าสงสาร จำอะไรไม่ได้ก็ใช่ว่าจะไม่ดี ไม่รู้จะอยากรู้ความจริงทำไม ความจริงมันก็เจ็บปวดอย่างนี้แหละ”
พีระได้ฟังเรื่องราวของผีตาคำจากผีลุงผีป้าก็สะเทือนใจ เพราะเหมือนชีวิตของตัวเอง จึงไปปลอบผีตาคำให้หยุดร้องไห้เสียเถิด ร้องไปก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมา ผีตาคำคร่ำครวญถึงความเจ็บปวดของตัวเอง แต่แล้วก็บอกพีระเหมือนปลงตกว่า “ข้าน่าจะลืมมันไปเสีย ข้าต้องทำยังไงถึงจะลืมเรื่องของพวกมันได้ ข้าไม่อยากจำ!!”
พีระกับน้ำมนต์หาทางกลับบ้านแต่มืดค่ำแล้วรถก็ไม่มี ผีป้าตนหนึ่งมีแก่ใจชี้ไปที่ชายคนหนึ่งท่าทางใจดีกำลังขนลังขึ้นท้ายรถกระบะ บอกว่ารถคันนี้เข้ากรุงเทพฯทุกคืน คนขับใจดี ให้ไปขอติดรถไปด้วยน่าจะได้
ก่อนจากกัน ผีป้าอบรมตามประสาผู้ใหญ่ที่ห่วงลูกหลานว่า สองคนอย่าชิงสุกก่อนห่าม ขอให้รักกันนานๆ มีอะไรก็ช่วยๆกัน ไม่ต้องกลัวว่าคนกับผีจะรักกันไม่ได้ โลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ถ้าเราเชื่อมั่น
น้ำมนต์ถามว่าพวกผีพูดอะไร พีระบอกว่า “เขาอยากให้เราแต่งงานกัน” ทำเอาน้ำมนต์ตกใจหันมองพวกผีลุงผีป้า ก็พากันพยักหน้ายืนยันว่าอย่างที่พีระพูดนั่นแหละ น้ำมนต์เขินเลยเร่งฝีเท้าไปที่รถกระบะคันนั้น
ooooooo
อัฐชัยบอกพิมพ์ดาวให้โทร.หาน้ำมนต์ แต่มือถือเธอแบตหมด เขาถามว่าแล้วทำไมไม่บอก ให้เอาของตนโทร. ปรากฏว่าแบตหมดเหมือนกัน เลยไปที่โทรศัพท์สาธารณะ แต่จำเบอร์โทร.ของน้ำมนต์ไม่ได้อีก
“หา! แกจำเบอร์น้ำมนต์ไม่ได้” อัฐชัยหัวเสีย พอพิมพ์ดาวย้อนถามว่าแล้วเขาจำได้หรือ อัฐชัยอ้างว่าเธอเป็นเพื่อนน้ำมนต์ เลยถูกพิมพ์ดาวสวนว่าแต่เขารักน้ำมนต์ไม่ใช่หรือ อัฐชัยเถียงไม่ออกเลยได้แต่หงุดหงิดหัวเสียแต่ยังมุ่งมั่นที่จะตามหาน้ำมนต์ต่อไป พิมพ์ดาวเสนอให้กลับไปรอที่บ้าน อัฐชัยบอกให้เธอกลับไปก่อน
พิมพ์ดาวไม่ยอมเพราะเขาพาตนมาก็ต้องพากลับ อัฐชัยบอกให้เธอเอารถตนไปเธอก็ขับไม่เป็น เขาเลยไล่ให้เธอไปรอที่รถ พอพิมพ์ดาวรบเร้าหนักเข้า เขาก็โวยใส่ว่ารำคาญ ซ้ำปรามว่าอย่ามางอนใส่ ตนไม่ง้อหรอกแล้วเดินหาน้ำมนต์ต่อไปแต่หาไม่เจอ นึกถึงพิมพ์ดาวขึ้นมาจึงกลับมาที่รถ พบแต่กระเป๋าถือไม่รู้ตัวหายไปไหน
อัฐชัยเป็นห่วงพิมพ์ดาวขึ้นมา หาตัวก็ไม่เจอ กระเป๋าก็อยู่ในรถแล้วจะกลับบ้านยังไง เดินตามหาเจอพิมพ์ดาวถูกพวกเด็กแว้นกำลังฉุดเธอ เขาเข้าไปช่วยพิมพ์ดาวออกมาได้ก็จูงเธอวิ่งหนี จนพิมพ์ดาวหกล้มเท้าแพลง เห็นพวกเด็กแว้นยังตามมาจึงพาเธอหลบไปในหลืบซอกกำแพงพังกอดเธอไว้แน่น นิ่งเงียบ จนพวกเด็กแว้นกลับไป
พิมพ์ดาวที่มีใจกับอัฐชัยอยู่แล้วเมื่ออยู่ในอ้อมกอดเขาก็ให้รู้สึกสะเทิ้นเขิน ถามเขาว่าปล่อยได้หรือยังถูกอัฐชัยพูดไม่เข้าหูว่า หวงเนื้อหวงตัวคิดว่าอยากกอดตายแล้ว พิมพ์ดาวหมดอารมณ์สะบัดออกแล้วเดินกะเผลกหนีไป
อัฐชัยตามไปหาว่าเธอทำให้ตนลำบาก พิมพ์ดาวยิ่งเคืองกัดฟันเดินหนี พอรู้สึกตัวว่าถูกทิ้งอัฐชัยก็คว้าตัวพิมพ์ดาวไว้ ความใกล้ชิดของหนุ่มสาวทำให้ต่างตกอยู่ในภวังค์ แต่พอพิมพ์ดาวได้สติก็ผละออกมาเดินกะเผลกๆหนี อัฐชัยตามมาขอโทษและอุ้มเธอขึ้นเลยถูกพิมพ์ดาวตัดพ้อต่อว่าอย่างแข็งข้อว่า
“แกก็อย่างนี้ทุกที ทำเหมือนฉันเป็นกระโถน จะด่าจะทำอะไรก็ได้ พอ! ฉันจะไม่ทนให้แกโขกสับอีกแล้ว ปล่อยฉันลง!”
“โอเค ฉันจะไม่ด่าแกแล้วก็ได้ แต่แกห้ามโกรธและต้องให้อภัยฉัน เพราะถ้าไม่มีแก ก็ไม่มีใครช่วยฉันจีบน้ำมนต์แล้ว นะๆๆๆ ฉันสาบานว่าจะไม่ด่าแกอีกแล้ว”
“ได้...ฉันไม่โกรธก็ได้ แต่ต่อไปห้ามแกโขกสับฉันอีก ฉันจะเป็นคนสับโขกแกเอง” เมื่อพิมพ์ดาวฮึดขึ้นมาจริงๆอัฐชัยก็ต้องยอม แต่พอจะวางเธอลง พิมพ์ดาวสั่งห้ามวางสั่งให้อุ้มไปที่รถ อัฐชัยทำท่าจะงอแง พอพิมพ์ดาวบอกว่าจะไม่ทนก็ได้นะ เขาก็หงอ ยอมให้พิมพ์ดาวสั่งทุกอย่าง
พิมพ์ดาวได้ทีเลยแกล้งสั่งโน่นนี่นั่น อัฐชัยทำตามคำสั่งแต่ก็แอบแกล้งให้เธอหวาดเสียว จนกลายเป็นเรื่องขำๆ หัวเราะกันสนุกสนาน...
ooooooo










