ตอนที่ 1
อัลบั้ม: นิยายเรื่อง "คุณผีที่รัก"
ที่สุสานรถ... คณะพิธีกรรายการ “คืนผจญผี” อันมีน้ำมนต์ ผู้มีเซ้นส์สัมผัสสิ่งลี้ลับ พิมพ์ดาว ลูกโป่ง โดยมีอัฐชัยเป็นมือกล้อง ทั้งหมดเดินเกาะกลุ่มกันโดยมีน้ำมนต์เป็นตัวหลัก เธอหันกระซิบกับกล้องว่า
“ทางนี้ค่ะ...ทางนี้...ที่นี่คือสถานที่เฮี้ยนอันซีนที่น้อยคนจะรู้จัก สุสานรถเลขที่ 08-0447-6553”
“นั่นมันเบอร์กำจัดปลวก!!” ลูกโป่งติงเบาๆ ชี้ให้ดูป้ายโฆษณากำจัดปลวกที่ติดอยู่ที่รั้ว น้ำมนต์จึงพูดแก้กับกล้อง
“ค่ะ...สุสานนี้ไม่มีเลขที่ค่ะ”
กล้องแพนไปรอบๆ เป็นสุสานรถที่กว้างมาก มีรถหมดอายุใช้งานพังบู้บี้วางเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ระเกะระกะ
ลูกโป่งรายงานว่า “ซากรถที่นี่ ส่วนใหญ่ประสบอุบัติเหตุ ตายคาที่” น้ำมนต์พูดต่อว่า “พวกเขาจากไปอย่างไม่ทันตั้งตัว วิญญาณจึงวนเวียนอยู่ที่นี่ ไปไหนไม่ได้...นั่น!! ตรงนั้น!!!” เสียงน้ำมนต์ตื่นเต้น พิมพ์ดาวจะวี้ดออกมา น้ำมนต์ยกแขนไปที่กล้องให้ดูขนแขนลุก “ดิฉันสัมผัสได้ค่ะ พวกเขาไม่พอใจ!! ไม่แฮปปี้!! อยากให้เราออกไปเดี๋ยวนี้!!”
“ปัง!” เสียงดังขึ้นจนทุกคนสะดุ้งเฮือก มองไปเห็นพวงมาลัยกลิ้งหลุนๆ จากรถที่ไม่มีประตูคันหนึ่งแล้วหยุดนิ่ง ไม่ทันหายตกใจ ก็มีเสียง “ปัง!!” ดังขึ้นจากอีกมุมหนึ่ง ทุกคนหันมองสามสาวเกาะกลุ่มกันแน่น!
ooooooo
ที่อีกด้านของสุสาน...รถเก๋งคันหนึ่ง ดูจากรายละเอียดของรถก็รู้ว่าเป็นรถของผู้ชายฐานะดี มีร่องรอยของการจมน้ำมีโคลนเกาะเป็นคราบ
ภายในรถ พีระนั่งหลับตาอยู่ พลันก็สะดุ้งลืมตาฟึ่บ! สีหน้าเหมือนเพิ่งตื่นจากฝันร้าย เขาพยายามตั้งสติ มองตัวเองแล้วมองออกไปนอกรถ พึมพำแปลกใจ
“ที่นี่ที่ไหน เรามาอยู่ที่นี่ได้ไง”
มีสายตาของใครบางคนจ้องพีระจากมุมหนึ่งไปยังอีกมุมหนึ่ง พีระรู้สึกมีคนมองหันขวับไปก็ไม่เห็นอะไร เขามองรอบๆอย่างรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย
กลุ่มสามสาวเดินไปยังทิศที่เกิดเสียงปัง แต่ก็ไม่พบอะไรผิดปกติ แต่น้ำมนต์หยุดกึกมองไปที่ปลายทางเห็นหญิงสาวผมยาวในชุดขาวยืนอยู่ น้ำมนต์ชี้ให้เพื่อนๆ ดู เสียงผีคราง “ฮืออออ...ฮืออออ...” เงยหน้าจ้องมาทางสามสาว ลูกโป่งตกใจร้องกรี๊ดออกมา
พีระที่กำลังใจคอไม่ดีมองขวับว่าเสียงใครพลางจะเดินไปทางนั้น พลันก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงตึงตังจากด้านหลัง เขาหันขวับแต่ไม่เห็นอะไร ตะโกนถาม “ใครอยู่ตรงนั้น!” ก็ไม่มีเสียงตอบ แต่เสียงฝีเท้ายังตึงตังอยู่ เขาทนไม่ได้ตะโกนอีก
“แกเป็นใคร!! ต้องการอะไร!!!”
พีระผงะช็อกเมื่อหันไปเห็นผีชายผอมแห้งตนหนึ่งยืนประจันหน้าเขาอยู่!
น้ำมนต์บอกเพื่อนๆว่าเราต้องออกไปจากที่นี่ แต่ลูกโป่งยังกรี๊ดไม่หยุดและพิมพ์ดาวก็ก้าวเท้าไม่ออก
“จะอยู่ให้มันฆ่าแกรึไง ไป” น้ำมนต์ดุพิมพ์ดาวแล้วหันไปดุอัฐชัยที่ยังตั้งหน้าตั้งตาถ่ายรูปไม่หยุด “หยุดถ่าย!! ลูกโป่งหยุดกรี๊ด แล้วมาช่วยฉันพายัยดาวหนีเร็ว” แต่ไม่มีใครทำตามน้ำมนต์เลย
“พวกแก...ลบหลู่...พวกแกต้องตาย!!!” ผีสาวตรงเข้าหาพิมพ์ดาวจะบีบคอ แต่นาฬิกาข้อมือสีชมพูแหววทำความแตกเมื่อน้ำมนต์จะเอาพระไปสวมคอผีเห็นเข้า ทั้งผีทั้งคนต่างชะงัก แล้วจู่ๆเสียงเพลงริงโทนก็ดังขึ้นทุกคนรุมเข้ามา
“พี่เอมี่!!” น้ำมนต์อุทาน
ที่แท้เป็นเอมี่ปลอมตัวเป็นผี เอมี่รับสายทักทายเริงร่า “ว้าย...คุณเมสินี...สวัสดีค่ะ สะดวกคุยค่ะ...ค่ะๆๆ”
“อย่างนี้ก็ต้องถ่ายใหม่ตั้งแต่ต้นน่ะสิ” น้ำมนต์บ่นเซ็งๆ
ooooooo
ที่อีกด้านหนึ่ง พีระถอยหนีผีเร่ร่อน ถามว่าคุณเป็นใคร ผีเร่ร่อนแผดเสียงร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วย...ช่วยฉันด้วย พวกมันจะเอาวิญญาณฉัน” พีระแปลกใจ งง ทันใดนั้นมีลมกระโชกแรงวัสดุต่างๆปลิวตามลม ผีเร่ร่อนร้อง “มันมาแล้ว...มันมาแล้ว!!” พลางวิ่งหนีไป แต่ต้องชะงักเพราะเหนือหลังคารถด้านนั้นปรากฏร่างของคามินยืนอยู่ ผีเร่ร่อนร้องเสียงหลง “อย่า...อย่าทำอะไรฉัน” แล้ววิ่งหลบไปอีกทาง
คามินโผล่มาจับหมับ! แล้วดูดวิญญาณผีเร่ร่อนไหลผ่านเข้าไปตามมือของคามิน พอคามินปล่อยมือ
ผีเร่ร่อนก็ร่วงฟุบร่างซีดผอมแห้งแล้วเลือนหายไปในอากาศ
พีระดูเหตุการณ์อย่างตื่นเต้นจับต้นชนปลายไม่ถูกนึกว่าพวกนั้นเล่นมายากล คามินหันมองพีระอย่างสนใจ พอพีระจะหนีก็ถูกคามินดักไว้ แสยะยิ้มบอกว่า
“แก...กลิ่นของแก ไม่เหมือนวิญญาณทั่วไป เป็นกลิ่นวิญญาณบริสุทธิ์ แกคือวิญญาณบริสุทธิ์ ในที่สุดฉันก็เจอ วิญญาณของแกจะทำให้ฉันกลับไปมีชีวิตอีกครั้งได้”
พีระตกใจจะหนีถูกคามินคว้าคอไว้ พีระตอบโต้และถีบคามินกระเด็นไป จนพีระเองก็งงว่าตัวเองทำได้ยังไง? แต่พอเห็นคามินตั้งหลักได้และหน้าตาดุร้ายกว่าเดิม พีระก็วิ่งหนี ถูกคามินวิ่งดักหน้าอีก พีระตัดสินใจวิ่งไปอีกด้านหนึ่ง คามินจะตามพลันก็ชะงักเมื่อเห็นพวกน้ำมนต์กำลังเตรียมจะถ่ายรายการกันใหม่
“ชอบลองของนักใช่ไหม” คามินคำราม แล้วสั่งผีชั่วตนหนึ่ง “ไปจัดการพวกมัน!!” ผีชั่วหายวับไปทันที
เอมี่กำลังเอาแป้งโปะหน้าปลอมเป็นผีจะถ่ายกันใหม่ น้ำมนต์ติงว่าทำอย่างนี้เท่ากับหลอกประชาชน เอมี่ชี้แจงว่า
“หลอกก็ต้องหลอก คุณเมสินียื่นคำขาดแล้ว ถ้าเทปนี้เรตติ้งไม่ขึ้น เขาถอดรายการเราออกแน่ บริษัทของพี่ก็จะเจ๊ง พวกเธอก็จะตกงาน อยากใช่ไหม”
“ทราบค่ะ แต่เราไม่ต้องทำผีปลอมให้เสียเวลาหรอก น้ำมนต์เซ้นส์ได้ว่าที่นี่ก็ไม่ธรรมดา”
อัฐชัยเห็นด้วยรับรองว่าน้ำมนต์มีเซ้นส์จริง ถ้าเธอบอกว่ามีผีก็มีจริงๆ แต่เอมี่ไม่เอาผีจริงเพราะมันสมจริงเกินไป
เอมี่พูดไม่ทันขาดคำก็มีแสงไฟจากรถคันหนึ่งพุ่งเข้ามา จอดเบิ้ลเครื่องพร้อมจะพุ่งชน ทุกคนถอยรวมกันโดยอัตโนมัติ พิมพ์ดาวถามว่าไม่มีคนขับแต่ทำไม
ซากรถวิ่งได้! เอมี่พูดปลอบใจตัวเองว่าของปลอมใช่ไหม น้ำมนต์บอกว่าของจริง พลันก็เห็นวิญญาณเป็นกลุ่มแสงนั่งที่คนขับแล้วกลุ่มแสงก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้วเป็นสีโทนแดงอย่างอาฆาตมาดร้าย
“หนี...หนีเร็ว!!” น้ำมนต์ตะโกน ไม่ทันขาดคำรถก็พุ่งเข้าหา ทุกคนร้องจ๊ากวิ่งหนีกันกระเจิง น้ำมนต์ตะโกนบอกทุกคนให้หนีออกไปจากที่นี่ แต่ตัวเองวิ่งสะดุดเสียหลัก อัฐชัยเข้าไปช่วยอย่างห่วงใย ถูกรถคันนั้นพุ่งเข้าผ่ากลาง ทุกคนแตกกระเจิงแยกออกเป็นทาง
รถจะพุ่งชนน้ำมนต์ เธอวิ่งเตลิดไป
พีระวิ่งหนีคามิน เจอน้ำมนต์ที่วิ่งมาต่างหยุดไม่ทัน ร่างน้ำมนต์วิ่งหายไปในร่างพีระ เกิดแสงสปาร์ก น้ำมนต์ผงะขนลุก รับรู้ถึงพลังวิญญาณ ตาเบิกตะลึงแล้วทั้งคู่ก็ทะลุผ่านกันไป ต่างชะงักงงในความรู้สึกเมื่อครู่นี้ หันมองพร้อมกัน
“คุณ...ทะลุผมได้ยังไง” พีระถาม น้ำมนต์ก้าวถอยออกมาบอกตัวเองว่า “ผี...ผีชัดๆ!”
พีระเองก็คิดว่าน้ำมนต์เป็นวิญญาณจึงทะลุร่างตนได้ เขาถอยหนีไปร้องลั่น “ผี...ผีฮันเดรดเปอร์เซ็นต์!” แล้วต่างก็ร้องขอความช่วยเหลือวิ่งหนีไปคนละทาง แต่พีระหนีไม่พ้นถูกคามินคว้าหมับที่คอแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ
พอจับพีระได้ คามินบีบคอยกขึ้นจะดูดพลังวิญญาณ พีระมือเท้าคอเกร็งจนเส้นเลือดปูด ตัวเริ่มซีดคล้ำ เขาร้องอย่างเจ็บปวด ตาเหลือกใกล้หมดสติ
พลันก็มีแสงสว่างจากมอเตอร์ไซค์พุ่งเข้ามาแบบดับเครื่องชน จนคามินดีดตัวออกไป ปล่อยพีระร่วงลงพื้น บิ๊กไบค์ดริฟต์จอดอย่างเท่ คนขับถอดหมวกกันน็อกออก คามินตวาดถาม “แกเป็นใคร?”
เขาคือแมนสรวง เรียกพีระให้ขึ้นรถ พอพีระโดดซ้อนท้ายรถ แมนสรวงปรามคามินว่า
“ทำตัวให้มันดีๆจะได้ไปที่ชอบๆกะเขาบ้าง” แล้วขี่รถออกไปทันที คามินมองตามแค้นๆ
ooooooo
ทีมงานรายการ “คืนผจญผี” วิ่งหนีกระเจิงไปพบกันที่นอกสุสานรถ ขาดแต่น้ำมนต์ อัฐชัยบอกให้ทุกคนรอที่นี่ตนจะเข้าไปตามน้ำมนต์เอง ก็พอดีน้ำมนต์วิ่งหน้าตั้งออกมาตะโกนบอก
“ทุกคน!! ผี...ฉันเจอผีเต็มๆตาเลย!!” อัฐชัยรีบเข้าไปดูแลอย่างห่วงใย จนพิมพ์ดาวมองขัดใจ
พอตั้งหลักได้ สี่สาวตกใจเมื่อรู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้น อัฐชัยไม่ได้ถ่ายไว้เลยเพราะมัวแต่ตื่นเต้น
“จบแล้ว รายการคืนผจญผีไม่มีอีกแล้ว เพราะเธอคนเดียวเลยอัฐชัย” เอมี่บ่น พิมพ์ดาวด่าว่าไม่ได้เรื่อง ห่วย ทำงานก็เจ๊ง ฝากความหวังอะไรไม่ได้เลย อัฐชัยถามว่าจะด่ากันทำไมก็ตนรู้สึกผิดแล้วไง ทั้งสองเถียงกันจนลูกโป่งแว้ดขึ้นว่า
“โอ๊ย...แกสองคนจะเถียงกันทำไม”
“พี่เอมี่ แล้วยังงี้ค่าตัวพิธีกร...” น้ำมนต์เสียงอ่อย ถูกเอมี่ถามสวนมาว่า ยังกล้าหวังอีกหรือ น้ำมนต์ก็เครียดหนัก เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องที่อยู่กับข้าวต้มน้องชายตัวเล็ก ผัดเจ้าของบ้านมาสองเดือนแล้วจนงวดนี้ถูกยื่นคำขาดว่าถ้ายังไม่จ่ายจะไล่ออก
น้ำมนต์ถูกไล่ออกจากห้องเช่า เจ้าของบ้านโยนกล่องของน้ำมนต์ออกจากห้อง จนรูปของแม่ร่วงลงมา น้ำมนต์ผวาเข้าไปเก็บรูปแม่กอดไว้อย่างแสนเศร้า
เช้านี้ น้ำมนต์จึงต้องลากกระเป๋าที่ใส่ทุกสิ่งทุกอย่างจากห้องเช่า ไปส่งข้าวต้มที่โรงเรียน ระหว่างยืนรอข้ามถนน น้ำมนต์ปลอบข้าวต้มว่า
“เขาไม่ให้อยู่ก็ไม่เป็นไร กลับไปอยู่บ้านเก่าของแม่ก็ได้ ไกลหน่อยลำบากนิด แต่ก็ไม่ต้องให้ใครมาดูถูก ไม่ต้องร้องไห้นะข้าวต้ม พี่จะดูแลเธอเอง”
ระหว่างนั้นมีรถพยาบาลเปิดสัญญาณฉุกเฉินแล่นผ่านไป น้ำมนต์มองตามไป ใจไม่ดี อดคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้...
เวลานั้น น้ำมันต์เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ข้าวต้มเพิ่งอายุได้ 3-4 ขวบ มีรถพยาบาลมาจอดอยู่ริมถนนที่มีรถยนต์เก่าๆ คันหนึ่งพลิกคว่ำอยู่ น้ำมนต์อุ้มข้าวต้มแหวกไทยมุงเข้าไปหาแม่ที่ถูกหน่วยกู้ภัยใส่เปลไปขึ้นรถพยาบาลแล่นออกไปอย่างเร็ว น้ำมนต์กอดน้องร้องไห้แทบขาดใจ
น้ำมนต์คิดถึงอดีต พอนึกได้อีกทีเห็นข้าวต้มกำลังเดินข้ามถนน ถูกรถมอเตอร์ไซค์กดแตรไล่ น้ำมนต์ตกใจพุ่งเข้าไปดึงข้าวต้มหลบมาได้หวุดหวิด ขนมในมือข้าวต้มหกกระจาย
“จะทำอะไร ใครอนุญาตให้ข้ามถนนด้วยตัวเอง” น้ำมนต์ดุน้อง ข้าวต้มบ่นว่าขนมหกหมดเลย บอกว่าเห็นถนนโล่งและพี่ก็ยืนเหม่ออะไรอยู่ก็ไม่รู้ “ถนนโล่งก็ข้ามเองไม่ได้ ต้องมีผู้ใหญ่พาข้าม พี่บอกกี่ครั้งแล้ว ถึงเราจะระมัดระวัง แต่อุบัติเหตุมันอาจเกิดจากคนอื่นก็ได้ พี่มีเธอคนเดียวแล้ว จะไม่ยอมเสียเธอไปอีก สัญญากับพี่ว่าจะไม่ข้ามถนนเองอีกเข้าใจไหม”
ooooooo
พีระซ้อนมอเตอร์ไซค์แมนสรวงไปอย่างหมดแรง แมนสรวงจอดรถที่สวนสาธารณะหันถามพีระที่ซบหลังอยู่ว่าซบอีกนานไหม แล้วสะบัดตัวออกบอกให้ลงไป
“นายเป็นใคร...ไอ้หน้าเข้มคนนั้นด้วย ใคร แล้วที่นี่ที่ไหน ฉันมาทำอะไร ฉันฝันไปใช่ไหม ฝันไปแน่ๆ อย่าเข้ามานะ ฉันต่อยจริงๆ” พีระระวังตัวเต็มที่
“นอนไหม” แมนสรวงถามไม่ทันขาดคำ พีระก็หมดสติฟุบลงไปนอนกับพื้นหญ้า แมนสรวงมองบ่นเบื่อๆ “ฉันต้องดูแลหมอนี่จริงๆเหรอ...เฮ้อ”
ปล่อยให้พีระนอนที่สนามหญ้าครู่ใหญ่ แมนสรวงก็ดีดนิ้วเป๊าะตรงหน้าสั่ง “ตื่น” พีระได้สติลืมตาลุกพรวดถาม
“เฮ้ย!! นายเป็นใคร ทำอะไรฉัน” พีระคลำตัวเอง “ไม่มี...ไม่มีอะไรเหลือเลย แกขโมยไปแล้วใช่ไหม”
แมนสรวงบอกว่าตนไม่ได้ขโมยแต่เขาเอาอะไรติดตัวไม่ได้ต่างหาก พีระโวยวายไม่เลิกแต่พอแมนสรวงเรียกเขาว่าพีระ ปรากฏว่าเขาจำชื่อตัวเองไม่ได้ ถามว่า “นายเรียกใคร?”
“เรียกผู้ชายคนนึง ที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์และก็ตายไปแล้ว” พีระทำหน้างงทวนคำว่า ตาย?? “เออ!! นาย-คุณ-ยู-เอ็ง-แก-ตายแล้ว!!” แมนสรวงรำคาญมาก พีระอึ้ง ผงะ ลุกพรวดแล้วเดินหนี แมนสรวงเดินตามบอกว่า “ที่นายจำอะไรเกี่ยวกับตัวเองไม่ได้เลย เพราะคนที่ตายแล้ว ความทรงจำจะถูกเซ็ตซีโร่ โบ๋เบ๋”
“หยุด!! นายอย่าเพ้อเจ้อ ถ้าฉันตาย แล้วนายมาคุยกับฉันได้ไง”
“ผีเห็นผีไง ไม่เคยได้ยินเหรอ?” พีระไม่เชื่อ แมนสรวงแนะนำตัวเองว่า “ฉันชื่อแมนสรวง เป็นผู้ดูแลประจำตัวนาย ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่ผี ภาษามนุษย์เรียกยมทูต แต่ช่วยเรียกฉันว่าผู้พิทักษ์ โอเคเปล่า?” พีระไล่จะไปไหนก็ไปเลย “อยากไปเหมือนกัน แต่หน้าที่ฉันคือดูแลนาย”
พีระพยายามวิ่งหนี แมนสรวงมองอย่างระอา เพราะเขาไม่มีทางหนีไปไหนพ้น พีระวิ่งหนีจนเหนื่อยแต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น แมนสรวงบอกว่าหน้าที่ของตนคือดูแลเขา ไม่มีทางที่เขาจะหนีพ้นได้ พีระฉุนขาดท้าต่อยกันดีกว่า แมนสรวงต่อยเปรี้ยงทันที พีระก็ยังคิดว่านั่นคือความฝัน
“เข้าใจอะไรยากจริงๆ ไป!” แมนสรวงดึงคอเสื้อพีระลากไป พาพีระเดินข้ามถนนที่รถราขวักไขว่ รถกระบะคันหนึ่งพุ่งมาอย่างแรง พีระตาเหลือกคิดว่าโดนชนแน่เขาร้องสุดเสียง “อ๊าก!!!”
พีระมารู้สึกตัวในบ้านร้าง คิดว่าตัวเองฝันไป แต่พอเหลือบเห็นแมนสรวงยืนเต๊ะอยู่ก็ผวาเฮือก
“เชื่อหรือยังว่านายตายแล้ว”
เป็นคำถามที่ทำให้พีระนึกถึงตอนที่รถกระบะพุ่งชน แต่ตัวเองไม่ได้เป็นอะไรเลยเพราะรถทะลุผ่านร่างตนไป เขาปฏิเสธว่าไม่จริง เป็นไปไม่ได้ แต่พอนั่งตรึกตรองก็ช็อก พึมพำ “เราตายแล้วจริงๆเหรอ?”
“แม่นแล่ว” แมนสรวงตอบยียวน พีระแววตาสั่นระริกยอมรับความจริงไม่ได้
ooooooo
ที่สนามหน้าตึกเรียนในมหาวิทยาลัย น้ำมนต์ลากกระเป๋าเดินเร็วๆไปที่ตึกเรียน ลูกโป่งกับพิมพ์ดาวส่องกล้องดูพอเห็นน้ำมนต์ก็รายงานว่าเป้าหมายมาแล้ว ทุกฝ่ายพร้อม
น้ำมนต์มาถึงหน้าตึกเรียน พบอัฐชัยรออยู่ เธอถามว่ามาทำอะไรตรงนี้ไม่เข้าเรียนหรือ คว้ามือเขาชวนรีบไปกันอัฐชัยขืนตัวบอกว่ามีเรื่องสำคัญอยากคุยด้วย ขอเวลาห้านาทีเท่านั้น น้ำมนต์ถามว่าเรื่องอะไร
“เรื่องเมื่อคืน มันทำให้อัฐคิดได้ว่าความตายอยู่ใกล้เรามากแค่ไหน อัฐไม่อยากตายโดยที่ไม่ได้ทำเรื่องที่อยากทำ” พูดแล้วขยับเข้าจับมือน้ำมนต์ “เป็นแฟนกับอัฐนะ”
ขณะน้ำมนต์ตกใจคาดไม่ถึงนั้น ลูกโป่งที่ซุ่มอยู่ข้างบนก็โปรยกลีบกุหลาบลงมา พิมพ์ดาวถ่ายรูปบันทึกเหตุการณ์ทันที น้ำมนต์มองไปรอบตัวงงๆ อัฐชัยชี้แจงว่า
“อัฐขอให้เพื่อนๆช่วยทำเองแหละเพื่อน้ำมนต์ เป็นแฟนอัฐนะ อัฐจะดูแลน้ำมนต์ให้ดีที่สุด”
“อัฐ...เราต้องเรียน ต้องทำงาน ต้องเลี้ยงน้อง หาค่าเช่าบ้าน หาค่าเทอม เรายังไม่คิดเรื่องมีแฟนตอนนี้” น้ำมนต์ตัดบทแล้วเดินขึ้นตึกเรียน ทิ้งให้อัฐชัยยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น
เลิกเรียน น้ำมนต์รีบเดินออกมา ลูกโป่งกับพิมพ์ดาวเดินตามมา ลูกโป่งถามว่าจะรีบไปไหน น้ำมนต์ไม่ทันตอบ อัฐชัยก็เดินรี่เข้ามาโวยวายกับน้ำมนต์ว่า “ทำไม อัฐไม่ดียังไง รูปก็หล่อพ่อก็เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัย สาวๆในมหาวิทยาลัยนี้มีแต่คนอยากเป็นแฟนอัฐ แต่อัฐเลือกที่จะจีบน้ำมนต์คนเดียว แล้วทำไมถึงไม่ยอมเป็นแฟนอัฐ”
“น้ำมนต์จนไงอัฐ จนมากด้วย พ่อก็ทิ้งไปตั้งแต่เด็ก แม่ก็ไม่อยู่ให้ดูแล ชีวิตเราเหลือแต่น้อง เราจะไม่มีวันทิ้งข้าวต้มเด็ดขาด...อัฐไม่เคยลำบาก ไม่มีวันเข้าใจหรอก”
“ก็มาคบกับอัฐสิ แล้วอัฐจะช่วยทุกอย่างเลย หนี้สินเท่าไหร่บอกมา” น้ำมนต์ย้อนถามว่าเขากำลังจะบอกให้ตนคบกันเพื่อเงินอย่างนั้นหรือ “ไม่ใช่...อัฐไม่ได้หมายความอย่างนั้น”
“อัฐไปคบกับคนที่เหมาะสมกับอัฐเถอะ” น้ำมนต์เดินเลี่ยงไป
เมื่อมานั่งกันที่โต๊ะกลุ่ม อัฐชัยถูกพิมพ์ดาวกับลูกโป่งตำหนิว่า บอกแล้วว่าอย่าไปพูดจาอวดร่ำอวดรวยกับน้ำมนต์เพราะจะทำให้น้ำมนต์คิดว่าดูถูกเธอและมองเธอเป็นผู้หญิงหิวเงิน อัฐชัยบอกว่าตนไม่ได้ตั้งใจคิดแต่จะช่วยเธอเท่านั้น
ลูกโป่งบอกว่าเขาพลาดแล้วและตนไม่อยากเสียเพื่อน แต่พออัฐชัยหันมาอ้อนพิมพ์ดาวเธอก็รับปากจะช่วย เลยถูกลูกโป่งบ่นว่าปากก็ด่าเขาฉอดๆ แต่พอเขาอ้อนเข้าหน่อยเดียวก็ใจอ่อนทุกที ลูกโป่งพูดอย่างรู้ทันเพื่อนว่า คิดว่าตนดูไม่ออกหรือว่าเธอคิดอะไรกับอัฐชัย ย้ำกับพิมพ์ดาวว่า
“และฉันก็มั่นใจว่าน้ำมนต์ก็ดูออกเหมือนกันมันถึงพยายามหลีกทางให้แก สาธุ...ขออย่าให้มีเหตุต้องเสียเพื่อนเลย”
ooooooo
ที่แท้บ้านร้างที่แมนสรวงพาพีระไปอยู่เป็นบ้านเก่าของแม่น้ำมนต์นั่นเอง พอพีระรู้ว่าตนตายแล้วก็ร้องไห้คร่ำครวญ ถึงพ่อแม่ถึงน้อง ถึงแฟน พอแมนสรวงถามว่าเขาจำเรื่องราวของตัวเองได้แล้วหรือ พีระตอบหน้าตาเฉยว่า
“เปล่า...ฉันเดาเอาว่าคนเราต้องมีพ่อแม่พี่น้องมีแฟน” แมนสรวงบ่นหน่ายๆว่าท่าทางตอนมีชีวิตเขาจะเพี้ยนมาก
น้ำมนต์พาข้าวต้มมาถึงบ้านเก่าของแม่ก็ค่ำแล้ว ปรากฏว่าข้าวต้มตัวร้อนมาก เธอรีบไปหายามาให้กินจัดให้น้องนอน บอกว่าถ้าพรุ่งนี้ไข้ไม่ลดจะพาไปหาหมอ พอข้าวต้มนอน น้ำมนต์มองรูปแม่ที่แขวนอยู่ บอกแม่ให้ช่วยดูแลข้าวต้มด้วย
พลันน้ำมนต์ก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงคนร้องไห้ฮือๆอยู่ชั้นบน
เป็นเสียงร้องไห้คร่ำครวญของพีระ แมนสรวงบอกให้หยุดร้องไห้เสียทีแล้วรีบหาทางกลับเข้าร่างตัวเองดีกว่า บอกพีระว่า “นายแตกต่างจากวิญญาณคนที่ตายแล้วทั่วไป เพราะนายเป็นวิญญาณบริสุทธิ์ คือยังไม่ตายสนิท แต่วิญญาณออกจากร่างกึ่งผีกึ่งคนกึ่งสุกกึ่งดิบ”
“แปลว่าฉันยังมีโอกาส” พีระดีใจ แล้วเขาก็ชะงักถามว่า “ที่นี่บ้านใคร นายพาฉันมาอยู่บ้านใคร” แมนสรวงบอกว่าตนก็ไม่รู้ เห็นเขาสลบ บ้านนี้ใกล้ที่สุดและไม่มีคนไม่มีวิญญาณเจ้าที่เลยพามา บอกว่าไม่ต้องกลัว เขามองไม่เห็นเราหรอก
ไม่ทันสิ้นเสียงแมนสรวง น้ำมนต์ในมือถือตะพดของพ่อก็ผลักประตูเข้ามาจ้องหน้า พีระถาม
“นายเป็นใคร!!!”
ooooooo
พีระตกใจถามแมนสรวงว่าไม่เห็นจริงหรือ แมนสรวงก็ยังยืนยันว่าไม่เห็น แต่น้ำมนต์ถามอย่างเห็นชัดๆว่า
“ถามว่านายเป็นใคร เข้ามาทำอะไรในบ้านฉัน”
พีระมองน้ำมนต์อย่างพิจารณาแล้วนึกออกบอกว่าที่เธอมองเห็นตนเพราะเธอเป็นผี ตนเคยเจอเธอมาแล้ว วันนั้นยังวิ่งทะลุร่างตนไปเลย น้ำมนต์โต้ว่าตนไม่ใช่ผีแต่เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้
ทั้งพีระและแมนสรวงต่างเริ่มลังเล แมนสรวงก้าวห่างจากพีระไปสามก้าวทดสอบดูว่าเธอเห็นตนหรือเปล่า ปรากฏว่าน้ำมนต์ก็ยังจ้องแต่พีระคนเดียว พีระถามว่าทำไมเธอมองแต่ตน แมนสรวงจนแต้มบอกพีระว่าตนไปหาคำตอบแป๊บนึงแล้วหายตัวไปเลย พีระโวยวายว่าไหนบอกว่ามาเป็นผู้พิทักษ์ตนไง แต่แมนสรวงหายไปแล้ว
น้ำมนต์บอกว่าจะโทร.แจ้งตำรวจให้มาจับหัวขโมย พีระบอกว่าตนไม่ได้ขโมย น้ำมนต์ถามว่าไม่ใช่หัวขโมยแล้วเป็นอะไร พีระตอบทันทีว่า “เป็น...เอ่อ...วิญญาณบริสุทธิ์...ผมเป็นวิญญาณบริสุทธิ์”
น้ำมนต์ด่าว่าไอ้โรคจิตคิดจะทำลามกสกปรกกับตน แล้วเงื้อไม้ตะพดไล่ฟาดพีระที่วิ่งหนีออกจากห้องพลางพยายามบอกว่าตนเป็นผี น้ำมนต์ถามว่าคิดว่า
จะหลอกตนได้หรือ ตนนี่แหละคือพิธีกรหลักของรายการ “คืนผจญผี” ตนมีเซ้นส์แยกคนกับผีออก พีระบอกว่าเซ้นส์เธอล่มแล้ว ถูกน้ำมนต์ไล่ฟาดหนีไปจนมุม เลยหันชี้หน้าขู่แบบจนตรอกว่า
“หยุด!! อยากฟาดมากใช่ไหม ได้...แต่เตือนก่อนนะ คุณช็อกสลบแน่” น้ำมนต์ไม่กลัวพุ่งเข้าฟาดเต็มแรง ปรากฏว่าวืดจนตัวเองหมุนคว้าง น้ำมนต์ฟาดอีกทีท้าว่าแน่จริงอย่าหลบ ปรากฏว่าเธอฟาดแล้ววืดจนถลำเข้าประชิดพีระ เขาถามว่าทีนี้เชื่อหรือยังว่าตนไม่ใช่คน
น้ำมนต์มองไม้ตะพดในมือที่ทะลุผ่านร่างพีระไปตาเหลือกร้องกรี๊ดวิ่งเตลิดไปทั่วบ้าน วิ่งเข้าไปสวดมนต์ในห้องพระ พีระทักว่าเธอสวดผิด แล้วสวดนำให้เธอว่าตาม น้ำมนต์มองอึ้งถามว่าผีอะไรมานั่งสวดมนต์
เธออุ้มพระพุทธรูปยื่นไปไล่เขาออกไป พีระก็ยืนเฉย จนน้ำมนต์พึมพำว่า “เฮี้ยนมาก”
“บอกแล้วไงว่าผมเป็นวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่ผีและก็ไม่ใช่คน พระท่านเลยเมตตาไม่ทำอะไรผม แล้วผมก็จะไม่ทำอะไรคุณ ไม่ต้องกลัว”
ooooooo
น้ำมนต์วิ่งลงมาปลุกข้าวต้มบอกว่ามีผีอยู่ในบ้านเรา ข้าวต้มงัวเงียตื่นมาถามว่าผีน่ากลัวไหมแล้วก็นอนต่อ พีระตามมายืนหลังพนักโซฟาถามว่าน้องชายเธอหรือ?
“อย่าทำอะไรน้องฉันนะ” น้ำมนต์กางแขนปกป้องข้าวต้มประกาศไม่ยอมให้เขามาเอาน้องชายตนไปเด็ดขาด พีระยืนยันว่าตนไม่ทำอะไรเธอและน้อง น้ำมนต์ไม่เชื่อ เขาขอสาบานต่อหน้าพระ น้ำมนต์ยิ่งงงว่าผีที่ไหนมาสาบานต่อหน้าพระ พีระเลยสาบานให้ดู ถามว่าเธอชื่ออะไร น้ำมนต์ไม่ยอมบอก ข้าวต้มหนวกหูหลับตาพูด “พี่น้ำมนต์เงียบๆได้ไหม” พีระเลยรู้
“ผมขอสาบานว่าจะไม่ทำร้ายผู้หญิงเพี้ยนๆที่ชื่อน้ำมนต์เด็ดขาด ถ้าผมผิดคำสาบานขอให้ผมมีอันเป็นไป พอใจยัง” น้ำมนต์กอดข้าวต้มถือพระพุทธรูปไว้ด้วย “อย่าทำหน้าเครียดสิ ยิ้มหน่อย...นิดนึง...” เธอไม่ยิ้ม พีระเลยยิ้มให้แต่ทำเสียงขู่ “ถ้าไม่ยิ้ม ผมหักคอคุณจิ้มน้ำพริกแน่ แฮ่!!!” น้ำมนต์เลยรีบฉีกยิ้มเจื่อนๆแหยๆให้ พีระเห็นแล้วยิ้มพอใจ
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น น้ำมนต์ตื่นมาไม่เห็นข้าวต้ม เธอตกใจร้องเรียกพลางเดินหา ได้ยินเสียงข้าวต้มร้องจากในครัว
“ช่วยผมด้วย!!!”
น้ำมนต์วิ่งไปในครัว เห็นข้าวต้มกำลังปีนเก้าอี้เพื่อหยิบชามบนชั้นแต่หยิบไม่ถึง น้ำมนต์รีบเข้าไปอุ้มข้าวต้มลงมาเห็นพีระกำลังต้มโจ๊กอยู่ เธอถามอย่างระแวงว่าทำอะไรน้องตน หลอกให้น้องตนปีนเก้าอี้จะได้ตกลงมาหัวกระแทกพื้น เขาจะได้เอาไปอยู่ด้วยใช่ไหม ด่า “ไอ้ผีใจร้าย!”
“พี่น้ำมนต์ เค้าแค่จะหยิบจานเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่พีระ” ข้าวต้มปกป้องพีระ น้ำมนต์เอะใจถามว่าข้าวต้มเห็นเขาด้วยหรือ ข้าวต้มหันมาพูดกับพีระว่า ก็มีตาเนอะ พีระเลยชิงตอบแทนว่า ตนก็ไม่รู้ สงสัยเด็กจะมีเซ้นส์พิเศษเหมือนเธอมั้ง น้ำมนต์บอกข้าวต้มว่า เขาไม่ใช่คน เขาเป็นผี
ข้าวต้มไม่เชื่อ ถามว่าผีอะไรจะจับหม้อต้มโจ๊กได้ด้วย พอดีพีระทำโจ๊กเสร็จเรียกให้มากินกัน ข้าวต้มดีใจพุ่งไปทันที น้ำมนต์ไม่ให้กินบอกว่า โจ๊กผีกินแล้วอัปมงคล ข้าวต้มงอแงร้อง “เค้าจะกิน...จะกิน...” แต่ถูกน้ำมนต์พาเดินหนี
พีระถือชามโจ๊กมาบอกว่าถ้าตนคิดจะทำร้ายเธอก็ทำไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว จะรอถึงเช้ามาทำโจ๊กอัปมงคลให้เสียเวลาทำไม ระหว่างที่น้ำมนต์กับพีระโต้เถียงกันนั้น ข้าวต้มแกะมือพี่สาวออก
“ปล่อยเค้านะ พี่กับแฟนมีปัญหาอะไรก็ไปตกลงกันเอง เค้าไม่เกี่ยว เค้าจะกิน” แล้วผละไปรับชามโจ๊กจากพีระไปนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อย
น้ำมนต์ถามข้าวต้มว่าเมื่อกี๊พูดว่าอะไรนะ ข้าวต้มพูดอย่างแก่แดดว่า
“ไม่ต้องปิดบังหรอกพี่ โตแล้วจะมีแฟนก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เค้าเข้าใจ” น้ำมนต์บอกว่าเขาตายไปแล้ว “ตายแล้วจะมายืนอยู่ได้ไง เอาน่า แฟนมาง้อขนาดนี้แล้ว ดีๆกันไปเถอะ แฟนพี่ทำกับข้าวอร่อย เค้าชอบ” พีระได้ทีบอกว่างั้นจะอยู่ที่นี่ทำให้กินทุกวันเลยดีไหม ข้าวต้มบอกทันทีว่า “ดี!!!”
น้ำมนต์เร่งข้าวต้มให้รีบไปโรงเรียน ปรามน้องชายอย่าไปสนิทกับคนนี้มากนัก และปรามพีระว่าถ้าเขายังไม่ไปที่ชอบที่ชอบ ก็อย่าหาว่าตนใจร้าย
“ไม่ๆๆ ให้แฟนพี่อยู่นี่ เค้าจะได้มีข้าวอร่อยๆ กินทุกวัน” ข้าวต้มโวยวาย ขณะถูกน้ำมนต์ลากออกไป
“ถ้าเธอไม่ใช่คนเดียวที่มองเห็นฉัน...ฉันไม่ง้อหรอก” พีระพึมพำ
ooooooo
น้ำมนต์พาข้าวต้มไปที่บ้านพิมพ์ดาวที่เปิดเป็นร้านกาแฟในชุมชน เจ๊แมวแม่ของพิมพ์ดาวกำลังถักเปียให้งอแงน้องสาวจอมงอแงของเธอ
“ฉันไปเรียนนะแม่” พิมพ์ดาวบอกเจ๊แมว พอดีน้ำมนต์มาถึง พิมพ์ดาวบอกว่ากำลังจะไปหาพอดี ถามว่ากลับมานอนบ้านวันแรกเป็นยังไงบ้าง น้ำมนต์บอกไปเรียนก่อนแล้วจะเล่าให้ฟัง
ทันใดนั้น เจ๊แมวแหวกเข้ามาถามน้ำมนต์ว่ากลับมาอยู่บ้านแล้วหรือ กลับมาอยู่ใกล้ๆกันดีแล้วมีอะไรจะได้ช่วยกัน น้ำมนต์ขอตัวไปเรียนก่อน เจ๊แมวบอกให้ตั้งใจเรียนเจ๊จะช่วยดูแลบ้านให้เอง
“ไม่ต้องดูหรอกครับเจ๊ แฟนพี่น้ำมนต์ดูแลอยู่แล้ว” ข้าวต้มหันไปตะโกนบอก น้ำมนต์รีบลากข้าวต้มไป เจ๊แมวมองตาม สนใจจี๋ พึมพำอย่างสาระแนแส่รู้ว่า แฟนน้ำมนต์เหรอ???
น้ำมนต์เล่าให้เพื่อนๆ ฟังที่โต๊ะกลุ่มในมหาวิทยาลัยว่าบ้านตนมีผี แต่เป็นผีที่สวดมนต์เย้ยพระได้ จับเตาทำโจ๊กได้ บอกเพื่อนๆว่าตนกลัวจริงๆ ถึงตนจะมีเซ้นส์แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นผีแบบเต็มๆ มาทั้งภาพทั้งเสียงเหมือนคนเลย ตนกลัวว่าผีจะมาเอาน้องชายไป ถามเพื่อนๆว่าจะทำอย่างไรดี ตนต้องอยู่ที่บ้านแม่ด้วย แต่จะให้อยู่กับผีก็คงไม่ไหว
“ผมจะจัดการมันให้เอง” อัฐชัยโพล่งขึ้น พิมพ์ดาวถามว่าจะทำอย่างไร “ไอ้ผีไม่ได้รับเชิญ ต่อให้มันเฮี้ยนแค่ไหน มันก็ต้องออกไป อัฐรู้จักคนที่จะช่วยทวงคืนบ้านให้น้ำมนต์ได้”
อยู่ๆเอมี่ก็วิ่งเข้ามาถามว่าคุยอะไรกัน ได้ยินแว่วๆ ว่ามีผีเฮี้ยนมากหรือ พอน้ำมนต์รับว่าใช้ เอมี่พูดอย่างสะใจว่า
“เยี่ยมมาก วิเศษ พวกเธอไปกับพี่เดี๋ยวนี้”
เอมี่พาสามสาวไปที่ห้องประชุมสถานีโทรทัศน์ ทุกคนนั่งรออยู่ในห้องประชุม น้ำมนต์ถามเอมี่อย่างกังวลว่ามันจะดีหรือ พิมพ์ดาวก็ติงว่าถ้าผู้บริหารสถานีจับได้เราจะซวยนะ
“คุณเมสินีท่านเป็นผู้บริหารใจดี ท่านเมตตาสงสารเด็กนักศึกษาเสมอ พวกเธอต้องทำตามแผน ถ้าไม่อยากตกงาน”พอดีมีคนผลักประตูเข้ามา เอมี่บอกอย่างตื่นเต้นว่า “มาแล้วๆ”
เมสินีถามว่าจะเอาเทปใหม่ของรายการคืนผจญผีมาให้ดูใช่ไหม เอมี่บอกว่าเปล่า เมสินีถามว่าไหนว่าจะเอามาให้ดูวันนี้ เอมี่ขออีกสองวันได้ไหม พอดีมีปัญหานิดหน่อย แล้วทำท่าอึกอักลำบากใจที่จะพูด น้ำมนต์เลยพูดแทรกขึ้นว่า
“หนูพูดเองค่ะ” แล้วบีบน้ำตาสะอื้นไห้ “คุณพ่อหนูท่านหายตัวไป 5 วันแล้วค่ะไม่รู้ว่าท่านไปไหน เกิดอะไรขึ้น หนูห่วงพ่อมากกลัวพ่อจะถูกอุ้มไปทำร้าย หนูไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรทั้งนั้น ที่ไม่มีเทปมาวันนี้ก็เป็นเพราะหนูเองค่ะ”
พอน้ำมนต์เริ่มต้น ลูกโป่งกับพิมพ์ดาวก็ผสมโรงกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย จนเมสินีลุกเดินไปกอดปลอบน้ำมนต์
“โถ...จริงเหรอเนี่ย ฉันเข้าใจเธอนะ ฉันรู้ดีว่าการที่สูญเสียคนรักมันเป็นยังไง” ก็พอดียุทธผู้ช่วยคนสนิทเข้ามาบอกเมสินีว่าท่านสารวัตรมาขอพบ เมสินีผละจากน้ำมนต์บอกว่า “ฉันให้เวลาพวกเธอไปทำเทปใหม่มา อีกสองวัน เธอจะทำได้ไหมน้ำมนต์”
“ได้ค่ะ แม้จะคิดถึงพ่อ แต่หนูจะอดทนฮือๆๆ” น้ำมนต์ดีใจแทบเต้นแต่ต้องบีบน้ำตาเล่นละครต่อให้จบ
พอเมสินีออกไป เอมี่เล่าให้สามสาวฟังว่า “ลูกชายแกหายตัวไปเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ นี่แกพยายามปิดข่าวเพราะไม่อยากให้กระทบกับภาพลักษณ์สถานี”
ลูกโป่งถามว่าเมสินีปิดข่าวแล้วเอมี่รู้ได้ยังไง
“พี่ทำได้ทุกอย่างเพื่อความฝันของพี่ รายการคืนผจญผีเนี่ย พี่ก็แค่ทำเพื่อให้คุณเมสินีมั่นใจว่าพี่ทำได้ แกจะได้อนุมัติให้พี่ได้ผลิตละครอย่างที่พี่ฝันไว้ พี่จะเป็นผู้จัดรายแรกของพราวด์ดิจิตัล”
พิมพ์ดาวเสนอตัวขอเป็นนางเอก ถูกเบรกว่าอย่าเพิ่งฝันไกลเอารายการผีของเราให้รอดก่อน น้ำมนต์ถามว่าแล้วพวกเราจะไปถ่ายแก้ไขที่ไหน คำตอบของเอมี่ทำเอาน้ำมนต์อึ้งคือ...
“ก็บ้านน้ำมนต์ไง”
เจ้าหน้าที่ตำรวจมาคุยกับเมสินีเรื่องคดีของพีท ลูกชายเมสินีที่หายไป ตำรวจแจ้งว่าแม้คดีนี้จะยังไม่มีอะไรคืบหน้าแต่ไม่ต้องห่วงเพราะท่านผู้กำกับให้ดูแลเป็นพิเศษจะไม่มีการปล่อยให้คนร้ายลอยนวลเด็ดขาด
“คนร้ายอะไรดิฉันไม่สนหรอกค่ะ ดิฉันห่วงแค่ลูก คุณบอกว่ามีรอยเลือด แสดงว่าพีทถูกทำร้ายแต่หาตัวเขาไม่พบมันแปลว่าอะไรคะ เขาตายหรือไม่ตาย ดิฉันต้องการรู้ ไม่อยากคิดไปเอง มันเจ็บปวดนะคะ” เมื่อตำรวจรับปากจะสืบให้เร็วที่สุด เมสินีกำชับว่า “อย่าให้เรื่องนี้เป็นข่าว ดิฉันไม่อยากให้มันกระทบกับธุรกิจ พราวด์ดิจิตัลเจอปัญหามามากแล้ว ถ้ามีข่าวเรื่องนี้อีกคงแย่แน่ๆ”
ตำรวจรับปากเมสินีและแจ้งว่ารถของพีทตนได้ย้ายไปไว้ที่สุสานรถเก่าเพราะที่ สน.ไม่มีที่ให้จอดแล้ว เมสินีขอบคุณบอกให้ยุทธไปส่งสารวัตร
ยุทธส่งสารวัตรกลับมาบอกเมสินีว่าตนขออนุญาตออกไปทำงานที่สุสานรถเก่า เมสินียิ้มปลื้มที่ยุทธยืนเคียงข้างตนเสมอมา เดินไปปัดฝุ่นบนเสื้อให้ ต่างยิ้มให้กัน แล้วเธอก็กำชับ
“อย่าให้พลาดล่ะ”
ooooooo










