ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

กลกิโมโน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: “เบิร์ด” ธงไชย ประกบ “ชมพู่ อารยา” ในละครฟอร์มยักษ์ “กลกิโมโน”



เมื่อคูชิดะถอดหน้ากากที่ใส่ซ้อมเคนโด้ออก หันมาเห็นอาคิระ สีหน้าเขามีวี่แววหนักใจ อาคิระสังเกตเห็นถามเป็นอะไร คูชิดะกล่าว “คืออย่างนี้นะอาคิระ พี่ต้องขอโทษด้วย พอดีเมื่อกี้เพิ่งมีอีกบริษัทมาติดต่อ แล้วพี่ก็ค่อนข้างพอใจเงื่อนไขของเขามาก พี่ก็เลยตอบตกลงเขาไปแล้ว”

“ทำไมพี่ทำแบบนี้ เมื่อคืนพี่บอกว่าจะทำงาน กับผม” อาคิระตกใจ คู่ซ้อมของคูชิดะถอดหน้ากากออกมาเป็นฮิเดโนริยิ้มเยาะ “โลกของธุรกิจอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอล่ะอาคิระ ถือซะว่าเป็นของขวัญวันเกิดที่แกมอบให้ฉันวันนี้ก็แล้วกัน”

อาคิระตะลึงออกอาการไม่พอใจ ฮิเดโนริทำหน้ากวน เหยียดว่าทำงานกับตระกูลเรียวอิจิดีกว่าทำกับเด็กเมื่อวานซืน อย่างมิยาคาวะ อาคิระโกรธแดกดัน

“แย่งตัวคนอื่นนี่น่ะหรือคือสิ่งที่เรียวอิจิเรียกว่ามืออาชีพ ฉันก็ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมพวกเรียวอิจิถึงได้ทำตัวทุเรศแบบนี้”

คราวนี้ฮิเดโนริเป็นฝ่ายโกรธ ฟาดไม้เคนโด้ใส่ แต่อาคิระไวกว่า กระชากไม้จากมือคูชิดะมาตั้งรับได้ทัน แล้วดันฮิเดโนริจนถอยไปข้างหลัง จู่ๆฮิเดโนริก็รู้สึก

มีบางอย่างเกิดขึ้นกับตัวเอง เขาสามารถหลบดาบอาคิระได้อย่างว่องไว เคลื่อนไหวตัวเองได้เร็วขึ้น จึงจู่โจมกลับจนอาคิระแทบพ่าย พลันเหงื่ออาคิระหยดลงพื้น ฮิเดโนริได้ยินเสียงดังก้องจนปวดแก้วหู เสียสมาธิ ทำให้อาคิระหันมารุกใส่จนใช้ดาบไม้จ่อที่คอเขาสำเร็จ คูชิดะรีบห้ามอย่าทะเลาะกัน

“จำเอาไว้นะฮิเดะ ฉันจะทำให้แกเห็นเองว่า

เรียวอิจิไม่มีวันทำลายมิยาคาวะได้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม” อาคิระพูดใส่หน้า ยอมถอนไม้ออกจากคอฮิเดโนริ แล้วหันมามองคูชิดะเชิงตำหนิ

คูชิดะหลบสายตา พออาคิระกลับออกไป เขาก็รีบมาดูฮิเดโนริและถามเป็นอะไรหรือเปล่าดูแปลกๆไป ฮิเดโนริไม่ตอบเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองเหมือนกัน

ooooooo

ลูกน้องมาโกโตะรับตัวยูกิออกจากโรงพยาบาล ไปให้ยากูซ่าสามคนที่เคยทำร้ายเธอเพื่อกำจัดทิ้งรอบสอง ไม่มีใครรู้ว่ายูกิถูกสิงร่างด้วยนางปีศาจหิมะ พอมาถึงโกดังร้าง ยากูซ่าทั้งสามจึงถูกยูกิดูดวิญญาณ แห้งตายเหมือนโดนแช่แข็ง ลูกน้องมาโกโตะตกใจหนีกลับมารายงานนาย

มาโกโตะเห็นลูกน้องกลับมากำลังโวยที่หายไป นานแล้วถามจัดการยูกิแล้วใช่ไหม ไม่ทันที่ลูกน้องจะตอบยูกิตามมาจับลูกน้องเขาดูดวิญญาณอย่างน่าสยดสยอง...

ในห้องทำงานริเอะ เธอรู้สึกอากาศเย็นขึ้นอย่างฉับพลัน จึงเรียกสาวใช้มาต่อว่าใครปรับแอร์ สาวใช้ส่ายหน้า และจะรีบไปดูให้ว่าแอร์เสียหรือเปล่า ริเอะจึงถามหาพ่อ สาวใช้ตอบว่ามีแขกผู้หญิงคนเดิมมาพบระหว่างนั้น มาโกโตะมองสภาพศพลูกน้องที่แห้งแข็งอย่างหวาดกลัว “แก! แกไม่ใช่ยูกิ”

“ทำไมฉันจะไม่ใช่ยูกิ ก็ฉันนี่ไง...ยูกิ ผู้หญิงที่เทิดทูนความรักอย่างสุดหัวใจ แต่สุดท้ายก็ต้องตายเพราะความรักที่แกเป็นคนทำลายมันไงมาโกโตะ ชินเอบะ หึๆๆๆ”

“ถ้ายูกิตายแล้ว...แล้ว...แก...แกเป็นใคร!”

ยูกิหัวเราะเสียงสยองน่ากลัว ยื่นมือมาบีบคอมาโกโตะ เขาดิ้นพล่าน ยูกิอ้าปากกว้างจะดูดวิญญาณ พลันนึกอะไรได้ ปล่อยให้เขาคลานหนีไปซุกตัวมุมห้อง ความเย็นทำให้ควันออกปากเขา ยูกิบอกเขายังตายไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่ชดใช้ความเลวที่ทำไว้กับยูกิ...มาโกโตะกลัวลานร้องถามอยากได้เงินทองเอาไปเลย อยากได้เท่าไหร่บอกมา ยูกิหัวเราะหยัน นั่นไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องการ ตนต้องการให้เขาเป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ รับคำสั่งของตนอย่างเดียว เขาหน้าเจื่อน

“ฉันกำลังตามหาใครคนหนึ่ง และแกก็ต้องช่วยฉัน แกจะทำให้ฉันได้ไหม”

ไม่ทันที่มาโกโตะจะตอบ ริเอะเคาะประตูขัดจังหวะ “คุณพ่อคะ...คุณพ่อ...นังนั่นมันกลับมาทำไม...คุณพ่อ!”

ยูกิหันขวับไปมองประตู มาโกโตะใจหาย “อย่านะ... อย่าทำอะไรลูกสาวฉัน ฉันยอมทำตามทุกอย่าง จะให้เป็นทาสรับใช้อะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่อย่าทำอะไรลูกสาวฉัน ฉันขอร้อง”

ยูกิหันกลับมาจ้องมาโกโตะ แสยะยิ้มอย่างสะใจ...

มาโกโตะออกมาดึงริเอะไปที่ห้องโถง กำชับห้ามยุ่งกับยูกิอีก ริเอะไม่พอใจต่อว่าไหนบอกจัดการเธอไปแล้ว หรือเธอกลับมาแบล็กเมล์อะไรทำให้เขาต้องยอม มาโกโตะเอ็ดไม่ต้องถามให้ทำตามที่สั่ง ริเอะจะเถียงเขาบีบไหล่ลูกสาว

“ฉันสั่งแกต้องทำตาม ไม่งั้นก็ไปให้พ้นจากบ้านนี้ จำเอาไว้ อย่าไปยุ่งกับยูกิ อยู่ให้ห่างเข้าไว้ อย่าเข้าใกล้เด็ดขาด”

“อยู่ให้ห่าง...หมายความว่านังนั่นจะมาอยู่ที่นี่เหรอคะ”

มาโกโตะไม่ตอบแต่กำชับให้จำคำสั่ง และให้กลับไปทำงาน ริเอะยิ่งสงสัยไม่สบอารมณ์

ooooooo

หลังอาบน้ำเสร็จ รินดาราลงมาหาอายูมิ แต่พบว่าเธอเล่นอยู่กับโฮชิ เขาสอนให้เธอเล่นดนตรีจากแก้วน้ำที่วางเรียง มีน้ำในแก้วลดหลั่นกันไปเพื่อให้เกิดเสียงตัวโน้ต

“ต้องเอานิ้วจุ่มน้ำก่อนนะ เวลาวนรอบปากแก้วน้ำจะได้ลื่นๆทีนี้ก็เรียงไปตามตัวโน้ต” โฮชิจับมืออายูมิไล่จากโน้ตตัวแรก เธอตื่นเต้นมาก

รินดาราเข้ามายืนฟังอย่างชื่นชม และเพลินกับท่าทีสบายๆของโฮชิ...อายูมิดีใจที่ตัวเองเล่นได้ ร้องไชโยๆ

ลั่น โฮชิถือโอกาสสอน “เห็นไหม ไม่มีอะไรยากเกินกว่า ที่อายูมิทำไม่ได้หรอก ถ้าตั้งใจและอยากทำจริงๆ อายูมิก็ทำได้หมด แม้แต่เรื่องเดินได้อีกครั้ง”

“จริงเหรอคะท่านชาย”

“จริงสิจ๊ะ รู้ไหมพี่รินดารามีมนต์วิเศษ ถ้าอายูมิเชื่อและทำตามที่เขาบอก เขาก็จะร่ายมนต์ช่วยให้อายูมิกลับมาเดินได้อีกแน่นอน”

รินดาราเข้ามาติง พูดแบบนั้นตนก็แย่ โฮชิยืนยันว่าจริง เพราะเขาเชื่อว่าเธอจะช่วยอายูมิได้เหมือนมีมนต์วิเศษจริงๆ หญิงสาวส่ายหน้า “ไปกันใหญ่แล้วค่ะ เดี๋ยวอายูมิเกิดเชื่อแบบนั้นจริงๆ แล้วถ้าฉันช่วยให้อายูมิกลับมาเดินไม่ได้ แทนที่ฉันจะดูเป็นเจ้าหญิง ฉันจะกลายเป็นนางแม่มดไปน่ะสิคะ”

“ไม่หรอกค่ะพี่รินดารา ท่านชายบอกว่าถ้าอายูมิตั้งใจ อายูมิจะทำได้หมดทุกอย่าง งั้นเรามาช่วยกันร่ายมนต์วิเศษด้วยกันนะคะ”

รินดาราทึ่งและดีใจ อายูมิเปิดกระเป๋าหยิบคิทแคท ชาเขียวออกมายื่นให้โฮชิเป็นการตอบแทนที่สอนเล่นดนตรีแก้วน้ำแล้วเข็นรถตัวเองนำไป โฮชิรับขนมมาชิมอย่างแปลกใจไม่เคยเห็น

“อร่อยดีนะฮิคาริ ปกติขนมสมัยใหม่แบบนี้ฉันไม่ค่อยได้กินหรอก”

รินดาราอมยิ้ม แปลกใจกับคำว่าขนมสมัยใหม่ โฮชิบอกปกติตนมักจะทานแต่ดังโงะหรือไม่ก็โมจิฝีมือมิกิแค่นั้น หญิงสาวเย้า ระวังจะติดใจขนมสมัยใหม่จนย่ามิกิงอน

“นั่นสิ...โมจิฝีมือมิกิคงเป็นม่าย” โฮชิยิ้มกัดกินคิทแคทอย่างเอร็ดอร่อย

ระหว่างนั้นรินดาราบอกโฮชิมีขนมเปื้อนที่ริมฝีปาก เขายกมือขึ้นเช็ด เป็นจังหวะที่รินดาราเอาผ้าเช็ดหน้าช่วยเช็ด มือทั้งสองจึงสัมผัสกันอย่างไม่ตั้งใจ ทั้งสองนิ่งมองกัน สักพักโฮชิตัดใจลดมือลงให้เธอเช็ดคราบขนมให้แล้วกล่าวขอบใจ

“ฉันมีเรื่องต้องให้ขอบคุณท่านชายมากกว่าเยอะ ได้มาเมืองสึกิที่ฉันใฝ่ฝันก็เพราะท่านชาย ได้มาอยู่ในคฤหาสน์ใหญ่โตแบบนี้ก็เพราะท่านชาย เรื่องแค่นี้จิ๊บๆค่ะ” เห็นโฮชิทำหน้าสงสัย “เอ่อ...เป็นสแลงภาษาไทยค่ะ หมายถึงว่าเล็กๆน้อยๆค่ะ”

“อ๋อ...จิ๊บๆ” แล้วโฮชิก็หันมาหัวเราะกับรินดารา

เสียงอายูมิเร่งให้รินดาราไปเดินเล่น เธอจึงหันมาชวนโฮชิไปด้วยกัน แต่เขากลับบอกว่า ให้เธอไปกันสองคนเพื่อสร้างความสนิทสนม อายูมิจะได้ไว้ใจให้ดูแลมากขึ้น รินดาราก้มหัวรับแล้ววิ่งออกไป โฮชิมองตามหลังยิ้มแววตามีความสุข เสียงมิกิกระแอม

“โมจิฝีมือดิฉันถึงกับต้องเป็นหม้ายเลยเหรอคะท่านชาย”

โฮชิสะดุ้ง เห็นมิกิทำหน้างอนแกล้งแซว “อะไรกันมิกิ มางอนแบบนี้ไม่ใช่สาวๆแล้วนะ”

มิกิจัดขนมของว่างให้โฮชิ เธอยังไม่เลิกทำหน้างอนบ่น “โมจิฝีมือมิกิมันไม่อร่อยแล้วนี่”

“ไม่ได้บอกว่าไม่อร่อยซะหน่อย”

“มิกิได้ยินนะคะ...ใช่สิ ตอนนี้ท่านชายต้องหันมาสนใจอะไรใหม่ๆเพื่อจะได้เป็นข้ออ้างใกล้ชิดฮิคาริ”

“เรียกว่าอยากรู้จักให้มากกว่านี้จะดีกว่านะมิกิ เพราะตอนนี้ฮิคาริต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง จนกว่าจะถึงวันนึง วันที่เธอพร้อมยอมรับได้ว่าเธอคืออวตารของเมียวโจโอจิน”

“ก็ไม่รู้ว่าจะนานแค่ไหนใช่ไหมคะ งั้นดิฉันชักจะเป็นห่วง กลัวว่ายิ่งท่านชายพยายามใกล้ชิด เอ่อ...พยายามจะรู้จักเธอมากเท่าไหร่ เธอก็จะหลงคิดไปว่าท่านชายอยากจะ...”

“อยากจะอะไร...”

“ต้องให้พูดด้วยเหรอคะ ผู้หญิงผู้ชายอยู่ใกล้ชิดกัน จะมีอะไรให้คิดได้อีก ท่านชายเนี่ย”

“ว่าไปแล้วฮิคาริก็น่ารักดีนะ เธอสดใสขี้เล่นต่างจากเมียวโจอยู่หลายอย่างเหมือนกัน” สีหน้าโฮชิดูกรุ้มกริ่ม ก่อนจะจิ้มขนมกินแล้วทำท่าอร่อยอย่างกับเพิ่งเคยกิน มิกิรู้ว่าแกล้ง

“ท่านชายน่ะ...มิกิไม่คุยด้วยแล้ว จะไม่ทำมาให้ท่านชายทานอีกแล้วด้วย” มิกิค้อนขวับเดินออกไป

โฮชิมองตามยิ้มระรื่นที่ได้แกล้งหยอกเธอ

หน้าบริเวณศาลเจ้า เคโกะกำลังกวาดเศษใบไม้ เห็นรินดาราเข็นรถอายูมิจะออกไปข้างนอกก็มาขวาง อ้างอาคิระสั่งไม่ให้พาอายูมิออกไปไหน รินดาราบอกว่าโฮชิเป็นคนอนุญาตให้ออกไปเดินเล่นได้ เคโกะไม่เชื่อบอกให้รอตรงนี้ เธอจะเข้าไปถามมิกิ

คล้อยหลังเคโกะ อายูมิก็พยักหน้ากับรินดาราให้ไปกันได้ รินดาราถามพร้อมไปสนุกแล้วใช่ไหม อายูมิรับคำ...บรรยากาศถนนในเมือง บ่งบอกถึงความเป็นเมืองเก่าที่สวยงาม อายูมิตื่นตาตื่นใจ เพราะไม่เคยได้ออกมาแบบนี้ รินดาราถามพร้อมจะซิ่งกันหรือยัง

อายูมิไม่เข้าใจ เธออธิบายว่าเป็นภาษาไทย หมายถึงบรื้น...บรื้น...อายูมิหัวเราะชอบใจรู้สึกสนุกบอกซิ่งกันเลย

รินดาราแวะซื้อชูครีมกินกับอายูมิ และนั่งแช่เท้าในบ่อน้ำร้อนออนเซน หายใจเข้าเต็มปอดลึกๆทำให้อายูมิรู้สึกผ่อนคลาย หลังจากนั้น รินดาราก็เข็นรถอายูมิมาหยุดกลางสะพาน เห็นไอเดินอยู่มุมถนน จึงเข็นรถอายูมิเข้าไปทัก ไอมีท่าทีตกใจ อายูมิทัก

“คุณอามาทำอะไรในเมืองเหรอคะ อายูมินึกว่าคุณอาจะทำงานอยู่ที่โรงงานซะอีก”

“เอ่อ...คือ อา...อาออกมาทำธุระจ้ะ อายูมิล่ะออกมาทำไม”

รินดาราตอบแทนว่าพามาเดินเล่น แล้วชวนไอไปทานราเม็งด้วยกัน ไอขอตัวอ้างยังทำธุระไม่เสร็จ รินดาราบ่นเสียดายแล้วเข็นอายูมิเดินต่อไป สีหน้าไอที่มองตามเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ

ในบ่อออนเซนท่ามกลางธรรมชาติสวยงาม ฮิเดโนริแช่ตัวสีหน้าหงุดหงิด ยังโกรธที่เพิ่งต่อปากต่อคำกับอาคิระเรื่องแย่งตัวคูชิดะ พลันได้ยินเสียงน้ำหยดจากกระบอกไม้ไผ่เสียงดังกระทบหูน่ารำคาญ ก็โวยวายทำไมถึงดังอย่างนี้ แล้วแปลกใจกับความผิดปกติของตัวเอง

ไอกางร่มเดินมาถึง เลื่อนประตูเข้ามา ฮิเดโนริได้ยินเสียงคนเดินเหยียบกรวดและจมูกก็ได้กลิ่นน้ำหอม ก็หันไปบ่น “เธอตามฉันมาถึงเมืองซากาได้ยังไง...”

ไอยิ้มหวาน ตอบว่ารู้จากลูกน้องเขา แต่กว่าจะยอมบอกต้องอ้างว่ามีธุระสำคัญ เธออดแปลกใจไม่ได้เขารู้ได้อย่างไรว่าเป็นเธอ

“เสียงน้ำหนักเท้าของเธอเวลาเดินทำไมฉันจะจำไม่ได้ แล้วยังกลิ่นน้ำหอมของเธออีก ฉันเป็นคนซื้อให้ไม่ใช่เหรอ”

“ปากหวานแบบนี้ แสดงว่าวันนี้เธอแย่งตัวรุ่นพี่ของอาคิระมาได้ใช่ไหม”

ฮิเดโนริยิ้มสะใจ ไอคุกเข่าลงข้างบ่อถาม เรื่องน่าดีใจแบบนี้แล้วหงุดหงิดอะไร เขาปัดไม่มีอะไรให้ บอกธุระของเธอมา ไอยิ้มกรุ้มกริ่มโน้มหน้าไปกระซิบข้างหูเขาด้วยท่วงท่าเย้ายวน

“สุขสันต์วันเกิดอายุครบยี่สิบห้านะจ๊ะฮิเดะ”

ฮิเดโนริทวงของขวัญ ไอยิ้ม...ตอบว่าเตรียมมาให้แต่ไม่รู้จะหายหงุดหงิดไหม ว่าแล้วก็ลุกขึ้นถอด

กิโมโนที่สวมออก เหลือร่างเปลือยเปล่า ก้าวลงไปแช่ตัวในน้ำกับเขา

“มันต้องแบบนี้สิ...ที่รักของฉัน” ฮิเดโนริยิ้มย่องก่อนจะกอดรัดฟัดเหวี่ยงไอ

ooooooo

บ่ายวันนั้น อาคิระกลับบ้านเร็วกว่าปกติ พอรู้จากเคโกะว่ารินดาราพาอายูมิออกไปเดินเล่นในเมือง ก็ตกใจเพราะในเมืองคนมากมายเกรงจะพลัดหลง เคโกะบอกเตือนแล้วแต่เธออ้างว่าท่านชายเป็นคนอนุญาต อาคิระขุ่นเคือง

ในขณะที่รินดารากับอายูมิเที่ยวกันจนเหนื่อยแวะซื้อน้ำ เผอิญร้านข้างๆเป็นร้านนวดแผนโบราณมีลูกค้าขี้เมาถูกเหวี่ยงออกมา ตามด้วยสากกะเบือลอยเฉียดหัว สากกลิ้งมาแทบเท้า

แป้งร่ำเจ้าของร้าน ออกมายืนเท้าเอว “ไปให้พ้นเลยนะไอ้หื่นกาม ที่นี่มีแต่บริการนวดแผนโบราณ ถ้าอยากซื้อปลาซื้อหอยไปซื้อที่อื่น ที่นี่ไม่มี”

ชายขี้เมาหยิบเงินโยนให้หาว่าเล่นตัว แล้วโถมเข้าปลุกปล้ำ แป้งร่ำดิ้นรนต่อสู้ รินดาราได้ยินว่าเธอด่าเป็นภาษาไทยจึงเข้าช่วย คว้าท่อนไม้ฟาด ขู่ว่าถ่ายคลิปไว้จะแจ้งตำรวจ ชายขี้เมาชะงักถอยหนี รินดารากับแป้งร่ำทักทายที่เป็นคนไทยด้วยกัน

ไม่ทันไรเสียงอายูมิเตือนให้ระวัง เพราะชายขี้เมากลับมาจะแย่งมือถือรินดารา เกิดการยื้อแย่ง อายูมิร้องลั่นให้คนช่วย อาคิระวิ่งมาได้ยิน จังหวะนั้นรินดารากัดแขนชายขี้เมา เขาจึงผลักเธอกระเด็นมาทางอายูมิ ต่างตกตะลึง อาคิระโผล่มารับร่างรินดาราไว้ได้ทันก่อนจะกระแทกอายูมิ แล้วหันไปชกชายขี้เมา

“อย่ามายุ่งกับเธอ!” อาคิระตวาดไล่ ชายขี้เมาตะกายหนี

รินดาราเข้ามาดูอายูมิอย่างห่วงใย อาคิระปราดเข้าดึงเธอออกจากอายูมิแล้วมองหน้าอย่างโกรธจัด “ไม่ต้องมายุ่งกับหลานสาวของผม! กลับบ้านกันได้แล้ว”

รินดาราไม่สบายใจวิ่งตามอาคิระ “หยุดก่อนค่ะ คุณโกรธฉันเรื่องอะไร ฉันทำอะไรผิด”

อาคิระหยุดหันมาจ้องหน้า “ยังถามอีกว่าทำอะไรผิด หลานผมเกือบโดนลูกหลงจากพวกกุ๊ยข้างถนนก็เพราะคุณ”

รินดาราอธิบายว่าเห็นคนเดือดร้อนก็เข้าไปช่วย ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ อาคิระสวนแต่ถ้าไม่พาออกมาเรื่องแบบนี้ก็ไม่เกิด หญิงสาวอึ้งเสียงอ่อยลง ที่ตนพาออกมาเพราะหวังดี อยากให้อายูมิได้เปิดหูเปิดตาบ้าง ชายหนุ่มสวน ใครกันแน่ที่อยากเปิดหูเปิดตา

“คุณหาว่าฉันเอาอายูมิมาอ้างเพื่อจะออกมาเที่ยวเหรอ”

“ไม่จริงนะคะคุณอา พี่รินดาราไม่ได้ทำแบบนั้น” อายูมิแย้ง

“คุณนี่ท่าทางจะเก่งเรื่องมัดใจคนนะ ไหนจะเด็ก ไหนจะผู้ใหญ่...”

รินดารางงหมายความว่าอย่างไร อาคิระย้ำ “ผมเตือนคุณเอาไว้เลยนะไม่ว่าคุณจะเป็นคนสำคัญของใคร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิ์ทำอะไรตามอำเภอใจ โดยเฉพาะกับหลานสาวผม...ไหนๆก็มาถึงที่นี่แล้ว เชิญคุณอยู่เปิดหูเปิดตาให้หนำใจเลย ผมจะพาอายูมิกลับเอง”

รินดาราโกรธจึงประชด ในเมื่อเขาอนุญาตตนก็จะอยู่เที่ยวให้หนำใจแล้วอย่ามาว่าตนละเลยหน้าที่ ไม่อย่างนั้นตนเอาเรื่องแน่ ว่าแล้วก็หันกลับเดินไป อายูมิหน้าเสียขอให้อาคิระไปตามรินดารากลับบ้านพร้อมกัน แต่เขานิ่งหน้าดุ เข็นเธอเดินไปไม่สนใจ

ooooooo

แป้งร่ำกำลังเก็บของในร้านที่กระจัดกระจาย รินดาราเข้ามาช่วยอ้างไม่อยากกลับไปฟังเจ้านายบ่น แป้งร่ำถามผู้ชายหล่อล่ำบู๊อย่างจาพนมหรือคือเจ้านาย เธอแย้งว่าไม่หล่อและไม่เก่ง

เกียววิ่งร้องเรียกแป้งร่ำมาแต่ไกล “อีแป้ง...แกเป็นไงมั่งเนี่ย โอ๊ยตายๆอกอีเกียวจะแตก ได้ยินพวกที่สถานีรถไฟเม้าท์ให้ฟัง นึกว่าแกจะเละเป็นโจ๊กต้องหามส่งโรงพยาบาลซะแล้ว”

“ปากเหรอเนี่ยนังเกียว...โผล่มาปุ๊บก็มาแช่งฉันปั๊บ”

เกียวเห็นรินดารา แป้งร่ำจึงแนะนำว่าเป็นคนไทยมาช่วย สามสาวจึงทำความรู้จักกัน...

เย็นวันนั้น โฮชิกำลังเล่นเพลงจากแก้วน้ำ จู่ๆเกิดแตกโดยไม่มีสาเหตุ ภาพลางสังหรณ์วูบเข้ามา เห็นรินดาราวิ่งร้องตะโกนขอความช่วยเหลือเข้าไปในตรอกแคบๆ ท่าทางตื่นตระหนก ร้องลั่นอย่าเข้ามาๆ เธอกลัวจนชักมีดพกออกมาป้องกันตัว...โฮชิใจคอไม่ดี มิกิเข้ามาทำให้เขาสะดุ้ง เธอเห็นแววตาเขาก็เดาออกว่าเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี เขายอมรับว่าเป็นห่วงรินดารา

ในขณะที่อาคิระเข็นรถอายูมิเข้ามาที่สวนหน้าตึก อายูมิหน้างอไม่พอใจที่อาคิระทิ้งรินดาราไว้ในเมือง อาคิระว่าเธอเป็นลูกจ้างทำผิดก็ต้องตำหนิ แต่อายูมิเถียงจะโทษรินดาราคนเดียวไม่ได้ต้องโทษตนด้วย อาคิระโกรธเสียงเข้ม “เด็กดื้อ! งั้นนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ต้องเข้าบ้าน”

อายูมิตกใจไม่เคยถูกอาคิระดุมาก่อนนั่งเศร้า... อาคิระเข้ามาในบ้าน เคโกะรีบถามทำแบบนี้จะดีหรือสงสารอายูมิ เขาโวย “ถูกตามใจซะเคยตัว ถ้าไม่ดุบ้างต่อไปจะยิ่งเอาแต่ใจตัวเอง”

“ค่ะ เหมือนอย่างที่คุณรินดาราพูดไว้เลย พวกเราต้องใจแข็ง หัดขัดใจคุณหนูบ้าง คุณหนูจะได้ไม่เอาแต่ใจอีก” นานะเห็นด้วย เคโกะเอ็ดไม่ใช่เพราะรินดาราหรือ คุณหนูถึงกล้าทำเรื่องแบบนี้ นานะจ๋อย “ขอโทษค่ะ...พูดไม่คิด แหะๆ”

เคโกะขอร้องอาคิระ จะไปพาอายูมิเข้ามาแล้วค่อยๆสอนกันจะดีกว่า อาคิระครุ่นคิด...ระหว่างนั้นอายูมิ นั่งร้องไห้น้อยใจเพราะไม่เคยโดนดุมาก่อน เสียงฮิโตชิเรียกให้ไปเล่นด้วยกัน อายูมิมองหา เห็นฮิโตชิหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ กวักมือเรียก เธอจะเข็นรถไปหา โฮชิกับมิกิโผล่มาขวางถามจะไปไหน เธออึกอักไม่กล้าบอก มิกิถามทำไมอยู่ตรงนี้คนเดียว ไม่ทันจะตอบ อาคิระเดินเข้ามาท่าทางอึกอัก บอกมิกิว่ากำลังทำโทษหลาน

พอมิกิซักไซ้จนรู้เรื่องก็ตำหนิอาคิระทำเกินไป เขายืนยันว่าเพื่อความปลอดภัยของอายูมิ รินดาราต้องฟังคำสั่งตนเพราะเป็นลูกจ้าง มิกิแย้ง “แต่ท่านชายเป็นคนแนะนำให้รินดาราพาอายูมิออกไปเที่ยว อาคิระควรให้เกียรติท่านชายด้วย”

อาคิระนิ่ง ชำเลืองมองโฮชิด้วยสีหน้าอึดอัดใจ โฮชิเข้าใจว่าเขามีหน้าที่ดูแลทุกคนในมิยาคาวะ กล่าวขอโทษอาคิระที่ทำอะไรไม่ปรึกษา อาคิระโน้มศีรษะรับ “ผมเองก็ต้องขอโทษท่านชายด้วยที่ผมไม่รู้ว่า รินดารามีความสำคัญกับท่านชายมากกว่าการเป็นแค่ลูกจ้าง”

มิกิหน้าเสีย โฮชิยิ้มอธิบาย “อาคิระ...คนของตระกูลมิยาคาวะดีกับฉันทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ฉันทำทุกอย่าง ฉันทำเพราะความห่วงใยต่อทุกคนไม่น้อยกว่าเธอ”

มิกิให้อาคิระขอโทษ แต่โฮชิปราม อย่าไปบังคับให้อาคิระต้องฝืนใจ เขาโตพอแล้ว โฮชิขอตัวไปตามรินดาราเพราะเห็นว่าใกล้ค่ำ...

บริเวณทางเดินลอดใต้เสาโทริอิแดง ฮิเดโนริเดินมาได้ยินเสียงบางอย่างจึงหลบ ไอเดินมาถึงแปลกใจที่เขาหายไป ไม่ทันไรฮิเดโนริโผล่มาต่อว่า เราตกลงกันแล้ว อยู่ข้างนอกจะไม่รู้จักกัน ไอแย้งว่าที่นี่ไม่มีคนรู้จัก เขาสวนอย่าประมาท เกิดอะไรขึ้นจะรับผิดชอบไม่ไหว

ไอตั้งใจมาถามว่าจะมีโอกาสอยู่ด้วยกันแบบวันนี้อีกไหม ฮิเดโนริบอกถึงเวลาจะเรียก พลันเขาเกิดอาการปวดหัวจี๊ด มีเลือดกำเดาไหลออกมา ไอตกใจจะช่วยซับแต่เขาปัดมือเธอออก บอกสงสัยแช่น้ำนานไปหน่อย แล้วไล่ให้เธอกลับไปก่อนจะมีใครเห็น

เวลาเดียวกัน ไดซูเกะไหว้ศาลเทพเจ้าสุนัขจิ้งจอกอยู่ นึกได้ถามอัตสึโอะว่าฮิเดโนริกลับมาหรือยัง อัตสึโอะบอกว่าวันนี้วันเกิดคงเที่ยวฉลองกับเพื่อนๆอยู่ ไดซูเกะคิดถึงอดีตเมื่อ 25 ปีก่อน เขากำลังไหว้เทพเจ้าขอให้คุ้มครองลูกชาย พลันได้ยินเสียงสุนัขจิ้งจอกหอนโหยหวน พอเงียบก็ได้ยินเสียงเด็กร้องในศาลเจ้า เขารีบเดินหาจนพบทารกนอนอยู่ในตะกร้าร้องไห้จ้า จึงอุ้มเด็กขึ้นมา มีจดหมายฉบับหนึ่งอยู่ในตะกร้า...

ooooooo

ฟ้าเริ่มมืด สามสาวคุยกันเพลิน แป้งร่ำจึงให้มีดพกแก่รินดาราไว้ป้องกันตัวตอนเดินทางกลับ... รินดาราพบว่ารถโดยสารหมดจึงต้องเดินกลับ มาถึงทางเปลี่ยว เห็นเงาตะคุ่มๆวูบผ่าน ตามด้วยเสียงสุนัขหอนก็ตกใจกลัว วิ่งหนีอย่างรวดเร็ว

อาคิระมากับโฮชิเพื่อตามหารินดาราด้วย เขาแวะถามที่ร้านแป้งร่ำจึงรู้ว่ารินดารากลับไปแล้ว โฮชิใจคอไม่ดีนึกถึงลางสังหรณ์ จึงให้แยกกันตามหา

รินดาราวิ่งเตลิดเข้าไปในตรอกแคบๆ ร้องลั่นอย่าเข้ามา...แล้วชักมีดพกออกมาขู่ เห็นสุนัขจิ้งจอกน่ากลัวเดินออกมาจากเงามืด ดวงตามันเป็นสีส้ม แยกเขี้ยวคมกริบ คำรามเสียงดัง เธอตกใจกลัวปามีดออกไปถอยหนีหกล้มขาเจ็บ ถอยกรูดมาจนชิดรั้วตาข่าย ปิดหน้าร้องให้คนช่วยลั่น

ไม่นานก็มีมือหนึ่งยื่นมาแตะตัว ทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว พอเห็นว่าเป็นโฮชิก็โผกอดเขาตัวสั่นเทา โฮชิปลอบและพอเห็นว่าเธอขาเจ็บ จึงอุ้มเธอขึ้น อาคิระตามมาถึง ทั้งสองเห็นมีดที่ตกอยู่บนพื้นและมีรอยเลือดหยดเป็นทางก็แปลกใจ

กลับถึงคฤหาสน์มิยาคาวะ มิกิตกใจเมื่อเห็นโฮชิอุ้มรินดาราซึ่งมีบาดแผลที่ขา อาคิระเล่าว่ามีสุนัขจิ้งจอกหลุดเข้ามาในเมืองไล่ตามเธอ โชคดีที่ท่านชายไปพบ โฮชิรีบทำแผลให้รินดารา อาคิระรู้สึกสงสัยกับความสัมพันธ์ของทั้งสอง แม้นักสืบจะหาหลักฐานยืนยันไม่ได้ก็ตาม

โฮชิใช้แอลกอฮอล์ล้างแผลอย่างเบามือ “โชคดีนะที่ได้มาแค่แผลถลอกไม่โดนสุนัขจิ้งจอกกัดเอา ไม่อย่างนั้นคงต้องพาเธอไปฉีดยากันพิษสุนัขบ้า จะเจ็บกว่านี้อีกหลายเท่า”

มิกิยังแปลกใจที่สุนัขจิ้งจอกหลุดมาได้อย่างไร ถ้าเข้ามาในบ้านจะทำไง อาคิระบอกว่าได้กำชับนารูตะให้คอยดูแลบริเวณหน้าบ้านมากขึ้น และได้แจ้งเทศบาลไปแล้ว โฮชิหน้าเครียด เตือนทุกคนช่วงนี้อย่าออกไปไหนคนเดียว อาคิระรับคำและอาสาพารินดาราไปส่งห้องเอง ท่านชายจะได้ไปพักผ่อน เขาพยุงเธอเดินไปโดยไม่สนใจว่าเธอจะยินยอมหรือไม่

พอลับตาคน รินดาราก็สะบัดตัวออกห่าง บอกเขาอย่างโกรธๆว่าไปเองได้ อาคิระเห็นท่าทางเธอเดินเซๆก็หมั่นไส้จับไหล่เธอให้หันมาแล้วสำรวจทั่วตัว เธอร้องให้ปล่อย

“อยู่เฉยๆ ผมจะดูว่าตามเนื้อตามตัวคุณมีแผลโดนหมาจิ้งจอกมันข่วนมารึเปล่า พรุ่งนี้จะได้พาไปฉีดยากันพิษสุนัขบ้า เผื่อว่าจะช่วยรักษานิสัยบ้าๆของคุณด้วย”

“หลอกด่าฉันเหรอ!” รินดาราโวยแล้วผลักเขากระเด็น

อาคิระเสียงเข้ม ถ้าเธอไม่ดื้อ ทำตามคำสั่งตนไม่พาอายูมิออกไป และยอมกลับบ้านพร้อมกันก็คงไม่เจอเรื่องร้ายให้คนอื่นต้องเดือดร้อนไปด้วย...รินดาราตวาดให้หยุด และว่าเขานั่นแหละที่ดื้อ เผด็จการกักขังอายูมิให้อยู่แต่ในบ้าน และตนก็ไม่อยากให้เขามาเดือดร้อนด้วย

“แน่ใจนะว่าไม่เคยคิดทำให้ผมเดือดร้อน เพราะถ้าผมมารู้ทีหลังว่าที่คุณเข้ามาอยู่ที่นี่เพื่อหวังอะไรล่ะก็ คุณกับผมได้เห็นดีกันแน่”

รินดาราชะงักถามหมายความว่าอะไร เขาสงสัยอะไร อาคิระนิ่งกวนๆ มองเธอไม่เจ็บขาแล้วจึงบอกให้เดินไปเอง....รินดาราเดือด เดินเข้าประชิดจ้องหน้าอย่างไม่ยำเกรง “ถ้าคิดว่าทนเห็นหน้าฉันไม่ไหวแล้วล่ะก็ช่วยรีบไปบอกท่านชายกับคุณย่าของคุณ ว่าอยากไล่ฉันออกเต็มที แล้วฉันจะพร้อมไปทันที” พูดจบก็เดินกะเผลกไป

อาคิระเห็นว่าเธอเซจะล้ม จึงโผเข้าประคองใบหน้าแทบจะชนกัน ทั้งสองสบตากันนิ่ง อาคิระรู้สึกผิดที่พูดไม่ดีโน้มศีรษะ “ผมขอโทษ ผมไม่ได้อยากจะพูดไม่ดีกับคุณ แต่ครอบครัวของผม เราเหลือกันอยู่แค่ไม่กี่คน ถ้าต้องมีใครเป็นอะไรไป โดยที่ผมไม่ได้พยายามเต็มที่เพื่อ ปกป้องพวกเขา ผมคงมีหน้าไปกราบไหว้วิญญาณบรรพบุรุษอีกไม่ได้”

รินดาราตกใจไม่คิดจะเห็นความเป็นลูกผู้ชายที่ยอมก้มหัวขอโทษผู้หญิง จึงนิ่งอึ้ง พอเขาเอ่ยปากจะไปส่งที่ห้อง เธอพยักหน้าอย่างว่าง่าย

ooooooo

วันต่อมา ไดซูเกะเดินผ่านเห็นฮิโตชินั่งคุดคู้อยู่หน้าห้องฮิเดโนริ จึงถามนั่งทำอะไร เจ้านายอยู่ไหน ฮิโตชิชี้มือไปในห้อง ไดซูเกะแปลกใจสายป่านนี้ทำไมยังไม่ตื่นจะเข้าไปปลุก ฮิโตชิกอดขาไว้ไม่ให้เข้า ไดซูเกะเอ็ดไล่ไปเล่นที่อื่น ฮิโตชิหงอถอยออกจางหายไป

ไดซูเกะเลื่อนประตูเข้ามาในห้อง เห็นฮิเดโนริยังนอนอยู่ ที่พื้นมีคราบเลือดหยด จึงปลุก เขาสะดุ้งตื่นพร้อมอาการเจ็บที่ต้นแขน ไดซูเกะเห็นเลือดเกรอะกรังรีบถามไปทำอะไรมา ฮิเดโนริอึกอักจำไม่ได้ ไดซูเกะตวาด “ว่าไงนะ! แกบาดเจ็บกลับมาสภาพนี้ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง มันจะเป็นไปได้ยังไง”

“ผมจำอะไรไม่ได้จริงๆครับปู่ ผมรู้แต่ว่าเมื่อคืนผมรู้สึกไม่ค่อยสบายก็เลยเข้านอน แล้วจากนั้นผมก็จำอะไรไม่ได้เลย”

ไดซูเกะอุทาน หรือว่า...แล้วผลุนผลันออกไปที่ศาลเทพเจ้าสุนัขจิ้งจอก ทำความเคารพรูปปั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อัตสึโอะเข้ามา เขายกมือไล่ไม่ต้องการคุย แต่อัตสึโอะขอร้องให้กลับเข้าบ้านก่อนเพราะเมื่อคืนมีสุนัขจิ้งจอกหลุดมาอาละวาดในเมือง เทศบาลกำลังแกะรอยตาม

ฮิเดโนริทำแผลแล้วตามมาได้ยิน สั่งอัตสึโอะพาปู่เข้าบ้านและจัดคนมาคอยตรวจตรารอบบ้าน ไดซูเกะเสียงเข้ม “ไม่ต้อง!สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นมันจะไม่ออกมาเพ่นพ่านอีก”

“ปู่แน่ใจได้ยังไงครับ ถ้าเกิดมันเป็นสุนัขจิ้งจอกหลงฝูงมาหาอาหาร ผมว่ามันคงหิวโซ เจอใครก็ต้องเข้าทำร้ายแน่”

“ใช่ มันเป็นจิ้งจอกหลงฝูง ที่จะไม่มีวันได้กลับเข้าฝูงของมันอีก และมันก็จะไม่ออกมาเพ่นพ่านอีกเพราะฉันจะสั่งห้ามมันเอง” ไดซูเกะขยับเข้ามองหน้าฮิเดโนริด้วยสายตาจริงจัง...

เมื่อฮิเดโนริฟังเรื่องราวตัวเองแล้วอึ้งหน้าเสีย “สุนัขจิ้งจอกตัวที่ออกอาละวาด...คือผม!” ไดซูเกะพยักหน้า “เป็นไปไม่ได้! คุณปู่หลอกผมใช่ไหมครับ ผมไม่ได้เป็นสุนัขจิ้งจอก”

“ถามตัวเองให้แน่ใจว่าสิ่งที่ปู่พูดเป็นไปได้หรือไม่” ไดซูเกะย้อนถาม ฮิเดโนริครุ่นคิดถึงสิ่งผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วอึ้งไม่อาจยอมรับได้ ไดซูเกะเข้าใจ แนะนำจะแก้ปัญหาไม่ได้ถ้าไม่ยอมรับความจริงก่อน ฮิเดโนริโวยวาย จะให้ตัวเองยอมรับว่าเป็นสัตว์ประหลาดได้อย่างไร ไดซูเกะโพล่งขึ้น

“ลูกชายของฉันมันก็เป็นมนุษย์ธรรมดา แต่แม่ของแกต่างหากที่ไม่ใช่...แม่ของแกเป็นปีศาจสุนัขจิ้งจอกปลอมตัวเป็นมนุษย์แล้วมารักกับพ่อแก พ่อแกรักแม่แกมาก ถึงขนาดยอมตามแม่ของแกกลับเข้าฝูงแต่เขาสองคนไม่ยอมให้แกไปด้วยก็เลยทิ้งแกไว้ให้ปู่เลี้ยง”

“ทำไมปู่ไม่เคยบอกผม”

“บอกไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร ที่ผ่านมาเลือดมนุษย์ในตัวแกเข้มข้นกว่าเลือดสุนัขจิ้งจอก ปู่ภาวนาขอให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไป แต่ในเมื่อมันไม่ได้เป็นอย่างที่ปู่คิด แกก็ต้องรู้ความจริงเพื่อที่แกจะได้ระวังตัว...

จำไว้นะฮิเดะ ว่าแกจะเป็นอะไรแกก็ยังเป็นหลานปู่เหมือนเดิม ปู่จะช่วยแกเอง” ไดซูเกะจับไหล่หลานชาย

ฮิเดโนริปัดมือปู่ออกอย่างแรงแล้วพรวดพราดออกไป...เขาวิ่งไปตามทางใบหน้าตึงเครียด สองมือกำแน่นจนเส้นเลือดปูด เหมือนอยากจะหนีความจริงว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์ กระทั่งหยุดนิ่ง ลูกตาเปลี่ยนเป็นสีส้ม ตาดำเป็นเส้นบางๆอย่างสัตว์เดรัจฉาน มือทุบกำแพงตะโกนก้อง ไม่จริง...

ooooooo

บ่ายวันนั้นรินดาราพาอายูมิออกมาที่สวนของบ้าน อายูมิขอโทษที่ทำให้รินดาราบาดเจ็บ รินดารารีบบอกว่าไม่ใช่ความผิดเธอ เป็นเพราะอาของเธอต่างหากที่ไม่ไว้ใจตนให้ดูแลเธอ อายูมิพยักหน้า บ่นว่าอาของตนเปลี่ยนไปมาก เวลาใจดีก็ดี๊ดี เวลาดุก็น่ากลัว รินดาราครุ่นคิด

“พี่คิดว่าคุณอาของหนูเขาอาจจะระแวงพี่ ไม่อยากเห็นคนแปลกหน้ามาเดินเพ่นพ่านอยู่ในที่ของเขา คงกลัวใครจะมาทำร้ายคนในครอบครัวเขาอีก”

โฮชิก้าวเข้ามากล่าวขอโทษ เป็นเพราะตนที่พาเธอเข้ามาทำให้อาคิระระแวง รินดารารีบบอกไม่เกี่ยวกับท่านชาย ตนต่างหากที่ต้องหาทางทำให้อาคิระเลิกระแวงและเห็นตนเป็นลูกจ้างคนหนึ่ง...โฮชิถอนใจ เพราะสำหรับเธอ ไม่ใช่แค่ลูกจ้างธรรมดา รินดาราชะงัก อายูมิแทรก

“รู้แล้วค่ะ...ถ้าอายูมิกลับมาเดินได้อีกครั้งเร็วๆเพราะการทำกายภาพบำบัดของพี่ คุณอาก็จะเลิกระแวงพี่แน่นอน”

รินดาราไม่รู้จะใช้เวลานานแค่ไหน อายูมิย้ำตนต้องทำได้เชื่อเธอมีมนต์วิเศษ โฮชิเห็นด้วย อายูมิรับปากจะพยายาม รินดาราดีใจยกมือร้องไฟท์โตะ อายูมิทำตาม โฮชิเผลอมองความสดใสของรินดารา พอเธอหันมองก็เขิน รินดาราให้เขาทำท่าไฟท์โตะด้วย เขาทำอย่างเก้กัง แล้วสามคนก็หัวเราะกันสนุกสนาน

พอโฮชิกลับขึ้นมาบนหอคอย เขาได้ยินเสียงหอนโหยหวนของสุนัขจิ้งจอกแว่วมา จึงมองออกไปดูบรรยากาศของเมืองสึกินอกหน้าต่าง มิกิเดินมาเห็น ถามมีอะไร โฮชิไม่ตอบเปลี่ยนเรื่องถามถึงอาคิระ มิกิตอบว่าทำเหมือนเดิม คือทำงานกับทำหน้าบึ้ง โฮชิยิ้มอธิบายว่าต้องเข้าใจ อาคิระแบกรับภาระหนักเอาไว้ ยิ่งมีคนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ด้วย เขายิ่งต้องระแวง

“นี่ท่านชายกำลังโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุทำให้อาคิระไม่มีความสุขใช่ไหมคะ...ไม่ใช่ความผิดของท่านชายเลยค่ะ หลานชายของดิฉันต่างหากที่ต้องรู้จักไว้ใจคนอื่นให้มากขึ้น แล้วชีวิตเขาจะมีความสุขมากกว่านี้ ถ้าอาคิระทำให้ท่านชายไม่สบายใจ ดิฉันจะไปเตือนเขาให้เอง”

“อย่ามิกิ การไปเตือนคนอย่างอาคิระเท่ากับไปทำให้เขาเสียหน้า”

มิกิย้อนถามแล้วจะทำอย่างไร โฮชิคิดว่าต้องทำให้อาคิระรู้จักรินดาราให้มากขึ้น แล้วเขาจะรู้เองว่าเธอไม่มีพิษมีภัย มิกิหวั่นใจเพราะความไว้ใจย่อมเกิดจากความใกล้ชิด

ooooooo

วันต่อมามิกิพารินดาราเข้ามาในห้องเก็บผ้ากิโมโนของตระกูลมิยาคาวะ ทุกตัวล้วนผ่านการทอและตัดเย็บจากภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาหลายร้อยปี...

มิกิให้เลือกชุดยูกาตะที่ใส่สบายๆ เอาไว้ใส่ไปงานทานาบาตะ งานประจำปีของเมืองสึกิ สีหน้ารินดาราจากตื่นตากับความสวยงามของผ้ากิโมโนเปลี่ยนมาเป็นหวั่นวิตกเอ่ยปากขอไม่ไปงานนี้ มิกิแปลกใจถามทำไม

“เอ่อ...คือ...เวลาเจอคนเยอะๆทีไร ฉันจะต้องเวียนหัวจะเป็นลมทุกที ถ้าไปด้วยเกรงว่าทุกคนจะต้องหมดสนุกแน่ๆ ดิฉันขอรออยู่ที่นี่ดีกว่าค่ะ” รินดาราหลบตาไม่ให้รู้ว่ากำลังโกหก

มิกิมองอย่างแปลกใจ...จากนั้นรินดารามานั่งกลุ้มใจบนเขา โฮชิเข้ามาถามถึงเรื่องที่เธอไม่ไปงานทานาบาตะ เธอสะดุ้งลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพเกรงใจ โฮชิกล่าวอย่างรู้ทัน

“งานทานาบาตะตรงกับวันเกิดของเธอ ปีนี้เธอได้มาอยู่ที่เมืองสึกิ เมืองในฝันของเธอ แล้วทำไมต้องเก็บตัวอยู่แต่ในคฤหาสน์...ไม่ใช่แค่ฉันที่รู้ อาคิระ มิกิก็รู้ เรามีประวัติของเธอ”

“จริงด้วย ฉันลืมไป แต่ฉันบอกเหตุผลกับคุณย่ามิกิไปแล้ว ว่าที่ฉันไม่อยากไปเพราะเวลาฉันเจอคนเยอะๆ ฉันอาจจะไม่สบาย”

“อาจจะ...แสดงว่ามันอาจจะเป็นจริงหรือไม่ก็ได้ เธอรู้ไหมถ้าฉันกลัวที่จะกินเจ้าขนมแท่งแข็งๆสีเขียวเหมือนแท่งไม้ ไม่ใช่ขนมก้อนกลมนุ่มสีสวยหวานเหมือนอย่างโมจิที่ฉันคุ้นเคย ฉันก็คงไม่รู้ว่าเจ้าขนมนี่อร่อยมาก อย่าให้ความกลัวมาขวางการหาความสุขให้ตัวเองเลยนะฮิคาริ”

รินดาราบอกเขาไม่เข้าใจ เขาจึงให้เธอบอกทุกเรื่องรับรองจะเป็นความลับระหว่างเราสองคน...โฮชิจ้องเข้าไปในดวงตา รินดาราเหมือนโดนมนต์สะกด เดินตามเขาขึ้นไปบนจุดชมวิวยอมเผย “ความจริงฉันไม่ได้กลัวท่านชายบอกคนอื่นหรอกค่ะ แต่ฉันกลัวท่านชายหัวเราะฉัน”

โฮชิเอาขนมคิทแคทใส่ปากบอกเธอว่าปากไม่ว่างแล้ว รินดาราขำ ตัดสินใจเล่า...ทุกวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดเป็นวันเกิด ตนจะมีอาการเจ็บปวดตรงปาน รูปดาวที่หลัง โฮชิถามเจ็บมากหรือ

“เจ็บปวดมากจนทำอะไรไม่ได้ค่ะ เพราะเหตุนี้ไงคะ ฉันถึงไม่เคยมีงานฉลองวันเกิด พ่อแม่เคยพาฉันไปหาหมอ แต่หมอก็ไม่พบสาเหตุ เขาบอกว่าฉันคิดไปเอง”

“แล้วเธอคิดว่าเกิดจากอะไร”

“ไม่รู้ค่ะ ฉันไม่รู้จริงๆว่าทำไมชีวิตฉันถึงมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น”

“สักวันเธอก็คงจะรู้คำตอบเอง”

รินดาราบอกเขาพูดเหมือนแม่ แสดงว่าเขาเชื่อที่ตนเล่า โฮชิพยักหน้าบอกไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอต้องโกหก รินดาราปลื้มใจ โลกนี้นอกจากพ่อแม่แล้วก็มีเขาที่เชื่อตน โฮชิฉวยโอกาส

“ถ้างั้นเธอก็ต้องเชื่อฉัน ทำลายความกลัว แล้วออกไปหาความสุขให้ชีวิต แล้วฉันจะช่วยอธิษฐานกับดวงดาว ขอให้อาการประหลาดของเธอหายไป ตกลงไหม”

“ค่ะท่านชาย...ว่าแต่ท่านชายเดินออกมาตามฉันถึงที่นี่เลยเหรอคะ”

โฮชิยิ้มบอกว่าขับรถส่วนตัวมารับ เธอทำหน้าแปลกใจ...ลงจากจุดชมวิว จึงเห็นจักรยานแบบวินเทจของโฮชิก็ยิ้มขำ ซ้อนท้ายรถเขาพูดคุยหัวเราะกันอย่างสบายใจขึ้น

ในขณะเดียวกัน มาโกโตะนัดพบโชจิ นักการเมืองวัยกลางคนเพื่อร่วมมือกันทำธุรกิจ แต่โชจิกลับปฏิเสธเพราะรู้มาว่าธุรกิจของมาโกโตะกำลังย่ำแย่ ยูกิปรากฏตัวขึ้น โชจิมองเธออย่างถูกใจ ริเอะไม่พอใจจะเข้าไปไล่ มาโกโตะดึงลูกสาวไว้สั่งให้อยู่เฉยๆ...ยูกิหว่านเสน่ห์ใส่โชจิแล้วใช้มนต์สะกดให้เขายอมร่วมมือทำธุรกิจด้วยอย่างง่ายดาย

ยูกิยิ้มเยาะบอกมาโกโตะว่า ตนช่วยในสิ่งที่เขาต้องการแล้ว ตอนนี้เขาต้องช่วยตามหาคนที่ตนต้องการให้เจอแล้วเขาจะได้ทุกอย่างมากกว่านี้ มาโกโตะยิ้มอย่างพอใจ

ในวันต่อมาเป็นวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด รินดาราตื่นมาด้วยความแปลกใจที่ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดที่ปานรูปดาวตรงหัวไหล่ ไม่ทันไรนานะเข้ามาตามไปพบมิกิที่ห้องเก็บกิโมโน...






นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”
29 ก.พ. 2563
06:45 น.