ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

คงกระพันนารี

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: "วาววา" ฟันแทงไม่เข้า แท็กทีม "เคน" บู๊สนั่น "คงกระพันนารี"

ณ ถ้ำอัคนีวารีทิพย์ในป่าลึกเมืองกาญจน์ หลวงตาเอี่ยม พระธุดงค์ผู้มีบุญบารมีแรงกล้า ได้พาเณรแคล้วและดำมะกอก ศิษย์เอกตัวน้อยไปฝึกกรรมฐานเพื่อฝึกจิตให้รอดพ้นจากคราวเคราะห์และกรรมเก่า แต่บรรยากาศน่าสะพรึงโดยรอบทำให้สองศิษย์เริ่มหวั่น ยิ่งเมื่อมีเงาดำทะมึนวิ่งผ่านยิ่งตกใจ

เณรแคล้วและดำมะกอกวิ่งไปหลบหลังหลวงตาเอี่ยม ซึ่งยืนนิ่งและพูดกับเงาดำลึกลับนั้นด้วยท่าทีสงบ

“เจริญพร อาตมามาดี เรามาเพื่อบำเพ็ญศีลวิปัสสนากัมมัฏฐาน ขอให้ท่านจงเปิดทางให้เราด้วยเถิด”

เงาดำและเสียงคำรามน่ากลัวค่อยๆหายไป พร้อมกับแสงสว่างที่ลอดมาตามผนังและเพดานถ้ำ ศิษย์เอกทั้งสองยังหวาดกลัวกับสิ่งเร้นลับจนหลวงตาต้องปลอบและอธิบายให้เข้าใจ

“เขาไม่ใช่ผีหรอก เขาคือสางอารักษ์ เป็นภูตเฝ้าถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เรามาดี เขาไม่มายุ่งกับเราหรอก”

“โห...หลวงตา จะสางภูตผีปีศาจมันก็ผีอยู่ดีนั่นแหละ ผมไม่อยู่หรอก” ดำมะกอกโอด

หลวงตาเอี่ยมส่ายหน้าช้าๆ “หลวงตาพาเอ็งสองคนมาที่นี่เพื่อฝึกจิตให้มีสมาธิ ตั้งมั่นแน่วแน่ จำไว้นะ...ดำ เณรแคล้ว เอ็งทั้งสองต้องเริ่มฝึกจิตให้ได้ตั้งแต่วันนี้ก่อนที่...อะไรๆมันจะสายเกินไป”

แต่ถึงจะพยายามสอนแค่ไหน ศิษย์เอกทั้งสองก็ว่อกแว่กจนฝึกไม่สำเร็จ หลวงตาเอี่ยมเหนื่อยใจมาก ได้แต่สวดภาวนาอย่างปลงๆ ก่อนจะเข้าสู่ภวังค์จนเกิดนิมิตเห็นเทพองค์หนึ่ง

“เจริญพร...ท่านคงเป็นเทพที่ปกป้องดูแลถ้ำ อาตมาพาศิษย์น้อยมาฝึกปฏิบัติกรรมฐาน หากศิษย์ของอาตมาซุกซนหรือลบหลู่อะไร อาตมาขออภัยแทนเด็กทั้งสองด้วย”

“มิได้พระคุณเจ้า เรามาเพื่อบอกท่านว่าถึงเวลาของภารกิจอันสำคัญของพระคุณเจ้าแล้ว”

กล่าวจบก็อันตรธานหายไป ทิ้งไว้แค่เสียงแว่วเข้ามาในโสตประสาทของหลวงตาเอี่ยม

“หยดวารีทิพย์...ธาตุศักดิ์สิทธิ์ ทุกพันปีธาตุจะรวมมวลเป็นหนึ่ง ประทับบนโลกเพื่อปราบมารสำคัญ โดยผู้ถูกเลือกที่มีศีลกรรมฐานสูงเช่นพระคุณเจ้า ถึงจะสามารถรวมหยดวารีทิพย์ให้เป็นพญาเหล็กไหลและนางพญาเหล็กไหลได้”

หลวงตาเอี่ยมนั่งสวดภาวนาอีกพักใหญ่หลังจากนั้น พลันบรรยากาศในถ้ำก็เปลี่ยนจากมืดสลัวเป็นมีแสงสว่างคล้ายมีคนจุดไฟทั่วถ้ำ ศิษย์เอกทั้งสองเบิกตาโตด้วยความตื่นเต้น แล้วก็ถึงกับอึ้งไปอึดใจ เมื่อได้เห็นพญาเหล็กไหล หยดน้ำสีดำมันวาวระยับ ไหลมาตามผนังถ้ำช้าๆ พร้อมกันกับนางพญาเหล็กไหล หยดน้ำสีดำปนแดงเข้ม

“อีกไม่นาน...คงกระพันนารี...กุมารผู้พิทักษ์เหล็กไหลจะจุติ นางจะเป็นเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่จะมีอำนาจควบรวมเหล็กไหลทั้งหมดให้มีแสนยานุภาพทรงพลังเหนือศาสตราใด...”

ooooooo

หลายสิบปีต่อมา...เณรแคล้วลาสิกขา กลายเป็นหนุ่มใหญ่และจอมขมังเวทที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากหลวงตาเอี่ยม เช่นเดียวกับดำมะกอก สหายรักและพี่น้องร่วมสาบาน แต่โชคชะตาและกรรมเก่า ทำให้เพื่อนรักทั้งสองต้องจากกันในที่สุด โดยที่แคล้วแยกไปอยู่ตามลำพังกับวรมัยหรือแอร์พอร์ท ลูกสาวคนเดียวที่เกิดกับพจนารี เมียเก่า

หลังเลิกกับพจนารี แคล้วก็ลบความทรงจำของลูกสาวและย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแอร์พอร์ทถึงวัยต้องเข้าเรียนมัธยมปลาย จอมขมังเวท อดีตเณรน้อยและหนึ่งในลูกศิษย์เอกของหลวงตาเอี่ยมจึงได้ลงหลักปักฐานที่ญี่ปุ่น แต่เพราะพลังพิเศษของแอร์พอร์ท ที่มีเขาเท่านั้นที่ล่วงรู้ความลับ ก็ทำให้สองพ่อลูกต้องย้ายที่อยู่อีกครั้ง

แอร์พอร์ทมีเรื่องกับพวกนักเลงยากูซ่าเจ้าถิ่น แม้จะจัดการจนแตกกระเจิงและกลับบ้านพักได้อย่างปลอดภัย แต่แคล้วก็ไม่ไว้ใจ ตัดสินใจลาออกจากงานประจำและสั่งให้ลูกสาวคนเดียวเก็บของ

คำสั่งเด็ดขาดและน้ำเสียงฉุนเฉียวของพ่อ ทำให้แอร์พอร์ทหงุดหงิด โต้อย่างเซ็งๆที่ต้องย้ายที่อยู่อีกแล้ว

แคล้วโมโห ตอกกลับเสียงห้วน “ยังจะพูดดี พ่อย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าใช้ความสามารถนี้ให้คนเห็น ถ้าเจอคนใช้พลังเป็น ฝีมือลูกจะเหมือนโชว์เด็กเล่นไปเลย เก็บของซะ...เราจะไปเที่ยวบินเช้ามืดนี่เลย”

“ไปไหน ทำไมเราต้องย้ายหนีไปเรื่อยๆ เราหนีใครหรือพ่อ”

“สักวันลูกก็จะรู้ สิ่งที่พ่อต้องการตอนนี้ คือคนที่จะคุ้มครองเราได้”

แม้จะไม่เข้าใจคำสั่งและความคิดของพ่อนัก แอร์–พอร์ทก็ไม่มีทางเลือก ต้องผละไปเก็บกระเป๋า รวบรวมสัมภาระเพียงหยิบมือ เพราะย้ายที่อยู่บ่อย แล้วออกจากบ้านที่อาศัยมาหลายปีมุ่งสู่สนามบิน

แคล้วเห็นท่าทางจ๋อยๆของลูกสาวก็อดเห็นใจไม่ได้ แต่เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอ เลยจำต้องตัดใจขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ หวังพึ่งให้เพื่อนเก่าช่วยหาที่กบดานให้

และระหว่างที่นั่งเครื่องบินกลับเมืองไทยนั่นเอง ที่คำพูดของหลวงตาเอี่ยม ตอนเขาลาสิกขาเมื่อหลายสิบปีก่อน ลอยกลับมาในหัวอีกครั้ง แววตาเมตตาของท่าน ยังตราตรึงในใจเขาจนถึงวันนี้

“ยี่สิบปีที่ข้าให้เอ็งบวชเรียน คงช่วยให้เอ็งมีสติพอจะประคองชีวิตให้ผ่านกรรมที่เอ็งต้องเจอไปได้”

“หลวงตาพอจะบอกได้รึยังครับ ว่ากรรมอะไรที่ผมต้องเจอ”

“มันเป็นชะตาที่ลิขิตมาแล้ว เอ็งมีหน้าที่สำคัญต้องดูแลปกป้องผู้มีบุญบารมีต่อไปในอนาคต”

คำพูดของหลวงตา ทำให้แคล้วนึกสงสัย แต่ไม่ทันอ้าปากถาม หลวงตาเอี่ยมก็หยิบพญาเหล็กไหลและนางพญาเหล็กไหลให้เขาเก็บไว้เสียก่อน พร้อมกำชับ

“เอ็งเคยเห็นกับตาแล้วว่าสิ่งนี้มีพลังมากแค่ไหน อันนี้ของเอ็ง...หากยึดมั่นในความดีงาม ไม่ปล่อยใจไหลไปตามด้านมืดกิเลสตัณหา พญาเหล็กไหลจะส่งเสริมให้เจ้าเจริญรุ่งเรือง และมีพลังพอจะยับยั้งพลังมารได้”

สายตาของแคล้วจ้องไปที่พญาเหล็กไหลด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจสุดขีด

“พญาเหล็กไหล โห...หลวงตาให้ผมจริงๆเหรอครับ”

หลวงตาเอี่ยมพยักหน้า ก่อนจะชี้ไปที่นางพญาเหล็กไหล “ส่วนอีกอัน...ถึงวันหนึ่งเอ็งจะรู้ว่าต้องมอบให้ใคร”

หลายปีต่อมาในชีวิตฆราวาส แคล้วแต่งงานกับพจนารีและมีลูกสาวหนึ่งคน ชื่อว่าหนูนา และเพียงไม่กี่ปีหลังจากลูกสาวกำเนิด เขาจึงได้เข้าใจคำพูดทิ้งท้ายของหลวงตาเอี่ยม เพราะผู้มีบารมีคนนั้นก็คือลูกสาวของเขาเอง

“หมายความว่า...ผมต้องนำนางพญาเหล็กไหลใส่ไว้ในร่างเธอหรือครับ”

“ที่สำคัญ...เอ็งจะให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้ แม้กระทั่งตัวนังหนูเอง”

“แล้วถ้าวันหนึ่งเธอเกิดสงสัยว่าทำไมร่างกายถึงสามารถทนต่อสิ่งที่มากระทบได้ล่ะครับ”

“ข้าเป็นพระ คงสอนวิธีโกหกไม่ได้ เอ็งลองหาทางเอาเองละกัน”

แคล้วไม่มีทางเลือก ต้องใส่นางพญาเหล็กไหลเข้าไปในตัวหนูนา ลูกสาวคนเดียว พร้อมกับฝึกวิชา รวมทั้งฝึกให้เด็กหญิงนั่งกรรมฐาน เพื่อควบคุมพลังพิเศษในตัว โดยไม่เคยอธิบายสักครั้งว่าพลังพิเศษที่ว่า ทั้งหนังเหนียวและแทงไม่เข้านั้น มีที่มาที่ไปมาจากไหน แม้แต่พจนารีก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง...หนูนาถูกรถชนกระเด็น แต่กลับไม่เป็นอะไร แคล้วจึงได้สำเหนียกว่าคงปั้นเรื่องหลอกลูกสาวได้ยากเต็มที สุดท้ายเลยตัดสินใจบอกความจริงบางอย่าง ด้วยการให้ลูกสาวฝึกนั่งสมาธิขั้นสูง

“มันเป็นการฝึกวิชาผู้วิเศษ ซึ่งพ่อได้เสกคาถานี้ไว้กับลูก”

“ดีจัง งั้นคุณพ่อสอนวิชาผู้วิเศษให้หนูนาด้วยสิ หนูนาอยากเป็นผู้วิเศษ”

“ได้ แต่ลูกห้ามนำวิชานี้ไปใช้หรือทดลองกับคนอื่น...ตกลงไหม”

“ตกลงค่ะ หนูนาจะฝึกไว้เฉยๆ”

ooooooo

วรมัยหรือแอร์พอร์ทตื่นจากหลับใหล พร้อมกับดึงตัวเองจากอดีตเมื่อหลายปีก่อน ความทรงจำสลัวรางเกี่ยวกับแม่เลือนรางเต็มทีจนแทบจำอะไรไม่ได้ และแคล้วก็พอใจให้เป็นแบบนั้น เพราะไม่อยากให้ลูกสาวคนเดียวต้องมีห่วงจนแอบไปทำอะไรลับหลังให้ตัวเองมีภัย

สองพ่อลูกบินมาถึงเมืองไทยในเช้าวันต่อมา และได้รับการช่วยเหลือจากคฑา นายตำรวจตงฉินชั้นผู้ใหญ่ เพื่อนเก่าของแคล้ว ให้พักในบ้านคุ้มครองพยาน บรรยากาศในบ้านทำให้แอร์พอร์ทคิดถึงวัยเยาว์ และจักรยานคันเก่าที่พิงพังพาบในห้องเก็บของชั้นใต้ดิน ก็ทำให้เธอยิ้มกว้าง และไม่รอช้าจะพามันไปโลดแล่นรอบเมือง

เวลาเดียวกันที่ตลาดกลางใจเมือง...ณัฐเดช นายตำรวจหนุ่มหล่ออนาคตไกล ไล่ล่าโจรปล้นร้านทองอย่างดุเดือด โดยมีหมวดจ๋า ตำรวจสาวหน้าใสแต่ฝีมือไม่ใสตามใบหน้า ล้อมจับอีกแรง และก็เพราะความดีความชอบครั้งนี้ ทำให้ตำรวจหนุ่มได้ทำคดีสำคัญ คือคดีฆาตกรรมหลวงตาเอี่ยม ผู้มีพระคุณของเขา

คฑาเป็นคนมอบหมายให้ณัฐเดชดูแลคดีหลวงตาเอี่ยมด้วยตัวเอง เพราะเห็นว่าคงไม่มีใครเหมาะเท่า

“ขอบคุณครับท่านรอง หลวงตามีบุญคุณกับผม ถ้าผมเคลียร์คดีนี้ไม่ได้ ผมนอนตายตาไม่หลับแน่นอน”

“ไม่มีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังหลวงตาเอี่ยมได้ดีเท่าหมวด คดีฆาตกรรมพระแบบนี้มันสะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ เพราะหลวงตาเป็นพระสายสมถะ ไม่โด่งดังร่ำรวยอะไร”

“สิ่งที่หลวงตามี มันเป็นความเชื่อที่มีค่ามากกว่าเงินทองมากครับ...ท่านรอง”

“หมวดหมายถึง...เหล็กไหลใช่ไหม”

“ครับ มีคนบอกว่าอยู่กับหลวงตาองค์หนึ่ง แต่ผมก็ไม่เคยเห็นนะครับ”

“อาจมีมากกว่าหนึ่งก็ได้ ถ้าจะโยงเป็นประเด็นนี้ละก็ คนที่มีเหล็กไหลในครอบครองคือผู้ต้องสงสัยทั้งหมด!”

ด้านดำมะกอก...หลังจากออกจากวัดก็ผันตัวเองไปเป็นพ่อค้าอาวุธและยาเสพติด อำนาจของพญาเหล็กไหลที่ได้จากหลวงตาเอี่ยม รวมไปถึงวิชาอาคมต่างๆ ถูกใช้ไปในทางชั่วและผิดกฎหมาย อย่างเช่นวันนี้...ที่เขากำลังใช้พลังพิเศษของพญาเหล็กไหลจัดการนักโทษของกองกำลังชนกลุ่มน้อย!

หลุยส์ราจีฟ หัวหน้ากองกำลังชนกลุ่มน้อย มองผลงานอำมหิตของดำมะกอกด้วยความทึ่ง แม้ว่าเขาจะมีทั้งเงินและกองกำลังทหาร แต่พลังพิเศษของอีกฝ่ายก็เป็นสิ่งที่ดูถูกไม่ได้

“คุณคงพอรู้มาบ้าง สงครามแยกดินแดนครั้งนี้ หลายสิ่งหลายอย่างดูสับสน อำนาจ อุดมการณ์ ศีลธรรมเก่าๆ และความจำเป็นที่จะปฏิรูปกองทัพ แต่ที่นั่นกับคนพื้นเมืองเหล่านี้ มันมีบางสิ่งล่อใจพอจะสถาปนาตัวเองเป็นพระเจ้า”

“คนเราต้องมีข้อขัดแย้งในใจกันทุกคน ระหว่างความมีเหตุผลกับไร้เหตุผล ระหว่างความดีกับความชั่ว”

“ซึ่งความดีก็ไม่ใช่จะเสมอไป บางครั้งด้านมืดของจิตใจสามารถชนะสิ่งที่เรียกว่าผู้ที่ประเสริฐกว่า”

“โดยธรรมชาติของมนุษย์ ทุกคนมีจุดแตกหัก คุณกับผมก็มี ผมจะพิสูจน์สิ่งที่เกินคำว่าวิปลาสให้ดูกัน...”

ขาดคำดำมะกอกก็แสดงอิทธิฤทธิ์จากพญาเหล็กไหลให้ดูอีกรอบ ด้วยการปลิดชีพนักโทษการเมืองหลายคน หลุยส์ราจีฟพอใจมาก และไม่รอช้าจะผูกมิตรกับจอมขมังเวทจากประเทศไทยคนนี้!

ooooooo

วรมัยหรือแอร์พอร์ทกลับสู่สภาพนักเรียนอีกครั้ง ด้วยการเข้าเรียนในวิทยาลัยช่างกลแห่งหนึ่งในเมือง หญิงสาวผู้มีพลังลึกลับพยายามปกปิดนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเพราะอิทธิฤทธิ์ของนางพญาเหล็กไหลด้วยการใส่คอนแทกเลนส์ แต่กระนั้น...เธอก็มีเรื่องตั้งแต่เดือนแรกที่มาเรียนจนได้

แดง เดชดนัย หรือแดงมะกล่ำ ลูกชายของดำมะกอก เคยเจอกับแอร์พอร์ทที่ญี่ปุ่นเมื่อหลายปีก่อน และทันทีที่รู้ว่าเธอกลับมาอยู่เมืองไทยก็รีบบุกไปหาถึงวิทยาลัย แต่โชคไม่ดี ถูกนักเลงเจ้าถิ่นหาเรื่อง เกือบถูกปล้นหมดตัวเสียแล้ว ถ้าฉัตร บอดี้การ์ดส่วนตัวและลูกชายคนเดียวของบิ๊กเจ๋ง คนสนิทของดำมะกอก จะไม่ช่วยไว้

แต่ถึงจะรอดมาได้ เรื่องวิวาทก็ถึงตำรวจจนได้ แดงเลยต้องขึ้นโรงพักพร้อมกับฉัตร ร้อนถึงบิ๊กเจ๋งต้องมาช่วยเคลียร์และประกันตัวให้ ณัฐเดชกับเหล่าตำรวจน้อยใหญ่เฝ้ามองพฤติกรรมกวนประสาทและอิทธิพลของดำมะกอก มาเฟียเจ้าถิ่น ด้วยความระอาใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยตัวแดงกับฉัตร

ฉัตรถูกพ่อต่อว่าอย่างหนักที่ปล่อยให้แดงมีเรื่องกับนักเลงเจ้าถิ่นจนต้องขึ้นโรงพัก เขาพยายามแก้ตัว ว่าไม่ได้เป็นคนก่อเรื่อง แต่พ่อก็ไม่เชื่อ และคาดโทษเขาอย่างหนัก หากมีครั้งต่อไป!

ระหว่างที่แอร์พอร์ทไปเรียนหนังสือ...แคล้วก็หมกมุ่นกับเรื่องในอดีต เหตุการณ์ที่ผ่านมานานหลายสิบปีวนเข้าหัวเขาอีกครั้ง โดยเฉพาะตอนที่เขายังใช้ชีวิตอยู่กับพจนารีเมียเก่า...

เวลานั้นแอร์พอร์ทยังใช้ชื่อเดิมว่าหนูนา เด็กหญิงไม่รู้เรื่องว่าตนเองมีพลังพิเศษ และมีภารกิจสำคัญรออยู่ เลยไม่เคยสำเหนียกได้ถึงความผิดปกติ ผิดกับพจนารี ที่เครียดหนัก เมื่อเห็นว่าลูกสาวซนและเก่งกล้าเกินเด็กธรรมดา

แล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องจนได้ เมื่อจู่ๆหนูนาก็หายตัวไปจากบ้าน!

“เมื่อเช้าลูกบอกว่าจะหาที่ซ่อนใหม่ที่ฉันจะหา ไม่เจอ ฉันสังหรณ์ใจยังไงก็ไม่รู้ กลัวลูกจะเข้าไปในป่า”

“ไม่ต้องห่วงหรอก ลูกเราเก่งกว่าที่เธอคิดนัก” แคล้วยังไม่คิดมาก

“พี่ก็เอาแต่พูดแบบนี้ ลูกเราก็แค่เด็กตัวเล็กๆ พี่ไม่ห่วงลูกเลย ฝึกวิชาบ้าๆอะไรให้ สักวันฉันจะพาลูกหนีจริงๆ”

“เธอทำแบบนั้นไม่ได้นะ หนูนาต้องอยู่กับฉันเท่านั้น ลูกเกิดมาพิเศษ เธอไม่เข้าใจหรอก อย่าแม้แต่จะคิด ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่ได้เห็นหน้าลูกอีกเลย...จำไว้!”

พจนารีหน้าเสีย กลัวสามีพาลูกหนีไปจริงๆ และมันก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อแคล้วไม่ไว้ใจให้เธอดูแลลูกสาวคนเดียวอีก เลยตัดสินใจหอบลูกสาวหนีออกจากบ้านกลางดึกคืนหนึ่ง โดยทิ้งจดหมายลาไว้หนึ่งฉบับ

“พี่ไม่มีทางเลือก ในเมื่อเธอไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้ ไม่ต้องตามหาเรา เพราะเธอจะไม่มีวันเจอ ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะร้องหาเธอ ลูกจะจำอะไรเกี่ยวกับเธอไม่ได้อีกต่อไป ลาก่อน...แคล้ว”

ooooooo

ดำมะกอกหัวเสียมาก เมื่อรู้จากบิ๊กเจ๋งว่าลูกชายคนเดียวมีเรื่องต้องขึ้นโรงพัก แต่แดงกลับไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย แก้ตัวแกนๆ พร้อมกับขอไปเรียนลีลาศกลบเกลื่อน ดำมะกอกจึงต้องปล่อยเลยตามเลย และหันมาคาดคั้นกับคนสนิทถึงภารกิจสำคัญที่สั่งให้ไปจัดการก่อนหน้า

บิ๊กเจ๋งรอให้แดงออกจากห้อง จึงรายงานเสียงเครียดว่าส่งคนไปควานหาตัวพญาเหล็กไหลและนางพญาเหล็กไหลจากหญิงสาวต้องสงสัย แต่ก็พลาด อีกฝ่ายตอบโต้และหนีไปได้อย่างหวุดหวิด!

ดำมะกอกเจ็บใจมาก “อานุภาพเหล็กไหล แสดงว่าเหล็กไหลอยู่กับนังเด็กนั่น เอาตัวมันมาให้ได้ เราต้องรวมพญาเหล็กไหลให้ครบทั้งสามองค์ แล้วจากนั้นเราก็ต้องตามหาคงกระพันนารีให้เจอ”

“แล้วเราจะรู้ได้ยังไงครับ ว่าใครคือคงกระพันนารี”

“หลวงตาเคยบอก เมื่อพญาเหล็กไหลและนางพญาเหล็กไหลอยู่ใกล้กัน คงกระพันนารีจะมีดวงตาสีน้ำเงิน!”

จบคำ ภาพในอดีตก็ผุดขึ้นอีกครั้ง ดำมะกอกยังจำได้ดีถึงคำพูดของหลวงตาเอี่ยม ในวันที่จะแยกจากกัน และวันนั้นเองที่หลวงตามอบพญาเหล็กไหลให้เขา

“เอ็งเป็นคนฉลาดไอ้ดำ ถ้าเอ็งรู้จักใช้ความฉลาดในทางที่ถูก ลิขิตของพญาเหล็กไหลก็จะนำทางเอ็งไปสู่ความยิ่งใหญ่ที่ขาวสะอาดได้เหมือนกัน อย่าได้หลงทางไปด้านมืดเชียวนะ”

ไม่ใช่แค่ดำมะกอกคนเดียวที่คิดถึงอดีต ณัฐเดชเองก็คิดถึงคืนวันเก่าๆไม่แพ้กัน ยิ่งได้ทำคดีของหลวงตาเอี่ยม ยิ่งทำให้ตำรวจหนุ่มคิดถึงชีวิตวัยเด็กมากขึ้น

และหนึ่งในความทรงจำที่ณัฐเดชหรือชื่อเล่นตอนเด็กๆว่าลูกนัท จำได้ดี คือตอนที่หลวงตาเอี่ยมพาเขาไปเที่ยวถ้ำอัคนีวารีทิพย์ แล้วได้พบกับใครคนหนึ่งที่นั่น!

ใครคนนั้นไม่ใช่ผีสางที่ไหน แต่เป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆชื่อหนูนา ที่เขาได้เจอโดยบังเอิญในถ้ำ และวีรกรรมสุดห้าวหาญของเธอ ทั้งดุและท้าทายผีสางเฝ้าถ้ำ ก็ทำให้เขาอดทึ่งไม่ได้

แววตาใสซื่อแต่ไม่กลัวใครของหนูนา ทำให้หลวงตาเอี่ยมรับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษว่าเธอคือผู้มีบารมี ที่มีโชคชะตาพิเศษบางอย่างกับนางพญาเหล็กไหล แต่ก็ไม่ได้บอกให้รู้ตัว นอกจากเปรยยิ้มๆ

“ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ก็ไม่มีสิ่งใดทำอะไรเจ้าได้อยู่แล้ว รู้ไหมเจ้าลูกนัท...เด็กน้อยคนนี้ไม่ธรรมดาเลยล่ะ”

ooooooo

นอกจากจะย้ายมาซ่อนตัวในบ้านพักคุ้มกันพยาน แคล้วกับแอร์พอร์ทยังรับหน้าที่ช่วยเหลือตำรวจ ด้วยการใช้พลังลึกลับไขปริศนาและไขคดีความบางอย่างให้ อย่างเช่นวันนี้...ที่สองพ่อลูกช่วยคฑา นายตำรวจใหญ่ เพื่อนเก่าของแคล้ว ทลายบ้านพักของกลุ่มพ่อค้า ยาเสพติดรายใหญ่

แคล้วสวดมนต์ภาวนา จึงสัมผัสได้จากญาณพิเศษ ว่ามีวิญญาณร้ายเฝ้าหน้าประตูบ้านไว้ เลยไม่มีใครเปิดได้ เขาเลยร่วมมือกับลูกสาว จัดการเปิดจนได้ คฑากับเหล่าตำรวจลูกทีมถึงกับอึ้งไปอึดใจ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อได้เห็นฝีมือของแคล้วกับแอร์พอร์ทเป็นครั้งแรก!

ภารกิจเปิดทลายบ้านคนร้ายสำเร็จด้วยดี สองพ่อลูกจึงขอแวะวัดระหว่างทางกลับบ้าน เพราะอยากไปเคารพหลุมศพของหลวงตาเอี่ยม และบรรยากาศเก่าๆ ก็ทำให้แคล้วนึกถึงอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนอีกครั้ง ตอนที่เขาตัดสินใจจะพาแอร์พอร์ท หรือชื่อเดิมว่าหนูนา ไปจากพจนารี

“นี่เอ็งจะพรากลูกพรากแม่เชียวรึไอ้แคล้ว”

แคล้วอึกๆอักๆ แก้ตัวไม่ออก หลวงตาเอี่ยมเลยไม่อยากคาดคั้น หยิบเงินในย่ามส่งให้

“เอาเงินติดตัวไว้ นังหนูมันจะได้ไม่ลำบาก แล้วก็ ...สัญญากับข้าได้ไหม อย่าใช้ไสยศาสตร์ในทางที่ผิดๆอีก ไม่งั้นชีวิตเอ็งจะตกต่ำ พังพินาศตลอดไป!”

อดีตเณรน้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะบอกแผนการและความตั้งใจว่าจะไปหาดำมะกอก สหายรักและพี่น้องร่วมสาบานที่กรุงเทพฯ แต่หลวงตาเอี่ยมกลับส่ายหน้า ไม่เห็นด้วย

“ไอ้แคล้วเอ๊ย เอ็งกับไอ้ดำต่างก็มีทั้งเวร ทั้งกรรมที่กำหนดมาแล้ว อยู่ให้ห่างมันไว้ดีกว่า”

“หลวงตารู้ชะตาไอ้ดำเหรอครับ”

“ไม่มีใครรู้หรอก สุดแต่บุญแต่กรรมของมันว่าจะเลือกเดินทางไหน ส่วนเอ็ง...มีของวิเศษและคนพิเศษอยู่กับตัว ถ้าเอ็งละทางชั่วซะ ชีวิตเอ็งจะกลับดำเป็นขาวได้ สัญญาได้ไหม”

“ครับหลวงตา...ผมสัญญา”

แคล้วดึงตัวเองจากอดีต รู้สึกผิดในใจเหลือเกิน ที่ทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับหลวงตาเอี่ยมไม่ได้ เพราะหลายปีที่ผ่านมา เขาข้องเกี่ยวกับอบายมุขทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเข้าบ่อน ค้าของเถื่อนหรือของผิดกฎหมายและแม้จะเลิกขาดมาหลายปีแล้ว แต่ก็ถือว่าผิดคำสัญญาอยู่ดี...

วรมัยหรือแอร์พอร์ท ไม่ได้เข้าไปกราบหลุมศพหลวงตาเอี่ยมกับพ่อ แต่แยกไปขี่จักรยานเล่นตามลำพัง จนกระทั่งผ่านหน้าโบสถ์ จึงได้หยุดชะงัก เพราะดันได้ยินเสียงแว่วบางอย่าง!

ภาพความทรงจำเลือนรางผุดขึ้นในหัวด้วย ตอนเธอยังเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆชื่อว่าหนูนา ซึ่งเธอยังจำได้ว่าเคยมีเพื่อนเป็นเด็กชายรุ่นพี่ ชื่อลูกนัท เด็กวัดแสนซื่อและใจดี ที่ช่วยพ่อกับหลวงตาดูแลเธอมาตลอด

และเมื่อลูกนัทรู้ว่าเธอจะย้ายเมืองไปกับพ่อ เขาก็ไม่รอช้าจะห่อขนมมาเป็นของขวัญอำลา

“ขอบคุณมากพี่ลูกนัท หนูนาจะได้เจอพี่ลูกนัทอีกรึเปล่าคะ หนูนาไม่อยากไปเลย”

“พี่ก็อยากเจอหนูนาอีก แต่หนูนาไปอยู่กรุงเทพฯก็ดีนะ จะได้เรียนหนังสือโรงเรียนดีๆ ถ้าปิดเทอมหนูนาก็กลับมาที่นี่สิ พี่ก็จะเป็นเด็กวัดให้หลวงตาอยู่ที่นี่แหละ”

“หนูนาจะบอกพ่อให้พาหนูนามาตอนปิดเทอม สัญญานะว่าเราจะได้เจอกันอีก”

หนูนารบเร้าจนเขาต้องยอมสัญญา เกี่ยวก้อยด้วยสีหน้ายิ้มๆ

“พี่ลูกนัทใจดี โตขึ้นหนูนาจะแต่งงานกับพี่ลูกนัท”

“โอ้โห เอางั้นเลยเหรอ”

“เอางั้นสิ หนูนาหลงทาง พี่ลูกนัทก็ไปช่วยทำของเล่นให้ เอาของให้กิน ใจดีอย่างนี้ หนูนาไม่ให้พี่ลูกนัทแต่งงานกับคนอื่นหรอก สัญญาสิว่าจะรอหนูนามาแต่งงานด้วย...”

ooooooo

วรมัยหรือแอร์พอร์ทดึงตัวเองจากอดีต คำสัญญาเด็กๆนั่น ทำให้เธอตัดสินใจลองถามจากชาวบ้านละแวกนั้นดู แต่ก็ไม่มีใครรู้จักเด็กชายชื่อลูกนัท มีแต่คนชื่อณัฐเฉยๆ ลูกชายคนเดียวของเพียง หญิงชาวบ้านเจ้าถิ่น ที่ตอนนี้เติบโตเป็นนายตำรวจหนุ่มอนาคตไกลที่ต่างเมือง

เวลาเดียวกันนั่นเอง...ณัฐเดชไม่รู้ตัวว่ามีคนตามหา มัววุ่นวายกับการตามสืบพยานและหลักฐานจากหนึ่งในกลุ่มคนร้ายค้ายาเสพติด หมวดจ๋าตามประกบเหมือนเคย แล้วก็มีเรื่องอีกครั้งจนได้ เมื่อพวกคนร้ายเกิดไหวตัว และก่อเหตุยิงปืนโต้ตอบขึ้น และดันพลาดไปโดนหญิงสาวคนหนึ่งที่ขี่จักรยานผ่านมา!

หญิงสาวผู้โชคร้ายคนนั้นก็คือวรมัยหรือแอร์พอร์ท แต่กระสุนปืนก็ทำอะไรเธอไม่ได้ กลายเป็นควันลอยหายวับไปในอากาศ ท่ามกลางความตกตะลึงของใครหลายคน!

ณัฐเดชได้สติก่อนคนอื่น ถลาไปจับตัวหญิงสาวผู้โชคร้าย ก่อนจะสอบถามด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อเธอลุกยืนอย่างง่ายดาย พร้อมส่ายหน้าเบาๆว่าไม่เป็นไร

แอร์พอร์ทรีบผละจากที่เกิดเหตุ เพราะไม่อยากเป็นที่สงสัย แต่ก็อดไม่ได้จะจับหน้าอกตัวเองที่รับกระสุน เมื่อแคล้วเห็นก็รับรู้ได้ด้วยญาณพิเศษว่าลูกสาวคนเดียวไปก่อวีรกรรมอะไรไว้

ความพิเศษของหญิงสาวปริศนาที่รับลูกกระสุนได้ ทำให้ณัฐเดชคาใจมาก แต่คงไม่เท่าบิ๊กเจ๋งและดำมะกอก ที่ต้องวุ่นวายกันไปหมด เพราะบ้านพักคนสำคัญถูกงัด

“ไหนบอกว่าประตูนั่นไม่มีใครเปิดได้ไง แล้วทำยังไงล่ะคราวนี้ ตำรวจยึดของไปได้แล้ว!”

บิ๊กเจ๋งมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่แพ้กัน ก่อนจะเอ่ยกับเจ้านายหนุ่มเสียงเหี้ยม

“ให้ปิดปากมันเลยไหมครับ”

“ตัดตอนให้หมด! ไอ้หมอผีที่ให้วิญญาณเฝ้าประตูด้วย ฝีมือสู้คนของตำรวจไม่ได้ ก็ไม่มีประโยชน์จะเก็บไว้”

“สายของเราที่อยู่ข้างใน กำลังช่วยสืบว่าตำรวจ เอาของเราไปเก็บไว้ที่ไหน”

“หวังว่ามันจะทำสำเร็จ”

น้ำเสียงดุดันของเจ้านายหนุ่ม ทำให้บิ๊กเจ๋งหนักใจไม่น้อย รู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นคนอำมหิตและโหดเหี้ยมแค่ไหน และเพื่อไม่ให้บรรยากาศตึงเครียดไปกว่านี้ เขาเลยตัดสินใจรายงานเรื่องสำคัญ

ดำมะกอกถึงกับพูดไม่ออก เมื่อได้ยินจากคนสนิทว่าลูกชายคนโต ที่เกิดจากเพียงเมียเก่ายังมีชีวิต!

“เป็นผู้ชายอายุเท่าที่นายบอกไว้พอดี แต่ชาวบ้านบอกว่าเด็กได้ทุนไปเรียนที่อื่นตั้งแต่มัธยมต้น แล้วเพียงก็ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร เลยไม่มีใครรู้ว่าเด็กคนนั้นอยู่ที่ไหน แต่มีบางคนบอกว่า...น่าจะเป็นตำรวจ”

“ลูกชายคนโตฉันเป็นตำรวจเหรอ...ดีจริง แกแน่ใจเหรอว่าเพียงยังอยู่ที่กาญจน์”

บิ๊กเจ๋งพยักหน้า ดำมะกอกเลยอดแปลกใจไม่ได้ ที่เมียเก่ายังกบดานอยู่จังหวัดเดิม

“ทำไมเธอไม่หนีไปสุดขอบโลก หรือเลวร้ายสุด ก็น่าจะไปอยู่ที่อื่น ไม่ใช่ในจังหวัดเดิมแบบนี้”

“ที่ที่อันตรายที่สุด กลับเป็นที่ปลอดภัยที่สุด”

“แต่ก็ไม่แปลกหรอก ถ้าฉันไม่ได้ข่าวว่าเพียงอาจมีลูกฉันติดท้องไป ฉันก็คงไม่ไปเหยียบที่นั่นอีกแล้ว งั้นก็คงถึงเวลาที่ฉันต้องไปเยี่ยมเธอบ้างแล้ว ต่อสายผู้กองชาตรีให้ฉันหน่อย...”

คืนเดียวกันที่บ้านเพียง...ณัฐเดชยังไม่รู้ตัวว่าจะถูกตามล่า มัวพูดคุยกับแม่ด้วยความคิดถึง แล้วก็อดหงุดหงิดไม่ได้ เมื่อได้ยินว่าตาล เด็กสาวที่จ้างมาให้ดูแลแม่เป็นประจำลากลับต่างจังหวัดหลายวัน

“อ้าว...ได้ไงล่ะ แล้วแม่จะกินยายังไง”

“ไม่ต้องห่วง โน่น...มันจัดไว้ให้แม่ทั้งอาทิตย์เลย”

“ถึงจะจัดยาไว้เรียบร้อย ก็ไม่น่าไปหลายวันนะ ใครจะอยู่เป็นเพื่อนแม่ล่ะ บอกตรงๆ...ตั้งแต่แม่ไม่สบาย ผมก็ไม่เคยสบายใจเลยที่ให้แม่อยู่คนเดียวที่นี่ แม่น่าจะย้ายไปอยู่กับผมนะ”

“เอาไว้แม่อยากวาดรูปทะเลเมื่อไหร่ จะขอไปอยู่กับลูกละกัน”

ooooooo

สองแม่ลูกนั่งคุยสารทุกข์สุกดิบกันอีกพักใหญ่ และหนึ่งในเรื่องสำคัญ ก็หนีไม่พ้นคดีฆาตกรรมหลวงตาเอี่ยม ที่ณัฐเดชรับหน้าที่ดูแล เพียงวิตกกังวลมาก

ไม่อยากให้ลูกชายคนเดียวเกี่ยวข้องกับคดีมีเงื่อนงำเช่นนี้ เกรงจะถูกโยงถึงผัวเก่าอย่างดำมะกอก ที่เธออยากให้เป็นคนสุดท้ายในโลก ที่รู้เรื่องการมีตัวตนของณัฐเดช

และเพื่อให้สบายใจ เพียงเลยตัดสินใจมอบสายสิญจน์ของหลวงตาเอี่ยมให้ลูกชายใส่ติดตัวไว้ ณัฐเดชไม่คิดมาก ยื่นข้อมือให้แม่ผูกให้อย่างง่ายๆ เพราะคิดว่าเป็นสิริมงคลกับตัว

ณัฐเดชไม่รู้ว่าแม่กำลังพยายามปกปิดตัวตนให้พ้นจากพ่อแท้ๆ เช่นเดียวกับวรมัยหรือแอร์พอร์ท ที่เบื่อเหลือเกิน ต้องใส่คอนแทคเลนส์ปกปิดตาสีน้ำเงินเข้มตลอดเวลา

“เมื่อไหร่นัยน์ตาของแอร์จะหายเป็นสีน้ำเงินสักที ไม่อยากใส่คอนแทคเลนส์ตลอดเวลา ยังกับคนสายตาสั้น”

แคล้วเห็นใจลูกสาวมาก แต่ก็ทำได้แค่ปลอบ “อดทนหน่อย ลูกเป็นเด็กพิเศษ มันก็ต้องมีอะไรแตกต่างจากคนทั่วไปสิ ไว้แฟชั่นตาสีน้ำเงินฮิตเมื่อไหร่ พ่อถึงจะอนุญาตให้ลูกไม่ต้องใส่คอนแทคเลนส์”

“หรือไม่งั้นก็ต้องรอคืนฮาโลวีนเท่านั้น”

“จำที่พ่อพูดได้อย่างนี้ ค่อยสบายใจหน่อย อย่าทำตัวให้พ่อเป็นห่วง”

“แอร์ไม่น่าห่วงหรอกพ่อ ตอนเด็กๆตกจากชั้นสองลงมาเจอรั้วแหลมๆ รั้วยังหักเลย อยากรู้จริงๆว่าในเมืองไทยมีใครเป็นมนุษย์พิเศษแบบแอร์อีกหรือเปล่า จะได้ตั้งเป็นชมรมแบบเอ็กซ์เมน”

“อาจจะมีก็ได้ ไว้พ่อเจอจะบอกละกัน แต่ก่อนอื่น พ่อมีเรื่องต้องให้ลูกช่วยหน่อย”

“จะให้ไปอัดใครเหรอพ่อ บอกมาเลย”

“เรื่องอัดคน พ่อจัดการเองได้ ไม่ต้องพึ่งลูกหรอก พ่ออยากให้แอร์นั่งสมาธิ ตรวจดูให้หน่อยว่าสัตว์เลี้ยงของพวกคนเล่นของ ที่เรียกว่าเงาเดรัจฉานมันสามารถหาได้ที่ไหน...”

วรมัยหรือแอร์พอร์ทนั่งสมาธิหาข้อมูลเรื่องเงาเดรัจฉานให้พ่อในคืนเดียวกันนั่นเอง ก่อนจะตื่นเช้า เตรียมตัวไปสมัครงานพิเศษ เป็นครูสอนยูยิตสูให้กรมตำรวจ

“ยูยิตสู...ศิลปะการต่อสู้กับอาวุธด้วยมือเปล่า ตอนนี้ทั้งตำรวจและทหารกำลังส่งเสริมให้มีการเรียนการสอน”

“แล้วลูกไปฝึกมาตอนไหน”

“ตอนอยู่ญี่ปุ่นไง ชมรมยูโดที่โน่น เขามีแบ่งสอนยูยิตสูด้วย”

“ทำไมต้องไปหางานทำ”

“แอร์อยากช่วยแบ่งเบาภาระพ่อ เอางี้...ไว้ให้เขารับก่อน แล้วจะมาบอกเหตุผลให้พ่อฟัง”

ooooooo

แม้จะงัดทลายบ้านพักคนร้ายสำเร็จ แต่ทางตำรวจก็ยังไม่รู้ว่าใครคือเจ้าของบ้านและเซฟเจ้าปัญหา ชาตรีนายตำรวจสายสืบ รับหน้าที่หาข้อมูลลับให้ แต่ก็ทราบเพียงว่าบ้านพักหลังนั้นเป็นของคาลอฟ นักธุรกิจจากรัสเซีย

“หลักฐานการเงินเป็นตัวหลอกทั้งนั้นเลยครับ ชื่อตามบัตรประชาชนบางคนก็หายสาบสูญ บางคนก็ตายไปแล้ว ผมว่าเราน่าจะกลับไปพิสูจน์ของกลางแบบละเอียดอีกรอบดีกว่านะครับ”

คฑารับทราบและเร่งวันกำหนดการตรวจสอบหลักฐานอีกครั้ง ชาตรีเลยขอตัวไปทำงาน แต่ไม่วายแอบหาข้อมูลภายใน ด้วยการชวนจ่ามิตร ตำรวจชั้นผู้น้อยประจำกองสืบสวน ไปกินมื้อเย็นด้วย

วันเดียวกันที่โรงเรียนลีลาศ...แดงไปสมัครเรียนอย่างที่บอกพ่อไว้ โดยมีฉัตรตามประกบเหมือนเคย และระหว่างที่เจ้านายหนุ่มกำลังฝึกลีลาศอย่างตั้งอกตั้งใจ บอดี้การ์ดหนุ่มก็ได้เจอกับสาวสวย นักเรียนลีลาศสาวคนใหม่ชื่อว่าไลล่า โดยไม่รู้เลยว่าเธอเป็นลูกเลี้ยงของคฑา นายตำรวจใหญ่แห่งกองสืบสวน!

ด้านวรมัยหรือแอร์พอร์ท...ไปสมัครเป็นครูสอนยูยิตสู ศิลปะการต่อสู้ขั้นสูงที่ตนร่ำเรียนจากญี่ปุ่นที่โรงยิมของกรมตำรวจ โดยมีหมวดจ๋า ตำรวจสาวหน้าใสเป็นคนสัมภาษณ์

“ยูยิตสูถูกมองว่ามีความรุนแรงจนเกินไป สถาบันส่วนใหญ่จึงได้เกิดการปรับเปลี่ยนการฝึกเป็นยูโดแทน แต่ในมุมของตำรวจ เรากลับต้องการทักษะการต่อสู้ที่ออกอาวุธได้ครบด้านอย่างยูยิตสู...มีอะไรถามอีกไหม”

“แล้วทำไมครูฝึกคนเดิมถึงลาออกล่ะคะ”

“ครูฝึกเราส่วนใหญ่ ขอยืมตัวมาจากทีมชาติ พอดีช่วงนี้มีการแข่งกีฬาต่อสู้ที่บราซิล เลยไม่มีใครว่างมาสอน และตัวพี่เองก็มีคดีต้องทำ ก็เลยหวังว่าน้องแอร์จะมาสามารถช่วยเราได้”

“ถ้างั้น...ทดสอบได้เลยค่ะ!”

ผลการทดสอบทำให้เหล่าตำรวจที่มาฝึกซ้อมกันประจำถึงกับอึ้ง อ้าปากค้างไปเป็นแถบ ไม่เว้นแม้แต่ณัฐเดชที่แวะมาหาหมวดจ๋า แล้วก็ถึงกับตะลึง เมื่อจำได้ว่าว่าที่ครูฝึกยูยิตสูคนใหม่เป็นหญิงสาวผู้โชคร้าย

เมื่อวันก่อนที่ถูกลูกหลงกระสุนปืนจากกลุ่มคนร้ายแต่กลับไม่เป็นอะไร!

และคงเพราะความอยากรู้นั่นเอง ทำให้ณัฐเดชตัดสินใจไปทัก เมื่อเห็นเธอเดินไปที่จักรยานคันเก่ง
“จักรยานคันนี้ทนเหมือนเจ้าของเลยนะ โดนลูกปืนจังๆไม่ยักจะเป็นอะไร”

“หมวดเป็นไรมากไหมเนี่ย ฉันไปโดนลูกปืนอะไรตอนไหน อ๋อ...จำได้แล้ว...”

ณัฐเดชยิ้มกว้าง “จำได้ก็ดี ผมจะ...”

ไม่ทันจบประโยค ตำรวจหนุ่มก็แทบผงะ เมื่อถูกเข้าใจผิดอย่างแรง “จำได้ว่าคุณก็คือพวกผู้ชายขี้หลี ที่เจาะแจะผู้หญิงไปทั่ว แต่ไม่เคยได้แอ้มใคร เพราะทุกคนดูออกว่าเป็นพวกโรคจิตชนิดหนึ่ง ขอตัวนะคะหมวดขี้เก๊ก!”

จบคำก็ขี่จักรยานจากไป ทิ้งณัฐเดชให้มองตามยิ้มๆ ก่อนจะสะดุ้งเฮือก เมื่อหมวดจ๋าโผล่มาเงียบๆ

“ณัฐคิดว่าเธอคือคนที่โดนยิงวันนั้นใช่ไหม”

“ใช่...หน้าตาแบบนี้ ขี่จักรยานคันนี้ น่าจะมีคนเดียวในประเทศ”

“ตอนแรกที่จ๋าเห็นหน้าแอร์ ก็คิดว่าใช่ แต่หลังจากวิเคราะห์แล้ว คงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอกมั้ง เพราะผู้หญิงคนนั้นเราเจอที่กาญจน์ แล้วจู่ๆเธอจะมาโผล่ที่พัทยาได้ยังไง แถมบ้านเธอก็อยู่ในเมืองนี้ด้วย”

“ใช่หรือไม่ใช่ คงได้รู้สักวัน แต่กวนมากเลยนะ ตกลงรับเธอหรือเปล่า”

“ไม่รับได้ไง ฝีมือดี แถมมีบ้านอยู่แถวนี้ อาจจะเก่งกว่าจ๋าด้วยซ้ำ ดูเหมือนเธอออมๆมืออยู่นะ”

ooooooo

ไม่รู้ว่าเพราะใบหน้าสวยๆ ฝีมือยูยิตสู หรือเพราะปากคมๆของวรมัยหรือแอร์พอร์ทกันแน่ที่ทำให้ณัฐเดชรู้สึกถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก และไม่รอช้าจะตามไปสังเกตพฤติกรรมของหญิงสาวผู้เป็นปริศนาถึงวิทยาลัยช่างกล

แต่กระนั้น...ก็ไม่ได้เรื่องอะไรมาก นอกจากเธอเป็นนักเรียนย้ายมาใหม่ ผิดกับแดง รุกคืบมาใกล้ตัวเธอมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี นอกจากสานสัมพันธ์ฉันเพื่อนและเป็นคนรักในอนาคต

ระหว่างที่ณัฐเดชตามสืบเรื่องราวของแอร์พอร์ท... ชาตรีก็ตามล้วงความลับภายในกรมตำรวจจากจ่ามิตร และเมื่อนายตำรวจชั้นผู้น้อยเริ่มเมา ก็ถือโอกาสพูดเป็นนัยถึงอุดมการณ์ของตน

“เจตนาที่คนเราเขียนกฎหมายขึ้น ก็เพื่อผดุงความยุติธรรมและรักษาความสงบเรียบร้อยไม่ใช่หรือ ถ้ามันถูกสร้างด้วยน้ำมือมนุษย์ได้ มันก็ถูกลบด้วยน้ำมือมนุษย์ได้เช่นกัน ถูกหรือผิด มันขึ้นอยู่กับคำว่าเจตนาคำเดียว...จริงไหม”

“พูดอย่างนั้นก็ไม่ผิด”

ท่าทางเหมือนจะคล้อยตามของจ่ามิตร ทำให้ชาตรียิ่งย่ามใจ ระบายถึงความอยุติธรรมในสังคม โดยเฉพาะความไม่เท่าเทียมกันของกลุ่มคนต่างๆ จ่ามิตรเห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียด เลยถามตัดบท

“ผู้กองจะบอกว่ากฎหมายเรามันอ่อนแอหรือครับ”

“ผมรอให้มันถูกแก้ไขมานาน จนไม่คิดว่าจะรออีกต่อไปแล้ว”

“ผู้กองคิดจะใช้ศาลเตี้ย”

“ถ้ามันจำเป็น ถึงเวลานั้น ผมอยากให้จ่าและตำรวจทุกคนเข้าใจผม...”

คืนเดียวกันนั่นเอง...ไลล่าแวะไปเรียนลีลาศ โดยมีจ่ากู๊ด นายตำรวจชั้นผู้น้อย คู่หูของจ่ามิตร เป็นคนมาอารักขา ตามคำสั่งของคฑา พ่อเลี้ยงของเธอ และเมื่อเรียนเสร็จ ลูกเลี้ยงสาวคนสวยก็แวะไปหาพ่อที่กองสืบสวน

และคำสั่งของคฑาให้ไปงานรวมญาติก็ทำให้เธอทรุดตัวนั่งโซฟาด้วยความหงุดหงิด

“ไลล่าไม่ไปไม่ได้เหรอคะคุณพ่อ เบื่อจะตายงานรวมญาติตระกูลคุณพ่อเนี่ย”

“แต่นี่...วันเกิดคุณปู่นะลูก เราจะไม่ไปได้ยังไง คุณปู่ท่านเป็นอธิบดีเก่า แขกในงาน ญาติๆเราที่มาก็เป็นผู้ใหญ่ในแวดวงตำรวจ แวดวงข้าราชการผู้ใหญ่ทั้งนั้น ไม่ไปจะน่าเกลียด”

“ก็เพราะมีแต่ลูกท่านหลานเธอคนใหญ่คนโตนั่นน่ะสิคะ ไลล่าถึงไม่อยากไปให้เขาถากถางเปล่าๆ”

“อย่าคิดมากสิลูก หนูเป็นลูกของพ่อกับแม่นะ ใครจะพูดยังไงก็ไม่สำคัญ”

ไลล่าไม่มีทางเลือก พยักหน้ารับแบบขอไปที “ถ้าคุณพ่อเห็นว่ามันจำเป็น ล่าก็จะไปค่ะ”

ooooooo

วรมัยหรือแอร์พอร์ทรู้ดีว่ากำลังถูกตำรวจหนุ่มรูปหล่อแต่ท่าทางกวนประสาทตามจับสังเกต แล้วเธอก็ถึงกับถอนใจเฮือกใหญ่ เมื่อเจอเขาแบบเลี่ยงไม่ได้ในวันหนึ่ง ตอนที่เธอต้องไปรับงานพิเศษเปิดเซฟลับให้ทางตำรวจ

และแม้จะพยายามหลบหน้าแค่ไหน ณัฐเดชก็ไม่ยอม ตามไปดักหน้าทักทายจนได้

“โลกของคุณกับผม ทั้งกลมทั้งหมุนเร็วมากเลยนะ โคจรมาเจอกันแทบทุกวันเลย”

“ถ้ามันต้องหมุนมาเจอคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ ให้มันแบนมั่งก็ได้”

“คุณนี่...เป็นได้หลายอย่างดีนะ นักสะเดาะเซฟ นักปั่นจักรยาน นักกีฬา แต่คงไม่ใช่นักเลงหัวไม้นะ”

“ฉันไม่ใช่นักเลง แต่ถ้าใครมากวนมากๆก็ไม่แน่”

“ว่าแต่...คุณไม่ใช่ผู้หญิงที่โดนลูกหลงที่กาญจน์แน่นะ”

“แน่! จำผิดแบบนี้ ฉันว่าไปตัดแว่นใส่ดีกว่ามั้ง”

สองหนุ่มสาวคงเถียงกันไม่เลิก ถ้าหมวดจ๋าจะไม่มาตามณัฐเดชไปหาสายสืบเสียก่อน แอร์พอร์ทเลยได้แยกตัวไปสอนยูยิตสู และก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เพราะทั้งสองวนมาเจอกันอีกที่ร้านอาหารริมทางตอนเย็นของวันเดียวกัน

แอร์พอร์ทโมโหมาก เชื่อจริงๆจังๆว่าเขาสะกดรอยตามมา “ถามจริง...คุณตามฉันมาทำไมเนี่ย”

ณัฐเดชนึกสนุก ต่อปากต่อคำด้วยยิ้มๆ “ไม่ได้ตาม จะมากินข้าวขาหมู แต่วันนี้ไม่ขาย เลยแวะมากินก๋วยเตี๋ยวแทน เจอคุณก็ดีละ เพราะผมเพิ่งได้รับคำสั่งจากท่านรองเพิ่มเติม ให้คอยช่วยดูแลคุณกับพ่อคุณแบบใกล้ชิด”

“จะใกล้ชิดทำไม แค่นี้ก็อึดอัดจะแย่แล้ว”

“ท่านเป็นห่วงเรื่องคดีทลายบ้านพัก เพราะมีการฆ่าตัดตอนพวกที่เกี่ยวข้อง ท่านกลัวมันจะลามมาฝั่งตำรวจ”

“แบบนี้คุณควรดูแลพ่อฉันดีกว่ามั้ง”

“ไม่รู้ล่ะ...เอาเป็นว่าตั้งแต่วันนี้ ผมจะวนเวียนแถวๆ คุณทุกวัน ถ้าวันไหนไม่อยู่ ก็จะฝากให้ตำรวจคนอื่นดูแล”

จบคำก็ถือวิสาสะหยิบมือถือเธอมากดเบอร์เขา ก่อนจะพาตัวไปส่งถึงบ้าน แอร์พอร์ทอยากจะบ้าที่ขัดอะไรเขาไม่ได้ ได้แต่ปล่อยให้เลยตามเลย พร้อมกับหวังลมๆแล้งๆว่าเขาจะเลิกตอแยและตามติดเธอไปเอง

ooooooo

งานรวมญาติของคฑาผ่านไปแล้ว ไลล่าประสาทเสียมาก ต้องเจอแต่สายตาและถ้อยคำดูถูกถากถางจากบรรดาญาติของพ่อเลี้ยง แต่ก็โวยวายไม่ได้นอกจากเก็บมาระบายกับพจนารี แม่เลี้ยงด้วยความอึดอัดใจ

“จะไปแคร์พวกปากไม่ดีอย่างนั้นทำไม คิดซะว่าปีหนึ่งเจอแค่ครั้งเดียว มันไม่มีผลอะไรต่อชีวิตเราอยู่แล้ว”

“พวกนั้นอาจไม่สำคัญ แต่สายตาญาติๆที่มองว่าล่าไม่ใช่สายเลือดของคนตระกูลนี้ มันเจ็บมากนะแม่”

“ถ้าแม่กับพ่อไม่รักล่าเมื่อไหร่ ค่อยมาเสียใจดีกว่า ช่างหัวไฮโซเถอะลูก ยกเว้นว่าอยากทำตัวเลียนแบบละครโทรทัศน์น้ำเน่า ที่เอะอะก็ต้องดราม่าบีบน้ำตา เรียกเรตติ้งกันแบบไม่มีเหตุผล”

“ล่าไม่ได้เลียนแบบละครโทรทัศน์สักหน่อย ไม่งั้นก็ต้องทำเสียงกรี๊ดๆแล้วล่ะ”

น้ำเสียงและท่าทีที่อ่อนลงของลูกสาวทำให้พจนารียิ้มบางๆ ไลล่าเห็นแม่อารมณ์ดี จึงอ้อนเสียงหวาน

“แม่เล่าให้ฟังอีกสิ ว่าทำไมพ่อถึงตั้งชื่อล่าว่าไลล่า”

“เพราะว่าวันนั้น...ขณะที่คุณพ่อกำลังขับรถไล่ล่าพวกโจร จู่ๆบนรถพ่อก็มีเด็กน้อยน่ารักปรากฏขึ้นมาที่เบาะหลังรถ แล้วส่งเสียงเชียร์ให้พ่อไล่ล่าโจรให้ได้ เมื่อพ่อจับโจรได้ ก็มาพูดกับเด็กคนนั้นว่าขอบใจนะที่มาช่วยไล่ล่ากับฉัน...เจ้าหนูไล่ล่า ต่อมาพวกเราเลยเรียกชื่อเด็กคนนั้นเพี้ยนมาเป็นไลล่าผู้น่ารัก...”

แม้จะสัญญามั่นเหมาะก่อนแยกกันเมื่อคืนก่อน ว่าจะแวะไปรับเธอมาเรียนตอนเช้า แต่ณัฐเดชก็ทำตามสัญญาไม่ได้ เพราะติดภารกิจสำคัญ ต้องไปล่าแก๊งคนร้ายกับหมวดจ๋า และเมื่อภารกิจผ่านพ้น เขาจึงโผล่ไปขอโทษเธอถึงวิทยาลัย แต่กระนั้น...ท่าทางและหน้าตาสะดุดตาของเขา ก็ทำให้แอร์พอร์ทต้องหลบไปคุยในที่ลับตา

“ผมจะมาขอโทษที่เมื่อเช้าไม่ได้ไปรับคุณ นัดครั้งแรกก็ทำพลาดซะแล้ว”

“อ้าว...คุณจะมารับฉันเหรอ มาทำไม ไม่ได้รอเลย ลืมแล้วด้วย”

“คุณลืมจริงๆเหรอ งั้นผมจะได้ไม่รู้สึกผิด”

“แล้วไปทำอะไรตั้งแต่เช้า หรือว่าตื่นสาย”

“ผมไปจับคนร้าย แต่สุดท้ายก็เอาผิดเขาไม่ได้”

แก้วกับริณ แก๊งเพื่อนสาวของแอร์พอร์ทได้แต่มองมายิ้มๆ เพราะชายหนุ่มหน้าตาดีไม่ได้เผยตัวจริงว่าเป็นตำรวจ แต่แกล้งแนะนำตัวว่าเป็นแฟนของแอร์พอร์ทจนเจ้าตัวที่ถูกแอบอ้างถึงกับหน้าตึง และไม่รอช้าจะลากแฟนกำมะลอไปคุยอีกมุม เพื่อหลบสายตาอยากรู้อยากเห็นของสองเพื่อนรัก

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"ฝ้าย" อับอายหัวโล้นขี้เรื้อน "เบนซ์" แค้นกระชากวิกกลางงาน ใน "เล่ห์รัญจวน"

"ฝ้าย" อับอายหัวโล้นขี้เรื้อน "เบนซ์" แค้นกระชากวิกกลางงาน ใน "เล่ห์รัญจวน"
20 พ.ย. 2562
07:30 น.