สมาชิก

ข้าบดินทร์

ตอนที่ 8

อัลบั้ม: เจมส์ มาร์ ประกบ แมท ภีรนีย์ ใน ข้าบดินทร์



เช้านี้ขณะขุนศรีไชยทิตยกำลังมัดเชือกเฝือกที่ขาให้ขุนนาฏนั้น ลำดวนยกสำรับมาให้ขุนนาฏกับคุณปิ่น หุ่นบอกว่าเดี๋ยวจะยกของขุนศรีมาให้

“ไม่ต้องดอก ข้าถือกรรมอยู่ ต้องสวดก่อนถึงจะกินได้ ตอนนี้กินได้แต่น้ำเท่านั้น” พลางก็ยกกระบอกน้ำขึ้นจะดื่ม พลันก็ชะงักตะโกนลั่น “ในน้ำมียา อย่ากิน!”

ขาดคำขุนศรี บรรดาควาญและนางรำก็ปวดท้อง กุมท้องร้องและร่วงกันไประนาว หมื่นวิชิตเองก็ทรุดไปเช่นกัน

เหมตกใจไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พริบตานั้นพวกทหารญวนก็นำกำลังพร้อมอาวุธครบมือบุกเข้ามานายกองตะโกน

“จับให้หมดทุกคน” แล้วมันก็เชยคางลำดวนหัวเราะร่า “โชคดีเป็นของกูแล้ว ได้รับบัญชาจากท่านแม่ทัพให้มาซื้อปืนแท้ๆ แต่กลับจับเชลยได้จำนวนมาก”

ทันใดนั้น เหมแกล้งปวดท้องทรุดลง เมื่อได้จังหวะก็กระโจนเข่าลอยเข้าใส่ทหารที่อยู่ใกล้นายกองกระเด็นไป พอนายกองหันมาก็ถูกศอกเหมจนเลือดกบปากสลบเหมือด พวกทหารญวนกรูกันจะเข้ามาจะทำร้ายเหม แต่เหมดึงมือลำดวนวิ่งหนีไปได้ก่อน

พวกทหารญวนออกตามหาเหมกับลำดวน ถูกแม่พังโตร้องแปร๋น...วิ่งออกจากป่าลุยพวกทหารญวน พวกมันตกใจไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเหมพุ่งออกไปใช้แม่ไม้มวยไทยเล่นงานจนพวกมันแตกกระเจิง แล้วเหมก็ตะโกนเรียกลำดวนที่ซ่อนอยู่ให้ออกมา เหมเข้าลูบหัวแม่พังโตขอบใจที่มาช่วย ลำดวนร้อนใจเร่งให้รีบไปช่วยทุกคนกลัวพวกเขาจะถูกทำร้าย

เหมบอกว่าไปตอนนี้ไม่ได้ ลำดวนก็โวยวายว่าเหมเอาตัวรอด เหมเลยชักดาบออกมาชี้หน้าสั่ง

“ฉันบอกว่ายังไม่ไปตอนนี้มิใช่ว่าจะไม่ช่วย แต่พวกมันมีมากกว่า หากบุ่มบ่ามเข้าไปก็มีแต่จะแสดงความกล้าเช่นคนโง่ออกมาเท่านั้น” ลำดวนรู้ตัวรีบขอโทษ เหมชี้ไปที่ศพทหารญวนสั่ง “เปลี่ยนชุด ก่อนที่คนที่รอดได้จะตามพวกมันมา”

ลำดวนลังเลที่ต้องถอดชุดจากศพมาใส่ แต่แล้วก็ตัดสินใจรีบเปลี่ยน

ooooooo

กองลำเลียงเสบียงของพระยาปลัดมาถึงท่าเรือ หลวงสรอรรถเสนอให้พักที่นี่สักสองสามวันยังไม่ต้องรีบเดินทางบกไปพัตบอง แต่พระยาปลัดเห็นว่าไปถึงยิ่งเร็วยิ่งดี

หลวงสรอรรถเชื่อว่าเจ้าพระยาบดินทร์เดชาต้องเอาชนะพวกญวนได้ เมื่อนั้นพวกญวนจะต้องการอาวุธมากและเราก็จะโก่งราคาได้มากเช่นกัน ระหว่างนั้นทหารคุมเชลยกลุ่มใหญ่มามีทั้งผู้ใหญ่และเด็กหญิงสองสามคน พระยาปลัดถามว่าไปคุมตัวพวกไหนมา ทหารรายงานว่ากองลาดตระเวนไปเจอพวกนี้ล่องเรืออยู่ชะรอยจะหนีสงครามมา

พระยาปลัดมองเด็กผู้หญิงสองสามคนนั้น สั่งให้เอาตัวไปที่กระโจมตนจะสอบปากคำเอง หลวงสรอรรถกับเรืองยิ้มๆให้กันอย่างรู้ทัน

เรืองบอกหลวงสรอรรถว่า คนของตนส่งข่าวมาว่าพวกญวนส่งคนมารับของที่พัตบองแล้ว เราไม่ต้องขนขึ้นไปถึงโปลิสาทเพราะพวกมันเกรงว่าเราจะพลาดถูกจับได้เสียก่อน หลวงสรอรรถหัวเราะร่าบอกว่า

“ถ้าเช่นนั้น ก็ให้พวกมันรออยู่ที่นอกเมืองพัตบองนั่นล่ะวะ ยิ่งมันร้อนใจเท่าใด ราคาปืนของข้าก็ยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น”

ooooooo

พวกขุนนาฏถูกทหารญวนจับมัดไว้ บ้างกลัวหน้าซีด บ้างร้องไห้ และบ้างก็คร่ำครวญว่าไม่น่ามากับคณะละคร โดยเฉพาะหมื่นวิชิตอกสั่นขวัญแขวนและโวยวายมากกว่าเพื่อน

ขุนนาฏรำพึงอย่างผิดหวังว่าไม่น่ายอมให้เปลี่ยนเอาหมื่นวิชิตมาคุ้มกันเลย ตำหนิตัวเองว่าช่างโง่เง่าเหลือเกิน

“อย่าร้องไห้ฟูมฟายกันนักเลย เรายังไม่เข้าตาจนเสียทีเดียวดอก อ้ายเสดียงมันหนีรอดไปได้ มิแน่ว่ามันอาจจะวางแผนกลับมาช่วยเราอยู่” ขุนศรีไชยทิตยปลอบใจ คุณปิ่นร้องไห้ถามว่าคนเดียวจะช่วยอะไรได้เล่า ก็พอดีทหารญวนตะโกนบอกนายกองของมันว่าพบศพคนที่ทำร้ายท่านแล้วพวกทหารญวนพากันไปดูศพเหม ลำดวนฉวยโอกาสนั้นหลบไปทางหลังค่าย ขุนนาฏได้ยินดังนั้นยิ่งสิ้นหวังว่าไม่มีใครมาช่วยพวกตนได้แล้ว

นายกองของญวนเดินไปดูศพเหมหัวเราะสะใจแต่บ่นเสียดายที่ไม่ได้บั่นคอเหมด้วยมือตัวเอง ถามว่าใครเป็นคนฆ่า ทหารญวนตอบมั่วว่าไม่ทราบแต่คาดว่าคงจะฆ่ากันเอง นายกองนิ่งไป นึกระแวงขึ้นมา แต่ช้าไปแล้ว เหมลุกพรวดคว้าดาบที่ซ่อนอยู่ข้างหลังไล่ฟันพวกทหารญวนจนแตกกระเจิง

ขณะพวกทหารญวนกำลังสับสนวุ่นวายนั้น ก็เกิดไฟไหม้ขึ้นที่หลังค่ายควันไฟพุ่งโขมง พวกมันรีบวิ่งไปดับไฟ เหมยังตะลุยไล่ล่าพวกมัน เวลาเดียวกันลำดวนก็ย้อนกลับมาตัดเชือกที่มัดพวกขุนนาฏออก ทหารญวนมาเห็นก็เงื้อดาบจะฟัน ทันใดนั้นส่งกับมาที่อยู่ใกล้มันก็พุ่งเอาตัวกระแทกทหารญวนทั้งที่ยังถูกมัดอยู่ พอมันล้มก็รุมกระทืบซ้ำ

ลำดวนช่วยตัดเชือกที่มัดทุกคนออกจนหมด ต่างก็คว้าของใกล้มือเป็นอาวุธเข้าต่อสู้กับทหารญวน นายกองเห็นท่าไม่ดีเลยหนีเอาตัวรอด เหมเห็นดังนั้นไล่ตามไปทันที ลำดวนเห็นเหมไล่ตามนายกองไปก็วิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วง

เหมตามไปขว้างดาบปักดักหน้านายกอง พอมันชะงักหันมาฟัน เหมหลบม้วนตัวไปหยิบดาบ ควงดาบสองมือ ใช้วิชาดาบอาทมาตต่อสู้อย่างดุเดือดด้วยท่วงท่าที่แข็งแรงงดงาม ลำดวนตามมาเห็นมองอึ้งอย่างคุ้นตากับลีลาดาบอาทมาตที่เคยเห็นเหมต่อสู้กับลูกน้องหลวงสรอรรถและโจรเรือง

“คุณพี่เหม” ลำดวนพึมพำคิดถึงเหมขึ้นมา

ooooooo

เพราะเสด็จต้องไปให้การหลายวันแลอาจต้องถูกจองจำจนกว่าจะสิ้นคดี จึงฝากหม่อมดวงแขให้จัดแจงทุกอย่างทางนี้ให้เรียบร้อย หม่อมรับคำเศร้าๆ พวกนางข้าหลวงพากันร้องไห้ระงมจนเสด็จดุว่าร้องไห้ฟูมฟายให้เป็นอัปมงคลทำไม

“เสด็จอย่าทรงเป็นกังวลเลยเพคะ หม่อมฉันจะดูแลคณะละครของเสด็จให้เป็นปกติ มิให้มีข้อขัดข้องเพคะ” บัวกราบ เสด็จพยักหน้ายิ้มแย้มชมว่า

“ดูแม่บัวเอาไว้ซะ คนทั้งวัง มีแม่บัวคนเดียวที่ไม่ทำให้ข้าหนักใจ นอกนั้น...” เสด็จทำหน้าหงุดหงิดลุกเดินออกจากวังไป หม่อมดวงแขเดินไปส่ง บัวมองตามเสด็จไปยิ้มออกมาบางๆ และเมื่อเจออินทร์ที่ศาลาท่าน้ำวังเสด็จ บัวปั้นหน้าเศร้าว่า

“ฉันใจคอไม่ดีเลยเจ้าค่ะ แลหากสิ้นบุญเสด็จจริงๆ หนทางข้างหน้าคงมืดมนนัก”

“แม่บัวอย่ากังวลเลย แม่เป็นถึงหลานสาวเจ้าพระยาพระคลัง แลท่านขุนนาฏยโกศลก็ยังอยู่เป็นปกติสุข แม่จะกลับไปพึ่งใบบุญเมื่อใดก็ได้”

บัวรำพึงรำพันว่าตนเคยรับใช้ฝ่ายในมาก่อน ไม่ต้องรบกวนพ่อแม่มาหลายปีถ้าต้องกลับไปรบกวนอีกก็ละอายใจและคงไม่แคล้วตกเป็นขี้ปากชาวบ้านเป็นแน่ อินทร์จึงชวนให้ตามหม่อมดวงแขไปอยู่ลำปางกับตนเสียเป็นไร บัวทำเขินอาย

“ฉันพูดคุยกับหม่อมไว้แล้ว มิได้แช่งดอกนะ แต่ก็ต้องเผื่อทางหนีทีไล่ไว้ หากเสด็จสิ้นวาสนาจริงและโทษทัณฑ์มาไม่ถึงหม่อม ฉันก็จะรับหม่อมกลับไปอยู่ลำปางเอง...ถ้าแม่บัวไม่มีที่ไปจริงๆ ฉันคงยินดีนักที่แม่จักไปอยู่ลำปางกับหม่อม”

อินทร์จับมือบัวไว้ บัวปล่อยมือไว้เช่นนั้น ก้มหน้าเขินไม่กล้าสบตาอินทร์ที่มองกรุ้มกริ่ม

เมื่อกลับห้องนอนค่ำนี้ บัวเอาสร้อยข้อมือที่ตนคืนเหมไปต่อมาเหมเอาไปขายเอาเงินมารักษาท่านพ่อ และบัวไปเจอวางขายที่ตลาดนัดหลังวังจึงซื้อมา แต่พอหยิบสร้อยขึ้นดูแล้วก็เก็บใส่ลิ้นชัก พึมพำ

“มิว่าอย่างไร เราก็ไม่ควรเจอกันอีกแล้วนะเจ้าคะ คุณเหม”

นั่นคือการตัดสินใจอีกครั้งของบัวหลังจากมีความมั่นใจในท่าทีกะลิ้มกะเหลี่ยของอินทร์เมื่อกลางวัน

ooooooo

หลังจากสู้กับทหารญวนที่จู่โจมมาจนบ้างได้รับบาดเจ็บและเมื่อยล้า เมื่อทำแผลและคลึงนวดกันจนคลายลงแล้ว หมื่นวิชิตคุยกับขุนนาฏและปิ่นขณะนั่งกินข้าวกันว่า

“ท่านขุนไม่ต้องห่วงขอรับ กระผมจับพวกญวนไว้แน่นหนา ไม่มีทางหลุดไปได้เป็นอันขาดขอรับ”

ขุนนาฏบอกว่าอีกไม่กี่วันก็ถึงพัตบองแล้ว เจ้าพระยาบดินทร์เดชาก็จะไต่สวนทวนความพวกญวนเอง ย้ำกับหมื่นวิชิตว่าอย่าให้พลาดอีกก็แล้วกัน
ขณะนั้นเองหุ่นมาถามหาลำดวน คุณปิ่นบอกว่าลำดวนไปดูช้าง กลับมาแล้วจะบอกให้ไปหา หมื่นวิชิตเปรยอย่างหงุดหงิดว่า “ไปดูช้างอีกแล้วรึ ดูท่าแม่ลำดวนจะชอบช้างเสียเหลือเกินนะขอรับ”

ขุนนาฏกับคุณปิ่นมองหน้ากันอย่างอ่อนใจกับการประชดประชันของหมื่นวิชิต

ลำดวนไปแอบดูเหมเลี้ยงแม่พังโตที่มุมป่า เห็นเหมพูดคุยกับแม่พังโตอย่างรักใคร่ ก็พึมพำงงๆ

“คุยกับช้างเป็นคุ้งเป็นแคว ท่าจะบ้า” เห็นเหมเดินเลี่ยงไป ลำดวนแอบตามแต่คลาดสายตาจึงหันกลับ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเสียงเหมถามจากข้างหลัง “จะไปไหนรึ” ลำดวนอึกอักตกใจ เหมถามดักคอ “ตามฉันทำไม”

ลำดวนทำหน้าตายถามว่า “ใครตามพ่อเสดียงกัน ฉันจะกลับไปหาพ่อแม่ท่านต่างหาก” แล้วรีบเดินเลี่ยงไป เหมมองตามอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกในใจว่าโตเป็นสาวเต็มตัว แล้วนะเจ้าลำดวน แล้วเหมก็ตกใจที่เผลอคิดแบบนี้กับลำดวนอีก

เหมต้องเอาเงินใส่กระทงไปแก้กรรมกับขุนศรี–ไชยทิตยอีก สารภาพกับขุนศรีว่าเผลอคิดไปนิดเดียวต่อไปจะไม่ทำอีก

“อย่าปากพล่อยอ้ายเสดียง ห้ามใจมันยากนักหนานะโว้ย เอ็งเป็นชาย ถ้าห้ามคิดเรื่องผู้หญิงได้ก็ออกบวชเป็นสมภารได้เหมือนกันล่ะวะ” เหมเขิน ขุนศรีพูดขำๆว่า “ไม่ต้องอาย เอ็งเองก็ถึงวัยจะมีบ่อจ้างได้แล้ว หากผู้หญิงมีใจด้วย แล้วเอ็งจะกลัวกระไร”

“กระผมก็แค่คนพ้นจากตะพุ่นมาเป็นไพร่ ยังต่ำศักดิ์มากนัก ไม่บังควรดึงให้หญิงใดมาตกต่ำกับกระผมดอกขอรับ”

“เอ็งเป็นหมอควาญขั้นเสดียง จะเรียกว่าต่ำศักดิ์ได้อย่างไรวะ ข้าว่าใจเอ็งมากกว่าที่ยังไม่ลืมเรื่องแต่หนหลัง คอยสะกิดแผลตัวเองให้ปริแตกอยู่ร่ำไป” เห็นเหมซึมที่ถูกจี้ใจดำ ขุนศรีชี้ว่า “คนอื่นดูถูกดูแคลนเอ็ง ก็ไม่เท่าเอ็งดูแคลนตัวเองดอกวะ”

เหมคิดตามแต่ก็ไม่วายเครียด

ooooooo

แม้คุณหญิงชมจะลำบากยากแค้นเพียงใด แต่ก็มิได้ท้อถอย เมื่อมีฝีมือทำของหวานระดับชาววัง จึงทำขนมห่อใบตองไปขาย ปรากฏว่าขายดีมากจนแม่ค้าขอให้ทำมาส่งอีก

ระหว่างนั้นเจอควาญช้างคนหนึ่งเดินมา คุณหญิงจำได้ว่าคือพ่อเหล็ก รีบเข้าไปทัก ถามถึงเหมว่ากลับเรือนมาด้วยหรือไม่ ควาญเหล็กเล่าว่า ตนกลับมาคนเดียว เพื่อแจ้งที่กรมว่าเราโพนอ้ายช้างยักษ์ได้แล้ว แต่คนอื่นต้องไปพัตบองต่อ เพราะระหว่างทางเจอคณะละครของขุนนาฏยโกศลกำลังจะไปพัตบอง แต่ท่านขุนบาดเจ็บขาหักเราเลยต้องพาไปส่งที่พัตบอง

“ขุนนาฏยโกศล” คุณหญิงรำพึงคิดไม่ถึงว่าจะได้ยินชื่อนี้อีก แต่แล้วก็สีหน้าขรึมลง...

เพราะเดินป่าละเว้นการซ้อมรำไปหลายวัน เมื่อใกล้ถึงพัตบองคุณปิ่นจึงจัดซ้อมละคร นางรำทุกคนรำได้อย่างสวยงาม ขุนนาฏเรียกลำดวนให้มารำตรงหน้าให้ดู ลำดวนรำได้อย่างอ่อนช้อยงดงาม บรรดาควาญที่มาดูต่างเคลิ้มไปกับความงามทั้งของนางรำและการรำ รวมทั้งเหมด้วย

เหตุนี้เอง รุ่งขึ้นนอกจากเหมแล้วยังมีสุข มาและ ควาญคนอื่นๆ ต่างถือกระทงใส่เงินไปแก้กรรมกับขุนศรี–ไชยทิตยจนเป็นที่ขบขันกัน ขุนศรีพูดกลั้วหัวเราะกับเหมที่กำลังพาแม่พังโตไปอาบน้ำที่ริมลำธารว่า

“ข้าเป็นควาญมานานปี มิเคยออกป่าโพนช้างครั้งใดได้เงินมาแก้กรรมมากเท่าครั้งนี้เลยว่ะ”

เหมบอกว่าไม่มีผู้ใดอยากผิดกรรมดอก แต่... ขุนศรีพูดต่อให้ว่า “แต่มันหักห้ามใจไม่ได้ใช่หรือไม่เล่า” แล้วแนะเหมว่า “หาบ่อจ้างเสียทีเถิดวะ ไม่เช่นนั้นเอ็งคงไม่มีเงินทองเหลือเป็นแน่”

“ไม่ต้องดอกขอรับ ถึงพัตบองเมื่อใดก็คงไม่มีเหตุให้ต้องผิดกรรมอีกแล้ว คนอย่างกระผมไม่ควรหาใครมาลำบากลำบนด้วยดอกขอรับ”

“เอ็งมันขลาดมากกว่า กระไรวะ ทีช้างเอย ข้าศึกศัตรูเอย น่ากลัวกว่าเป็นไหนๆ ข้าไม่เคยเห็นเอ็งกะพริบตา เสียด้วยซ้ำ แต่เอ็งกลับมากลัวเรื่องเช่นนี้”

เหมนิ่งขรึมยังเจ็บปวดกับเรื่องบัวจนมิอาจเริ่มต้นใหม่กับใครได้

ขณะนั้นเอง มีศพทหารญวนลอยน้ำมา ขุนศรี–ไชยทิตยนึกรู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นที่ต้นน้ำ สั่งเหมหน้าเครียด

“รีบไปเร็ว อ้ายเสดียง” แล้วทั้งขุนศรีและเหมก็รีบย้อนไปทางต้นน้ำทันที

ooooooo

ที่ริมธารอีกมุมหนึ่งนั่นเอง สมิงสอดน้อยกำลังต่อสู้กับทหารญวนตามลำพัง ถูกทหารญวนจำนวนมากกว่ากลุ้มรุมจนได้รับบาดเจ็บไปทั้งตัว

ขณะสมิงสอดน้อยกำลังจะเพลี่ยงพล้ำแก่ทหารญวนนั่นเอง เหมก็พุ่งเข้าไปช่วยฟาดฟันจนทหารญวนตายหมดสิ้น ขุนศรีเข้าไปดูอาการของสมิงสอดน้อย ถามว่าเป็นอย่างไร และเป็นใคร เหตุใดจึงโดนพวกญวณทำร้ายเอา

สมิงสอดน้อยพูดได้แค่ “ฉันชื่อหลวง...” ก็หมดสติไป

เหมเข้ามาถามว่าตายหรือไม่ ขุนศรีบอกว่าไม่ แต่คงเจ็บจนสลบไป แล้วก็ช่วยกันพยุงสมิงสอดน้อย พอเหมเห็นหน้าสมิงสอดน้อยชัดๆ เหมตกใจมาก อุทาน

“พี่สมิง!!!”

เมื่อพามาปฐมพยาบาลจนสมิงสอดน้อยรู้สึกตัว สมิงสอดน้อยขอบใจที่ช่วยตน ถามเหมที่ประคองขึ้นมากินยาว่า พวกเหมเป็นใครและเหตุใดจึงมาอยู่กลางป่าเช่นนี้

“ฉันจะพาท่านขุนนาฏยโกศลไปพัตบอง ตามคำสั่งของท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชา” สมิงสอดน้อยบอกว่าตนหนีตายมาจากโปริสาทหาทางกลับเข้าพัตบอง ไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าจะมาเจอพวกเดียวกัน ถามเหมว่าชื่ออะไร วันหน้าจะได้ตอบแทนได้ถูก “พี่ไม่ต้องตอบแทนฉันดอก เราคนกันเอง จำไม่ได้รึ”

สมิงสอดน้อยทำหน้างงๆ เหมกำลังจะบอกว่าตนคือใคร ก็พอดีลำดวนเข้ามาบอกเหมว่าท่านขุนศรีให้มาตามไปพบ เหมจึงลุกไป ลำดวนดูจนแน่ใจว่าเหมไปไกลแล้ว จึงถามสมิงสอดน้อยว่าจำตนไม่ได้หรือ

“คุณหนูลำดวน ทำไมฉันจะจำไม่ได้” สมิงสอดน้อย

ยิ้มแย้มยินดี ลำดวนเล่าถึงความดีใจเมื่อเห็นคนหามสมิงสอดน้อยเข้ามา “ฉันก็ดีใจที่ได้เจอคุณหนูเช่นกัน ขาดแต่อ้ายเหมกับอ้ายพุ่ม มิรู้ว่าป่านนี้พวกมันจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง”

“ท่านสมิงจ๊ะ ฉันมีเรื่องอยากรบกวนท่านสักหน่อย แลเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณพี่เหม ท่านเมตตาช่วยฉันด้วยเถิดนะจ๊ะ”

สมิงสอดน้อยมองหน้าลำดวนด้วยความสงสัยว่าจะให้ตนทำอะไร ลำดวนยิ้มเจ้าเล่ห์เมื่อนึกถึงแผนที่จะพิสูจน์ตัวตนที่แท้จริงของเสดียงผู้นี้ได้แล้ว

ooooooo

หม่อมดวงแขให้บัวช่วยเก็บของที่จำเป็นไว้ บัวเก็บของเสร็จถามว่าเหตุใดจึงให้เก็บเพราะกว่าคดีความของเสด็จจะตัดสินยังอีกนานนัก หรือหม่อมเห็นว่าเสด็จจะต้องโทษแน่แล้ว

“ตอนนี้ก็มีการฟ้องร้องเสด็จเพิ่มขึ้นอีกหลายคดี ฉันมิรู้เลยว่าเสด็จท่านจะพ้นข้อกล่าวหาได้ทั้งหมดหรือไม่ จึงให้เก็บข้าวของไว้ก่อน หากถึงคราวเคราะห์หามยามร้ายจริงๆ จะได้ไม่ฉุกละหุก” หม่อมเอ่ยน้ำตารื้น

บัวสงสารหม่อม แต่ก็คิดทางเอาตัวรอดเช่นกัน

ทับทิมที่มาเยี่ยมบัว ได้ฟังเรื่องราวจากบัวแล้วก็ถอนใจพูดปลงๆว่า “เวรกรรมจริงๆ ยามรุ่งเรืองด้วยอำนาจวาสนา แม้แต่พูดเสียงดังยังไม่กล้า แต่ตอนนี้กลับดาหน้าออกมาฟ้องร้องเสด็จท่านเป็นว่าเล่น”

บัวปรารภว่าตนก็ได้แต่สงสารหม่อมเท่านั้น นานวันหม่อมก็ยิ่งท้อแท้ ตนก็ไม่รู้จะช่วยท่านอย่างไร พูดอย่างสบายใจขึ้นว่า “ดีที่วันนี้พี่ทับทิมว่างมานอนคุยเป็นเพื่อนน้องได้ จึงคลายความกลัดกลุ้มลงไปบ้าง” ทับทิมส่ายหน้ารำพึงว่า

“อำนาจวาสนาไม่จีรังยั่งยืน เป็นสมบัติผลัดกันชมโดยแท้ ใครจะคิดว่าเสด็จท่านจะมีวันนี้ แลคนที่ตกต่ำไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างอย่างคุณเหมกับคุณหญิงชม จะกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง”

“พี่ทับทิมพูดกระไรกัน คุณเหมกับคุณหญิงชมน่ะรึ จะกลับมาลืมตาอ้าปากได้”

“ใช่จ้ะ ท่านขุนของพี่เพิ่งทำบาญชีบำเหน็จส่งขึ้นไป จึงรู้ว่าเหมไปเป็นควาญช้างแลคล้องได้พระยาช้างเผือก เป็นเหตุให้ทั้งคุณเหมแลคุณหญิงชมพ้นจากตะพุ่นช้าง”

“พุทโธ่...แค่พ้นจากตะพุ่นมาเป็นไพร่สามัญ แต่ก็ยังลำบากลำบนอยู่ดี แลอาจต้องตรากตรำไปชั่วชีวิต เช่นนี้เอามาเปรียบไม่ได้ดอกจ้ะ” บัวยิ้มน้อยๆอย่างดูแคลนไม่เชื่อว่าเหมจะกลับมามั่งมีศรีสุขได้อีก

ooooooo

เหมดูแลสมิงสอดน้อยอย่างดีจนบาดแผลทุเลาและร่างกายแข็งแรงขึ้น บอกสมิงสอดน้อยว่าอีกสองสามวันก็คงหายเป็นปลิดทิ้งแล้ว

“ข้าไมห่วงตัวข้าเองดอกวะ ข้าห่วงเรื่องการศึกมากกว่า เรื่องนักองค์อิ่มแปรพักตร์เป็นเรื่องใหญ่นัก ถ้าไม่รีบไปแจ้งท่านเจ้าคุณ อาจส่งผลถึงแพ้ศึกครั้งนี้ก็เป็นได้”

“ใจเย็นเถิดพี่ อีกไม่เกินครึ่งวันเราก็ถึงพัตบองแล้วคงยังไม่ช้าเกินไปดอก”

ขณะนั้นเอง หมื่นวิชิตและทหารที่เป็นลูกน้องก็กุลีกุจอเอาเหล้ายาปลาปิ้งมาให้สมิงสอดน้อยอย่างประจบประแจง

“กระผมเพิ่งทราบว่าท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงหลวงกำแหง จึงมาต้อนรับคุณหลวงช้าเกินไป อภัยให้กระผมด้วยนะขอรับ” สมิงสอดน้อยรู้ว่าหมื่นวิชิตประจบ บอกว่าไม่เป็นไรเพราะอย่างไรตนก็ต้องอาศัยขบวนคุ้มกันของท่าน บอกว่าหากเจอท่านเจ้าพระยาเมื่อใดก็จะกราบเรียนท่านตามจริงก็แล้วกัน
หมื่นวิชิตประจบสมิงสอดน้อย แล้วหันดุเหมว่า “มาเสนอหน้าทำกระไร ที่นี่เป็นที่ของขุนน้ำขุนนางหาใช่ที่ของควาญช้างชาติไพร่อย่างเอ็งไม่” เหมลุกเซ็งๆ จะออกไป สมิงสอดน้อยเรียกไว้ หันบอกหมื่นวิชิตว่า

“ควาญผู้นี้มาช่วยทำแผลให้ฉัน แลฉันยังมีเรื่องใช้สอยอีกมาก หมื่นท่านอย่าเพิ่งไล่ไปเลย” หมื่นวิชิตยิ้มเจื่อนบอกว่าถ้าเช่นนั้นก็แล้วแต่คุณหลวงเถิด แต่แอบเหล่เขม่นเหม สมิงสอดน้อยถามหมื่นวิชิตว่า “ฉันได้ยินมาว่าหมื่นท่านจับทหารญวนได้รึ”

“ขอรับ กะว่าถึงพัตบองเมื่อใด จะส่งตัวให้ท่านเจ้าพระยาไต่สวนขอรับ”

“ฉันขอไปไต่สวนพวกมันก่อนได้หรือไม่ มิแน่ว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับข่าวที่ฉันได้รับมาก็เป็นได้”

เมื่อเหมและสมิงสอดน้อยร่วมกันไต่สวนนายกองญวน มันปากแข็งว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น จนเหมบอกสมิงสอดน้อยว่ามันปากแข็งนักคงถามไม่ได้ความแน่

สมิงสอดน้อยจ้องหน้านายกองญวนถามว่า

“เอ็งรู้หรือไม่ว่า หากไปถึงมือท่านเจ้าพระยาแล้ว อย่างน้อยมียี่สิบ สามสิบ วิธีที่จะทำให้เอ็งเปิดปาก สู้สารภาพกับข้าไม่ดีกว่ารึ จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว”
แต่นายกองญวนผู้นี้ยังปิดปากสนิทไม่ยอมพูดแม้แต่คำเดียว เหมเสนอว่าตนมีวิธีให้มันเปิดปาก แล้วเอาห่อยาจากในผ้าคาดเอวออกมาบอกว่า

“นี่เป็นตัวยา เอาไว้ให้ช้างกินยามเจ็บปวด หากคนกินเข้าไปจะมึนเมาดั่งกินเหล้า แต่แรงกว่ามากนัก ถึงตอนนั้น มิว่าความลับกระไรก็ล้วนคายออกมาจนหมดสิ้น”

สมิงสอดน้อยรับห่อยาไป นายกองญวนตกใจ แต่ช้าไปแล้ว เพราะสมิงสอดน้อยบีบปากนายกองญวนเทยาผงในห่อใส่ปากมันทันที

ไม่นานเหมกับสมิงสอดน้อยเดินคุยกันมาอย่างคาดไม่ถึงว่าจะมีคนชั่วขายอาวุธให้ศัตรูใช้ย้อนกลับมาประหัตประหารพวกเดียวกันเอง เหมบอกว่าหากตนรู้ว่ามันเป็นใครจะไม่เอามันไว้แน่ สมิงสอดน้อยตบบ่าเหม ชมว่า ไม่คิดว่าควาญช้างอย่างเขาจะรักบ้านรักเมืองถึงเพียงนี้

“ความรักแลหวงแหนแผ่นดินเกิด เป็นสำนึกที่มีในทุกผู้คน มิเลือกไพร่ผู้ดีดอกพี่ เป็นผู้ใด ทำงานการกระไร ก็รักแผ่นดินได้เหมือนกันทั้งสิ้น” เหมขึงขังจริงจัง จนสมิงสอดน้อยหน้าขรึม มองเหมพูดอย่างคาดไม่ถึงว่า

“เอ็งพูดเหมือนคนมีวิชาความรู้นัก มิน่าจะเป็นแค่ควาญช้างเลยนะ”

เหมชะงัก มองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวังตัดสินใจที่จะบอกความจริงว่าตนเป็นใคร แต่ก็ถูกลำดวนมาบอกสมิงสอดน้อยว่าพ่อท่านอยากปรึกษาเรื่องเมืองพัตบอง สมิงสอดน้อยจึงให้ลำดวนช่วยพาไป

ooooooo

ที่แท้เป็นอุบายของลำดวน ที่ให้สมิงสอดน้อยซึ่งจำกันได้แล้วคลุมหน้าไปดักเล่นงานเหมขณะเอากล้วยให้แม่พังโตกิน เหมชักดาบสองมือออกมาต่อสู้กับชายลึกลับ ต่างใช้วิชาดาบอาทมาตมาต่อสู้กัน จนเหมฟันดาบของชายลึกลับหลุดมือ

เหมเอาดาบชี้หน้าชายลึกลับที่พ่ายแพ้แก่ตน พลันก็คุกเข่าลงยกมือไหว้ “ฉันขอขมาจ้ะพี่สมิง”

ชายลึกลับดึงผ้าคลุมหน้าออก ปรากฏว่าคือสมิงสอดน้อยนั่นเอง สมิงสอดน้อยรีบพยุงเหมลุกขึ้น เอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มยินดี “ลุกขึ้นโว้ยอ้ายเหม เอ็งรู้ตั้งแต่เมื่อใดวะ ว่าเป็นข้า”

“ฉันฝึกดาบกับพี่มาไม่รู้กี่ร้อยครั้ง ประดาบกันได้ครู่หนึ่งฉันก็รู้แล้ว ยิ่งเห็นพี่บาดเจ็บฉันก็ยิ่งมั่นใจ”

“แล้วเหตุใดเอ็งต้องปกปิดตนไม่บอกให้ข้ารู้วะ”

“ฉันไม่ได้คิดจะปิดพี่ ตั้งใจจะบอกหลายครั้งแล้วว่าฉันเป็นใคร แต่ฉันไม่อยากให้เจ้าลำดวนรู้ เพราะฉันอับอายนักที่ตกต่ำลงถึงเพียงนี้”

“คุณพี่เหมคิดว่าฉันจะดูถูกหรือเจ้าคะ” เสียงลำดวนแทรกเข้ามา เหมตกใจหันมอง ลำดวนมองเหมพูดอย่างน้อยใจว่า “ถ้าเช่นนั้น ก็หมิ่นน้ำใจลำดวนเกินไปแล้ว”

เหมรู้สึกเสียหน้ามากที่ลำดวนรู้จนได้ว่าตนเป็นใคร

ooooooo

ลำดวนเสียใจมากเมื่อจับได้ว่าเหมปิดบังตัวเองกับตน เหมจึงชี้แจงกับลำดวนขณะเดินคุยกันที่ริมลำธารว่า

“ยามที่พี่กับคุณหญิงแม่ตกต่ำถึงที่สุด ถูกแห่ประจานจนสิ้นเกียรติ ไม่มีสักคนที่กล้าเข้าใกล้ด้วยกลัวติดร่างแหไปด้วย ก็มีแต่เจ้า ที่หยิบยื่นน้ำใจให้พี่ แล้วพี่จะกล้าหมิ่นน้ำใจเจ้าได้อย่างไรกัน” ลำดวนถามว่าถ้าเช่นนั้นเหตุใดจึงต้องปิดบังไม่ให้ตนรู้ด้วย “เพราะพี่อับอายเจ้า อับอายเกินกว่าจะให้เจ้ารู้ว่าพี่เป็นใคร พี่ไม่ใช่คุณพี่เหมบุตรชายพระยาบริรักษ์อีกแล้ว เป็นเพียงหมอเสดียงของเหล่าควาญช้างเท่านั้น”

“มิว่าคุณพี่เหมจะเป็นอย่างไร คุณพี่เหมก็ยังเป็นคุณพี่เหมของลำดวนเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงเจ้าค่ะ”

“ขอบใจเจ้านัก แต่พี่ในวันนี้ ต่างจากเจ้ามากเหลือเกิน ลืมเรื่องในวันวานเสียเถิด อย่าได้บอกผู้ใดว่าเรารู้จักกันอีกเลย เพื่อที่เจ้าจะมิต้องเสื่อมเสียไปด้วย”

ลำดวนน้ำตารื้น ตัดพ้อว่าเหมใจร้าย ถามว่า “คุณพี่เหมรู้หรือไม่เจ้าคะว่านับแต่ที่เราจากกัน ไม่มีวันใดเลยที่ลำดวนไม่คิดถึงคุณพี่ แต่มาวันนี้กลับบอกให้ลำดวนลืมเสียให้สิ้น” ลำดวนเมินไปทางอื่นซ่อนน้ำตาที่ไหลพราก เหมไม่สบายใจ เอ่ยขอโทษแต่ก็ไม่อยากให้ลำดวนมีมลทินเพราะรู้จักคนอย่างตน ลำดวนเช็ดน้ำตาหันมองเหม พูดด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวว่า

“คุณพี่เหมเพียงแต่เสื่อมวาสนา แต่หาได้เสื่อมความดีงามไม่ แล้วลำดวนจะเป็นมลทินได้อย่างไรเจ้าคะ คุณพี่เหมอย่าดูถูกตัวเองอีกเลยเจ้าค่ะ คนอื่นหมิ่นแคลนเรา ก็ไม่เท่าเราดูถูกตัวเองดอกนะเจ้าคะ” ลำดวนยกมือปาดน้ำตาไปมา

“ท่านขุนก็เตือนสติพี่เช่นนี้ ดูเถิด เด็กอย่างเจ้ายังคิดได้เลย...เจ้าหยุดร้องไห้เสียเถิดนะ” เหมเช็ดน้ำตาให้

ลำดวนยิ้มออกมาทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ...ในที่สุด ตนก็ได้เจอคุณพี่เหมอีกครั้ง...

ooooooo

ที่หน้าเมืองพัตบอง ทหารเขมรกำลังขนเสบียงและอาวุธจะเข้าไปในเมือง พระศรีสิทธิสงครามนำทหารไทยออกมาขวางไว้

แม่ทัพเขมรบอกให้พระศรีสิทธิสงครามไปกราบเรียนเจ้าพระยาบดินทร์เดชาว่าตนนำทหาร เสบียงและอาวุธมาสมทบตามสัญญาแล้ว พูดอย่างยินดีว่า

“นับแต่นี้ ทหารของนักองค์อิ่มแลนักองค์ด้วง จะอยู่ภายใต้บัญชาของท่านเจ้าพระยาแต่เพียงผู้เดียว”

“ขอบพระคุณท่านแม่ทัพนัก แต่กระผมคงต้องขอตรวจค้นตามหน้าที่ก่อนจึงจะเข้าไปกราบเรียนท่านเจ้าพระยาได้”

“เชิญเถิดคุณพระ” แม่ทัพเขมรมองพระยาสิทธิสงครามที่นำทหารไปตรวจ ยิ้มอย่างมีเลศนัย

ต่อมาพระศรีสิทธิสงครามรายงานเจ้าพระยาบดินทร์เดชาว่าตรวจค้นอย่างละเอียดแล้ว ไม่มีข้อพิรุธแต่ประการใด บางทีเราอาจจะระแวงเกินไปก็เป็นได้

“ฉันไม่อยากประมาท อย่างไรก็ต้องรอข่าวจากหลวงกำแหงก่อน” เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเอ่ย พระศรี–สิทธิสงครามจึงจะยั้งทัพเขมรไว้นอกเมืองรอให้แน่ใจเมื่อใดค่อยให้เข้าเมือง “ไม่ได้...หากพวกเขาไม่ผิด ก็จะเป็นการเสียน้ำใจกัน กระเทือนการใหญ่ในภายหน้า แต่ถ้าผิดจริง ก็จะฉวยโอกาสนี้เป็นข้ออ้างยกพลไปร่วมกับฝั่งญวน”

เจ้าพระยาบดินทร์เดชานิ่งไปครู่หนึ่งจึงสั่ง “เช่นนี้เถิด ฉันจะเลี้ยงต้อนรับทหารของนักองค์อิ่ม คุณพระกำชับคนของเราให้จับตาดูไว้อย่าให้ทหารนักองค์อิ่มเคลื่อนไหวโดยพลการ”

สั่งการแล้วเจ้าพระยาบดินทร์เดชาคิดกังวล เพราะในสถานการณ์ตึงเครียดนี้จะพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

ooooooo

ที่ป่าใกล้เมืองพัตบอง ขบวนของขุนนาฏยโกศลใกล้เข้ามาแล้ว หมื่นวิชิตบอกว่าพ้นชายป่าก็ได้เข้าเมืองพัตบองแล้ว ทุกคนพากันดีใจเพราะรอนแรมกันมาหลายวัน

ทันใดนั้นทหารไทยกลุ่มหนึ่งก็กรูกันออกมาขวาง หมื่นวิชิตยกมือยอมแพ้ทันที สมิงสอดน้อยเห็นดังนั้นจึงออกไปเจรจาทักพันจบรณรงค์ที่นำกำลังมาสกัด บอกว่าตนคือสมิงสอดน้อย

ต่างทักทายกันด้วยความยินดี พันจบรณรงค์ถามว่าเหตุใดสมิงสอดน้อยจึงมาอยู่ที่นี่

“เรื่องนั้นไว้ก่อนเถิด เพลานี้ที่พัตบองเป็นอย่างไรบ้าง”

“ไม่มีกระไรน่าเป็นห่วงขอรับ นี่ทัพของนักองค์อิ่มก็เพิ่งขนทหารแลเสบียงมาเพิ่มเพื่อช่วยเหลือพวกเรา ถ้าเปิดศึกกันเราชนะแน่นอนขอรับ”

“แย่แล้ว!” สมิงสอดน้อยตกใจมาก

ฝ่ายเจ้าพระยาบดินทร์เดชา จัดต้อนรับแม่ทัพเขมรในกระโจมของท่าน เอ่ยขอบคุณแม่ทัพที่นำทหารและเสบียงมาสมทบแลเราจะได้ร่วมรบกันต่อไป แม่ทัพแจ้งว่าตนได้แผนที่ภายในเมืองโปริสาทมา เห็นช่องทางเดินทัพสำคัญ อันอาจทำให้เรายึดเมืองโปริสาทได้โดยง่าย เจ้าพระยาบดินทร์เดชาจึงเร่งให้รีบเอามาดู

เมื่อทหารยกกล่องมาให้ เจ้าพระยาเปิดดูทำหน้าฉงนเพราะภายในกล่องว่างเปล่า พริบตานั้นทหารที่นำกล่องเข้ามาชักมีดออกจ้วงแทงเจ้าพระยาทันที เจ้าพระยาสะดุ้งก้มมองมีด ทหารผู้นั้นมองมีดแล้วตกใจหน้าซีดที่มีดแทงไม่เข้าเพราะเจ้าพระยาบดินทร์เดชาใส่เกราะไว้

พริบตานั้นเจ้าพระยาบดินทร์เดชาชักดาบที่อยู่ใกล้มือออกฟันทหารคนนั้นตายคาที่ แม่ทัพเขมรตกใจตะโกนลั่น

“หนี!!”

ทหารเขมรสี่ห้าคนที่รายล้อมพากันชักอาวุธออกมาตะลุยเปิดทางให้แม่ทัพหนี แต่สมิงสอดน้อยกับพระศรีสิทธิสงครามนำทหารบุกเข้ามาฟาดฟันพวกทหารเขมรตายสิ้นและจับตัวแม่ทัพที่ตกใจตัวสั่นไว้ได้

ooooooo

เมื่อขบวนของขุนนาฏเข้าเมืองพัตบองแล้ว หมอมาตรวจขาหักของขุนนาฏ ชมว่าผู้ที่ดามขาขุนนาฏคนก่อนทำได้ดีมาก ตนจึงรักษาได้โดยง่ายและท่านขุนต้องหายเป็นปกติไม่พิการแน่นอน

ขุนนาฏบอกคุณปิ่นให้ขอบคุณขุนศรีไชยทิตยด้วย ถ้าไม่ได้ท่านนอกจากตนจะมาไม่ถึงพัตบองแล้วอาจพิการด้วย

คุณปิ่นบอกหุ่นให้ไปส่งคุณหมอแล้วตามลำดวนมาด้วย หุ่นบอกว่าลำดวนไม่ได้อยู่กระโจม พอไปตามท่านหมอมาก็หายตัวไป สงสัยว่าจะไปเดินเล่นกระมัง
ลำดวนไปเดินเล่นจริงๆ กำลังเดินดูของในเมืองพัตบองกับเหมอยู่อย่างเพลิดเพลิน เพราะเมืองพัตบองเป็นเมืองสำคัญ ผู้คนมากมาย ตลาดคึกคัก ลำดวนเปรียบเทียบว่าเหมือนเมืองปากน้ำเลย

พอได้ยินลำดวนเอ่ยถึงเมืองปากน้ำ เหมก็ขรึมไปทันที ลำดวนจับชายเสื้อเหมขอโทษตามความเคยชินมาแต่ตอนตนยังเด็ก หมื่นวิชิตมาเห็นพอดีตวาดด้วยความโมโหหึงว่า “นั่นทำกระไรกัน” หมื่นวิชิตยังตำหนิลำดวนว่า “แม่ลำดวนเป็นถึงลูกชาติลูกตระกูล ไปจับชายเสื้ออ้ายควาญช้างชาติไพร่นี่ได้อย่างไร”

ลำดวนโมโหปรามว่ามากเกินไปแล้ว แต่เหมกลับขอว่า “ช่างเถิด หัวหมื่นพูดถูกแล้ว โดยศักดิ์ของแม่ลำดวนหาควรข้องแวะกับตะพุ่นเก่าอย่างฉันไม่ อย่าให้แม่ต้องเสียราศีเพราะฉันเลย” เหมดึงชายเสื้อออกแล้วรีบเดินไปเงียบๆ

ลำดวนมองหมื่นวิชิตอย่างโกรธแค้นก่อนสะบัดหน้าใส่เดินหนีไปอีกทาง หมื่นวิชิตเรียก แต่ลำดวนไม่สนใจเลยได้แต่ยืนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโหหึงและเจ็บใจ

หมื่นวิชิตกลับไปนั่งดื่มกับพวกทหารจนเมาระบายความโกรธแค้นให้ฟัง พวกทหารสอพลอว่าลำดวนไม่มีทางเห็นควาญดีกว่าเขาดอก อีกคนยุว่า “ยิ่งถ้าคุณหนูเห็นความน่าสมเพชของอ้ายควาญนั่นยิ่งไม่มีทางมีใจให้มันดอก”

หมื่นวิชิตหูผึ่งถามว่าต้องทำอย่างไรจะไปรุมกระทืบเหมหรือ ลำดวนได้เกลียดตนปะไร

“ไม่ต้องดอกพี่ ฉันรู้ข่าวสำคัญมา พรุ่งนี้ไม่เพียงแต่แม่ลำดวนจะเห็นความทุเรศของอ้ายควาญนั่น ยังทำให้พี่ได้หน้าต่อท่านพระยาอีก” แล้วก็กระซิบให้หมื่นวิชิตฟัง หมื่นวิชิตเอียงหูฟังตาเป็นประกายชอบอกชอบใจ

ooooooo

ทหารผู้นั้นบอกหมื่นวิชิตว่า เพื่อการนี้ตนติดสินบนให้คู่ประลองของหมื่นวิชิตคือครูสมขอให้อ่อนข้อให้หมื่นวิชิตชนะเพื่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชาจะได้พึงใจในฝีมือ

ส่วนเหมนั้นตนแอบส่งชื่อเข้าประลองและใส่ไฟว่าเหมคุยโตโอ้อวดว่าจะเอาชนะทหารของท่านเจ้าพระยา พวกทหารไม่พอใจจึงจัดให้ประลองกับคุณพระศรีสิทธิสงคราม ทหารเอกฝีมือสูงสุดของท่านเจ้าพระยา

เหมหงุดหงิดขัดเคืองใจที่มีผู้แอบส่งชื่อตนเข้าประลอง อีกทั้งถูกจับคู่ประลองกับพระศรีสิทธิสงครามที่ตนเคยแพ้มาแล้ว ตนสู้คุณพระไม่ได้แน่ แต่ลำดวนเห็นว่าเหมควรเข้าประลอง หากถูกใจเจ้าพระยา เหมจะได้เข้ารับราชการเป็นถึงทหารสังกัดท่านเจ้าพระยาทีเดียว

ไม่ว่าสมิงสอดน้อยกับลำดวนจะลุ้นอย่างไร เหมก็ถอดใจไม่ขอประลองฝีมือ จนกระทั่งพ้นเพลแล้ว ลำดวนตามมาเจอเหมนอนเล่นอยู่ริมคลอง บอกเหมว่าตนได้เจอบุษย์แล้ว บุษย์บอกว่าฆาตกรตัวจริงที่ฆ่ากับปิตันเจเมสันคือหลวงสรอรรถ

เหมลุกพรวดปะติดปะต่อเรื่องราวได้ก็พูดกับลำดวนอย่างเจ็บแค้นว่า

“หากเพียงแค่หลวงสรอรรถกับพระยาปลัดฉวยโอกาสหลอกเจ้าคุณพ่อ พี่ยังพอกลืนเลือดให้อภัยได้ แต่เมื่อเป็นแผนชั่วแต่ต้น พี่จะไม่มีวันยอมเป็นอันขาด”

“แล้วคุณพี่เหมจะกระทำกระไรได้หรือเจ้าคะ เพราะคุณพี่เหมเป็นเพียงแต่หมอควาญช้างจะเอากระไรไปสู้กับคนชั้นหลวงชั้นพระยาเล่าเจ้าคะ เหลือทางเดียวคือเป็นทหารในสังกัดท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชาเพื่อจะได้มียศศักดิ์ไว้คุ้มครองตนแลทวงความเป็นธรรมให้เจ้าคุณลุง แต่ในเมื่อคุณพี่เหมท้อแท้ใจถึงเพียงนี้ ก็รอแต่กรรมสนองเพียงอย่างเดียวเถิดเจ้าค่ะ”

พูดให้เหมคิดสะกิดให้แค้น แล้วลำดวนผละไป เหมขบกรามแน่นด้วยความแค้นรู้ดีว่าลำดวนพูดถูกทุกอย่าง ถ้าตนไม่สู้ก็ไม่มีใครทวงความเป็นธรรมให้พ่อท่านได้

ooooooo

การประลองเพื่อคัดเลือกทหารเริ่มขึ้นแล้ว แต่คู่แล้วคู่เล่าผ่านไปไม่มีใครเอาชนะครูคู่ต่อสู้ได้เลย จนถึงคู่ของหมื่นวิชิตกับครูสมที่ลูกน้องไปติดสินบนครูฝึกไว้

แต่สู้กันเพียงอึดใจ เจ้าพระยาก็ดูออกว่าเตี๊ยมกันไว้ พูดอย่างไม่พอใจว่า “ข้าจะเอาทหารไม่ใช่นางละคร”

จนเมื่อพระศรีสิทธิสงครามลงสนามเพื่อประลองกับเหม ลำดวนมองหาเหมด้วยความกระวนกระวายใจ และแล้วเหมก็ปรากฏตัวในสภาพโกนหนวดเคราจนใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลาเพราะออกกรรมแล้ว เหมชักดาบสองมือออกมาพร้อมสู้ พระศรีสิทธิสงครามยิ้มพอใจชักดาบของตนออกเช่นกัน ครู่เดียวพระศรีสิทธิสงครามก็ฉุกคิดเมื่อเห็นเพลงดาบของเหม อุทาน

“ดาบอาทมาต!! ข้าจำเอ็งได้แล้ว!”

เมื่อเจ้าพระยาบดินทร์เดชารู้จากสมิงสอดน้อยว่าเหมคือบุตรชายเจ้าพระยาบริรักษ์ก็ยิ่งปลื้มปีติ การประลองยุติลงเมื่อเหมเอาชนะพระศรีสิทธิสงครามได้สำเร็จ เหมวางดาบลงคุกเข่าขอขมาพระศรีสิทธิสงคราม ท่านตบบ่าเหมอย่างพอใจ

เหมฮึกเหิมขึ้นอีกครั้งเมื่อเอาชนะพระศรีสิทธิสงครามได้และมั่นใจในอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า

เมื่อข่าวสะพัดไปถึงขุนนาฏว่าควาญช้างเครารกผู้นั้นคือเหมก็ถึงกับตบเข่าฉาดว่าเหตุใดตนจึงตาฝ้าฟางจนไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อยว่าควาญผู้นั้นคือเหม

หลายวันต่อมา ทับทิมมาหาบัวที่วังเสด็จ ทับทิมเล่าถึงการรบกันที่พัตบอง บัวเป็นห่วงพ่อกับแม่ ทับทิมจึงเล่าให้คลายกังวลว่า ในทัพของเจ้าพระยาบดินทร์เดชามีคนรู้จักพ่อกับแม่ดีคือคุณเหม บัวตกใจนึกไม่ถึงว่าเหมจะไปศึกด้วย

“อ้ายคนที่ส่งสาส์นมาถึงพี่เป็นคนเล่าให้ฟังเอง บอกว่าคุณเหมเป็นควาญช้างแต่ได้เข้าประลองคัดเลือกทหารแลเอาชนะพระศรีสิทธิสงคราม ทหารเอกของท่านเจ้าพระยาได้ ท่านเจ้าพระยาเลยตั้งให้เป็นนายทหารประจำตัว เสมือนหนึ่งองครักษ์ นี่ละนะ...ทองแท้มิว่าอยู่ในที่ใดก็ยังเป็นทองแท้อยู่ดี”

บัวเครียดขึ้นทันทีไม่เคยคิดเลยว่าเหมจะกลับฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกครั้ง

ooooooo

ข้าบดินทร์

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด