สมัครบริการ
สมาชิก

ข้าบดินทร์

ตอนที่ 7

อัลบั้ม: เจมส์ มาร์ ประกบ แมท ภีรนีย์ ใน ข้าบดินทร์



ที่ทุ่งกว้าง สมิงสอดน้อยหรือหลวงกำแหง ถือดาบสองมือตะโกนลั่นนำทหารไทยวิ่งเข้าใส่กองทหารญวนที่กรูกันเข้าประจัญบาน แต่ไม่นานทหารญวนก็ถูกสมิงสอดน้อยควงดาบสองมือไล่ฟาดฟันจนทหารญวนแตกกระเจิง

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาดูการต่อสู้อยู่ เห็นกองทหารเขมรสงบนิ่งไม่ได้บุกไปช่วยทหารไทยเลย สีหน้าของแม่ทัพเขมรก็ดูกระอักกระอ่วนเป็นกังวลมีพิรุธ

“เหตุใดทัพเขมรถึงไม่เข้าไปช่วยเรารบ ท่านเจ้าคุณให้กระผมไปเร่งทัพเถิดขอรับ” ทหารนายหนึ่งเสนอ

“ไม่ต้อง ทัพญวนเพียงนี้ไม่พอมือหลวงกำแหงดอก ถึงทัพเขมรไม่ช่วย เราก็ชนะอยู่ดี”

เมื่อกลับมายังกระโจม สมิงสอดน้อยคุกเข่าเบื้องหน้าเจ้าพระยาบดินทร์เดชารายงานว่า

“อ้ายพวกข้าศึก เพียงแต่ส่งทหารมาหยั่งเชิงเท่านั้น เห็นว่าสู้ไม่ได้ก็ล่าถอย ยังประเมินกระไรไม่ได้ดอกขอรับ”

“ข้ารู้ แต่ที่ข้าแปลกใจก็คือทัพเขมรของนักองค์อิ่มนักองค์ด้วงต่างหาก” สมิงสอดน้อยถามว่าทัพพวกนั้นอยู่ฝ่ายเดียวกับเรามีกระไรแปลกหรือ?

“ข้ายังบอกไม่ได้ ด้วยเรื่องนี้สำคัญมาก หากผิดพลาดกระไรไป อาจกระทบถึงไมตรีระหว่างเขมรกับสยามได้ ฉะนั้นเอ็งต้องช่วยข้าปลอมตัวไปสืบข่าวที่เมืองโปริสาทให้รู้แน่ว่า เป็นไปตามที่ข้าระแวงหรือไม่”

สมิงสอดน้อยรับบัญชาสีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ

ooooooo

ส่งถามขุนศรีไชยทิตยว่าเราทิ้งอ้ายสังข์ไปทั้งที่ เจอตัวมันแล้วอย่างนี้จะดีหรือ ขุนศรีตอบอย่างมั่นใจว่า

“อ้ายสังข์มันโจมตีเราเช่นนี้ แสดงว่ามันคิดสู้กับเรา ถึงเรามุ่งไปพัตบองมันก็จะไม่ห่างจากเราแน่”

หมื่นวิชิตเพียรตื๊อลำดวนอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ทหารนายหนึ่งมาแนะว่า หมื่นเฝ้าเอาอกเอาใจเช่นนี้แม่ลำดวนไม่ชายตาดอก แล้วกระซิบแผนการให้ปราบพยศลำดวน หมื่นวิชิตฟังแล้วตาลุกกระเหี้ยนกระหือรือขึ้นมาทันที

ดึกคืนนี้เอง เกิดไฟไหม้ค่ายกระโจมของคณะละคร ทุกคนขนของและวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น หมื่นวิชิตมาบัญชาการดับไฟ สั่งหุ่นให้ไปดูแลคุณปิ่นพาท่านขุนหลบไปก่อน ส่วนตัวเองบอกลำดวนให้ไปช่วยกันเอาน้ำที่ลำธารมาดับไฟแล้วรีบพาลำดวนไปยังเกวียนที่ใช้สำหรับขนน้ำ

แต่พอลำดวนขึ้นเกวียน วัวที่เทียมเกวียนตื่นไฟวิ่งเตลิดไปทันที หมื่นวิชิตได้แต่ยืนดูอย่างหัวเสีย เหมเห็น ดังนั้นไล่ตามเกวียนไปทันที

จนเช้าวันรุ่งขึ้นลำดวนยังไม่กลับ ทั้งคุณปิ่นและขุนนาฏเป็นห่วงมาก สั่งคนให้ไปช่วยกันตามหา

วัวลากเกวียนวิ่งเตลิดเข้าไปในป่าสะบัดหลุดจากเกวียน ลำดวนอยู่ในเกวียนยังไม่หายตื่นตกใจ ยิ่งเมื่อโผล่มาดูไม่รู้ว่าตนอยู่แห่งหนใดก็กลัวจับใจ ลงจากเกวียนตะโกนขอความช่วยเหลือ

“มีใครอยู่บ้าง...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...”

ทันใดนั้นเสียงเสือคำรามแว่วมา ลำดวนตกใจถอยหลังกลับ พลันก็ตกใจสุดขีดเมื่อชนกับบางอย่างเข้าอย่างจัง ลำดวนร้องกรี๊ดสุดเสียง!

ooooooo

ลำดวนโล่งใจเมื่อผู้ที่ตนชนนั้นคือควาญช้างเหมนั่นเอง เหมพาเธอไปนั่งที่ริมลำธารเพื่อชำระล้างเนื้อตัวให้สดชื่น ลำดวนถามว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ที่ไหนถึงได้ตามมาถูก เหมพูดคุยด้วยโดยไม่หันมองว่า

“ฉันตามมาแต่เมื่อคืน แต่มันมืดนักจึงสะกดรอยไม่ได้ รอจนฟ้าสางเห็นวัวที่เทียมเกวียนกำลังเล็มหญ้าอยู่จึงคาดว่าวัวคงเตลิดหลุดออกจากเกวียน ฉันจึงเวียนหาละแวกนั้นจนเจอรอยเกวียนถึงได้ตามมาเจอแม่อีกที”

ลำดวนมองไปอีกฝั่ง ถามว่าเราต้องข้ามลำธารนี้ไปหรือ เหมบอกว่านั่นเป็นทางลัด ถ้าเราย้อนกลับไปทางเดิมกว่าจะถึงคงมืดค่ำ เห็นลำดวนกระอักกระอ่วนเหมถามว่าว่ายน้ำได้ไม่ใช่รึ คงไม่กลัวจมกระมัง

ที่แท้ลำดวนไม่ได้กลัวจมน้ำ เพราะอยู่อัมพวาว่ายน้ำเก่งมาแต่เด็ก แต่ไม่อยากเปียก

ลำดวนมองลำธารกะด้วยสายตาว่าคงลึกไม่ถึงเอว พลันเหมก็ชะงักจ้องไปที่ดงไม้ห่างไปไม่มาก เห็นเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่กำลังเดินอยู่ มันมองมาที่ตนกับลำดวน ลำดวนตกใจ เหมคว้าตัวอุ้มลุยข้ามลำธารไปทันที

เหมพาลำดวนข้ามลำธารไปได้โดยไม่เปียกแม้แต่น้อย เมื่อเหมวางลง ลำดวนเขินจนไม่กล้าสบตาเพราะเป็นครั้งแรกที่ต้องมือชายและใกล้ชิดกันถึงขนาดนี้

เหมพาลำดวนเดินทางลัดไม่นานก็มาถึงกระโจมพักแรมของคณะละคร ลำดวนดีใจมากชวนเหมรีบเข้าไปกัน

“แม่ไปคนเดียวเถิด ฉันจะตามไปทีหลัง” ลำดวนมองฉงนถามว่าทำไมเล่า “ชายหญิงหายไปด้วยกันทั้งคืนถึงจะเป็นเพราะฉันตามไปช่วยก็เถอะ แต่ก็ยากที่จะพ้นคำนินทาไปได้” เห็นลำดวนนิ่งไปอย่างเข้าใจ เหมย้ำว่า “แม่กลับไปคนเดียวเถิด หากมีคนถามก็บอกว่าหาทางกลับมาเองมิได้เจอฉัน แม่จะได้ไม่เสื่อมเสีย” พูดแล้วเหมเดินเลี่ยงไปทันที

ลำดวนมองตามเหมไปด้วยความรู้สึกชื่นชมความรอบคอบและห่วงใยตนของควาญหน้าตาน่ากลัวหนวดเครารุงรังคนนี้ขึ้นมาไม่รู้ตัว

ooooooo

ทุกคนดีใจมากเมื่อเห็นลำดวนกลับมาอย่างปลอดภัย หุ่นช่วยดูแลเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ ส่วนคุณปิ่นก็รีบไปจัดสำรับให้ ทุกคนกระวีกระวาด จนลำดวนบอกว่าไม่ต้อง

“อย่าไปห้ามแม่เขาเลย เขาห่วงเจ้าจนไม่เป็นอันนอนทั้งคืน ดีนะที่เจ้าหาทางกลับเองได้มิเช่นนั้นพ่อคงต้องให้คนหามออกป่าไปตามหาเจ้าแล้ว” ขุนนาฏเอ่ย ลำดวนหน้าเจื่อนไปเพราะความจริงมิได้เป็นอย่างที่ทุกคนเข้าใจ

เหมแอบดูอยู่จนเห็นหมดเรื่องแล้วจึงกลับไป ถูกมากับส่งจับผิดทันที มาพูดประชดว่าเหมหายไปทั้งคืน

จะให้เชื่อหรือว่าแค่พาช้างไปนอนที่อื่น เหมยืนยันว่าตนพาแม่โตหนีไฟไปค้างที่อื่นจนแม่โตหายตื่นกลัวจึงพากลับมาจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ

มาไม่เชื่อแต่คิดว่าเหมอู้งานขู่จะฟ้องท่านขุนให้ปลดเหมจากเสดียงให้ดู

แม้ว่ามาจะไม่ได้ระแวงเหมเรื่องลำดวน แต่เหมก็เครียดละอายใจที่ตนโกหก คืนนี้จึงไปขอให้ขุนศรีไชยทิตยประสะให้ตนด้วยเถิด ขุนศรีถามว่าเหมทำผิดข้อใดมารึ เหมสารภาพว่าตนพูดปด ขุนศรียิ้มบางๆ ตอบอย่างรู้ทันว่า

“ข้ารู้ แม่พังโตช้างของเอ็งกลัวไฟไหม้จนหนีออกไปนอนจริงแต่มิได้ไปห่างไกลนัก แลยังกลับมาเองอีกด้วย” เหมละอายใจได้แต่นิ่ง “ครานี้ ข้าจะทำพิธีประสะ สวดปัดเสนียดให้ แต่คราวหน้า ข้าจะเรียกเงินทำขวัญแทน ถ้าเอ็งทำผิดบ่อยๆ หมดเนื้อหมดตัวแน่”

เหมหน้าเจื่อน ขุนศรีไชยทิตยสั่งให้ไปตักน้ำ เหมไหว้ขอบพระคุณแล้วเดินเลี่ยงไป

ขุนศรีไชยทิตยมองตามเหมส่ายหน้าไปมา อย่างนึกรู้ว่าเหมกำลังมีปัญหาอะไรอยู่เป็นแน่

ooooooo

หลวงสรอรรถผู้โลภโมโทสันไม่สิ้นสุดไปทำบุญที่วัด ลูกน้องสอพลอว่าคุณหลวงทำบุญคราวละมากโข ผลบุญต้องส่งให้ได้เป็นพระยา แลร่ำรวยยิ่งกว่านี้เป็นแน่

“ฮ่าๆๆ นับแต่เครือญาติข้าเสื่อมวาสนาลง ข้าก็ไม่หวังในยศศักดิ์ใดแล้ว แต่เรื่องร่ำรวยนี่ถูกใจข้านัก พวกเอ็งคอยดูเถิด สักวันข้าจะมั่งมียิ่งกว่าพระยานาหมื่นเสียอีก” ระหว่างนั้น เหลือบเห็นบัวกำลังเดินคุยยิ้มแย้มมากับอินทร์ จึงหันสั่งลูกน้องว่า “เอ็งไปสืบมาซิว่าอ้ายคนที่อยู่กับแม่บัวเป็นผู้ใด”

บัวมาส่งอินทร์ที่จะลงเรือกลับ อินทร์ถามว่าจะไม่ให้ตนไปส่งที่วังจริงรึ บัวว่าวังอยู่ใกล้เพียงเท่านี้ เดินไปหน่อยเดียวก็ถึงแล้ว อินทร์มองด้วยสายตากรุ้มกริ่มมือจับชายสไบ บอกว่าตนรู้ แต่ที่ถามเพราะอยากอยู่ใกล้บัวเพิ่มขึ้นอีกสักนิดก็ยังดี

บัวเขินติงว่า “อย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ ในวัดในวามันไม่งาม อินทร์จึงปล่อยชายสไบแล้วลากลับ บอกว่าจัดการงานเสร็จเมื่อใดจะมาเยี่ยมอีก
ส่งอินทร์ลงเรือไปแล้ว พอบัวหันกลับก็ต้องชะงักเมื่อเจอหลวงสรอรรถยืนยิ้มถามเย้ยว่า

“ที่หมายใหม่รึ แล้วที่บอกว่าจะเป็นหม่อมเพื่อให้ฉันกราบไหว้เล่า หมดหวังแล้วล่ะซี”

“ถึงฉันมิได้เป็นหม่อมหรือมิได้ตำแหน่งกระไรเลย ก็ยังดีกว่าเป็นเมียน้อยคุณหลวงมากนัก” บัวถูกถามจี้ใจดำก็สะบัดเสียงใส่ หลวงสรอรรถก็ยังเซ้าซี้กรุ้มกริ่มว่าตนมิได้จะให้บัวเป็นเมียน้อยแต่จะให้เป็นเมียเอกอีกคนต่างหาก ยื่นหน้าเข้าไปบอกว่า ถ้าบัวเข้าใจผิด ตนจะส่งผู้ใหญ่ไปสู่ขอก็ได้ “พอเสียทีเถิด ฉันรังเกียจคุณหลวงไม่เข้าใจรึ”

หลวงสรอรรถแสดงความห่าม หื่น กระชากบัวเข้าไปพูดใส่หน้า “รังเกียจรึ ถ้าเช่นนั้นก็ดูหน้าฉันไว้ให้ดีๆ สักวันฉันจะทำให้แม่บัวเห็นหน้าฉันทุกเช้าค่ำอยู่กับคนที่แม่บัวรังเกียจไปจนวันตาย”

บัวดึงแขนกลับสะบัดหน้าเดินหนีไป หลวงสรอรรถจิกตามองตาม ยิ้มร้ายหมายเอาชนะบัวให้ได้

ต่อมาเมื่อหลวงสรอรรถรู้จากลูกน้องว่าอินทร์เป็นน้องชายของหม่อมดวงแขแลร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติไม่แพ้พระยาพานทองก็เครียด แต่ยังโอหังว่าถ้าแค่นั้นตนก็มี สบถอย่างเจ็บใจว่า

“หมดอ้ายเหมไปหนึ่ง เสด็จก็มิได้สนใจไยดี แม่บัว แต่กลับมีอ้ายอินทร์โผล่มาขวางทางกูอีก!”

ขณะนั้นเอง เรืองเข้ามายิ้มเยาะถามว่า “แค่ผู้หญิงคนเดียวจะเป็นจะตายเชียวรึคุณหลวง” หลวงสรอรรถฉุนขาดถามว่าจีนเชียงทองส่งมาทำอะไรอีกกำไรจากขายฝิ่นก็ปันกันแล้ว เรืองบอกว่าจีนเชียงทองให้มาบอกคุณหลวงว่ามีการค้าขายรายใหม่เข้ามา มีกำไรดีกว่าค้าฝิ่นมากนัก ถามว่าคุณหลวงสนใจไหม หลวงสรอรรถตาโตถามว่าค้าขายอะไร?

“ปืน” เรืองยิ้มร้าย “พวกญวนต้องการปืนจำนวนมากไว้ทำศึกกับสยาม ถ้าคุณหลวงหาปืนไปขายให้พวกญวนได้ จะได้เงินมากกว่าค้าฝิ่นหลายเท่านัก”

หลวงสรอรรถตาเป็นประกายยิ้มร้ายขึ้นในทันที

ooooooo

ค่ำนี้ขณะบัวกำลังจัดขนมลงในโถแก้วเพื่ออบควันเทียน ก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อข้าหลวงลิ่วมาบอกอย่างร้อนใจสุดๆ ว่าเสด็จถูกฟ้องร้องโทษถึงประหาร!

เมื่อบัว เทียนและข้าหลวงคนสนิทอีกสองสามคนเข้าไปพบหม่อมดวงแขในห้อง หม่อมเล่าด้วยสีหน้าเครียดจัดว่า

“พระยาธนูจักรฟ้องร้องว่าเสด็จทรงตัดสินคดีความโดยไม่เป็นธรรม เพราะรับสินบนจากสมิงพิทักษ์เทวา เป็นเหตุให้ลูกชายท่านต้องโทษ สมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวทรงพิจารณาอยู่ หากผิดจริง...” หม่อมดวงแข สะอึกอั้นไม่กล้าพูดต่อ

เทียนไม่เชื่อเพราะเสด็จมีทรัพย์สมบัติมากมายแล้วจะรับสินบนทำไม ส่วนบัวถามหม่อมดวงแขว่าจริงหรือเจ้าคะ?

“ฉันไม่แน่ใจนักดอก แต่สมิงพิทักษ์เทวาสนิทสนมคุ้นเคยกับพวกโขนละครนอกของเสด็จ หากมีการให้สินบนกันจริงก็ผ่านพวกโขนละครนอกเหล่านั้น”

บัวอึ้งไป เพราะอยู่วังมาหลายปีได้ยินได้ฟังอะไรมาบ้างแล้ว ฟังหม่อมดวงแขพูดแล้วเลยคิดว่าน่าจะมีโอกาสเป็นจริง พยายามตั้งสติถามหม่อมว่า

“แล้วหากเป็นเรื่องจริง จะต้องถึงกับประหารเชียวหรือเจ้าคะ”

หม่อมดวงแขอึ้งไปครู่หนึ่งจึงพยักหน้า บรรดาข้าหลวงต่างพากันร้องไห้ระงม แต่บัวนิ่ง คิดจะหาทางเอาตัวรอดอย่างไรดี?

ooooooo

คืนนี้ลำดวนคิดถึงความมีน้ำใจแลสุภาพของควาญเครารกนอนไม่หลับ เห็นหุ่นหลับไปแล้วจึงหยิบผ้าคลุมไหล่เดินออกไปนอกกระโจม ขณะกำลังรู้สึกสบายกับอากาศเย็นสดชื่นนั่นเอง ลำดวนก็ต้องเสียอารมณ์เมื่อหมื่นวิชิตเข้ามาทัก

หมื่นวิชิตยังตามตื๊อดื้อด้านจนลำดวนบอกว่าหากยังจะให้นับถือกันต่อไปก็ขอให้เลิกวุ่นวายกับตนเสียเถิดแล้วกลับเข้ากระโจมไป หมื่นวิชิตมองตามพึมพำอย่างเจ็บใจ...

“ยโสนัก ให้มันรู้ไปว่าชาตินี้กูจะไม่ได้หลานสาวเจ้าพระยามากราบตีนกูก่อนนอน!”

ฝ่ายสมิงสอดน้อยที่ไปสืบเรื่องทหารญวนกับทหารเขมรตามบัญชาของเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ปลอมตัวเป็นชาวบ้านนำพืชผลบรรทุกเกวียนเข้าไปในเมืองโปริสาท สมิงสอดน้อยกำชับทหารที่มาด้วยว่า

“ช่วยกันจำให้แม่นยำ มีกระไรอยู่ที่ใดอย่าให้พลาดเชียว จะได้เอาไปเขียนแผนที่ให้ท่านเจ้าพระยา”

จากการสังเกตสอดแนม สมิงสอดน้อยเห็นถึงความผิดปกติของทหารเขมรกลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือเดินเป็นระเบียบผ่านไป แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าเรื่องอะไร

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเดินตรวจความเรียบร้อยของทหาร และคุยกับพระศรีสิทธิสงครามที่เมืองพัตบองว่า

“เพลานี้ หลวงกำแหงคงลอบเข้าไปในเมืองโปริสาทได้แล้ว ฉันกลัวนักว่าสิ่งที่ฉันคิดจะเป็นจริง หากเป็นเช่นนั้น ศึกนี้คงหนักขึ้นอีกมาก” พระศรีสิทธิสงครามรายงานว่าได้แจ้งไปยังพระยาปลัดแล้วว่านอกจากขนเสบียงมาเพิ่มแล้วยังให้เกณฑ์ทหารมาสมทบอีกด้วย แม้ศึกนี้จะใหญ่กว่าที่คาดเราก็ยังรับมือได้ “แล้วหากทัพเขมรที่สวามิภักดิ์ต่อสยามเกิดแปรพักตร์เล่า”

พระศรีสิทธิสงครามตกใจถามว่าเหตุใดท่านเจ้าคุณถึงคิดเช่นนั้น? เจ้าพระยาบดินทร์เดชาบอกว่ายังไม่มีหลักฐาน เพียงแต่สงสัยเท่านั้นจึงส่งหลวงกำแหงไปหาข่าว พระศรีสิทธิสงครามเครียดหนัก ถามว่า

“หากเป็นจริง เท่ากับเราต้องรับทั้งศึกญวนแลศึกเขมรพร้อมกัน แลทัพเขมรที่อยู่กับเราตอนนี้ ก็อาจจะหันดาบเข้าใส่เราก็เป็นได้”

เจ้าพระยาบดินทร์เดชาเครียด เพราะคิดเรื่องนี้อยู่เช่นกันจึงอดหวั่นใจไม่ได้

ooooooo

คืนนี้ที่กลางป่า ขุนศรีไชยทิตยเห็นนกฝูงใหญ่พากันแตกฮือบินผ่านไป จึงดึงต้นหญ้าใกล้มือขึ้นดม พลันก็สั่งทุกคนอย่างตึงเครียดว่าพายุกำลังจะมาให้เร่งหาที่หลบฝนประเดี๋ยวนี้

หมื่นวิชิตหงุดหงิดหาว่าขุนศรีไชยทิตยเพ้อเจ้อ ฝนฟ้ากระไร ฟ้าสว่างแจ้งออกปานนี้ แล้วเดินเลี่ยงไปอย่างไม่สนใจ แต่เมื่อเหมและควาญพากันเตรียมรับมือพายุ ทหารกับพวกขุนนาฏจึงทำตาม หมื่นวิชิตเห็นดังนั้นรู้สึกเสียหน้าเลยยิ่งพาลเกลียดพวกควาญมากขึ้น

ผ่านไปเพียงครู่ใหญ่ ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างหนัก พายุพัดแรงจนเพิงพักแทบจะทานแรงลมไม่ได้ กระโจมถูกลมพัดตลบขึ้น จนขุนนาฏ คุณปิ่น ลำดวน และหุ่นที่อยู่ในกระโจมพากันตื่นกลัว ลำดวนกับหุ่นช่วยกันจับกระโจมไม่ให้ฝนสาดเข้ามา จนขุนนาฏบอกให้พอเถิดเปียกก็เปียกไป ให้ไปหลบกับพวกข้างนอกก็ได้

แต่ด้วยความเป็นห่วงท่านพ่อ ลำดวนกับหุ่นช่วยกันดึงกระโจมไว้แต่ก็สู้แรงลมไม่ไหว จนผ้าพัดปลิวไปหมด ทันใดนั้นเอง เหมวิ่งเข้ามาช่วยจับกระโจมไว้ แม้ตัวเองจะเปียกจนชุ่มแต่ก็ช่วยไม่ให้ฝนสาดเข้าไปในกระโจมได้

“เสดียง” ลำดวนอุทานอย่างซึ้งใจ

แต่หมื่นวิชิตไปหลบพายุที่เพิงพักให้ลูกน้องล้อมรอบกันพายุให้ตัวเอง กลับมองเหมอย่างหมั่นไส้ หาว่าทำเอาหน้า

“พ่อควาญเครารกช่างมีน้ำใจนัก” หุ่นเอ่ยอย่างชื่นชม ลำดวนอยู่ในกระโจมเห็นเหมเปียกโชก ดึงกระโจมไว้ไม่ให้ฝนสาดเข้ามา ก็ยิ่งซาบซึ้งในน้ำใจของควาญหนุ่มผู้นี้

รุ่งขึ้น ขุนนาฏให้คุณปิ่นจัดผ้าลายอย่าง คือผ้าที่แขกอินเดียทอคิดลวดลายตามใจชอบ กับผ้าย่ำมะหวาดคือผ้าลายที่ทำจากผ้าขาวจากต่างประเทศเป็นผ้าคุณภาพดี มามอบตอบแทนน้ำใจบรรดาควาญที่ช่วยในคืนพายุหนัก

ขุนนาฏมอบผ้าย่ำมะหวาดแก่ขุนศรีไชยทิตย และมอบผ้าลายอย่างแก่บรรดาควาญแต่ไม่มีควาญเครารกที่มาช่วยดึงผ้าคลุมกระโจมมารับผ้าด้วย ทุกคนพากันมองหาแต่ไม่เจอ

ผ่านพายุกระหน่ำไปไม่ทันไร คณะละครก็ปั่นป่วนแตกกระเจิงเมื่อถูกช้างสังข์บุกเข้ามาอาละวาด ขุนศรีไชยทิตยยิงหน้าไม้ใส่ช้างสังข์ แม้ไม่ระคายผิวแต่ช้างสังข์ก็หันมาเล่นงานฟาดงวงใส่ขุนศรีไชยทิตยทันที

เหมเห็นดังนั้นพุ่งเข้าไปวิ่งล่อช้างสังข์ไปทางอื่นอย่างไม่หวั่นเกรงอันตราย จนช้างสังข์วิ่งพ้นไปจากกระโจมยังความโล่งใจแก่ทุกคน

เหมล่อช้างสังข์เข้าป่าลึกแล้วหลบซ่อนตัวอยู่จนช้างสังข์วิ่งผ่านไปแล้ว เหมจึงออกมาย้อนกลับไปยังกระโจม

ขุนศรีไชยทิตยถูกช้างสังข์ทำร้ายบาดเจ็บ คาดว่าต้องพักรักษาตัวถึงกึ่งเดือน ขุนศรีชื่นชมเหมที่ล่อช้างสังข์ไป หาไม่แล้วคงต้องมีคนตายกันบ้างเป็นแน่ หุ่นและคุณปิ่นกลัวมาก คุณปิ่นบอกให้เรารีบหนีกันเถิด หากมันย้อนกลับมาเราอาจไม่โชคดีเหมือนคราวนี้ หมื่นวิชิตแทรกขึ้นอย่างขัดเคืองว่า เป็นเพราะพวกขุนศรีไชยทิตยไปรังควานช้างก่อน หากไม่แล้วมันคงไม่มาทำร้ายพวกเราดอก

“พูดอย่างนี้ได้อย่างไร พวกท่านขุนโพนช้างอยู่ก่อนแล้ว พวกเราต่างหากที่ไปขอให้ท่านขุนช่วยเหลือ พอเกิดเรื่องกลับพาลไปโทษท่าน ไม่ได้คิดสำนึกบุญคุณกันบ้างเลยรึ” ลำดวนโพล่งขึ้น ทำให้หมื่นวิชิตหงุดหงิดแต่ไม่กล้าตอบโต้

ขุนศรีไชยทิตยหันไปถามเหมว่า จะว่าอย่างไร เหมเสนอว่าหากมีครั้งนี้ก็คงมีครั้งต่อไป ต่อให้เราแยกออกไปก็ใช่ว่ามันจะไม่ย้อนมาทำร้ายคณะละครของท่านขุนนาฏอีก

“แล้วจะทำอย่างไรกันดีเล่าพ่อ” ขุนนาฏกลัวมาก

“เราต้องจับมันให้ได้ ก่อนที่มันจะทำร้ายใครอีก” เหมเด็ดเดี่ยวมาก ถูกหมื่นวิชิตเย้ยว่ามันใหญ่โตดุร้ายปานนั้นจะเอาอะไรไปจับมัน เหมหันบอกขุนศรีไชยทิตยว่า “ฉันจะใช้แม่พังโตเป็นช้างต่อ ล่อให้มันออกมา แม่พังชำนาญใช้งวงผูกเงื่อนเชือกคล้องขา หากเราคล้องขาอ้ายสังข์ได้ เราก็จะช่วยกันจับมันเอาไว้ได้”

“วิธีนี้เสี่ยงภัยนัก แลข้าเองตอนนี้ก็คงช่วยเหลือเอ็งไม่ได้ หากพลาดพลั้งขึ้นมา เอ็งอาจจะถึงตายก็เป็นได้” ขุนศรีติง

“แม้เสี่ยงก็ต้องทำขอรับ เพราะเราไม่มีหนทางอื่นแล้ว” เหมเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นมาก แม้ขุนศรีไชยทิตยจะหนักใจแต่ก็ไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ ลำดวนรู้ว่างานนี้มีอันตรายที่อาจถึงชีวิตก็ยิ่งเป็นห่วงเหมมาก

ooooooo

สายวันนี้ขณะเหมกำลังทายาเหลวๆ ข้นๆ ให้พังโต ลำดวนเข้ามาถามว่าทายาให้แม่พังโตหรือ แม่พังโตเจ็บป่วยเป็นอะไร

“มิได้เจ็บป่วย แต่เป็นยาที่ทาล่ออ้ายสังข์ หากมันได้กลิ่นก็จะเข้ามาหาแม่พังโต แลหากมันหลงเสน่ห์แม่พังโต ก็จะมีโอกาสจับมันได้”

ลำดวนหัวเราะขำๆ รำพึงว่า “ช้างก็ไม่ต่างจากคนรึ ในขุนช้างขุนแผน ผู้คนต้องฆ่ากันตายมากมายก็เพราะนางพิมเป็นเหตุ มิคิดว่าช้างตัวผู้ก็ถูกจับเพราะช้างตัวเมียได้”

“มิว่าช้างหรือคน หากหลงใหลแล้วก็เป็นอันตรายได้ทั้งสิ้น แต่นางพิมมิได้เป็นเหตุในการเข่นฆ่ากันดอก เป็นเพราะใจที่ไม่รู้จักพอของขุนช้างขุนแผนเสียมากกว่า”

“นี่พ่อเคยอ่านขุนช้างขุนแผนด้วยรึ” ลำดวนถามทึ่ง เหมตกใจที่พลั้งปากไปเพราะควาญอย่างตนไม่น่าจะอ่านขุนช้างขุนแผน รีบตัดบทว่าลำดวนมีอะไรกับตนหรือตนมีงานอีกมากไม่มีเวลามาพูดเล่นด้วยดอก

ลำดวนถอดสร้อยพระที่คอออก ยกขึ้นจบก่อนยื่นให้เหมบอกว่า

“พ่อออกไปโพนช้างคราวนี้อันตรายนัก ฉันยกให้พ่อ เพื่อที่คุณของพระรัตนตรัยจะได้คุ้มครองพ่อให้ปลอดภัย”

เหมอึ้งไปด้วยความซาบซึ้งน้ำใจของลำดวน และตอบแทนน้ำใจด้วยการมอบแหวนหางช้างให้ ลำดวนดีใจยิ้มหวานให้ถามว่าเขาถักให้ตนหรือ เหมปั้นหน้าขรึมกลบเกลื่อนความเขิน หันไปทายาให้พังโตทำเป็นง่วนกับการทายาแต่แอบมอง เห็นลำดวนใส่แหวนได้พอดีก็ยิ่งปลื้ม จนต้องหลบไปทายาให้พังโตอีกฟากหนึ่งปกปิดอาการของตัวเอง

ลำดวนดูออก แอบยิ้มขำอาการเขินของชายเครารกครึ้มร่างบึกบึน ก้มมองแหวนที่นิ้วยิ้มอย่างประทับใจ

ooooooo

ที่สวนบ้านหลวงสรอรรถ เรืองและลูกน้องช่วยกันขุดลังบรรจุปืนที่ฝังอยู่ขึ้นมามากมาย หลวงสรอรรถพาพระยาปลัดไปดู ยิ้มเจ้าเล่ห์บอกว่า

“ของสะสมของกระผมขอรับ ซื้อเก็บไว้ทีละเล็กละน้อย นี่ยังมีอีกมากนะขอรับ”

“มิน่าเล่า คุณหลวงจึงรับปากข้าง่ายดายนัก ที่แท้ก็มีของไว้รอหากำไรอยู่แล้ว” เรืองหัวเราะร่า

“ข้าจะได้กำไรมากน้อยเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับท่านเจ้าคุณจะเมตตา” หลวงสรอรรถมองไปทางพระยาปลัด

“คุณหลวงจะให้ฉันขนปืนพวกนี้ไปกับกองทัพของฉันล่ะสิ ฉันต้องขนเสบียงแลนำทหารไปสมทบที่พัตบองอยู่แล้ว ถ้านำปืนพวกนี้ไปด้วยก็หาผิดสังเกตไม่ จากนั้นคุณหลวงค่อยลอบเอาไปขายที่โปริสาทอย่างง่ายดาย” พระยาปลัดพูดอย่างรู้กัน หลวงสรอรรถหัวเราะชอบใจว่าท่านเจ้าคุณช่างรู้ใจตนดีจริงๆ

พระยาปลัดติงว่าปืนพวกนี้จะเป็นอาวุธย้อนกลับมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ถามว่าคุณหลวงคิดดีแล้วหรือ

“ทุกวันนี้ ดีฉันค้าฝิ่น ก็มิใช่ทำร้ายคนไทยกันเองหรือขอรับ ถ้าจะค้าปืนบ้างจะแปลกกระไร มีแต่จะได้เงินทองมากขึ้น แลส่วนแบ่งที่ท่านเจ้าคุณจะได้ก็มากขึ้นด้วย”

พระยาปลัดถอนใจเบาๆ คิดว่าตนทำผิดมามากแล้วจะผิดอีกสักนิดก็คงไม่เป็นไร หลวงสรอรรถกับเรืองจับสังเกตอยู่ต่างยิ้มให้กันกับงานที่ง่ายเกินคาด

การซ่อนลังอาวุธบนรถเสบียงของพระยาปลัด แม้จะถูกทหารตรวจแต่ก็รอดพ้น เรืองที่ปลอมตัวเป็นทหารถูกสอบถามเพราะไม่คุ้นหน้า พระยาปลัดก็ออกหน้ามาบอกว่าเป็นทหารคัดเลือกใหม่ ก็รอดพ้นไปได้อีก

พระยาปลัดถามเรืองว่าหลวงสรอรรถไปไหน เรืองบอกว่ารอท่านอยู่ในกระโจมแล้ว ครั้นพระยาปลัดไปที่กระโจม หลวงสรรอรรถเชิญให้เปิดกระโจมเข้าไป พอพระยาปลัดเห็นเด็กผู้หญิงอยู่ในนั้นก็ยิ้มพอใจ

หลวงสรอรรถพูดอย่างเลือดเย็นว่า ตนแสวงหาให้เจ้าคุณเป็นการเฉพาะ เพื่อระหว่างทางจะได้มีกระไรทำ แล้วกระซิบ

“การศึกสงครามย่อมจับได้เชลย คงมีเชลยเช่นนี้อีกมากให้ท่านเจ้าคุณ แลถึงตายไปก็หามีใครสนใจเชลยศึกไม่”

พระยาปลัดยิ้มพอใจ เข้าในกระโจมแล้วปิดผ้าคลุมกระโจมลงทันที หลวงสรอรรถแสยะยิ้มที่จับจุดอ่อนของพระยาปลัดได้ เยี่ยงนี้แล้ว พระยาปลัดก็เหมือนลูกไก่ในกำมือตนที่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด

ooooooo

ในที่สุด เหมก็ใช้แม่พังโตล่อจับช้างสังข์ได้ แต่เหมก็ได้รับบาดเจ็บถูกเชือกที่ล่ามช้างสังข์บาดเป็นแผลทั้งสองมือ

คืนนี้...บริเวณกระโจมที่พักของคณะละคร จึงมีการฉลองกันอย่างครึกครื้น ขุนนาฏ หมื่นวิชิตและพวกทหารร้องรำทำเพลง กินเหล้ากันอย่างสนุกสนานโดยมีลำดวน คุณปิ่น หุ่น และพวกนางรำคอยทำอาหารและนำเหล้ามาให้

เหม ขุนศรีไชยทิตยและพวกควาญต่างร้องรำทำเพลงดีอกดีใจกัน เพียงแต่อยู่ในระหว่างถือกรรมทำให้พวก ควาญกินเหล้าไม่ได้ ลำดวนยกอาหารมาให้พวกควาญพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า

“กินเยอะๆนะจ๊ะ แม่ท่านบอกว่าจับอ้ายช้างยักษ์ได้นับว่าน่ายินดีนัก ต่อให้เสบียงหมดก็ไม่เป็นกระไรจ้ะ”

พวกควาญต่างกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย ลำดวนถามเหมที่นั่งพักผ่อนสบายๆอยู่ว่า แผลที่มือเป็นอย่างไรบ้าง

“แค่โดนเชือกบาดไม่เป็นกระไรนักดอก” เหมจับสร้อยพระที่ลำดวนให้บอกว่า “คงเป็นเพราะสร้อยพระที่แม่ให้ฉันมาคุ้มครอง ฉันจึงแคล้วคลาดภยันตรายมาได้”

ลำดวนยิ้มเขิน เหมมองแหวนถักจากหางช้างที่นิ้วลำดวนแล้วยิ้มดีใจ

“แล้วช้างยักษ์เล่า ฉันยังไม่เห็นเลย พ่อเอาไปล่ามไว้ที่ใด” ลำดวนเปลี่ยนเรื่อง

“ฉันล่ามอ้ายสังข์ไว้ด้านโน้น ให้อยู่กับแม่พังโตจะได้ไม่ตกมัน คงพลอดรักกันประสาช้างกระมัง แม่อยากไปดูหรือไม่เล่า”

“บ้า...ใครจักอยากไปดูช้างพลอดรัก” ลำดวนทิ้งค้อนเขินแล้วเมินไปทางอื่น

หมื่นวิชิตเห็นลำดวนกับเหมคุยกันอย่างสนิทสนมยิ้มแย้มแจ่มใสก็โมโหหึง ถามทหารในวงเหล้าว่าอ้ายควาญนั่นมันมีกระไรดี แม่ลำดวนถึงได้ยิ้มระรื่นนัก ทหารสอพลอว่า

“ท่านหมื่นอย่ากังวลเลย อ้ายควาญเถื่อนเช่นนั้นจะมาเปรียบกระไรกับหมื่นท่าน”

“พูดถูกใจกูนัก เอ้า...กินเข้าไป ถึงพัตบองเมื่อใดกูจะเลี้ยงพวกมึงให้ถึงขนาด” หมื่นวิชิตหันไปดื่มเหล้าเฮฮากับทหารในขณะที่เหมยังพูดคุยกับลำดวนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ

ooooooo

รุ่งขึ้น คาราวานคณะละครออกเดินทางบ่ายหน้าไปยังพัตบอง ขุนนาฏกับคุณปิ่นนั่งอยู่บนหลังช้างเดียวกัน ส่วนลำดวนกับหุ่นนั่งอยู่บนหลังช้างอีกตัว
หมื่นวิชิตขี่ม้าคอยชำเลืองลำดวน เมื่อสบตา ลำดวนก็เมินไปทางอื่นทำให้หมื่นวิชิตไม่พอใจ ส่วนเหมขี่ช้างอยู่นำหน้า

ตกค่ำขบวนหยุดพักค้างแรม ขุนศรีไชยทิตยกินยาหม้อที่ส่งกับมาเอามาให้ มีพวกควาญเดินเวรยามใกล้ๆ ส่วนหมื่นวิชิตตั้งวงเหล้ากับทหารกลุ่มหนึ่ง หมื่นวิชิตเริ่มเมา มองมาทางพวกควาญพูดอย่างหมั่นไส้

“อ้ายพวกควาญ คุมสัตว์ใหญ่เข้าหน่อย ยโสโอหังนัก ถึงพัตบองเมื่อใด ได้เห็นดีกันแน่”

ทหารคนหนึ่งถามว่า “ท่านหมื่นยังจะอาฆาตพวกควาญอยู่หรือ ถ้าไม่ได้พวกมันเราก็มาไม่ถึงที่นี่ดอก”

“หุบปาก! หากมึงขืนพูดเข้าข้างพวกมันอีกคำเดียวได้เห็นดีกัน” หมื่นวิชิตตวาด ทหารนายนั้นเลยเงียบกริบ แต่หมื่นวิชิตยังพล่ามอย่างผยอง “กูเกลียดนัก อ้ายพวกที่ดูถูกดูแคลนกู คอยดูเถิดกูจะสั่งสอนพวกมันทุกคน”

ทันใดนั้น หมื่นวิชิตเห็นลำดวนเดินถือขันใส่น้ำ ออกจากกระโจมของขุนนาฏสวนกับหุ่นพอดี หุ่นถามว่า จะไปไหนรึ ลำดวนบอกว่าจะไปตักน้ำที่ลำธารมาให้พ่อท่าน หุ่นให้รอจะไปเป็นเพื่อน ลำดวนบอกไม่ต้อง ตนไปครู่เดียวเดี๋ยวก็กลับแล้ว หมื่นวิชิตได้ยินจิกตามองแล้วลุกตามไป

ลำดวนตักน้ำแล้วจะกลับ พอหันมาก็เจอหมื่นวิชิตมายืนเกือบติดตัว ลำดวนตกใจ ต่อว่าที่มาไม่ให้สุ้มเสียง แล้วจะเลี่ยงไป หมื่นวิชิตคว้ามือไว้ ลำดวนโมโหบอกให้ปล่อยเดี๋ยวนี้มิเช่นนั้นจะร้องให้อึง หมื่นวิชิตท้าให้ร้องเลยทุกคนจะได้รู้กันทั่วว่าอ้ายหมื่นคนนี้รักชอบแม่ลำดวนเพียงใด

ลำดวนไม่กล้าร้องเพราะอายคน เอาแต่ดิ้นและบอกให้ปล่อย เมาจนพูดจาไม่รู้เรื่องเช่นนี้ก็อย่ามาคุยกัน

“ไม่เมา! แม่ลำดวนอย่ามาดูถูกฉัน ฉันเพียรเกี้ยวแม่ลำดวนมานานปี แต่แม่ลำดวนไม่เคยเห็นฉันอยู่ในสายตา ถือว่าเป็นหลานเจ้าพระยาพระคลังแล้วจะเยาะกันได้รึ” ลำดวนถามว่าตนเยาะตั้งแต่เมื่อใด ตนไม่ชอบนิสัยใจคอของหัวหมื่นต่างหาก “ทำไม นิสัยใจคอฉันเป็นเช่นไร แม่จะบอกว่าฉันเลวรึ แต่ถึงฉันจะเลว ฉันก็เป็นหลานพระยานครนายก ไม่มีใครคู่ควรกับแม่เท่าฉันอีกแล้ว”

หมื่นวิชิตดึงลำดวนเข้าไปกอดจูบ ลำดวนดันเอาไว้ สู้สุดฤทธิ์ทำตะเกียงตกพื้น ร้องขอความช่วยเหลือ อย่างหมดห่วงเรื่องอาย ขณะกำลังผลักดันกันนัวเนียนั่นเอง มีหินก้อนหนึ่งขว้างมาถูกข้อพับหลังหัวเข่าหมื่นวิชิตอย่างแรงจนร้องโอ๊ยทรุดลง ลำดวนฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนีไป หมื่นวิชิตลุกขึ้นจะตามแต่ไม่ทัน ได้แต่ยืนเจ็บใจอยู่ในความมืด

ทันใดนั้นมีใบไม้ที่ขยำเป็นก้อนยัดปากหมื่นวิชิตเข้าไปเต็มๆ แล้วลากหายไปในความมืด

ลำดวนกลับถึงกระโจมมือเปล่า ปดคุณปิ่นว่าทำน้ำหกระหว่างทาง คุณปิ่นค้อนใส่อย่างขัดใจเดินออกจากกระโจมไป ลำดวนยังใจไม่อยู่กับตัวคิดไม่ตกว่าจะเล่าให้คุณปิ่นฟังดีหรือไม่ จนหุ่นมาเรียกหลายครั้งจึงสะดุ้ง หุ่นถามว่ามีอะไรหรือทำไมทำหน้าเช่นนั้น ลำดวนอึกอักไม่รู้จะเล่าดีหรือไม่ พลันก็มีเสียงทหารตะโกนบอกกันว่าหมื่นวิชิตถูกทำร้ายให้ไปช่วยกันเร็ว

ทุกคนตกใจ อึดใจเดียวหมื่นวิชิตก็ถูกหิ้วปีกมาในสภาพถูกซ้อมสะบักสะบอมหน้าตาบวมปูด

“เกิดกระไรขึ้น ใครทำหมื่นวิชิต” ขุนนาฏตกใจ

ลำดวนเอะใจว่าใครทำหมื่นวิชิต เหลือบไปเห็นเหมยืนมองหมื่นวิชิตยิ้มๆ พอสบตาลำดวนก็ตีหน้าขรึมแล้วเลี่ยงไป ลำดวนสงสัยว่าคนที่เล่นงานหมื่นวิชิตอาจเป็นเหมนั่นเอง

ooooooo

อินทร์ยังเพียรมาหาบัว วันนี้อินทร์ปรารภว่า เรื่องเสด็จนั้นโจษกันทั่วพระมหานครแล้ว ตนสงสารหม่อมก็ได้แต่ปลอบว่า ต่อให้เสด็จต้องโทษจริงก็คงไม่ถึงลูกเมีย แต่แท้จริงตนก็หวั่นใจไม่น้อย

“แต่ฉันเชื่อนะเจ้าคะ ว่าถึงเสด็จท่านจะผิดจริง แต่ความชอบที่มีนั้นเกินกว่าโทษนัก คงไม่หนักหนากระไรดอกเจ้าค่ะจะมีก็แต่ข้ารับใช้ที่พึ่งใบบุญเสด็จอย่างฉันเท่านั้นล่ะยังมิรู้จะทำเช่นไรต่อไปเลย” บัวตีหน้าเศร้า

“แม่บัวอย่าได้กังวลเลย” อินทร์จับมือบัวทำกรุ้มกริ่ม “หากฉันยังอยู่ ฉันจะมิยอมให้แม่บัวต้องตกระกำลำบากเป็นอันขาด” บัวเขินติงว่านี่กลางตลาดนะเจ้าคะ อินทร์จึงปล่อยมืออย่างเสียดาย “ฉันคงต้องไปก่อน แล้วจะหาโอกาสไปเยี่ยมแม่บัวในวังนะ”

พอแยกจากอินทร์ บัวเห็นคุณหญิงชมเดินหาบผักผลไม้เหงื่อท่วมตัวผ่านมา บัวมองตามอย่างคิดไม่ถึง แต่ก็เลือกที่จะหลบเลี่ยงไม่ทักทาย มองคุณหญิงแล้วส่ายหน้า บอกกับตัวเองว่า “คิดถูกแล้วจริงๆ”

ผิดกับหญิงชาวบ้านที่ถือขันน้ำมาให้คุณหญิงดื่ม ถามว่าคุณหญิงก็ได้ปลดพ้นตะพุ่นแล้วจะมาทำงานหนักทำไม ลูกชายก็ได้เป็นควาญมีเงินทองอยู่มิใช่รึ

“ฉันอยากช่วยพ่อเหมน่ะจ้ะ แลตั้งใจจะเก็บเงินทองไว้ปลูกเรือนให้พ่อเหมด้วย ช่วยกันหาอีกทาง พ่อเหมจะได้ไม่เหน็ดเหนื่อยเกินไป”

“ขยันเสียจริง ถ้าเช่นนั้น ดายหญ้าเสร็จแล้วอย่าเพิ่งกลับนะ อยู่กินข้าวปลาด้วยกันก่อน”

“จ้ะ” คุณหญิงยิ้มให้อย่างชื่นใจในน้ำใจจากคนยากไร้ด้วยกัน

ooooooo

วันนี้ขณะเหมป้อนหญ้าให้แม่พังโตนั้น ลำดวนนั่งคุยอยู่ใกล้ๆ เหมถามว่าเหตุใดจึงไม่บอกพ่อแม่ว่าอ้ายหมื่นนั่นมันทำบัดสีอย่างไร ลำดวนหน้าจ๋อยยอมรับว่าตนอายและกลัวไม่กล้าบอก

เหมติงว่ายิ่งกลัวอายก็เหมือนให้ท้ายอ้ายหมื่นวิชิตให้มันกำเริบเหิมเกริมมากขึ้น เตือนว่าระวังเถิดสักวันจะนำภัยมาให้

“ไม่กระมัง เมื่อคืนพ่อเสดียงช่วยฉันล้างอาย เล่นงานหมื่นวิชิตเสียปางตาย คงไม่กล้าอีกดอก” เหมตกใจที่ลำดวนรู้ แกล้งเมินไปทางอื่นทำไขสือถามว่าพูดเรื่องอะไรตนไม่รู้เรื่อง ทำให้ลำดวนยิ่งมั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือเหมแน่ๆ เลยถามว่า “ฉันมีพี่ชายที่นับถือคนหนึ่งต้องโทษเป็นตะพุ่นช้าง พ่อเองมีรอยสักตะพุ่นที่ท้องแขน มิรู้ว่ารู้จักตะพุ่นหญ้าที่ชื่อเหมบ้างหรือไม่”

เหมทำหน้าตายว่าตะพุ่นมีมากนัก ตนไม่รู้จักดอก ลำดวนรำพึงเศร้าๆว่าไม่รู้ว่าชาตินี้ตนจะมีบุญวาสนาได้เจอคุณพี่เหมอีกหรือไม่ เหมชำเลืองมองถามสียงอ่อนลงว่า

“เหตุใดถึงอยากเจอนักเล่า เมื่อต้องโทษเป็นตะพุ่นก็มีศักดิ์เสมอทาส ฉันไม่เข้าใจว่าจะอยากเจอคนต่ำศักดิ์เช่นนั้นเพื่อกระไร”

“ผู้อื่นอาจจะมองว่าคุณพี่เหมสิ้นศักดิ์ลำบากยากจนแล้ว แต่สำหรับฉัน ศักดิ์ของคนนับถือกันด้วยความดีงาม ทรัพย์สมบัติจะมีมากเพียงใดก็ไม่เท่าค่าของน้ำใจดอก คุณพี่เหมอาจจะตกต่ำไปเพียงไหนก็คือคุณพี่เหมของฉันมิเปลี่ยนแปลง”

ลำดวนสะบัดหน้าลุกไปงอนๆ เหมมองตามอย่างคิดไม่ถึงว่าเวลาผ่านไปหลายปีแล้วแต่ลำดวนยังคงดีกับตนเสมอ แล้วเหมก็สะดุ้งเมื่อแม่พังโตเอางวงมาพาดบ่าเหมือนจะหยอกเย้า เหมเอาหญ้าป้อนให้พูดอย่างร้อนตัวว่า

“อย่ามาเย้าฉันน่าแม่พังโต มิใช่อย่างที่แม่คิดดอก แม่จับคู่กับอ้ายสังข์แล้ว คิดว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนแม่รึอย่างไร”

เหมคุยกับแม่พังโตเขินๆ ไม่รู้ว่าหมื่นวิชิตแอบดูอยู่อย่างไม่พอใจ ที่ลำดวนคุยกับเหมที่เป็นควาญช้างอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส แต่กับตนที่เป็นถึงหมื่นและเป็นหลานของพระยานครนายกลำดวนกลับแสดงท่าทีรังเกียจ

หมื่นวิชิตจึงวางแผนที่จะทำดีหวังได้ใจลำดวน บังคับส่งกับมาให้ไปแอบดูลำดวนกับหุ่นอาบน้ำแล้วถูกจับได้ ตัวเองจึงออกไปช่วย แต่ถูกเหมจับได้เสียก่อนนำตัวส่งกับมาไปฟ้องขุนนาฏ ขุนนาฏบอกขุนศรีว่าเป็นคนของท่าน ท่านจัดการเถิด

ส่งกับมาตกใจกลัวสารภาพสิ้นว่า “หมื่นวิชิตให้พวกข้าไปแอบดูแม่ลำดวนกับพวกผู้หญิงแลให้ถูกจับได้ก่อนที่หมื่นวิชิตจะเข้ามาช่วยเพื่อให้แม่ลำดวนพึงใจขอรับ”

หมื่นวิชิตร้อนตัวหาว่าส่งกับมาโกหกเพื่อเอาตัวรอด ลำดวนฟังแล้วพูดกับเหมเบาๆว่า

“ฉันเชื่อพ่อเสดียงแล้ว ถ้ากลัวอับอายก็มีแต่จะทำให้คนผิดเหิมเกริมขึ้นเท่านั้น”

ooooooo

ที่เมืองโปริสาท สมิงสอดน้อยเข้าไปสอดแนมบริเวณกระโจมขององเตรืองกุลแม่ทัพญวนที่กำลังเจรจากับแม่ทัพเขมร

แม่ทัพเขมรถามว่าเมื่อได้ชัยชำนะแล้วแม่ทัพใหญ่จะสนับสนุนผู้ใดขึ้นปกครองชาวเขมร องเตรืองกุลบ่ายเบี่ยงว่าเรื่องนี้ยังอีกยาวไกลไว้ค่อยคุยกัน

“ไม่ได้ พวกท่านสนับสนุนนักองค์เม็ญขึ้นครองบัลลังก์ แต่พวกข้าไม่อยากอยู่ใต้อำนาจสตรี หากพวกท่านไม่สนับสนุนนักองค์อิ่มของพวกเราก็อย่าเจรจากันอีกเลย”

สมิงสอดน้อยตกใจสุดขีด เมื่อรู้ว่านักองค์อิ่มทรยศ!

องเตรืองกุลหัวเราะ “ท่านแม่ทัพช่างใจร้อนนักอย่าลืมสิว่านักองค์อิ่มนายของท่านกับนักองค์ด้วงได้หนีไปพึ่งพาสยาม แต่สยามสนับสนุนนักองค์ด้วงขึ้นครองบัลลังก์แต่เพียงผู้เดียว นายของท่านจึงแปรพักตร์มาอยู่กับพวกเรา เมื่อการณ์กลับกลายเป็นเช่นนี้แล้ว ท่านจะกลับไปหาสยามได้อีกรึ”

องเตรืองกุลหว่านล้อมให้แม่ทัพเขมรเข้ากับตนรับศึกสยามก่อน เสร็จศึกเมื่อใดยังมีโอกาสเจรจากันอีกมาก

ทันใดนั้น ทหารลาดตระเวนผ่านมาเจอสมิงสอดน้อย มันตะโกนกันให้จับไส้ศึก สมิงสอดน้อยใช้ดาบสองมือต่อสู้ แม้จะฆ่าพวกมันได้มากแต่ตัวเองก็ได้รับบาดเจ็บ

ทหารไทยที่ปลอมตัวมาร่วมสอดแนมกับสมิง–สอดน้อยเข้ามาช่วยและพาไปลงเรือหนี ทหารญวนตะโกนให้ตามไป!

ooooooo

ข้าบดินทร์

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด