ตอนที่ 5
อัลบั้ม: เจมส์ มาร์ ประกบ แมท ภีรนีย์ ใน ข้าบดินทร์
ลำดวนตกใจมากเมื่อรู้ว่าหลวงสรอรรถคือฆาตกรฆ่าเจเมสัน บุษย์ยืนยันว่าลุงรีเห็นกับตา แต่แกกลัวที่พ่อและตนถูกพวกทาสทำร้ายจึงหนีไปจนบัดนี้ยังไม่รู้ร่องรอยเลย
“ถ้าเช่นนั้น ฉันจะไปแจ้งเรื่องนี้ต่อท่านเจ้าคุณเอง เราจะได้รื้อฟื้นคดีช่วยคุณพี่เหมได้” ลำดวนขึงขัง
บุษย์ตกใจรีบห้ามเกรงหาลุงรีไม่เจอ เราไม่มีพยานยืนยันนอกจากจะฟื้นคดีไม่ได้แล้วยังเป็นการตีป่าให้เสือตื่นอีก หลวงสรอรรถต้องหาทางฆ่าเราปิดปากเป็นแน่ ลำดวนบอกบุษย์ว่าอยู่ปากน้ำตามหาลุงรีให้เจอแล้วส่งข่าวให้ตนที่อัมพวา
“มิว่าจะนานเท่าใด ฉันก็ต้องช่วยคุณพี่เหมให้จงได้ ไม่มีวันยอมให้คุณพี่เหมต้องรับโทษที่ตนไม่ได้ก่อเป็นอันขาด” ลำดวนมุ่งมั่นมาก
ooooooo
ครอบครัวเหมอยู่รวมกับพวกตะพุ่นหญ้าช้าง คุณหญิงกับเหมต้องไปเกี่ยวหญ้ามาเลี้ยงช้างเหนื่อยยากทุกข์เข็ญอย่างสาหัส พระยาบริรักษ์หวังให้พระยาปลัดช่วยย้ายเหมกับคุณหญิงไปอยู่ที่อื่น ด้วยหวังว่าที่ใหม่คงไม่มีใครรังแกทั้งสองอีก
เหมบอกว่าตนจะไม่ไปไหน พ่อกับแม่อยู่ที่ใดตนก็จะอยู่ด้วย ถ้าตนต้องไปพ่อกับแม่ก็ต้องไปด้วย ยืนยันเด็ดเดี่ยวว่า แม้ต้องตายก็จะตายด้วยกันที่นี่
แล้วจู่ๆก็มีผู้มาเคาะประตูร้องถามเข้ามาว่า “ที่นี่มีคนชื่อเหมหรือไม่ ฉันมาจากเมืองปากน้ำ มีข่าวจะมาแจ้ง” เจ้าคุณบริรักษ์ดีใจนึกว่าเจ้าคุณปลัดเป็นแน่ แต่พอคุณหญิงชมไปเปิดประตูกลายเป็นพุ่ม ที่ทั้งเจ้าคุณและคุณหญิงไม่รู้จัก แต่เหมถึงกับพรวดเข้าไปกอดกันด้วยความดีใจ
พุ่มบอกเหมว่าขรัวปู่มรณภาพแล้ว แต่ขรัวปู่เป็นห่วงเหมมากเพราะเหมเป็นศิษย์คนสุดท้าย ท่านจึงสั่งเสียให้ตนมาหาเหมเพื่อดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง
เหมยกมือไหว้สำนึกบุญคุณของขรัวปู่ ชวนพุ่มอย่าเพิ่งกลับเมืองปากน้ำจะได้คุยกันให้หายคิดถึง
“ข้าไม่กลับไปเมืองปากน้ำแล้วจะใช้วิชาโหราศาสตร์ที่ได้จากขรัวปู่หากินเลี้ยงตัวเองสืบไป” เหมถามว่าเหตุใดจึงไม่กลับไป พุ่มถามหน้าเครียดว่า
“เอ็งยังจำคดีชำเราเด็กหญิงที่โจษกันไปทั่วเมืองปากน้ำเมื่อหลายปีก่อนได้หรือไม่”
เหมจำได้ถามว่ามันเกี่ยวกระไรกันหรือ?
พุ่มเล่าเหตุการณ์ในครั้งกระโน้นให้เหมฟังด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า ตนไปพบศพฝังอยู่ในป่าช้าปะปนกับศพอื่นเพื่อกลบเกลื่อนปิดบัง แต่ตนมิได้แพร่งพรายแก่ผู้ใด แลรีบมาแจ้งแก่พระยาปลัดทันที พระยาปลัดให้พุ่มรอที่เรือน ตนไปตามตำรวจมาก่อนค่อยไปป่าช้าด้วยกัน
ระหว่างนั่งรอ พุ่มจับยามสามตาตามตำราโหราศาสตร์แล้วตกใจหน้าซีดเผือด เมื่อพระยาปลัดกลับมาพร้อมหลวงสรอรรถและลูกน้องอาวุธครบมือ พุ่มก็หายไปแล้ว
“ไหนเล่าขอรับ อ้ายคนที่เห็นเหตุ” หลวงสรอรรถถาม พระยาปลัดสั่งอย่างฉุนเฉียวเกรี้ยวกราดให้หาให้ทั่วคาดว่าพุ่มคงยังหนีไปได้ไม่ไกล หลวงสรอรรถสั่งลูกน้องกระจายกำลังค้นหาทันที พระยาปลัดตำหนิหลวงสรอรรถอย่างไม่พอใจว่า
“แต่ก่อนก็ทิ้งศพลงน้ำ พอเปลี่ยนมาฝังก็มีคนมาเจออีก คุณหลวงจะทำลายศพให้เรียบร้อยกว่านี้ไม่ได้หรืออย่างไร”
“ท่านเจ้าคุณสังวาสตายเกือบทุกวัน ดีฉันก็ต้องมีพลาดบ้างสิขอรับ” หลวงสรอรรถเสียงเข้มขึ้น ต่างหงุดหงิดแต่ก็ไม่ทะเลาะกันมากกว่านี้
พุ่มซ่อนอยู่บนต้นไม้ใกล้ๆนั้น ได้ฟังความจริงจากทั้งสองที่ทะเลาะกัน พุ่มเกือบตกจากต้นไม้ ต้องกอดต้นไม้และเอามือปิดปากตัวเองไว้แน่น
“เจ้าลุงน่ะหรือเป็นฆาตกร” เหมตระหนก พุ่มบอกว่าถ้าไม่ได้ยินกับหูตนก็ไม่อยากเชื่อ เหตุนี้เองตนจึงอยู่ปากน้ำต่อไปไม่ได้ ขืนอยู่ก็ตายเปล่าเท่านั้น
พระยาบริรักษ์อยู่ในห้องได้ยินที่พุ่มเล่าทั้งหมดถึงกับช็อกล้มตึง ทำให้สิ้นหวังที่จะให้พระยาปลัดช่วยเหมและคุณหญิงออกจากที่นี่ รำพึงอย่างเจ็บปวด
“หลอกให้ฉันรับผิด เป็นอุบายจะกำจัดฉันให้พ้นทาง เจ้าคุณปลัดไม่น่าทำกันเลย”
พระยาบริรักษ์เสียใจจนหมดสติไป
ooooooo
บุษย์ได้เจอกับลำดวนอีกครั้งก่อนที่ลำดวนจะลงเรือจากปากน้ำกลับไปอัมพวา บุษย์เล่าให้ลำดวนฟังว่า
“แม่แสงเนยคนรักของกระผม เป็นหลานสายจีนจู๊ เจ้าของโรงสี จีนจู๊มิได้รังเกียจที่กระผมมีแต่ตัว ยอมให้กระผมแต่งงานกับแม่แสงเนย แลยังออกอุบายให้กระผมไว้เปียเหมือนพวกจีนเพื่อหนีการสักเลกด้วยขอรับ” แต่บุษย์ยืนยันขันแข็งเรื่องการตามหาลุงรีว่า “คุณหนูลำดวนไม่ต้องห่วง เว้นแต่ลุงรีจะตายเสีย มิเช่นนั้นต่อให้พลิกเมืองปากน้ำ กระผมก็ต้องหาลุงรีเจอให้จงได้ ถ้าหากได้ความคืบหน้าอย่างไร กระผมจะส่งคนไปแจ้งต่อคุณหนูที่ตำหนักอัมพวาทันทีขอรับ”
ลำดวนดีใจที่มีทางช่วยเหมได้แล้ว ยื่นถุงเงินให้บุษย์บอกว่าเอาไว้รักษาลุงไปล่ แล้วลงเรือจากไป...
ขุนศรีไชยทิตยผู้มีเมตตา ยังหายามารักษาพระยาบริรักษ์ เพราะยานี้ต้องกินนานเดือนแต่ตนต้องไปโพนช้างในป่าไม่แน่ว่าจะกลับมาเมื่อใด หากยาหมดเหมต้องไปหาซื้อเอาเอง ตนจะเขียนตำรายาไว้ให้ เหมหน้าเสียเพราะพวกตนถูกยึดเงินไปหมดแล้ว
“เอ็งมีวันหยุดมิใช่รึ วันหยุดเมื่อใดก็ไปรับจ้างคนแลกเบี้ยแลกอัฐเอาซี เพราะมหานครมีผู้คนมากนัก ขอเพียงเอ็งขยันขันแข็ง จะต้องกลัวอะไร”
เหมฟังด้วยสีหน้าเคร่งขรึมมุ่งมั่นว่าจะลำบากเหนื่อยยากเพียงใดก็ต้องหาเงินมาซื้อยารักษาเจ้าคุณพ่อให้ได้
บ่ายนี้ เหมเดินมาส่งพุ่ม ถามว่าเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไรหรือ ยอมรับว่ายามตกอับเป็นตะพุ่นเช่นนี้ ได้เจอเพื่อนเก่าตนก็ดีใจ พุ่มตบบ่าบอกว่าได้เจอแน่ ขอให้ตนลงหลักปักฐานได้เมื่อใดจะมาหาอีก เหมปรารภว่า
“พี่ได้วิชาจากขรัวปู่ติดตัว ต้องได้ดีแน่ แต่ฉันถึงจะมีวิชาก็คงไม่ได้ใช้แล้ว คงต้องเกี่ยวหญ้าช้างไปจนตาย”
พุ่มหัวเราะขำจนเหมถามว่าขำกระไรหรือ พุ่มเล่ายิ้มแย้มว่า “ที่ขรัวปู่คาดการณ์ไว้ดังตาเห็นน่ะสิ เอ็งรู้หรือไม่ว่าก่อนมรณภาพ ขรัวปู่ยมสั่งเสียให้ข้าบอกเอ็งว่าอย่างไร”
พุ่มเล่าว่า หลายวันก่อน ตนนั่งเฝ้าไข้ขรัวปู่อยู่ ท่านพูดเหนื่อยหอบว่า
“อ้ายเหม มันเป็นบุตรพระยาชั่วชีวิตมันมีแต่คนยกย่อง มิเคยตกระกำลำบาก เคราะห์ซ้ำกรรมซัดคราวนี้ มันคงท้อแท้ทอดอาลัย หากเอ็งเจอมัน จงจำคำของข้าไปบอกอ้ายเหมด้วย...อ้ายเหมมันเหมือนคนใกล้ตาย หากมันปล่อยชีวิตให้ท้อแท้ทอดอาลัย ก็ไม่ต่างจากตายแล้ว แต่หากมันอดทนสู้ ก็จักมีหวังที่จะรอด และมีสองสิ่งที่มันจะต้องยึดถือไว้ช่วยตัวมันเองได้”
“สิ่งใดขอรับ” พุ่มตื่นเต้น
“หนึ่ง คือวิชาความรู้ มิว่าวิชาใดที่มันเล่าเรียนมา จงหมั่นทบทวนศึกษาให้แตกฉาน...สอง คือหัวใจที่ยึดถือในทางถูกควร คนที่รู้ดีชั่วถูกผิด แลเลือกทำในสิ่งที่ถูกควร แม้ตกอับอย่างไรก็จะรอดปลอดภัยในบั้นปลาย”
เหมทบทวนสิ่งที่ขรัวปู่ยมฝากพุ่มมาถึงตนที่ว่า... “วิชาความรู้และหัวใจที่ยึดถือในทางถูกควร” พุ่มพยักหน้ายืนยัน ทั้งยังให้เงินเหมไว้ บอกว่ามิใช่เงินทองมากมายกระไร ตนทำบุญช่วยค่ายาสมุนไพรของคุณพ่อเขา เหมยกมือไหว้
“ขอบพระคุณพี่พุ่มนัก ยามนี้ อย่าว่าแต่เงินเลย ต่อให้เป็นข้าวเม็ดเดียว น้ำหยดเดียว ฉันก็ขอจำบุญคุณจนวันตาย”
“ข้าเชื่อว่า สักวันคนอย่างเอ็งต้องกลับมายืนในที่ที่เอ็งเคยยืนได้แน่ ข้าไปล่ะ” พุ่มสะพายห่อผ้าเดินจากไป เหมมองตามสีหน้าเศร้า นึกในใจแต่ไม่กล้าพูดต่อหน้าพุ่มว่า “แต่ที่ที่ฉันเคยยืน มีทั้งพระยาปลัดแลหลวงสรอรรถยืนขวาง อยู่ ฉันจะกลับไปได้หรือพี่พุ่ม” คิดแล้วก็มีแต่ความท้อแท้...
ooooooo
ขุนนาฏยโกศลและคุณปิ่น นำตัวบัวไปกราบหม่อมดวงแขเป็นนางเอกในคณะละครของหม่อม
“งามจริงอย่างที่คุณท้าวว่า คณะละครของฉันได้แม่บัวมาเป็นนางเอก ต้องมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นแน่” หม่อมดวงแขชม บัวฟังแล้วปลื้มมาก ยิ่งมั่นใจในเป้าหมายของตน หม่อมดวงแขพูดให้ขุนนาฏและคุณปิ่นวางใจว่ามิต้องห่วง ตนจะดูแลลูกสาวท่านขุนเหมือนญาติเลยทีเดียว
ครู่หนึ่งเสด็จเดินยิ้มแย้มออกมาถามหม่อมว่าได้นางละครมาแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้างเล่า หม่อมดวงแขขอให้ทอดเนตรเองเถิด
บัวลอบมองเสด็จที่นั่งอยู่ข้างหม่อมดวงแข เห็นเป็นคนหล่อเหลาแม้จะอายุพอสมควร แต่ดูดีมีสง่าราศีตามวัยและมียศศักดิ์ บัวบอกตัวเองในทันทีว่าไม่รู้สึกลำบากใจอะไรถ้าต้องเป็นหม่อมของเสด็จจริง เสด็จมองบัวอย่างพึงใจเอ่ยกับหม่อม
“งามนัก ราวกับจินตหราก็ไม่ปาน ช่างเป็นโชคของเราโดยแท้หม่อม”
บัวก้มหน้าเขินแต่แอบมีความหวังที่จะได้เป็นหม่อมต้องห้ามในอนาคต เทียนนางข้าหลวงวัยเดียวกันพาบัวไปห้องพัก บัวชมกับเทียนว่าเสด็จกับหม่อมดวงแขท่านพระทัยดีมาก แล้วเลียบเคียงถามว่าเสด็จมีหม่อมกี่คนตนจะได้ไปฝากเนื้อฝากตัว พอเทียนบอกว่ามีหม่อมดวงแขท่านเดียว บัวก็ทำเสียงแปลกใจว่า
“ท่านเดียว?? เสด็จท่านมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ถึงเพียงนี้ จะมีหม่อมท่านเดียวได้อย่างไรกันจ๊ะ”
เป็นคำถามที่ทำเอาเทียนตอบไม่ออก เลยตัดบทให้บัวพักก่อนตนไม่รบกวนแล้ว พอเทียนออกไป บัวก็คิดแปลกใจไม่อยากเชื่อเลยว่าเสด็จที่ทั้งหล่อ เท่ มียศศักดิ์เช่นนี้ จะมีหม่อมดวงแขท่านเดียว??
ลำดวนกับหุ่นกลับไปถึงอัมพวาก่อน ช่วยกันเร่งทำความสะอาดบ้านเพราะบ่ายนี้ขุนนาฏกับคุณปิ่นก็จะมาถึงแล้ว ขณะกำลังวุ่นวายกันนั่นเอง หมื่นวิชิตก็เอะอะอวดเบ่งอยู่ข้างล่างเมื่อถูกบ่าวไพร่กันไม่ให้ขึ้นเรือน หุ่นได้ยินเดาว่าต้องเป็นพันวิชิตแน่ พอโผล่ดูก็ใช่จริงๆ
พอขึ้นเรือน หมื่นวิชิตก็ยิ้มร่าปรี่เข้าทักทายลำดวน พล่ามว่าพอรู้ว่าลำดวนมาก็ดีใจนัก ตัดพ้อว่าทำไมจะมาถึงไม่แจ้งตนก่อนต้องให้ตนรู้จากคนอื่นเช่นนี้
“พันวิชิต” ลำดวนพึมพำเซ็งๆ
“หมื่นวิชิตจ้ะ พี่ได้เลื่อนยศแล้ว” หมื่นวิชิตคุยโวเสียงดังหน้าบาน ลำดวนไม่ได้แสดงความยินดีด้วยแต่กลับบอกว่า
“หมื่นวิชิต ฉันมีงานการอีกมากต้องทำ กลับไปก่อนเถิด”
“แม่ลำดวน...” หมื่นวิชิตคราง “ทำไมพูดเช่นนั้นล่ะจ๊ะ” แล้วเดินตามติดแจ ไม่ว่าลำดวนจะไปทำอะไรก็ตามไปจนลำดวนรำคาญมาก หุ่นเห็นเช่นนั้นก็เดินตามติดลำดวนไปคอยขวางด้วยความเป็นห่วง
ooooooo
เหมมุมานะทำงานเพื่อหาเงินมาซื้อยารักษาเจ้าคุณพ่อ งานหนักก็เอางานเบาก็สู้ แม้แต่แบกกระสอบข้าวก็ทำ เมื่อได้เงินก็รวบรวมไว้ซื้อยา จนคุณหญิงสงสารจับใจ
จนกระทั่งผ่านไป 1 เดือน เหมรวบรวมเงินจะไปซื้อยา คุณหญิงติงว่าเจ้าคุณอาการดีขึ้นมากแล้วคงไม่ต้องซื้อยาอีก แต่เหมยังไม่วางใจ บอกคุณหญิงแม่ว่าไม่ต้องห่วง เพราะยังมีสร้อยข้อมือเส้นเล็กที่จะขายเอาเงินไปซื้อยาได้
คุณหญิงตกใจถามว่าเป็นสร้อยที่เหมให้บัวไว้ไม่ใช่หรือแล้วจะขายได้อย่างไร เหมตอบหน้าเศร้าว่าเมื่อสิ้นรักแล้วเก็บไว้ก็หาประโยชน์อันใดไม่ สู้ขายทองมาซื้อยาให้พ่อท่านดีกว่า คุณหญิงเศร้านักที่ยามนี้ มิเพียงต้องสิ้นลาภยศสรรเสริญ หากแม้แต่ความรักก็ยังรักษาไว้ไม่ได้
พระยาบริรักษ์ที่นอนลืมตาอยู่ได้ยินทุกถ้อยคำ ทั้งสงสารลูกและรู้สึกผิดอย่างที่สุดที่ตนทำให้ลูกต้องตกในสภาพนี้
เหมนำสร้อยข้อมือไปขายได้เงินใส่ถุงจะกลับ ก็ได้ยินชาวบ้านสองคนคุยกันว่าในวังซื้อของมากมายนักขนคนเดียวคงไม่ไหว เห็นทีต้องหาคนมาช่วยขนของ แต่ป่านนี้แล้วจะไปหาได้ที่ไหน นัดหลังเพลค่อยมาหาพวกจับกังอาจจะได้บ้าง
เหมได้ยินจึงรับจ้างขนของเข้าวัง เทียนรับของแล้วบอกให้เหมรอตรงนี้เดี๋ยวตนจะไปเอาค่าจ้างมาให้ ไม่ถึงอึดใจเหมก็ได้ยินเทียนทักบัวที่เดินสวนมาว่า
“มีกระไรหรือจ๊ะแม่บัว มาถึงในครัวเชียว”
เหมเย็นวาบไปทั้งตัวเหลือบเห็นบัวก็รีบเบือนหน้าหนี ตัดสินใจจะให้บัวเห็นตนในสภาพนี้ไม่ได้ ใช้ผ้าขาวม้าโพกหน้าเดินเลี่ยงออกไป เทียนร้องถามว่าจะไปไหน ไม่เอาค่าจ้างรึ บัวถามเทียนว่าใครหรือ
“คนรับจ้างขนของน่ะจ้ะ จู่ๆก็หนีไป พิกลนัก” เทียนบ่น บัวหันมองรู้สึกคุ้นๆ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร
ooooooo
เหมซื้อยากลับมา คุณหญิงให้ดูแลเจ้าคุณพ่อสักครู่ตนจะไปต้มยา พระยาบริรักษ์พยายามลุกขึ้น เหมรีบประคอง
“ระวังขอรับ”
“พูดเหมือนเดิมเถิดเจ้าเหม เจ้าคะเจ้าขา ลูกอย่างนั้นลูกอย่างนี้ พ่อคุ้นหูมากกว่า”
“ลูกไม่อยากให้ผู้คนแถวนี้เยาะหยันเอาว่าเป็นผู้ดีตกยากน่ะเจ้าค่ะ ก็เลยมิได้พูดตามที่เคยชิน”
เจ้าคุณแค่ยิ้มบางๆ บอกเหมว่าอยากออกไปเดินข้างนอก เหมจึงประคองเจ้าคุณพ่อออกไปนอกกระท่อม
ออกไปเห็นทุ่งหญ้าเขียวขจีสุดสายตา พระยา
บริรักษ์รำพึงว่านับแต่ตกเป็นตะพุ่นหญ้าช้างก็ไม่ได้ช่วยเกี่ยวหญ้าเลยสักครั้ง โทษว่าเพราะตนโดยแท้ทำให้เหมกับคุณหญิงต้องตกทุกข์ได้ยากถึงเพียงนี้ เหมบอกว่าเรื่องผ่านไปแล้วอย่าได้รื้อฟื้นอีกเลย แล้วประคองให้นั่ง เจ้าคุณรำพึงว่า
“เจ้าไม่โกรธพ่อ พ่อก็ดีใจที่สุดแล้ว แต่เจ้าจงจำไว้ว่าถึงเจ้าจะกลายเป็นคนไร้ค่า เป็นเศษเสี้ยวธุลีของแผ่นดิน เจ้าจงรู้ว่า แผ่นดินให้อะไรกับเจ้าและตัวเจ้าเองมีความหมายต่อแผ่นดินเพียงใด จงทำตัวเป็นเศษธุลีที่มีค่าของแผ่นดินเถิดเจ้าเหม”
“เจ้าค่ะ ลูกจะจดจำไว้ ลูกจะเป็นเศษเสี้ยวที่มีค่าของแผ่นดินเจ้าค่ะ”
“ดีแล้ว เจ้าจงดูพ่อไว้เป็นเยี่ยง แต่อย่าเอาอย่างเสียทั้งหมด ชีวิตพ่อรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่ก็โง่เขลางมงายเกินไป จึงต้องลงเอยเช่นนี้”
“เจ้าคุณพ่อหลงกลเพราะไว้ใจเพื่อน หาใช่โง่เขลาไม่เจ้าค่ะ” เหมเอ่ยอย่างเจ็บใจ ประคองเจ้าคุณพ่อจะพากลับเรือน
“ขอพ่อหลับตาสักพักเถิด กว่าแม่เจ้าจะต้มยาเสร็จก็อีกนาน ไม่ต้องรีบดอก” แล้วท่านก็หลับตายิ้มบางๆ เอ่ยอย่างมีความสุข “พ่อได้กลิ่นใบหญ้า หอมเหลือเกิน เหมือนวันที่พ่อถวายสัตย์สาบานแห่งน้ำพระพัฒน์สัจจาไม่มีผิด วันนั้น...เป็นเพลาศึก จึงทำพิธีกันกลางทุ่งหญ้า พ่อก็ได้กลิ่นใบหญ้าเช่นนี้”
“เจ้าคุณพ่อไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ลูกฟังเลยนะเจ้าคะ”
“วันนั้น...” พระยาบริรักษ์หลับตาระลึกความหลัง “พราหมณ์ท่องอ่านโองการ พ่อยังจำได้จนถึงทุกวันนี้...
อย่ารู้ว่าอันตราย ขจรขจายอเนกบุญ มีศรีบุญพ่อก่อเสกเหง้า ใครซื่อฟ้าสองย้าวเร่งยิน...ผู้ซื่อสัตย์จะไม่ได้รับอันตราย เทพยดาฟ้าดิน จะรับรู้ในความ...”
เหมฟังอย่างตั้งใจ พลันก็เอะใจเมื่อเจ้าคุณพ่อเงียบไป หันมองเห็นเจ้าคุณพ่อคอพับมือตกอยู่ข้างตัว ท่านไม่หายใจแล้ว! เหมตกใจสุดขีดร้องเรียก “เจ้าคุณพ่อ! เจ้าคุณพ่อ!!” แล้วตะโกนเรียกน้ำตาอาบหน้า “ท่านแม่ ออกมาเร็วๆเข้า”
เหมซบอกร่างไร้วิญญาณของเจ้าคุณพ่อร้องไห้ตัวสั่นสะท้าน...
หลังจากสิ้นเจ้าคุณพ่อ 7-8 วัน ก็เผาศพพระยาบริรักษ์กลางแจ้งโดยมิได้ขึ้นเมรุเนื่องจากความยากจน ทั้งเหมและคุณหญิงยืนดูศพพระยาบริรักษ์มอดไหม้ในกองไฟน้ำตาไหลพรากตลอดเวลา
เมื่อสิ้นเจ้าคุณพ่อแล้ว เหมระลึกถึงคำสั่งเสียของพระครูยมที่ไม่ให้ท้อแท้แล้วเอาดาบสองมือที่พระครูให้มาฝึกระลึกถึงคำสอนของท่านที่ฝากพุ่มมาบอก...
“มีสองสิ่งที่มันจะยึดถือไว้ช่วยมันเองได้ หนึ่งคือวิชาความรู้ สองคือหัวใจที่ยึดถือในทางถูกควร” และคิดถึงคำสั่งเสียก่อนตายของเจ้าคุณพ่อ “เจ้าจงจำไว้ว่า ถึงเจ้าจะกลายเป็นคนไร้ค่า เป็นเศษเสี้ยวของแผ่นดิน เจ้าจงรู้ว่า แผ่นดินให้อะไรกับเจ้า และตัวเจ้าเองมีความหมายต่อแผ่นดินเพียงใด จงทำตัวเป็นเศษธุลีที่มีค่าของแผ่นดินเถิด เจ้าเหม”
เหมฮึดขึ้นมา เริ่มต้นซ้อมเพลงดาบอาทมาตอีกครั้ง ด้วยลีลาที่รวดเร็ว พลิกแพลง สวยงามยิ่งนัก
ooooooo
กลับไปอยู่อัมพวา ลำดวนเล่นละครเป็นนางสีดา งดงามทั้งรูปร่างหน้าตาและท่ารำโดยมีหุ่นเป็นพระรามรำคู่กัน เป็นที่ชื่นชมปลาบปลื้มแก่ชาวบ้านที่ได้ชมละครหายากนี้
แล้วคืนหนึ่ง คุณปิ่นก็บอกลำดวนว่าจะนำตัวเข้าไปอยู่ในวัง ลำดวนตกใจมาก บอกแม่ว่าส่งตนเข้าวังก็เหมือนส่งตนไปตาย ขุนนาฏหว่านล้อมว่าบัวเข้าไปอยู่ในวังก็ได้เป็น “คุณข้างใน” มีทั้งเกียรติศักดิ์ศรีแลทรัพย์สินเงินทอง แต่ลำดวนอ้อนว่าอยากอยู่กับพ่อแม่ท่าน ไม่อยากไปที่ใดทั้งสิ้น
ขุนนาฏตัดบทว่าหากลำดวนมีคนรัก พ่อแม่ก็จะไม่บังคับ แต่นี่ไม่มีห่วงอันใด แลพ่อก็รับปากคุณท้าวของเสด็จในวังขาวท่านไว้แล้ว พรุ่งนี้คุณท้าวจะมาดูตัวให้เตรียมตัวไว้เถิด
ลำดวนคิดหาทางเอาตัวรอด เมื่อได้เวลาจึงกินใบแก้วจนตัวร้อนหาเหตุอ้างไม่ไปให้คุณท้าวดูตัว แต่ถูกคุณปิ่นจับได้ ลำดวนถูกตีก็อ้อนว่า “ถ้าตีลูกจนพอใจแล้ว ฟังลำดวนพูดสักนิดเถิดนะเจ้าคะ”
ลำดวนชี้แจงว่าตนอยู่อัมพวาเป็นนางบุษบาหนึ่งหรัดแต่ไปอยู่ในวังเสด็จในกรมคงไม่พ้นเป็นนางยอพระกลิ่นเรื่องมณีพิไชย ถามคุณปิ่นว่า “แม่ท่านทนให้คนอื่นมาเรียกลูกว่านางยอพระกลิ่นกินแมวได้หรือเจ้าคะ”
ทั้งขุนนาฏและนางปิ่นจึงได้แต่ถอนใจบอกว่า “เอาเถิด ถือว่าวาสนาเจ้ามีแค่นี้ อย่านึกเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”
ขณะนั้นเอง หมื่นวิชิตหน้าตื่นมาถามว่าลำดวนจะเข้าวังจริงหรือ พลางจะจับมือ ลำดวนรีบชักมือหลบหันบอกพ่อกับแม่ว่า “ไม่มีกระไรแล้ว ลูกไปตลาด นะเจ้าคะ” แล้วลงเรือนไป หมื่นวิชิตรีบตามไป จนขุนนาฏปรารภกับคุณปิ่นว่า
“นี่เรือนฉันหรือเรือนมันกันนี่แม่ปิ่น ไปไม่ลา มาไม่ไหว้ หมื่นวิชิตผู้นี้มีดีแต่ชาติตระกูลแลฐานะ แต่อย่างอื่นใช้ไม่ได้เสียเลย”
ฝ่ายคุณปิ่นก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดไม่เข้าใจ คิดไม่ตกว่า ทำไมลำดวนไม่ยอมเข้าวัง เพราะอยู่อัมพวาได้มากที่สุดก็เท่านี้...
เมื่อหุ่นไปตลาดน้ำอัมพวากับลำดวน ก็หัวเราะคิกคักขำลำดวนว่าใจร้ายนักไม่สงสารหมื่นวิชิตบ้างเลยรึ ลำดวนบอกว่าสงสารก็ส่วนสงสารแต่จะให้มีใจให้คนเช่นนี้ตนทนไม่ได้ดอก ไม่มีกระไรดีสักอย่าง หุ่นติงว่าเกินไปหน่อยกระมังเพราะหมื่นวิชิตก็ใช่จะขี้ริ้ว แลยังมีชาติตระกูลกับทรัพย์สมบัติอีก
“พูดเช่นนี้ หุ่นก็รับหมื่นวิชิตไปเสียเลยสิ” หุ่นเขินบ่นว่าแม่ลำดวนพูดกระไรก็ไม่รู้ ลำดวนถอนใจบอกหุ่นว่า “เรื่องหน้าตาฉันไม่เถียง แต่ชาติตระกูลนั้น ฉันไม่เห็นเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยคนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ จะถือชาติตระกูลเป็นใหญ่ฉันว่าไม่ควร ส่วนทรัพย์สมบัตินั้น ต่อให้มีมากเพียงไร ก็ไม่มีใครร่ำรวยเกินผลาญ แลหากมีสติปัญญากับความขยันหมั่นเพียรก็จะไม่มีวันยากจน”
“แม่ลำดวนมีความเห็นผิดผู้คนนัก ฉันไม่รู้จะเถียงอย่างไรแล้ว” หุ่นถอดใจ
“ก็ฉันพูดจริง หากไม่ได้ดีสักครึ่งของคุณพี่เหม ฉันก็หาควรฝากชีวิตด้วยไม่”
“เกือบปีแล้ว แม่ลำดวนยังไม่ลืมคุณเหมอีกรึ ฉันเห็นพูดถึงผู้ชายที่มาเกี้ยวพาราสีทีไร แม่ลำดวนต้องเอาไปเปรียบกับคุณเหมเสียทุกทีไป”
“ชีวิตนี้...ฉันคงไม่มีวันลืมพี่เหมได้หรอกแม่หุ่น” ลำดวนสีหน้าเศร้าขรึม แล้วเดินนำไป ทิ้งให้หุ่นมองอย่างติดใจสงสัยความรู้สึกของลำดวนที่มีต่อเหม...
ooooooo
เหมยังเป็นตะพุ่นหญ้าช้างอยู่ วันนี้มีช้างตัวใหญ่ตกมันอาละวาดสร้างความโกลาหลให้ขุนศรีไชยทิตยและบรรดาควาญช้าง แม้จะช่วยกันล้อมไว้แต่ช้างก็ไม่มีทีท่าว่าจะสงบ
ทันใดนั้นเหมถือหญ้าฟ่อนใหญ่วิ่งเข้ามาหลอกล่อช้าง แม้จะอันตรายแต่เหมก็ไม่กลัวแต่ไม่ประมาท ใช้หญ้าหลอกล่อช้างจนเริ่มสงบแล้วจึงยื่นฟ่อนหญ้าให้ช้างใช้งวงเกี่ยวเข้าปาก ขุนศรีไชยทิตยพอใจและชื่นชมความกล้าหาญของเหมมาก
ขุนศรีไชยทิตยพาเหมไปที่เรือนซึ่งใหญ่โตสวยงามเป็นระเบียบผิดกับตัวขุนศรีไชยทิตยที่หน้าตาถมึงทึง หนวดเคราโกนบ้างไม่โกนบ้าง ใส่เสื้อผ้าขาดๆ เก่าๆ
เหมมองเรือนที่สวยงามอย่างคาดไม่ถึง ขุนศรีไชยทิตย
ถามว่าชอบเรือนของตนรึ?
“ขอรับ เรือนงามแลโอ่โถงนักขอรับ”
“ช้างเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งยามศึกยิ่งจำเป็นจนขาดมิได้ ควาญช้างแลหมอช้างที่มีฝีมือย่อมมีค่าจ้างงดงาม แต่ถึงกระนั้นคนเป็นควาญก็มีน้อยกว่าช้างนัก เพราะคนเป็นควาญต้องอยู่อย่างยากลำบาก ยิ่งตอนเข้าป่าโพนช้างต้องถือกรรม ห้ามกระทั่งตัดผมตัดเล็บ แม้แต่คิดในทางชู้สาวก็กระทำมิได้ หากมีลูกเมีย ลูกเมียที่บ้านก็ต้องถือกรรมด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้นควาญที่เข้าป่า อาจมีภัยถึงตายได้”
“ท่านขุนจะชวนกระผมมาเป็นควาญหรือขอรับ”
ขุนศรีไชยทิตยตบเข่าฉาดถูกใจนัก ชมว่าเหมฉลาดเฉลียวมาก ตนยังไม่ได้เอ่ยปากชวนก็เดาใจได้แล้ว ถามว่าแล้วเหมจะว่าอย่างไร เหมถามว่าตนต้องโทษ
เป็นตะพุ่นแล้วจะไปเป็นควาญช้างได้อย่างไร
“ได้สิวะ หากข้ากราบเรียนขึ้นไปว่าเอ็งช่วยงานการในกรมช้างนอกของข้าได้ เอ็งก็จะได้ถูกปลดจากตะพุ่น ข้าเห็นความกตัญญูที่เอ็งมีต่อพ่อแม่เอ็งแล้ว และวันนี้ยังเห็นความกล้าของเอ็งอีก แล้วเอ็งเล่าไม่เสียดายตัวเองรึ ที่จะต้องเกี่ยวหญ้าให้ช้างกินเช่นนี้ โดยมิได้ทำสิ่งอื่นที่มีประโยชน์กว่า”
เหมนิ่งไปอย่างครุ่นคิดกับข้อเสนอของขุนศรีไชยทิตย กลับมาเล่าให้คุณหญิงแม่ฟัง คุณหญิงถามว่าแล้วเหมตอบท่านขุนไปว่ากระไรรึ เหมบอกว่ายังไม่ได้ตอบเพราะหากได้เป็นควาญช้างก็จะต้องออกป่าไปโพนช้างแล้วแม่ท่านจะอยู่กับใคร คุณหญิงจึงเรียกเหมให้เข้าไปดูในห้อง ปรากฏมีเครื่องเรือนของใช้ใหม่ทั้งหมด เหมถามว่าแม่ท่านเอาเงินที่ใดไปซื้อมา
“แม่จะมีเบี้ยอัฐกระไรไปซื้อ ข้าวของทุกอย่างที่เจ้าเห็นคุณชายช่วงให้คนนำมาให้ทั้งสิ้น” แล้วเอาจดหมายฉบับหนึ่งให้ “คุณชายช่วงฝากให้เจ้า อ่านเสีย แล้วเจ้าจะรู้ว่า แม่มิได้อยู่คนเดียวเหมือนที่เจ้ากังวลดอก”
เหมรับจดหมายไปอ่าน คุณชายช่วงแสดงความเสียใจกับเหมเรื่องเจ้าคุณบริรักษ์ แต่การเกิดแก่เจ็บตายเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกผู้ต้องเผชิญ คุณชายเขียนว่า ได้เพียรจะย้ายเหมมาอยู่ในที่สุขสบายขึ้นแต่เหมมิได้บวชเรียนจึงยากที่จะหากรมกองสังกัด หนทางเดียวที่จะช่วยเหมและแม่ได้ ก็มีแต่การทำคุณไถ่โทษเท่านั้น แล้วคุณชายช่วงก็แนะนำเหมว่า
“เพลานี้ พ่อเหมเป็นตะพุ่นหญ้าช้างของกรมช้างนอก จึงมีแต่ต้องทำคุณให้แก่กรมช้างนอกเท่านั้นจึงจะพ้นโทษกลับมาเป็นไพร่ จากนั้นฉันจะหาลู่ทางให้พ่อเหมเข้ารับราชการเอง”
เหมถอนใจ ตระหนักแล้วว่า มีแต่การเป็นควาญช้างเท่านั้นตนจึงจะพ้นจากตะพุ่นไปได้
ooooooo
เช้าวันหนึ่ง...คุณชายช่วงซึ่งบัดนี้คือ “หลวงนายสิทธิ์” และสมิงสอดน้อย ซึ่งบัดนี้คือ “ขุนกำแหง” นำกำลังไปซุ่มจับอั้งยี่ค้าฝิ่นจีนเชียงทองในป่า
หลวงนายสิทธิ์ยืนอยู่บนเนินดินมีทหารองครักษ์ 4-5 คนคอยคุ้มกัน ในขณะที่ขุนกำแหงก็ตลุยรุกไล่จีนเชียงทองจนถอยหนีหัวซุกหัวซุน
“ท่านขุน อย่าเพิ่งฆ่ามัน ฉันต้องการรู้ตัวคนที่ร่วมค้าฝิ่นกับมัน” หลวงสิทธิ์ตะโกนสั่ง ขุนกำแหงรับทราบควงดาบสองมือตะลุยไล่ต้อนจีนเชียงทองหมายจับเป็น พลันก็ถูกเรืองตลบหลังลอบไปทำร้ายหลวงนายสิทธิ์ ทหารพิทักษ์ต่อสู้กับเรืองแต่ก็ถูกเรืองใช้วิชาดาบอาทมาตฆ่าตายหมด
หลวงนายสิทธิ์ชักดาบออกสู้แต่ถูกเรืองฟันดาบหลุดจากมือ ขุนกำแหงเห็นดังนั้นผละจากจีนเชียงทองไปช่วยหลวงนายสิทธิ์ จีนเชียงทองจึงหนีเอาตัวรอดโดยมีพวกอั้งยี่ลูกน้องคอยระวังหลังให้
ขุนกำแหงเข้าต่อสู้กับเรืองด้วยวิชาดาบอาทมาต เรืองพอใจมากที่ได้คู่ต่อสู้ฝีมือทัดเทียมกัน ในขณะที่ขุนกำแหงตกใจที่เรืองใช้วิชาเดียวกับตน เรืองใช้ไม้ตายกระหน่ำขุนกำแหงจนถอยร่นแล้วมันเองก็หนีไป ขุนกำแหงจะตามไปแต่เป็นห่วงหลวงนายสิทธิ์จึงหันกลับมา หลวงนายสิทธิ์เจ็บใจที่เกือบทำลายกลุ่มอั้งยี่ค้าฝิ่นได้อยู่แล้วแต่ก็พลาดจนได้
ooooooo
จีนเชียงทองนำลูกน้องที่เหลือไม่กี่คนมาหลบพักอยู่ที่ริมธาร โดยมีหลวงสรอรรถกับลูกน้องกลุ่มใหญ่ยืนอยู่ใกล้ๆ
หลวงสรอรรถชมจีนเชียงทองว่าเก่งที่โดนหลวงนายสิทธิ์ซุ่มโจมตีแล้วยังหนีรอดมาได้ จีนเชียงทองบอกว่ามิใช่ตนดวงแข็ง แต่เพราะลูกน้องใหม่ของตนเก่งต่างหาก พูดไปหอบไปว่า “หากไม่ได้อี อั๊วคงโดนอ้ายหลวงนายสิทธิ์จับไปแล้ว”
“เก่งกาจขนาดพาลื้อหนีแหวกวงล้อมมาได้เชียวรึ อั๊วชักอยากเห็นเสียแล้วซี”
หลวงสรอรรถพูดไม่ทันขาดคำ เสียงเรืองก็แทรกเข้ามาว่ามา “จริงรึ แต่ข้าว่าเอ็งไม่อยากเห็นข้าดอก”
หลวงสรอรรถหันไปเห็นเรืองก็ตกใจผงะ พวกลูกน้องพากันชักดาบทันทีเพราะต่างรู้ฝีมือของเรืองดี เลยได้แต่คุมเชิงกันไม่มีใครกล้าบุกเข้าไป เรืองมองพวกหลวงสรอรรถอย่างดูถูก จีนเชียงทองรู้เรื่องราวของทั้งคู่ก่อนแล้ว เอ่ยขึ้นว่า
“คุณหลวง อั๊วรู้ว่าลื้อกับอาเรืองเคยมีข้อบาดหมางกันมาก่อน แต่ตอนนี้อาเรืองอีเป็นคนของอั๊วแล้ว เรื่องที่แล้วมาลืมมันไปเถิดนะ”
หลวงสรอรรถตั้งสติได้ แต่ยังมองเรืองอย่าง
ไม่ไว้ใจ ประจวบเหมาะเมื่อบ่ายวันนั้น หลวงสรอรรถเจอเรืองจึงเรียกไว้ เรืองชักดาบทันที หลวงสรอรรถหว่านล้อมว่า ตนกับจีนเชียงทองหุ้นกันค้าฝิ่นถือว่าเราเป็นพวกเดียวกันไม่ใช่หรือ
“เรื่องค้าฝิ่นก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่เอ็งร่วมกับอ้ายพระยาปลัดลอบกัดข้าเป็นเหตุให้น้องชายของข้าถูกจับแลคนของข้าต้องตาย ข้าไม่มีวันลืมดอกโว้ย”
หลวงสรอรรถยิ้มเจ้าเล่ห์กล่อมเรืองให้มาอยู่กับตนรับรองว่าจะเลี้ยงให้สุขสบายกว่าที่จีนเชียงทองเลี้ยงเป็นสิบเท่า เรืองนิ่งไปอึดใจแล้วระเบิดหัวเราะออกมา พูดเหยียดเย้ยอย่างไม่แยแสว่า
“เถาวัลย์รากไม้ว่าลดเลี้ยวเคี้ยวคดแล้ว ยังไม่เท่าน้ำใจเอ็งเลยจริงๆ ขนาดอ้ายจีนเชียงทองกับเอ็งหุ้นกันค้าฝิ่น เอ็งยังหักหลังมาชักชวนข้าได้”
“นั่นเพราะข้ารักชอบในฝีมือเอ็ง จึงอยากได้เอ็งมาอยู่ด้วย เอาเถิด เพลานี้เอ็งยังลังเลก็ไม่เป็นกระไร แต่สักวันข้าจะให้เอ็งเห็นน้ำใจจริงของข้า” หลวงสรอรรถพูดแก้เกี้ยวเดินเลี่ยงไป
เรืองมองตามอย่างครุ่นคิดว่า คนอย่างหลวงสรอรรถนั้น อะไรก็ทำได้จริงๆ
ooooooo
ขุนศรีไชยทิตยพาเหมเดินไปยังโรงเลี้ยงช้าง บรรดาตะพุ่นและควาญช้างพากันมองเหมที่เดินผ่านไป ขุนศรีไชยทิตยสอนเหมว่า
“ตำแหน่งควาญช้างที่นี่ถือข้าเป็นใหญ่ที่สุด รองลงไปคือตำแหน่งสดัมเสดียง หมอจ่า แล้วก็ควาญทั่วไป เอ็งต้องเริ่มหัดตั้งแต่ดูลักษณะช้างตามตำราคชลักษณ์ ฝึกช้างตามตำราคชศาสตร์ แลยังต้องเรียนวิชาสมุนไพร เพื่อไว้ใช้รักษาตัวยามออกป่า วิชาผูกเงื่อนเชือกแก้เงื่อนเชือก แลอื่นอีกมาก”
เหมพยักหน้ารับ มองไปเห็นใครๆพากันมองตน ถามขุนศรีอย่างสงสัยว่าทำไมคนมองตนเช่นนั้น ขุนศรีพูดขำๆ ว่าเพราะเหมเป็นตะพุ่นคนแรกที่ได้มาเป็นควาญช้าง แล้วสอนเหมต่อไปว่า สิ่งแรกที่เหมต้องเรียนคือต้องรักช้างเหมือนประหนึ่งว่าเป็นลูก และช้างตัวแรกที่เหมต้องดูแลคลุกคลีด้วยคือ ช้างแม่ตำแหรกตัวนั้น พลางชี้ให้ดู อธิบายขำๆว่า
“แม่ตำแหรก แปลว่าช้างตัวเมียที่แก่แล้ว มันชื่อแม่โต ฉลาด แต่ดื้อ บังคับยาก ถ้าเอ็งเอามันอยู่ ก็ฝึกช้างในนี้ได้ทุกตัว”
พอขุนศรีไชยทิตยเดินเลยไป เหมก็เดินไปหาแม่โตลูบหัวอย่างอ่อนโยน ป้อนหญ้า และยิ้มให้แม่โตอย่างผูกมิตร...
ooooooo
ตกเย็น ขุนศรีไชยทิตยถือห่วงเหล็กร้อยเชือกอธิบายให้เหมที่นั่งพับเพียบที่พื้นฟังว่า
ห่วงอันนี้เรียก “กวิน” ใช้ร้อยเชือกบาศประจำตัวหมอช้าง สอนวิธีฟั่นเชือก ดามเชือก สอดห่วงผูกเงื่อนต่างๆ ยื่นให้เหมฝึก แล้วลุกไปหยิบถาดใส่ขอสับเชือกประกำและของใช้จำเป็นสำหรับควาญช้างยื่นให้ “นี่ของของเจ้า รับไป”
ขุนศรีไชยทิตยยังอธิบายลักษณะช้างว่า “ช้างมงคลมีอยู่แปดสิบช้าง ห้าเหล่าตระกูล เหมาะแก่การฝึกฝนนำมาใช้ แลยังมีช้างลักษณะโทษอีกแปดสิบช้าง ช้างเหล่านี้เลี้ยงไว้ก็เป็นโทษ ด้วยฝึกฝนมิได้ มีสันดาน
หยาบช้า หากควาญไปคล้องช้างเหล่านั้นมา ยังต้องแก้เสนียดด้วยการถือเป็นโทษ ช้างลักษณะโทษประเภทนี้จำต้องปล่อยทิ้งไว้ในป่า นำมาใช้งานก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด”
เหมฟัง จดจำคำสั่งสอนของขุนศรีไชยทิตยและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด นับวันก็รักและดูแลช้างเยี่ยงลูกตามคำสอนของขุนศรีไชยทิตยและทำอย่างมีความสุข
ooooooo
สองสามปีผ่านไป บัวยังเล่นละครอยู่กับหม่อมดวงแข โดยบัวเล่นเป็นบุษบาแลมีนางละครอีกคนเล่นเป็นอิเหนา บัวได้รับคำชื่นชมมาก เมื่อเล่นละครจบ เสด็จเรียกบัวไปถอดแหวนที่นิ้วให้บัวเป็นรางวัล
แต่พอบัวรับแหวนด้วยความปลื้มปีติ เสด็จก็ลุกขึ้นหันไปชวนพวกข้าราชการ
“เข้าไปข้างในกันเถิดทุกคน ฉันมีของจากเมืองฝาหรั่งจะให้ดู ล้วนเป็นของหายากทั้งนั้น” แล้วเสด็จก็นำหม่อมดวงแขและข้าราชการเข้าข้างในโดยไม่สนใจบัวอีกเลยแม้แต่นิดเดียว!
บัวที่ยังปลื้มปีติอิ่มเอมใจอยู่ หน้าเสีย กระอัก กระอ่วนใจ งุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นแบบนี้
บ่ายนี้ ที่ประตูหลังวัง มีพ่อค้าแม่ค้าเอาของต่างๆ มาวางขายเต็มไปหมด บรรดาข้าหลวงและชาวบ้านพากันมาเลือกซื้อของกันคึกคัก บัวไปกับเทียน บัวเลียบเคียงถามสิ่งที่ยังค้างคาใจว่า ตลอดเกือบสามปีที่ตนเข้ามาอยู่ในวังยังไม่เคยเห็นเสด็จท่านมีสนมหรือเจ้าจอมหม่อมห้ามคนใหม่เลย เสด็จไปหัวเมืองก็ไม่เคยมีใครติดตามไปรับใช้แม้แต่หม่อมดวงแข
เทียนอึกอักตอบอย่างลำบากใจว่า อย่าสงสัยกระไรเลย เสด็จรักหม่อมดวงแขมากจนไม่มีหญิงอื่นเท่านั้น
“ไม่นะจ๊ะ ก็ฉันเห็นอยู่ว่า หม่อมดวงแขมิได้อยู่ห้องเดียวกับเสด็จท่าน”
เทียนมิรู้จะเลี่ยงอย่างไร เหลือบเห็นบรรดาข้าหลวงและชาวบ้านกำลังสนใจเลือกเครื่องประดับจึงชวนบัวไปดูกัน
บัวเข้าไปหยิบเครื่องประดับชิ้นโน้นชิ้นนี้ขึ้นดูแต่ไม่ถูกใจ จนเหลือบเห็นสร้อยข้อมือเส้นหนึ่ง บัวรู้สึกคุ้นๆ เลยหยิบขึ้นดู แล้วก็ตกใจสุดๆ เมื่อจำได้ว่าเป็นสร้อยเส้นที่เหมให้ตนและตนเอาไปคืนเหมในวันที่เหมต้องโทษนั่นเอง!
“คุณเหม...” บัวครางออกมาเบาๆ
ooooooo
หลายปีผ่านไป...
เย็นวันหนึ่ง เหมที่หนวดเคลารกครึ้ม ผมยาวจนต้องใช้ผ้าโพกหัวไว้ ขี่ช้างออกจากแนวป่าสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข ควาญก็มาแจ้งว่าท่านขุนให้มาตาม เมื่อไปถึงโรงเลี้ยงช้าง ขุนศรีไชยทิตยประกาศว่าที่เรียกมานี้มีเหตุสำคัญสองประการคือ
หนึ่ง อ้ายเสดียงพวนขอลาออกจากราชการเพราะเจ็บป่วยเรื้อรังจึงอยากพักรักษาตัวให้หาย จำต้องเลือกคนขึ้นมาเป็นเสดียงคนใหม่ และสอง มีใบบอกจากหัวเมืองมากราบบังคมทูลสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวว่า มีพระยาช้างเผือกเข้ามาในขอบขัณฑสีมา จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องคล้องช้างเผือกมงคลมาประดับพระบารมีสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวให้จงได้
ขุนศรีไชยทิตยแจ้งอีกว่า หากได้ฤกษ์ยามมาเมื่อใด จะบอกทุกคนแต่คงไม่นาน ให้ทุกคนเตรียมตัวไว้ให้พร้อม และก็จะใช้การนี้เลือกคนขึ้นมาเป็นเสดียงแทนอ้ายพวนด้วย ขอให้ทุกคนจงตั้งใจให้ดี
บรรดาควาญช้างต่างยินดีปรีดาที่จะได้คล้องช้างเผือกเว้นแต่เหมที่สีหน้าเรียบเฉยจนขุนศรีไชยทิตย ถามว่าไม่ดีใจหรือ
“ได้โอกาสคล้องช้างเผือก ไม่มีควาญช้างหมอช้างคนใดไม่ดีใจดอกขอรับ แต่แม่กระผมสูงวัยขึ้น หากต้องออกป่าไปโพนช้างนานนับเดือน กระผมก็อดห่วงไม่ได้ขอรับ”
“ถ้าเอ็งห่วงแม่ ก็ยิ่งต้องคล้องช้างเผือกให้จงได้ เพราะการคล้องพระยาช้างเผือกได้บำเหน็จสูงนัก มิเพียงแม่เอ็งจะได้ปลดพ้นตะพุ่น ยังได้เงินทองมากมายถึงปลูกเรือนได้ทีเดียว”
ฟังแล้วเหมมีความหวังทันทีที่จะช่วยแม่ได้
ooooooo
ค่ำนี้ เมื่อกลับถึงกระท่อม คุณหญิงชมยกสำรับกับข้าวมาให้เหม ในสำรับมีแตงกวาจิ้มน้ำพริกด้วย พอเหมเห็นแตงกวาก็ชะงัก คุณหญิงถามว่าคิดถึงลำดวนหรือ
“ขอรับ...ในวันที่เราตกต่ำถึงที่สุด ถูกจับแห่ประจานจนไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้ แต่เจ้าลำดวนกลับเป็นคนเดียวที่ไม่ทอดทิ้งเรา กล้าที่จะเอาแตงกวามาให้แม่ทานกินแก้กระหายน้ำ ลูกยังซึ้งน้ำใจมาจนทุกวันนี้... เสียดายที่ด้วยศักดิ์ของลูกในเพลานี้ คงมิอาจตอบแทนน้ำใจครานั้นได้”
“มิรู้ว่าตอนนี้ลำดวนจะเป็นเช่นไรบ้างนะพ่อเหม... คงเป็นสาวเต็มตัวแลสวยงามน่ารักกว่าเดิม มิแน่ว่าจะออกเรือนไปแล้วก็เป็นได้” เหมฟังแล้วสีหน้าเคร่งขรึมลงด้วยความคิดถึงและอยากได้ข่าวลำดวน
ฝ่ายลำดวนอยู่ที่อัมพวา หมื่นวิชิตก็ยังเทียวมากวนใจมิได้หยุดหย่อน หมื่นวิชิตสำคัญผิดคิดว่ามีแต่ตนเท่านั้นที่ตามเกี้ยวลำดวนอย่างมั่นคง ลำดวนถามว่าไม่อายปากรึ จะให้ชายใดมาสนใจตนเล่าในเมื่อหมื่นวิชิตประพฤติพาลตามไปข่มเหงขู่เข็ญต่างๆนานา แล้วผู้ใดจะกล้ามายุ่งกับตน หมื่นวิชิตถามว่าลำดวนรู้แล้วไยไม่ห้ามปรามตน
“เพราะฉันรำคาญพวกนั้นเหมือนกันน่ะซีจึงให้หมื่นท่านคอยกันให้ เหลือแต่หมื่นท่านคนเดียวที่ไล่ไม่ไปเสียที”
หมื่นวิชิตที่ปกติหน้าเป็นตลอดเวลาถึงกับหน้าเจื่อน ก็พอดีหุ่นมาบอกลำดวนว่ามีจดหมายจากปากน้ำมา ลำดวนดีใจมากรับจดหมายแล้วรีบเลี่ยงไปเปิดอ่าน หมื่นวิชิตมองตามอย่างหงุดหงิดที่นอกจากลำดวนจะไม่แยแสตนแล้วยังไม่รู้ว่าจดหมายจากปากน้ำนี้เป็นของผู้ใดลำดวนจึงดีใจถึงเพียงนั้น
ooooooo










