สมาชิก

ข้าบดินทร์

ตอนที่ 3

อัลบั้ม: เจมส์ มาร์ ประกบ แมท ภีรนีย์ ใน ข้าบดินทร์

บนเรือนเจ้าพระยาพระคลัง...

คุณชายช่วงต่อเรือจำลองขนาดเล็กตามแบบแปลนพลางคุยกับเหมที่นั่งพับเพียบอยู่ใกล้ๆ

“พ่อเหมรู้หรือไม่ว่า เมืองวิลาศมีเรือเหล็กที่แล่นได้โดยไม่ต้องใช้ใบเรือแลฝีพาย” เหมบอกว่าครูแหม่มเคยเล่าให้ฟัง “แล้วพ่อเหมเชื่อหรือไม่ว่าเหล็กจะลอยน้ำได้”

“เชื่อขอรับ บาตรเหล็กของขรัวปู่ยมที่วัดท้ายน้ำก็ลอยน้ำได้ขอรับ”

“เข้าใจคิดดี” คุณชายช่วงหัวเราะชอบใจ “ฉันเองก็ไม่เคยเห็นเรือเหล็ก แต่ฉันก็เชื่อว่ามีจริง เพราะวิชาการของพวกวิลาศหลายอย่างนั้นน่าอัศจรรย์นัก ฉันถึงอยากเรียนไว้เพื่อจะได้นำมาใช้ให้เป็นคุณแก่สยามต่อไป”

“คุณชายช่วงมีใจรักบ้านเมืองนัก กระผมเรียนภาษาวิลาศก็เพียงแต่อยากพูดคุยกับชาววิลาศ หรืออย่างมากก็แค่ช่วยเจ้าคุณพ่อเจรจาต่อรองค่าขนอนปากเรือเท่านั้น” คุณชายช่วงถามว่าแล้วเหมเคยคิดอยากไปเมืองวิลาศบ้างหรือไม่ เหมตื่นเต้นถามว่า “ไปเมืองวิลาศเชียวหรือขอรับ เขาว่าไกลนัก กระผมไม่เคยคิดไปดอกขอรับ แต่หากไปได้ ก็คงจะดี”

“ต้องไปได้สิ แล้วมิใช่แต่วิลาศ แม้บ้านเมืองอื่นที่ห่างไกล เรือของสยามก็จะแล่นไปให้ถึง มิให้พวกฝาหรั่งดูแคลนว่าเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนได้อีก แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราต้องเรียนรู้วิชาของพวกฝาหรั่งให้มากไว้ ฉันจึงอยากให้พ่อเหมมารับราชการกับฉัน เราจะได้ช่วยกันทำคุณประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน”

ฟังคุณชายช่วงแล้ว เหมือนจุดประกายฮึกเหิมขึ้นในหัวใจของเหมที่อยากทำประโยชน์ให้บ้านเมือง เหมนับถือคุณชายช่วงขึ้นอย่างหมดหัวใจ

ooooooo

หลวงสรอรรถให้ลูกน้องสืบจนรู้ว่าเหมสนิทกับแหม่มมาเรียภรรยาของกัปตันไมเคิล เจเมสันที่พวกตนเรียกกันว่า “กับปิตันไม้เกิน” และเหมเรียนภาษาวิลาศจนคล่องแคล่วทั้งยังนับถือเป็นครูศิษย์กันมาเป็นสิบปีแล้ว

รู้ดังนั้นแล้ว หลวงสรอรรถขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

บ่ายนี้เอง ลุงรีคนรับใช้ของเจเมสัน ก็มารายงานอย่างตระหนกว่า

“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว มีคนส่งจดหมายกล่าวหาว่า สินค้าของเรามีฝิ่นซ่อนอยู่ ตอนนี้สินค้าเราถูกยึดไปหมดแล้วขอรับ”

เจเมสันตกใจไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น

เหมรู้ข่าวนี้ก็อ้อนวอนเจ้าคุณพ่อที่สั่งยึดเรือสินค้าของเจเมสันเพื่อตรวจสอบว่า ขอให้เจ้าคุณพ่อเร่งตรวจค้นให้เร็วขึ้นได้หรือไม่ เพราะมิสเตอร์เจเมสันเป็นสามีของครูแหม่มมาเรียที่ตนได้รับความเมตตาช่วยสอนภาษาวิลาศให้

พระยาบริรักษ์กักเรือไว้ตรวจเพียงคืนเดียวก็เสร็จ หลวงสรอรรถฟันธงว่าเจ้าคุณบริรักษ์กับเจเมสันเป็นพวกเดียวกัน ลูกน้องก็สอพลอว่า “จริงขอรับ ถ้าคุณหลวง ไม่ออกอุบายส่งหมายไปแจ้งว่ามีฝิ่นซ่อนอยู่ เราก็คงไม่รู้ว่า เจ้าคุณบริรักษ์กับอ้ายกับปิตันไม้เกินเป็นพวกเดียวกัน”

หลวงสรอรรถมองว่านี่เป็นแผนของพระยาบริรักษ์ส่งลูกชายไปเรียนภาษาวิลาศเพื่อเชื่อมสัมพันธ์กันและรู้เห็นเป็นใจกับการค้าฝิ่นของไมเคิลเป็นแน่ ลูกน้องยุยงว่าลูกชายพระยาบริรักษ์แย่งบัวจากคุณหลวง พ่อก็ขัดขวางทางค้าขายของคุณหลวง อย่างนี้ยอมไม่ได้แล้ว

“ใครว่ากูจะยอม พวกมันสองพ่อลูกรู้จักกูน้อยไปแล้ว” หลวงสรอรรถหน้าตาเหี้ยมเกรียม จิกตาร้ายกาจ

ooooooo

แล้วก็มีเหตุให้บัวกับเหมต้องร้อนรุ่มใจ เมื่อจู่ๆ ก็มีคุณท้าวจากในวังก็มาดูตัวบัวเพื่อชวนบัวไปอยู่ในวังเพราะหม่อมดวงแขต้องการตั้งคณะละคร บัวจะได้ไปเป็นนางสีดาในวัง มิใช่นางสีดาทั่วไปเช่นนี้

บัวว้าวุ่นใจ บอกลำดวนว่าถ้าเหมมาหาให้บอกว่าตนกำลังทุกข์ใจเรื่องเข้าวังอยู่ไม่อาจพบเขาได้

เมื่อเหมรู้เรื่องนี้จากบุษย์ที่ฟังบ่าวไพร่คุยกันก็ร้อนใจ บอกว่า “แม่บัวจะเข้าไปในวังไม่ได้เป็นอันขาด ข้าจะต้องไปไต่ถามแม่บัวให้กระจ่าง ข้าไม่ยอมให้เป็นเช่นนี้ดอก” แล้วรีบไปบ้านบัวทันที

แต่เมื่อไปถึงก็ถูกลำดวนสกัดตามที่บัวสั่งไว้

บอกว่าบัวกำลังทุกข์ใจเรื่องเข้าวัง ทำให้เหมเชื่อว่าเรื่องบัวจะเข้าวังเป็นเรื่องจริงแลที่บัวทุกข์ใจก็แสดงว่าบัวไม่อยากเข้าวัง ถามไถ่ลำดวนมากกว่านั้นก็ถูกปฏิเสธว่าตนตอบแทนบัวไม่ได้ เหมจึงเดินกลับอย่างร้อนใจ ลำดวนสงสารเรียกไว้ตามไปถามว่าทุกข์ใจเรื่องบัวจะเข้าวังมากมายถึงเพียงนี้หรือ

ลำดวนถามว่าใครๆ ก็อยากเข้าวังจะได้เป็นนางใน เป็นเกียรติแก่ตัวเองและตระกูล ยังได้รับใช้ใกล้ชิด

เจ้านายอีก แล้วเหมจะไม่สุขใจกับบัวหรือ

“พี่รู้ แต่เจ้าคิดบ้างหรือไม่ว่าหากแม่บัวเข้าวัง กี่วันกี่เดือนกันพี่ถึงจะได้พบหน้าแม่บัวสักครั้ง” ลำดวนพยักหน้าว่าเป็นเช่นนี้เอง “มิใช่แค่นี้ดอกค่ะ พี่ยังหวั่นใจว่าหากแม่บัวเป็นที่ต้องพระทัยเจ้านายพระองค์ใด กลายเป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามขึ้นมาใจพี่คงขาดเป็นแน่”

“นี่คุณพี่เหมมีใจให้พี่บัวถึงเพียงนี้เชียวหรือเจ้าคะ”

“ใจที่พี่มีให้แม่บัวนั้น มันสุดหัวใจของพี่แล้วเจ้าลำดวนเอ๋ย”

ลำดวนไม่อยากให้เหมเศร้าจึงขอให้พาไปเที่ยวตลาดเพราะตั้งใจจะไปแต่เช้าแล้ว เจอคุณท้าวเสียก่อนเลยไม่ได้ไป

ooooooo

ระหว่างเดินเลือกของที่ตลาดนั่นเอง ลำดวนกับเหมเห็นลูกน้องพันวิชิตเดินตวาดไล่ชาวบ้านให้หลีกทางเพื่อให้พันวิชิตเดินได้อย่างสะดวก

ลำดวนมองหน้าพันวิชิตคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เมื่อพันวิชิตเห็นลำดวนก็ตะลึงในความงามยิ้มกรุ้มกริ่มเข้าทักทายว่าเป็นคนเมืองปากน้ำหรือ แนะนำตัวเองว่าเป็นหลานชายท่านเจ้าคุณนครนายกมาราชการ นำสาส์นมาถึงนายชัยขรรค์มหาดเล็กหุ้มแพร บุตรชายท่านเจ้าพระยาพระคลัง ถามว่า “แม่น้องสาวพอจะช่วยเหลือฉันได้หรือไม่”

ลำดวนนึกขึ้นได้ถามว่า “พี่ดำใช่หรือไม่” พันวิชิตชักสีหน้าที่ถูกเรียกพี่ดำ ลำดวนยังพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ไม่เจอกันเสียหลายปี ได้เป็นหัวพันแล้วหรือ”

พันวิชิตถามว่ารู้จักตนด้วยหรือ ลำดวนแนะนำตัวเองว่าเป็นบุตรีขุนนาฏยโกศล เรือนเราที่อัมพวาอยู่ไม่ไกลกันนัก ถามว่าพี่ดำยังจำได้หรือไม่ พันวิชิตทำตาโตอุทานทึ่งว่าลำดวนโตจนโกนจุกแล้วหรือ ยิ่งทำกรุ้มกริ่มชมว่า

“นึกไม่ถึงเลยว่าเป็นสาวแล้วจะงามถึงเพียงนี้”

ลำดวนหุบยิ้มมองพันวิชิตด้วยใบหน้าบึ้งตึงแล้วเดินไปหลบหลังเหม เหมเองก็มองพันวิชิตอย่างไม่ถูกชะตาเช่นกัน

ooooooo

คุณชายช่วงรับจดหมายที่พันวิชิตนำมาให้ไปอ่าน โดยมีลำดวน เหม และพันวิชิตนั่งพับเพียบอยู่ใกล้ๆ

ลำดวนเห็นคุณชายช่วงอ่านจดหมายแล้วหน้าเครียด ถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะคุณพี่ช่วง”

“ข้าหลวงใหญ่วิลาศประจำอินเดียส่งตัวแทนมาทำสัญญากับสยาม สัญญาคราวนี้มีความสำคัญนัก พี่จึงถูกเรียกตัวกลับพระมหานครเป็นการด่วน”

เหมถามว่าสำคัญอย่างไรในเมื่อขุนนางผู้ใหญ่มีออกมากแต่จำเพาะเรียกตัวคุณชายกลับ หรือว่าหากการทำสัญญาคราวนี้ผิดพลาดอาจถึงต้องเปิดศึกกัน คุณชายช่วงติงว่าอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย เหมอยู่ทางนี้ก็ทำงานตามที่ตนมอบหมายไว้ให้ดีเถิด เหมรู้ว่าคุณชายไม่ต้องการให้ถามต่อจึงรับคำ “ขอรับ”

คุณชายหันไปขอบใจพันวิชิตที่นำจดหมายมาส่ง บอกว่าเสร็จกิจแล้วก็อยู่เที่ยวเมืองปากน้ำสักพัก พันวิชิตยกมือไหว้ขอบคุณ พูดพลางมองไปทางลำดวนด้วยสายตากรุ้มกริ่มว่า

“ขอบพระคุณขอรับ กระผมก็ตั้งใจจะอยู่เมืองปากน้ำนานๆอยู่แล้วขอรับ”

ลำดวนชักสีหน้าใส่กระเถิบเข้าใกล้เหมยิ่งขึ้น เหมเองก็มองพันวิชิตอย่างไม่พอใจและรู้สึกรังเกียจอย่างบอกไม่ถูก

ต่อมาคุณชายช่วงในชุดพร้อมเดินทาง นำจดหมายไปแจ้งแก่พระยาบริรักษ์และพระยาปลัดด้วยเห็นว่าเมืองปากน้ำเป็นเมืองสำคัญ หากเกิดศึกขึ้นก็อาจต้องรับศึกก่อนเมืองอื่น

พระยาปลัดภาวนาขออย่าให้เกิดเลย ตนกลัวว่าจะสู้พวกวิลาศไม่ได้ต้องพ่ายแพ้เหมือนพวกพม่า ถูกพระยาบริรักษ์ติติงว่าเหตุใดจึงบั่นทอนใจตัวเองเช่นนั้น ศึกสงครามยังไม่สู้ก็ไม่รู้ดอก แต่หากใจกลัวเสียแล้วก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ประดาบเสียเท่านั้นเอง คุณชายช่วงจึงเอ่ยแก่พระยาทั้งสองว่า

“เรื่องศึกนั้น เราเพียงแต่ต้องเตรียมพร้อมไว้ก่อน แต่คงไม่เกิดขึ้นโดยง่ายหรอกขอรับ เพียงแต่เราอย่าเปิดช่องว่างให้พวกวิลาศเท่านั้นก็พอ”

“ดีฉันเข้าใจแล้วขอรับ คราวก่อนที่มีเรื่องราวเพราะดีฉันใจร้อนเกินไป แต่คราวนี้ดีฉันสัญญาว่าจะอดใจไม่ให้มีเรื่องจนพวกวิลาศเอามาอ้างเป็นเหตุรุกรานได้” พระยาบริรักษ์เอ่ย คุณชายช่วงยิ้มรับเอ่ยอย่างเบาใจว่า

“ดีฉันได้ยินเช่นนี้ก็เบาใจ ราชการทางเมืองปากน้ำนี้คงต้องฝากท่านเจ้าคุณทั้งสองแล้ว”

คุณชายช่วงยกมือไหว้ลา เจ้าคุณทั้งสองรับไหว้ พระยาบริรักษ์มองคุณชายที่เดินไปลงเรือเพื่อเดินทางกลับทั้งกลางคืนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ด้วยจิตมุ่งมั่นว่าจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานแผ่นดินไทยแน่

ooooooo

บัวใช้ลำดวนเป็นสื่อถึงเหม เมื่อลำดวนเล่าถึงความทุกข์ร้อนใจของเหมที่บัวได้รับทาบทามให้เข้าไปอยู่ในวัง บัวก็ยิ้มสมใจที่เหตุการณ์เป็นไปตามคาดหมาย

เหมคุยกับพระยาบริรักษ์และคุณหญิงชมให้ไปสู่ขอบัวให้ตน ด้วยเกรงว่าเมื่อบัวเข้าวังตนจะเสียบัวไป คุณหญิงติงว่าเหมยังไม่ได้บวชและเมื่อสึกออกมาแล้วก็ต้องรับราชการก่อน จะมีเหย้าเรือนทั้งที่ไม่มีงานการได้อย่างไร

เหมอ้างลูกเรือนอื่นก็มีเมียมีลูกก่อนบวชเรียนกันถมไป แม้ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่หลายคนก็เป็นเช่นนี้

พระยาบริรักษ์ชี้แจงว่านั่นถือว่าเป็นเมียบ่าวไม่ใช่เมียเอกเอาออกหน้าออกตา

“ไม่เจ้าค่ะ แม่บัวจะเป็นเมียเอกแลเป็นเมียคนเดียวของลูก เพียงแต่ขอให้ลูกได้ตบแต่งแม่บัวตอนนี้เท่านั้นเองเจ้าค่ะ”

พระยาบริรักษ์ยืนกรานว่าต้องบวชก่อน จนเหมหน้าเสีย คุณหญิงชมเห็นแล้วก็หลุดขำออกมาบอกสามีว่าเลิกแกล้งลูกเถิดดูสิหน้าซีดหมดแล้ว พระยาบริรักษ์เลยหลุดขำด้วยบอกเหมที่มองทั้งพ่อและแม่งงๆว่า

“เจ้าเหม เจ้ายังเยาว์นัก มิรู้รึว่าถึงไม่ได้แต่งงาน ก็มีวิธีอื่นรักษาแม่บัวของเจ้าไว้ ขอเพียงขุนนาฏกับคุณปิ่นยอมรับปากเท่านั้น”

เหมยิ้มเต็มหน้าเหมือนฟ้าสว่างในบัดดล เพราะเจ้าคุณพ่อบอกเยี่ยงนี้ก็แสดงว่าตนยังมีความหวังในตัวบัวอยู่

ooooooo

บัวดีใจมากบอกลำดวนขณะคุยกันที่สวนว่าพ่อกับแม่รับปากหมั้นหมายตนกับเหมไว้แล้ว ลำดวนบอกว่าตนก็ได้ยินมาเช่นนั้น ถามว่านี่คือสิ่งที่พี่บัวต้องการหรือ? บัวหน้าตึงถามว่าลำดวนพูดเช่นนี้ต้องการอะไรหรือ?

“พี่บัวฉวยโอกาสคุณท้าวมาทาบทามให้ถวายตัวเข้าวังแล้วแกล้งให้คุณพี่เหมร้อนใจ เพื่อให้คุณพี่เหม

ส่งผู้ใหญ่มาขอหมั้นหมายไว้ก่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ” บัวถามว่าแล้วมีกระไรรึ? “ทำไมต้องทำเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ เราเป็นหญิงวางแผนยอกย้อนให้ชายมาขอหมั้น ก็นับว่าน่าอายแล้ว พี่บัวยังแกล้งทรมานคุณพี่เหมอีก รู้หรือไม่คะว่าคุณพี่เหมทุกข์ใจเพราะเรื่องนี้เพียงใด”

“พี่กับคุณเหมมีใจให้กันมานานแล้ว ทุกคนต่างรับรู้ดี แต่คุณเหมชะล่าใจด้วยเห็นว่าพี่ไม่มีใจให้หลวงสรอรรถ แลไม่มีคู่แข่งอื่นใดอีก ถ้าพี่ไม่ทำเช่นนี้ ก็เท่ากับปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจคุณเหม แลหากภายหน้าคุณเหมเปลี่ยนใจพี่จะไม่อับอายเสียยิ่งกว่าวางแผนหลอกล่อชายอีกรึ”

ลำดวนถามว่าบัวไม่เคยเชื่อใจเหมเลยรึ บัวบอกว่ามิใช่ไม่เชื่อ แต่กันไว้ย่อมดีกว่าแก้ไม่ใช่หรือ? แม้ลำดวนจะไม่เห็นด้วยแต่ก็เถียงไม่ออก ขณะนั้นเอง หุ่นกระหืดกระหอบมาบอกลำดวนว่าพันวิชิตมาขอพบ ลำดวนบ่นว่าจะมาทำไมไม่อยากเจอหน้าเลย หุ่นบอกให้ลำดวนหลบไปก่อน ตนจะไปบอกพันวิชิตว่าตามหาไม่เจอ

“แม่หุ่น!” บัวเรียกปราม แล้วอบรมลำดวน “เราไม่ใช่เด็กแล้วนะแม่ลำดวน เขามาถึงเรือนชานแล้วอย่าทำให้พ่อแม่ท่านเสียหน้า”

ลำดวนถอนใจพรวดหน้าบอกบุญไม่รับ ดังนั้น เมื่อไปเจอพันวิชิตที่ทำกรุ้มกริ่มบอกว่า “พี่ก็เพียงแต่อยากเห็นหน้าแม่ลำดวนเท่านั้น ไม่มีกระไรมากดอกจ้ะ” ลำดวนยืนคุยกับพันวิชิตโดยมีหุ่นคอยคุมเชิงอย่างไม่ชอบหน้าพันวิชิต ลำดวนปั้นยิ้มบอกว่าเมื่อไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ตอนนี้เมื่อเห็นหน้าตนแล้วก็กลับไปเสีย หุ่นพูดแทรกขึ้น เร่งลำดวนให้รีบขึ้นเรือนเถิด

“ขอพี่ขึ้นไปนั่งพักบนเรือนไม่ได้รึ” พันวิชิตอ้อน ถูกลำดวนทำเสียงดุว่าตกลงจะเอาอย่างไรพูดกลับไปกลับมาเชื่อถือมิได้ พันวิชิตถูกลำดวนต้อนเสียจนไปไม่เป็นยืนอึกอัก

ลำดวนยืนเถียงกับพันวิชิตอยู่หน้าเรือนไม่ยอมให้พันวิชิตขึ้นเรือน หุ่นก็คอยขวางไว้ จนลำดวนขึ้นเรือน ไปแล้ว พันวิชิตจ้องหุ่นอย่างไม่พอใจ หุ่นกลัวกระโดดขึ้นเรือนแทบจะตกบันได พันวิชิตมองตามลำดวนอย่างหมายมาดจะเอาชนะให้ได้

บนเรือน ขุนนาฏกับคุณปิ่นมองดูลำดวนโต้เถียงกับพันวิชิต ขุนนาฏเอ่ยยิ้มแย้มว่า “เพิ่งจะรับปากหมั้นหมายลูกสาวคนรอง ลูกสาวคนเล็กก็มีผู้ชายมาหาถึงเรือน เห็นทีคงมีน้ำไม่พอล้างเท้าที่หัวกระไดแล้วกระมังแม่ปิ่น”

“ดูพูดเข้าสิท่านขุน” คุณปิ่นพูดขำๆ แล้วยิ้มแย้มแจ่มใสพากันเข้าเรือนไป

ooooooo

เมื่อหลวงสรอรรถได้ข่าวเหมจะหมั้นบัวก็แค้นใจมากบอกกับลูกน้องว่า

“กูเทียวไปเทียวมาเป็นแรมปี หมดของเยี่ยมไปก็มาก แต่กลับไม่เห็นแก่หน้ากู ไปรับปากหมั้นหมายอ้ายเหม คงเห็นว่าพ่อมันเป็นพระยาล่ะสิ” ลูกน้องยุว่าหากคุณหลวงอยากได้บัวมาครองคงต้องเร่งมือแล้วเพราะพระยาบริรักษ์กำลังหาฤกษ์หมั้นให้ลูกชายอยู่ “กูรู้! ไม่ใช่แต่เรื่องผู้หญิงดอกวะ ถึงอย่างไรกูก็ต้องกำจัดอ้ายสองพ่อลูกคู่นี้ แต่มันยังทำไม่ได้โว้ย”

หลวงสรอรรถแค้นใจที่ยังทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเพราะคนสำคัญที่สุดคือพระยาปลัดยังไม่ยอมร่วมมือด้วย แต่หลวงสรอรรถก็ยังพยายามไปหว่านล้อม จนถูกพระยาปลัดเอ็ดตะโรว่า

“พูดไม่รู้เรื่องรึ ฉันบอกแล้วว่าไม่เอาด้วยยังจะเซ้าซี้อยู่ได้” ทั้งยังบอกหลวงสรอรรถว่า “คนอย่างเจ้าคุณบริรักษ์ไม่มีวันร่วมมือกับพวกวิลาศลักลอบค้าฝิ่นดอก ฉันกับเจ้าคุณวิ่งเล่นกันมาแต่ครั้งยังไว้จุก คุณหลวงไปยุแยงคนอื่นเถิด”

เมื่อหว่านล้อมอย่างไรพระยาปลัดก็ไม่เล่นด้วย หลวงสรอรรถจึงเสนอจะแบ่งกำไรจากการค้าฝิ่นให้ครึ่งหนึ่งหากพระยาปลัดจะช่วยตน พระยาปลัดโมโห ตะคอกใส่

“กำไรกึ่งหนึ่งแลกกับการฆ่าเพื่อนอย่างนั้นรึ ลงไปได้แล้วไอ้คุณหลวง ถ้าหากพูดเรื่องนี้อีก ฉันจะไม่ช่วยเหลืออะไรคุณหลวงอีกเลย”

คุณหลวงมองพระยาปลัดอย่างอาฆาตมาดร้าย คำรามเบาๆ

“ดูซิ มึงจะรักเพื่อนมึงมากกว่าชีวิตมึงหรือไม่!”

คืนนี้เอง ขณะขุนพิทักษ์นำกำลังตำรวจตรวจความเรียบร้อยตามถนน ก็ตกใจเมื่อมีลูกธนูผูกจดหมายดอกหนึ่งยิงผ่านหน้าไปปักที่ต้นไม้ ขุนพิทักษ์ไปหยิบจดหมายดูแล้วตกใจ นึกไม่ถึง

คืนเดียวกันที่กระท่อมปลายนา พระยาปลัดชำเราเด็กหญิงคนหนึ่งถึงตายตามเคย ขณะพระยาปลัดกำลังนุ่งผ้า ประตูกระท่อมก็ถูกถีบพังเข้ามา ขุนพิทักษ์พรวดเข้าไป ทั้งพระยาปลัดและขุนพิทักษ์เห็นกันต่างตะลึงงัน พระยาปลัดพยายามบอกขุนพิทักษ์ให้ฟังตนก่อน แต่ไม่ทันพูดอะไร หลวงสรอรรถก็นำกำลังเข้ามาถล่มตำรวจที่ไม่ทันตั้งตัว

ตำรวจถูกฆ่าตายหมด ขุนพิทักษ์ถูกจับตัวไว้ หลวงสรอรรถถามพระยาปลัดว่าตกใจมากหรือ พระยาปลัดถามว่า ขุนพิทักษ์รู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ที่นี่ หลวงสรอรรถพูดอย่างสาแก่ใจว่า “ดีฉันเป็นคนบอกเองขอรับ”

ขณะพระยาปลัดอยู่ในภาวะเข้าตาจน หลวง สรอรรถเสนอทางเลือกให้อย่างผู้เหนือกว่าว่า

“ระหว่างชีวิตตัวเองกับชีวิตเพื่อน ท่านเจ้าคุณเลือกมาเถิดขอรับ แต่อีฉันคงต้องกราบเรียนก่อนว่า หากเรื่องที่ท่านเจ้าคุณสังวาสกับเด็กแพร่ออกไป จะไม่จบสิ้นเพียงแค่ถูกตัดหัวเท่านั้นนะขอรับ” หลวงสรอรรถส่งดาบให้พระยาปลัด ยื่นคำขาดว่า “หากท่านเจ้าคุณเมตตาช่วยเหลือดีฉัน ก็ขอเชิญปิดปากขุนพิทักษ์ด้วยมือท่านเจ้าคุณเองเถิดขอรับ ความลับจะได้เป็นความลับต่อไป”

พระยาปลัดรับดาบไปมองหน้าขุนพิทักษ์ที่ถูกจับมัดไว้อย่างชั่งใจ พลันก็ยิ้มเหี้ยมพร้อมกับเสียงขุนพิทักษ์ ร้องโหยหวนออกมา...

ooooooo

พันวิชิตตามลำดวนกับหุ่นที่ไปซื้อของในตลาดจนลำดวนมิรู้จะหลบหลีกอย่างไร พอเห็นเหมเดินหาซื้อของอยู่ไม่ไกล ลำดวนออกอุบายไปบอกพันวิชิตว่าตนจะหาซื้อผ้าผ่อนหลายพับแต่ตนกับหุ่นถือไม่ไหว วานให้ช่วยถือได้หรือไม่

พันวิชิตดีใจรับปากทันที ลำดวนจึงให้พันวิชิตไปกับหุ่น ส่วนตัวเองแยกไปหาเหมอ้างว่าจะไปหาซื้อของอื่น พันวิชิตเสียรู้จึงจำต้องไปกับหุ่นเพียงลำพัง
ด้วยเพทุบายนี้ลำดวนจึงหลุดพ้นจากการตามของพันวิชิตกลับบ้านได้ พูดขำๆกับเหมว่า

“ป่านนี้พันวิชิตอาจจะหลงเสน่ห์แม่หุ่นไปแล้วก็ได้”

ลำดวนถามเหมว่าต่อไปหากเป็นญาติกันจริงๆ แล้วเหมจะทิ้งตนไปเหมือนพี่ทับทิมหรือไม่

“ไม่ดอก มิว่าภายหน้าจะเป็นเช่นไร ระหว่างพี่กับเจ้าก็จะเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”

ลำดวนให้เหมสัญญาตามที่ท่านเจ้าคุณโชฏึกราชเศรษฐีตำแหน่งขุนนางชาวจีนที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลคนจีนในไทยทั้งหมดที่กล่าวว่า “วาจามีค่าดั่งทอง เมื่อลั่นปากแล้วต้องทำตาม” เหมอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วจึงสัญญาว่า

“พี่ขอให้คำมั่นกับเจ้า ว่าพี่เหมจะเป็นพี่เหมของเจ้าลำดวนตลอดไป”

ลำดวนดีใจมาก ต่างยิ้มให้กันกับเหมอย่างมีความสุขในน้ำใสใจจริงที่มีต่อกันมาเนิ่นนาน

ooooooo

การเตรียมงานหมั้นของลำดวน นอกจากคุณหญิงชมจะเตรียมของที่จะใช้ในงานแล้ว คุณปิ่นยังสรรหาของหวานที่หายากมาด้วย ส่วนลำดวนก็ควบคุมบ่าวไพร่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญช่วยคุณปิ่นในการเตรียมงาน

ลำดวนให้หุ่นไปหาแม่ครัวอาหารคาว หุ่นหาไม่ได้เพราะแม่ครัวรับงานอื่นไปแล้ว แต่ระหว่างทางเจอทับทิม ทับทิมจึงมาช่วยลำดวนทำอาหารคาว
ทับทิม บัว และลำดวน เพิ่งได้เจอกันครั้งนี้หลังจากทับทิมออกเรือนไปจนมีลูกเล็กๆ ส่วนสามีที่เวลานั้นเป็นหมื่นบัดนี้ก็ได้เป็นขุนแล้ว บัวแสดงความยินดีด้วย ทับทิมติงว่า

“แต่ถึงอย่างไรก็สู้คุณเหมของแม่บัวไม่ได้ดอก เพราะท่านขุนของพี่มีฐานะร่ำรวยแต่ศักดิ์ตระกูลเป็นพ่อค้า อย่างมากก็ไปได้แค่คุณพระเท่านั้น ส่วนคุณเหมแม้จะยังไม่ได้รับราชการ แต่คงไม่แคล้วได้เป็นถึงพระยาเป็นแน่”

ลำดวนติงว่าถึงไม่ได้เป็นพระยาก็ไม่เป็นไรดอกแค่เหมเป็นคนดีแลรักบัวก็พอแล้ว บัวมองน้องหน้าตึง ติงว่า

“ไม่เป็นกระไรได้อย่างไรเจ้าลำดวน ถ้าคุณเหมได้เป็นพระยา พี่ก็ได้เป็นคุณหญิง เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลเป็นคนดีและรักพี่นั้นก็สำคัญ แต่เพียงเท่านั้นยังไม่พอดอก”

“ทำไมพี่บัวพูดเช่นนั้นเล่าเจ้าคะ พ่อท่านเป็น ขุน แม่ท่านก็ยังออกเรือนด้วยทั้งที่ตนเป็นถึงบุตรสาวพระยา หากมิใช่เพราะพ่อกับแม่ท่านรักกัน จะครองเรือนมาถึงตอนนี้หรือเจ้าคะ” ลำดวนติงหน้าเสีย บัวยิ้มบางๆ แต่ไม่พูดกระไร

“เป็นสุขนั้นใช่ แต่เจ้าไม่รู้ดอกว่าผู้อื่นนินทาพ่อแม่ท่านว่าอย่างไรบ้าง ยิ่งเจ้าคุณลุงเป็นถึงเจ้าพระยา ท่านก็ยิ่งเป็นรอยด่างของตระกูล ไม่เห็นรึว่านอกจากเจ้าคุณลุงแล้ว เราก็ไม่มีญาติอื่นอีก” ทับทิมชี้ ลำดวนคิดแล้วเห็นว่าจริง

“เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ คุณเหมนั้นเป็นความหวังของพี่แลตระกูลของเรา การได้พระยาหรือไม่ของคุณเหมนั้นจึงสำคัญนัก” บัวย้ำ

แม้ลำดวนจะไม่เห็นด้วย เพราะรู้สึกว่าบัวเหมือนไม่ได้รักเหมเท่าไรหากแต่คิดถึงความรุ่งเรืองในอนาคตมากกว่า แต่เมื่อพี่ทั้งสองเห็นพ้องกัน ลำดวนจึงเงียบไว้ จนเมื่อมาคุยกับหุ่นในครัว ลำดวนถามว่า ถ้าบัวพูดเยี่ยงนั้น หากเหมไม่มียศศักดิ์แล้วก็จะไม่ออกเรือนอย่างนั้นรึ

“แล้วแม่ลำดวนจะให้ทำอย่างไร ให้ออกเรือนทั้งๆที่รู้ว่าจะไปลำบากรึ ถึงจะเรียกว่ารักจริง”

“ลำบากก็แต่กาย แต่หากเราขยันหมั่นเพียร จะกลัวกระไรว่าจะเชิดหน้าสู้คนอื่นมิได้”

หุ่นยิ้มขำๆ ตัดบทว่าหากลำดวนพูดเช่นนี้ก็ป่วยการที่ตนจะเถียงด้วย แล้วเหน็บนิดๆว่า

“เอาไว้ตาแม่ลำดวนเถิด จะได้เชิดชูความดีความรักให้สมใจ”

ลำดวนไม่โต้ตอบแต่นึกมั่นในใจว่า ตนจะแต่งงานกับคนที่ตัวเองรักนั้นจริงๆ

ooooooo

ขณะเหมกำลังเลือกผ้าเพื่อตัดเสื้อผ้าสำหรับงานหมั้นนั้น ทาสหญิงเข้ามารายงานว่า มีคนชื่อพุ่มมาขอพบ บอกว่า

“มาจากวัดท้ายน้ำ ให้มาเรียนคุณเหมว่าขรัวปู่ยม อาพาธเจ้าค่ะ”

เหมรีบไปที่กุฏิขรัวปู่ยมวัดท้ายน้ำทันที พุ่มพยุงขรัวปู่ยมขึ้นนั่งเพื่อคุยกับเหม เหมบอกว่าจะไปตามขุนสรรพยามารักษาขรัวปู่ ยาของท่านขุนชะงัดนักต้องรักษาขรัวปู่ได้แน่นอน

“เจ็บป่วยเป็นเรื่องธรรมดา ข้าเป็นพระแลแก่มากแล้ว ไม่เป็นกระไรดอก” ขรัวปู่บอกแล้วหันเรียกพุ่ม พุ่มจึงหยิบตำราเล่มหนึ่งมา เป็นตำราเก่าบันทึกลงบนใบลาน ขรัวปู่ยื่นให้เหม พุ่มบอกเหมว่า

“ขรัวปู่อยากให้ตำราอาบน้ำว่านอยู่ยงคงกระพันแก่เอ็ง ศิษย์หลวงปู่มีหลายคน แต่ท่านให้ตำรานี้แก่เอ็งเพียงคนเดียวเชียวนา ถ้ากระทำตามตำราแล้วอยู่ยงคงกระพัน ฟันแทงไม่เข้าจริง อย่าลืมสอนข้าบ้างนะอ้ายเหม”

เหมรับคำ พระครูยมไอโขลกๆ เรียกพุ่ม “อ้ายพุ่ม เอ็งรู้เรื่องที่ข้าเป็นกองทหารอาทมาตไปศึกที่อ่าวหว้าใช่หรือไม่” เมื่อพุ่มรับว่ารู้ ขรัวปู่ยมพูดต่อว่า

“กองทหารอาทมาตกองนั้น เรียนรู้ว่านนี้ทุกคน แต่ตายในศึกจนเกือบสิ้น เพลานี้เหลือข้าเป็นคนสุดท้ายแล้ว แต่วิชาในตำราเป็นของจริง เอ็งอาจจะหนังเหนียว ทนทานอาวุธได้ แต่เหล็กกับเนื้อ อย่างไรก็ทนได้ไม่มาก แต่ก็คงพอช่วยเหลือเอ็งได้บ้างในภายภาคหน้า”

พูดเสร็จ ขรัวปู่ยมโบกมือไล่เหม “เอ็งไปเถิด ข้าตามเอ็งมาเท่านี้” พุ่มกับเหมมองแปลกใจ จนขรัวปู่โบกมือไล่อีกครั้ง เหมจึงกราบลาแล้วออกจากกุฏิไปงงๆ พุ่มมองตามเหมไป หันถามขรัวปู่งงๆว่า

“ขรัวปู่ให้กระผมตามอ้ายเหมมา เพื่อจะเตือนเรื่องดวงชะตาแลให้ตำรามันไม่ใช่หรือขอรับ แล้วเหตุใดให้แต่ตำราไม่เตือนมันเล่าขอรับ”

“ใครเล่าจะหนีกรรมพ้นอ้ายพุ่มเอ๊ย...แม้แต่ข้าก็เป็นไปตามกรรมเช่นกัน” ขรัวปู่ถอนใจหน้าเศร้า พุ่มฟังแล้วไม่สบายใจ

ขรัวปู่ยมมองตามเหมไปด้วยสีหน้าแววตาเป็นห่วงมาก เหมือนล่วงรู้ว่าเรื่องร้ายกำลังจะเกิดขึ้นกับเหม...

ooooooo

ขณะที่หลวงสรอรรถกำจัดเสี้ยนหนามของตนทีละคน...ทีละคนด้วยเล่ห์เพทุบายและความเหี้ยมโหดนั้น วันนี้ตัวเองก็ถูกเรืองหัวหน้าโจรค้าฝิ่นที่เป็นคู่แข่งแฝงตัวมาแก้แค้นลำพังคนเดียว

แม้เรืองจะเก่งฉกาจในวิชาดาบอาทมาตฆ่าลูกน้องหลวงสรอรรถไปมากมาย แต่เมื่อลูกน้องหลวงสรอรรถเอาปืนออกมายิง เรืองก็จำต้องถอยไป ลูกน้องหลวงสรอรรถไล่ตามเรืองไป ในขณะที่ตัวหลวงสรอรรถเองถึงกับเข่าอ่อนหมดแรง

พระยาบริรักษ์มาเชิญพระยาราชสุภาวดีไปงานหมั้นของเหม ท่านยินดีไปร่วมหากว่างเพราะถูกชะตากับเหม

เหมเองก็ไปเชิญแหม่มมาเรียไปร่วมงาน แหม่มยินดีเพราะอยากเห็นพิธีของไทย ยิ่งเป็นงานหมั้นของเหมก็ยิ่งอยากไป เหมไม่ทันกลับลุงรีก็เข้าไปกระซิบบางอย่างกับเจเมสัน เจเมสันฟังแล้วหน้าเครียดก่อนหันมองเหม

เหมกลับถึงเรือนก็เข้าไปขอกับพระยาบริรักษ์ เรื่องที่เรือสินค้าของเจเมสันถูกกักและต้องตรวจค้น

พระยาบริรักษ์ยืนกรานว่าอย่างไรเสียก็ต้องตรวจตามกระบวนการ เหมขอให้เร่งตรวจค้นมิให้มิสเตอร์เมเจสันได้รับความเสียหายได้หรือไม่

“ก็ต้องขึ้นอยู่กับสินค้ามีมากน้อยเท่าใด แต่อย่างไรเสีย พ่อก็ต้องค้นอย่างละเอียดทุกซอกทุกมุม พ่อช่วยเจ้าได้เท่านี้”

เหมหน้าเจื่อนแต่ก็ไม่กล้าขอมากกว่านั้น

ในสถานการณ์นี้เอง หลวงสรอรรถก็ไปขอพบเจเมสันอาสาจะช่วยเรื่องเรือสินค้าที่ต้องถูกตรวจค้น ผ่านลุงรีไปบอกเจเมสัน เจเมสันให้ลุงรีกลับมาถามว่า “คุณหลวงสามารถช่วยให้สินค้าของกับปิตันเทียบท่าได้แน่นะขอรับ”

“ขอเพียงทำตามที่ฉันบอกรับรองว่าสินค้าทุกชิ้นจะได้เทียบท่า แต่หากทุกอย่างเรียบร้อย กับปิตันไม้เกินต้องแบ่งกำไรให้ฉันสองส่วน ตกลงหรือไม่ล่ะ” หลวงสรอรรถเสนอเงื่อนไข เมื่อลุงรีแปลให้ฟังเจเมสันพยักหน้ารับ

หลวงสรอรรถกลับไปอย่างกระหยิ่มที่แผนขั้นแรกสำเร็จไปด้วยดี

เมื่อพระยาบริรักษ์ไปตรวจสินค้า หยิบตุ๊กตากระเบื้องเคลือบชมว่าสวยดีจะขายในเมืองปากน้ำหรือ หลวงสรอรรถติดตามไปอย่างใกล้ชิด อ้างว่าตนร่วมทุนค้าขายกับเจเมสัน พร้อมกับเอาเอกสารสัญญาการซื้อขายสินค้าให้ดู บอกว่าสินค้าพวกนี้มีคนสั่งจองหมดแล้วต้องส่งสินค้าตามกำหนดมิฉะนั้นจะถูกปรับ จึงขอความเมตตาจากท่านเจ้าคุณเร่งเวลาให้ด้วย

“วางใจเถิด ยังพอมีเวลา ฉันไม่ทำให้คุณหลวงเสียหายดอก” พระยาบริรักษ์บอกหลวงสรอรรถแล้วสั่งไปล่ให้นำของพวกนี้ไปไว้ที่โกดังซ้ายออกใบรับให้คุณหลวงด้วย และจะเร่งตรวจค้นโดยเร็ว

เมื่อหลวงสรอรรถไปเล่าให้เจเมสันฟัง ลุงรีแปลที่เจเมสันต้องการให้ฟังว่า กัปตันต้องการฝิ่นที่อยู่ในตุ๊กตากระเบื้องเคลือบโดยเร็วเพราะต้องนำมารักษาแหม่มมาเรีย ถามว่าคุณหลวงไม่มีหนทางอื่นเลยหรือ

หลวงสรอรรถเล่นเล่ห์ต่อไป บอกว่าพระยาบริรักษ์อาจต้องการสินบนมากกว่า ลุงรีบอกว่ากัปตันยินดีจ่าย แต่กัปตันไม่เคยให้สินบนมาก่อนถามคุณหลวงว่าต้องทำอย่างไร

ooooooo

ค่ำนี้เอง ขณะพระยาบริรักษ์นั่งเล่นหมากรุกกับไปล่อยู่ที่ท่าเรือรอคนงานทำงานกันตามปกติ ลุงรีก็นำเจเมสันเข้ามาขอพบพร้อมกล่องใบชา

เจ้าคุณคิดว่าเจเมสันคงอยากได้ของเร็วๆ จึงมาเร่ง บอกลุงรีให้แจ้งแก่เจเมสันว่ามะรืนนี้ถึงจะได้

แต่เจเมสันให้ลุงรีนำกล่องใบชาไปให้อีก พระยาบริรักษ์รับไว้คิดว่าคงเป็นของกำนัลเชื่อมไมตรีเพราะแหม่มมาเรียเป็นครูสอนภาษาวิลาศให้เหม แต่ปรากฏว่าภายในกล่องกลายเป็นทองคำแท่งเต็มไปหมด พระยาบริรักษ์โกรธมากที่เจเมสันมาติดสินบน จนชกต่อยกัน ไล่เจเมสันออกไปและอย่ามาให้เห็นหน้าอีก

เช้าวันต่อมา ขณะพระยาสุภาวดีและขุนสิทธิสงครามล่องเรือมา ทหารที่พายเรือมาพบศพเจเมสันถูกตัดคอลอยอยู่ในพงหญ้า พระยาสุภาวดีตกใจมากเพราะการที่ชาวต่างชาติตายเยี่ยงนี้เป็นเรื่องร้ายแรงใหญ่โตแน่

พระยาสุภาวดีกับคุณชายช่วงรีบไปรายงานเจ้าพระยาพระคลังว่า มีพ่อค้าชาววิลาศถูกฆ่าตัดคออย่างโหดเหี้ยม เจ้าพระยาพระคลังถามว่าผู้ใดเป็นคนกระทำ!

เหมตกใจรีบไปหาแหม่มมาเรีย พบว่าแหม่มตกใจที่เจเมสันถูกฆ่าจนช็อกเสียชีวิตตามสามีไปอีกคน

พระยาบริรักษ์ตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าเจเมสันเพราะคืนก่อนนี้มีเรื่องชกต่อยกัน พระยาปลัดเร่งให้พระยาบริรักษ์รีบหนีไปเสีย แต่พระยาบริรักษ์ถือว่าตนไม่ผิดขออยู่ต่อสู้พิสูจน์ตนเอง

ทั้งคุณหญิงชมและเหมถูกจับตัว ขุนนาฏและครอบครัวสับสนหวาดกลัว ทั้งขุนนาฏ คุณปิ่น ทับทิม และบัวต่างกลัวต้องอาญาไปด้วยจึงรักษาตัวไม่เกี่ยวข้องกับทางพระยาบริรักษ์ แต่ลำดวนจะไปเตือนเหมกับคุณหญิงให้รู้ตัว ถูกบัวดึงไว้ ทับทิมก็ปรามน้องว่า “เจ้าอยากให้พ่อแม่แลพี่น้องต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยรึ” แล้วดึงลำดวนไว้กับตัว

ทั้งขุนนาฏและคุณปิ่นต่างไม่สบายกับการตัดสินใจนี้แต่ก็ต้องทำเพื่อเอาตัวรอด ยังความผิดหวังเสียใจแก่ลำดวนนัก

เมื่อทุกคนในเรือนต้องรับเคราะห์หนัก คุณหญิงชมจึงนำเงินมาแจกจ่ายแก่พวกบ่าวไพร่เพื่อแยกย้ายกัน

ไปล่ไม่ยอมจากไป คุณหญิงเองก็จะท้วงติง จนพระยาบริรักษ์ต้องชี้แจงว่า

“ฟังฉัน คุณหญิง... เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเคราะห์อันใหญ่หลวงนัก แต่ฉันมิได้กระทำผิด ฉะนั้นฉันจะไปหาท่านเจ้าพระยาเพื่อเล่าแจ้งตามตรง แต่หากไม่มีใครเชื่อ คุณหญิงกับเจ้าเหมจะต้องหนีไปเพื่อมิให้รับเคราะห์ไปด้วย เข้าใจหรือไม่”

“ไม่เจ้าค่ะ ลูกจะอยู่กับเจ้าคุณพ่อ มิยอมหนีไปเยี่ยงคนขลาดเป็นอันขาด” เหมเด็ดเดี่ยว

“เจ้าเหม พ่อเจ้าไม่ใช่คนขี้ขลาด แต่คนเราแม้จะเก่งกล้าสักเพียงใด ก็ไม่อาจทัดทานหาญสู้ได้ทุกเรื่องราว โดยเฉพาะโชคชะตา ซึ่งบางครั้งก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนเราจะรับไหว เจ้าถึงต้องหนีไปเพื่อรักษาชีวิตสืบสายตระกูลของพ่อให้ผู้คนรับรู้ถึงความจงรักภักดีของสายเลือดอันมีต่อแผ่นดินนี้สืบไป”

“แล้วเจ้าคุณพ่อจะให้ลูกพาคุณแม่หนีไปที่ใดเล่าขอรับ”

“เจ้าจงพาแม่เจ้าล่องเรือไปพระมหานคร ไปหาเจ้าขรัวคลองบางหลวงตาของเจ้า ตาเจ้าร่ำรวยนัก จะดูแลเจ้ากับแม่ได้เป็นอย่างดี”

ขณะนั้นเอง บุษย์มารายงานว่ามีทหารจำนวนมากพายเรือมาทางเรือนเห็นท่าจะไม่ดี คุณหญิงเครียดจนร้องไห้เหมกอดแม่ให้กำลังใจ ในขณะที่พระยาบริรักษ์หน้าเครียด แววตาแข็งกร้าว พร้อมเผชิญชะตากรรมที่กำลังจะมาถึงอย่างเด็ดเดี่ยว

ooooooo

ข้าบดินทร์

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด