ข่าว

วิดีโอ



ข้าบดินทร์

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-ชีวิต-ประวัติศาสตร์

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: เอกลิขิต

กำกับการแสดงโดย: อรรถพร ธีมากร

ผลิตโดย: บริษัท ที.วี.ซีน จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: เจมส์ มาร์,ภีรนีย์ คงไทย

อัลบั้ม: เจมส์ มาร์ ประกบ แมท ภีรนีย์ ใน ข้าบดินทร์



กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เหมจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง บัวเรียกไว้ทวงว่ายังไม่ตอบคำถามตน ถามว่ามันยากมากหรือ

“บัวจะคาดคั้นฉันให้ได้กระไรขึ้นมา ที่ฉันไม่ตอบก็เพราะฉันไม่อยากพูดปด แลไม่อยากพูดความจริงด้วย”

บัวรบเร้าจนเหมถอนใจหนัก ถามว่า

“แม่บัวถามว่าหากไม่มีลำดวน ฉันก็ยังไม่มีใจให้แม่บัวใช่หรือไม่”

“เจ้าค่ะ”

“แต่ก่อน ฉันรักแม่บัวนัก รักจนไม่คิดว่าจะรักผู้ใดได้อีก ยามที่แม่บัวทิ้งฉัน ฉันถึงได้เสียใจราวกับถูกควักหัวใจมาโยนใส่กองไฟ...จากนั้นฉันก็ได้พบลำดวนอีกครั้ง จากที่ฉันรักเสมอน้อง ก็กลายมาเป็นซาบซึ้งในน้ำใจก่อนจะเป็นรักปักใจ เปรียบเหมือนน้ำที่หยดลงผืนดินที่แห้งผากอยู่ทุกวัน วันละเล็กวันละน้อย จนกลายเป็นผืนดินที่ชุ่มชื้น”

“ที่คุณหลวงพูดไม่ใช่สิ่งที่ฉันถามนะเจ้าคะ” บัวติงหน้าตึง

“ใช่สิ เพราะฉันกำลังจะบอกว่า หัวใจที่ถูกแม่บัวขยำทิ้งแล้ว ถึงแม่บัวจะเก็บมันกลับมา มันก็ไม่มีวันเหมือนเดิม ถึงแม้จะไม่มีลำดวนเข้ามาก็เถอะ”

“แล้วเหตุใด คุณหลวงถึงยังช่วยฉันไว้เล่าเจ้าคะ วันที่หลวงสรอรรถจับฉันไป จะปล่อยให้ฉันตายก็ได้นี่ เจ้าคะ” เหมบอกว่าเพราะบัวเป็นพี่สาวของคนที่ตนรัก บัวอึ้งไปนิดหนึ่งยิ้มเยาะก่อนพูดต่อ “เช่นนี้เป็นว่า ชีวิตฉันรอดได้ถึงป่านนี้เพราะลำดวนอย่างนั้นหรือเจ้าคะ”

เหมนิ่ง เบือนหน้าไปทางอื่นแล้วเดินนำกลับไปไม่พูดอะไรอีก บัวเดินตามห่างๆกลับไปที่ท่าน้ำ ต่างไม่มีใครพูดอะไรแม้แต่คำเดียว...

ooooooo

กลับถึงเรือน เหมนอนหนุนตักเล่าให้ลำดวนฟัง ลำดวนนิ่งจนเหมถามว่าเหตุใดจึงไม่พูดกระไรบ้าง ลำดวนถามว่าอยากให้ตนพูดกระไรหรือ

“กระไรก็ได้ แต่ไม่ใช่เงียบเช่นนี้”

“ลำดวนดีใจที่คุณพี่เหมเปรียบลำดวนเหมือนหยดน้ำเจ้าค่ะ”

“พี่เปรียบความรักที่พี่มีต่อเจ้าต่างหาก” เหมกรุ้มกริ่มขยับขึ้นนั่ง ลำดวนบอกว่าตนสงสารบัว เหม หน้าขรึมลงบอกว่า “พี่รู้ว่าคงทำร้ายใจแม่บัว แต่แม่บัวเป็น คนบังคับให้พี่พูดเอง แลถึงขั้นนี้แล้ว พูดตรงไปตรงมาให้เจ็บเสียทีเดียวดีกว่าปล่อยให้แม่บัวหวังเลื่อนลอยอยู่อย่างนี้”

“เหตุใดเราพี่น้องถึงเป็นเช่นนี้ไปได้ ไม่น่าเลยพี่บัว...” ลำดวนหน้าเศร้า ถอนใจยาว...

เหมดึงลำดวนเข้าไปกอดปลอบประโลมอย่างเข้าใจความรู้สึก

ooooooo

เช้านี้ บัวไม่ออกจากห้องมารับสำรับอาหารเช้า ลำดวนให้ทาสหญิงไปดู ทาสหญิงออกมาบอกว่า บัวไม่อยากออกจากห้อง ให้เอาสำรับเข้าไปให้ในห้องแทน

“ช่างเถิดแม่ลำดวน แม่บัวเขาไม่ออกมาใครก็บังคับเขาไม่ได้ดอก” คุณหญิงเอ่ย ลำดวนรับคำหน้าจ๋อยๆ

ขณะนั้นเอง หลวงเผด็จเดินขึ้นเรือนมา เหมรีบเข้าไปหาพามากินข้าวด้วยกัน หลวงเผด็จบอกว่าเอาไว้ก่อนเถิด ตนมีเรื่องสำคัญมาบอก

“ถ้าฉันเดาไม่ผิด โรคป่วงที่พระมหานครคงดีขึ้น พี่หลวงจึงมาตามฉันกลับไปกระมัง”

“เดาไม่ผิดดอก แต่มีมากกว่านั้น เมืองวิลาศส่งราชทูตมาเจรจา ท่านเจ้าพระยาพระคลังจึงให้มาตามเอ็งกลับ นอกจากจะให้เป็นล่ามแล้ว ยังให้เอ็งเข้าขบวนรับราชทูต ด้วยการนั่งช้างไปรับอย่างสมเกียรติ”

เหมและลำดวนดีใจมากเพราะเป็นเกียรติสูงสุดที่ได้รับหน้าที่นี้ แต่คุณหญิงชมกลับหน้าขรึมลง

เมื่อเหมกับลำดวนคุยกับคุณหญิง ท่านไม่กลับพระมหานครด้วย เพราะเคยคิดจะอยู่อยุธยากรุงเก่าในบั้นปลายของชีวิต แลหลังจากมาอยู่ที่นี่แล้วก็ยิ่งชอบใจไม่อยากกลับไปพระมหานครอีก ลำดวนบอกว่าจะให้บ่าวไพร่อยู่รับใช้สักสี่ห้าคน

“อย่าเลยแม่หาเอาใหม่ดีกว่า พวกเจ้าสองคนกำลังจำเริญรุ่งเรือง ควรแล้วที่ต้องมีบ่าวไพร่ไว้ใช้สอย สำหรับแม่แล้ว มีบ่าวสักคนหรือสองคนก็พอ”

เหมเป็นห่วงคุณหญิงแม่มาก เข้าไปกอดบอก “แต่ลูกก็อดเป็นห่วงคุณหญิงแม่ไม่ได้อยู่ดี นับแต่ลูกจำความได้ เราก็อยู่ด้วยกันมาตลอด ไม่ว่ายามสุขหรือยามทุกข์ แล้วจะให้ลูกทิ้งคุณหญิงแม่ไว้ที่นี่คนเดียวได้อย่างไรเจ้าคะ”

เหมอ้อนจนคุณหญิงขำว่าโตจนมีเมียแล้วแล้วยังไม่เลิกนิสัยอ้อนแม่เป็นลูกเล็กอีก ปลอบใจเหมว่า ไม่มีผู้ใดอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดดอก “แลแม่ตั้งใจจะสร้างวัดให้เจ้าคุณพ่อของเจ้า ให้แม่อยู่ที่นี่เถิดจะได้ทำการให้สำเร็จ”

เหมบอกว่าเช่นนี้แล้วตนก็ไม่กล้าขวางบุญคุณหญิงแม่ คุณหญิงจึงหันถามลำดวนว่า

“แม่ลำดวน จำที่แม่พูดกับเจ้าในเช้าวันที่พ่อเหมไปศึกปราบอั้งยี่ค้าฝิ่นได้หรือไม่” ลำดวนบอกว่าจำได้ คุณหญิงยิ้มพอใจย้ำว่า “ฝากพ่อเหมด้วยนะแม่ลำดวน”

ลำดวนคุกเข่าลงข้างคุณหญิง แล้วทั้งเหมและลำดวนก็กราบที่ตักคุณหญิงพร้อมกัน คุณหญิงลูบหัวทั้งคู่ด้วยความรักและเอ็นดู

ooooooo

เรืองและหลวงสรอรรถ ไปซุ่มสังเกตที่ค่ายทหารชั่วคราวของพวกวิลาศที่ตั้งอยู่กลางป่า มีทหารยืนประจำการท่าทางขึงขังมีระเบียบวินัยเข้มงวด

เรืองถามหลวงสรอรรถว่าทหารวิลาศมากมายเช่นนี้ จะลวงตนไปให้พวกมันฆ่ารึ หลวงสรอรรถชี้ให้ดูต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บอกว่าตนฝังสมบัติไว้ที่นั่น แต่ใครจะคิดว่าพวกลิลาศจะมาตั้งค่ายที่นี่ บอกเรืองว่า

“อย่างไรเราก็คงขุดไม่ได้แล้ว ข้าว่าเอ็งช่วยข้าฆ่าอ้ายเหมก่อนเถิดวะ ข้ารับปากแล้วว่าจะแบ่งสมบัติให้กึ่งหนึ่งข้าไม่ตระบัดสัตย์ดอก” เรืองถามว่าเรารอวิลาศให้ไปก่อนแล้วค่อยขุดก็ได้ไม่ใช่รึ “แล้วเอ็งจะขนสมบัติไปอย่างไรวะ ทั้งเอ็งทั้งข้าต้องโทษอยู่ สมบัติก็มากโขไม่ง่ายดอกนะโว้ย”

“โทษทัณฑ์มันมีอยู่แล้ว ต่อให้ข้าช่วยเอ็งฆ่าหลวงสุรบดินทร์ก็ไม่ทำให้โทษลดลงจนขนสมบัติไปได้ง่ายๆ ดอกวะ”

หลวงสรอรรถยิ้มเจ้าเล่ห์ ถามว่า “แล้วถ้าข้าทำให้อาญาบ้านเมืองเอื้อมไม่ถึงเราแล้วย้อนมาขนสมบัติกลับไปง่ายๆเล่า” เรืองมองหน้าหลวงสรอรรถอย่างสงสัย

ค่ำนี้เอง หลวงสรอรรถและเรืองจึงลอบเข้าไปในค่ายทหารชาววิลาศ ถูกทหารกรูมาล้อมไว้พร้อมอาวุธครบมือหลวงสรอรรถรีบยกมือขึ้นบอกว่าอย่ายิง แล้วคุกเข่าลง “กระผมมาขอพึ่งใบบุญชาววิลาศอย่ายิงกระผมเลยขอรับ”

หลวงสรอรรถปรายตามองเรืองทำให้เรืองจำต้องคุกเข่าตามด้วยท่าทางฮึดฮัดขัดใจ พวกทหารมองหน้า กันไปมาฟังไม่รู้เรื่อง หลวงสรอรรถยังคงพูดไปเรื่อย

“กระผมถูกพวกขุนนางสยามรังแกกลั่นแกล้ง จึงอยากเข้ารีตอยู่ในบังคับของเมืองวิลาศขอรับ”

ทันใดนั้น หมื่นวิชิตเดินออกมาจากข้างในถามเยาะว่า “ขุนนางที่ว่าคงชื่อหลวงสุรบดินทร์กระมังคุณหลวง”

หลวงสรอรรถตกใจเพราะจำหมื่นวิชิตได้ว่าเป็นใคร หมื่นวิชิตหัวเราะชอบใจ บอกหลวงสรอรรถว่า

“ไม่ต้องกลัวไปดอกคุณหลวง เพลานี้ กระผมก็เข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศด้วยกลัวอาญาบ้านเมืองเช่นกัน หากคุณหลวงต้องการเช่นเดียวกับกระผม กระผมก็จะช่วยพูดกับท่านทูตให้เอง”

“เราเคยเจอกันไม่กี่ครา ไม่คิดว่าหัวหมื่นจะเอื้อเฟื้อฉันเช่นนี้”

“ข้อบาดหมางของคุณหลวงกับหลวงสุรบดินทร์โจษกันไปทั่ว แลกระผมก็มีความแค้นกับหลวงสุรบดินทร์เช่นกัน ศัตรูของศัตรูคือมิตรไม่ใช่หรือ”

หลวงสรอรรถกับหมื่นวิชิตต่างยิ้มให้กันด้วยสีหน้าแววตาเจ้าเล่ห์เพทุบายไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

ooooooo

สองสามวันต่อมา ครอบครัวเหมก็กลับถึงบ้านที่พระมหานคร เมื่อมาถึงท่าน้ำเหมส่งมือรับลำดวนขึ้นจากเรือแล้วจึงรับบัว แต่บัวไม่รับมือเหมก้าวขึ้นจากเรือเอง

ลำดวนบอกว่าใกล้เที่ยงแล้วชวนบัวอยู่กินสำรับด้วยกันก่อน บัวไม่กินบอกว่าจะกลับเรือน แล้วเดินผละไปอย่างไม่แยแส บัวเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนเจ้าพระยาพระคลัง ระหว่างทางเจอหมื่นวิชิตตวาดไล่ชาวบ้านไม่ให้ขวางทางทหารชาววิลาศ

ทั้งบัวและหมื่นวิชิตต่างมองกันอย่างไม่คาดคิดว่าจะเจอกันอีก

หมื่นวิชิตบอกบัวว่า ตนเข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศแล้วหาต้องกลัวอาญาของสยามไม่แต่ต้องทำตามกฎหมายของวิลาศ บอกบัวว่าแม้ไม่กลัวอาญาของสยามแต่ยังแค้นเรื่องลำดวนไม่หายมิรู้จะถอนหนามนี้ออกจากอกได้อย่างไร

บัวถามว่าหมื่นวิชิตยังคิดอยากได้บัวอยู่หรือ หมื่นวิชิตพูดอย่างยโสโอหังว่าแม้แม่บัวจะมีราคีแล้วตนจะเอามาก็เพียงเป็นเมียน้อยเท่านั้น บัวอ่านใจหมื่นวิชิตออก แกล้งถามว่ามาบอกตนเช่นนี้ต้องการกระไร หมื่นวิชิตตบเข่าฉาดหัวเราะชอบใจ

“สมเป็นคุณหนูบัว ฉันพูดแค่นี้ก็เดาได้ ถามกันตามตรง คุณหนูไม่คิดแค้นหลวงสุรบดินทร์กับแม่ลำดวนบ้างรึ”

“มีรึฉันจะไม่แค้น แต่เพลานี้ฉันจะทำกระไรได้” บัวแววตาแข็งกร้าว

“ทำไมจะไม่ได้เล่า อ้ายหลวงสุรบดินทร์มันชะตาขาดแล้ว หากคุณหนูจะแก้แค้น ก็ช่วยให้ฉันได้แม่ลำดวนมาเป็นเมียน้อยสักหน่อยเป็นไร” บัวอึ้ง ถามว่า

“แล้วหัวหมื่นรู้ได้อย่างไรว่าหลวงสุรบดินทร์ชะตาขาด”

หมื่นวิชิตไม่ตอบ แต่ยิ้มร้ายสะใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเหม

ooooooo

สิ่งที่กำลังจะเกิดกับเหมคือ ทางวิลาศต้องการตัวเหมไปไต่สวนทวนความเรื่องที่หันแตรไปฟ้องไว้

คุณชายช่วงส่งสมิงสอดน้อยไปคุมตัวเหมจากเรือนขณะบุษย์กำลังสอนเหมให้นุ่งโจงกระเบน บอกบุษย์ว่า

“นายห้างหันแตรร้องเรียนไปยังกงสุลวิลาศที่สิงคโปร์ว่าถูกกลั่นแกล้งหยาบหยาม ข้าจึงต้องนำตัวนายเอ็งไปไต่สวนทวนความตามคำสั่งท่านเจ้าพระยาพระคลัง”

เหมกับลำดวนมองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด เหมสีหน้าขรึมลง...เมื่อคิดว่า ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงจนได้

สมิงสอดน้อยคุมตัวเหมไปยังชายทุ่ง ที่นั่นคุณชาย ช่วงกับทหารอีกจำนวนหนึ่งมาดักรออยู่

เหมแปลกใจว่าเหตุใดคุณชายช่วงจึงมาอยู่ที่นี่

คุณชายช่วงบอกเหมอย่าเพิ่งถามกระไรให้รีบหนีไปก่อน เหมจึงเข้าใจว่านี่คือแผนของคุณชายช่วงที่ทำเพื่อช่วยตน

“เออ ข้านำคนไปจับเอ็งถึงเรือน ป่านนี้คงโจษกันไปทั่ว จะได้มีข้ออ้างกับวิลาศได้ว่าพวกเราจับกุมเอ็งแล้วแต่เอ็งหนีไปได้ระหว่างทางอย่างไรล่ะวะ” สมิงสอดน้อยชี้แจง

เหมเครียด ติงว่า พวกวิลาศคงไม่ยอมจบเพียงเท่านี้ คุณชายช่วงยืนกรานว่าอย่างไรก็ต้องทำ เพราะ...

“วิลาศเรียกร้องให้เอาผิดเจ้า แลยังให้ส่งตัวไปให้ตุลาการวิลาศตัดสินอีกด้วย อย่างไรก็ไม่พ้นผิดแน่ๆทั้งๆที่เจ้าทำไปก็เพื่อสยามทั้งสิ้น”

สมิงสอดน้อยบอกว่าไม่มีใครยอมให้เหมต้องตายแทนดอก เร่งให้รีบไปเสียเถิด เหมยืนกรานเด็ดเดี่ยวว่า

“กระผมไปไม่ได้ขอรับ นับแต่วันที่กระผมใช้อุบายต่อนายห้างหันแตร กระผมก็เตรียมใจไว้แล้วว่า สักวันต้องโดนโทษทัณฑ์ กระผมขอรับโทษทั้งหมด แต่จะไม่ให้บ้านเมืองต้องเดือดร้อนไปด้วย”

“แต่ที่เจ้าทำไป ก็เพื่อช่วยสยามให้พ้นจากการเอาเปรียบแลข่มเหงจากนายห้างหันแตร ถ้าฉันปล่อยให้เจ้าแบกรับผิดอีกก็เป็นการเห็นแก่ตัวเกินคนแล้ว” คุณชายช่วงเอ่ยเครียด

“เห็นแก่ตัวอย่างไรก็ต้องทำขอรับ วิลาศหมายจะรุกรานเรามานานแล้ว เรื่องของกระผมเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น แลความตายของกระผมจะทำให้ข้ออ้างเหล่านั้นหมดสิ้นไป กระผมยอมตายขอรับ”

“เมื่อเอ็งไม่ยอมหนีไปดีๆ ก็ต้องบังคับกันล่ะวะ” สมิงสอดน้อยตวาดสั่ง “จับกุมตัวหลวงสุรบดินทร์ไว้ประเดี๋ยวนี้!”

ทหารชักดาบจะเข้าจับเหม พริบตานั้นเหมพลิกตัวทำร้ายทหารและแย่งดาบจากทหารไปได้สองคนถือดาบสองมือพร้อมสู้ สมิงสอดน้อยชักดาบสองมือของตนบุกเข้าใส่เหมทันทีเช่นกัน

เพราะเคยประลองฝีมือกันมานักต่อนักแล้ว ฝีมือสมิงสอดน้อยกับเหมจึงไม่มีใครด้อยกว่าใครต่างจับทางกัน ได้ จนสมิงสอดน้อยใช้ไม้ตายหมายเร่งเอาชนะ ถูกเหมใช้ไม้ตายโต้กลับเอาดาบจ่อคอสมิงสอดน้อยไว้ได้

เหมคุกเข่าลงไหว้ขอขมาสมิงสอดน้อย แล้วคลานเข่าไปทางคุณชายช่วงหมายกราบขออภัย คุณชายช่วงเบี่ยงตัวออกพูดหน้าเครียด

“อย่ากราบฉันเลย เจ้าเป็นผู้เสียสละเพื่อแผ่นดิน โดยจะมีแต่คำประณามมากกว่าจะมีผู้เห็นความดีของเจ้า ฉันต่างหากที่ควรต้องกราบเจ้า” คุณชายช่วงถอนใจหน้าเครียด

เหมตระหนักว่าชีวิตของตนเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว แต่ตนก็เต็มใจตายเพื่อแผ่นดิน

ooooooo

เหมลอบกลับไปหาลำดวนที่เรือน ลำดวนทุกข์ใจสาหัส ถามเหมว่าไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ เหมโอบกอดลำดวนเศร้าๆ บอกว่าไม่มี ขอให้ยกโทษให้ตนด้วย ตนจำเป็นต้องทำเพื่อบ้านเมือง

ลำดวนกอดเหมร้องไห้กับอกเขา เหมกอดลำดวนไว้แนบอก ลูบผมเบาๆ เจ็บปวดรวดร้าว เพราะตนเองก็ไม่อยากตาย ไม่อยากจากลำดวนอันเป็นที่รัก แต่...ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว...

ในความเศร้าที่เสมือนเวลาจากตายกันใกล้เข้ามาแล้วนั้น ลำดวนคิดถึงคำฝากฝังของคุณหญิงชมเมื่อครั้งเหมออกศึกที่ว่า “แม้เจ้าจะไม่รู้เรื่องงานบ้านงานเมือง แต่เจ้าเห็นสิ่งใดผิดแปลก ไม่ถูกไม่ควรไม่น่าวางใจ เจ้าก็ต้อง ตักเตือนพ่อเหม อย่านิ่งเฉยเสีย เพียงเท่านี้ก็ถือว่าช่วยพ่อเหมแลแบ่งเบาความกังวลของแม่ให้ทุเลาลงได้แล้ว ชีวิตของเจ้าทั้งคู่ก็จะมีแต่ความจำเริญยิ่งๆขึ้นไป”

นึกถึงความหวังของคุณหญิงแม่แล้ว ลำดวนผละจากอก มองหน้าเหมแน่วแน่

“ไม่เจ้าค่ะ ลำดวนจะไม่ยอมเสียคุณพี่เหมไป”

“เจ้าจะให้พี่หนีแล้วให้แผ่นดินต้องลุกเป็นไฟเพราะศึกวิลาศอย่างนั้นรึ ถึงพี่ไม่ตายแต่พี่คงทุกข์ใจยิ่งกว่าตายไปแล้วเสียอีก”

“ลำดวนก็ไม่ต้องการให้เกิดศึกเช่นกันเจ้าค่ะ แต่เราต้องช่วยกันคิดหาวิธีที่จะรักษาชีวิตคุณพี่ แลรักษาแผ่นดินไว้ได้พร้อมกันเจ้าค่ะ”

เหมมองหน้าลำดวนด้วยสายตาสงสัยว่า วิธีที่ลำดวนต้องการนั้น...จะมีได้อย่างไร?

ooooooo

4–5 วันต่อมา...ในห้องประชุมขุนนาง เจ้าพระยาพระคลังและขุนนางหลายคนประชุมกันอย่างเคร่งเครียดเพราะ...

อังกฤษ ได้ยื่นสนธิสัญญาใหม่มาหลายข้อ แต่ที่ประชุมเสนาบดีเห็นว่ามีเนื้อหาคล้ายคลึงกับสนธิสัญญานานกิงที่อังกฤษบังคับให้จีนลงนาม ซึ่งหากสยามตอบตกลง ก็จะสร้างความเสียหายมหาศาล แต่ถ้าไม่ตกลงก็สุ่มเสี่ยง ต่อการเกิดสงครามกับอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง

คืนนี้...ที่หน้าวัง ขุนนางหลายคนมารอเจ้าพระยาพระคลังอยู่อย่างกระวนกระวายใจ จนเมื่อเห็นเจ้าคุณพระยาพระคลังออกมาก็เข้าไปถามอย่างร้อนใจว่า “เป็นอย่างไรบ้างขอรับท่านเจ้าคุณ” เจ้าพระยาพระคลังยกมือไหว้ท่วมหัวบอกว่า

“พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับพวกเราว่าไม่ควรทำสนธิสัญญากับวิลาศ โดยเฉพาะข้อที่ให้ค้าขายอย่างเสรี เพราะเป็นช่องทางที่จะให้วิลาศค้าขายฝิ่นได้ พวกเราสู้อุตส่าห์ปราบโจรค้าฝิ่นลงได้ ถ้ายอมในข้อนี้ ก็เท่ากับที่ทำมาเสียเปล่าหมด”

“แต่หากเราไม่ยอม วิลาศคงไม่พอใจนัก ถ้าเกิดศึกขึ้นมา เราพร้อมที่จะรบแล้วหรือขอรับ” ขุนนางหนึ่งเอ่ย

“เราไม่อาจเอาชนะวิลาศในตอนนี้ได้ดอก ฉันยังไม่เห็นทางเลย คงมีแต่ต้องถ่วงเวลาด้วยการให้วิลาศพึงพอใจในข้ออื่นเป็นการแลกเปลี่ยนก่อน” เจ้าคุณตอบ ส่ายหน้าหนักใจ

“ถ้ากระนั้น เราก็ต้องจับตัวคนที่หยาบหยามนายห้างหันแตรมาลงโทษอย่างนั้นหรือขอรับ” ขุนนางคนแรกถามเจ้าพระยาพระคลังยิ่งเครียดหนัก เพราะรู้ว่าตนทำไม่ถูกที่ต้องทำร้ายเหม แต่เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมืองก็ไม่มีวิธีอื่นให้เลือก

ดังนั้น เช้าวันต่อมา เหมจึงออกจากเรือนพร้อมลำดวนโดยมีหลวงเผด็จกับพวกทหารรออยู่ เหมบอกหลวงเผด็จให้ตีตรวนพาไปเถิดตนรออยู่นานแล้ว หลวงเผด็จถอนใจส่ายหน้าเอ่ยอย่างอัดอั้นว่า

“ข้าจะตีตรวนเอ็งได้อย่างไรเอ็งทำเพื่อแผ่นดิน แต่กลับต้องมาลงเอยเช่นนี้”

“เรื่องครานี้ จำเป็นต้องมีคนเสียสละ ถ้าฉันไม่ทำ เกียรติภูมิของสยามก็จะถูกนายห้างหันแตรย่ำยี แต่เมื่อทำ ฉันก็ต้องสละชีวิตเพื่อมิให้วิลาศจะใช้เหตุนี้เป็นข้ออ้างในการก่อศึก” หลวงเผด็จเสนอว่าเหมควรจะหนีไปในวันที่คุณพระนายท่านมาช่วย “การหนีช่วยได้แต่ชีวิตฉัน แต่ไม่ช่วยให้บ้านเมืองปลอดภัยดอก”

หลวงเผด็จอึ้งไป พูดไม่ออก หันสั่งทหารให้ค้นตัวเหมตามกฎอย่าให้พกอาวุธเข้าไป เมื่อทหารค้นเสร็จ เหมเอ่ยกับลำดวนด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยว่า

“ลำดวนของพี่ พี่คงต้องไปแล้ว ขอให้เจ้ารู้ไว้ว่า พี่จะตายก็แต่ตัว แต่ความรักที่พี่มีให้เจ้าจะไม่มีวันตายไปด้วยเลย”

ลำดวนกราบเหมที่บ่าน้ำตาคลอ เหมกอดลำดวนไว้อย่างทะนุถนอม จับปลายผมลำดวนขึ้นหอมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดใจเดินตามหลวงเผด็จลงเรือนไป

ooooooo

หมื่นวิชิตผยองพองขนนัก ข่มทั้งหลวงสรอรรถและเรืองที่เพิ่งยอมตนมาเข้ากับพวกวิลาศ สั่งหลวงสรอรรถกับเรืองให้ทำงานแล้วตัวเองไปหาบัวให้พาไปเยาะเย้ยเหมในคุกก่อนที่จะโดนบั่นคอ

“อย่านานนัก ลอบเข้าไปพบนักโทษมีโทษหนักไม่เบา แม้หัวหมื่นจะอยู่ในบังคับของวิลาศ ไม่ต้องกลัวอาญาบ้านเมือง แต่ฉันมิได้อยู่ในบังคับด้วย” บัวย้ำเตือนหมื่นวิชิตบอกว่าเหมทำร้ายพวกเรา บัวสมควรไปเอาคืนบ้าง “ฉันไม่อยากเห็นหน้าให้เป็นเสนียดนัยน์ตา หัวหมื่นจะไปก็รีบไปเถิด”

ระหว่างหมื่นวิชิตเข้าไปในคุกนั่นเอง หลวงสรอรรถมาแอบดูอยู่เห็นบัวก็จิกตาพึมพำ “แม่บัว...”

หมื่นวิชิตเข้าไปเยาะเย้ยเหมว่าลูกพระยาตกอับกล้ามาแข่งวาสนากับตนสุดท้ายก็มีหัวได้ถึงพรุ่งนี้เท่านั้น เหมย้อนเย้ยว่า “แล้วเอ็งดีกว่าข้านักรึ เพื่อเอาชีวิตรอด ถึงกับยอมเข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศยอมตนเป็นบ่าวรับใช้เสียศักดิ์ศรีตระกูลนัก”

หมื่นวิชิตเสียหน้าที่เหมรู้เรื่องของตนกระนั่นก็ยังกร่างว่า ถึงเหมรู้ไปก็เท่านั้นเพราะอย่างไรเหมก็ไม่มีทางรอด แลถึงตนจะยอมลดตัวเป็นบ่าวไพร่ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น ได้โอกาสเมื่อใดก็จะกลับไปมั่งมีเหมือนเดิม ยิ้มร้ายเย้ยเหมว่า

“แล้วสิ่งแรกที่ข้าจะทำก็คือ เอาเมียเอ็งมาเป็นเมียน้อยให้หายแค้น” แล้วหัวเราะใส่หน้าเหมอย่างสะใจ แต่ไม่ได้ทำให้เหมตระหนกแต่อย่างไรยังคงมองหมื่นวิชิตอย่างสงบนิ่งจนหมื่นวิชิตเจื่อนไปเอง

ooooooo

ทับทิมมาหาลำดวนที่เรือนเหมแต่เช้าบอกว่า คุณหลวงของตนเพิ่งกลับจากจันทบูรเมื่อคืน พอตนได้ข่าวเหมก็เป็นห่วง ถามว่าแล้วลำดวนจะทำอย่างไรต่อไป

“น้องแบ่งเบี้ยอัฐให้บ่าวไพร่แลให้แยกย้ายกันไปหมดแล้วเจ้าค่ะ รอเสร็จสิ้นคดีคุณพี่เหมเมื่อใด ก็จะขายเรือนนี้แล้วไปอยู่กับคุณหญิงแม่ที่อยุธยาเจ้าค่ะ”

ทับทิมสงสารน้องที่ต้องเป็นหม้ายแต่ยังสาว ลำดวนบอกว่าเป็นบุญที่ทับทิมมาหา ตนมีบางเรื่องที่ไม่อาจทำเองได้และจะหาคนไว้ใจได้ก็ไม่มี เอ่ยขอ “พี่ทับทิมช่วยน้องด้วยเถิดนะเจ้าคะ”

ทับทิมถามว่าเรื่องกระไรหรือ ก็พอดีบัวเดินออกมาจากข้างใน ทับทิมถามว่าบัวมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร บัวมองทั้งสองสีหน้าเครียด เหมือนเตรียมพร้อมที่จะทำอะไรสักอย่างไว้แล้ว

ooooooo

สมิงสอดน้อยนำตัวเหมที่ถูกมัดมือไพล่หลังไปมอบให้กัปตันบราวน์ กัปตันไม่พอใจถามว่าเหตุใดไม่ตีตรวน

“หลวงสุรบดินทร์กระทำผิดต่อคนของวิลาศ แต่หาได้กระทำผิดต่อสยามไม่ เพียงแค่มัดด้วยเชือกก็ถือว่าเสียเกียรติมากแล้ว” คุณชายช่วงชี้แจง กัปตันบราวน์จึงมาดูว่ามัดแน่นหนาหรือไม่ พอใจแล้วจึงสั่งให้คุมตัวเหมลงเรือ

“ส่งหลวงสุรบดินทร์แทนฉันด้วยนะคุณพระ” คุณชายช่วงตบบ่าบอกสมิงสอดน้อยแล้วพาทหารออกไปด้วยความเศร้าใจที่จำต้องทำเช่นนี้กับเหมทั้งที่เหมทำเพื่อแผ่นดิน

ขณะเหมกำลังจะถูกพาจากเรือเล็กไปเรือใหญ่ นั่นเอง ลำดวนตามมาเรียกเหม พวกทหารอังกฤษพากันกระชับปืนเล็งไปที่ลำดวนไม่ให้เข้าใกล้เหม สมิงสอดน้อยชี้แจงกับกัปตันบราวน์ว่าลำดวนเป็นภรรยาเอกของหลวงสุรบดินทร์ เพียงแค่มาล่ำลากันเท่านั้นท่านคงไม่ใจดำกระมัง กัปตันบราวน์เห็นลำดวนไม่มีพิษสงใดจึงยอมให้เข้าไป

ขณะที่ลำดวนกับเหมกำลังล่ำลากันอย่างอาลัย อาวรณ์นั้น จู่ๆสมิงสอดน้อยก็ชักดาบออกจากฝัก พวกทหารพากันเล็งปืนใส่สมิงสอดน้อย บราวน์ตวาดว่าจะชิงตัวนักโทษรึ!

ลำดวนอาศัยจังหวะที่ชุลมุนนั้นแอบเอาห่วงกวิน คือห่วงสำหรับผูกเงื่อนและแก้เงื่อนเชือกของควาญช้างใส่มือเหมที่ถูกมัดไพล่หลังอยู่ สมิงสอดน้อยเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนแล้วจึงเก็บดาบเข้าฝักโดยกัปตันบราวน์ไม่ได้สงสัยอะไร

เหมถูกนำตัวลงเรือเล็กพายไปที่เรือลำใหญ่ ลำดวนมองตามด้วยความเป็นห่วงว่าแผนการของตนจะสำเร็จหรือไม่

ooooooo

เมื่อเรือเล็กพายมาถึงกลางแม่น้ำ ทันใดนั้นเหมที่นั่งอยู่กลางลำเรือ ก็ถีบทหารที่เอาปืนจ่อข้างหน้าตนอยู่ผงะ จระเข้ฟาดหางใส่ทหารที่เอาปืนจ่ออยู่ด้านหลังแล้วกระโดดลงน้ำทันที กัปตันบราวน์ชักปืนออกมา ก็ได้แต่ยิงตามลงไปในน้ำ

“FIRE!” กัปตันบราวน์ตะโกน ทหารวิลาศพากันยิงลงน้ำหูดับตับไหม้ ครู่ใหญ่ก็พากันมองลงไปในน้ำ ไม่เห็นเหมโผล่ขึ้นมา

2-3 วันต่อมา...เย็นวันนี้ขณะลำดวนกำลังคุยอยู่กับคุณปิ่นและขุนนาฏที่เพิ่งได้ข่าวและมาถามไถ่เรื่องราวอยู่นั้น บุษย์ก็มาร้องบอกอย่างตื่นเต้นว่า “แม่นายขอรับ เจอศพคุณเหมแล้วขอรับ” ลำดวนมีสีหน้าตื่นตกใจไม่น้อย

ที่ริมแม่น้ำ ชาวบ้านพากันมามุงดูศพ เห็นศพถูกมัดมือ ศพอยู่ในชุดของเหมที่ใส่ขณะกระโดดลงน้ำ คุณชายช่วงมาเห็นศพถึงกับเบือนหน้าหนี สั่งทหารให้ดูว่าใช่หลวงสุรบดินทร์หรือไม่ ทหารเข้าไปดูแล้วรายงานว่า

“หน้าตาเละจนมองไม่ออกเลยขอรับ สงสัยว่าจะโดนปลากินศพ แต่ชุดที่สวมแลเชือกที่มัดอยู่ก็น่าจะใช่คุณหลวงขอรับ”

ค่ำวันที่เผาศพนั่นเอง สัปเหร่อเข้ามาแจ้งคุณชายช่วงว่า จากการตรวจศพตามหน้าที่ เห็นว่ามีข้อพิรุธสองประการ สัปเหร่อหยิบห่วงกวินออกมาให้ดูบอกว่า

“ประการแรก กระผมเจอห่วงอันนี้ในเสื้อของศพขอรับ และพิรุธอีกข้อคือ ศพมิได้จมน้ำตาย แต่มีรอยแผลถูกดาบฟันขอรับ แถมใบหน้าศพก็มีรอยแผลถูกมีดกรีดก่อนปลาจะกินซ้ำด้วยขอรับ”

คุณชายช่วงรับรู้ข้อมูลจากสัปเหร่อด้วยความแปลกใจมาก ยิ่งฟังข้อพิรุธจากสัปเหร่อก็ยิ่งเห็นพิรุธมากมาย

ooooooo

เหมโดดลงน้ำถูกพวกกัปตันบราวน์ยิงอย่างบ้าระห่ำ แต่เหมปลอดภัยขึ้นไปหลบที่กระท่อมชายนา จนรุ่งขึ้น ทับทิมก็เอาของที่เหมสั่งไว้ทุกอย่างไปให้ที่ กระท่อม บอกว่าลำดวนต้องอยู่จัดงานศพให้เสร็จเสียก่อนจึงจะตามไปได้

ระหว่างที่เหมออกเดินทาง เจอสมิงสอดน้อยใน ชุดชาวบ้านมาดักอยู่ สมิงสอดน้อยเอ่ยอย่างยินดีว่า

“เอ็งรอดแลยังช่วยให้บ้านเมืองรอดด้วย พวกวิลาศไม่ติดใจเรื่องการตายของเอ็ง แลคงเอาเป็นข้ออ้างในการรุกรานไม่ได้อีก แต่เสียดายนักหนา หากเอ็งรับราชการต่อไปคงได้เป็นถึงพระยาแน่ ไม่น่ายุติลงแค่ตำแหน่งหลวงเลย”

“ยศศักดิ์ไม่สำคัญเท่าบ้านเมืองดอกพี่ เอ่อ...แล้วเรื่องศพ มีผู้ใดสงสัยบ้างหรือไม่”

สมิงสอดน้อยกระหยิ่มยิ้มย่องบอกว่า “แผนการของคุณหนูบัวแยบยลนัก ไม่มีผู้ใดจับได้ดอก”

ที่แท้แผนการทั้งหมดถูกกำหนดขึ้นก่อนที่เหมจะถูกจับและนำตัวไปมอบแก่กัปตันบราวน์แล้วตั้งแต่คืนที่เหมลอบไปลาลำดวนและบัวเดินออกจากห้องมาเจอ

ลำดวนวางแผนแอบเอาห่วงกวินไปให้เหมและให้เหมกระโดดน้ำหนีระหว่างถูกนำตัวไปยังเรือลำใหญ่ เวลานั้นเหมติงว่าวิลาศต้องการหาข้ออ้างในการรุกราน หากตนหนีไป วิลาศก็ไม่เลิกอยู่ดี บัวเดินออกมาจากข้างในถามขึ้นว่า

“แล้วถ้าหาคนมาตายแทน เพื่อให้วิลาศเข้าใจผิดว่าหลวงสุรบดินทร์ตายไปแล้วเล่า?” แล้วเล่าว่า “เมื่อครู่ฉันได้พบกับหมื่นวิชิต เพลานี้หมื่นวิชิตได้เข้ารีตอยู่ในบังคับของวิลาศ จึงไม่เกรงอาญาของสยามอีก ถ้าเราจับหมื่นวิชิตแลใช้มาเป็นตัวตายแทนคุณเหมได้ ก็ไม่ต้องกลัววิลาศจะหาข้ออ้างรุกรานอีก”

ทั้งเหมและลำดวนต่างไม่ต้องการให้มีคนตายแทนกันเกิดขึ้น ไม่เห็นด้วยถ้าต้องฆ่าคนอื่นเพื่อเอาชีวิตรอด

“พอกันทั้งคู่” บัวหน้าตึง “คิดบ้างหรือไม่ว่า ถ้าคุณเหมตายก็เพียงช่วยบ้านเมืองได้เท่านั้น แต่ถ้าหมื่นวิชิตตาย มิเพียงช่วยบ้านเมือง แต่ยังช่วยคุณเหมล้างแค้นให้พี่พุ่มได้ด้วย แลสิ้นคุณเหมไปแล้ว เจ้าก็ยากจะพ้นเงื้อมมือหมื่นวิชิตไปได้ดอก หากไม่เลือกทางนี้ ก็เตรียมตัวตายเช่นเดียวกัน”

ดังนั้น เมื่อหมื่นวิชิตเข้าไปเยาะเย้ยเหมออกมาจึงถูกสมิงสอดน้อยดักเอาไม้ฟาดท้ายทอยสลบในทีเดียวแล้วลากร่างหมื่นวิชิตหายไป กำจัดหมื่นวิชิตแล้วบัวบอกเหมว่าพรุ่งนี้เตรียมตัวให้ดีอย่าให้พลาด เหมขอบใจ

บัวบอกไม่ต้องขอบใจ ตนทำเพื่อไถ่โทษที่มีส่วนทำให้พุ่มตายและไม่อยากให้เกิดอันตรายกับลำดวนด้วย

แล้วบัวก็เอ่ยลาออกจากคุกไปน้ำตารื้น

เหมมองตามบอกกับตัวเองว่าสักวันต้องตอบแทนบุญคุณของบัวให้ได้

ooooooo

แผนการช่วยเหมดำเนินไปอย่างแยบยลและประสานกันอย่างแม่นยำ เมื่อเหมกระโดดลงน้ำใช้ห่วงกวินแก้เงื่อนเชือกสำเร็จ หลวงเผด็จก็ดำน้ำเข้ามาเอากระบอกไม้ไผ่ที่มีอากาศเต็มให้เหมทันที

เหมเอากวินใส่กระเป๋าเสื้อ สูดอากาศจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วดำน้ำหนีไปกับหลวงเผด็จ

ดำน้ำไปโผล่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ เจอสมิงสอดน้อยลากหมื่นวิชิตที่กลัวตายจนตัวสั่นแต่ในที่สุดก็ตายด้วยดาบของสมิงสอดน้อยแล้วให้เหมเปลี่ยนชุดกับหมื่นวิชิต สมิงสอดน้อยกรีดหน้าหมื่นวิชิตเพื่อไม่ให้ใครจำได้ เหมคุกเข่าขออโหสิกรรมหมื่นวิชิต หลวงเผด็จติงว่าคนชั่วอย่างมันจะไปขออโหสิกรรมทำไม

“ถึงจะชั่ว แต่ก็หาควรมีใครตายเพื่อต่อชีวิตให้อีกคนไม่” เหมเอ่ยจากใจแล้วรีบเปลี่ยนชุดกับศพหมื่นวิชิต ห่วงกวินจึงติดอยู่ในกระเป๋าเสื้อเหม ที่ทำให้สัปเหร่อค้นเจอในศพหมื่นวิชิต

ขณะสมิงสอดน้อยกับเหมกำลังบ่ายหน้าไปอยุธยานั่นเอง สมิงสอดน้อยถูกหลวงสรอรรถลอบยิงจนบาดเจ็บสาหัส พริบตานั้น เรืองที่มากับหลวงสรอรรถก็ใช้ดาบฟันกลางหลังหลวงสรอรรถ ยิ้มเหี้ยมบอกว่า

“ข้ารู้ที่ซ่อนสมบัติแล้วจะเก็บเอ็งไว้ทำกระไร แลที่ข้าต้องการคือพิสูจน์ว่าดาบอาทมาตเหนือแลดาบ อาทมาตใต้ใครจะเหนือกว่ากัน แล้วจะให้เอ็งมาขัดขวางข้าได้รึ”

หลวงสรอรรถพยายามจะยิงเรืองแต่ถูกเรืองฟันซ้ำจนตาย เหมเห็นโจรฆ่าโจรก็ได้แต่พึมพำอย่างสมเพช...

“สันดานโจร”

ฆ่าหลวงสรอรรถแล้ว เรืองหันมาใช้ดาบสองมือประลองกับเหมด้วยวิชาดาบอาทมาตเหนือและอาทมาตใต้ ฝีมือเรืองฉกาจนักและยิ่งเมื่อเรืองได้พลิกแพลงสู้ก็ทำให้เหมตกเป็นฝ่ายรับ เรืองหัวเราะเยาะเหมว่า

“ดาบอาทมาตเหนือมีแต่ลูกไม้โบราณไม่มีทางเอาชนะข้าได้ดอกโว้ย”

เหมเครียดแต่เมื่อนึกถึงคำสอนของพระครูยมที่ว่า “จะเหนือหรือใต้ก็มาจากรากเหง้าเดียวกัน มิว่าจะมีกระบวนท่าสูงส่งร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่สำคัญเท่าหัวใจอันเป็นแก่นแท้ของดาบอาทมาตดอก เมื่อเอ็งถ่องแท้ในวิถีแห่งดาบแล้ว สิ่งอื่นใดย่อมไร้ความหมายทั้งสิ้น” ทำให้เหมจิตเริ่มสงบลงใช้สติเข้าต่อสู้และระหว่างนั้นก็ระลึกถึงคำสอนของพระครูยมอย่างมีสมาธิท่ีว่า

“เพลงดาบอาทมาตมีหลักการก้าวย่างตามหลักสี่ทิศ ดาวแปดแฉกมีแม่ไม้เพียงสามท่าคือ คลุมไตรภพ ตลบสิงขร ย้อนฟองสมุทร แต่แม่ไม้สามท่านี้หากเข้าใจลึกซึ้งแตกฉาน ก็สามารถพลิกแพลงได้เป็นอัศจรรย์ ขึ้นอยู่กับปัญญาของเอ็งเป็นสำคัญ แต่ที่เอ็งต้องจำไว้ให้ขึ้นใจคือ หัวใจของเพลงดาบ เขาฟันเราไม่รับ เขารับเราไม่ฟัน จะฟันต่อเมื่อเขาไม่รับ จะรับต่อเมื่อหลบหลีกไม่ทัน”

เมื่อตั้งสติมีสมาธินำคำสอนของพระครูยมมาใช้ เหมก็มีท่าพลิกแพลงต่อสู้กับเรืองจนสมิงสอดน้อยที่ดูอยู่ตกใจคิดไม่ถึงว่าจู่ๆเพลงดาบขอเหมจะเปลี่ยนไปและดูลึกซึ้งกว่าเดิมมาก

ด้วยระลึกถึงคำสอนของพระครูยมและนำมาใช้อย่างมีปัญญาสร้างสรรค์ ในที่สุดเหมก็ฟันเข้าแสกหน้าเรืองอย่างจังจนเรืองล้มตายทั้งที่ตายังเบิกโพลง แต่เหมเองก็ทรุดลงอย่างหมดแรงเช่นกัน

เพราะทุกคนเชื่อว่าเหมตายแล้วและศพก็เผาแล้ว เหมจึงต้องปลอมเป็นชาวบ้านธรรมดาไม่อาจเปิดเผยตัวได้ จึงแอบพาสมิงสอดน้อยไปไว้ที่หน้าเรือนเจ้าพระยาพระคลัง ได้รับการรักษาจนฟื้นและพูดคุยกับบุษย์ได้แต่ยังปกปิดเรื่องเหมไว้

ooooooo

ลำดวนตัดสินใจขายบ้านให้ทับทิมเพื่อตัวเองจะได้ไปอยู่กับคุณหญิงแม่ที่อยุธยา ทับทิมตั้งใจซื้อบ้านไว้ให้บัวอยู่แต่ก็ปรากฏว่าหม่อมดวงแขให้คนมารับบัวไปอยู่ด้วยที่ลำปาง

ก่อนแยกจากกัน สามพี่น้องต่างปรับความเข้าใจกัน บัวสำนึกผิดขอโทษลำดวน สามพี่น้องกอดกันด้วยความรักและเข้าใจกัน ลำดวนพูดเสียงสั่นเครือด้วยความปลื้มปีติว่า

“เราสามพี่น้องกลับมารักใคร่กลมเกลียวกันอีกครั้ง ลำดวนไม่ต้องการสิ่งใดมากไปกว่านี้อีกแล้วเจ้าค่ะ”

คนที่หม่อมดวงแขให้มารับบัวไปลำปางคืออินทร์นั่นเอง บัวเขินแต่ก็ขอตัวไปเก็บของบนเรือน ทับทิมกับลำดวนมองตามบัวไปด้วยความหวังว่าบัวจะได้ไปเริ่มต้นใหม่ที่ลำปาง...

เมื่อลำดวนไปถึงอยุธยา คุณหญิงแม่กอดลำดวนไว้ด้วยความรักเอ่ยอย่างปลื้มปีติว่า “พ่อเหมเลือกคนไม่ผิดจริงๆ”

เหมในวันนี้ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์แล้ว แต่ยังร้อยมาลัยให้ลำดวนอย่างที่เคยทำ บอกลำดวนว่าให้เรียกตนว่าพี่เหมและเรียกคุณหญิงแม่ว่าแม่ก็พอ เพราะวันนี้ไม่มีหลวงสุรบดินทร์อีกแล้ว เหลือเพียงควาญช้างที่ชื่อเหมเท่านั้น ถามลำดวนว่าเสียใจหรือไม่ที่ตนไม่ได้เป็นหลวงสุรบดินทร์แล้ว ลำดวนซบหน้ากับอกเหม ดูมาลัยที่เหมร้อยให้ เอ่ยอย่างมีความสุขว่า

“คนร้อยมาลัยนี้ แม้ไม้มียศศักดิ์ก็ไม่เป็นกระไร ขอเพียงมีหนึ่งใจให้ลำดวนก็พอจ้ะ”

ooooooo

8 ปีผ่านไป ที่ปางช้าง มากับส่งเป็นควาญช้างอยู่ที่นั่น ต่างก็ร้องโวยวายตามหาขุนศรีไชยทิตยเพราะอ้ายดำตกมัน ขุนศรีบัญชาการให้ล้อมจับอ้ายดำ แต่ไม่ทันไรก็เห็นเหมขี่คออ้ายดำเข้ามาอย่างสง่างามพาอ้ายดำเข้ามาหาทุกคน

เหมบอกว่าตนสะกดอ้ายดำลงได้แล้ว ส่งถามทึ่งว่าเหมสะกดช้างตกมันได้ด้วยรึ เหมบอกว่าตนเคยผ่านอ้ายช้างยักษ์สังข์มาแล้วช้างอื่นจะต้องเกรงอันใด ทุกคนพากันชื่นชมยินดี ขุนศรีหัวเราะชอบใจบอกว่าสมแล้วกับที่ได้เป็นสดัมหมอช้างที่เป็นรองเพียงตนเท่านั้น พูดกับทุกคนว่า

“ทุกคนได้เห็นแล้วกระมังว่าอ้ายเหมเหมาะแล้วที่จะเป็นสดัมของพวกเรา”

“สดัมๆๆๆ” ทุกคนตะโกนขึ้นพร้อมกัน เหมนั่งอยู่บนคอช้างยิ้มรับการชื่นชมของทุกคน

มาลัยลูกสาววัย 7-8 ขวบของลำดวนกับเหม ได้ข่าวแม่พังโตตกลูกจึงรบเร้าให้ลำดวนพามาดู ระหว่างที่มาลัยเล่นกับลูกแม่พังโตนั้น ลำดวนหน้าขรึมลงบอกเหมว่ามีสาส์นจากทับทิมแจ้งว่า วิลาศไม่พอใจที่สยามผูกขาดสินค้า เกรงว่าอาจจะเกิดศึกได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ถามเหมว่าคิดเห็นอย่างไร

“คราก่อน วิลาศส่งเซอร์เจมส์บรู๊กมาเป็นราชทูตแต่ก็เจรจากันไม่สำเร็จ เพราะข้อเสนอของทางวิลาศไม่เป็นธรรมแลถ้าวิลาศยังดื้อดึงต่อไปก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดศึกขึ้นจริง”

“ลำดวนไม่อยากให้ถึงวันนั้นเลยเจ้าค่ะ มิรู้ว่าจะต้องมีผู้คนล้มตายกันอีกเท่าใด แลหากรบแพ้ ก็ต้องกลายเป็นเมืองขึ้นเมืองออกสิ้นศักดิ์ศรีให้เขาย่ำยีเอาเท่านั้นเอง”

ทั้งลำดวนและเหมต่างเครียดกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับสยามอันเป็นที่รักในเวลานี้

และเมื่อสามพ่อแม่ลูกกลับเรือน ก็แปลกใจเมื่อเห็นคุณหญิงแม่ที่ดูแลลูกชายคนเล็กวัย 3-4 ขวบนั่ง

ซับน้ำตาอยู่ไปมา ลำดวนถามว่าแม่ท่านเป็นกระไรหรือ คุณหญิงแม่บอกว่าเมื่อครู่มีคนมาแจ้งว่าพระพุทธเจ้าอยู่หัวท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว

เหมกับลำดวนตะลึง แล้วเหมกับลำดวนก็คุกเข่าหันหน้าไปทางพระมหานครยกมือไหว้แล้วก้มกราบ ทุกคนทำตามไม่เว้นแม้แต่ลูกชายคนเล็กวัยเพียง 3-4 ขวบ...

ooooooo

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน พุทธศักราช 2394 หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่สี่แห่งราชวงศ์จักรี แต่พระองค์ทรงเห็นว่าสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าจุฑามณีมีพระชะตาแรง ควรต้องได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ด้วย จึงทรงสถาปนาเจ้าฟ้าจุฑามณีเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สอง มีพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว”

4 ปีต่อมา เจ้าพระยาพระคลังได้ขึ้นเป็นสมเด็จ เจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ สมิงสอดน้อยขึ้นเป็นพระยาและหลวงเผด็จก็ได้ขึ้นเป็นคุณพระเช่นกัน

ทั้งหมดต้องแก้ไขสถานการณ์ที่ถูกวิลาศเสนอให้สยามทำการค้าเสรีเพราะหากเป็นเช่นนั้นคนก็จะติดฝิ่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่หากไม่ยอมก็ต้องเปิดศึกขึ้นเป็นแน่ มีเสียงแตกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายสมิงสอดน้อยอาสาสู้ศึกขอตายเป็นคนแรก แต่ขุนนางอีกฝ่ายถามว่าวิลาศมีเรือลอยลำห่างไปไม่ไกล อาวุธของมันก็เหนือกว่าเรามากจะเอาชนะได้หรือ

“พอเถิด ท่านเจ้าคุณทุกๆคนด้วย ถึงเพลานี้แล้วเราคงต้องยอมรับว่าต่อให้พวกเราตายจนหมด ก็ไม่อาจทานแสนยานุภาพของวิลาศได้อยู่ดี แลสนธิสัญญาที่กำลังจะลงนาม แม้จะทำให้เราเสียเปรียบบางข้อ แต่ก็ยังมีข้อดีอยู่ คือนับแต่นี้เราจะติดต่อเรียนวิชาการจากตะวันตกง่ายขึ้น เมื่อคนของเรามีความรู้มากขึ้น สยามก็จะจำเริญขึ้น แลเข้มแข็งพอที่จะสู้กับวิลาศและเมืองอื่นได้ในภายหน้า เราสู้กัดฟันกลืนเลือดเสียตอนนี้เพื่อกาลข้างหน้าเถิด” สมเด็จเจ้าพระยาสรุป ทุกคนจำต้องปฏิบัติตาม

2 ปีต่อมา คุณชายช่วงมาหาเหมที่ปางช้างแจ้งว่า เพลานี้พระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ให้คณะราชทูตไปถวายเครื่องราชบรรณาการต่อสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย แห่งเมืองวิลาศ บอกว่างานนี้สำคัญมากแลอยากให้เหมไปด้วย

แต่เพราะเหมยังต้องปิดบังอำพรางตัว คุณชายช่วงจึงให้เหมปลอมตัวเป็นหมอนวดของคณะทูต การนี้เหมจะต้องจากครอบครัวไปร่วมปี แต่อยากขอให้เหมเสียสละเพื่อบ้านเมืองอีกสักครั้ง

เหมคิดหนักไม่กล้าเอ่ยปากกับลำดวน แต่ลำดวนก็รู้เพราะเห็นและได้อ่านสาส์นที่เหมถือกลับเรือนจึงรู้และอยากให้เหมไป ลำดวนพยายามแสดงให้เหมเห็นว่าตนเข้มแข็งพอที่จะดูแลครอบครัวได้ บอกว่าตนรักเขาเพราะเป็นคนมุ่งมั่นเมื่อทำสิ่งใดก็ไม่หวังผลตอบแทนแม้แต่เกียรติยศชื่อเสียงหรือคำกล่าวยกย่องของคนรุ่นหลัง

เหมปลื้มปีติ ภูมิใจ ขอบใจลำดวนที่สนับสนุนให้ตนไปทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่เพื่อประเทศชาติอีกครั้ง ดังคำกล่าวที่ว่า

“ถึงเจ้าจักเป็นเศษเสี้ยวธุลีของแผ่นดิน เจ้าจงรู้ว่าตัวเองมีความหมายต่อแผ่นดินเพียงใด จงทำตัวเป็นเศษธุลีที่มีค่าของผืนแผ่นดิน เพื่อเจ้าจักได้ชื่อว่า เกิดมาเป็นข้าแผ่นดิน เป็นข้าแห่งบดินทร์”

ooooooo

-อวสาน-


ละครข้าบดินทร์ ตอนที่ 14(ตอนจบ) อ่านข้าบดินทร์ ติดตามข้าบดินทร์ ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย เจมส์ มาร์,ภีรนีย์ คงไทย 22 มิ.ย. 2558 07:13 2015-06-27T05:58:16+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ