ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ด้วยแรงอธิษฐาน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ระหว่างที่ปิติกับเกตุมณีกำลังนั่งกินอาหารค่ำกัน เงียบๆ เกตุมณีหยุดกิน นั่งเหม่อมองข้าวในจาน ปิติ ทักว่าคิดถึงลูกหรือ เกตุมณีคิดถึงหลายเรื่องที่ผ่านมา และยังไม่หายสงสัยว่าทำไมเขาถึงเลือกเธอ แทนที่จะเลือกแกมแก้วที่เด็กและสวยกว่าเธอ ปิติว่าคนเราไม่ได้อยู่กันได้ด้วยความสวยแต่ด้วยความเข้าใจต่างหาก

"ยายแก้วแกเป็นเด็กน่าสงสาร อะไรที่แกเคยทำตั้งแต่ยังวัยรุ่น แกคงไม่รู้หรอกว่าบาปกรรมมันจะตามทันเร็วขนาดนี้"

"สิ่งที่สำคัญ บาปไม่ได้ไปลงกับยายแก้วคนเดียวน่ะสิ ดันไปลงเอากะลูกยายแก้วด้วย"

เกตุมณีได้แต่นึกสงสาร บาปกรรมที่เกิดกับลูกของแกมแก้วช่างโหดร้าย น่ากลัวเกินไป...

ถุงแป้งสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงคล้ายคนร้องไห้ดังฝ่าความเงียบสงัดของยามค่ำคืน เธอพยายามเงี่ยหูฟัง ก่อนลุกออกจากห้องนอนด้วยความอยากรู้อยากเห็น เดินตามเสียงร้องไห้จนมาถึงห้องห้องหนึ่งที่ประตูเปิดแง้มอยู่ เธอมั่นใจว่า เสียงดังออกมาจากห้องนี้แน่ๆ ร้องถามว่ามีใครเป็นอะไรหรือเปล่า

เงียบ ไม่มีเสียงตอบ ถุงแป้งมองรอบตัวมีแต่ความว่างเปล่า ตัดสินใจมองเข้าไปตรงประตูที่แง้มอยู่แต่ไม่เห็นอะไร หันกลับมาต้องตกใจ เจอแกมแก้วยืนจ้องอยู่ใกล้ๆ แกมแก้วถามเสียงเครียดว่าคิดจะขโมยอะไร ถุงแป้งปฏิเสธว่าไม่ได้จะขโมยอะไร เธอได้ยินเสียงคนร้องไห้

"มันใช่ธุระอะไรของเธอรึเปล่า...กลับไปที่ห้องเลย ไม่ต้องมายุ่ง เรื่องของบ้านนี้ คนที่นี่จัดการเองได้"

"ห้องนี้..."

"ห้องลูกสาวฉัน ไม่ต้องมาสนใจอีก...หลีก"

ถุงแป้งเบี่ยงตัวหลบพ้นประตู แกมแก้วผลุบเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูอย่างรวดเร็ว ถุงแป้งได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กดังขึ้น แข่งกับเสียงตวาดของแกมแก้ว แล้วตามด้วยเสียงฟาดผัวะ ถุงแป้งสะดุ้งโหยง มีเสียงสะอึกสะอื้นตามมาอีก ถุงแป้งได้แต่ยืนนิ่ง ไม่รู้จะทำอย่างไร

ooooooo

ถุงแป้งเอาเรื่องลูกของแกมแก้วมาถามน้ากฤตย์ แต่เช้า ได้ความว่าเขาเองแทบจะไม่เคยเห็นหน้าลินจันทร์ เลย เพราะแกมแก้วไม่อยากให้ลูกสาวออกมาเจอใคร ถุงแป้งอยากเข้าไปคุยเป็นเพื่อนน้อง

"ปัญหาคือ ลินจันทร์คุยกับแป้งไม่ได้ต่างหาก" กฤตย์ยืนนิ่งมองลงไปในสระน้ำ

ลมพัดแรงจนผิวน้ำเป็นระลอก ทันใดนั้น เสียงวรดาร้องให้ช่วยแว่วเข้าหูกฤตย์ ถุงแป้งเห็นกฤตย์เงียบไป จึงแตะแขนเขา ถามว่าเป็นอะไร กฤตย์สะดุ้งเฮือก เสียงร้องให้ช่วยเงียบไป

"ไม่มีอะไรหรอก แป้งไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องลูกน้าแก้ว เขาหรอกนะ...ไม่มีใครตัดกรรมให้ใครได้หรอก ทุกคนต้องชดใช้... น้ากฤตย์เองก็เหมือนกัน" กฤตย์ว่าแล้วเดินเหงาๆ จากไป...

พระธุดงค์รูปเดิมที่เคยสวดแผ่เมตตาให้กับอัฐิของวรดา เดินผ่านหน้าบ้านนัทธมน เห็นเมฆครึ้มปกคลุมบ้าน ยืนมองด้วยสายตาห่วงใย ตัดสินใจปักกลดที่ลานเยื้องบ้านหลังนั้น...

ตกดึกนัทธมนนอนดิ้นไปมาอยู่บนเตียง เหยือกน้ำที่

วางอยู่ในห้องเริ่มเดือดพล่าน ข้าวของพากันขยับลอยขึ้นทีละชิ้นๆ ในเวลาเดียวกัน กฤตย์นอนกระสับกระส่ายเหมือนฝันร้าย ก่อนลุกพรวดขึ้นเดินละเมอออกจากห้องนอน ลินจันทร์ซึ่งมีผ้าโพกปิดหน้าเปิดประตูห้องออกมามอง ท่าทางตื่นๆสีหน้าเป็นกังวล

เธอเดินตามกฤตย์ไปยังสระว่ายน้ำก่อนวิ่งกลับเข้าบ้าน ตรงไปยังห้องนอนของถุงแป้ง ส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอปลุกถุงแป้งให้วิ่งตามเธอออกมา  ส่วนกฤตย์เดินลงไปในสระว่ายน้ำจนจมมิด เขาเห็นวรดาหน้าซีดราวกับคนตาย มองจ้องเขาอย่างชิงชังอยู่ใต้น้ำ

ถุงแป้งวิ่งมาถึงริมสระว่ายน้ำตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นกฤตย์อยู่ใต้น้ำ เธอกระโจนลงไปเขย่าตัวช่วยชีวิตเขาไว้

จากจมน้ำตายอย่างฉิวเฉียด ลินจันทร์เห็นลุงกฤตย์ปลอดภัย รีบวิ่งกลับเข้าบ้าน

"น้ากฤตย์เกือบจะตายแล้วนะคะเนี่ย น้ากฤตย์...ทำไมเป็นอย่างนี้" ถุงแป้งใจยังสั่นไม่หาย

"มีใครบางคนอยากให้น้าตาย...เขาอยากเห็นน้าตาย" กฤตย์มองผิวน้ำรู้สึกผิดเต็มหัวใจ...

ภายในห้องนอนของนัทธมนน้ำในเหยือกยังคงเดือดจนเหยือกแตกกระจาย มนทิราที่นอนอยู่ข้างๆลูกสะดุ้งตื่นตกใจที่เห็นข้าวของลอยไปมา เธอหันมามองลูกสาวเห็นนอนดิ้น ตัวเปียกชุ่มเหมือนไปลงน้ำที่ไหนมา  มนทิรารีบปลุกลูก  ทันทีที่นัทธมนรู้สึกตัวตื่น  ข้าวของพวกนั้นตกเกลื่อนพื้น  เธอเล่าความฝันให้แม่ฟังว่าเธอร้อนจึงต้องลงน้ำเพื่อทำให้ตัวเย็นลง มนทิราสงสัยว่าลูกจะไปลงน้ำที่ไหนได้

"หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ สระว่ายน้ำที่ไหนสักแห่ง"

"เหงื่อทั้งนั้นแหละลูก ไม่มีอะไรหรอก ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะได้นอนสบายขึ้น" มนทิรามองตามลูกด้วยความห่วงใย เห็นรอยเท้าของนัทธมนแล้วยิ่งแปลกใจ คล้ายเพิ่งขึ้นจากน้ำ...

พลังพิเศษของนัทธมนมีพลังมากขึ้นทุกขณะ ครั้งหนึ่งเธอรับโทรศัพท์ที่โทร.มาชักชวนให้ลงทุนกับกองทุนแห่งหนึ่ง นัทธมนรำคาญไม่อยากคุยด้วย จึงแต่งเรื่องว่าตอนนี้เธอไม่ว่างคุยด้วย เพราะพ่อของเธอกำลังป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ เธอต้องไปดูแลท่าน แล้วรีบวางสาย มนทิรายังนึกขำกับความเจ้าเล่ห์ของลูก

เย็นวันเดียวกัน นิกรเกิดครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาจริงๆจามติดกันหลายครั้งจนต้องขอตัวกลับบ้านเร็ว กฤตย์อนุญาตและยังฝากตุ๊กตาผ้าตัวใหญ่ประมาณหนึ่งศอกมาให้ลูกสาวของนิกรด้วย

"ลูกผมโตแล้ว แกจะเล่นเหรอ"

"ฝากด้วยแล้วกัน ไหนๆผมก็ใช้งานพ่อเขาซะหนักขนาดนี้"

นิกรยิ้ม รับตุ๊กตาผ้าเดินออกจากห้องทำงานของกฤตย์... จากนั้นไม่นาน  นิกรกลับถึงบ้านโดยจามอยู่ตลอด  นัทธมนโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่โกหกว่าพ่อไม่สบาย ท่านเลย ไม่สบายจริงๆ

"ไม่เกี่ยวหรอกลูก เรื่องมันบังเอิญมากกว่า พ่อไม่ได้

เป็นอะไรมากหรอก"

"แต่หนูบอกว่า คุณพ่อจะเป็นไข้หวัดใหญ่ นอนซม"

"อย่าคิดมากเลยลูก หนูไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์อะไรขนาดนั้นหรอก"

"มันไม่ได้อยู่ที่ว่าหนูมีหรือไม่มี มันอยู่ที่หนูควบคุมมันไม่ได้ต่างหาก คุณแม่ก็รู้"

นิกรไม่อยากทำให้บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกร่อย รีบตัดบทว่าถ้าเขากินยาสักเม็ดสองเม็ด พรุ่งนี้ก็วิ่งปร๋อแล้ว นัทธมนพยักหน้า แต่ยังอดห่วงพ่อไม่ได้ หันไปเห็นตุ๊กตาผ้าวางอยู่ ถามพ่อว่าของใคร

"ลูกค้า เขาฝากมาให้ลูกน่ะสิ เขาเป็นคนดีนะ"

"ลูกค้าคุณพ่อก็เห็นดีทุกคน ใช้งานคุณพ่อจนซมขนาดนี้" นัทธมนมองตุ๊กตาเคืองๆ...

ดึกแล้ว แต่ถุงแป้งยังหลับตาไม่ลง เพราะเสียงร้องไห้ ของลินจันทร์ผสานกับเสียงตวาดของแกมแก้วดังฝ่าความเงียบ ถุงแป้งย่องออกมาดู  เห็นลินจันทร์พยายามวิ่งหนีออกจากห้องนอน  แต่แกมแก้วคว้าข้อมือเธอไว้แล้วกระชากกลับเข้าห้อง ทั้งทุบทั้งตีจนเสียงร้องเงียบลง แกมแก้วออกจากห้องเห็นถุงแป้ง ยืนมองอยู่

"เรื่องของแม่ลูกเขาจะสั่งสอนกัน   ไม่ต้องยุ่งเลย" แกมแก้วเอ็ดใส่หลานสาว ก่อนผละจากไป ถุงแป้งหันหลังจะกลับห้อง ตกใจสะดุ้งโหยง เจอป้าสร้อยยืนจ้องอยู่ ถุงแป้งรีบ เดินเลี่ยงเข้าห้อง

ooooooo

หลังจากพระธุดงค์ฉันอาหารเสร็จก็สวดให้ศีลให้พร มนทิราเก็บปิ่นโตใส่กับข้าว ก้มกราบลา พระธุดงค์ บอกว่าพรุ่งนี้พาลูกสาวมาทำบุญตักบาตรด้วย ท่านจะ ชี้แนะอะไรบางอย่างให้ เผื่อเวรกรรมที่มีจะได้ผ่อนหนัก เป็นเบา พระธุดงค์พูดจบหลับตานั่งสมาธิ มนทิราอยากจะถามรายละเอียดเลยไม่กล้า...

ระหว่างที่ถุงแป้งนั่งกินอาหารเช้ากับกฤตย์ เธอถือโอกาสซักถามเขาเรื่องป้าสร้อย ได้ความว่า เมื่อก่อนป้าสร้อยเป็นคนรับใช้ของประพจน์ เจ้าของบ้านโบราณที่กฤตย์ซื้อมาทำสำนักงาน หลังจากทุกคนในบ้านตายหมด ป้าสร้อยก็มาสมัครงานกับแกมแก้ว เลยลงเอยมาเป็นคนรับใช้ให้แกมแก้วแทน

"เมื่อคืนลูกน้าแก้วโดนแม่ตีอีกแล้วค่ะ"   ถุงแป้งพูดด้วยความเป็นห่วงน้อง

"น้าคงต้องจัดการอะไรซักอย่างหนึ่งแล้ว" กฤตย์สีหน้าครุ่นคิด...

นัทธมนกับมนทิรามองนิกรซึ่งนั่งหนาวสั่นจากพิษไข้ ด้วยความเป็นห่วง นัทธมนโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุทำให้พ่อป่วย มนทิราแนะให้ไปหาหมอ แต่นิกรลังเลเพราะมีงานด่วนที่ต้องเร่งทำให้เสร็จ

"ไม่ต้องคิดเลย ไปฉีดยาหาหมอแล้วก็นอนพักซะ อย่าทำให้ต้องเป็นห่วงทั้งพ่อทั้งลูกเลยเชียว"

"หนูไม่มีอะไรให้คุณแม่ต้องเป็นห่วงนี่คะ"

"ตัวดีเลย หนูน่ะ พระธุดงค์ที่มาปักกลดแถวนี้ ท่านบอกให้แม่พาหนูไปทำบุญพรุ่งนี้ด้วย...พ่อไปหาหมอ...ลูกไปหาพระ...สบายแล้วครอบครัวนี้" มนทิราว่าประชด

นัทธมนทำท่าอิดออด นิกรเลยต่อรองว่าถ้าลูกไม่ไปหาพระ เขาก็จะไม่ไปหาหมอเช่นกัน นัทธมนเลยต้องยอมรับปาก จังหวะนั้นมีเสียงโทรศัพท์มือถือของนิกรดังขึ้น นิกรวานลูกหยิบโทรศัพท์ให้ ทันทีที่นัทธมนแตะโทรศัพท์ รู้สึกเหมือนโดนไฟเผา ร้อนมือของเธอแทบพองจนต้องโยนทิ้ง

นิกรกับมนทิรามองหน้ากัน สงสัยว่าลูกสาวเป็นอะไรถึงโยนโทรศัพท์ทิ้ง มนทิราจะก้มเก็บ นัทธมนร้องห้ามเสียงหลงว่าอย่าหยิบ โทรศัพท์ร้อนมาก มนทิราหยิบขึ้นมาถือไว้ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นัทธมนมองอย่างงงๆ นิกรคิดว่าคงเป็นเพราะเขาชาร์จเครื่องทิ้งไว้ทั้งคืน แบตฯเลยร้อน

"หนูรู้ค่ะว่า แบตฯร้อนเป็นยังไง เมื่อกี้มันร้อนอย่างกับไฟแน่ะค่ะ"

เสียง โทรศัพท์มือถือของนิกรดังขึ้นอีกครั้ง พอนัทธมนรู้ว่ากฤตย์โทร.เช็กเรื่องงานกับพ่อทั้งๆที่รู้ว่าท่านไม่สบาย นึกเคืองเขาขึ้นมา รอจังหวะที่แม่ประคองพ่อขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อจะไปหาหมอ นัทธมนหยิบตุ๊กตาผ้าที่กฤตย์ให้ขึ้นมาเพ่งมองอย่างเอาเรื่อง ก่อนคว้าเข็มหมุดปักลงไปที่เข่าของตุ๊กตา

กฤตย์กำลังลงจากรถ ถึงกับร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ทรุดฮวบลงกองกับพื้น ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง พยายาม เหนี่ยวประตูรถ ดึงตัวเองลุกขึ้น นัทธมนเริ่มมีเลือดกำเดาไหล ซึมจากการใช้พลังพิเศษ แต่เธอยังไม่ยอมหยุด เอาเข็มหมุดปักไปบนฝ่าเท้าตุ๊กตาอีก

"คอยดูนะ ถ้าคุณพ่อเป็นอะไรไป ได้เห็นดีกันแน่"

แทบจะในทันทีที่นัทธมนทำอย่างนั้น กฤตย์ถึงกับสะดุ้งสุดตัว นั่งจับเท้าตัวเองร้องโอดโอย ทุกครั้งที่เข็มหมุดปักลงบนตัวตุ๊กตา กฤตย์ก็จะเจ็บปวดที่จุดนั้นอย่างไม่รู้สาเหตุ จนต้องแวะไปโรงพยาบาล หมอจับเขาเอกซเรย์ดูทั่วทั้งตัว แต่ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ ทั้งหมอทั้งคนไข้ต่างงุนงงตามๆกัน...

ด้านนิกรไม่สบายมากเป็นไข้หวัด ใหญ่ หมอต้องรับตัว ไว้รักษาอาการป่วยสองถึงสามวันเป็นอย่างน้อย นัทธมน ไม่พอใจมากเมื่อได้รู้จากหมอว่า เชื้อไข้หวัดใหญ่มักจะเป็นกับคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ เธอโทษว่าเป็นความผิดของกฤตย์ ที่ใช้งานพ่อของเธอหนักจนท่านต้องเข้าโรงพยาบาลเลยคิดหาทางแก้แค้น...

ปณิ ตาตามตื๊อกฤตย์ไม่เลิก วันนี้ก็เช่นกัน เธอมานั่งรอเขาที่ห้องทำงานตั้งแต่เช้า แต่กว่ากฤตย์จะเสร็จธุระกับหมอ มาถึงบริษัทก็กินเวลาเกือบเที่ยง กฤตย์สงสัยว่าปณิตามาทำไม ปณิตาอ้างว่าจะมาขอดูตัวเลขวัสดุงานงวดนี้ กฤตย์ยังไม่มีให้ เพราะคนที่ทำเรื่องนี้ป่วยเข้าโรงพยาบาล ปณิตาแนะให้เปลี่ยนคนใหม่งานจะได้ไม่ล่าช้า แต่กฤตย์ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเขาทำงานกับคนคนนี้มา
ร่วมยี่สิบปีแล้ว

"เห็นแก่คุณ กฤตย์นะคะเนี่ย...เราจะไปกินข้าวที่ไหนกันดีคะ"

กฤตย์อ้างว่ายังไม่ หิว ปณิตาตื๊อจนเขายอมไปกินข้าวกับเธอจนได้...

เกตุมณียังคาใจไม่หาย ที่น้องชายของเธอไม่ยอมคบหาดูใจกับผู้หญิงคนใหม่เสียที ปิติเดาว่ากฤตย์ยังหาคนถูกใจไม่เจอ เกตุมณีตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะน้องชายของเธอยังรู้สึกผิดต่อวรดา

"อาจ เป็นได้"

"นานมากแล้ว   ทำไมผู้ชายถึงรักผู้หญิงคนหนึ่งได้ขนาดนี้"

ปิติ ไม่ตอบได้แต่ยักไหล่ ก่อนขอตัวไปอาบน้ำ เกตุมณี มองตาม อยากรู้ว่าเขาเองลืมวรดาได้หรือยัง...

ตกค่ำ ที่บ้านของนิกร นัทธมนหยิบตุ๊กตาผ้าที่กฤตย์ ให้ขึ้นมาที่ห้องนอน จ้องมองมันอย่างโกรธแค้น บีบคอตุ๊กตาไว้แน่น กฤตย์กำลังนอนหลับสบายอยู่ในห้องนอนตัวเอง อยู่ๆก็ดิ้นทุรนทุรายหายใจไม่ออกเกือบจะขาดใจ ดีที่มนทิราเข้ามาขัดจังหวะนัทธมน บอกให้ลูกเข้านอนได้แล้ว พรุ่งนี้เธอจะชวนไปกราบพระธุดงค์แต่เช้า นัทธมนจึงปล่อยมือจากคอตุ๊กตา กฤตย์จึงหายใจได้
สะดวกอีกครั้ง

ooooooo

รุ่งอรุณของวัน ใหม่ นัทธมนนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆมนทิรา มองพระธุดงค์ท่าทางน่าเลื่อมใสตรงหน้าเขม็ง ด้วยรู้สึกคุ้นๆ อดถามท่านไม่ได้ว่าเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า

"สัตว์โลกเกิดมานับ ร้อยชาติพันชาติ เอาเข้าจริงๆแล้ว เราทุกคนล้วนแต่เคยเจอกันมาแล้วทั้งสิ้น"

นัท ธมนพยักหน้ารับคำอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก  เธอถาม ท่านอีกว่า เธอกำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ใช่ไหม เธอรู้ว่ามีภารกิจบางอย่างที่ต้องทำและอยากรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร พระธุดงค์ ไม่ตอบ กลับเทศน์เตือนสตินัทธมนให้รู้จักละวาง หมั่นสร้างบุญกุศล กรรมเก่าจะได้ตามมาไม่ทัน

"กรรมมันตามเราอยู่ทุกภพทุกชาตินั่นแหละ ทำดีนะโยม ใครเคยทำอะไรเราไว้ ก็ให้อภัยเขาซะ"

"อย่างนี้ก็ไม่ ยุติธรรมสิคะ ถ้ากรรมนั้นเราไม่ได้เป็นคนก่อ เรื่องอะไรเราต้องเป็นฝ่ายหยุด ใครทำอะไรเอาไว้ก็สมควรได้รับการชดใช้...หลวงพ่อพูดเองนี่คะว่ากรรมมันตามคน เราอยู่ทุกชาติทุกภพ...หนูนี่แหละเป็นตัวกรรม ที่ต้องมีคนชดใช้" นัทธมนที่ยังเด็กไม่มีความยั้งคิด โต้ไม่ยอมแพ้

พระธุดงค์ได้แต่ถอน ใจกับความดื้อรั้นของเธอ แล้วขอบิณฑบาตตุ๊กตาผ้าจากเด็กสาว เผื่อจะช่วยผ่อนเวรผ่อนกรรมที่หนักหนาของเธอให้เบาลงได้ นัทธมนไม่ค่อยเต็มใจให้ แต่ขัดไม่ได้...

เย็นวันเดียวกัน กฤตย์นั่งอยู่ริมสระว่ายน้ำในบ้านตัวเอง ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดกับตนเอง ถุงแป้งเห็นกฤตย์นั่งเหม่อ เดินเข้ามาแซวว่าคิดถึงใครอยู่ กฤตย์หันมายิ้ม แล้วขอบใจหลานสาวที่ช่วยชีวิตเขาไว้เมื่อวันก่อน ถุงแป้งยกความดีความชอบทั้งหมดให้ลินจันทร์

"ใช่...น้าไม่เคยละเมอ บ้าบออะไรขนาดนั้นเลยนะ ลงน้ำยังไม่ตื่น...บ้าหรือเปล่า"

ถุงแป้ง แปลกใจมากเมื่อได้รู้ความจริงว่าก่อนจะมาเป็นสระว่ายน้ำ  ที่ตรงนี้เคยเป็นหลุมหลบภัยเก่าที่ทำไว้ตั้งแต่สมัย สงครามโลกครั้งที่สอง และที่กฤตย์สร้างสระว่ายน้ำก็เพราะต้องการจะลืมสภาพเดิมของมัน

"หลุม หลบภัยโบราณ...จะเคยมีคนตายในห้องนั้นมั่งรึเปล่าก็ไม่รู้เหมือนกันนะคะ"

"มี...เขา ตายอย่างทรมานมากด้วย" กฤตย์น้ำตาคลอเบ้า...

ส่วนที่ห้องพักฟื้น คนไข้ มนทิรากำลังปรนนิบัตินิกรที่อาการดีขึ้นเป็นลำดับ นัทธมนถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุยว่าพ่อกับแม่คิดว่าคนเราตายด้วยวิธีไหน จึงทรมานที่สุด นิกรบอกว่าอดตายแย่ที่สุด แต่มนทิราว่าช้ำใจตายแบบเหงาๆเดียวดายแย่ที่สุด

"เห็นด้วย...หนูว่า ถูกทั้งคู่ การตายที่ทรมานที่สุดน่าจะเป็นทั้งอดทั้งหิว ทั้งช้ำใจและเหงาจนตาย"

"ทำไมจู่ๆก็คิดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะลูก"

"ไม่มี อะไรค่ะ อยู่ๆเรื่องนี้มันก็ผุดขึ้นมาให้คิด ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะ...หนูจะลงไปข้างล่าง มีใครจะเอาอะไรมั้ยคะ" นัทธมนตัดบท นิกรกับมนทิราส่ายหัวแทนคำตอบ

มนทิรารอจนลูกปิดประตู ห้อง หันมาบ่นกับนิกรว่าทำไมพักนี้ ลูกเราถึงมีความคิดอะไรปัจจุบันทันด่วนนัก พูดไม่ทันขาดคำ นัทธมนโผล่หน้าเข้ามาบอกว่า ขอตัวกลับบ้านก่อน นิกรกับมนทิรามองสบตากัน ก่อนหันไปพยักหน้ากับลูก ครู่ต่อมา นัทธมนมาหยุดยืนหน้าลิฟต์ที่เปิดออก มองเข้าไปข้างในอย่างหวาดหวั่น

เธอเป็นโรคกลัวที่แคบและมืด พยายามข่มความกลัวเดินเข้าลิฟต์ กดชั้นที่ต้องการลง ลิฟต์เคลื่อนที่ได้อึดใจเดียวก็หยุด นัทธมนกดปุ่มซ้ำๆ แต่ลิฟต์ยังคงนิ่ง ไฟในนั้นเริ่มหรี่ลงๆจนเกือบดับ เธอหน้าตาตื่นตระหนก ทุบประตูลิฟต์ปังๆตะโกนขอความช่วยเหลือ ทุกอย่างเงียบ นัทธมนหวีดร้องสุดเสียง สติแตกตะกุยประตูลิฟต์จนเล็บฉีกเลือดเปรอะไปทั่ว และหมดสติไปในที่สุด...

กฤตย์ยังคุยกับถุงแป้งอยู่ริมสระว่ายน้ำ เขาเล่าเรื่องที่มีคนติดอยู่ในหลุมหลบภัยแห่งนี้ ที่ทั้งหนาวเยือกเย็นราวกับหลุมฝังศพ ไม่มีทั้งน้ำและอาหาร

"แต่เธอ คนนั้นอยู่ได้เกือบสองอาทิตย์ สิบกว่าวันแห่งความทรมาน ไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ได้ยังไง ความคั่งแค้นชิงชังคุกรุ่นขนาดไหน...มีคนไปพบศพเธอหลังจากเธอตายได้เพียงไม่ ถึงห้านาที ร่างยังอุ่นอยู่เลย อีกนิดเดียวเท่านั้นเอง...อีกแค่ ห้านาทีเท่านั้นเอง...ทำไม...ข้างบนถึงใจร้ายให้เธอไม่ได้เหรอ แค่ห้านาทีน่ะ"

"เขารู้ได้ยังไงคะว่าเธอเพิ่งตายไปไม่ถึงห้านาที ระบุได้ละเอียดขนาดนั้นเลยเหรอคะ"

กฤตย์พยักหน้า "น้ำตาบนศพเธอยังไม่แห้งเลย ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เธอจะไม่ชิงชังอาฆาตแค้น...ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เธอ จะยอมอโหสิกรรมให้ จะมีซักกี่คนตายในท่าที่รอคอยใครบางคน"

"น้ากฤตย์ รู้จักเธอเหรอคะ"

"ถ้าน้าไม่รู้จักเธอ...เธอก็คงไม่ตายหรอก" กฤตย์น้ำตาคลอด้วยความเศร้า สำนึกผิด พลันภาพเหตุการณ์ในอดีตหวนเข้ามาในความคิดคำนึงของเขา

วันนั้น เป็นวันที่วรดาพากฤตย์ไปที่ปากหลุมหลบภัย ตามที่เธอเคยสัญญาเอาไว้ ตอนเด็กๆวรดาเคยมาเดินเล่นแถวนี้บ่อยๆ   แต่ไม่เคยเข้าไปดูข้างในสักที   แม่ของเธอเตือนว่าอันตราย ข้างในถูกปิดตายมานาน ไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น

"แต่ตอนนี้คุณโตแล้ว แถมมากับผม คงไม่เป็นไรมั้งครับ"

วรดายิ้มๆแล้วสองหนุ่มสาวช่วยกันดึงไม้ดาลที่ ขัดประตูทางเข้าออก พอประตูเปิด แสงสว่างสาดส่องเข้าไปข้างใน เผยให้เห็นว่าหลุมนี้กว้างขวางพอใช้ วรดาบอกว่าพ่อของเธอเคยเล่าให้ฟังว่า ที่นี้สร้างไว้เพื่อจุคนจำนวนมาก เพราะช่วงสงครามโลกบ้านหลังนี้มีคนอยู่เยอะ

กฤตย์โยนไม้ดาลทิ้ง ตั้งข้อสังเกตว่า ไม้ดาลสมัยก่อนแข็งแรงกว่ากุญแจสมัยใหม่มาก ถ้าใครจับพลัดจับผลูติดอยู่ข้างในหลุม ไม่มีทางพังประตูออกมาได้แน่ วรดาฟังเพลิน ไม่ทันระวังก้าวพลาดลื่นหงายหลัง กฤตย์คว้าตัวเธอไว้ในอ้อมแขน ทั้งคู่หน้าเกือบแนบชิดกัน...

อีกมุมหนึ่งหน้าบ้านโบราณ รถหรูของประพจน์แล่นเข้ามาจอด โดยมีร้อยเอกปิติ นายทหารคนสนิททำหน้าที่เป็นพลขับ ก่อนเดินเข้าบ้าน ประพจน์ชวนปิติอยู่กินอะไรกันก่อน ทีแรกปิติจะเดินตามนาย แต่แล้วเปลี่ยนใจเดินลัดเลาะไปทางเรือนหลังเล็กเพื่อไปหาวรดา...

ระหว่าง สร้อยกำลังสาระแนรายงานคุณหญิงผกาว่า เธอเห็นวรดาพากฤตย์มุดรั้วบ้านเข้ามา ผาณิตแทบร้องกรี๊ด ยอมไม่ได้ที่วรดาคอยยั่วยวนพี่กฤตย์ของเธอตลอด จังหวะนั้นประพจน์เข้ามาทันได้ยินพอดีถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณหญิงผกา ใส่ความว่าวรดาทำเรื่องงามหน้าไว้หลายเรื่อง รอให้เขามาจัดการ

ooooooo

กฤตย์กับวรดากำลังเดินคุยกันมาตามทางในสวนบ้านโบราณ เจอปิติซึ่งเดินเตร่ตามหาวรดาพอดี วรดาดีใจมาก เพราะถ้าเห็นปิติแสดงว่าพ่อของเธอกลับถึงบ้านแล้ว บอกกฤตย์ว่าขอตัวไปกราบพ่อก่อน กฤตย์มองหน้าปิติปราดเดียวก็รู้ว่า เขามีใจให้วรดา เลยขอตามไปพบประพจน์ด้วยคน...

ฝ่ายประพจน์ฟังที่คุณหญิงผกาเล่าเรื่องวรดาแล้วรีบลงจากเรือนใหญ่เพื่อมาสอบ ถามความจริงจากลูกสาว โดยมีคุณหญิงผกา ผาณิต และสร้อยเดินตามมาเป็นขบวน วารีเพิ่งกลับจากตลาดเห็นหน้าตาเคร่งขรึมของประพจน์ รู้ทันทีว่าวรดาถูกใส่ไฟ เป็นห่วงลูก รีบเดินตามขบวนของประพจน์

อารามรีบร้อนจะเข้าครัว เตรียมขนมตาลไปให้พ่อกินที่เรือนใหญ่ วรดาเลยเดินสะดุด หน้าคะมำ ทั้งกฤตย์และปิติต่างปราดเข้าประคองวรดาคนละข้างราวกับนัดกัน ประพจน์ยกขบวนมาเห็นพอดี คุณหญิงผกากับผาณิตไม่รอช้าใส่ไฟวรดาว่าให้ท่าผู้ชายทีเดียวพร้อมกันถึงสอง คน ประพจน์หน้าเครียดชวนทุกคนไปคุยกันที่เรือนใหญ่ก่อนเดินนำออกไป   คุณหญิงผกากับผาณิตยิ้มสะใจ...

หลังจากสอบถามเรื่องราวทั้งหมดจากปากของกฤตย์และวรดา ประพจน์สรุปว่าทั้งคู่ ไม่ได้ทำอะไรเสื่อมเสีย และอีกอย่างวรดาก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพังสองต่อสองกับกฤตย์ เกตุมณีพี่สาว ของกฤตย์ก็อยู่ด้วย กฤตย์บอกประพจน์ว่าถ้าเขาทำความไม่สบายใจให้ต้องกราบขออภัยด้วย

"ดี...พูดจาฉะฉานดีนะเรา ทีหลังมีอะไรก็เชิญได้ ผมเชื่อในความเป็นลูกผู้ชายของคุณ"

"อะไรกันคะ แล้วจะไม่ลงโทษอะไรคนของเราหน่อยเหรอคะ" คุณหญิงผกาโวย

"ข้อหาอะไรล่ะ ชอบอ่านหนังสือ หรือว่าคบคนดีมีความเป็นสุภาพบุรุษ"

"แปลกนะคะที่พี่วรดาเลือกคบแต่เพื่อนผู้ชาย ทีกับพี่เกตุหรือแกมแก้วไม่เห็นไปมาหาสู่" ผาณิตเหน็บ

"ถ้าหมายถึงผมด้วยละก็ ผมตั้งใจจะแวะไปทักทายคุณรดาเองน่ะครับ ก็เลยได้เจอคุณกฤตย์ด้วย"

ปิติพูดแก้ตัวให้วรดายังความไม่พอใจให้ผาณิต เมื่อปัญหาทุกอย่างคลี่คลายลงด้วยดี กฤตย์ขอตัวกลับ แล้วหันมาจับมือกับปิติบอกว่ายินดีที่ได้รู้จัก ปิติเขย่ามือตอบด้วยความยินดี เช่นกัน...

ครู่ต่อมา กฤตย์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เกตุมณีฟัง เกตุมณีกระเซ้าน้องชายว่าเจอคู่แข่งหัวใจเข้าแล้ว กฤตย์ไม่ห่วงเรื่องคู่แข่ง แต่เป็นห่วงวรดาจะเดือดร้อนมากกว่า เกตุมณีเตือนให้ระวังจะไปสร้างปัญหาเพิ่มให้วรดา เพราะผาณิตแอบมีใจให้เขาเช่นกัน กฤตย์คิดกับผาณิตแค่น้องสาวเพราะเธอยังเด็ก

"วรดาก็อายุมากกว่าผาณิตแค่ปีสองปีเท่านั้นนะ"

"วรดาไม่เหมือนกับผู้หญิงอื่นที่ผมพบมาครับ"

แกมแก้วแอบฟังสองคนคุยกันอย่างไม่สบอารมณ์ ครั้นเธอมาเจอผาณิตจึงฟ้องเพื่อน ผาณิตเจ็บใจแค้นใจมาก ทั้งที่วรดาจับปลาสองมือ กฤตย์ยังหลงใหลได้ปลื้มผู้หญิงคนนี้อยู่อีก แกมแก้วสัญญาว่าจะไม่ยอมให้วรดามาเป็นพี่สะใภ้ตัวเองเด็ดขาด ผาณิตเองก็ไม่ต้องการให้วรดาลงเอยชอบพอกับปิติ จึงคิดจะเป็นแม่สื่อให้แกมแก้วได้รู้จักกับปิติชายชาติทหาร รูปหล่อ อนาคตไกล เป็นทหารคนสนิทของพ่อเธอ

"ที่มาติดใจวรดาน่ะเหรอ...รสนิยมต่ำแบบนั้น ฉันไม่สนหรอก" แกมแก้วเบ้ปาก

"มันยั่วเขาต่างหาก ฉันเชื่อว่าถ้าเขาเจอเธอ เขาต้องทิ้งพลอยมาเลือกเพชรแน่"

"อย่างงั้นเชียวเหรอ...แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เธอไม่กำราบพี่เธอซะหน่อยเหรอเผื่อจะหายผยองมั่ง" แกมแก้วพยักพเยิดไปที่วรดาซึ่งกำลังถือสายยางรดน้ำต้นไม้อยู่ ผาณิตมองตาม ยิ้มเจ้าเล่ห์...

ผาณิตกับแกมแก้วรุมแย่งสายยางมาฉีดน้ำใส่วรดา แต่วรดาไม่ยอมแพ้แย่งสายยางคืน แล้วฉีดน้ำใส่สองสาวบ้าง คุณหญิงผกาได้ยินเสียงร้องเอะอะออกมาดู เห็นวรดากำลังฉีดน้ำใส่ลูกสาวของตน เธอโกรธมาก ตรงเข้ามากระชากไหล่วรดา ตบหน้าฉาดใหญ่จนเซ

"นี่แน่ะ นังลูกขี้ข้า บังอาจมากนะ เห็นว่าคุณพี่เข้าข้างเลยกำแหงใหญ่ คิดเหรอว่าฉันจะกลัวแก วันนี้ฉันต้องสั่งสอนให้แกสำนึกเสียบ้าง"

คุณหญิงผกาลากวรดาถูลู่ถูกังมาที่ลานจอดรถ สั่งให้ล้างรถทั้งหมด แล้วชี้หน้าด่าวรดาเสียๆหายๆอีก วรดาจ้องหน้าคุณหญิงผกาเขม็ง คุณหญิงผกาเห็นลูกของศัตรูหัวใจไม่ขยับ ขู่ว่าถ้าไม่ยอมทำจะไปเรียกวารีมาล้างแทน วรดาล้างรถท่ามกลางแดดร้อนจัด เลยหน้ามืดเป็นลมล้มฟุบลงตรงนั้น

ooooooo

มนทิรากับนิกรถอนใจโล่งอกที่เห็นลูกสาวของพวกตนรู้สึกตัวลืมตาขึ้น นัทธมนถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ หมอบอกว่าความดันเลือดของเธอต่ำมาก เลยเป็นลมหน้ามืดในลิฟต์

"ลิฟต์...ใช่ค่ะ...ใช่ ลิฟต์มันค้างแล้วไฟมันก็ดับ หนูก็เลยตกใจหน้ามืดไป"

หมอมองหน้าพยาบาล ก่อนจะบอกว่าวันนี้ ไม่มีรายงานว่าไฟตก ไฟดับหรือลิฟต์เสีย นัทธมนเถียงคอเป็นเอ็นว่าเธอติดอยู่ในลิฟต์จริงๆ พยายามดิ้นรนหาทางออกจนเล็บฉีกพร้อมกับชูนิ้วให้ทุกคนดู ปรากฏว่าเล็บของเธอไม่มีร่องรอยใดๆ นิกรกระเซ้าลูกว่าอยากนอนเป็นเพื่อนเขาไม่ต้องลงทุนขนาดนี้ก็ได้...

งานที่บริษัทของกฤตย์ยุ่งมาก เขาบ่นกับถุงแป้งว่าอีกไม่นานเขาคงต้องจ้างเลขาฯเพิ่มอีกสักคน ประหลาดเหลือเกินที่อยู่ๆนัทธมนซึ่งหายดีแล้วนั่งเฝ้าไข้พ่ออยู่ข้างๆแม่ นึกอยากเรียนเลขานุการขึ้นมาจึงบอกพ่อกับแม่ มนทิราถึงกับร้องเสียงหลงว่าจะเรียนไปทำไม

"นั่นสิ คะแนนเรียนของหนู พ่อว่าสอบแพทย์ยังมีลุ้นเลยนะลูก"

"ไม่รู้เหมือนกันสิคะ หนูรู้สึกว่าหนูอยากเรียนเลขาฯ"

"อย่าเลยลูก ลำบากเปล่าๆ เสียดายคะแนนโอเน็ต เอเน็ต อุตส่าห์สะสมมา"

"หนูลงเรียนเลขาฯภาคค่ำก็ได้ กลางวันจะทำอะไรค่อยว่ากันอีกที"

นิกรกับมนทิราหันมองหน้ากัน ถอนใจ หนักใจพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย ทั้งคู่รู้ดีว่าถ้านัทธมนตั้งใจแล้ว ใครหน้าไหนไม่มีทางห้ามได้

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

มนต์รักหนองผักกะแยง EP.2 ชมพู่ จัดบททดสอบแรกให้ เขียว เริ่มต้นทำงานในไร่

มนต์รักหนองผักกะแยง EP.2 ชมพู่ จัดบททดสอบแรกให้ เขียว เริ่มต้นทำงานในไร่
14 พ.ค. 2564

13:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 19:22 น.