ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

คู่เดือด

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

วัดถ้ำผาน้ำไหล ตั้งอยู่ในอำเภอน้ำงาม อำเภอในจังหวัดชายแดนทางภาคเหนือ

ที่วัดนี้ มีหลวงพ่อสิงโตเป็นเจ้าอาวาส มีพระสงฆ์จำวัดอยู่เพียงสามรูป คือหลวงพี่ฉิม หลวงพี่เผือก และหลวงพี่น้อย กับเณรจ้อยวัย 8-9 ขวบ เณรน้อยจอมซนที่มักนำปัญหามาให้หลวงพ่อต้องแก้อยู่เนืองๆ

เณรจ้อยมักหนีการทำวัตรเช้าเป็นประจำ แต่หลวงพ่อก็ไม่เคร่งครัดเพราะเห็นว่ายังเป็นเด็กค่อยๆขัดเกลาไปโตขึ้นก็จะเป็นภิกษุที่งดงามเอง

เช้านี้เช่นกัน ขณะหลวงพ่อและหลวงพี่ทั้งสาม ออกบิณฑบาตนั้น   เณรจ้อยกำลังวิ่งหน้าตาตื่นหกล้มหกลุกจนจีวรเปรอะเปื้อน หนักเข้าก็รวบจีวรที่หลุดลุ่ยวิ่งอ้าวต่อไป

หลวงพี่ฉิม เป็นพระที่กลัวผี ระหว่างเดินไปในร่มไม้ไพรพฤกษ์ที่ร่มเย็นนั้น ก็ถามหลวงพ่อเสียงประหม่านิดๆว่า

“เออ...หลวงพ่อไม่คิดจะรับพระเพิ่มอีกสักรูปสองรูปเหรอครับ”

พลวงพ่อมองอย่างรู้ทันว่าหลวงพี่ฉิมกลัวผีถามว่าบวชมาตั้งนานยังไม่หายกลัวหรือ หลวงพ่อยังบอกว่า

“วัดที่ดี ไม่จำเป็นต้องมีพระเณรมากมายก็ได้ บวชใครสักคนต้องดูให้ดี ไอ้ที่บวชแก้เคล็ดห้าวันหกวันแล้วสะบัดกันสึกออกไป ทั้งๆที่ยังไม่รู้รสพระธรรม...เรารับไม่ได้ อยู่กันสามรูปอย่างนี้ก็สงบดีแล้วไม่ใช่เหรอ”

ทันใดนั้น หลวงพ่อสิงโตกับหลวงพี่ฉิมชะงักหันขวับมองไปทิศทางที่มีเสียงสวบสาบแบบคนวิ่งกิ่งไม้หักใบหญ้ากรอบแกรบ

เสียงดังใกล้เข้ามาทุกที หลวงพี่ฉิมใจแป้วกระโดดเกาะชายจีวรหลวงพ่อพึมพำ “ผี...” ถูกหลวงพ่อดุว่าเลอะเทอะน่า พลางหลวงพ่อก็เขม้นมองไปทางต้นเสียงที่ดังใกล้เข้ามาทุกที

พริบตานั้น เณรจ้อยในสภาพมอมแมมจีวรถูกรวบขึ้นไปก็โผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้ล้มกลิ้งมาหยุดตรงหน้าหลวงพ่อพอดี

“อูยยย...” เณรจ้อยครางหน้าบิดเบี้ยว

ส่วนหลวงพี่ฉิมเกาะจีวรหลวงพ่อหลับตาปี๋ จนหลวงพ่อเอ็ดว่าให้ลืมตาดูเสียก่อนอย่าปรุงแต่งความรู้สึกนัก สั่งให้ดู! หลวงพี่ฉิมจึงค่อยๆลืมตาดู เห็นเณรจ้อยหอบฮักกำลังพยายามลุกขึ้น โกยจีวรให้เข้าที่เข้าทาง พอตั้งหลักได้หลวงพี่ฉิมก็ทำเสียงเข้มถามเณรจ้อยว่า

“เณร! ไปฟัดกับหมาที่ไหนมา”

เณรจ้อยปฏิเสธว่าเปล่าฟัด แต่เหนื่อยหอบจนพูดไม่ออก เล่ากระท่อนกระแท่นกว่าจะจับความได้แค่ว่า “คือ...คือ...ดำกับขาว...คือ...”

เพียงเท่านั้นหลวงพ่อก็เดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นอุทาน

“อีกแล้วเหรอ!”

ooooooo

ที่ป่าไผ่...ดำกับขาว หนุ่มฉกรรจ์วัยใกล้เคียงกัน กำลังชกต่อยกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ดำเป็นฝ่ายถอยและรับ ปากก็เตือนสติขาวว่าให้เลิกบ้าเสียที แต่ขาวเหมือน เลือดขึ้นหน้าแล้วฟังไม่เข้าหู คว้าท่อนไม้ใกล้มือได้ก็เงื้อสุดแขนจะฟาดใส่ดำ ดำหลบอย่างคล่องแคล่ว

ทั้งสองต่างมีรอยฟกช้ำตามใบหน้า ขาวตะคอกถาม ดำว่าเขียนจดหมายถึงแก้วทำไม

“โธ่...บอกกี่ทีแล้ววะว่าฝากซื้อหนังสือ” ดำร้องบอก ขาวหาว่าโกหก ดำเลยตัดบท “ถ้าไม่เชื่อ ฉันก็ไม่มีอะไรต้องอธิบาย หลีก...จะรีบไปทำงาน!”

ขาวถามเย้ยหยันว่าไปทำงานหรือไปสอพลอหลวงพ่อกันแน่ ทั้งคู่โต้เถียงกันไปก็ชกต่อยกันไปจนกระทั่งหลวงพ่อมาถึง แค่หลวงพ่อถามว่า “ทำอะไรกัน!” เท่านั้น ทั้งดำและขาวก็หยุดกึกชะงักนิ่ง

ดำนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนที่จะใช้ไม้กระแทกขาวที่ยังไม่ทันตั้งตัวแล้วรัวหมัด ตามไปอีกชุดใหญ่จนขาวล้มลงไปนอนแผ่กับพื้น ภาพที่เห็นฟ้องว่าดำรังแกขาว!

พอหลวงพ่อสั่งให้หยุด ขาวจ้องหน้าดำอย่างโกรธแค้น จังหวะนั้นเอง หลวงพ่อพุ่งไม้ตะพดประจำตัวปักฉึกลงตรงกลางระหว่างดำกับขาว อาการของหลวงพ่อแบบนี้ทำให้ทั้งคู่ก้มหน้านิ่งจนกระทั่งเณรจ้อยกับหลวงพี่ ฉิมตามมาทัน

หลวงพ่อเดินไปกระชากไม้ตะพดจากพื้นสั่งทั้งสอง “ตามข้าไปที่ถ้ำ!” แล้วก็เดินนำไป

ดำมองเณรจ้อยตาคมกริบ เณรจ้อยกระโดดหลบหลังผ้าเหลืองหลวงพี่ฉิม ปฏิเสธทั้งที่ดำยังไม่ได้พูดอะไรว่า “อู้ย...เปล่าฟ้องนะ”

ดำละสายตาจากเณรจ้อย หันไปก็พบสายตาของขาวที่จ้องอยู่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

ooooooo

ทั้งดำทั้งขาวถูกหลวงพ่อเรียกไปใช้ไม้เรียวเฆี่ยน ดำโดนก่อนเพราะโตกว่า ถูกเฆี่ยนแต่ละทีดำก็ซี้ดปากทุกทีแอบบ่น “โตเป็นควายแล้วยังตีอีก...อูยยยย”

“ก็ถ้าโตแล้วมันดื้อ ก็ต้องเฆี่ยนให้อายควายล่ะวะ” หลวงพ่อกระหนาบ ดำรีบยกมือไหว้ก่อนที่จะโดนเพิ่มโทษอีก

ขาวโดนหลังจากดำ เสียงไม้เรียวดังขวับ!ขวับ! แต่ไม่มีเสียงใดๆจากปากขาวมีแต่แววตาที่คมกล้าและริมฝีปากที่เม้มสนิท

“รอยไม้เรียวคงเตือนสติให้เอ็งสำนึกถึงคำสั่งสอนของข้าได้บ้าง” หลวงพ่ออบรม

“ครับ...หลวงพ่อ” ขาวพูดเบาๆ ยกมือไหว้หลวงพ่อด้วยสีหน้านิ่งๆ

หลังจากนั้นทั้งดำและขาวก็ถูกเอาไปนั่งขัดสมาธิเปลือยท่อนบนที่มีรอยไม้ เรียวแดงเป็นทาง หลวงพี่ฉิมถูกหลวงพ่อใช้ให้ตักน้ำในตุ่มที่ละลายเกลือไว้ราดไปตามตัวทั้ง สอง   ส่วนหลวงพ่อนั่งขัดสมาธิบนแท่นหินหัวเราะขำๆกับอาการสะดุ้งเฮือกๆของดำ แต่ขาวนั่งนิ่งขบกรามแน่น

“ไง...แสบดีไหมไอ้สองแสบ หน็อย โตมาด้วยกันแท้ๆ ยังกัดกันเหมือนหมาอีก เณร!” หลวงตาหันไปเรียกเณรจ้อย ทำเอาเณรสะดุ้งเฮือก หลวงพ่อสั่งให้เณรเอาเกลือเทเพิ่มเข้าไปในตุ่มอีก

เณรจ้อยรับคำสั่งของหลวงพ่อ หันไปขออโหสิกับดำและขาวแล้วเทเกลือใส่ตุ่มเอาไม้กวนๆๆให้เกลือละลายอย่างรู้งาน

หลวงพ่อมองดำกับขาว ถอนใจเฮือกลุกขึ้นยืน จ้องหน้าทั้งสอง สอนอีกครั้ง...

“ถึงข้าจะแก่ แต่ข้าจำได้ว่าไม่เคยสอนให้พวกเอ็งใช้ศิลปะป้องกันตัวมาสู้กันเอง”

สองหนุ่มก้มหน้าหลบตาหลวงพ่ออย่างรู้สึกผิด

ooooooo

การลงโทษยังไม่จบ ดำกับขาวถูกน้ำเกลือสาดอีกครั้ง ดำสะดุ้งหน้าสลดยกมือไหว้หลวงพ่อพูดอย่างสำนึกผิด ยอมรับว่าเรื่องเมื่อกี้ตนผิดเองตนไม่น่าหงุดหงิด แล้วหันไปทางเณรจ้อยถามนำว่า

“เณรจ้อยเป็นพยาน ผมเป็นคนหาเรื่องขาวก่อนใช่ไหมครับเณร”

เณรจ้อยสะดุ้งอีกครั้ง ถูกหลวงพี่ฉิมสำทับว่าห้ามมุสานะเณร เณรจ้อยอึกๆอักๆ ดำพยายามขยิบตาส่งสัญญาณให้เณร ช่วยเออออกับตน หลวงพ่อหันขวับไปทางขาวที่นั่งหน้าบอกบุญไม่รับถามว่า “ว่าไง” ขาวสะดุ้งเกิดติดอ่างขึ้นมากะทันหัน

และแล้ว ทุกอย่างตรงนั้นก็หยุดชะงักเมื่อมีเสียงรถยนต์ดังลั่นมาจากด้านนอก ทุกคนหันขวับมองไปทางเดียวกัน

เป็นเสียงจากรถปิกอัพโฟร์วีลป้ายแดงที่แก้วตาหรือแก้วขับมาในบริเวณวัด โดยมีบัวเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทติดกันเป็นปาท่องโก๋ทั้งที่นิสัยต่างกัน แก้วนั้นก๋ากั่นแก่นแก้ว ส่วนบัวเรียบร้อยสงบเสงี่ยมเจียมตัว

บัวนั่งเกร็งด้วยความกลัวกับการซิ่งของแก้วจะขอลงแต่แก้วไม่จอดให้ลงพูด อย่างคะนองว่า ล้อหมุนแล้วมันหยุดยาก คุยโวหัวเราะร่าว่า “เครื่องมันแรงนะเนี่ย”

บัวมองไปข้างหน้าอย่างหวาดเสียว แล้วก็ร้องสุดเสียง “พี่แก้ว...ระวัง!”

เพราะเบื้องหน้านั้นหลวงพ่อออกมายืนจังก้าถือตะพดชี้มาที่รถอย่างไม่มีทีท่า จะหลีกทาง แก้วเบรกจนบัวหัวทิ่ม รถไปหยุดตรงหน้าหลวงพ่อที่ปลายตะพดพอดี!

ดำ ขาว หลวงพี่ฉิมและเณรจ้อยวิ่งจีวรปลิวออกมาดู พอเห็นภาพตรงหน้าทุกคนตะลึงงัน!

ooooooo

แก้วกับบัวไปนั่งหน้าจ๋อยอยู่ริมน้ำในบริเวณวัด ถูกหลวงพ่อเอาตะพดเคาะหัวโป๊กจนร้องลั่นว่าเจ็บ หลวงพ่อบอกว่าเจ็บสิดีจะได้จำมีอย่างที่ไหนมาซิ่งในวัด

แก้วอ้อนว่าก็แค่ลองของใหม่ป้ายแดงเท่านั้นขอให้หลวงพ่อช่วยเจิมให้หน่อย หลวงพ่อปฏิเสธเพราะไม่ใช่พระปลุก พระเสก แก้วเลยแกล้งยั่วว่า

“ไม่ปลุกไม่เสกแต่ออกไปยืนขวางทางรถหนู แถมหยุดรถด้วยไม้ตะพดจะจะ”

หลวงพ่อบอกว่าดูก็รู้ว่ารถจะหยุดได้ตรงไหน ดำอดปากไม่ไหวถามว่าแล้วถ้ากะพลาดล่ะ

“ก็โดดหนีซิวะ ไม่เห็นยาก” หลวงพ่อตอบอารมณ์ดีจนทุกคนพากันหัวเราะ

ขาวมองแก้วไม่วางตาถามว่ากลับจากกรุงเทพฯ ตั้งแต่เมื่อไหร่นังนักเรียนตำรวจ แก้วบอกว่าเช้ามืดนี่เองพอเข้าบ้านเห็นรถป้ายแดงจอดอยู่ก็บึ่งมานี่แหละ บัวบ่นว่าบึ่งเสียจนตนหัวใจจะวายตาย กลัวของฝากจะบูดรึไงไม่รู้ ขาวได้ยินก็แอบหวังว่าจะเป็นของฝากตนแต่พอเห็นดำยิ้มให้แก้วขาวก็ชักสีหน้า ใส่ ดำเหลือบเห็นหน้าขาวก็รีบหุบยิ้มไม่สบายใจนักเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าขาวชอบ แก้วอยู่กลัวขาวจะเข้าใจผิด

ooooooo

หลังจากนั้นแก้วเอา “ของฝาก” มาให้ดำที่ใต้

ร่มไม้ใหญ่บริเวณวัด มันคือหนังสือแบบฝึกหัดของวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงที่แก้วซื้อแถวหน้ามหาวิทยาลัยมาให้ พอรับหนังสือดำถามว่าเท่าไหร่ แก้วมองหน้าบอกว่าเป็น “ของฝาก” ใครเขาจะคิดตังค์กัน

ดำทำท่าเกรงใจ แก้วบอกว่าขอแค่ให้เขาตั้งใจเรียนแล้วจบมาเป็นปลัดอำเภออย่างที่ฝันตนก็ดีใจ แล้ว ดำพยักหน้าอย่างขอบใจแล้วแก้วก็ยังมีของแถมให้อีกคราวนี้เป็นหนังสือเกี่ยว กับโครงการพระราชดำริการใช้ชีวิตแบบพอเพียง การทำเกษตรอินทรีย์

ดำดีใจมากร้อง “สุดยอด...ขอบใจมากนะแก้วกำลังอยากได้เลย” พอบัวถามว่าทำไมถึงชอบอ่านหนังสือพวกนี้ ดำตอบอย่างเต็มไปด้วยความหวังว่า “เพราะนี่คือความสุขที่แท้จริง”

บัวไม่เข้าใจถามอีกว่า “ความสุขที่แท้จริงเป็นยังไงเหรอจ๊ะ”

“เรื่องมันยาว เอาไว้เป็นรูปเป็นร่างเมื่อไหร่ค่อยแสดงให้ดูนะจ๊ะหนูบัว” ดำหัวเราะเอื้อมมือไปยีผมบัวเล่นอย่างเอ็นดู

ระหว่างนั้นแก้วเห็นรอยช้ำบนใบหน้าดำถามว่าไปโดนอะไรมา เขาอึกอัก แก้วถามว่าทะเลาะกันอีกแล้วใช่ไหม ดำนิ่งไม่ตอบ แก้วกับบัวมองหน้ากันอย่างไม่สบายใจเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

พอแยกจากดำนั่งรถกลับด้วยกัน บัวบ่นว่าตอนเด็กๆก็รักกันจะตายแต่ทำไมโตขึ้นถึงได้เป็นแบบนี้ แก้วพูดทันทีว่า  “ชนวนจะมาจากใคร  ถ้าไม่ใช่ขาว  พวกเราคบกันมาตั้งแต่ เด็กๆนะบัว   ถ้าคนอย่างดำหาเรื่องใครก่อนโลกก็แตกแล้ว อีกอย่างเธอก็รู้ว่าขาว...ใจร้อนยิ่งกว่าไฟ”

ทันใดนั้นทั้งสองก็ตกใจเมื่อเห็นมีขอนไม้พาดขวางถนนอยู่ แก้วจอดรถลงไปดูกวาดตาไปรอบๆพลางมือก็หยิบปืนพกที่เตรียมไว้อย่างพร้อมใช้ เตือนบัวให้ระวังตัว บัวเสนอว่าเรากลับวัดก่อนดีกว่าไหม

"ไป" แก้วเห็นด้วย แต่พอจะกลับมาที่รถก็มีกระสุนหลายนัดยิงดักหน้าทั้งสองไว้ บัวผวาเข้ากอดแก้วด้วยความตกใจเสียขวัญ แต่แก้วกลับหน้าเครียดฮึดขึ้นมาคำรามเบาๆ "ลองดีใช่ไหม ได้เลย!"

แล้วแก้วก็หันขวับไปทางทิศที่ได้ยินเสียงปืนวิ่งไปทันที บัวเป็นห่วงร้องห้ามแต่แก้วไปแล้ว

ooooooo

ระหว่างวิ่งเข้าไปค้นหาในป่า แก้วยังคำรามอย่าง ท้าทายว่า

"เล่นกับใครไม่เล่น เล่นกับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิง เทอมก่อนยิงปืนได้เอนะโว้ย"

แก้วยังถูกล่อให้วิ่งตามเสียงกรอบแกรบของการเคลื่อนไหวที่มองไม่เห็นตัว ข้างหลังบัววิ่งตามมาพลางร้องเรียกให้รอด้วยแล้วแก้วก็ต้องชะงักตกใจเมื่อ ได้ยินบัวร้องอย่างตกใจเพราะหกล้มแต่ก็ลุกวิ่งตามไปอีก

แก้วยังคงวิ่งตามเสียงวิ่งล่อที่มองไม่เห็นตัวไปจนกระทั่งจู่ๆขาวก็โผล่มา ยิ้มแป้นพร้อมช่อดอกไม้ป่าที่หาได้แถวนั้น เอ่ยด้วยเสียงแจ่มใส "ยินดีต้อนรับกลับบ้านจ้ะแก้ว"

แก้วมองขาวอย่างหงุดหงิด เขายังยิ้มแจ่มใสไม่ สะทกสะท้านกับปืนที่แก้วจ่ออยู่ตรงหน้า

แก้วต่อว่าขาวที่เล่นต้อนรับกันแบบนี้ ถามว่าไปหัดยิงปืนมาจากไหน แล้วปืนนี่ไปเอามาจากไหน ขาวบอกว่าของเพื่อนแล้วถามหน้าระรื่นว่า "ฝีมือฉันใช้ได้ใช่ไหมแก้ว"

แก้วเซ็งจนบอกไม่ถูกกำลังจะต่อว่าขาว ก็ชะงักเมื่อได้ยินเสียงบัวกรีดร้องอย่างตกใจสุดขีดโดยไม่ต้องพูดอะไร ทั้งคู่วิ่งอ้าวไปตามเสียงร้องของบัว เจอบัวกำลังจะตกลงไปในหุบเขา เหลือแค่มือที่กำเถาวัลย์ไว้แน่นเท่านั้น

"บัว...จับมือพี่เร็ว!" แก้วส่งมือให้บัวจับและออกแรงดึงเต็มที่แต่ตัวเองก็เกือบตกลงไปด้วย ดีที่ขาวมาคว้ามือแก้วไว้ได้อีกต่อหนึ่ง

ในที่สุดขาวก็ช่วยสองสาวขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย เมื่อกลับมาที่รถแก้วเอาช่อดอกไม้ที่ขาวมอบให้วางไว้ที่หน้ากระจกรถ หันมาพูดกับขาวว่า

"เรื่องวันนี้ฉันจะไม่บอกใคร แล้วก็หวังว่านายคงไม่ทำอะไรบ้าๆอีก"

"แต่เรื่องอุบัติเหตุเมื่อกี้ฉันไม่ได้ตั้งใจ" ขาวแก้ตัว

"ทุกเรื่องขาว ถ้านายไม่เล่นปืนผาหน้าไม้มันก็ไม่มีเรื่องอื่นตามมา ที่สำคัญเรื่องทั้งหมดมันทำให้เรา...เกือบตาย!" แก้วย้ำคำสุดท้ายให้กระแทกเข้าไปในสำนึกของขาว

บัวขอร้องแก้วว่าให้พอเถอะเพราะอย่างน้อยขาวก็ได้ ช่วยเราไว้ แต่ขาวกลับพูดตัดพ้อว่า

"ไม่ต้องห้ามเขาหรอกบัว พี่ทำอะไรแก้วเขาก็ไม่เห็นดีอยู่แล้ว" แก้วฟังแล้วชะงัก ขาวยังคงพรั่งพรูความอัดอั้นออกมาว่า "แก้วรู้ไหม ว่าดอกไม้ช่อนั้นกว่าฉันจะได้มาลำบากแค่ไหน ฉันต้องเดินเก็บทั่วเขา เดินหาทั่วทุ่งกว่าจะได้ดอกที่สวยที่สุดเพื่อแก้ว...แต่ช่างเถอะ มันก็แค่ดอกดินดอกหญ้า ไร้ค่าเหมือนคนที่เก็บมันมา"

แก้วขัดขึ้นว่าไปกันใหญ่แล้ว แต่ขาวก็ยังไม่หยุดพูดประชดว่า "ฉันไม่ได้เลิศเลอเหมือนไอ้ดำนี่ เธอจะได้หลงใหลได้ปลื้ม"

แก้วถามว่าดำเกี่ยวอะไรด้วย ขาวสวนไปทันทีว่าเกี่ยวสิแล้วสบถ "โธ่โว้ย..." จากนั้นแต่ไม่กล้าพูดอะไรมากกว่านั้นตัดสินใจเดินเลี่ยงไปดื้อๆ บัวร้องเรียก แต่แก้วบอกว่าให้ปล่อยเขาไปเถอะอย่าเพิ่งยุ่งกับเขาเลย บัวยังเป็นห่วง แก้วตัดบทว่า

"เขามาได้เขาก็กลับได้ ดีซะอีกระหว่างเดินกลับวัด จะได้ทบทวนความคิดของตัวเองบ้าง"

ooooooo

คืนนี้ ดำเตรียมอาหารรอบดึกไว้ที่โต๊ะ หลวงพ่อถามอย่างรู้ใจว่าเตรียมไว้ให้ขาวหรือ ดำแกล้งแหย่หลวงพ่อว่าเตรียมให้หลวงพ่อ เลยเกือบโดนตะพดแพ่นเอาฐานชี้ช่องอาบัติ ดำเลยหัวเราะบอกว่าก็แค่พูดให้ขำๆ ก่อนหลวงพ่อจำวัดเท่านั้น

พอดีขาวกลับมา ดำรีบบอกว่ากินข้าวเสียตนเตรียมไว้แล้วของชอบของขาวทั้งนั้น แทนที่ขาวจะขอบใจกลับทำท่าจะกวาดของบนโต๊ะทิ้ง จนถูกหลวงพ่อเรียกปรามจึงชะงักยกมือไหว้ขอโทษหลวงพ่อแล้วเลี่ยงไปที่ห้องนอน ตัวเอง

หลวงพ่อจะเรียกมาเตือน แต่ดำบอกว่าปล่อยไปเถอะขาวคงเหนื่อย หลวงพ่อบ่นว่าขาวจะเหนื่อยอะไรไม่รู้แต่หลวงพ่อเหนื่อยใจกับมันจริงๆ ถามดำเหมือนเตือนว่าเมื่อไหร่จะเลิกให้ท้ายขาวเสียที

ดำแก้เกี้ยวว่าตนไม่ได้ให้ท้ายแต่อาจจะยุ่งกับขาวมากเกินไปเลยทำให้ขาว รำคาญ  หลวงพ่อเลยถามว่าเหมือนเมื่อเช้าที่ป่าไผ่ที่ดำทำเหมือนเป็นคนชกขาวด้วยใช่ ไหม

"หลวงพ่อรู้" ดำยอมรับอย่างทึ่ง หลวงพ่อย้อนถามว่าลืมไปแล้วหรือว่าใครเลี้ยงสองคนมาแค่คิดหลวงพ่อก็รู้แล้ว ว่าจะทำอะไร ดำทำหน้าทะเล้นแซวหลวงพ่อว่า "โอ้โห...ผู้หยั่งรู้ เปิดสำนักหมอดูรับจ๊อบกันเลยไหมครับหลวงพ่อ"

เลยเกือบถูกตะพดแพ่นเป็นครั้งที่สอง ดำรีบยกมือไหว้ พอหลวงพ่อด่าว่าทะลึ่ง  ดำก็หัวเราะแหะๆบอกว่าแก้เครียดนิดหน่อยน่า...หลวงพ่อมองหน้าดำ ถอนใจยาว บอกดำว่า

"รักกันไว้นะดำ ถึงเอ็งสองคนจะต่างที่มา ต่อไปข้างหน้าถ้าเอ็งสองคนรู้รักสามัคคีกันก็ไม่มีอะไรสามารถทำอันตรายเอ็งสองคนได้"

"ครับหลวงพ่อ" ดำรับคำ แล้วนึกอะไรขึ้นได้ ก้มมองหินแม่น้ำสีดำที่ห้อยคอ คิดถึงอดีตของตัวเองขึ้นมา...

ooooooo

เมื่อยี่สิบปีก่อน เวลานั้นดำอายุ 5 ขวบ ถูกแม่คือนางสายใจลากมาที่วัด ดำเนื้อตัวมอมแมมร้องไห้ขืนตัวไม่ยอมไปตามแรงดึงของแม่  สายใจทั้งขู่ทั้งลากทั้งตั้งท่าจะตี

"เจ็บทั้งลูกเจ็บทั้งมือตัวแล้วลูกมันคงหยุดร้องล่ะ" เสียงหลวงพ่อพูดขึ้นทำให้สายใจชะงัก หลวงพ่อปรากฏออกมาให้เห็น มองสายใจพูดอย่างสมเพช "เอ็งพาเขามาเกิดแท้ๆไม่ได้ ขอมาเกิดเป็นลูกเอ็งซะหน่อย แล้วนี่ยังจะตีเขาอีกเหรอ กรรมของเด็กจริงๆ"

หลังจากเข้าไปคุยในกุฏิแล้ว สายใจกราบลาหลวงพ่อ ได้รับคำเตือนสติจากหลวงพ่อว่า

"คิดได้เมื่อไหร่ก็กลับมารับไป ลูกหมามันยังอยากอยู่กับแม่ แต่นี่ลูกคน...พูดเท่านี้เอ็งคงเข้าใจ"

ระหว่างนั้นดำนั่งกินข้าวอย่างหิวโหย แต่พอเห็นแม่ลุกเดินออกไป ดำก็ลุกขึ้นจนจานข้าวคว่ำร้องเรียกแม่และวิ่งตามไป เห็นสายใจซ้อนท้ายรถเตอร์ไซค์ของผัวคนใหม่ไปต่อหน้าต่อตา เวลานั้นดำร้องไห้แทบขาดใจ หลวงพ่อเดินมาลูบหัวดำอย่างอ่อนโยน พูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความเมตตาว่า

"อยู่ด้วยกันที่นี่นะไอ้หนู อยู่เอาความดีเติมส่วนที่พร่องไปในชีวิต"

ดำยังคงหงอยเหงาด้วยความคิดถึงแม่ หลวงพ่อปลอบว่าเดี๋ยวถึงเวลาแม่เขาก็มา แต่เวลานี้ดำต้องเข้มแข็ง เกิดเป็นลูกผู้ชายอ่อนโยนได้แต่อย่าอ่อนแอให้ใครเห็น ดำทวนคำสอนของหลวงพ่ออย่างจะจำให้ฝังใจ หลวงพ่อย้ำว่า

"จำให้ขึ้นใจแล้วเอ็งจะโตขึ้นเป็นผู้ชายที่แกร่งทั้งตัวทั้งใจ...ไหนเอ็งชื่ออะไรนะ"

เวลานั้นดำบอกว่าชื่ออ้น หลวงพ่อมองหินดำที่คอจึงเปลี่ยนชื่อเป็นดำ บอกว่า

"ต่อไปเจ้าชื่อดำนะ เหมือนหินแม่น้ำสีดำที่เย็นเหมือนสายน้ำ...แต่เข้มแข็งหนักเหมือนหินอดทนที่ จะให้สายน้ำขัดเกลาจากหินดาดๆเป็นหินที่สวยงาม ชีวิตเจ้าก็เหมือนกัน ดูหินก้อนนี้ไว้เตือนสตินะ"

ดำก้มมองหินที่คออย่างครุ่นคิดแม้จะยังไม่เข้าใจอะไรนักแต่ก็รับคำหลวงพ่อ ยังความยินดีแก่หลวงพ่อและตั้งใจที่จะปั้นดำให้โตขึ้นมาเป็นคนดี

นั่นคืออดีตเมื่อ 20 ปีก่อน จนบัดนี้หินก้อนนั้นก็ยังแขวนอยู่ที่คอดำเหมือนเตือนใจให้จำอดีตของตัวเอง...

ooooooo

แก้วขับรถไปส่งบัวที่บ้าน เจอเจ้าหนี้ส่งชายฉกรรจ์ 4 คนมารื้อค้นบ้าน มันเห็นบัวกลับมาก็วิ่งสวนออกไป พอแก้วรู้เรื่องก็ขับรถไล่ตามมันไปทันที บัวตกใจเป็นห่วงแก้วรีบไปหาดำกับขาวที่ชานบ้านพัก เล่าให้ดำฟังขาวได้ยินด้วย  พอฟังบัวเล่าแล้วทั้งสองมองหน้าอย่างใจตรงกัน

จากนั้น ปฏิบัติการไล่ล่าของคู่เดือดก็เปิดฉากขึ้น!

บัวยังร้องไห้ขวัญเสียอยู่ที่เดิม จนหลวงพ่อกับหลวงพี่ฉิมและเณรจ้อยตามมาดู ขณะกำลังคุยกันอยู่นั้น ทุกคนได้ยินเสียงปืนดังจากที่ไกลๆหลายนัด หลวงพ่อนิ่งสีหน้า ตึงเครียดอย่างรู้ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ

ooooooo

แก้วขับรถตามไล่ล่าคนร้ายทั้งสี่ไปไม่ลดละ ไล่ยิงกันบนท้องถนน จนกระทั่งแก้วถูกพวกมันยิงล้อรถระเบิด รถเสียหลักพุ่งเข้าชนต้นไม้ข้างทาง หัวแก้วกระแทกพวงมาลัยจนเลือดออก

พวกวายร้ายเห็นดังนั้นพากันลงจากรถตรงมาจะเล่นงานแก้ว แต่ขณะพวกมันกำลังย่ามใจ คนหนึ่งยกปืนจะยิงแก้วนั้น ทันใดก็มีไม้ขนาดเหมาะมือฟาดเข้าที่มือมันจนวิถีกระสุนเปลี่ยนไป

แก้วหันมองเธอดีใจเมื่อเห็นว่าเป็นดำกับขาวนั่นเอง แก้วนึกได้วิ่งกลับไปเอาปืนแต่เจ้ากรรมกระสุนหมดจึงต้องหันมาสู้กันด้วยมือเปล่า

สามต่อสี่ ทำให้พวกแก้วเสียเปรียบ มันรุมกันเข้ามา ทั้งสามพิงหลังกันสู้ ดำเตือนว่าให้ระวังเพราะพวกมันไม่ใช่คนบ้านเรา ขาวสวนไปอย่างไม่สะทกสะท้านว่ากลัวอะไรหลวงพ่อให้วิชามาตั้งเยอะ แล้วทั้งสามก็ปักหลักสู้

จังหวะหนึ่งขาวเห็นปืนของพวกวายร้ายหล่นอยู่ก็พุ่งเข้าไปคว้าจะยิง ดำตะโกนห้ามและปราดเข้าปัดปืน ขาวฉุนขาดถามว่าทำไม ดำเตือนสติว่าอยากเป็นฆาตกรรึไง ขณะนั้นเองวายร้ายคนหนึ่งเงื้อไม้เข้ามาหาขาว แก้วเห็นตะโกนให้ระวัง ดำหันขวับเขาผลักขาวออกไปทำให้ไม้ฟาดเข้าตัวเองจังๆจนร้องโอ๊ย พวกวายร้ายได้ทีตะโกนกัน "เก็บมัน!"

"เดี๋ยว!" เสียงหลวงพ่อหยุดทุกอย่างได้ชะงัด หลวงพ่อบอก "หมาหมู่กับมือเปล่าบาปนะโยม" แต่พวกมันไม่กลัวบาปบอกว่าพระไม่เกี่ยว หลวงพ่อเลยส่งสัญญาณให้หลวงพี่ฉิม ทันใดนั้นหลวงพี่โยนดั้งกับไม้พลองให้ขาวกับดำ ทั้งคู่รับอาวุธไปสวมมือและกระชับพลองพร้อมสู้ แก้วทวงอาวุธของตัวเองบ้าง หลวงพ่อเลยกันไปอีกทางไปรวมกลุ่มกับบัวรวมทั้งหลวงพี่ฉิมและเณรจ้อย ทั้งหมดกลายเป็นกองเชียร์ที่คอยลุ้นเอาใจช่วยสู้กันแบบสองต่อสี่

แต่พวกวายร้ายใจเสาะเห็นฝีมือใช้ดั้งกับพลองของขาวกับดำเห็นท่าไม่ดีเลยพากันหนีตัวใครตัวมัน พลวงพ่อบอกให้ปล่อยมันไป

"พอๆปล่อยมันไป แค่นี้พวกมันคงไม่กล้ากลับมาที่นี่อีกแล้วล่ะ เอ็งสองคนเก่งมาก เห็นไหมเอาแรงเอาวิชาที่ร่ำเรียนมาปกป้องผู้รุกรานดีกว่ามาฟาดปากกันเองเป็น ไหนๆ"

"เสียดาย น่าจับพวกมันเข้าคุก" แก้วบ่น

"แต่ตอนนี้บัวว่าพี่สามคนไปหาหมอทำแผลก่อนดีไหมจ๊ะ" บัวเสนอ ทุกคนเห็นด้วย

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"แจ๊ค ซู-จีน่า" ตื่นเต้นเข้าพิธีวิวาห์ “IN TIME WITH YOU ถึงห้ามใจก็จะรัก”

"แจ๊ค ซู-จีน่า" ตื่นเต้นเข้าพิธีวิวาห์ “IN TIME WITH YOU ถึงห้ามใจก็จะรัก”
19 พ.ค. 2564

02:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2564 เวลา 02:29 น.