นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ดั่งสวรรค์สาป

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: พลิกบทบาทสำคัญของ ปู-ไปรยา ประกบ อ๋อม-อรรคพันธ์  ใน “ดั่งสวรรค์สาป”



    ครองขวัญควงกานต์เข้าไปในห้องนั่งเล่น ป้อนขนมให้อย่างไม่เกรงใจสายตาของดาหวันที่นั่งอยู่ด้วย นทีเองก็มองน้องสาวยิ้มๆ สบายๆ

    กานต์พยายามบ่ายเบี่ยงบอกว่าตนกินเองได้

    มือตนยังใช้ได้อยู่ ครองขวัญทำเป็นถามว่าทำไมหรือ ปกติตนก็ป้อนเขาอย่างนี้มาตลอด วันคริสต์มาสเพื่อนๆ ยังแกล้งให้เราใช้ปากส่งขนมกัน แล้วทำเป็นถามดาหวันว่าเธอคงไม่ถือนะ ดาหวันได้แต่ยิ้มรับอย่างเสียไม่ได้

    “แต่ผมถือนะ ผมเป็นคนแต่งงานแล้วนะขวัญ ให้ภรรยาผมป้อนดีกว่ามั้ง”

    “มือฉันเปื้อนค่ะ ไม่สะดวก” ดาหวันปฏิเสธหน้าตึง บรรยากาศเริ่มเครียด นทีเลยแทรกขึ้นว่า

    “ยายขวัญก็ชอบล้อเล่นอยู่เรื่อย ขอโทษแทนน้องด้วย คือเราสองคนตั้งใจว่าจะแวะมาเยี่ยมคุณกานต์กับคุณดา ยายขวัญเขาตั้งใจมาแสดงความยินดีย้อนหลังกับทั้งสองคน”

    “ใช่ค่ะ ขวัญเสียใจมากที่ไม่ได้ไปงานวันนั้น...” พูดแล้วมองหน้ากานต์อย่างมีความหมาย ดาหวันเองก็จับสังเกตอยู่เห็นกานต์ยิ้มเรียบๆ “แต่...แค่นั้นขวัญก็พอใจแล้วล่ะค่ะ กับสิ่งที่กานต์ให้...ขวัญมา”

    “เราเพื่อนกัน ผมกับดาไม่ซีเรียสหรอกนะดาร์ลิ่ง” กานต์รีบแทรกจับมือปะเหลาะเกรงดาหวันจะเข้าใจผิด เธอฉีกยิ้มให้ ดึงมือออกแต่กานต์ไม่ยอมปล่อย ครองขวัญกับนทีมองอยู่ต่างยิ้มในทีกับบรรยากาศที่ปั่นได้สำเร็จ

    นทีรับแผนต่อ บอกดาหวันว่าตนมีหนังสือมาฝาก ดาหวันรับไปเปิดดูเป็นหนังสือเกี่ยวกับการทำธุรกิจ เธอทำเป็นตื่นเต้นดีใจ แต่ในถุงยังมีซีดีเพลงบรรเลงเสียงน้ำไหล นกร้อง ดาหวันมองนทีเชิงถาม เขาชี้แจงว่า

    “คือผมคิดว่า เราทำธุรกิจ บางทีทำงานเยอะก็เครียดเหมือนกัน ผมคลายเครียดด้วยการฟังพวกนี้มันก็ได้ผลดีทีเดียว ผมก็เลยเอามาฝากคุณดาอีกอย่าง”

    ดาหวันแสดงความตื่นเต้นอยากฟัง หันไปทำเสียงหวานแต่ตาขวางบอกกานต์ให้เทคแคร์ครองขวัญไปก่อนท่าทางเพื่อนสองคนคงมีเรื่องคุยกันเยอะ เดี๋ยวตนมา แล้วหันชวนนทีไปฟังเพลงกัน นทีลุกทันที กานต์ไม่ไว้ใจเลยชวนครองขวัญไปฟังด้วยกัน

    ครองขวัญแกล้งเทน้ำส้มที่กำลังกินใส่ตัว เรียกกานต์ให้ช่วย กานต์เลยต้องหันกลับมาเอาทิชชูช่วยซับให้

    ooooooo

    นทีฉวยโอกาสที่อยู่กับดาหวันตามลำพัง ทำเป็นเกรงใจถามว่าครองขวัญคงไม่ทำให้เธออึดอัด ดาหวันบอกว่าเข้าใจเพราะครองขวัญสนิทกับกานต์มาก่อน

    “ครับ...ผมก็เตือนน้องเสมอว่าตอนนี้คุณกานต์สถานะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว จริงๆขวัญก็กำลังทำใจอยู่นะครับ แต่อย่างว่า คุณกานต์ดีกับยายขวัญขนาดนี้ วันแต่งงานตัวเองแท้ๆ ยังอุตส่าห์ไปดูแลขวัญแทนผม จนเกือบมางานไม่ทัน นี่คุณกานต์คงเล่าเรื่องนี้ให้คุณดาฟังแล้วใช่ไหมครับ”

    ดาหวันฝืนยิ้มบอกว่าก็พอทราบบ้าง นทีเขย่าซ้ำว่าตนไม่อยากให้เธอคิดมากเพราะเขาสองคนผ่านทุกข์สุขมาด้วยกันเยอะ เลยดูสนิทกว่าเพื่อนธรรมดาไปหน่อย

    “มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน...ใช่ไหมคะ” ดาหวัน ถามเหน็บ

    นทียังทำเป็นปรึกษาเรื่องโปรเจกต์ ยอดาหวันว่าเธอทั้งสวยทั้งเก่งโอกาสหน้าจะเอารายละเอียดมาเสนอ

    กานต์ละล้าละลังกังวลเรื่องดาหวันแต่ก็ถูกครองขวัญอ้อนให้ช่วย เขาจึงเอาผ้าขนหนูผืนเล็กพาเธอไปห้องน้ำพูดตัดบทว่า “คุณจัดการเองได้นะ” ครองขวัญหันมาประชิดทั้งอ้อนและยั่วยวนว่าตนอยากให้เขาช่วยมากกว่า แต่ถูกกานต์ดันเธอเข้าห้องน้ำแล้วผละไปเลย

    ครองขวัญไม่ยอมแพ้ โยนผ้าขนหนูทิ้ง ปลดกระดุมเสื้อเม็ดบนโชว์เนินอก แล้วร้องเรียกกานต์ขอผ้าขนหนูอีกผืน ครู่เดียวก็มีเสียงเคาะประตู เธอดึงคอเสื้อต่ำลงเปิดประตูพร้อมกับดึงมือที่ยื่นผ้าขนหนูเข้าไปจนเกือบกอดกัน แต่กลายเป็นสม! ทั้งสองต่างร้องตกใจ สมรีบขอโทษบอกว่ากานต์ให้ตนเอาผ้าขนหนูมาให้

    “ไม่ต้องพูดแล้ว ออกไป!” ครองขวัญไล่อย่างหัวเสีย

    ooooooo

    ฝ่ายนทีก็ยังเป่าหูดาหวันตลอดเวลา ทำเป็นปรารถนาดีว่าตนจะไม่ให้น้องสาวทำลายความสัมพันธ์ของเธอกับกานต์เด็ดขาด ดาหวันเองก็ทำทีสนใจเพลงชมว่าสบายใจดีจัง ตนไม่เคยฟังพวกเสียงธรรมชาติแบบนี้มาก่อนเลย

    “ใช่ครับ สบายๆ แต่ถ้าจะให้ดีนะครับ เอ่อ...ขอโทษนะครับ” นทีจับมือดาหวันอย่างสุภาพประคองไปนั่งพิงเก้าอี้สบายๆ แล้วตัวเองก็นั่งฝั่งตรงข้าม ทำทีแนะนำวิธีฟังเพลงโน้มตัวเข้าไปจัดท่าให้ บอกให้หลับตาและปล่อยใจไปกับมัน

    กานต์มาเห็นพอดี ถามประชดเสียงดัง “ดูท่าทางเพลงจะเพราะมากเลยนะ ดาร์ลิ่ง” นทีจึงค่อยๆดึงตัวออกมา กานต์เข้าไปส่งมือให้ดาหวันช่วยดึงตัวเธอขึ้นมา เธอตอบคำประชดของเขาว่า “ก็เสียงธรรมชาติ...ฟังเพลินดี”

    ครองขวัญเดินอ้าวเข้ามาพลางติดกระดุมเสื้อเม็ดบนที่ถอดอ่อยกานต์เมื่อครู่นี้ ทักว่ามาอยู่กันที่นี่เอง นทีเห็นบรรยากาศเริ่มไม่ดีจึงชวนครองขวัญกลับ เธออิดออดว่ายังคุยกับกานต์ไม่จุใจเลย

    “ไม่เอาน่า ไหนสัญญากับพี่ก่อนมาว่าจะไม่งอแงไง ไว้วันหลังค่อยแวะมาใหม่ก็ได้ เพราะพี่ก็คุยค้างเรื่องโปรเจกต์กับคุณดาอยู่เหมือนกัน” แล้วหันไปทางดาหวัน “นะครับคุณดา เดี๋ยวครั้งหน้าผมจะลงรายละเอียดให้มากกว่านี้” นทียังอ่อยว่าซีดีแบบนี้ที่บ้านยังมีเยอะ ถ้าเธอสนใจเดี๋ยวจะเอามาให้อีก

    พอสองพี่น้องออกไป บรรยากาศในห้องก็คุกรุ่นทันที ดาหวันเดินหนีออกไปร้องเรียกสม เจอสมยังยืนเคลิ้ม อยู่ ถามว่าเป็นอะไร สมบอกว่าเจ้านายให้เอาผ้าขนหนูไปให้ครองขวัญในห้องน้ำ ดาหวันถามว่าแล้วทำไม ครองขวัญถึงไปอยู่ในห้องน้ำ

    “อันนี้ผมก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพอยื่นเอาไปให้ คุณขวัญก็...อึ๋ย...มันขาวมาก...”

    ดาหวันเริ่มระแวงกานต์ ยิ่งคิดถึงเมื่อครู่ที่ครองขวัญเดินติดกระดุมเสื้อเข้าไปก็ยิ่งมั่นใจ พอดีกานต์เดินมาปรามสมว่าพูดมาก ไล่ให้ไปได้แล้ว

    “ถ้าไม่อยากให้ลูกน้องเอามาพูด ก็อย่าทำอะไรให้มันประเจิดประเจ้อนักสิ” พูดใส่หน้าแล้วเดินออกไปเลย กานต์มองตามงงๆ ว่าเธอหมายความว่าอะไร?

    ครั้นตามไปเซ้าซี้ถามว่าเธอหึงตนหรือ ชี้แจงว่าตนกับครองขวัญไม่ใช่อย่างที่เธอคิด ดาหวันบอกว่านั่นมันเรื่องของเขา กานต์เลยโมเมจะทำหน้าที่สามีให้สมบูรณ์ ดาหวัดปัดป้องพัลวัน ขณะกำลังนัวเนียกันนั่นเอง ประจวบก็เข้ามาเรียกกานต์แล้วต้องชะงัก ดาหวันฉวยโอกาสนั้นเตะเข้าหว่างขากานต์แล้วขอตัวออกไป กานต์บ่นพ่อว่า “เข้ามาทำไมตอนนี้...”

    “จะไปรู้เหรอวะ นี่มันห้องนั่งเล่นนะโว้ย เจ้ากานต์เอ๋ย...ทำไมมันรุนแรงกันนักนะ”

    ooooooo

    เมื่อนทีกับครองขวัญออกไปนั่งคุยกันที่ร้านอาหาร สองพี่น้องมีผลประโยชน์ร่วมกัน ครองขวัญมุ่งมั่นที่จะเอากานต์คืนมาให้ได้ นทีเสนอว่าเราร่วมมือกันอย่างนี้ถูกต้องแล้ว คิดว่าเธอคงไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกรุจิกา ปรารภว่า

    “รุมีแต่ชื่อเสียงนิดหน่อยในวงสังคมเท่านั้น ซึ่งก็มาจากครอบครัวดาหวันทั้งนั้น พูดง่ายๆ คบกับรุไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย พี่มองไม่เห็นเลยว่ารุจะสามารถสนับสนุนเราได้ทั้งทางสังคมแล้วก็ธุรกิจ แต่สำหรับดาหวัน...” นทีส่ายหน้าให้กับตัวเอง บ่น “นี่พี่มองข้ามดาหวันไปได้ยังไง ผู้หญิงที่สวยแล้วก็มีเงินทุนให้เราพร้อมขนาดนี้” นทียิ้มอย่างหมายมาด

    ขณะที่ดาหวันกับกานต์กำลังจะเข้านอนโดยมีหมอนและหมอนข้างกั้นกลางตามสัญญา มือถือของทั้งสองก็มีสัญญาณไลน์เข้า ต่างลุกไปหยิบ แต่หยิบสลับกัน เครื่องของกานต์ได้รับข้อความจากครองขวัญว่า “ฝันดีนะคะกานต์” ส่วนเครื่องของดาหวันได้รับข้อความจากนทีว่า “คงได้ฟังเพลงกันอีกนะครับ”

    เลยมีประเด็นให้เหน็บแนมกัน กานต์บ่นว่า “ส่งมาถามเมียชาวบ้านแบบนี้มีมารยาทกันหน่อยไหม”

    “มารยาทเรื่องอะไร แค่ทักทายธรรมดา แล้วคุณล่ะ มีภรรยาแล้วแต่สาวส่งข้อความกู๊ดไนท์มันต่างกันตรงไหน”

    กานต์ฉวยโอกาสนี้ถามว่ายอมรับแล้วใช่ไหมว่าเป็นภรรยาตน ดาหวันสวนทันควันว่าแค่ตามกฎหมาย กานต์โมเมจะทำหน้าที่สามีให้สมบูรณ์แบบ ดาหวันขู่ว่า

    ที่โดนมาเมื่อกี๊นี้ยังไม่เข็ดหรือ กานต์รีบยกมือกุมเป้าอย่างหวาดเสียว ลองเรียก “ดาร์ลิ่ง...” พอดาหวันบอกว่าหลับแล้วก็ถอดใจเสียงอ่อยว่า... “โอเค...หลับแล้ว งั้นก็...ฝันถึงผมบ้างนะ”

    ooooooo

    รุ่งขึ้น กานต์บอกว่าจะไปส่งเธอก่อนค่อยไปประชุม ดาหวันบอกว่าตนไปเองได้เกรงเดี๋ยวเขาจะสาย พอดีโทรศัพท์ดาหวันมีไลน์เข้า เธอหยิบดูแล้วหย่อนใส่กระเป๋า กานต์ที่เหล่ๆมองอยู่ ถามว่าไม่ดูก่อนหรือ เธอปดว่าเจนจิราโทร.มา

    กานต์ให้สมไปส่งดาหวันแล้วตัวเองก็ขับรถออกไป แต่พอสมเอารถมาดาหวันก็รีบขึ้นรถขับออกไปเลย

    พอกานต์ไปถึงห้องทำงานดูเอกสารเตรียมประชุม เพียงนภาก็โทร.เข้ามาฟ้องว่าตนนัดพบกับอติเทพแต่เขาผิดนัดคงไปหาดาหวันแน่ๆเลย กานต์ติงว่าเธอเข้าใจผิดมากกว่าเพราะว่าดาหวันไปทำงานแล้ว

    “ไม่...ไม่ผิด เทพแอบกลับไปคบกับยายดาอีก เขายังไม่ยอมแพ้หรอกนะไม่งั้นในงานแต่งงานเขาจะกล้าเข้าไปเหรอ ถึงคุณจะแต่งงานกับยายดาแล้ว แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าสองคนจะกลับไปคบกันไม่ได้นี่”

    “นภา...ผมต้องเข้าประชุมแล้ว ขอโทษจริงๆ” กานต์ตัดบทแล้วตัดสายเลย

    ครู่ใหญ่สมก็โทร.มาบอกว่าดาหวันขับรถไปเองแล้ว กานต์บอกว่าไม่เป็นไรเธอคงอยากขับรถไปเองและป่านนี้คงถึงออฟฟิศเรียบร้อยแล้ว แต่พอวางสายจากสม กานต์ก็ฉุกคิดถึงเมื่อเช้าที่โทรศัพท์ดาหวันมีไลน์เข้าแต่เธอไม่เปิดอ่าน ดูมีพิรุธ

    กานต์จึงกดโทรศัพท์เข้าแอพ find friend แล้วพิมพ์ชื่อดาหวัน หน้าจอขึ้นแผนที่แสดงจุดที่ดาหวันอยู่ทันที

    ที่แท้เป็นไลน์จากอติเทพ ไลน์มาว่า “ผมอยากคุยกับคุณนะดา” ต่อด้วยอีกข้อความว่า “ถ้าคุณไม่มา ผมจะเข้าไปคุยกับกานต์เอง!”

    ดาหวันไปถึงสวนสาธารณะแล้วไลน์ถามว่า เขาอยู่ไหน อติเทพตอบอยู่ติดหลังเธอว่า “ผมอยู่นี่” ดาหวันหันขวับพอเห็นสภาพเขาก็ตกใจถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ เพราะอติเทพอยู่ในสภาพเสื้อผ้ายับยู่ยี่ หน้าตาทรุดโทรมหนวดเคราคล้ายไม่ได้โกน อติเทพมองซ้ายมองขวาแล้วลากดาหวันหลบไปคุยอีกมุมหนึ่ง

    ooooooo

    อติเทพปั้นน้ำเป็นตัวบอกดาหวันว่าตนถูกกานต์ส่งคนมาติดตามคุกคาม ดาหวันไม่เชื่อยืนยันว่ากานต์ไม่ใช่คนแบบนั้น อติเทพติงว่าเธอจำอดีตไม่ได้และเพิ่งรู้จักเขาแค่สองสามเดือน เธอจำไม่ได้หรือว่าเขาเป็นคนอารมณ์ร้อนขนาดไหน

    แล้วอติเทพก็รำพึงรำพันอย่างน่าเห็นใจว่า กานต์เป็นเจ้าของบริษัทมีทั้งคนมีทั้งเงินเรื่องแค่นี้มันไม่ได้ยากอะไรเลย ดาหวันย้อนถามว่าแล้วเขามาบอกตนทำไม

    “ผมแค่อยากให้คุณรู้จักสามีคุณอีกมุมหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายมันก็แล้วแต่คุณ แต่ในส่วนของผม ถึงเขาส่งคนมาขู่ผมไม่ให้เจอคุณอีก แต่มันกลับยิ่งทำให้ผมคิดถึงคุณ เขาห้ามผมไม่ได้หรอก” พูดแล้วเห็นดาหวันสับสน อติเทพอ้อน “ผมรอคุณเสมอนะ รอวันที่เราจะกลับมารักกันอีก” แล้วประคองมือดาหวันขึ้นจูบอย่างหลงใหล

    “นี่มันเมียฉัน นายไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องเมียฉันแม้แต่ปลายเล็บ” กานต์ตวาด อติเทพท้าให้ต่อยตนเลย ถึงเขาจะห้ามจะส่งคนมาขู่ ตนก็ไม่กลัวอีกแล้ว “ฉันเนี่ยนะ ส่งคนไปขู่นาย อย่ามามั่ว ฉันจะบอกให้นะ ถ้าฉันเห็นนายเข้าใกล้เมียฉันอีกนายเสร็จฉันแน่ แล้วถ้าฉันทนไม่ไหวจริงๆ ฉันจะแจ้งตำรวจลากคอนายเข้าคุก”

    ท่าทีดุดันของกานต์ทำให้อติเทพฉวยโอกาสมองหน้าดาหวันยืนยันคำพูดของตนที่ว่ากานต์เป็นคนเลือดร้อน และยังพูดยั่วกานต์ว่า ถึงอย่างไรตนก็จะรักดาหวันต่อไป เพราะความสัมพันธ์ของเรามันสวยงามกว่าที่เขาคิด

    “ถุย! แล้วนภาล่ะ แกเอานภาไปไว้ไหน” กานต์ตั้งท่าจะต่อย ดาหวันตวาดให้หยุด กานต์เลยยกมือค้าง พูดอย่างผิดหวังในตัวเธอว่า “สองครั้งแล้วนะที่คุณห้ามผมแตะต้องมัน คุณออกรับแทนมัน มันทำอะไรกับคุณ คุณคงลืมไปหมดแล้วสิ ลืมแล้วหรือว่าผมต่างหากที่แต่งงานกับคุณแล้วก็เป็นสามีคุณ ไม่ใช่มัน!”

    ดาหวันฟังแล้วสับสนหันมองอติเทพเขายิ้มให้กำลังใจ ทำให้ดาหวันยิ่งกลัว กลัวว่าอติเทพจะพูดเรื่องที่เขาบอกว่าเธอได้เสียกับเขาแล้ว ทำให้ยิ่งสับสนและเกลียดสิ่งที่ตัวเองทำในอดีต พูดอย่างหวาดหวั่นว่า

    ตนไม่รู้...ไม่รู้อะไรทั้งนั้น แล้ววิ่งหนีไป กานต์วิ่งตามไป ในขณะที่อติเทพยิ้มสะใจ ตะโกนไล่หลังไปว่า

    “บอกเขาไปสิดา บอกไปว่าเราเป็นอะไรกันฮ่ะๆๆ”

    ooooooo

    ดาหวันหนีกลับบ้านวิ่งเข้าห้องนอนจะปิดประตูแต่กานต์ตามมาทันถามว่าเธอจะหนีไปไหน ดาหวันต่อว่าที่เขาแอบอ่านไลน์ของตน เตือนให้เคารพสิทธิส่วนตัวกันหน่อยถ้ายังจะอยู่ด้วยกัน

    กานต์เปิดฉากปะทะโต้ว่าสิทธิส่วนตัวของเธอมันหมดไปตั้งแต่เธอโกหกตนเพื่อไปหาแฟนเก่าแล้ว ถามว่ามันมีดีอะไรถึงได้อยากกลับไปหานัก ดาหวันอ้างว่าอติเทพรักตนก่อนแต่เพียงชั่วข้ามคืนตนก็จำเขาไม่ได้และที่เราต้องมาแต่งงานกัน มันไม่ยุติธรรมสำหรับอติเทพเช่นกัน

    กานต์ถามอย่างรับไม่ได้ว่าเธอคิดจะกลับไปดีกับเขาทั้งที่มีตนซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสามีอยู่ใช่ไหม? ดาหวันอ้างว่าเราแต่งงานกันแค่ในนามตามเงื่อนไขเท่านั้น เราแค่ทำตามหน้าที่ที่เราต้องทำก็พอแล้ว จะสนใจทำไมว่าตนจะคบกับใคร

    “ผู้หญิงหลอกลวง!” กานต์ด่า เขาถูกดาหวันตบจนหน้าหันแต่ก็หยุดเขาไม่ได้ “คุณไม่ได้เปลี่ยนเลย คุณยังเป็นดาหวันคนเดิม ไม่มีอะไรที่ควรเชื่อใจแม้แต่นิดเดียว” ดาหวันถามว่าแล้วเขาล่ะวันแต่งงานเขาหายไปไหน กานต์บอกว่าตนบอกแล้ว “ค่ะ แต่คุณบอก

    ไม่หมด เพื่อนที่คุณไปเฝ้าคือคุณขวัญใช่ไหม คุณเกือบทำงานแต่งงานล่มเพราะคุณเลือกไปดูแลแฟนเก่าคุณ นี่คือความจริงใจ ความน่าเชื่อใจของคุณใช่ไหม”

    ทั้งคู่ต่างรื้อฟื้นเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการแต่งงานมาจับผิดกัน จนดาหวันท้าให้หย่า บอกว่าตนให้เพื่อนถามทนายแล้ว พ่อบอกให้ตนแต่งงานกับเขาตนถึงจะมีสิทธิได้สมบัติของพ่อ แต่พ่อไม่ได้บอกว่าแต่งแล้วหย่าไม่ได้ และเวลานี้ ตนก็แค่รอวันเปิดพินัยกรรมถ้าทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลง กานต์พยายามสงบสติอารมณ์ครู่ใหญ่จึงบอกเธอว่า

    “อยากหย่าเมื่อไหร่คุณก็บอกแล้วกัน ผมพร้อมเสมอ”

    “ขอบคุณ” ดาหวันใจหาย แต่ต้องเชิดหน้าตอบไปอย่างนั้นเพราะตนเป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมาเอง

    ทั้งดาหวันและกานต์ต่างนิ่งงันกันไปเหมือนรอดูท่าทีของอีกฝ่าย แล้วกานต์ก็ตัดสินใจเดินออกไป ทันทีที่ประตูปิด ดาหวันก็หมดมาดนางพญาทรุดนั่งน้ำตาไหล ร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวดกับความโง่ของตัวเองที่ทำลงไป

    ooooooo

    กานต์อยู่ในภาวะว้าวุ่นใจที่บอกดาหวันว่าจะหย่าเมื่อไรให้บอก เมื่อลงมาเจอประจวบ พอพ่อถามว่ามีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า เขาบอกว่าทะเลาะกันนิดหน่อยประสาลิ้นกับฟันแต่เคลียร์กันแล้ว แล้วขอตัวไปทำงาน

    พอไปถึงห้องประชุมจิตราพุ่งเข้ามาถามว่าจะให้เรียกผู้ถือหุ้น...จิตราพูดไม่ทันจบกานต์ก็ตัดบทว่ายกเลิกประชุมทั้งหมด แล้วปิดประตูใส่หน้าปัง พอเข้านั่งในห้องก็กดปุ่มเปิดปิดไมโครโฟนไปมาพยายามระงับอารมณ์แต่สุดท้ายก็สบถออกมาอย่างทนไม่ไหว

    “โธ่โว้ย!” แล้วขว้างไมโครโฟนทิ้งระบายความอัดอั้น

    ooooooo

    วันนี้พรรณีนึกครึ้มขึ้นมาเปิดเซฟเอาสร้อยมรกตออกมาชื่นชม พลันก็สะดุ้งรีบเอาซ่อนเมื่อจู่ๆ รุจิกาก็ผลักประตูเข้ามาโดยไม่ได้เคาะ เลยถูกอบรมไปพักหนึ่ง

    รุจิกามาฟ้องพรรณีว่าธวัชไม่ให้โปรเจกต์ของนทีผ่าน ทำจนตนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน ยิ่งช่วงนี้นทีมีท่าทีแปลกๆอยู่ด้วย รบเร้าให้แม่สั่งธวัชอนุมัติโครงการของนที พรรณีอ้างว่าตนกำลังให้ธวัชหาเงิน 10 ล้านอยู่ ให้ตนได้เงินก่อนแล้วจะบอกธวัชให้ กลัวธวัชจะอ้างว่าต้องช่วยนทีเลยไม่หาเงินให้ตน เราต้องให้เสร็จทีละเรื่องไป

    รุจิกาไม่พอใจถามว่าแม่ไม่ช่วยแล้วตนจะทำอย่างไร เห็นสร้อยมรกตก็คว้าไปบอกว่าขอเอาไปจำนำได้เงินมาช่วยนทีสักก้อนก็ยังดี ถูกพรรณีเอานิ้วจิ้มหน้าผากจนหน้าหงาย ทั้งเสี้ยมทั้งสอนว่า

    “ทำไมมันโง่อย่างนี้ ก็ให้ผัวแก เอ๊ย...แฟนแกมันไปหาเงินทุนมาเองสิ แกจะต้องไปช่วยมันทำไมเงินทุนทำธุรกิจไม่กี่สิบล้านก็ต้องกู้ รวยจริงหรือเปล่าเนี่ย”

    “เขาเป็นนักธุรกิจ ใครๆก็ต้องกู้เงินเอามาหมุนกันทั้งนั้นแหละ”

    “ย่ะ! แต่แม่จะสอนให้นะ เราเป็นผู้หญิงควรได้จากเขาไม่ใช่ให้เขามาเอาจากเรา ไม่งั้นฉันจะสอนให้แกมองหาผู้ชายรวยๆทำไม แกอยากลำบากแบบฉันเหรอ ฉันต้องวิ่งงกๆหาเงินมาเลี้ยงพวกแก แต่พ่อแกซิเคยทำอะไรที่ไหน นอกจากป้อผู้หญิงไปวันๆ”

    “ก็แปลว่าคุณลุงมีเมียน้อยใช่ไหมคะป้าพรรณ” เสียงเพียงนภาสอดเข้ามาจากประตู พรรณีโมโหถามว่าเข้าบ้านตนได้ยังไง “ประตูเปิดอยู่ นภาก็เดินเข้ามาเท่านั้นเอง ฟูจังหายไปอีกแล้ว ป้าพรรณกับพี่รุเห็นไหม” ไม่ถามเปล่า เพียงนภาถือวิสาสะเดินร้องเรียกเหมียวๆไปทั่วห้อง

    รุจิกาตวาดว่า “แกไม่เคยเลี้ยงแมวแล้วมันจะหายไปได้ยังไงยายนภา ออกไปได้แล้ว” ว่าแล้วก็ผลักเพียงนภาจนเซ เพียงนภาเห็นสร้อยมรกตในมือพรรณีถามว่าสร้อยยังอยู่ที่ป้าพรรณหรือ พรรณีจะเอาใส่กล่องแต่เพียงนภาไวกว่าคว้าไปได้

    พรรณีพุ่งเข้าแย่ง เพียงนภาไม่ให้บอกว่าจะเอาไปให้ฟูจังใส่สีมรกตเข้ากับสีตาของฟูจังเลย พรรณีตวาดว่านี่มันสร้อยเพชรจะเอาไปให้แมวใส่ได้ยังไง เพียงนภาบอกว่างั้นก็เอาไปให้แม่ใส่แม่จะได้รักตนเยอะๆ

    “มันของของฉัน เอาคืนมานะ รุ...แกยืนเฉยทำไม ช่วยแม่จับมันสิ”

    เกิดการไล่จับวนไปรอบห้อง แต่เพียงนภาก็หนีหลุดออกไปได้ สองแม่ลูกไล่ตามสุดชีวิต ยื้อแย่งกันเสียงลั่น จนวีรอรมาถามว่ามีเรื่องอะไรกัน เพียงนภาบอกว่าป้าพรรณีจะฮุบสร้อยมรกต เลยถูกรุจิกากระชากผมจนหน้าหงายจะแย่งสร้อยคืนให้ได้ ตบตีจิกทึ้งกันจนสร้อยกระเด็นไปตกที่พื้น

    ระหว่างนั้นพรรณีกับวีรอรก็โต้เถียงกันว่าใครมีสิทธิในสร้อยเส้นนี้ วีรอรท้าว่าของอย่างนี้ใครดีใครได้ พรรณีเลยพาลด่าเรื่องในอดีตว่าเหมือนที่วีรอรพยายามอ่อยผัวตนแต่เขาไม่สนน่ะหรือ

    “คุณปรีชาเขาบอกพี่อย่างนั้นเหรอคะ แต่เขาบอกอรว่าเขาเบื่อพี่เต็มทีแต่ไม่รู้จะหาทางทิ้งพี่ยังไงต่างหาก” วีรอรหัวเราะเยาะพี่สาวว่า “ไม่ว่าตอนไหน พี่ก็ไม่เคยสู้อรได้ พี่อาจจะเรียนเก่งกว่า ฉลาดกว่า สอบได้ที่ดีกว่า แต่ยังไงพ่อก็รักอรมากกว่า สร้อยเส้นนี้ก็เหมือนกัน มันต้องเป็นของอร ไม่ใช่ของพี่”

    “เอาสิ วันนี้ถ้าฉันยอมให้แกเอาสร้อยนี้ไปได้ก็ไม่ต้องมาเรียกฉันว่าพรรณี”

    ทั้งพรรณีและวีรอรพุ่งไปคว้าสร้อยพร้อมกัน พอดีดาหวันเข็นรถพานมมาลัยมาเห็นต่างอุทานตกใจ ดาหวันขอร้องให้พอเถอะ แต่ทั้งสองไม่ยอมต่างดึงกันจนสร้อยขาดผึง! ทุกคนตกใจมองอึ้ง

    ooooooo

    ดาหวันถามว่าเรื่องมันเกิดจากใคร ทั้งพรรณี วีรอร เพียงนภา และรุจิกา ต่างชี้ไปที่คนอื่น และต่างก็อ้างว่าแย่งสร้อยเพื่อจะเอาไปคืนดาหวัน

    พรรณีกับวีรอรโต้เถียงกันขโมงโฉงเฉง จนดาหวันขอให้พอ หยุดได้แล้ว บอกทั้งสองว่า

    “ในเมื่อสร้อยมันขาดไปแล้ว และก็เป็นอุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิด งั้นก็...ถือว่าดาได้รับสร้อยคืนแล้ว” ขอร้องว่า “ให้เรื่องมันจบแค่นี้ อย่าให้ความสัมพันธ์ของพวกเรามันขาดไปด้วยเลย”

    ธวัชเดินเข้ามาขอเอาสร้อยไปซ่อมให้ เพราะตอนแม่ยืมมามันสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ตอนคืนเจ้าของมันก็ควรจะกลับไปสภาพเดิม บอกดาหวันว่า “ถ้าน้องดายังไว้ใจ พี่ขออนุญาตรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น”

    พรรณีกับรุจิกาเดินบ่นกันขณะกลับบ้านว่าเรื่องจะจบอยู่แล้วธวัชไม่น่ามาแทรก เอาเงินที่จะซ่อมสร้อยมาให้พวกเราใช้ยังจะดีเสียกว่า ธวัชบอกว่าเท่าไรก็ต้องจ่าย ถามรุจิกาว่าที่ตนพูดเรื่องความรับผิดชอบเมื่อกี๊ไม่เข้าใจเลยใช่ไหม รุจิกาโวยกับแม่ว่าถูกพี่ชายว่าอีกแล้ว ทีกับดาหวันละก็...ซื่อสัตย์เหลือเกินขนาดไม่ออกปากยังทำให้ ทีกับตนให้ช่วยเรื่องนทีก็ไม่ช่วย

    “ก็ทำในสิ่งที่ถูกต้องสิ แล้วพี่จะช่วย สิ่งที่ควรต้องจำไว้คือ ไม่ว่าเงินหรือสร้อยเนี่ย มันไม่ใช่ของเรามาตั้งแต่ต้น มันเป็นของน้องดา เราไม่มีสิทธิที่จะเอามาทำอะไรหรือให้ใครก็ได้ อ้อ...อีกอย่าง เธอกับดาคือน้องของพี่ทั้งสองคนนั่นแหละ”

    พอธวัชเดินผละไป รุจิกาก็บอกแม่ว่า ธวัชยังเหมือนเดิม ไม่มีทางที่จะเอาเงินมาให้แม่ได้หรอก ทำให้พรรณีหวั่นใจ คิดเครียดว่าจะทำอย่างไรดี

    ooooooo

    ถึงวันเปิดพินัยกรรมแล้ว ทั้งวีรอรกับเพียงนภา และพรรณีกับรุจิกา มารอฟังกันแต่เช้า เมื่อทนายสิทธิเริ่มอ่าน ทุกคนฟังเงียบกริบ จ้องหน้าทนายเป๋งพินัยกรรมระบุว่า

    1.ทรัพย์สินอันได้แก่สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดของข้าพเจ้าขอให้กับนางสาวดาหวัน นันทิพัฒน์ บุตรสาวของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

    2.ให้นางสาวดาหวัน ดูแลทุกๆคนที่อยู่ในบ้านนันทิพัฒน์ เหมือนตอนที่ข้าพเจ้ายังอยู่

    3.หากนางสาวดาหวันมีเหตุให้เสียชีวิตไม่สามารถดูแลมรดกได้ ก็ให้แบ่งทรัพย์สินให้กับนางพรรณี ปานะพล และนางวีรอร นันทิพัฒน์ เป็นสองส่วนเท่ากัน แต่ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดเสียชีวิตก็ให้ยกส่วนที่เหลือให้กับอีกฝ่ายหนึ่งไป

    4.อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างที่ระบุในข้อ 2 และ 3 ให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของนางสาวดาหวันเป็นสำคัญ

    เมื่อทนายสิทธิอ่านพินัยกรรมจบ ทุกคนก็มองมาที่ดาหวันเป็นตาเดียว

    พอทนายสิทธิประกาศว่าถ้าไม่มีใครติดใจสงสัยอะไรอีกก็ถือว่าทุกคนเข้าใจดีแล้วและพินัยกรรมมี

    ผลสมบูรณ์นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เพียงนภาก็โพล่งขึ้นว่า

    “ไม่รู้จะเสียเวลาอ่านทำไมทุกอย่างลุงทวีก็ยกให้ยายดาไม่เห็นแบ่งให้ใครเลยสักคน ยกเว้นยายดาตายถึงจะได้ เฮ้อ!”

    ดาหวันสะดุ้ง แล้วก็ต้องชะงักเมื่อรุจิกาผสมโรงว่า “แถมยังต้องแบ่งกันให้วุ่นวาย ความจริงคุณแม่เป็นพี่สาวคนโตน่าจะเป็นคนดูแลทั้งหมด”

    ส่วนพรรณีกับวีรอรต่างก็แช่งให้อีกฝ่ายตายก่อนส่วนแบ่งจะได้ตกเป็นของตน

    ดาหวันฟังแล้วหนักใจ กานต์สงสารเธอเลยพูดแทรกขึ้นว่า ที่พูดมาทั้งหมดนั้นหมายถึงดาหวันภรรยาของตนเสียชีวิตแล้ว แต่นี่เธอยังนั่งอยู่ตรงนี้ ทุกคนเลยเจื่อนไป

    ooooooo

    คืนนี้ดาหวันนอนไม่หลับคิดเครียดเรื่องการแก่งแย่งทะเลาะกันเรื่องแบ่งสมบัติของพรรณีกับวีรอร จนตีสองจึงลุกเดินออกไปที่ระเบียง กานต์ตามออกไปด้วยความเป็นห่วง

    “พินัยกรรมมีผลสมบูรณ์แล้ว คุณจะเครียดอะไรอีก ทุกอย่างก็อยู่ที่คุณเป็นคนดูแล จบ” ดาหวันถามว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆหรือ “อืม...เอาเป็นว่า ถ้าคุณยังอยู่ รับรองญาติพี่น้องคุณคงยังไม่ตีกันมากกว่านี้หรอก”

    ดาหวันหัวเราะประชดตัวเองพูดว่า การเปิดพินัย– กรรมทำให้ตนเห็นอะไรมากขึ้น มากเสียจนชักไม่แน่ใจแล้วว่าอยากรู้หรือเปล่า แล้วเอามือคลึงขมับ เริ่มรู้สึกปวดหัว กานต์ไปเอายาและน้ำมาให้กิน เมื่อเข้าห้องก็เอานมอุ่นๆ มาให้ดื่ม ดาหวันได้กลิ่นก็ไม่ยอมดื่มบอกว่ามันเป็นน้ำเต้าหู้ตนไม่ชอบกลิ่นมัน กานต์บอกว่าตนหยิบผิด

    กานต์พูดคุณประโยชน์ของน้ำเต้าหู้แล้วคะยั้นคะยอให้เธอดื่มถ้าไม่ดื่มจะบีบจมูกให้ดื่ม เธอจึงกลั้นใจดื่มจนหมด

    “ก็แค่นั่น...ฝันดีนะจ๊ะดาร์ลิ่ง” กานต์เอ่ยแล้วปิดไฟหัวเตียงหยิบแก้วออกไป ดาหวันเอ่ยตามหลังไปเบาๆว่า

    “เดี๋ยว...ไม่ต้อง อย่าทำดีกับฉันแบบนี้ได้ไหม ฉันไม่อยากเคยชิน...” พูดแล้วตัวเองก็น้ำตารื้น จนเมื่อกานต์ออกไปและปิดประตูแล้ว ดาหวันจึงพูดต่อเบาๆอย่างเจ็บปวด “...เวลาที่เราหย่ากัน”

    ooooooo

    วันนี้พรรณีชวนรุจิกาไปซื้อน้ำหอม ถึงเวลาจ่ายก็ให้รุจิการูดการ์ดให้ พอโดนบ่นก็บอกว่าเราจะปล่อยให้วีรอรทำคะแนนฝ่ายเดียวไม่ได้ พินัยกรรมระบุไว้ว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับดาหวัน ฉะนั้นเราต้องทำดีให้ดาหวันตายใจ

    ส่วนวีรอรนั้น พรรณีบอกว่าไม่ต้องห่วงตนไม่ยอมให้ส่วนของตนตกกับใคร แต่ถ้าของใครจะตกเป็นของตนก็ไม่แน่

    ระหว่างเดินออกมาจะขึ้นรถนั่นเอง พรรณีถูกชายชุดดำชะลอรถแล้วสาดเลือดใส่ โผล่หน้ามาขู่ว่า

    “ครั้งนี้เลือดหมู แต่ครั้งหน้าอาจจะเป็นเลือดเจ๊เอง ถ้ายังไม่เอาเงินมาคืนเฮียอีก”

    กลับถึงบ้าน รุจิกาโวยวายว่าทำไมแม่ไปยืมเงินพวกนั้น ไม่เห็นข่าวหรือว่าพวกมันโหดขนาดไหน พรรณีโทษว่าเพราะธวัชไม่หาเงินมาให้ตนสักทีจึงจำเป็นต้องกู้จากพวกนั้น ส่วนกำไรที่ได้จากน้ำมันที่เคยได้นั้น สองอาทิตย์แล้วที่ติดต่อใครไม่ได้เลย รุจิกาบ่นว่าธวัชเตือนแล้วทำไมแม่ไม่เชื่อ

    พรรณีตีโพยตีพายว่าตอนได้กำไรซื้อกระเป๋าให้ก็เชียร์ให้เล่นเยอะๆ พอถึงตอนนี้...พรรณีร้องไห้คร่ำครวญประชดว่า ปล่อยให้มาเฟียมาอุ้มแม่ไปเลย ไม่ต้องสนใจ ถ้าโชคดีเจอศพก็ไม่ต้องเก็บไปเผาหรอก ให้มันเป็นศพไร้ญาติไปเลย แล้วร้องไห้คร่ำครวญจนรุจิกาสงสารโผกอดปลอบใจ

    ooooooo

    คืนนี้ดาหวันค้างกับนมมาลัยที่บ้านตัวเองเพราะนมมาลัยล้ม ระหว่างนั้นก็ได้รับโทรศัพท์จากธวัชบอกว่าสร้อยซ่อมเสร็จแล้ว ดาหวันให้เก็บไว้ก่อนก็ได้ ธวัชบอกว่างั้นเดี๋ยวเอาไปให้ที่บ้าน แล้วเก็บไว้ในลิ้นชักใส่กุญแจก่อนออกไปประชุม

    กานต์ไปเยี่ยมนมมาลัยด้วย เขาถามวีรอรว่าใครเป็นคนเจอนมมาลัยเป็นคนแรก วีรอรบอกว่าตนออกไปซื้อของ เด็กวิ่งไปบอกว่าเจอนมมาลัยฟุบอยู่ ตนจึงรีบกลับมาดู

    “คุณหนู...นมเห็นคุณท่าน...คุณท่านมาหานม” นมมาลัยบอกดาหวัน

    นมมาลัยเล่าว่าขณะตนนั่งสวดมนต์อยู่ในห้องพระ เห็นหลังคนใส่เสื้อแบบทวีเดินผ่านพร้อมกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของเขาโชยมา พอตามไปค่อยๆลงบันไดจนเหลืออีกสามสี่ขั้นสุดท้ายก็ตาลายเลยก้าวพลาดกลิ้งลงไป

    วีรอรผสมโรงทันทีว่าตนจำกลิ่นน้ำหอมประจำตัวของทวีได้ ต้องใช่ทวีแน่ๆ บ่นว่า

    “ตั้งแต่พี่ทวีเสีย ไม่เคยมีใครเห็น แต่นี่หลังเปิดพินัยกรรมไม่กี่วัน พี่ทวีก็ปรากฏตัวมา คงเป็นห่วงเรื่องพินัยกรรม กลัวหนูดาจะไม่ทำตามละมั้ง”

    กานต์ที่สังเกตวีรอรมาแต่ต้นเปรยๆ ว่า ทำไปทำมาเราชักจะอ่านใจผีออกเสียแล้ว ติงว่าถ้าทวีเป็นห่วงกลัวดาหวันจะไม่ทำตามข้อไหนในพินัยกรรมต้องระบุไหม วีรอรตะแบงว่าคนสมัยใหม่ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ ตนก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร นมมาลัยบอกดาหวันว่าคุณท่านอาจจะมาเตือนอะไรสักอย่างก็ได้ ตนไม่สบายใจเลย วีรอรอาสาจะทำกับข้าวให้นมมาลัยใส่บาตรพรุ่งนี้ เหน็บกานต์ว่า “ส่วนใครไม่เชื่อเราก็คงทำอะไรไม่ได้หรอก”

    พอธวัชกลับจากทำงานก็รีบเอากล่องสร้อยมรกตมาคืนดาหวัน แต่พอเปิดให้ดูมีแต่กล่องเปล่า!

    ธวัชตกใจหน้าเผือด เขาสาบานกับทุกคนว่าเอากล่องสร้อยใส่ลิ้นชักใส่กุญแจไว้ก่อนไปประชุมจริงๆ พอพูดถึงกุญแจ ธวัชก็ชะงัก ฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้

    กานต์ถามว่ามีรอยงัดไหม ธวัชบอกว่าไม่มี

    “จะเสียเวลาทำไม ในเมื่อตั้งแต่ต้นก็เห็นอยู่แล้วว่าบ้านนี้ยึกยักไม่ยอมให้สร้อยคืน เรียกตำรวจมาจัดการเลยดีกว่ายายดา” วีรอรยุ

    “เดี๋ยวนะครับ ผมว่าเราไม่ควรด่วนสรุปว่าธวัชเป็นคนเอาไป ในเมื่อเจ้าตัวยืนยันอย่างนั้น” กานต์ติง

    เสียงกระแนะกระแหนอย่างระแวงและกล่าวโทษกันไปมาดังขึ้นทันที จนดาหวันตัดบทว่าเรื่องนี้ตนขอจัดการเอง เธอพูดกับธวัชว่าผิดหวังกับเขาจริงๆ แต่เห็นแก่ที่ผ่านมาตนจะให้เวลาเขาอีกสองอาทิตย์เพื่อเคลียร์เรื่องนี้ หวังว่าจะได้สร้อยคืน หรือไม่ก็คงมีคำตอบที่ดีกว่านี้

    รุจิกาด่าเพียงนภาว่ามาเที่ยวแห่ร้องว่าจะตามตำรวจมาจับธวัช พรรณีเชื่อว่าธวัชไม่ใช่คนเอาไป โทษว่าคนในออฟฟิศนั่นแหละที่ขโมยไป

    ธวัชทบทวนแล้วจำได้แม่นว่า ตนเอากล่องสร้อยใส่ลิ้นชักและใส่กุญแจไว้ แต่ขโมยก็ยังมีกุญแจไขเอาไปได้ แล้วหันไปรุกรุจิกา ฝ่ายนั้นปฏิเสธพัลวันว่าตนเปล่านะ

    “ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะเป็นใคร ก็มีแต่แกที่รู้ว่ากุญแจสำรองโต๊ะพี่อยู่ไหน แกเข้ามาเอาสร้อยตอนพี่ออกไปประชุม! แต่แกคงลืมไปว่าห้องพี่มีกล้องวงจรปิดติดอยู่”

    มีหลักฐานแน่นหนาเช่นนี้ ธวัชถามรุจิกาว่าเอาสร้อยไปไหน ให้เอาไปคืนดาหวันเดี๋ยวนี้ หรือจะให้เราติดคุกกันทั้งหมด คราวนี้ทำเกินไปแล้วทำให้ครอบครัวเรามีมลทิน คาดคั้นว่าให้บอกมาว่าเอาสร้อยไปไว้ที่ไหนไม่อย่างนั้นจะตีเดี๋ยวนี้

    “ธวัช พอแล้ว อย่าทำน้อง แม่เป็นคนบอกให้น้องทำเอง ยายรุขโมยสร้อยมาให้แม่ น้องพยายามช่วยแม่ ถ้าไม่ทำแบบนี้แม่อาจจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วก็ได้ พวกมาเฟียมันมาจัดการแม่ไปแล้ว จะว่าไปก็เพราะแกนั่นแหละ ถ้าแกหาเงิน 10 ล้านมาให้แม่ได้ แม่คงไม่ต้องไปกู้พวกมัน เรื่องนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น แกคนเดียวที่อยากเป็นคนดีจนทำให้พวกเราต้องลำบาก แกมันลูกอกตัญญู ทำให้แม่เกือบตาย คงสะใจแกแล้วล่ะสิ!”

    ธวัชรู้ความจริงก็ยิ่งหมดแรง...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"
    23 ต.ค. 2564

    05:50 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 08:50 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์