ข่าว

วิดีโอ



บุษบาเร่ฝัน

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า - โรคแมนติก - คอมมาดี้

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ศักดิ์ชาย เกียรติปัญญาโอภาส

กำกับการแสดงโดย: ตระกูล อรุณสวัสดิ์

ผลิตโดย: บริษัท ชลลัมพี โปรดั๊กชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: วฤษฎิ์ ศิริสันธนะ, ราศรี บาเล็นซิเอก้า

อัลบั้ม: "ไม้-วฤษฐิ์" ประกบ "มาร์กี้ ราศรี" ในละครคอมมาดี้ "บุษบาเร่ฝัน"

ซุ่ยฟังแม่แก้วแล้วนิ่งคิด แย้งว่า แล้วต้องทำยังไงถ้าไม่หา ไม่อยาก จะเป็นไปได้ยังไง

“แม่ว่าความอยากเป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิตนะ แม่ก็ยังอยากนั่นอยากนี่อยู่เลย แต่คนเราทุกคน ไม่มีทางได้ทุกอย่างที่อยากได้หรอก”

“หนูไม่ได้อยากทุกอย่างซะหน่อย หนูแค่อยากได้ของที่สมควรเป็นของหนูกลับมา” แม่แก้วถามว่าอยากให้กลับมา?หมายความว่าของนั้นเคยเป็นของหนูใช่ไหม แล้วทำไมหนูถึงเสียมันไปล่ะ ซุ่ยอึ้งกับคำถามจี้ใจดำนี้ ตอบไม่เต็มปากเต็มคำว่า

“เพราะ...หนูเคย...เกลียดมัน ไม่ชอบมัน ไม่อยากจะมีมัน ไม่อยากจะเป็นมัน หนูพยายามจะหนีจากมัน”

“ก็แสดงว่าหนูทำสำเร็จแล้ว เวลานี้หนูไม่มีสิ่งนั้นอีกแล้ว” แม่แก้วโล่งใจ แต่แล้วก็ขรึมเครียดเมื่อซุ่ยบอกว่า

“ใช่ค่ะ แต่หนูเพิ่งรู้ว่าหนูคิดผิด หนูเสียมันไป ทั้งหมด หนูพยายามทำทุกอย่างที่จะทวงมันกลับคืนมา แต่สุดท้ายหนูก็ไม่มีทางได้” ซุ่ยเสียงเครือเมื่อนึกถึงความจริงที่เจ็บปวด

“ถ้าอย่างนั้น หนูก็ลองมองดูซิ ว่าตอนนี้หนูมีอะไรบ้างที่เป็นของหนู มีอะไรที่ดีพอบ้างไหม หรือหนูก็เกลียด หนูก็ไม่ชอบ หนูก็ไม่พอใจทุกสิ่งทุกอย่างอีกแล้ว ไม่มีอะไรดีพอสำหรับหนูเลยสักอย่าง”

ซุ่ยชะงัก บอกว่าแม่แก้วพูดเหมือนใครสักคนที่ตนรู้จัก เขาบอกให้ตนใช้สติ ให้ชื่นชมกับสิ่งที่มีอยู่แล้วจะมีความสุข แม่แก้วบอกว่า เขาแนะนำถูกแล้ว เพราะอะไรที่เรา ‘เคย’ มี มันก็เป็นอดีตไปแล้ว เวลานี้มันไม่มีอีกแล้ว อะไรที่เรา ‘อยากได้’ แปลว่ามันก็เป็นอนาคต เพราะเวลานี้ยังไม่มี ถามว่า “ทำไมหนูไม่มองดูปัจจุบันล่ะ ขณะนี้เลย ว่าเวลานี้มีอะไรอยู่บ้าง...”

ซุ่ยฟังแม่แก้ว คิดตาม ถามว่า “แล้วก็มีความสุข กับมัน...น่ะเหรอคะ”

ooooooo

วันรุ่งขึ้น ซุ่ยไปที่บ้านตัวเอง คิดว่าปัจจุบันตนคือกอหญ้า แล้วตนจะมีความสุขได้ยังไงล่ะ? เดินเข้าไปเห็นกอหญ้าหลับอยู่ที่โซฟา กอหญ้ารู้สึกตัวลืมตาเห็นซุ่ยก็ถามงงๆว่า

“กอหญ้า นี่ฉันเผลอหลับไปอีกแล้วเหรอนี่”

ซุ่ยถามสิ่งที่ติดค้างคาใจอยู่ว่า เธอมีความสุขหรือเปล่า เป็นคนป่วยที่วันๆเอาแต่นอน หลับไปก็ไม่เห็น จะมีอะไร หลับแล้วก็ไม่รู้จะตื่นมาไหม ขนาดนี้แล้วเธอมีความสุขหรือเปล่า กอหญ้าบอกว่าตนมีความสุข เพราะมีแม่ มีม่า มีหลิว มีเฮียป้องและมีเธอที่รักและเป็นห่วงตน ซุ่ยถามว่าแล้วถ้าเธอไม่มีล่ะ? ถ้าเธอมีแค่แม่แก้วที่เป็นคนรับใช้ พ่อที่เป็นคนขับรถและตายไปแล้ว เธอต้องอาศัยอยู่ในบ้านเจ้านายไม่มีอะไรเป็นของตัวเองสักอย่าง เธอจะมีความสุขอยู่อีกไหม?

กอหญ้าในร่างซุ่ยมองซุ่ยงงๆ ถามว่าเธอพูดถึงชีวิตใคร ทำไมคุ้นๆ ซุ่ยบอกว่าแค่สมมติ กอหญ้าถามว่า งั้นขอถามว่าแม่รักตนไหม เจ้านายดีกับตนหรือเปล่า และตนมีศัตรูหรือไม่

ซุ่ยบอกว่าแม่รักเธอมากที่สุด เจ้านายก็เอ็นดูเธอเหมือนลูกหลาน และเธอก็ไม่มีศัตรู กอหญ้าย้อนถามว่า

“แล้วทำไมฉันจะไม่มีความสุขล่ะ แม่ก็รัก เจ้านายก็ดีกับฉัน ศัตรูก็ไม่มี ชีวิตดีจะตาย อะไรที่มันขาดก็อย่าไปมองมันสิ มันเป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้นี่นา เลือกมองในสิ่งที่มีดีกว่า” กอหญ้าพูดสบายๆ ในขณะที่ซุ่ยอึ้ง พึมพำว่า...

“สมแล้วที่เป็นลูกแม่แก้ว ไม่ว่ายังไง กอหญ้าก็มีความสุขสินะ”

ไม่ทันที่ซุ่ยจะพูดอะไรต่อ หลิวก็ส่งเสียงตื่นเต้นเข้ามาก่อนตัวว่า เจ๊ซุ่ย มีข่าวดีมาบอกให้ทายซิว่าเรื่องอะไร ม่าตามมาชิงบอกเสียก่อนว่าพระท่านให้ฤกษ์แต่งงานมาแล้ว หลิวหน้าคว่ำหันไปต่อว่าม่า ว่ามาตัดหน้าหลิวทำไม

ซุ่ยช็อกพึมพำว่าฤกษ์แต่งงานหรือ แม่บอกว่าตกลงเป็นวันที่ 15 เดือนหน้า ถามกอหญ้าว่าพร้อมไหม กอหญ้า ถามว่าไม่เร็วไปใช่ไหม ป้องปกแทรกว่าช้าไปด้วยซ้ำ กอหญ้าถามซุ่ยว่าวันแต่งงานของตนมาได้ใช่ไหม ซุ่ยจุก พูดไม่ออก เหลือบมองป้องปก แต่เขาดีใจมัวแต่มองกอหญ้าไม่สนใจซุ่ยเลย

เมื่อได้ฤกษ์มาแล้ว แม่กับม่าก็ลงมือขัดผิวประทินโฉมว่าที่เจ้าสาวกันอย่างมีความสุข ซุ่ยมองดูแล้วเศร้ารู้สึกว่าทุกคนมีความสุขกันมาก มีความสุขโดยไม่ต้องมีตน ตัดสินใจขอตัวกลับ คว้ากระเป๋าไม่ระวังกระเป๋าหล่นของในกระเป๋าหก ป้องปกช่วยเก็บ เจอกระดาษพับรูปคิงคอง ทั้งซุ่ยและป้องปกเอื้อมมือหยิบพร้อมกัน แต่ป้องปก หยิบได้ก่อน ซุ่ยจะแย่ง ป้องปกก้มดูรูปคิงคอง เห็นข้อความเขียนว่า “ขอโทษที่ไม่เคยบอกว่ารักเฮียป้อง”

ป้องปกมองหน้าซุ่ยฟึ่บ สงสัยว่าของนี้มาอยู่ที่ซุ่ยได้ยังไง! ถามว่าคิงคองตัวนี้ใครพับ พอซุ่ยในร่างกอหญ้าบอกว่าซุ่ยพับ เขาถามเสียงแข็งว่าทำไมมาอยู่ที่เธอ ซุ่ยไม่ตอบแต่ถามว่าเห็นที่เขียนไว้แล้วใช่ไหม งั้นก็รู้แล้วว่าตน...แล้วซุ่ยก็พูดไม่ออก ป้องปกถามว่าเธอไม่อยากให้ตนรู้ความรู้สึกของซุ่ยใช่ไหมถึงได้เก็บรูปนี้ไว้ ยิ่งพูดยิ่งโมโห ถามว่า

“ผมไม่เข้าใจคุณจริงๆ บางทีคุณก็เหมือนเป็นเพื่อนที่ดีของซุ่ย คอยช่วยดูแลซุ่ย แต่คุณก็ซ่อนกระดาษที่ซุ่ยเขียนให้ผมเอาไว้ ตกลงคุณเป็นคนแบบไหนกันแน่ กอหญ้า!” ซุ่ยบอกว่าเขาคิดว่าตนเป็นคนแบบไหนก็แบบนั้นแหละ “ถ้าคุณไม่หยุดประชดแล้วอธิบายมาดีๆ พูดกันไปทั้งวันก็ไม่เข้าใจกันหรอก”

“แล้วคุณเคยเข้าใจฉันเหรอ ฉันพยายามอธิบายให้คุณฟัง แต่คุณก็ไม่เคยเชื่อ...บนกระดาษน่ะ ไม่ใช่ความรู้สึกของซุ่ยที่อยู่ในบ้านหรอก แต่มันเป็นของฉัน เป็นของซุ่ยที่อยู่ตรงหน้าคุณต่างหาก!”

ซุ่ยยิ่งชี้แจงป้องปกก็ยิ่งไม่เชื่อ เดินหนีไปไม่อยากฟัง ซุ่ยวิ่งตาม เขาพูดอย่างหมดความอดทนว่าเลิกพูดเรื่องไร้สาระและเพ้อเจ้อแบบนี้เสียทีเถอะ ซุ่ยโต้ว่าตนพูดความจริงเขาก็เดินหนี ป้องปกหันมาจ้องพูดเน้นว่าเรื่องที่เธอพูดมันเป็นไปไม่ได้

“แต่มันเป็นไปแล้ว แล้วมันก็คือคำตอบทั้งหมดที่เฮียป้องสงสัย ฉันคือซุ่ย ที่อยู่ในร่างคนอื่น ไม่ใช่แค่กอหญ้า แต่โรส หรือแวนด้า ฉันก็เป็นมาหมดแล้ว เฮียป้องลองนึกดีๆสิ เฮียป้องเคยรู้สึกว่าโรสหรือแวนด้ามีบางอย่างที่คล้ายซุ่ยมากๆน่ะ ถึงจะเหลือเชื่อยังไง แต่ซุ่ยคือซุ่ยจริงๆ! แล้วก็เป็นซุ่ยที่รู้ใจตัวเองด้วยว่ารู้สึกยังไงกับเฮียป้อง”

“นี่คุณชอบผมหรือ” ซุ่ยมองเขาเต็มตาพยักหน้าช้าๆ “ผมขอร้อง...เลิกเถอะนะกอหญ้า ต่อให้คุณจะยืนยันยังไงว่าคุณคือซุ่ย ผมก็ไม่มีทางชอบคุณ เพราะซุ่ยมีแค่คนเดียว แล้วผมก็เชื่อสิ่งที่ผมเห็น”

ซุ่ยถามว่าเชื่อสิ่งที่เห็นหรือ ชอบซุ่ยที่เรียบร้อยอ่อนหวานนิสัยดีที่อยู่ในบ้านขณะนี้มากกว่าซุ่ยที่ชอบทะเลาะกับเฮียป้อง ไม่ใช่ซุ่ยที่รู้จักเมื่อเรียนอยู่ ม.2 คนเก่าใช่ไหม ซุ่ยจับแขนเขาเขย่าเร่งให้ตอบ

“พอทีเถอะกอหญ้า ยังไงคุณก็คือกอหญ้า เลิกพยายามเป็นคนอื่นเสียที ตอนนี้ทุกอย่างมันลงตัวดีอยู่แล้ว อย่าทำให้มันยุ่งยากเลย คุณเองที่จะเหนื่อยเปล่าๆ”

น้ำเสียงป้องปกเย็นชาไร้เยื่อใย แม้ซุ่ยจะเจ็บปวด แต่ก็ตระหนักในความจริง บอกตัวเองว่า

“นั่นสินะ ทุกอย่างมันลงตัวดีโดยไม่มีฉันนี่นา...นี่ฉันพยายามทำเพื่ออะไรอยู่เนี่ย??”

ซุ่ยมองป้องปกน้ำตาไหล รีบปาดน้ำตาทิ้งแล้ววิ่งหนีไป ป้องปกเองก็ไม่สบายใจ มองซุ่ยแล้วถอนใจเครียด

ooooooo

วันนี้ชฎาเรียกโรสไปในห้องทำงาน มีรังสิตและน้ำหวานอยู่ด้วย ถามเสียงดังอย่างไม่พอใจมากว่าเธอคิดทรยศเฟลอร์ใช่ไหม กล้าดียังไงถึงได้ทำอย่างนี้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีไม่มีอยู่ในสามัญสำนึกเลยรึไง!

โรสงงว่าชฎาพูดเรื่องอะไร จนเมื่อน้ำหวานบอกว่าเขารู้กันหมดแล้วว่าเธอแอบไปพบมิสเตอร์วิลเลี่ยมบริษัทคู่แข่งมา โรสมองขวับถามรังสิตว่าเขาบอกหรือ รังสิตว่าตนไม่ได้บอก ชฎาไม่สนใจถามโรสว่าเธอได้มาเท่าไรถึงยอมขายความลับทางการตลาดให้บริษัทคู่แข่ง คิดจะแก้แค้นเฟลอร์ด้วยวิธีนี้หรือ ทุเรศจริงๆ!

ทั้งชฎาและน้ำหวานรุมกันเล่นงานโรสโดยมีแก๊งเม้าท์เป็นลูกคู่ คอยสอดแทรกผสมโรงเป็นระยะ ชฎาด่าโรสจนหนำใจแล้วบอกว่านิสัยน่ารังเกียจแบบนี้ใครจะไว้ใจเธออีก จะทำงานร่วมกันต่อไปได้ยังไง

“งั้นก็ไม่ต้องทำค่ะ!!” โรสโพล่งไปอย่างเหลืออด จนทุกคนชะงัก “สรุปเองเออเองเสร็จสรรพแล้วนี่คะ ถ้าโรสมันชั่วร้ายขนาดนั้น ก็ไม่ต้องมาทำงานร่วมกันอีกเลยค่ะ โรส ขอ ลา ออก!” พูดแล้วโรสเดินเชิดออกไปเลย ทุกคนตกใจโดยเฉพาะรังสิตเขาตามมาจับแขนโรสถามว่าทำไมต้องลาออก เธอไม่ได้ทำก็บอกว่าไม่ได้ทำ ทำอย่างนี้ทุกคนยิ่งเข้าใจเธอผิด

“ต่อให้ฉันยืนยันก็ไม่มีใครไว้ใจฉันแล้วล่ะ ทุกคนเชื่อตามที่คุณบอกทั้งนั้นแหละ” รังสิตบอกว่าตนไม่ได้พูด “แล้วเรื่องฉันกับมิสเตอร์วิลเลี่ยมนี่เป็นอุปาทานหมู่รึไง เลิกโกหกหน้าซื่อตาใสทีเถอะคุณรังสิต ถ้าไม่ใช่คุณ ก็ไม่มีคนอื่นแล้วล่ะ”

ที่แท้น้ำหวานเป็นคนคาบข่าวนี้มาเป่าหูชฎา!

รังสิตขอร้องโรสอย่าผลุนผลัน ลาออกแล้วจะทำอะไร วิลเลี่ยมก็ไม่รับเธอแล้ว โรสบอกว่าไปกวนครีมขายเองทางเฟซบุ๊กก็ได้ รังสิตถามว่าเพราะตนใช่ไหม เตือนสติว่า เธอเกลียดเขาอย่างไรก็ไม่ควรทำลายอนาคตตัวเองอย่างนี้

“อย่ากังวลเลยค่ะคุณรังสิต คุณไม่สำคัญขนาดนั้นหรอก” โรสสะบัดมือออกผละไปอย่างไร้เยื่อใย

ooooooo

โรสเดินออกมาเห็นแก๊งเม้าท์สุมหัวนินทากันอยู่ ถามอย่างทนไม่ไหวว่าทำไมชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นมันสนุกมากรึไง แก๊งเม้าท์รีบหลบไปอยู่หลังชฎา โรสตามมาถามชฎาว่า

“ทำไมคนที่วันๆ ไม่เห็นทำอะไรนอกจากนินทาคนอื่น ถึงยังทำงานที่นี่อยู่ได้ เพราะโรสขยันมากไปใช่ไหมคะมันเลยสังเกตง่าย ทำผิดขึ้นมามันเลยเห็นชัดกว่าคนอื่นที่อยู่เงียบๆ ไม่เสนอความคิด ไม่สร้างผลงาน มาตอกบัตรแล้วรอเวลากลับบ้านใช่ไหม ถึงจะทำงานที่นี่ได้นานน่ะ ระบบการทำงานของเฟลอร์ไทยแลนด์เป็นอย่างนี้เองสินะ” ชฎาอึ้งเถียงไม่ทัน โรสยกมือไหว้ลาแข็งๆ “ขอบคุณที่ให้บทเรียนแก่โรสนะคะคุณชฎา... โรสลาล่ะค่ะ”

ชฎาตั้งหลักได้ไม่ยอมโดนด่าฝ่ายเดียวตามไปเรียกโรสให้กลับมา น้ำหวานดึงแขนไว้บอกว่าปล่อยคนทรยศไปเถอะ จะตามไปอีกทำไม รังสิตขัดขึ้นอย่างไม่พอใจว่า

“โรสไม่ได้ทรยศอะไรทั้งนั้น มิสเตอร์วิลเลี่ยมพยายามซื้อตัวโรสให้ไปทำงานด้วย แต่โรสก็ไม่ได้ไป โรสไม่ได้คิดจะแก้แค้น ไม่ได้ขายความลับของบริษัทเราให้คู่แข่ง โรสไม่ได้หักหลังเฟลอร์ เข้าใจตรงกันนะครับ”

รังสิตเดินตามโรสไป ชฎาอึ้ง หันมองน้ำหวานทำนองว่ามันยังไงกันแน่ น้ำหวานตกใจแก๊งเม้าท์ก็เหวอตามกัน

รังสิตตามทันโรสแต่ถูกเธอปิดประตูรถล็อกแล้วขับพรืดออกไป เขายืนมองตามรถไปอย่างหงุดหงิดที่ทุกอย่างแย่ไปกว่าเดิม

ooooooo

ป้องปกฟังซุ่ยพูดเรื่องในอดีตแล้วคิดหนัก เขาถือกระดาษพับรูปคิงคองไปนั่งคิดในสวน แต่ก็ปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้ พอดีคมน์ที่ผิดหวังจากแวนด้ามานั่งกระแทกลงข้างๆ บ่นว่าทำไมผู้หญิงเข้าใจยากจริงๆ

ป้องปกหันมองสงสัยว่าคมน์มาได้ไง แต่คมน์ไม่สนใจอะไรพล่ามแต่เรื่องของตัวเองว่า ตนให้อภัยก็แล้ว ตามง้อก็แล้ว ทำไมแวนด้าไม่ยอมคืนดีด้วย เหลือบเห็นกระดาษพับรูปคิงคองในมือป้องปกถามว่ากระดาษอะไร ป้องปกตัดบทว่ากระดาษที่ซุ่ยพับไว้ไม่มีอะไร แต่ถามคมน์อย่างติดข้องคาใจว่าเขาเชื่อเรื่องสลับวิญญาณไหม

คมน์บอกว่าแบบละครที่สองคนสลับร่างกันนะหรือ ป้องปกถามว่ามันไม่มีทางเป็นจริงใช่ไหม? คมน์บอกว่าละครก็สะท้อนมาจากชีวิตจริง ป้องปกถามทันทีว่าเขาเชื่อว่าคนเราสลับร่างได้ใช่ไหม

“ฉันเชื่อว่าอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น สิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ใช่ว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นเว้ย อย่างความรักที่ฉันมีให้แวนด้าก็อธิบายด้วยเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม แต่ฉันก็รักไปแล้ว แล้วทำไมแวนด้าถึงไม่คืนดีกับฉันสักทีวะ”

คมน์วกมาพูดเรื่องของตัวเองที่ยังแก้ไม่ได้ ก็พอดีกอหญ้าถือถาดผลไม้ปอกมาให้ คมน์บอกว่าอยากได้น้ำใบบัวบกมากกว่าเพราะกำลังช้ำ กอหญ้าในร่างซุ่ยไม่ได้คิดอะไร ปลอบใจอย่างอ่อนหวานตามประสาว่า

“โอ๋...อย่าเสียใจไปนะคะ กินผลไม้ค่ะ เย็นชื่นใจเผื่อจะสบายใจขึ้นนะคะ”

ความอ่อนหวานของกอหญ้าทำให้ป้องปกคิดถึงคำพูดของซุ่ยที่ว่าเขาชอบซุ่ยที่เรียบร้อยอ่อนหวานนิสัยดีไม่ใช่ซุ่ยคนเก่าใช่ไหม คิดแล้วก็ถามตัวเองว่า “คนเก่าคนใหม่ มันก็คนเดียวกันไม่ใช่หรือไง?” แต่ก็อดมองกอหญ้าอย่างสังเกตไม่ได้

ซุ่ยเองเมื่อกลับไปถึงบ้านคุณหยกแล้วคิดถึงคำพูดของป้องปกเมื่อตนพยายามบอกเรื่องตนคือซุ่ยตัวจริงว่า “อย่าทำให้มันยุ่งยากเลย คุณเองที่จะเหนื่อยเปล่าๆ”และ “ตอนนี้ทุกอย่างมันลงตัวดีอยู่แล้ว” กอปรกับความจริงที่เห็นทุกคนรักและดูแลกอหญ้าในร่างตนอย่างดี ซุ่ยพึมพำกับตัวเองปลงๆว่า “ฉันจะดิ้นรนกลับไปเป็นซุ่ยทำไมในเมื่อตอนนี้ใครๆก็มีความสุขกันดี” และคิดถึงการตอกย้ำของป้องปกที่ว่าเลิกพยายามเป็นคนอื่นเสียที ยังไงเธอก็คือกอหญ้า ซุ่ยก็ตอกย้ำกับตัวเองว่า “ตอนนี้ ฉันคือกอหญ้า”

ooooooo

ขณะซุ่ยเริ่มหวั่นไหวกับความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนกลับไปได้เหมือนเดิมและทำใจที่จะเป็นกอหญ้านั้น ความคิดก็สั่นคลอนยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินแม่ นายชุ่มและคุณหยก ปรารภกันอย่างเข้าใจไม่ได้ที่ซุ่ยจะไม่ไปเรียน

แม่แก้วบอกคุณหยกและนายชุ่มว่ากอหญ้าคงเลือกแล้วล่ะว่าความสุขของตัวเองคืออะไร ชีวิตของกอหญ้า ก็ต้องให้กอหญ้าตัดสินใจ ซุ่ยสะกิดใจว่าความสุขของกอหญ้าไม่ใช่ซุ่ย แต่ตอนนี้ตนคือกอหญ้าไม่ใช่ซุ่ย ตัดสินใจฉับพลันก้าวออกไปบอกทุกคนว่า

“กอหญ้าจะไปเรียนต่อค่ะ”

แม่แก้ว นายชุ่ม และคุณหยกหันมองซุ่ยทั้งตกใจ แปลกใจ และดีใจระคนกัน แม่แก้วพาซุ่ยไปคุยกันตามลำพัง ถามว่าทำไมอยู่ๆมาเปลี่ยนใจ

“หนูคงเพิ่งคิดได้มังคะว่าเหนื่อยเปล่าที่จะปฏิเสธความจริง ในเมื่อตอนนี้หนูเป็นกอหญ้า การไปเรียนต่อคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน” แม่แก้วถามว่าไม่ได้ไปเพราะหนีปัญหาใช่ไหม “หนูว่า นี่เป็นครั้งแรกเลยนะคะ ที่หนูยอมรับปัญหาแล้วเผชิญหน้ากับมันอย่างกล้าหาญ”

แม่แก้วงุนงง มองซุ่ยอย่างไม่เข้าใจ ซุ่ยกุมมือแม่แก้วไว้ พยายามพูดให้แม่แก้วเข้าใจและเชื่อว่า

“ก็ตอนนี้ หนูคือกอหญ้า ลูกสาวของแม่แก้วไงคะ หนูก็ควรมีความสุขกับปัจจุบันอย่างที่แม่แก้วบอก หนูควรเป็นกอหญ้าให้ดีที่สุด”

แม่แก้วพาซุ่ยกลับเข้ามาในห้อง คุณหยกและนายชุ่มต่างแสดงความยินดีที่กอหญ้าจะไปเรียนต่อ เรียนสูงๆ แม่แก้วจะได้สบาย

“หลังจากนี้ก็รีบเตรียมตัวเลยนะ กำหนดเดินทางวันที่ 15 เดือนหน้าแล้ว” ซุ่ยตกใจถามว่าวันที่ 15 หรือ แม่แก้วถามว่าทำไมต้องตกใจขนาดนั้น นายชุ่มก็ว่าเหลือเวลาอีกตั้งสามอาทิตย์ ทันอยู่แล้ว

“วันที่ 15 เดือนหน้า...วันแต่งงานของเฮียป้องกับซุ่ยนี่นา” ซุ่ยคิดหนักว่าจะทำอย่างไรดี

ooooooo

นับแต่ป้องปกโต้เถียงกับซุ่ยจนซุ่ยร้องไห้วิ่งหนีกลับไป และคมน์พูดเรื่องสลับร่างว่าสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ใช่ว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น ทำให้ป้องปกเริ่มให้ความสนใจ ดังนั้น เขาจึงสังเกตพฤติกรรมของกอหญ้า...

เย็นนี้ เมื่อกินข้าวเสร็จกอหญ้าไปล้างชามในครัว ป้องปกเห็นเธอล้างอย่างถูกวิธีและมีความสุข ผิดกับซุ่ยที่เวลาล้างเอาทั้งจานชามกระทะแก้วน้ำปนกับเขละไปหมด เวลาล้างก็เสียงดังช้งเช้งโครมครามน้ำกระเด็นเลอะเทอะ

เวลาทำสวน กอหญ้าก็รดน้ำพรวนดินอย่างตั้งอก ตั้งใจไม่กลัวเปียกไม่กลัวเปื้อน แต่ซุ่ยหยิบหย่ง รังเกียจ กลัวเปื้อน แม้แต่สะระแหน่ที่ปลูกไว้กอหญ้าก็ชมว่าหอม แต่ซุ่ยหน้าเบ้ว่าเหม็น

ป้องปกสังเกตพฤติกรรมแล้วยิ่งเห็นความแตกต่าง

เมื่อซุ่ยตัดสินใจจะไปเรียนแล้ว ก็สนใจเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น แม้แต่เวลาทำงานบ้านเห็นในทีวีสอนภาษาอังกฤษก็หยุดฟังและฝึกพูด แม่แก้วเห็นความตั้งใจของลูกแล้วก็ยิ้มดีใจ

เวลาผ่านไปเร็วมาก เผลอแผล็บเดียววันที่ 13 แล้ว ซุ่ยดูปฏิทินแล้วเครียด คิดทำอะไรบางอย่าง...

รุ่งขึ้น ซุ่ยไปที่บ้าน ยืนมองบ้านเหมือนจะพยายามจำทุกอย่างไว้ให้ติดตา คิดว่าอีกนานกว่าจะได้กลับมาหรืออาจจะเห็นเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้...

หลิวเห็นซุ่ยมาก็ดีใจ วิ่งนำแม่กับม่าออกมารับ ซุ่ยในร่างกอหญ้าสวัสดีแม่กับม่า ผู้ใหญ่ทั้งสองทักว่าหายไปนานเลย มาหาซุ่ยหรือเรียกให้เข้าบ้าน ซุ่ยบอกว่าตนตั้งใจมาหาทุกคน จะมาลา...

ป้องปกได้ยินถามว่าจะลาไปไหน เมื่อเข้าไปนั่งคุยในบ้าน ซุ่ยบอกว่าจะมาลาไปเรียนต่อ หลิวบ่นทันทีว่าก็ไม่ได้มางานแต่งเจ๊ซุ่ยกับเฮียป้องสิ ม่าบ่นเสียดายเพราะกะจะให้เป็นเพื่อนเจ้าสาว

“งั้นเย็นนี้อยู่ทานข้าวกับเรานะกอหญ้า ถือเป็นการเลี้ยงส่ง” แม่ชวน ซุ่ยทำท่าจะปฏิเสธ แต่หลิวกับม่าคะยั้นคะยอจนซุ่ยรับคำ แล้วแม่ ม่า และหลิวก็พากันเข้าครัวเพื่อแสดงฝีมือทำอาหารเลี้ยงส่งซุ่ย

เมื่ออยู่กันสองคน ป้องปกจับสังเกตซุ่ย แล้วจู่ๆ ก็ถามว่าที่จะไปเรียนต่อไม่ใช่เพราะจะหนีใครใช่ไหม ถามแล้วเดินเข้าใกล้จ้องหน้าถามว่า “แล้วเรื่องที่คุณพูดวันนั้น...เรื่องที่คุณเป็นซุ่ย”

ซุ่ยแอบดีใจคิดว่าเขาจะเชื่อที่ตนพูดเมื่อเย็นวาน แต่แล้วกอหญ้าก็เดินงัวเงียมาขัดจังหวะถามว่าพูดถึงซุ่ยกันหรือแล้วหาวหวอดๆ ไม่ได้สนใจอะไร

ooooooo

ที่โต๊ะอาหาร...กอหญ้าแสดงความยินดีที่ซุ่ยจะไปเรียนต่อ บอกว่าถ้าตนมีโอกาสก็อยากไปเหมือนกัน หลิวขัดคอว่าอย่างเจ๊ซุ่ยหรือจะไปเรียนต่อภาษาเจ๊กากมากเลยขืนไปต้องอดตายแน่ ซุ่ยสำลักพรวดหลิวทักว่าใครนินทาพี่กอหญ้าหรือ

บนโต๊ะอาหาร ป้องปกสังเกตได้อีกว่า เขาตักผักให้กอหญ้าเธอถามว่าผักอีกแล้วหรือ หลิวแซวว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน เจ๊ซุ่ยต้องโวยวายหรือไม่ก็ด่าเปิงแล้ว

กอหญ้าถามงงๆว่าเมื่อก่อนตนเป็นอย่างนั้นจริงหรือ ม่าบอกว่าจริง เฮียป้องพูดอะไรก็เถียงตลอด เถียงจนบ้านแทบแตก ทะเลาะกันประจำ แม่บอกว่าเถียงแทบทุกเรื่อง ยกตัวอย่างตอนที่จะซื้อรถคันใหม่ ถามป้องปกว่าใช่ไหม

“ตอนนั้นซุ่ยอยากได้รถป้ายแดง พี่เลยแนะว่าให้ผ่อนมือสอง”

“ตอนนั้นเรางอนตุ๊บป่อง เด็ดต้นเฮียป้องจนแทบจะโกร๋นเลยล่ะ” แม่บรรยาย ซุ่ยลืมตัวเถียงทันทีว่า

“นั่นซุ่ยไม่ได้ดื้อจะเอารถป้ายแดงสักหน่อย แค่ไม่เห็นด้วยที่เฮียป้องจะมาบังคับให้ซื้อรถกระบะต่างหาก”

ทุกคนเงียบกริบ มองซุ่ยอย่างแปลกใจมาก โดยเฉพาะป้องปกจับตามองตลอด ซุ่ยรู้สึกตัวรีบแก้ว่า ซุ่ยเคยเล่าให้ฟัง กอหญ้ามองเหวอๆ ถามว่าตนเคยเล่าหรือ นึกไม่ออกเลยว่าเคยทะเลาะกับเฮียป้องเรื่องรถป้ายแดง

“แหม...ซุ่ย เธอก็ขี้ลืม ยังไม่แก่เลย” ซุ่ยหยอกกลบเกลื่อนแล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “แกงส้มชะอมนี่อร่อยจัง ฝีมือม่าใช่ไหมคะ เนี่ย หนูขอเหมาหมดชามเลยนะคะ” ซุ่ยทำท่าอร่อยกับการกิน แม่กับม่าไม่คิดอะไร แต่ป้องปกมองไม่วางตา

กินข้าวเสร็จ ป้องปกเข้าครัวล้างจาน พอออกมาถามหากอหญ้า แม่บอกกลับไปแล้ว ม่าบ่นไม่รู้กลับยังไงมืดแล้วด้วย ป้องปกมองไปที่กอหญ้าเห็นกำลังขะมัก เขม้นกับการสอนการบ้านหลิว ทำให้อดคิดอีกไม่ได้ว่า เมื่อก่อนหลิวถามการบ้าน ซุ่ยก็โยนมาให้ตนสอนแล้วตัวเองก็เดินกดเกมเล่นอย่างเมามัน

เมื่อม่ากับแม่บอกว่าซุ่ยกลับไปแล้ว และกอหญ้าก็กำลังสอนการบ้านหลิว ป้องปกจึงเลี่ยงไปเดินดูสวน เจอซุ่ยไปคุยกับต้นลั่นทมเหมือนบอกลา พอหันกลับมาก็ตกใจเมื่อเห็นเขายืนมองอยู่

“คุณคุยอะไรกับต้นลั่นทม” ป้องปกถาม ซุ่ยทำไขสือถามว่า ใคร? ไม่มี้...ไม่มี ตนแค่ยืนมองเห็นดอกมันสวยดีแล้วผลุนผลันกลับ ป้องปกถามว่า ทำไมต้องบอกว่าตัวเองเป็นซุ่ย ซุ่ยสวนทันทีว่าตนไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว พลางเดินเลี่ยงไป ป้องปกก้าวไปขวางไว้ พูดจริงจังว่า “ผมไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับ หรือเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่คุณกำลังทำให้ผมสับสน”

ซุ่ยถามว่าเขากำลังจะแต่งงาน สับสนตอนนี้ไม่สายไปหรือ เขาถามว่าก็ถ้าเธอเป็นซุ่ยล่ะ?

“ฉันคือกอหญ้าค่ะ” ซุ่ยสวนทันควัน บอกว่าเวลานี้ทุกอย่างลงตัวมีความสุขดีอยู่แล้ว จบแบบนี้แฮปปี้ที่สุดแล้ว ป้องปกบอกว่าตนยังรู้สึกว่ามันไม่ใช่ “ลืมเรื่องเพ้อเจ้อที่ฉันเคยพูดเถอะนะ ยังไงฉันก็ไม่ใช่ซุ่ยแล้ว ขอให้คุณโชคดีนะคะคุณป้องปก ฉันไปล่ะ” ซุ่ยรีบไปทันที

จังหวะนั้นลมพัดมาวูบหนึ่ง มีบางอย่างปลิวมาถูกหน้าเขา ป้องปกคว้าไว้ มันเป็นกระดาษพับรูปคิงคอง ที่ผูกไว้กับกิ่งลั่นทม เขารีบพลิกดู ถึงกับอึ้งเมื่อเห็นข้อความเขียนไว้ว่า

“ลาก่อนนะเฮียป้อง”

ooooooo

วันนี้เป็นวันแต่งงานแล้ว ทุกคนตื่นเต้นมาก แวนด้ามาเป็นช่างแต่งหน้าแต่งผมให้ โรสที่มาอยู่ก่อนแล้วก็เข้ามาถามว่า “อันนี้หรือเปล่าซุ่ย เทียร่าดอกไม้ที่เธอต้องใช้”

“ใช่อันนี้แหละที่ซุ่ยกับหลิวช่วยกันทำเมื่อวาน”

โรสเจอกับแวนด้าต่างรู้สึกอึดอัด แวนด้าเป็นฝ่ายเอ่ยขอโทษขึ้นก่อน โรสถามว่าเรื่องอะไร แวนด้าบอกว่าเรื่องตนกับรังสิต ตนทำไปเพราะอยากลองท้าทายรังสิตที่เป็นดาวเด่นของที่นี่ดู แต่รังสิตทำเหมือนตนคือทิชชู ใช้เสร็จก็ทิ้ง โรสติงว่าเธอดูถูกตัวเองเกินไป แวนด้าสารภาพว่าตนคิดผิด ขอโทษและให้อภัยตนด้วย ตนขอเพียงเท่านี้จะได้ไหม

“ฉันอาจจะพูดว่าให้อภัยเธอได้นะแวนด้า แต่คงไม่มีทางรู้สึกเหมือนเดิม” โรสเอ่ยเรียบๆ พลันเสียงกอหญ้าก็ดังขึ้น

“ชีวิตมันสั้นนะคะ เวลาที่เราตื่นมันสั้นมาก วันๆนึงซุ่ยเสียเวลาไปกับการนอนเยอะมากเลย มากจนรู้ว่าเวลาที่ตื่นอยู่น่ะมีค่าแค่ไหน...เรื่องไม่ดีเก็บไว้ก็มีแต่หนักใจ ปล่อยมันทิ้งไปเสียบ้างจะได้เบาลงนะคะคุณโรส”

กอหญ้ายิ้มให้โรสแล้วยิ้มให้แวนด้า โรสนิ่งคิด ครู่หนึ่งก็ถอนใจแล้วยิ้มออกมา เป็นยิ้มที่อ่อนโยน จริงใจ

เช้านี้ป้องปกลุกขึ้นจากเตียงเพลียๆเพราะเมื่อคืนคิดมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน คมน์มาแต่เช้าถามว่านั่งถอนใจอย่างกับโดนบังคับให้สละโสด แซวว่าเสียดายความโสดหรือ ป้องปกตอบนิ่งๆว่า

“ถ้าได้อยู่กับคนที่รักจะเสียดายทำไม กลัวแต่มันไม่ใช่”

“อะไรของมันวะ” คมน์งง ป้องปกไม่ตอบ แต่มองตัวเองในกระจกเครียด

แต่ไม่ว่าจะเครียดและสับสนอย่างไร งานแต่งงานก็ผ่านไปด้วยดี ท่ามกลางความยินดีของทุกคน

ooooooo

ถึงวันเดินทางไปเรียนต่อแล้ว ซุ่ยกราบลาแม่แก้ว คุณหยก และนายชุ่มแล้วเดินไปขึ้นรถ แม่แก้วบอกว่ามีอะไรก็เล่าให้แม่ฟังอย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียว แล้วเร่งให้รีบไปเดี๋ยวจะตกเครื่อง

ระหว่างนั่งรถไปสนามบิน ซุ่ยใจหาย แต่ปลุกปลอบใจตัวเองว่าเราคือกอหญ้า...เราคือกอหญ้า

งานพิธีแต่งงานเสร็จแล้ว ป้องปกออกมาส่งแขก กอหญ้าเริ่มหาว ขณะนั้นแวนด้ามาขอลากลับ คมน์ถามว่าจะหนีตนไปไหน แวนด้าบอกว่าจะไปส่งกอหญ้าที่สนามบิน กอหญ้าในร่างซุ่ยบอกว่าตนก็อยากไปส่ง พูดขำๆว่า

“แปลกไหมคะ ซุ่ยรู้สึกสนิทกับกอหญ้ามาก ยิ่งกว่าเพื่อน กอหญ้ารู้เรื่องซุ่ยดีกว่าตัวซุ่ยเองเสียอีก อย่างเรื่องพับกระดาษ ก็ได้กอหญ้านี่แหละที่มาคอยชวนให้พับ ซุ่ยถึงได้รู้ว่าตัวเองพับได้ตั้งหลายชนิด” ป้องปกถามว่าซุ่ยพับเองทั้งหมดเลยใช่ไหม คิงคองก็พับเองใช่ไหม “ใช่ค่ะ พับยากมากที่สุดเลย คิงคองน่ะ”

ป้องปกถามอีกว่าแล้วข้อความล่ะ เธอถามว่ามีข้อความด้วยหรือ ตนไม่ได้เขียน สงสัยกอหญ้าเขียนให้ ถามว่าเขียนอะไรบ้าง ป้องปกอึ้งเดินออกไปทันที คมน์ตะโกนถามว่าจะไปไหน เบลล่าถามว่าซุ่ยทำไมไม่ตามสามีไปล่ะ

“เราง่วงอ่ะ” กอหญ้าหาวตาปรือทำท่าจะล้ม แก๊งเม้าท์รีบช่วยกันรับไว้เลยไม่ได้ตามป้องปกไป

ป้องปกวิ่งไปที่รถตัวเอง จะเปิดประตูแล้วนึกได้ว่าไม่ได้เอากุญแจมา พอหันกลับก็เจอคนที่วิ่งตามออกมา มีแวนด้าและโรสตามมาด้วย ป้องปกถามคมน์ว่ารถเขาอยู่ไหน คมน์บอกว่าจอดอยู่ปากซอย โรสเสนอว่าไปรถตนไหม ป้องปกเปิดประตูรถขึ้นนั่งทันทีบอกว่า

“ไปสนามบินนะครับ”

ooooooo

ที่สนามบิน...ซุ่ยทั้งสะพายทั้งถือและเข็นกระเป๋าอย่างทุลักทุเล จู่ๆรังสิตก็มาช่วย ซุ่ยนึกว่าเขาจะเดินทางไปไหน เขาบอกว่ามารอส่งเธอ

“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ แล้วก็ขอให้คุณโชคดี เคลียร์ปัญหาทุกอย่างได้ไวๆ”

“ขอบคุณ...ที่หลายๆครั้ง กอหญ้าเป็นเพื่อนที่ให้คำปรึกษาที่ดีกับผม ให้สติ ทำให้ผมเย็นลงแล้วก็คิดอะไรออก”

ซุ่ยบอกรังสิตว่า โรสรักเขา เอาคำพูดของเขาเองมาให้กำลังใจว่า

“อย่าลืม พยายามเลี้ยงบอลไปหน้าโกลให้ได้มากที่สุด เตะสิบลูกมันต้องเข้าสักลูกค่ะ”

“ขอบใจกอหญ้า ทัศนคติที่ดี การมองโลกในแง่ดีของคุณ ทำให้คนรอบข้างคิดอะไรได้หลายอย่าง”

“คุณสมบัติของกอหญ้าของแท้เลยล่ะ ขอบคุณที่คุณช่วยย้ำเตือนนะ ฉันจะพยายามเป็นกอหญ้าที่มองโลกในแง่ดี และมีความหวังเสมอให้ได้”

“ผมก็จะพยายามเอาคุณสมบัติข้อนี้ของกอหญ้ามาใช้นะครับ ผมขอให้คุณเดินทางปลอดภัย เจอแต่คนดีๆ แล้วก็ติดต่อมาบ้างนะครับถ้ามีโอกาส” ทั้งสองจับมือยิ้มให้กัน จากกันด้วยมิตรภาพที่ประทับใจ...

ป้องปกร้อนใจกลัวมาไม่ทันซุ่ย เร่งจนทุกคนเครียดช่วยกันบอกเส้นทางที่คิดว่าจะมาได้เร็วที่สุด เมื่อมาถึงสนามบิน ป้องปกรีบวิ่งไปมองหาซุ่ย เจอรังสิตเดินออกมาพอดี ป้องปกบอกว่าตนมาหาซุ่ยเพราะมีเรื่องต้องคุยกับกับเธอ รังสิตเอาโทรศัพท์ของเขาให้ลองโทร.หาซุ่ยดู แต่โทร.เป็นสิบครั้งก็ไม่รับสายเพราะซุ่ยกำลังเดินอยู่ด้านในของสนามบิน พอหยิบโทรศัพท์ดูเธอรีบโทร.กลับ แต่กลายเป็นป้องปกรับสาย! เขาขอร้องให้ออกมาข้างนอกก่อนได้ไหมตนมีเรื่องจะคุยด้วย

ซุ่ยบอกว่าตนกำลังจะขึ้นเครื่อง ถ้าจะฝากซื้อของก็ให้ไลน์บอกก็แล้วกัน

“เดี๋ยวสิซุ่ย!”

ซุ่ยถามว่าเขาเรียกตนว่าอะไรนะ! ป้องปกบอกว่าเธอคือซุ่ยจริงๆด้วย ซุ่ยถามอย่างไม่ยินดียินร้ายว่าจะมาเชื่ออะไรตอนนี้ เขาบอกว่าก็เธอเป็นคนเขียนข้อความเป็นกระดาษพับรูปคิงคอง

“ฉันเขียนตามที่ซุ่ยเขาบอกต่างหากล่ะ ฉันคือกอหญ้านะ ส่วนซุ่ยก็เพิ่งแต่งงานกับคุณไป จำไม่ได้หรือไง ฉันต้องไปแล้วจริงๆ ลาก่อนนะคะ คุณป้องปก...”

ป้องปกผิดหวังคิดว่าจะไม่ได้เจอซุ่ยอีกแล้ว ส่วนซุ่ยขึ้นเครื่องไปแล้วเธอนั่งร้องไห้เงียบๆ ตั้งสติบอกตัวเองว่า...

“จะร้องไห้ทำไม เธอตัดสินใจถูกแล้วนะ...อยู่กับปัจจุบัน มองโลกในดี คิดในแง่ดีสิ อย่างน้อยครั้งนึง เธอก็ได้เป็นใครก็ได้ที่อยากเป็นนะ...อย่างคุณโรสงี้

ทั้งสวยทั้งเก่ง ถ้าไม่เจอกับตัวก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าเป็นยังไง...คุณโรสไม่ได้เก่งเพราะโชคช่วยหรือจับสลากได้ แต่เพราะคุณโรสทุ่มเทมากๆ อย่างคนที่รู้เป้าหมาย ซึ่งบางครั้งการมุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว ก็ทำให้หลงลืมคนข้างตัวไป...”
แม้ซุ่ยจะพยายามคิดบวกกับประสบการณ์ของตน แต่ความเจ็บปวดลึกๆก็ทำให้น้ำตาไหลอย่างไม่อาจกลั้นได้...

เรื่องราวของโรสทำให้ซุ่ยตระหนักอีกว่า...

“การไปยืนอยู่บนจุดสูงๆ แต่ไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ มันเหงามากเลยนะ หรือวันนึงตกลงมาแล้วไม่มีใครรองรับ มันก็เจ็บสุดๆเลยล่ะ...สวย เก่ง แต่โดดเดี่ยว...ถ้าไม่เจอกับตัว ฉันคงไม่เข้าใจหรอก”

เมื่อเครื่องเริ่มขึ้น ซุ่ยใจเลื่อนลอย คิดถึงอีกคนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตตน...

“หรือจะเป็นผู้หญิงที่ไม่เคยโดดเดี่ยวอย่างแวนด้า แวนด้าโชคดีที่ได้เจอคนที่รักจริงอย่างนายคมน์ นายคมน์ คงพยายามที่จะดูแลแวนด้าจนได้นั่นแหละ ขอให้ครั้งนี้ความรักจะช่วยประคองให้แวนด้ากับคมน์ได้พบกับความสำเร็จ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เคยผิดพลาด จะได้รับโอกาสอีกครั้ง...”

แล้วคนสุดท้ายที่ซุ่ยเคยอิจฉา คือ กอหญ้า... วันนี้เธอคิดได้ว่า...

“จริงๆชีวิตกอหญ้าไม่ได้มีอะไรดีกว่าคนอื่นเลย เป็นลูกคนรับใช้ บ้านก็ไม่มี พ่อก็เสียไปแล้ว แต่กอหญ้าก็ยังน่าอิจฉาอยู่ดี...คงเป็นเพราะกอหญ้าดูมีความสุขตลอดเวลาละมั้ง ไม่ใช่ความสุขเพราะมีมากมาย แต่สุขที่พอใจกับสิ่งที่มี คนที่มีความสุขล้นเหลือขนาดนี้ คงแบ่งปันให้คนที่อยู่ใกล้ชิดได้สบาย รวมทั้ง...เฮียป้อง...”

คิดถึงเฮียป้องแล้วซุ่ยยิ้มเศร้าๆบอกกับตัวเองว่า...

“เฮียป้องแต่งงานกับกอหญ้า...ไม่สิ กับซุ่ยคนนั้นไปแล้ว เฮียป้องต้องมีความสุขมากแน่ๆ”

ซุ่ยปาดน้ำตาให้กับประสบการณ์ในชีวิต หยิบสมุดโน้ตขึ้นมา เขียนตัวโตๆลงไปด้วยลายมือที่มีพลังว่า

“หมดเวลาคิดถึงสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ เมื่ออดีตผ่านไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง สนใจแค่ปัจจุบันดีกว่า... ตอนนี้ฉันคือนางสาวกอหญ้า อนัตตาภา ฉันกำลังจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ฉันคือความหวังของแม่แก้ว คุณหยก และลุงชุ่ม” ซุ่ยเขียนบันทึกความมุ่งมั่น แล้วพูดกับตัวเองว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไป ฉันต้องเป็นกอหญ้าให้ดีให้มีความสุขที่สุด” พลันเครื่องบินก็ตกหลุมอากาศ เสียงเตือนจากห้องนักบินให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัด ฟังประกาศแล้วซุ่ยสะดุดชะงักพึมพำ...

“ตะกี๊...เขาประกาศว่า...กัปตันชื่ออะไรนะ?”

“กัปตันถ้วยทอง” เสียงตอบจากข้างๆ “ไม่เป็นไรนะ หลุมอากาศแค่นี้เรื่องปกติ”

“ด็อกเตอร์ถ้วยทอง!! คุณ...คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ซุ่ยหันมองอุทานตะลึง

“เรื่องเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่เห็นน่ากลัว ชีวิตคนเรามันสั้นนะ ถ้าไม่รับมีความสุขวันนี้ก็ไม่รู้จะไปมีวันไหน ดีใจที่เธอเข้าใจแล้ว”

ทันใดนั้น! เครื่องบินตกหลุมอากาศอีกครั้ง คราวนี้แรงมาก จนซุ่ยกรี๊ดลั่น

ooooooo

สิ้นเสียงกรี๊ด ร่างกอหญ้าที่นอนอยู่บนโซฟาใน ห้องรับแขกบ้านซุ่ยก็กลิ้งตกลงมากองกับพื้นดังโครม!

“เจ๊ซุ่ย!! ไปทำอะไรที่พื้นน่ะ” หลิวตกใจ

กอหญ้าในร่างซุ่ยมองหลิวงงๆถามว่ามาได้ไงเนี่ย และเรียกตนว่าเจ๊ซุ่ยเหรอ หลิวงงมากถามว่าแล้วจะให้เรียกเจ๊ว่าอะไร ซุ่ยมองไปที่กระจก ตกใจเมื่อเห็นซุ่ยนั่งอยู่กับหลิว ถามว่าที่นี่ที่ไหน ชี้ตัวเองถามว่าแล้วนี่ใคร จับมือหลิวถามแล้วนี่ล่ะใคร?

หลิวมองซุ่ยสยองคิดว่าเจ๊อาการกำเริบหรือไม่ก็กินยาผิด

ซุ่ยทั้งหยิกตัวเอง ลูบหน้าคลำตัวให้แน่ใจว่าตัวเองคือซุ่ย พอแน่ใจก็ดึงหลิวกอดแน่นร้องด้วยความดีใจสุดขีด

“ฉันคือซุ่ย...ฉันคือซุ่ย...ฉันคือซุ่ย...ในที่สุดฉันก็ได้กลับมา ฉันกลับมาเป็นซุ่ยแล้ว กลับมาเป็นซุ่ยแล้ว!!”

หลิวตกใจร้องเรียกแม่และม่าลั่น “แม่...ม่ามานี่เร็ว เจ๊ซุ่ยหัวทิ่มพื้น ตื่นมาเพี้ยนไปแล้วแม่”

พอแม่วิ่งเข้ามา ซุ่ยก็กระโดดกอดบอกว่าซุ่ยกลับมาแล้ว ซุ่ยคิดถึงแม่มาก หลิวค่อยๆถอยมองซุ่ยหวาดๆ พึมพำว่าหนักขนาดนี้ต้องเรียกเฮียป้องแล้วล่ะ แม่งง ม่าก็งง ม่าถามหลิวว่าเมื่อเช้าไม่ได้ให้พี่สาวเรากินยารึไง

ซุ่ยบอกว่าตนไม่ได้บ้า ไม่ได้เพี้ยน ตนหายแล้วจริงๆ ตนแค่ดีใจที่ได้กลับมา ซุ่ยพึมพำเหมือนบอกกับตัวเอง

“พอไม่อิจฉา ไม่อยากเป็นใคร พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นก็เลยได้กลับมา นี่สินะที่ด็อกเตอร์พยายามบอก พอใจกับที่เป็น พอใจกับปัจจุบัน”

ซุ่ยดีใจ ได้วิ่งออกจากบ้าน แม่ตกใจถามหลิวว่า “ประตูรั้วหน้าบ้านล็อกแล้วใช่ไหม!”

ซุ่ยวิ่งเท้าเปล่าไปที่สวนของเฮียป้อง พอเหยียบหญ้าที่พื้น ซุ่ยก้มมอง กางมือสุดแขนสูดอากาศเต็มปอด พูดอย่างมีความสุข “ถึงดินจะเปียก หญ้าจะแฉะ แต่ฉันก็รัก...กลิ่นปุ๋ยหมัก โอ๊ย...หอมจัง” แล้วมองไปรอบตัวยิ้มเต็มหน้า “ฉันพอใจกับทุกอย่างตอนนี้ ฉันมีความสุขมากที่ได้เป็นซุ่ย...นี่แหละ ปัจจุบันของฉัน ตอนนี้ฉันพอใจสุดๆ แฮปปี้ที่สุดเลย” แล้วซุ่ยก็แหงนหน้าขึ้นฟ้าตะโกน “ได้ยินไหมด็อกเตอร์...”

เมื่อได้กลับมาเป็นตัวเองและมีความสุข ซุ่ยก็อดคิดเป็นห่วงกอหญ้าไม่ได้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง...

ooooooo

นาทีที่เครื่องบินตกหลุมอากาศอย่างแรง กอหญ้าร้องกรี๊ด หลับตาปี๋ มือจับที่วางแขนแน่น

“กลัวเหรอครับ” เสียงอบอุ่นของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ ถามขึ้นแล้วปลอบว่า “ไม่มีอะไรแล้วนะ”

กอหญ้าลืมตาขึ้น เห็นหน้าหล่อเท่ของชายหนุ่มเจ้าของเสียงที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ถามตื่นๆว่า “คุณ...เป็นใครเหรอคะ”

“ผมชื่อแทนครับ” ชายหนุ่มแนะนำตัวเอง แล้วบอกว่าที่นี่บนเครื่องบินที่กำลังบินไปลอนดอน กอหญ้าถามว่าตนไปลอนดอนทำไม ชายหนุ่มแปลกใจแต่ถามสุภาพว่า “อันนี้ให้ผมทายเหรอครับ”

กอหญ้าพยายามทบทวนความจำหยิบสมุดบันทึกขึ้นอ่าน จึงรู้ว่าตนกำลังจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ลอนดอน

ขณะนั้นกอหญ้าเห็นหลังกัปตันเดินผ่านไปแล้วหันมอง เขาคือ ดร.ถ้วยทองนั่นเอง! เขาหันมายิ้มลึกลับกับกอหญ้าแล้วเปิดม่านหายเข้าไปในส่วนที่แอร์เตรียมอาหาร พอปิดม่านก็มีแสงสว่างวาบที่พื้น แอร์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รีบไปเปิดม่านดูปรากฏว่าในห้องว่างเปล่า!

ป้องปกกลับมา เห็นซุ่ยใส่ชุดนอนอยู่ในห้องแล้ว เขาจะไปนอนข้างล่างเพราะคิดว่าซุ่ยยังเขิน ซุ่ยไม่ได้บอกว่าตนกลับมาแล้ว งอนที่ป้องปกทำตัวห่างเหิน เลยอาละวาดตะบึงตะบอนใส่บอกว่าเฮียไม่ต้องไปนอนข้างล่าง ตนจะไปนอนกับแม่เอง ป้องปกดูแล้วงง ถามตัวเองว่า “ตกลงนี่ใครกันแน่วะเนี่ย?”

ooooooo

ในเวลาอันแสนวิเศษที่ซุ่ยได้กลับมาเป็นตัวเองนี้ คมน์ที่มีความรักอย่างแท้จริงและให้อภัยแวนด้าทุกอย่างก็ได้กลับมาครองรักกันอย่างมีความสุข

รังสิตที่ตามง้อโรสที่มีความเชื่อมั่นตัวเองสูงและทำท่าไม่แยแสกับเขา ผลักไสไล่ส่งจนรังสิตถูกรถชนบาดเจ็บ กำแพงทิฐิของโรสก็พังครืนลง เธอเฝ้าดูแลเขาที่โรงพยาบาลไม่ห่าง จนรังสิตบอกว่า

“ขอบคุณที่ดูแลผมนะโรส ถ้าเจ็บแล้วมีคุณอยู่ตรงนี้มันก็คุ้มนะ”

ฝ่ายซุ่ย พอกลับมาเป็นตัวเอง รุ่งขึ้นก็จะไปทำงาน แม่กับม่าทักท้วงว่าเดี๋ยวไปหลับกลางทาง ซุ่ยบอกว่าตนหายแล้ว

“เฮียป้องมาพอดี ถ้าซุ่ยอยากไปทำงานก็ให้เฮียป้องไปส่ง” แม่เสนอ ซุ่ยยังงอนบอกแม่ว่าตนไปเองก็ได้ไม่อยากรบกวนเฮียป้อง เขาคงไม่สะดวก ป้องปกเข้ามาไหว้ลาแม่กับม่าจะไปทำงาน ไหว้เสร็จก็คว้ามือซุ่ยกึ่งลากกึ่งจูงไปที่รถ

“เฮ้ย!เฮียป้อง” ซุ่ยร้องถลาไปตามแรงลาก แม่กับม่ามองแล้วยิ้มกับสภาพของสองคนที่กลับมาเหมือนเดิม

เมื่อขึ้นรถแล้วซุ่ยบอกว่าถ้าไม่เต็มใจก็ปล่อยตนลงตรงนี้ก็ได้ วันนี้ใส่รองเท้าส้นเตี้ยเดินไปได้สบาย

“ซุ่ยคนเมื่อวานไม่ขี้ประชดอย่างนี้นะ”

“งั้นย้อนเวลากลับไปไหมล่ะ” ซุ่ยกระแทกเสียงประชดหนักกว่าเดิม ป้องปกถามว่าตกลงว่าซุ่ยก็คือซุ่ย? “ไม่รู้ ไม่สรุปไปคิดเอาเอง ซุ่ยง่วง ซุ่ยจะนอน” แล้วพลิกตัวไปพิงกระจก ป้องปกถอนใจกับอาการพยศแบบ ซุ่ยคนเดิม!

เมื่อไปส่งที่ทำงานแล้ว ป้องปกบอกว่าเย็นนี้จะมารับ ซุ่ยบอกว่าไม่ต้อง

“พี่จะมา แล้วก็ต้องเจอด้วย” เขาจ้องหน้าพูดดุๆจนซุ่ยไม่กล้าเถียง

ส่วนแวนด้าไปหาชฎาขอถอนใบลาออก ขอโอกาสทำงานอีกครั้ง ชฎาบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่าง มีแต่งานไม่มีตำแหน่งจะทำไหม แวนด้าตอบทันทีว่าทำ เจอซุ่ยก็ทำมือโอเคให้ วิ่งตามชฎาไปร้องดีใจว่า “แวนด้ารักเฟลอร์ไทยแลนด์ค่ะ”

รังสิตนัดโรสพบกันที่สวนสาธารณะบอกว่ามีธุระสำคัญจะคุยด้วย ธุระสำคัญของเขาคือ เขาจะต้องไปประจำที่สิงโปร์และขอเธอไปทำงานกับตน หน้าที่คือภรรยา เอ่ยขอเธอแต่งงาน โรสถามว่าเธอจะได้อะไรนอกเหนือจากที่เขาสาธยายอีกไหม

“คุณจะได้ความรักที่มั่นคงเป็นรักเดียวที่จะไม่มีวันผิดพลาดซ้ำอีก” โรสบอกว่าขอพิจารณาดูก่อน รังสิตกอดโรสไว้อย่างอ่อนโยนบอกว่า “ยังไงผมก็จะทำให้คุณตกลง” แม้โรสจะไม่พูดแต่มือที่กอดตอบรังสิตเป็นคำตอบที่มีค่ากว่าคำพูดใดๆ

ooooooo

ซุ่ยยังทำงานที่เฟลอร์ไทยแลนด์ แม้ฝันจะเปิดร้านดอกไม้ “บุษบา” แต่เมื่อยังไม่เป็นรูปเป็นร่างก็จะตั้งใจทำงานที่เฟลอร์ให้ดีที่สุด

วันนี้มีบรรยายที่ห้องประชุม แก๊งเม้าท์ที่ถูกตัดเงินเดือนเพราะวันๆเอาแต่เม้าท์นินทาคนโน้น สาระแนเรื่องคนนี้ไม่เป็นอันทำงาน วันนี้จึงวิ่งแซงกันไปเข้าห้องประชุมบอกว่าต่อไปนี้ทุกกิจกรรม ทุกคำสั่ง เราต้องเต็มที่เพื่อเงิน เอ๊ย...เพื่องาน

ซุ่ยเข้าไปฟังบรรยาย เมื่อยังไม่ถึงเวลาจึงเอากระดาษมาพับฆ่าเวลา รังสิตเดินเข้ามานั่งข้างๆทักว่าชีวิตแต่งงานต้องดีแน่ๆ เพราะดูเธอสุขภาพดียิ้มแย้มแจ่มใสดี ถามว่าพับอะไรอยู่เหรอ ซุ่ยบอกว่าพับแมลงปอ รังสิตบอกว่าที่เคยสอนพับดอกกุหลาบให้นั้นตนลืมแล้ว ซุ่ยบอกว่าพับอย่างอื่นก็ได้แต่ไว้วันหลังเพราะวันนี้ด็อกเตอร์จะบรรยายแล้วตนขอตั้งใจฟัง

ซุ่ยวางมือจากพับกระดาษ ฟัง ดร.ถ้วยทอง บรรยายบนเวทีอย่างตั้งใจจริงๆ

“โสเครติสกล่าวไว้ว่า โลกนี้มีคุณเพียงคนเดียว นั่นก็เพราะโลกนี้ไม่อาจหาใครอีกคนที่เหมือนคุณได้แล้ว คุณคือคนพิเศษ มีลักษณะจำเพาะ แม้จะไม่ได้เลิศเลอที่สุด แต่ก็ไม่มีทางที่ใครจะเหมือนคุณแน่นอน ต่อให้เขาพยายามเลียนแบบก็ตาม ในเมื่อคุณมีเพียงคุณ แล้วทำไมคุณถึงไม่รักตัวตนของคุณล่ะ มองตัวเองดีๆ ชื่นชมในสิ่งที่คุณมี บางอย่างอาจเป็นความสามารถที่คุณมองว่าเรื่องเล็กน้อยเหลือเกิน แต่มันก็คือพรสวรรค์ที่จักรวาลสร้างสรรค์มาให้คุณ”

ดร.ถ้วยทองมองไปรอบห้องประชุมแล้วมาหยุดที่ซุ่ยเหมือนจงใจพูดกับเธอ

“อย่ารอจนถึงวันที่ไม่มี แล้วนึกเสียดายสิ่งที่เคยมี โปรดจงมองเห็นคุณค่าในทุกสรรพสิ่งรอบกาย หากคุณพอใจกับมันได้ คุณจะพบว่าคนที่มีความสุขที่สุดในโลก ก็คือคุณเองนั่นแหละ”

ซุ่ยถูกใจมากลุกขึ้นตบมือทันที คนในห้องหันมองเป็นตาเดียว รังสิตสะกิดว่าตบเร็วไปไหม ดร.เพิ่งจะเกริ่นเท่านั้น ซุ่ยไม่สนใจยังคงตบมือจนรังสิตตบตามแล้วก็ตบกันทั้งห้อง ซุ่ยทำปากพูดไม่มีเสียงบอก ดร.ถ้วยทองที่มองมาว่า “ขอบคุณ” ดร.ยิ้มพยักหน้าพูดไม่มีเสียงเช่นเดียวกันว่า “ด้วยความยินดี” แต่รอยยิ้มนั้นก็ยังดูลึกลับเหมือนเดิม

เมื่อออกจากห้องประชุม รังสิตถามซุ่ยว่ากลางเดือนหน้าว่างไหมจะเชิญไปงานแต่งงานตนกับโรส ซุ่ยบอกว่าดีใจมากที่สองคนลงเอยกันได้ รังสิตจับมือซุ่ยดีใจที่ซุ่ยเชียร์ตน พลันป้องปกก็มาพูดแทรกขึ้นว่า “ผมมารับภรรยาผมกลับบ้าน” รังสิตรู้ตัวรีบปล่อยมือ ป้องปกจูงมือซุ่ยกลับไปทันที รังสิตมองตามยิ้มอย่างยินดีกับความรักของทั้งคู่

เมื่อขึ้นรถ ซุ่ยถามว่าหึงหรือ เขาถามว่าคุยอะไรกับรังสิต ซุ่ยบอกว่ารังสิตเป็นคนคุยสนุก ถามยั่วว่าแน่ใจหรือว่าหึงถูกคน เขาถามว่าถ้าซุ่ยคนที่เขียนข้อความบนกระดาษพับก็ถูกคนแล้วล่ะ ย้ำว่าแล้วเลิกถามว่าชอบแบบไหน ถ้าไม่รักก็ไปตั้งแต่วันที่ซุ่ยขอเลิกเมื่อสิบปีก่อนแล้ว ซุ่ยโดดกอดดีใจมากที่เฮียป้องยอมเอ่ยคำว่ารักที่ตนรอมาตั้งสิบกว่าปี

ป้องปกกอดและหอมซุ่ย ซุ่ยเขินถามว่าทำอะไรน่ะ ที่สาธารณะ มากไปแล้วนะ

“รู้ไหม...พี่อยากทำมาตั้งนานแล้ว แต่ตอนเราเป็นแฟนกัน ซุ่ยยังเด็กเกินไป แล้วพี่ก็จริงจังกับซุ่ยเกินกว่าจะทำอะไรแบบนั้น แต่พอซุ่ยโต พี่ก็ไม่มีสิทธิ์เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว แต่ตอนนี้ซุ่ยคือ นางบุษบา ปุณยรักษ์ แล้วนะ แค่นี้มันยังน้อย” แล้วหอมซุ่ยอีก ซุ่ยดิ้นเพราะจั๊กจี้ ป้องปกขำที่ซุ่ยเขินบอกว่า “กลับบ้านก่อนก็ได้”

ป้องปกยังคงกอดซุ่ยไว้ ซุ่ยค่อยๆกอดตอบซบหน้ากับอกเขา ดีใจที่ได้รู้ใจเขาสักที นึกภูมิใจในตัวเอง...

“ตอนนี้ฉันได้รู้แล้วว่า ฉันคือคนที่น่าอิจฉาที่สุด เพราะฉันคือซุ่ยคนเดียวในโลกที่ไม่เหมือนใครและจะไม่มีใครเหมือนอีกแล้ว”

ooooooo

–อวสาน–


ละครบุษบาเร่ฝัน ตอนที่ 13(ตอนจบ) อ่านบุษบาเร่ฝัน ติดตามบุษบาเร่ฝัน ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย วฤษฎิ์ ศิริสันธนะ, ราศรี บาเล็นซิเอก้า 29 เม.ย. 2559 08:07 2016-05-02T01:40:56+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ