กีฬา
100 year

นิยายไทยรัฐ

บ่วงหงส์

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ท่าทางยิ้มแย้มและการบริการอย่างดีของพิมพ์ลภัสทำให้ทุกคนทึ่งมาก โดยเฉพาะพัชรี ทั้งปลื้มทั้งโล่งใจที่พนักงานเสิร์ฟสาวจอมพยศยอมทำตามที่สั่งสอน และรางวัลของความเอาใจใส่คือทิปก้อนโตที่พิมพ์ลภัสภูมิใจหนักหนา แต่เมื่อถูกเพื่อนร่วมงานบังคับให้ใส่กล่องทิปรวมก็โวยลั่น!

“เรื่องอะไร! เงินของฉันจะให้เอาไปให้คนอื่น บ้ารึเปล่า...ฉันมาทำงานนะ ไม่ใช่มาทำการกุศล”

บวรทัตที่มาฟังรายงานเรื่องพิมพ์ลภัสได้ยินเสียงเอะอะ ก็ไม่รอช้าตามพัชรีไปสังเกตการณ์ เหล่าพนักงานเรียกร้องให้พิมพ์ลภัสใส่เงินลงกล่องทิปรวม แต่อดีตนางแบบยื้อไว้ พัชรีเลยต้องชี้แจงด้วยความเหนื่อยใจ

“มันเป็นกฎนะพิมพ์ลภัส พนักงานทุกคนพอได้ทิปต้องใส่กล่องไว้ พอปิดร้านก็จะเปิดกล่องแบ่งเงินกัน สามสิบเปอร์เซ็นต์ให้พวกในครัวที่ไม่ได้ออกไปพบลูกค้า ไม่มีโอกาสได้รับทิปแบบเธอ ส่วนที่เหลือก็หารตามจำนวนพนักงาน”

“กฎพิลึก!”

“พิลึกไม่พิลึกเขาก็ทำกันมาตั้งแต่เปิดห้องอาหารแล้ว และทุกคนก็ยอมรับว่ายุติธรรมดี”

“ยุติธรรมที่ไหน ตั้งแต่ฉันมาทำงาน ฉันไม่เคยได้ส่วนแบ่ง วันนี้ฉันได้ทิปครั้งแรก ทุกคนก็จ้องตาเป็นมัน”

“ที่เธอไม่เคยได้ส่วนแบ่ง เพราะตั้งแต่ทำงานที่นี่ เธอไม่เคยได้ทิปมาใส่กล่องแม้แต่บาทเดียว มีแต่สร้างเรื่องปวดหัวให้เพื่อนร่วมงาน แต่ในเมื่อวันนี้เธอได้แล้ว เธอก็จะมีส่วนร่วมกับเงินในกล่องเหมือนคนอื่นๆ”

พิมพ์ลภัสทำท่าจะไม่ยอม บวรทัตเลยต้องช่วยเกลี้ยกล่อม

“เชื่อสิครับ ผมว่าคุณจะได้กำไรนะครับ คนอื่นเขาได้ทิปใส่กล่องตั้งแต่บ่ายสาม นี่สามทุ่มแล้วคุณเพิ่งได้ทิป”

“ไม่มีใครได้มากเท่าฉันหรอกค่ะ”

“พนันกันไหมครับ คุณจะได้เงินมากกว่าที่คุณกำไว้ตอนนี้ซะอีก”

บวรทัตท้ายิ้มๆ พิมพ์ลภัสลังเล พัชรีเลยฉวยจังหวะนั้นคว้าทิปในมืออดีตนางแบบไปใส่กล่องแล้วไล่กลับไปทำงาน พิมพ์ลภัสถึงกับอึ้งไป ก่อนจะส่งสายตาพาลๆให้บวรทัตที่ทำตัวจุ้นไม่เข้าเรื่อง!

งานยุ่งในห้องอาหารทำให้พิมพ์ลภัสลืมเรื่องโมโหชั่วขณะ ก่อนจะได้เบิกตาโพลงด้วยความชอบใจเมื่อถึงเวลานับทิปแล้วพบว่าได้ส่วนแบ่งมากกว่าทิปที่เธอหวงนักหวงหนาจริงๆ กานดา จินตนาและอภิชาติมองมายิ้มๆ พร้อมใจกันบอกว่าเธอโชคดีแค่ไหนที่ได้ทำงานเสิร์ฟเพราะได้เงินพิเศษมากกว่าตำแหน่งอื่นๆ

พิมพ์ลภัสอารมณ์ดีมากกว่าทุกวัน อภิชาติเห็นดังนั้นเลยถือโอกาสมอบหนังสือเกี่ยวกับงานบริการที่ซื้อจากตลาดให้ จินตนาเห็นก็หมั่นไส้ ออกอาการฮึดฮัดจนพิมพ์ลภัสรำคาญ ผละไปเดินกลับหอพักคนเดียว

รเมศที่คิดถึงและเป็นห่วงพิมพ์ลภัสจนต้องแอบมาส่งเธอกลับหอพักแบบห่างๆ เฝ้ามองเธอพลางครุ่นคิดหาทางคุยด้วยตามลำพัง แต่จู่ๆไฟในโรงแรมก็พร้อมใจกันดับ อดีตนางแบบดังกลัวมาก เตลิดหนีไม่คิดชีวิต...

ooooooo

ความกลัวผีทำให้พิมพ์ลภัสต้องแจ้นไปสวดมนต์ก่อนนอน พลันภาพเก่าๆตอนรเมศสอนเธอท่องนะโมสามจบในวัดก็ผุดในหัว น้ำตารื้นอย่างช่วยไม่ได้ที่วันเวลาดีๆเหล่านั้นคงไม่มีอีกแล้ว

เหตุการณ์เลวร้ายหลังจากนั้นเป็นเพราะทางเลือกที่ผิดพลาดของเธอ ทำให้ชีวิตตกอับ ทุกข์ทรมานใจแสนสาหัสแบบนี้ และเธอจะไม่ยอมทนเรื่องผีบ้าๆระหว่างทางกลับหอพัก จึงไปขอเปลี่ยนกะทำงานในวันรุ่งขึ้น เมื่อรเมศรู้ก็ถึงกับสะดุ้ง รู้ดีว่าผีตัวนั้นไม่ใช่ใครแต่เป็นตัวเองที่แอบไปส่งเธอกลับหอพัก

พัชรีที่มาฟังการตัดสินของรเมศถึงกับหน้าถอดสี เชื่อสนิทว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ พิมพ์ลภัสเลยยิ่งผวา

“ตายๆ...งั้นฉันยิ่งต้องรีบย้ายกะเลย โรงแรมอะไรมาตรการรักษาความปลอดภัยแย่มาก”

“พอกันที เลิกเดา เลิกโวยวายได้แล้ว ไม่ใช่สัตว์กลางคืน ไม่ใช่ผี ไม่ใช่พวกโรคจิตอะไรทั้งนั้น!”

รเมศตัดบทเสียงเข้ม สีหน้ามีพิรุธจนบวรทัตสังเกตเห็น แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่รู้ตัว หันไปเอ็ดพิมพ์ลภัส

“คุณคิดเองเออเอง จิตใต้สำนึกคุณระแวง คุณเลยระแวงไปทั่ว สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าอะไรก็คือใจคนที่คิดไปเอง”

“นี่คุณหาว่าฉันน่ากลัวกว่าผีงั้นเหรอ”

“ก็แล้วแต่คุณจะคิด ผมไม่อนุญาตให้คุณย้าย ยังไงคุณก็ต้องทำงานกะเดิม”

“แต่ฉันไม่มั่นใจในสวัสดิภาพของฉัน เกิดฉันเป็นอะไรขึ้นมาล่ะ ใครจะรับผิดชอบ”

“ผมจะรับผิดชอบเอง ผมจะไม่ยอมให้โรงแรมของผมต้องมาเสียระเบียบเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้เด็ดขาด กลับไปทำงานของคุณได้แล้ว...เชิญ!”

พิมพ์ลภัสเซ็งมาก จำใจรับคำสั่ง แต่ก็ไม่วายทิิ้งท้ายเคืองๆ

“ถ้ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉันล่ะก็...ฉันจะเล่นงานคุณให้หนักเลยคอยดู!”

รเมศมัววุ่นวายเรื่องพิมพ์ลภัสและเรื่องหมู่บ้านปลายดอย จนไม่ได้นึกถึงเรื่องขึ้นปกนิตยสารที่มาธวีเคยขอไว้เมื่อหลายวันก่อน จีน่าบรรณาธิการนิตยสารหัวดังกล่าวยังไม่ได้ยินคำตอบรับจากเจ้าของโรงแรมหนุ่มเลยไล่บี้กับม่ายสาวเจ้าของห้องเสื้อ มาธวีเลยคิดได้ว่า ควรจะรุกรเมศแบบจริงจังสักที

แต่ก่อนจะได้ไล่ล่าตัวรเมศอย่างที่ตั้งใจ มาธวีก็ต้องเจอศึกหนักจากยศพลที่ไม่ยอมแพ้ บุกไปมอบช่อดอกไม้ให้เธอถึงกลางงานแฟชั่นโชว์ที่มีนักข่าวเต็มไปหมด ม่ายสาวไม่กล้าหักหน้าเขาออกสื่อ เลยได้แต่ตั้งรับตามมารยาท

“ความจริงคุณไม่น่าลำบากซื้อดอกไม้มาให้วีเลยค่ะ วีเกรงใจ”

“เราสองคนสนิทกันเกินกว่าจะมานั่งเกรงใจกันแล้วไม่ใช่เหรอครับ...หรือคุณวีไม่ได้อยากสนิทกับผม”

“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะคะ”

“ก็วันก่อนคุณวีกลับไปไม่ลาผมสักคำ ที่ผมมาวันนี้เพราะอยากมาเคลียร์ความสัมพันธ์ของเราให้ชัดเจนน่ะครับ”

มาธวีแทบเป็นบ้ากับมุกเสี่ยวๆของยศพล นึกโทษตัวเองในใจที่พลาดหลวมตัวเล่นเกมด้วย แต่ม่ายสาวก็คงไม่ต้องกรีดร้องด้วยความคลั่งอย่างพิมพ์ลภัส ที่นอกจากจะต้องรับศึกหนักจากเหล่าเพื่อนพนักงานที่เขม่นหน้าและความหัวสูงของเธอ ยังต้องเจอฤทธิ์เดชลูกค้าที่หึงสามีขี้หลีที่ทำท่ากะลิ้มกะเหลี่ยใส่เธอ...

ooooooo

พิมพ์ลภัสต้องสูดลมหายใจเรียกสติและสมาธิกลับมาที่งานแทบแย่ เมื่อต้องเจอสายตาเล้าโลมแบบหยาบคายของลูกค้า พัชรียืนสังเกตการณ์อยู่แล้ว ถอนใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าพนักงานเสิร์ฟสาวจอมพยศไม่ได้ก่อเรื่อง

แต่ความสบายใจของพัชรีก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อจู่ๆ เสียงลูกค้าโต๊ะที่พิมพ์ลภัสดูแลก็ดังขึ้น

“ฉันไม่ได้สั่ง เธอต่างหากที่จดผิด ทำงานมั่วแบบนี้ได้ไง”

พิมพ์ลภัสต้องข่มอารมณ์อย่างมาก ก่อนจะทวนออเดอร์ลูกค้าทั้งสองเสียงเรียบ

“ฉันไม่ได้มั่ว ฉันแน่ใจว่าฉันจดถูก คุณสั่งมีเดียม เวลล์ดัน แบบกลางเกือบสุกดี ฉันจำได้”

ลูกค้าชายที่เป็นตัวต้นเหตุมองไปทางลูกค้าหญิงเครียดๆ รู้ดีว่าเธอเป็นฝ่ายผิด หาเรื่องพนักงานเสิร์ฟสาวเพราะความหึง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะถูกปรามและคาดโทษด้วยสายตา พิมพ์ลภัสเจ็บใจมาก ตั้งท่าจะมีเรื่องจริงๆ อภิชาติที่จับตามองอยู่แล้วรีบถลาไปห้าม พร้อมๆกับพัชรีที่มารับหน้าลูกค้าแทน

พิมพ์ลภัสเดินกระฟัดกระเฟียดไปบอกพ่อครัวให้ทำใหม่ เลยถูกเหวี่ยงตามระเบียบ

“อ้าว...ก็ไหนจดมาว่ามีเดียมเวลล์ดัน นี่มันก็ถูกแล้ว จะมาเปลี่ยนได้ยังไง”

“ฉันจะรู้ไหม ไปถามไอ้พระราชาตัวดีข้างนอกโน่น ตอนแรกสั่งอย่างนี้ อยู่ดีๆมาเปลี่ยน ความผิดฉันตรงไหน!”

“ผิดที่เธอทำงานชุ่ยน่ะสิ ทีหน้าทีหลังทำงานอะไรให้มันรอบคอบหน่อย จานหนึ่งไม่ใช่ถูกๆ ลูกค้าไม่กินก็ต้องทิ้งเสียของ เสียเวลาฉันต้องมาทำใหม่อีก ไม่ได้ว่างงานนะ จะได้มานั่งทำใหม่ซ้ำๆซากๆ เพราะความชุ่ยของใครบางคน”

“ฉันไม่ได้ชุ่ย ฉันมั่นใจว่าจดถูกต้องตามที่ยัยเจ๊นั่นสั่ง ไม่เชื่อดูใบออเดอร์เลยก็ได้”

พูดจบก็คว้าใบจดออเดอร์ให้ดู แต่เชฟก็ปักใจว่าเป็นเพราะความชุ่ยของเธอมากกว่า พิมพ์ลภัสปรี๊ดมาก และคงจะมีเรื่องกับเชฟอีกคนถ้ากานดาจะไม่โผล่มาขัดจังหวะ

“พอได้แล้วพิมพ์ ทำผิดก็แค่ยอมรับผิด มันไม่มีใครตายหรอก”

ทะเลาะกับคนอื่นยังไม่เท่าไหร่ แต่คำพูดแบบไม่เชื่อถือของกานดาทำให้พิมพ์ลภัสทนไม่ไหว ต้องตามไปเคลียร์

“นี่เธอก็เข้าข้างยัยเจ๊นั่นหาว่าฉันผิดอีกคนงั้นเหรอ”

“ก็ถ้าไม่ใช่เพราะเธอผิด ลูกค้าจะโวยทำไม คิดว่าฉันไม่รู้เหรอว่าคนอย่างเธอมันตีสองหน้าเก่งแค่ไหน”

“ฉันตีสองหน้ายังไง”

“ก็ที่หลอกทำตัวเป็นไฮโซทั้งที่ถังแตกจนต้องมาทำงานใช้เวรใช้กรรมอยู่นี่ไง อุตส่าห์ช่วยสอนให้ทุกอย่างก็เพราะสงสารหรอกนะ แต่ถ้าสอนไม่รู้จักจำ แล้วยังไม่ยอมเลิกพฤติกรรมเดิมๆ คงต้องดักดานอย่างนี้ไปจนตายนั่นแหละ!”

อภิชาติผ่านมาได้ยินก็พยายามช่วยไกล่เกลี่ย แต่จินตนาที่โผล่มาอีกคนก็ทำให้เรื่องยุ่งมากขึ้น

“สำหรับพวกที่ชอบสร้างปัญหาแค่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ”

พิมพ์ลภัสสะอึก ความกดดันที่ผ่านมาหลายวันทำให้เหลืออดโพล่งออกไป

“ใครกันแน่ที่เป็นตัวปัญหา ยัยเจ๊หวงผัวนั่นต่างหากไม่ใช่ฉัน ในสายตาที่ตัดสินคนอื่นไปแล้วว่าผิด จะมองยังไงก็ผิดอยู่วันยังค่ำ เธอหาว่าฉันดูถูกคน มองคนที่ภายนอก เธอก็ไม่ต่างอะไรจากฉันหรอก!”

สีหน้าและน้ำเสียงจริงจังของพิมพ์ลภัสทำให้กานดาชะงักไปอึดใจ ฉุกคิดได้ว่าตัวเองพูดแรงไปจริงๆ แต่พัชรีที่แอบฟังทุกอย่างก็ปรากฏตัวเสียก่อน พร้อมคำพูดเชือดเฉือนพิมพ์ลภัสแบบไม่ไว้หน้า

“ก็ไม่แปลกที่ใครๆเขาจะดูถูกเธอ ในเมื่อเธอไม่เคยคิดแม้แต่จะปรับปรุงตัวเอง”

“ทำไมฉันต้องปรับปรุงตัวเอง ในเมื่อฉันไม่ผิด ยัยเจ๊นั่นมันจงใจแกล้งฉันชัดๆ”

“ถึงยังไงเธอก็ผิดพิมพ์ลภัส ผิดที่เธอไม่รู้จักอดทน ไปยืนเถียงลูกค้าฉอดๆแบบนั้นได้ยังไง”

“อดทนเหรอ คุณก็พูดได้สิ ได้แต่ชี้นิ้วสั่งไม่มาโดนเหวี่ยงโดนวีนเหมือนฉันนี่”

“กว่าฉันจะมาเป็นผู้จัดการ ฉันเจอมามากกว่าเธอเยอะ แต่ฉันก็อดทนตั้งใจทำงานจนมีวันนี้ มีแต่คนอย่างเธอที่ไม่เอาไหน ดีแต่สร้างปัญหา ทำตัวงี่เง่าไร้ประโยชน์ ให้คนอื่นต้องตามล้างตามเช็ดไปวันๆ”

พิมพ์ลภัสเจ็บจี๊ด นึกน้อยใจที่ไม่เคยมีใครเห็นความดี แต่ก็ยังเชิดหน้าสวนกลับ

“ถ้าฉันเป็นปัญหามากนัก ทำไมไม่ส่งฉันไปแผนกอื่นซะเลยล่ะ”

“ถ้าคุณเมศไม่ขอไว้ให้เธอทดลองงานเจ็ดวัน ฉันคงไม่ทนถึงขนาดนี้ ทุกวันนี้ที่ฉันทำได้คือภาวนาว่ามันจะดีขึ้น แต่นี่อะไรผีเข้าผีออก มีแต่เลวลงทุกวัน แล้วเธอคิดเหรอว่าจะมีใครต้องการพนักงานไร้ประสิทธิภาพอย่างเธออีก”

เหล่าพนักงานที่ได้ยินเสียงเอะอะต่างพากันรุมดู พิมพ์ลภัสกวาดตามองก็เห็นความจริงยืนยันจากทุกคน ไม่เว้นแม้แต่พวกกานดา น้ำตาพาลไหลอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้พัชรีเห็นใจ ประกาศลั่น

“งานเสิร์ฟมันหนัก ไม่ใช่เธอจะมาทำเล่นๆแล้วจะทำมันได้ดี ถ้าเธอยังอยากทำงานที่นี่ต่อ ฉันขอเตือนว่าอย่าถือสิทธิ์ว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น มีคุณเมศคุ้มหัว เพราะฉันไม่เกรงใจแน่!”

ooooooo

พิมพ์ลภัสวิ่งร้องไห้ออกไปแล้ว คำพูดต่อว่าของพัชรี จินตนา กานดา รวมทั้งของมาธวีสมัยเธอยังเป็นนางแบบจอมหยิ่งและขี้วีนเหวี่ยงลอยกลับมาในหัวอีกครั้ง ความรู้สึกเจ็บปวดที่โดนดูถูกและถูกเข้าใจผิดมันเป็นแบบนี้นี่เอง แต่คงไม่มีใครเห็นใจเพราะเธอก่อวีรกรรมไว้มากมาย

กานดากับจินตนารับหน้าที่ดูแลลูกค้าคู่กรณีของพิมพ์ลภัส แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสองหลังยกอาหารที่ทำใหม่ไปเสิร์ฟ

“เห็นไหม...หึงไม่เข้าเรื่อง เด็กมันจดถูกแล้วยังไปสั่งเปลี่ยน ดูสิแดงขนาดนี้จะกินยังไง”

“แล้วใครใช้ให้คุณจ้องนังเด็กนั่นตาเป็นมันล่ะ คุณนั่นล่ะกินเข้าไปเลย ของไม่ใช่ถูกๆ แล้ววันหลัง

ถ้าไม่อยากทนกินอะไรแบบนี้ก็จำไว้ว่าอย่าเที่ยวไปมองผู้หญิงที่ไหนอีก นอกจากเมียตัวเอง!”

อภิชาติก็ยืนฟังอยู่ด้วย นึกสงสารและเห็นใจพิมพ์–ลภัสมากที่ต้องเจอเรื่องแย่ๆแบบนี้ พลันเหล่าพนักงานก็ได้มองหน้ากันอึ้งๆ เมื่อจู่ๆลูกค้าเจ้าปัญหาดันจำหน้าพิมพ์ลภัสได้ว่าเป็นอดีตนางแบบขาวีน แต่ก็เป็นโชคดีที่พิมพ์ลภัสหลบไปสงบสติอารมณ์ด้านนอก เลยไม่ต้องรับเคราะห์ถูกถ่ายรูปไปประจานอีกเรื่อง

รเมศไม่รู้เรื่องพิมพ์ลภัสถูกกลั่นแกล้งและรุมประณามจากเพื่อนร่วมงาน มัวสั่งงานสีหน้าเคร่งเครียดเรื่องปรับปรุงทางเดินในสวนและระบบไฟฟ้าที่ชอบขัดข้องตอนดึกๆ บวรทัตรู้ทันตามมาแซว

“กลัวโดนเล่นงานถึงขนาดลงทุนสั่งปรับปรุงทางเดินตรงนี้ใหม่เลยเหรอครับ”

“ผมไม่อยากรับฟังเรื่องไม่เป็นเรื่องอีก อีกอย่างการปรับปรุงภูมิทัศน์ในโรงแรมให้ดูดีและอำนวยความสะดวกให้พนักงาน มันก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนงานของเราเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ...”

อภิชาติเป็นห่วงพิมพ์ลภัสที่หายไปนานเลยมาตาม แต่อดีตนางแบบก็ไม่มีอารมณ์จะพูดดีด้วย

“จะตามมาสมน้ำหน้าก็เอาเลย ฉันมันน่าสมเพชในสายตาคนอื่นอยู่แล้ว”

“ผมตามมาชมคุณต่างหาก คุณเป็นคนกล้าหาญมาก คุณปกป้องตัวเองในสิ่งที่ถูก...อย่างเช่นกรณีเมื่อกี้”

“นี่นายรู้เหรอว่าฉันไม่ได้ผิด”

“ครับ...แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือคุณยอมรับผิดและแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองทำผิด ถึง...เอ่อ...ขนาดยอมมาเป็นพนักงานเสิร์ฟใช้หนี้ คงมีไม่กี่คนหรอกที่ยอมทำได้อย่างคุณ”

พิมพ์ลภัสถอนใจยาว ไม่ได้นึกภูมิใจในตัวเองขนาดนั้น “ฉันไม่มีทางเลือกต่างหาก ฉันไม่ใช่คนกล้าหาญอย่างที่นายคิด ฉันมันก็แค่...คนที่ไม่มีที่ไป ไม่มีใครต้องการ แล้วก็เป็นแบบนั้นมาตั้งนานแล้ว”

“แต่มันก็ยังไม่สายที่จะเปลี่ยนตัวเองใหม่ไม่ใช่เหรอครับ”

รเมศที่เพิ่งเสร็จจากสั่งงานลูกน้อง เดินสำรวจรอบสวนและหวังจะรอส่งพิมพ์ลภัสกลับหอพักเหมือนเคย ถึงกับหึงขึ้นหน้า เมื่อเห็นเธอพูดคุยกับอภิชาติอย่างสนิทสนม

อภิชาติไม่รู้เรื่องด้วยยิ้มกว้างให้กำลังใจพิมพ์ลภัสให้ฮึดสู้กับงานบริการ

“ถ้าเราอยากได้ใจใคร เราต้องให้ใจเขาก่อน ถ้าเราอยากได้ความรักจากใคร เราต้องให้ความรักเขาก่อน ถ้าเราอยากได้รับการยอมรับ ได้รับเกียรติจากใคร เราก็ต้องยอมรับและให้เกียรติเขาก่อน”

พิมพ์ลภัสสะท้อนใจมากเพราะเหมือนเขาจะพูดแทงใจดำ แต่ไม่ทันโต้ รเมศที่กำลังโมโหหึงก็โผล่มา

“ผมเตือนคุณแล้วนะพิมพ์ว่าในเวลางานคุณไม่มีสิทธิ์ออกไปนอกพื้นที่บริการโดยไม่มีเหตุผลอันควร”

อภิชาติหน้าเสีย ตั้งท่าจะแก้ตัวแทน แต่ก็ถูกรเมศไล่กลับห้อง พิมพ์ลภัสเลยต้องเผชิญหน้ารเมศตามลำพัง

“ผมบอกแล้วไงว่าห้ามแอบอู้งาน”

“ฉันไม่ได้อู้”

“แล้วที่ออกมาคุยกับพนักงานเสิร์ฟชายสองต่อสองนั่นล่ะ”

“คุณหมายความว่าไง”

“อภิชาติเป็นคนดี แล้วก็เป็นคนซื่อ ผมไม่อยากเห็นเขาถูกหลอกใช้”

พิมพ์ลภัสหน้าชา ถ้อยคำดูถูกของเขาทำให้เธอเจ็บแทบกระอัก แต่เธอจะไม่ยอมร้องไห้ให้เขาเห็นเป็นอันขาด

“คุณเคยว่าฉันว่าสร้างภาพเก่ง ความจริงคุณน่ะเก่งกว่าฉันเยอะ สร้างภาพว่าดูดีแต่ข้างในจิตใจคับแคบสกปรก แต่ก็ดี...ฉันจะได้เลิกรู้สึกผิด ฉันเคยคิดว่าฉันจะไม่มีวันทำแบบนั้นอีก แต่ตอนนี้ให้ฉันหลอกใช้ใครจนโดนตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงหลอกลวงไปจนตาย ฉันก็ยินดีจะทำ ขอแค่ให้ฉันไปให้พ้นจากที่นี่ก็พอ!”

ooooooo

รเมศได้แต่มองตามพิมพ์ลภัสด้วยความสับสนและรู้สึกผิด เกลียดตัวเองนักที่ชอบพูดจารุนแรงกับเธอ แถมใจแข็งไม่ยอมบอกความรู้สึกจริงๆจากใจ พิมพ์ลภัสไม่ได้ยี่หระความคิดของเขา ความโกรธปนน้อยใจที่พลุ่งพล่านทำให้ขาดสติ มุ่งหน้าไปใช้โทรศัพท์สาธารณะของโรงแรมโทร.ทวงหนี้จากกิตติชัย

พวงผกาเป็นคนรับสายแทนเหมือนเคย พิมพ์ลภัสหัวเสียมาก ปรี๊ดลั่นให้ไปตามกิตติชัยมาพูดสายและโอนเงินค่าจ้างที่ค้างมาทั้งหมด แต่ไม่ทันได้เรื่อง ชุติมาที่จับสังเกตอดีตนางแบบอยู่แล้วก็โผล่มาขัดจังหวะ!

พิมพ์ลภัสถึงกับอ้าปากค้างเมื่อชุติมาแย่งโทรศัพท์จากมือและกระแทกหูวางโครมใหญ่

“ทำบ้าอะไรของเธอชุติมา”

“พนักงานไม่มีสิทธิ์มาใช้โทรศัพท์ที่นี่”

“กดขี่กันเกินไปแล้ว แค่โทรศัพท์ก็ยังห้าม”

“มันไม่ใช่การกดขี่ แต่มันคือกฎระเบียบ คนที่ใช้ชีวิตไร้ระเบียบวินัยอย่างเธอคงไม่เข้าใจ อีกอย่าง

คุณรเมศก็สั่งให้ฉันคอยเป็นหูเป็นตาคอยรายงานความไม่ชอบมาพากลของคนที่อาจก่อเรื่องวุ่นวายให้กับที่นี่ โดยเฉพาะคนไม่น่าไว้ใจอย่างเธอ ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ เผลอๆอาจจะชวนพวกมาพาหนีเชิดหนี้ไปก็ได้ ใครจะรู้”

เหล่าพนักงานได้ยินเสียงเอะอะเลยตามมามุง

พิมพ์ลภัสอับอายมาก กระแทกไหล่ชุติมากลับไปทำงานในห้องอาหาร บวรทัตผ่านมาได้ยินพอดีเลยเก็บเรื่องราวไปรายงานรเมศ

“คุณเมศคงไม่คิดว่าคุณพิมพ์เธอจะติดต่อนายกิตติชัยเพื่อร่วมมือกันเหมือนครั้งที่แล้วใช่ไหมครับ”

“สำหรับพิมพ์...อะไรก็ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้น”

“แต่เรื่องนี้ผมว่าคุณเมศน่าจะไว้ใจสัญชาตญาณของตัวเองนะครับ คนรักศักดิ์ศรีอย่างคุณพิมพ์ ถึงแม้จะร้ายไปบ้าง แต่คงไม่คิดทำอะไรถึงขั้นเลวหรอกครับ”

“ยังไงก็ประมาทไม่ได้ จับตาดูต่อไป ถ้าพิมพ์ต้องการติดต่อกับนายกิตติชัยจริง มันต้องมีอีกเป็นครั้งที่สองแน่!”

กิตติชัยหน้าซีดเผือดเมื่อรู้จากพวงผกาว่าพิมพ์ลภัสโทร.มาทวงค่าจ้าง แต่ไม่ใช่เพราะกลัวต้องใช้หนี้ แต่ระแวงมากกว่าว่าอดีตนางแบบจะรื้อฟื้นเรื่องเขาพยายามขโมยของรเมศแล้วจะกลายเป็นคดีความ ถนอมเลยถูกกิตติชัยโทร.จิกหลังจากนั้นให้ตามสืบเรื่องอดีตนางแบบอีกครั้ง หวังลากตัวกลับมาปิดปากให้ได้!

พิมพ์ลภัสไม่รู้เรื่องด้วย มัวรับมือกับความหิวแทบจะเป็นลมเพราะไม่ได้กินมื้อเที่ยง แต่ก็ไหว้วานใครให้รับหน้าที่แทนไม่ได้เพราะมีแต่คนเหม็นหน้า กานดาที่รู้สึกผิดเพราะกล่าวหาเพื่อนสาวร่วมห้องโดยไม่ฟังเหตุผล เลยคิดหาทางช่วยด้วยการขอให้เชฟทำข้าวไข่เจียวให้

จินตนามองท่าทางกินอย่างหิวโหยของพิมพ์ลภัสแล้วส่ายหน้าอ่อนใจ ใจหนึ่งก็อ่อนลงมากแล้ว แต่อีกใจก็ยังอคติเพราะเรื่องเก่าๆ ต่างจากกานดาที่มองมาด้วยความชื่นชม

“จริงๆก็น่าเห็นใจนะ คนไม่เคยต้องมาลำบาก แค่นี้ก็ถือว่าอดทนมากแล้ว”

“อดทนอะไรกัน แทบจะตบแขกแล้วเมื่อกี้”

“เธอก็รู้นี่ว่าพิมพ์ไม่ได้ผิด ลูกค้าคนนั้นต่างหากที่เป็นฝ่ายหาเรื่อง”

“เรื่องแค่นี้เธอจะมาใจอ่อนง่ายๆเหรอกาน จำไม่ได้เหรอว่ายัยนั่นร้ายกับเรามายังไง”

กานดาถอนใจยาว เตือนสติเพื่อนสาวให้แยกแยะ “ร้ายก็ส่วนร้าย ดีก็ส่วนดีสิจิน ลองคิดดูสิว่าถ้าเป็นเราที่โดนทุกคนรุมประณาม ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิดบ้างจะรู้สึกแย่แค่ไหน พิมพ์อาจจะนิสัยแย่ไปบ้าง แต่จริงๆแล้วก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ยังไงก็ยังต้องอยู่กันไปอีกนาน อย่าไปถือสาอะไรให้รกสมองเลย”

ooooooo

นอกจากจะช่วยให้พิมพ์ลภัสไม่เป็นลมเพราะหิวกลางห้องอาหารแล้ว กานดายังไถ่โทษและปลอบใจอดีตนางแบบด้วยการขอโทษและยอมให้ใช้พัดลมด้วย

“ไม่กลัวเสียหน้าเสียศักดิ์ศรีเหรอที่มาขอโทษฉัน”

“จะกลัวทำไม ถูกก็ถูก คนจนๆอย่างฉันไม่มีอะไรจะเสีย จะผิดจะถูกก็ยอมรับตรงไปตรงมา จะขอบคุณ ขอโทษอะไรก็มาจากใจล้วนๆ ไม่คิดมากให้เปลืองสมองหรอก”

“ขอบใจนะสำหรับข้าวไข่เจียว อย่างน้อยเธอก็ทำให้ฉันรู้ว่าที่นี่ยังมีคนมีมนุษยธรรมอยู่ตั้งคนหนึ่ง”

“ที่นี่ไม่มีใครใจยักษ์ใจมารหรอกนะ ถ้าเธอจะหัดมองคนอื่นซะใหม่ แล้วถ้าไม่อยากให้ใครดูถูกก็รู้จักหัดสู้ แล้วก็เปลี่ยนแปลงตัวเอง ฉันไม่อยากตกนรกไปทั้งชาติหรอกนะ”

“ลูบหลังแล้วตบหัวเชียวนะ แต่ก็ช่างเถอะ ฉันจะถือว่ามันเป็นแรงผลักดันทำให้ฉันฮึดก็แล้วกัน พรุ่งนี้ฉันจะไปทำงานแต่เช้า บริการลูกค้าไม่ให้ผิดซักโต๊ะเดียว เอาให้คุณพัชรีหาเรื่องด่าฉันไม่ถูกเลยเป็นไง”

“อ๊าย...ให้มันได้อย่างนี้สิ ฉันคิดไม่ผิดจริงๆที่วันนี้ตั้งใจจะให้รางวัลเธอ”

เรื่องวุ่นวายและแรงกดดันทำให้พิมพ์ลภัสประสาทเสีย แต่กำลังใจจากคนรอบข้าง ทั้งกานดาและอภิชาติทำให้ฮึดสู้อีกครั้ง อดีตนางแบบตั้งใจจะทำงานให้ดีขึ้นจะได้ไปให้พ้นๆจากคนใจร้ายที่นี่สักที!

เวลาเดียวกันนั่นเอง รเมศ...คนใจร้ายของพิมพ์ลภัสกำลังหมกมุ่นกับปัญหาของหมู่บ้านปลายดอย โดยเฉพาะเรื่องพ่ออุ๊ยจรัญที่รั้นไม่ยอมขายที่ดินจนภัยอาจมาถึงตัว กิตติชัยคงไม่ยอมปล่อยไว้ เพราะมีผลประโยชน์มหาศาลจากนายทุนต่างชาติรออยู่ บวรทัตที่มารายงานเรื่องโฉนดที่ดินของชาวบ้านพลอยหนักใจไปด้วย

“ถ้าพ่ออุ๊ยยอมขายที่ให้คุณเมศ เรื่องทุกอย่างก็คงง่ายขึ้นนะครับ”

“ผมก็หวังว่าจะทำให้แกเข้าใจและใจอ่อนเร็วๆ ก่อนที่ที่ตรงนั้นจะตกไปอยู่ในมือของคนอื่น”

“ถ้ามีคนใจบุญทำเพื่อชาวบ้านแบบคุณเมศเยอะๆ ก็ดีสิครับ”

“ผมก็ทำได้เท่าที่ได้ล่ะครับ ยังไงก็คงไม่มีเงินจะไปกว้านซื้อที่ดินทั้งประเทศ วันหนึ่งถ้าผมมีลูกหลาน ถ้าลูกหลานคิดไม่ได้ ทำทุกอย่างเพราะเห็นแก่เงิน ก็คงจะทำอะไรไม่ได้...”

ระหว่างที่รเมศพยายามรักษาแผ่นดินเพื่อลูกหลาน กิตติชัยก็ตั้งหน้าตั้งตาจะคว้าผลประโยชน์จากแอนดี้นายทุนต่างชาติให้ได้ และข่าวเช็กจากพวงผกาที่ว่าพิมพ์ลภัสใช้เบอร์โรงแรมจารวีโทร.มาทวงหนี้ก็ทำให้สติแตก

อรอุษาเห็นสามีเครียดจัดเลยปลอบให้ใจเย็นๆ เพราะเชื่อแน่ว่าพิมพ์ลภัสต้องสำคัญบางอย่างกับรเมศ

“ไหนคุณบอกว่าไอ้รเมศมันคั่วอยู่กับมาธวีไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมพิมพ์ลภัสยังอยู่ที่นั่นได้”

“ฉันจะไปรู้เหรอคะ ก็เห็นข่าวเม้าท์กันให้แซ่ดว่านายยศพลน่ะตัวหลอก นายรเมศต่างหากคือตัวจริง แต่จะว่าไปก็แปลกๆนะคะ แม่เลี้ยงลูกเลี้ยงไม่ถูกกันจะตาย ทะเลาะกันทีสื่อตามเล่นข่าวกันโครมๆ แต่นี่เงียบมาก มีแต่ข่าวจากยัยแม่เลี้ยงฝ่ายเดียว ฝั่งยัยลูกเลี้ยงเงียบกริบ”

“มันใช่เวลามาเม้าท์ข่าวบันเทิงไหมคุณ”

“ใจเย็นสิคะ ฉันกำลังจะบอกว่าที่พิมพ์ลภัสยังอยู่กับนายรเมศแล้วไม่เป็นข่าว อาจเป็นเพราะเขาเก็บพิมพ์ลภัสไว้ในฐานะอื่นก็ได้นะคะ คุณลองให้คนของคุณเข้าไปสืบดูสิคะ...”

ooooooo

ถนอมรับคำสั่งไปตามสืบเรื่องพิมพ์ลภัสในโรงแรมจารวี พร้อมกับที่มาธวีได้รับแรงกดดันจากจีน่าให้เร่งเอาคำตอบของรเมศจะยอมขึ้นปกนิตยสารหรือไม่ ส่วนพิมพ์ลภัสไม่ได้สนใจเรื่องคนอื่น วุ่นวายกับงานเสิร์ฟจนทุกคนแปลกใจ โดยเฉพาะรเมศที่ได้รับรายงานจากพัชรีถึงพฤติกรรมของอดีตนางแบบ

“ตั้งใจทำงานขึ้นเยอะ เมื่อวานโดนดุไปชุดใหญ่ เห็นพวกพนักงานเม้าท์กันว่าแอบหลบไปร้องไห้อยู่ตั้งนาน สงสัยจะคิดได้แล้วมั้งคะว่าควรทำตัวยังไงถึงจะทำงานได้ไม่มีปัญหา”

รเมศถึงกับอึ้งเมื่อรู้ว่าอดีตนางแบบดังถูกดุจนร้องไห้ แต่ก็ยังทำใจแข็ง “คนเราไม่มีใครเก่งทุกอย่างมาตั้งแต่เกิด เรื่องบางเรื่องเราก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้และปรับตัว ขอบคุณนะครับที่ยอมอดทนรับพนักงานแสนดื้อคนนี้ไว้ขัดเกลา”

“คงต้องขัดเกลากันอีกมาก แต่ได้แค่นี้ดิฉันก็โล่งใจไปเยอะแล้วค่ะ ขอตัวไปตรวจงานต่อก่อนนะคะ”

แต่ถึงจะออกตัวแบบนั้น รเมศก็อดรนทนไม่ไหวต้องตามไปดูพฤติกรรมของพิมพ์ลภัสให้เห็นกับตา

“ดูคุณจะปรับตัวได้เร็วนะ”

“ถ้าฉันไม่ปรับตัว ฉันคงนอนตายใต้ฝ่าเท้าคนที่นี่ไปแล้ว”

“ก็ดี...ผมจะได้มั่นใจได้ว่าหนี้ผมจะไม่สูญ”

“คุณไม่ต้องกลัว คนอย่างฉันไม่เคยหนี ฉันชดใช้ให้คุณทุกบาททุกสตางค์แน่!”

รเมศหนักใจมากที่คุยกับพิมพ์ลภัสไม่เข้าใจ แต่ไม่ทันสรตะความคิดตัวเอง มาธวีก็โทร.มาทวงคำตอบเรื่องถ่ายปกนิตยสารเสียก่อน เจ้าของโรงแรมหนุ่มจำต้องรับปากตามมารยาท และเตรียมต้อนรับคณะของนิตยสารและห้องเสื้อมาร์ธาของมาธวีเพื่องานแฟชั่นโชว์ที่จะจัดในอีกไม่กี่สัปดาห์

พิมพ์ลภัสไม่ได้ยี่หระเรื่องอดีตแม่เลี้ยง ตั้งหน้าตั้งตาเรียนเทคนิคงานเสิร์ฟจากเหล่าเพื่อนพนักงานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อภิชาติเสนอตัวเป็นเทรนเนอร์เต็มที่ โดยมีกานดาคอยเสริม ส่วนจินตนามองมาด้วยความหมั่นไส้แกมหึง ไม่ชอบให้อดีตนางแบบป้วนเปี้ยนใกล้ๆ พนักงานเสิร์ฟหนุ่มที่แอบชอบมานาน

พัฒนาการของพิมพ์ลภัสทำให้ทุกคนในห้องอาหารจารวีมองเธอในแง่ดีขึ้น คงมีเพียงจินตนาที่ยังปัดอคติเดิมๆ ทิิ้งไม่ได้ เกิดอาการกระฟัดกระเฟียดจนกานดาสัมผัสได้ และไม่รอช้าจะตามไปเคลียร์

“โกรธเหรอที่ฉันไปดีกับพิมพ์”

“เปล่า...เธอเป็นเพื่อนที่ฉันรักที่สุด ฉันไม่มีวันโกรธเธอหรอก”

“งั้นเธอเป็นอะไรล่ะ หงุดหงิดใครมาเหรอ”

“ฉันจะทำยังไงถึงจะห้ามชาติได้ ฉันไม่อยากให้เขารักพิมพ์ เพราะยังไงยัยนั่นก็ไม่มองชาติหรอก”

“นี่เธอชอบชาติขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ใช่...ฉันไม่อยากเห็นชาติเสียใจ รักคนที่มองไม่เห็นความรักของเรามันเจ็บนะ”

พิมพ์ลภัสแอบได้ยินโดยบังเอิญ อ้าปากค้างไม่อยากเชื่อหูว่าระหว่างเพื่อนร่วมงานทั้งสามจะเป็นรักสามเส้า!

ooooooo

เรื่องรักสามเส้าไม่ทันกระจ่าง พิมพ์ลภัสเข้าใจผิดคิดว่ากานดาหลงรักอภิชาติเหมือนกับจินตนา แต่ความจริงคนที่กานดาชอบไม่ใช่ผู้ชาย อดีตนางแบบรับปากกานดาจะไม่บอกใคร สองสาวซุบซิบกันหน้าเครียดเพราะเรื่องรักๆใคร่ๆ เลยไม่ทันสังเกตว่าถนอมที่ติดรถชาวบ้านมาส่งผักให้โรงแรมจับภาพเธอไว้อย่างจัง!

พิมพ์ลภัสไม่ใช่คนเดียวที่ถูกจับภาพไว้ ถนอมก็ถูกรามกับสุริยนต์ผู้ช่วยจับภาพไว้อีกต่อที่หน้าโรงแรม ก่อนจะถูกนำไปส่งต่อให้รเมศที่กำลังพูดคุยกับขนิษฐาอย่างจริงจังเรื่องพิมพ์ลภัสและงานแฟชั่นโชว์ผ้าไทย

“ความจริงพนักงานคนใหม่ของเราก็เคยเป็นนางแบบมาก่อน คุณเมศน่าจะให้เขาเดินแบบในงานนี้นะคะ จะได้มีเงินมาใช้หนี้โรงแรมได้เร็วขึ้น เรื่องทุกอย่างก็จะได้ไม่ต้องยุ่งยากด้วย”

“ไม่ครับ...พิมพ์ลภัสไม่มีสิทธิ์ที่จะเดินแบบในงานนี้”

“ทำไมคะ...หรือคุณเมศไม่อยากได้เงินคืนเร็วๆ”

“เรื่องเงินน่ะไม่เท่าไหร่หรอกครับ ผมอยากให้เขาสำนึกผิดจริงๆมากกว่า ไม่ใช่คิดว่าขายรูปร่างหน้าตาได้เงินมาง่ายๆแล้วจะมาดูถูกคนอื่น ไม่รู้จักคุณค่าของเงิน ดูถูกคนที่ทำงานต่ำกว่า ดูถูกงานที่เห็นว่าค่าแรงถูก ผมอยากให้เขาเรียนรู้ว่าไม่มีอะไรแก้ไขได้ง่ายๆ โดยเฉพาะได้มาจากการทำผิดด้วยการโกหก”

“สรุปก็คือ...คุณเมศอยากรั้งให้คุณพิมพ์อยู่ที่นี่ไปนานๆ”

คำถามนี้ทำให้รเมศนิ่งไปอึดใจ ขนิษฐาพอจับอาการคนปากแข็งได้เลยแกล้งทิ้งท้าย

“แน่ใจนะคะว่าถ้าทุกอย่างจบลง คุณเมศจะปล่อยเธอไปอย่างที่เคยบอกน้องไว้”

“ผมไม่เคยผิดคำพูด คุณน้องก็รู้...”

ภาพพิมพ์ลภัสในโรงแรมจารวีทำให้กิตติชัยตัดสินใจสั่งให้ถนอมไปปิดปาก จะด้วยวิธีไหนก็ได้แค่อย่าให้อดีตนางแบบโผล่มาเป็นพยานเรื่องซื้อที่ดินของเขา รเมศกับรามก็พอเดาทางได้ คิดจะเพิ่มเวรยามรอบโรงแรมและเข้มงวดกับพิมพ์ลภัสมากขึ้นไม่ให้ไปไหนนอกโรงแรมเด็ดขาด!

พิมพ์ลภัสไม่รู้ตัวจะโดนกักบริเวณ มัวหัวเสียเพราะถูกจินตนาท้าทายให้ทำงานแข่งเพราะหมั่นไส้ที่เพื่อนพนักงานญาติดีกับเธอ กานดามองมาด้วยความเป็นห่วง ทั้งจินตนาที่ตั้งท่าจะเอาชนะและพิมพ์ลภัสที่หัวแข็งจนน่าเหนื่อยใจ แล้วอดีตนางแบบก็ได้พิสูจน์ตัวเอง เมื่อเห็นคาตาว่าคู่แข่งของเธอถูกลูกค้าฝรั่งลวนลาม!

แล้วก็เป็นเรื่องจนได้ เมื่อจินตนาถูกลูกค้าฝรั่งหาเรื่องเพราะไม่ยอมเล่นด้วย พิมพ์ลภัสเกือบจะไม่ยุ่งแล้ว ถ้าหากจะไม่ได้ยินเพื่อนพนักงานพูดถึงความลำบากของจินตนาที่ต้องหาเงินไปรักษาพ่อ และเสียงโวยวายของลูกค้าฝรั่งจอมลามกก็ทำให้อดีตนางแบบดังปัดทิฐิทิ้ง เดินหน้าไปเอาเรื่องเพื่อปกป้องจินตนา

“อย่าคิดนะว่าทำอะไรแล้วจะไม่มีใครรู้ใครเห็น ฉันเห็นกับตาว่าแกลวนลามเพื่อนฉัน แกจับก้นเพื่อนฉัน!”

รเมศ บวรทัต รามและขนิษฐาที่กำลังคุยเรื่องกิตติชัยได้ยินเสียงเอะอะจากห้องอาหารจารวีก็รีบไปดู ทันเห็นวีรกรรมห้าวหาญของพิมพ์ลภัสที่ต่อปากต่อคำกับลูกค้าฝรั่งอย่างเผ็ดร้อนเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของเพื่อนร่วมงาน

“โกหก! ฉันจะฟ้อง แกโดนไล่ออกแน่”

“นึกว่าฉันจะกลัวเหรอ จะไล่ออกก็เชิญ แต่ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงเหมือนกัน”

“ไม่ต้องมาถ่วงเวลา ผู้จัดการอยู่ไหน ไปเรียกมาเดี๋ยวนี้”

รเมศยืนฟังทุกอย่างเงียบๆ ก่อนจะตัดสินใจโพล่งออกไป

“ผมเป็นเจ้าของที่นี่ ผมยินดีจะไล่พนักงานคนนี้ออก...ถ้าผมพิสูจน์ได้ว่าเธอไม่ได้พูดโกหก!”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"นาย-โม" ทะเลาะแตกหัก เมาเละจนโดนทิ้งข้างถนนในละคร “Tee ใครทีมันส์”

"นาย-โม" ทะเลาะแตกหัก เมาเละจนโดนทิ้งข้างถนนในละคร “Tee ใครทีมันส์”
12 ธ.ค. 2562
07:45 น.