ตอนที่ 4
แม้จะถูกพ่อปรามและห้ามไม่ให้ยุ่งกิจของชาย แต่เกศอาภาก็เล็ดลอดเข้าโรงตีเหล็กและขโมยลูกศรมาฝึกยิงธนูจนได้ แต่ฝีมือของเธอก็อ่อนหัดนักยิงไม่เข้าเป้าสักลูก
อริยะแอบดูอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจปรากฏตัวและแสดงฝีมืออันแม่นยำของตน
“แค่จะยกคันธนูเจ้าก็ไม่มีแรงเสียแล้ว จะหวังให้ลูกธนูเข้าเป้าได้อย่างไร”
“ลูกธนูของเจ้าทำลายสมาธิข้า”
“คนเยี่ยงไรกันหนอที่มักจะมีข้ออ้างลบความผิดพลาดของตัวเอง”
คำพูดหยอกเย้าของเขาทำให้เกศอาภานึกเคือง โต้อย่างฉุนเฉียว
“เจ้าดูถูกความสามารถผู้หญิงเกินไปแล้ว”
“ข้าชื่นชมผู้หญิงที่รู้หน้าที่และอยู่ในที่ทางที่ตัวเองควรอยู่”
เกศอาภาโกรธมาก เดินหนีดื้อๆ อุษาซึ่งมาตามตัวกลับเรือนพยายามห้ามแต่เจ้านายสาวก็ไม่ฟัง ผลุนผลันวิ่งเตลิดไปอีกทาง อริยะเห็นท่าไม่ดี รีบตามไปดักหน้าแต่ก็ไม่วายแหย่ขำๆ
“เจ้ายังฟังข้าไม่ทันจบ ข้าชื่นชมผู้หญิงที่มุ่งมั่นทำในสิ่งที่เกินตัว แลทำได้สำเร็จด้วยต่างหาก ทีเล่นทีจริงดังเจ้าหัดยิงธนูเมื่อครู่...มันน่าขำไม่ต่างจากจับลิงป่ามาเล่นจำอวดดอก”
“ข้ามิใช่ลิงป่า เจ้าหยุดหัวเราะเยาะข้าเดี๋ยวนี้!”
“ไม่อยากเป็นลิงป่า เจ้าก็มีทางเลือกสองทาง...กลับเรือนไปทำงานที่ผู้หญิงควรทำหรือฝึกยิงธนูกับข้า”
“เจ้าเก่งกาจนักรึไงจึงบังอาจจะมาเป็นครูข้า”
“ฝีมือข้า...เจ้าก็เห็นแล้ว เจ้าเองก็ไม่ปฏิเสธมิใช่รึว่ามันเหนือกว่าใครในจันทรปุระ”
ไม่รู้ว่าเพราะฝีมือร้ายกาจของเขาหรือเพราะแววตาอบอุ่นชวนให้ไว้ใจกันแน่ทำให้เกศอาภายอมให้เขาสอนยิงธนู แต่ฝีมือและชั้นเชิงของเธอก็อ่อนหัดนัก จนทำให้ครูฝึกหนุ่มถึงกับหลุดขำ
“จักสอนก็สอน ครูที่ดีย่อมมิหัวเราะเยาะศิษย์ตัวเองดอก”
“เจ้ายอมรับข้าเป็นครูเจ้าก็ดีแล้ว เจ้าตอบข้ามาก่อน แล้วเจ้าจักเรียนรู้วิชาต่อสู้ วิชาอาวุธไปเพื่อสิ่งไร”
“ข้าเป็นคนจันทรปุระ ยามนี้แม้มิมีศึกสงครามก็ประมาทมิได้ หากศัตรูยกมา ข้าจักได้ป้องกันแผ่นดินเกิด”
“ดี...น่ายินดีนักที่ได้ยินเยี่ยงนี้ ยกธนูของเจ้าขึ้น”
ทันทีที่เธอทำตาม อริยะก็ยืนประกบและจัดท่าทางให้เธอจากด้านหลัง พร้อมกระซิบสอนข้างหู
“เรี่ยวแรงมิใช่สิ่งสำคัญ อยู่ที่ความตั้งมั่นของเจ้า... หยุดลมหายใจ อย่าละสายตาของเจ้าจากเป้าหมาย จิตใจต้องสงบนิ่ง มิใช่วอกแวกเช่นลิงป่า แน่ใจแล้วก็ปล่อยอาวุธในมือเจ้าออกไป”
เกศอาภาทำตาม ลูกธนูยิงก็เข้าเป้าอย่างแม่นยำจนเธออดภูมิใจไม่ได้ และเมื่อเขาทำท่าจะสอนแบบแนบชิดอีกครั้ง ก็รีบเบี่ยงตัวออกและจะปล่อยหมัดใส่เขา แต่ก็พลาดท่าถูกเขาดึงไปกอดจนได้
“วิชาต่อสู้ด้วยมือเปล่าของเจ้ายังต้องฝึกอีกมาก”
ถ้อยคำเย้าแหย่ของเขาทำให้เธอนึกเคือง สะบัดหน้าหนีกลับเรือนพร้อมอุษา ทิ้งให้ครูฝึกหมาดๆมองตามขำๆ ก่อนจะตัดสินใจตะโกนไล่หลัง
“เจ้าเป็นลูกศิษย์ข้าแล้ว ใจคอเจ้าจักไม่บอกข้ารึว่าเจ้าชื่ออะไร”
“เจ้าไม่บอกชื่อเจ้า แล้วจำเป็นด้วยรึที่ข้าต้องบอกชื่อข้า...”
ooooooo
แม้จะทำเหมือนเหม็นขี้หน้าและไม่ไว้ใจครูฝึกนัก แต่เกศอาภาก็ลอบไปเจอเขาอีกหลายครั้งเพื่อฝึกยิงธนูและศิลปะการต่อสู้ อุษาเฝ้ามองทุกอย่างด้วยความไม่สบายใจ กลัวปุณณะจะรู้ถึงความลับนี้ แต่เจ้านายสาวก็ไม่หวั่น มั่นใจว่ากว่าพ่อจะมีโอกาสรู้เรื่องนี้เธอคงยิงธนูเก่งไปแล้ว
ผีบุษกรดึงโยสิตาจากอดีตและแหวใส่เสียงเขียวที่อีกฝ่ายกล้าแย่งคนรักของเธอทั้งในอดีตและชาตินี้ หลังจากนั้นก็โผล่ไปรำพันกับกฤตธรซึ่งหลับสนิทด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“ข้าต่ำต้อยกว่ามันรึไร ท่านจึงทำร้ายจิตใจข้า ฝ่าฝืนแม้กระทั่งโองการจากเทวะ”
กฤตธรถูกดึงสู่อดีตเมื่อหลายปีก่อนอีกคน ตอนที่มหาพราหมณ์กัมพูทำพิธีต่อเทพเจ้าเพื่อปล่อยโคมลอย
“องค์มหาเทพเป็นพยาน...โคมเสี่ยงทายในวันนี้จักนำพามาซึ่งความมั่นคงมั่งคั่งแห่งจันทรปุระ หากเทพแห่งวาหะนำพาโคมเสี่ยงทายพลัดตกที่ใด สตรีนางแรกผู้เก็บโคมเสี่ยงทายนี้ได้คือผู้มีบุญบารมีอันควรคู่แก่เจ้าชายอริยะและจักครองบัลลังก์แห่งจันทรปุระสืบไป”
อริยะเจ้าชายรัชทายาทแห่งจันทรปุระตั้งจิตอธิษฐานและปล่อยโคมลอยเสี่ยงทาย บุษกรรออยู่แล้วและไล่ยื้อแย่งโคมลอยจากเกศอาภาจนได้ แล้วรีบนำไปยืนยันเพื่อเข้าพิธีถวายตัว
“ข้า...บุษกร บุตรสาวมหาพราหมณ์กัมพู ขอคารวะสูงสุดเบื้องหน้าเทวะแลองค์สูริยะแห่งจันทรปุระ ฟ้าดินเป็นพยานด้วยสัจจะวาจาแห่งข้า ข้าขอถวายความจงรักภักดีด้วยชีวิตของข้าแก่บัลลังก์แห่งจันทรปุระ”
หลังจบพิธีถวายตัว อริยะก็พาบุษกรว่าที่เจ้าสาวของเขาไปเดินเล่นในสวน
“ท่านพ่อข้าดีใจนักที่ผู้เก็บโคมเสี่ยงทายได้เป็นเจ้า มิเสียแรงที่ท่านพ่อข้าและท่านพ่อเจ้าเป็นเพื่อนรักกัน”
“ทุกสิ่งล้วนเป็นไปตามเทวะบัญชาและข้าจักทำหน้าที่ของข้าดังสัจจะวาจาที่ให้ไว้”
“เจ้าจงเตรียมตัวให้ดีเถิด เดือนเพ็ญหน้าคือวันอภิเษกของเราสองคน”
บุษกรดีใจมาก เร่งเตรียมผ้าผ่อนและข้าวของเพื่องานอภิเษกที่เฝ้ารอ เช่นเดียวกับอริยะที่ตระเตรียมพาหุรัดหรือกำไลรัดศอกทำจากทองคำบริสุทธิ์ประดับด้วยพลอยสีน้ำผึ้งหรือบุษราคัมเพื่อรับขวัญว่าที่มเหสี ส่วนเกศอาภา... ยังไม่รู้ความหมายของโคมลอยและยังเฝ้ารอเวลาจะได้ฝึกวิชากับครูฝึกหนุ่มด้วยใจจดจ่อ
อริยะก็เฝ้ารอไม่ต่างกัน พร้อมกับอดแปลกใจกับตัวเองไม่ได้ที่รู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้เจอหน้าลูกศิษย์จอมรั้น และวันนี้ระหว่างฝึกวิชาเขาก็ตัดสินใจชวนเธอคุยเพื่อทำความรู้จักกันให้มากขึ้น
“หากเกิดสงครามขึ้น เจ้าจักทำสิ่งใดเป็นสิ่งแรก”
“ข้าจักตัดผมของข้าทิ้งแล้วจับดาบของข้าออกไปขับไล่ศัตรู”
“ชั่วชีวิตของเจ้า สิ่งนั้นคงไม่มีวันเกิดขึ้นดอก”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร พ่อข้าพูดเสมอว่าท้องฟ้าที่สงบเงียบมิได้หมายความว่าพายุจักมิก่อตัวขึ้น”
“องค์สูริยะเป็นกษัตริย์ที่ปกครองจันทรปุระด้วยราชธรรม สงครามจักไม่ก่อเกิดขึ้นดอก”
“สงครามจากภายนอกอาจมิเกิดขึ้น หากแต่คนใกล้ชิดองค์สูริยะนั่นแหละจักก่อให้เกิดสงครามภายใน”
เจ้าชายรัชทายาทนิ่วหน้า แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินเรื่องราวการยื้อแย่งโคมลอยระหว่างลูกศิษย์สาวกับบุษกรลูกสาวคนเดียวของมหาพราหมณ์กัมพูและว่าที่เจ้าสาวของเขา
“โคมลูกนั้นมันลอยตามลมมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วมันจะเป็นของนางได้อย่างไร...เจ้าว่าไหม”
“เจ้าเป็นคนเก็บโคมลูกนั้นได้ก่อนนางรึ”
“ช่างมันเถิด อย่าไปพูดถึงมันเลย ข้ามิได้เสียดายมันสักนิด แต่เสียความรู้สึกมากกว่า นางใช้อำนาจอ้างบารมีพ่อนางข่มคนอื่นให้ต่ำกว่า คนแบบนี้แหละน่ากลัวนัก จักเป็นภัยแก่แผ่นดินจันทรปุระ!”
ooooooo
แม้จะตกใจกับเรื่องที่ได้ยินมากแค่ไหน แต่อริยะก็ไม่ได้แสดงสีหน้าสงสัย จนกระทั่งอุษามาตามเจ้านายสาวกลับเรือน เขาถึงยิ้มออก เมื่อในที่สุดเขาก็รู้จนได้ว่าชื่อของลูกศิษย์สาวคือเกศอาภา
อุษาช่วยยืนยันความจริงอีกแรงว่าเกศอาภาเป็นผู้เก็บโคมลอยเจ้าปัญหานั่นได้เป็นคนแรก และบุษกรก็ยื้อแย่งไปอย่างหน้าไม่อาย อริยะเลยต้องคิดหนักเพราะดูท่าเรื่องอภิเษกคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสียแล้ว...
ผีบุษกรดึงตัวอดีตคนรักจากอดีต จับจ้องใบหน้าหล่อเหลานั้นด้วยความอาลัย ก่อนจะตัดพ้อเสียงเครียด
“สำคัญด้วยรึ...เพราะข้าต่างหากที่ถวายโคมเบื้องหน้าเทวะ เพราะข้าต่างหากที่มาก่อนมัน อย่าได้อ้างบัญชาเทวะ หัวใจของท่านต่างหากที่ลำเอียง!”
เช้าวันต่อมากฤตธรก็ตื่นมาต้อนรับโยสิตาด้วยสีหน้าแจ่มใส แม้จะบาดเจ็บที่แขนจนต้องเข้าเฝือก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาท้อ เดินหน้าจีบช่างภาพสาวอย่างออก นอกหน้า ด้วยการขอให้เธอกินมื้อเช้าเป็นเพื่อน แถมอ้อนให้เธอป้อนอีกต่างหาก ผีบุษกรทนไม่ไหวเลยเข้าสิงร่างเมธาวีให้โผล่ไปอาละวาด
“อีผู้หญิงหน้าด้าน อีคนไม่มียางอาย มึงแย่งของของกู!”
นอกจากจะด่าทอเสียๆหายๆแล้ว เมธาวียังตบตีช่างภาพสาวอย่างเอาเป็นเอาตาย กฤตธรจะห้ามแต่สภาพร่างกายไม่อำนวย ร้อนถึงกวินทร์กับกสินทร์ที่ได้ยินเสียงเอะอะต้องมาช่วยแยกสองสาวแทน
กวินทร์พาแฟนสาวที่มีอาการตัวสั่นไปพักในห้อง และจังหวะที่เขาเผลอ ผีบุษกรก็เข้าประชิดเมธาวี
“นังผู้หญิงคนนี้มันหน้าด้าน มันแย่งของรักของเจ้าไปต่อหน้าต่อตา ยังมิเห็นอีกรึนังคนโง่!”
เมธาวียกมือปิดหู พยายามขัดขืนการควบคุมของผีร้ายแต่ก็ฝืนไม่ไหวถูกครอบงำอีกครั้ง
“เจ้าต้องฟังคำสั่งข้าผู้เดียวเท่านั้น เจ้าจะยอมให้อีนังคนนั้นมาแย่งของรักของเจ้าไปได้อย่างไร...”
กวินทร์ทิ้งแฟนสาวให้นั่งสงบสติอารมณ์ตามลำพัง แล้วมุ่งหน้าไปดูอาการโยสิตาด้วยความเป็นห่วง เมื่อช่างภาพสาวหายตกใจและแยกตัวไปทำงานที่บ้านรับรองแล้ว เขา พี่ชายและพ่อก็ถือโอกาสนั่งดูภาพจากกล้องวงจรปิดวันที่บ้านรับรองถูกโจรงัดเข้ามาขโมยของและฆ่ากันตายอย่างสยดสยอง
ภาพกลุ่มควันสีดำปริศนาที่ก่อตัวในบ้านรับรองสร้างความสงสัยให้แก่สามหนุ่มพ่อลูกเป็นอย่างมาก โดยไม่รู้เลยว่าเวลาเดียวกันนั้นเอง โยสิตาก็ต้องรับศึกหนักจากผีบุษกรที่แผลงฤทธิ์ขังเธอไว้ในห้องทำงานของเกรียง และทันทีที่ผีร้ายปรากฏโฉมอันน่าเกลียดน่ากลัว โยสิตาก็ตกใจจนหมดสติ!
เมื่อฟื้นขึ้น โยสิตาก็ถูกดึงสู่อดีตพันปีก่อนอีกครั้ง และครั้งนี้ก็ปรากฏภาพชายหนุ่มหน้าเหมือนกฤตธรกำลังถกเถียงกับชายหนุ่มอีกคนที่น่าจะเป็นพ่อนามว่าองค์เหนือหัวสูริยะ
“ท่านพ่อ...ระหว่างความจริง ความถูกต้องกับการยอมผ่อนปรน อย่างไหนสำคัญกว่ากัน”
“สำคัญเท่าๆกัน ยิ่งปกครองดูแลคนหมู่มาก ยิ่งต้องยึดเอาความจริงและความถูกต้องเป็นหลัก มิเช่นนั้นเจ้าจักปกครองคนมิได้ บ้านเมืองจักมีแต่ความวุ่นวายหาความสงบสุขมิได้เลย”
“แล้วเมื่อใดเราจึงควรใช้ความผ่อนปรน”
“เมตตาธรรมคือราชธรรมข้อสำคัญที่เจ้าพึงยึดถือให้มั่น เมตตาธรรมนำมาซึ่งการประนีประนอมผ่อนปรนที่หนักจักกลายเป็นเบา ที่ร้อนจักกลายเป็นเย็น”
อริยะคิดหนัก ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงว่าบุษกรไม่ใช่คนที่เก็บโคมลอยได้เป็นคนแรก!
ooooooo
มหาพราหมณ์กัมพูรู้เรื่องทั้งหมดในเวลาต่อมาและไม่รอช้าจะไปคาดคั้นความจริงจากปากลูกสาวคนเดียว แต่บุษกรก็ปากแข็งเหลือเชื่อ พร้อมกับยืนยันความจริงที่ว่าเธอคือคนที่ทำพิธีถวายตัว
“ความจริงเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจ เจ้ากำลังพูดความเท็จแก่พ่อ แต่เจ้ามิอาจปิดบังความจริงต่อองค์เทวะได้ดอก”
“จักต้องให้ข้ากล่าวคำสัตย์สาบานต่อหน้าองค์เทวะรึไร ท่านพ่อจึงจักเชื่อลูก”
“เทวะอยู่ในใจของเจ้าเองบุษกร จริงเท็จเจ้าต้องรู้อยู่แก่ใจ”
คำพูดกดดันของพ่อทำให้บุษกรเริ่มร้อนรน แต่กระนั้นก็ไม่ยอมจำนน
“ในเมื่อลูกถวายตัวต่อองค์เทวะแล้ว ท่านพ่อจักให้ลูกเสียหน้ารึ ลูกจักมองหน้าใครในจันทรปุระนี้ได้อีก”
“เสียหน้ามิใช่เรื่องสำคัญ ศักดิ์ศรีต่างหากที่เจ้าควรรักษามันไว้”
“ก็เพราะศักดิ์ศรีนี่อย่างไร ลูกจึงต้องทำเยี่ยงนี้ ลูกรักองค์อริยะ...รักมานานแล้ว ท่านพ่อก็รู้ องค์สูริยะก็เคยออกปาก หากได้ลูกเป็นสะใภ้จักเป็นวาสนาเป็นศักดิ์เป็นศรีแก่จันทรปุระ แล้วท่านพ่อจักให้ลูกทำเยี่ยงไรเมื่อเห็นกับตาว่าโคมเสี่ยงทายนั้นตกอยู่ในมือหญิงอื่น”
“เจ้าจงหักใจเสีย...ทุกสิ่งควรเป็นไปตามเทวะบัญชา”
บุษกรเจ็บใจมากเมื่อทุกอย่างที่ฝันและหวังพังไม่เป็นท่า ต่างจากอริยะที่พยายามตามสืบเรื่องเกศอาภาด้วยการสะกดรอยตามจนรู้ในที่สุดว่าเธอก็คือลูกสาวคนเดียวของปุณณะแม่ทัพใหญ่แห่งจันทรปุระ
ความเป็นมาและอุปนิสัยห้าวหาญเกินหญิงของเกศอาภาทำให้อริยะประทับใจอย่างบอกไม่ถูก และเมื่อถึงเวลาต้องเผชิญหน้ากับบุษกรเพื่อบอกลา เขาเลยทำได้แบบไม่มีลังเล บุษกรช้ำใจมากแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้
“ในสายตาท่านอาจมองว่าข้าเป็นคนตลบตะแลงฉ้อฉลไปเสียแล้ว”
“เจ้าคิดมากไป ความคิดเยี่ยงนั้นมิเคยเกิดขึ้นแก่ใจข้าเลยบุษกร”
“แต่ในสายตาผู้อื่น ข้ากลายเป็นคนน่าชังไปเสียแล้ว ข้าขอยืนยัน...ข้ามิได้แย่งชิงโคมนั้นมาจากนาง ข้าเพียงออกปากขอนางดีๆและนางก็เต็มใจมอบโคมนั้นแก่ข้า”
“เรื่องแล้วไปแล้ว ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นเถิด เจ้าอย่ากังวลใจไปเลย”
อริยะถอนใจยาวและจะผละไป บุษกรทนไม่ไหว ถลาไปขวางหน้า
“ข้ารู้...ในใจท่านอดตำหนิข้ามิได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าอยากให้ท่านรับรู้คือทุกสิ่งที่ข้าทำเพราะข้ารักท่าน นานเท่าไรข้าก็จำมิได้ ข้าอธิษฐานต่อหน้าองค์เทวะทุกวันแลคืนให้ข้าได้มีวาสนาเคียงข้างครองคู่กับท่าน”
“ขอบใจเจ้านักบุษกร เราสองคนก็ได้เห็นกัน แลเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่น้อย”
“หากน้ำใจข้ายังพอมีค่า ท่านจงโปรดใคร่ครวญบัญชาองค์สูริยะใหม่ วิงวอนให้ท่านเห็นใจข้าด้วย”
“ราชาแห่งจันทรปุระเปล่งวาจาใดแล้วจักคืนคำได้อย่างไรกัน ในเมื่อทุกสิ่งควรเป็นไปตามเทวะบัญชา!”
ooooooo
ปุณณะซึ่งยังไม่รู้ว่าลูกสาวคนเดียวเป็นคนที่เทวะเลือกเพราะเก็บโคมลอยได้ ถูกเรียกตัวไปเฝ้าองค์สูริยะแต่เช้า ส่วนเกศอาภาซึ่งยังไม่รู้ตัวเช่นกันก็รีบออกไปเจอครูฝึกหนุ่มตามนัด
อริยะพยายามทำความรู้จักกับว่าที่เจ้าสาว แล้วก็ได้แต่ทึ่งเพราะเธอไม่ใช่แค่ห้าวหาญเกินหญิง แต่ยังมีจิตใจเมตตาอ่อนโยนชวนให้เย็นใจเมื่ออยู่ใกล้ แต่กระนั้น... ไม่รู้เพราะเหตุใด เจ้าชายรัชทายาทรูปงามก็ยังไม่ยอมเผยนามและสถานะแท้จริงของตนให้เธอรู้ แต่กลับบอกว่าเขาคือพ่อค้าธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
และเพื่อลองใจว่าที่เจ้าสาว อริยะก็แกล้งหลอกว่าเขาจะออกจากจันทรปุระไปขายของที่เมืองอื่น เกศอาภาใจหาย มีสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัดจนเขาต้องปลอบเสียงอ่อน
“หากบังเอิญข้าได้ผ่านมาจันทรปุระอีก ข้าจักมาคอยเจ้าที่นี่ เพราะข้าคงอดคิดถึงเจ้ามิได้ดอกเจ้าลิงป่า”
บรรยากาศแสนหวานอบอวลเพียงไม่กี่อึดใจ เกศอาภาก็ต้องพูดไม่ออกเมื่อพ่อแจ้งข่าวร้ายว่าเรื่องเธอเก็บโคมลอยได้กลางป่าเมื่อไม่กี่วันก่อนไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
“โคมนั้นคือโคมเสี่ยงทายตามบัญชาเทวะ หญิงนางแรกที่เก็บโคมนั้นได้จักต้องอภิเษกกับเจ้าอริยะ”
ปุณณะสงสารลูกสาวแต่ด้วยหน้าที่และบัญชาเทวะทำให้เขาต้องตัดใจ
“เจ้าจงเตรียมตัวให้ดี วันเพ็ญหน้าเป็นฤกษ์สำคัญ”
“ไม่...ลูกไม่แต่ง ลูกจักแต่งงานกับคนที่ลูกไม่เคยรู้จักแม้แต่หน้าตาได้อย่างไรท่านพ่อ”
“อย่างไรเจ้าก็ต้องแต่ง...เจ้าไม่มีทางปฏิเสธได้หรอกเพราะนี่คือเทวะบัญชา!”
เสียงร่ำไห้และอาการตีโพยตีพายของลูกสาวทำให้ปุณณะสะเทือนใจ แต่ก็จำต้องบังคับเสียงแข็ง
“เทวะกำหนดแล้วให้เจ้ามีส่วนสร้างอนาคตจันทรปุระ เพราะอีกไม่นาน...องค์อริยะก็ต้องครองบัลลังก์”
“ลูกไม่ต้องการเป็นใหญ่เหนือใคร ลูกขอแค่เป็นลูกของท่านพ่อเยี่ยงนี้ตลอดไป”
“เจ้าพูดในสิ่งที่เป็นไปมิได้”
“มันคือความเขลาของลูกเองที่เก็บโคมนั้นขึ้นมา หากย้อนเวลากลับไปได้ ลูกจักไม่แตะต้องมันเด็ดขาด จักยกให้บุษกรอย่างเต็มอกเต็มใจ นางเป็นผู้สมควรได้รับตำแหน่งนั้น ท่านพ่อช่วยลูกด้วยเถิด...”
เพราะความรักลูกแท้ๆทำให้ปุณณะบากหน้าไปขอความเห็นใจจากองค์สูริยะในวันต่อมา
“ลูกสาวข้าจักสมาโทษต่อหน้าองค์เทวะแลท่าน นางยินดีเป็นล้นพ้นหากพิธีอภิเษกจักเกิดขึ้น แลเจ้าสาวขององค์อริยะจักเป็นบุษกรลูกสาวท่านกัมพูดังเดิม”
“เทวะบัญชาจักต้องถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขอย่างนั้นรึ ท่านพราหมณ์กัมพู...ท่านคิดเห็นเยี่ยงไร”
มหาพราหมณ์กัมพูมีสีหน้าหนักใจมาก เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อดี แต่ก็ขัดบัญชาเทวะไม่ได้
“มิเป็นการบังควรอย่างยิ่ง...เทวะบัญชาคือเทวะบัญชา ผู้ใดละเมิดเสียมิได้ มิเช่นนั้นบ้านเมืองจักบังเกิดแต่ความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า!”
ประกาศจบก็อดคิดถึงตัวเองไม่ได้ เพราะมหาพราหมณ์กัมพูก็ต้องรับมือกับบุษกรในเวลาต่อมาเช่นกัน
“ลูกรู้แจ้งแก่ใจเดี๋ยวนี้เองว่าลูกมิได้มีค่า มีความหมายเลยในสายตาท่านพ่อ ท่านพ่อมิได้รักลูกเลยสักนิด”
“บาปจักตกแก่ตัวเจ้าเองบุษกร เจ้าตำหนิพ่อเยี่ยงนั้นได้อย่างไร”
“ท่านมิได้เห็นแก่ความสุขของลูกเลย แล้วจักให้ลูกคิดเป็นอื่นได้อย่างไรกัน”
“เจ้าฟังพ่อให้ดี ระหว่างความรักที่พ่อมีต่อลูกกับภาระหน้าที่ต่อแผ่นดิน พ่อมิอาจเห็นแก่ตัวได้ เราคือเชื้อสายผู้ถือบัญชาเทวะ แล้วเจ้าจักบีบบังคับให้พ่อทรยศต่อภาระหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไร”
“ไยต้องเป็นนาง ไยมิเป็นข้า เทวะลำเอียง ข้ารักของข้ามานานเท่าไรแล้ว เทวะมิได้รับรู้รึไร”
“เจ้าเลิกคร่ำครวญเสียที หากเจ้ารักองค์อริยะจริง จงร่วมอวยพรแลยินดีในความสุขในวันอภิเษกของท่านเถิด”
บุษกรกัดฟันแน่นด้วยความคับแค้นใจ มหาพราหมณ์เลยต้องย้ำถึงสถานะของตระกูล
“เราเกิดมาอุทิศตนทำงานรับใช้เทวะแลราชบัลลังก์ จงภาคภูมิใจในภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงนั้นเถิด...”
ooooooo
คำขาดของพ่อทำให้เกศอาภากินไม่ได้นอนไม่หลับ และเมื่อได้เจอครูฝึกหนุ่มก็อดไม่ได้จะระบายด้วยความอึดอัดใจว่าเธอต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักและไม่เคยแม้แต่เห็นหน้า
น้ำตาของเธอทำให้เขาสงสารและเห็นใจ แต่ก็สารภาพไม่ออกว่าตนคือคนที่เธอจะแต่งงานด้วย
“เจ้าอาจตีตนไปก่อนไข้ เจ้าบ่าวของเจ้าเขาอาจเป็นคนดีอย่างหาที่ติมิได้ ก็เป็นไปได้มิใช่รึ”
“เจ้าเป็นผู้ชายจักมาเข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงได้อย่างไร”
“คนที่เจ้าจักฝากชีวิตไว้เป็นคนดี ขยันและดูแลเจ้าเป็นอย่างดี เท่านั้นมิเพียงพอที่เจ้าจักเป็นเจ้าสาวเขารึ”
“แล้วความรักเล่า เจ้ามิพูดถึงความรักเลยรึไร”
“อยู่กินกันไป ข้าว่าเจ้าก็จักรักเขาไปเอง”
“ผู้ชายมีความคิดเยี่ยงเจ้าทุกคนอย่างนั้นรึ”
“แล้วผู้หญิงมีความคิดเยี่ยงเจ้าทุกคนรึไม่”
“ข้ามิรู้ ทำไมจึงต้องเป็นเช่นนี้ หญิงที่เหมาะสมกว่าข้าก็มี ไยเขาต้องมาจำเพาะที่ตัวข้า ไยมิแต่งกับนาง”
อริยะสะเทือนใจมากแต่ก็ไม่ยอมบอกความจริงและถือโอกาสบอกลาไปค้าขายนอกเมืองตามแผน เกศอาภาใจหายมากแต่ก็ฝืนทำแข็งใจอวยพรให้เขาโชคดี
“ข้าจักมิลืมเพื่อนที่ดีเยี่ยงเจ้าเลยเจ้าโจรป่า เราจักมิได้พบกันอีกเลยใช่รึไม่”
“หากยังมิสิ้นลมหายใจก็คงได้พบกันอีก แต่จักนานเพียงใดข้าก็มิรู้ได้ คืนวันพรุ่งข้าจักต้องเดินทางแล้ว”
สองหนุ่มสาวแยกกันหลังจากนั้น เกศอาภามุ่งหน้ากลับเรือนทั้งน้ำตา และเสี้ยววินาทีนั้นเอง...เธอก็ตัดสินใจเด็ดขาดวิ่งไปหาครูฝึกหนุ่มอีกครั้งและขอออกไปนอกเมืองด้วย
“เจ้ากำลังล้อข้าเล่นรึ”
“ข้ามิได้ล้อเล่น ข้าพูดด้วยใจจริงของข้า”
“เจ้าจักไปกับข้าได้อย่างไรในเมื่อเจ้าต้องเข้าพิธีแต่งงาน”
“ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าขอไปตายดาบหน้า ไปให้พ้นการแต่งงานเท่านั้นเป็นพอ”
“เป็นเรื่องเขลาเบาปัญญาแท้ๆที่เจ้าคิดเยี่ยงนี้”
“ในเมื่อข้าปฏิเสธการแต่งงานมิได้ นี่ก็เป็นหนทางออกเดียวของข้า”
“แล้วพ่อของเจ้าเล่า จักมิโกรธเป็นฟืนเป็นไฟรึ”
“โกรธแน่ แต่ข้ารู้ว่าสักวัน...พ่อข้าจักเข้าใจแลให้อภัยข้าได้”
“แล้วเจ้าบ่าวของเจ้าเล่า เขาจักมิเสียหน้าจนแค้นเคืองเจ้ารึ”
เกศอาภาอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะโพล่งออกไปด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
“เขามีหญิงที่รักแลพร้อมจักเป็นสมบัติของเขาอยู่แล้ว ถึงมิได้แต่งงานกับข้า เขาก็จักได้แต่งงานกับนาง ข้าคิดดูดีแล้ว นี่เป็นหนทางออกดีที่สุดสำหรับทุกคน เมตตาข้าด้วย...ให้ข้าได้ไปกับเจ้าด้วยคน”
สีหน้าขอความเห็นใจของเธอทำให้อริยะเกือบใจอ่อน แต่หน้าที่และบัญชาเทวะทำให้เขาต้องปฏิเสธ เกศอาภาหน้าเสียและตัดสินใจคุกเข่าลงทันที
“ข้าขอให้สัญญาต่อหน้าป่าเขา ข้าจักมิทำให้เจ้าเดือดร้อนเพราะข้า ข้าจักไม่เป็นภาระของเจ้า ข้าจักยอมทำทุกสิ่งตามคำสั่งเจ้า จักให้ข้าเป็นข้ารับใช้เจ้าตลอดชีวิต ข้าก็ยอม”
ooooooo
อริยะกลัวว่าที่เจ้าสาวจะหาทางหนีพิธีอภิเษกด้วยตัวเอง เลยตัดสินใจตลบหลังด้วยการยอมตกลงให้เธอออกนอกเมืองด้วย เกศอาภาดีใจมากแต่ก็ต้องเสียใจไม่น้อยที่ต้องลาจากพ่อ
ความทุกข์ใจที่ต้องจากพ่อทำให้เกศอาภาไม่มีแก่จิตแก่ใจจะทำอะไร ส่วนปุณณะสงสารลูกสาวมาก แต่ก็ทำได้แค่พูดปลอบให้ยอมรับความจริงและทำตามหน้าที่ของชาวจันทรปุระที่ดี
“มิใช่ว่าพ่ออยากเสือกไสไล่ส่งเจ้าไปจากอก แต่วันหนึ่งมิช้าก็เร็ว เจ้าก็ต้องจากพ่ออยู่ดี เจ้ามิควรหมดอาลัย ตายอยากเยี่ยงนี้ มิเช่นนั้นพ่อเองก็คงหามีความสุขไม่”
เกศอาภาสะเทือนใจมาก ความรักของพ่อยิ่งทำให้รู้สึกผิดที่ตัดสินใจหนีพิธีอภิเษก
“ท่านพ่อ...หากลูกทำสิ่งใดแล้วทำให้ท่านพ่อเสียใจแลผิดหวัง ท่านพ่อโปรดยกโทษให้แก่ลูกด้วยเถิด บุญคุณท่านพ่อที่เลี้ยงดูอุ้มชูลูกมา สักวันลูกคงมีโอกาสได้กลับมาตอบแทน”
“ความสุขของพ่อแม่คือเห็นลูกมีความสุข แต่ยามใดเจ้ามีทุกข์ เจ้าจงรู้ไว้เถิดพ่อแม่ทุกข์กว่าเจ้าหลายเท่านัก”
เกศอาภาน้ำตาร่วง ก้มกราบแทบเท้าพ่อ แสดงความเคารพสูงสุด เหมือนจะเป็นการอำลาครั้งสุดท้าย...
เวลาเดียวกันที่ปราสาทหิน...บุษกรซึ่งพลาดหวังจะได้อภิเษก กำลังอธิษฐานและสวดอ้อนวอนต่อองค์เทวะผู้คุ้มครองและชี้เป็นชี้ตายแก่ชาวเมืองจันทรปุระ สาปแช่งให้พิธีล่ม!
“ลูกเคารพบูชาแลยกท่านเหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง หากท่านแลเห็นความรักที่ลูกมีต่อองค์อริยะจงโปรดดลบันดาลให้งานพิธีอภิเษกในวันพรุ่งมิมีทางเกิดขึ้นได้ ขออุปสรรคจงขัดขวาง ขอองค์อริยะจงมีดวงตาเห็นแจ้งในความรักที่ลูกมีต่อท่าน แลดลใจให้ท่านกลับมาปรารถนาแต่ข้าเพียงผู้เดียว”
เกศอาภาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับและเมื่อถึงเวลานัดหมายกับครูฝึกหนุ่มก็รีบลุกมาแต่งตัว อุษารู้สึกตัวตื่นหลังจากนั้นแล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเห็นเจ้านายสาวแต่งตัวในชุดรัดกุมเหมือนจะเดินทางไกล
อุษาตกใจมากเมื่อรู้ว่าเจ้านายสาวตัดสินใจจะหนีพิธีอภิเษกไปนอกเมืองกับครูฝึกหนุ่ม
“เปลี่ยนใจเสียเถิด เจ้าจักไปตกระกำลำบากอย่างไร คิดบ้างรึไม่เกศอาภา”
“ข้าใคร่ครวญดีแล้ว หากทนอยู่ที่นี่...ข้าคงอยู่ในความทุกข์ไปตลอดชีวิต ความลำบากเยี่ยงไรในวันพรุ่ง ข้าจักทนมันให้ได้เพราะข้าเลือกแล้วด้วยตัวข้าเอง”
“ข้าจักไปกับเจ้าด้วย เจ้าจักแบกความลำบากไว้คนเดียวได้อย่างไร”
เกศอาภาส่ายหน้า ถอนใจยาว “เจ้าอยู่ที่นี่ดีแล้วอุษา ชะตากรรมนี้ข้าเลือกเอง ข้าจักต้องเผชิญมันด้วยตัวเองให้ได้ ฝากดูแลพ่อข้าให้ดีด้วย ข้าจักขอบใจเจ้าเป็นที่สุด”
ขบวนรถม้าของครูฝึกหนุ่มมาถึงแล้ว เกศอาภากับอุษามัวเศร้าเสียใจกับการล่ำลา เลยไม่ทันสังเกตว่าขบวนรถม้าของเขาดูแปลกๆ คีรินก็แอบตามเจ้าชายหนุ่มมาด้วยแต่ไม่ยอมเผยตัว อุษาซึ่งเป็นคู่ปรับมาตลอดเลยไม่ทันเห็น อริยะเห็นท่าทางจริงจังของว่าที่เจ้าสาวก็แกล้งเอ่ยปากเร่ง เกศอาภาเลยหันไปบอกลาอุษาเป็นครั้งสุดท้าย
“เจ้ากลับไปเถิดอุษา...ไม่ตายเสีย สักวันเราต้องได้พบกัน”
“เจ้าอย่าพูดเป็นลางร้ายเยี่ยงนั้น”
“ข้าจักต้องกลับมา อย่างไรเสียจันทรปุระก็เป็นบ้านเกิดของข้า แลจักเป็นเรือนตายของข้าเช่นกัน!”
ooooooo
อริยะให้ว่าที่เจ้าสาวนั่งบนม้าตัวเดียวกับเขาตามแผน เกศอาภายังไม่รู้ตัวและไม่คิดมากเพราะคิดว่าเขาคงอยากทำให้แนบเนียนเท่านั้น จะได้ไม่สะดุดตาหากถูกใครตามมาพบ อุษาได้แต่มองขบวนม้าวิ่งไปจนลับตาจึงกลับเรือน แล้วก็ได้ตกใจสุดขีดเมื่อพบว่าปุณณะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว
อุษาถูกจับขังในเรือนไม่ให้ออกไปเตือนเกศอาภาให้รู้ตัว อริยะในคราบครูฝึกและพ่อค้าเลยทำตามแผนได้สะดวกคือให้คีรินแกล้งปลอมเป็นโจรป่าและบุกมาชิงทองคำระหว่างทาง!
เกศอาภาระทึกมาก ตัวสั่นจนเขาต้องปลอบ
“เจ้าเสียใจรึที่ตัดสินใจมากับข้า”
“ข้ามิเคยเสียใจกับสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว”
“เจ้าจงมั่นใจในตัวข้า ต่อให้เผชิญหน้าความตาย ข้าก็จักดูแลเจ้าด้วยชีวิตเพราะเจ้าคือสมบัติของข้า”
แต่ถึงกระนั้น...เกศอาภาก็ใจคอไม่ดี สถานการณ์ตรงหน้าเริ่มไม่น่าไว้ใจและดูท่าครูฝึกของเธอก็กำลังเสียเปรียบ ถูกกลุ่มโจรป่าซึ่งมีพวกมากกว่าบุกมาปะทะอย่างไม่หยุดหย่อน
คีรินเห็นท่าว่าที่เจ้าสาวของเจ้านายมีท่าทีหวาดผวา เลยแกล้งพูดขู่
“ผู้หญิง...มันมีผู้หญิงมาด้วย โชคเข้าข้างข้าจริงโว้ย คืนนี้มิได้แค่เงินทองแต่ยังจะได้เมียด้วย!”
เกศอาภาหน้าซีด กลัวจับจิต อริยะเลยรีบเข้าแผนขั้นสุดท้ายด้วยการสั่งให้เธอหนีเอาตัวรอด แต่ว่าที่เจ้าสาวของเขาก็ทำให้ต้องทึ่ง เมื่อเธอยืนยันจะไม่ไปไหน
“ไม่...ข้าเป็นสมบัติของเจ้า เจ้ามิทอดทิ้งข้า แล้วข้าจักทอดทิ้งเจ้าได้อย่างไร”
เหตุการณ์หลังจากนั้นเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่าน เกศอาภาคิดว่าตัวเองตายไปแล้ว แต่ก็ต้องตื่นมาพบว่าถูกขัง ปิดตาและมัดมือมัดเท้าไว้ในห้องห้องหนึ่ง คีรินในคราบหัวหน้าโจรป่าแวะมาดูและแกล้งบอกว่าชายหนุ่มที่มากับเธอตายไปแล้ว ลูกสาวคนเดียวของแม่ทัพใหญ่เลยถึงกับทรุด รู้สึกผิดมากที่ครูฝึกหนุ่มต้องตายเพราะปกป้องเธอ
เกศอาภาร้องไห้จนเหนื่อย และเช้าวันต่อมาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อจู่ๆก็มีหญิงสาวหลายคนเข้ามาอาบน้ำและผลัดเสื้อผ้าให้ เครื่องประดับสวยงามและเครื่องประทินผิวมากมายถูกประโคมใส่จนเธอแสบตัวและแสบตาไปหมด และเมื่อเธอเรียบร้อยในชุดแต่งงานเต็มยศ บริวารสาวๆเหล่านั้นถึงได้ออกไป
แต่สิ่งที่ทำให้เธอตกใจมากกว่าถูกแปลงโฉมเป็นเจ้าสาว คือปุณณะมีส่วนในแผนลวงโลกนี้ด้วย
“พ่อเลี้ยงเจ้ามาแต่น้อย ไยเจ้าคิดว่าพ่อมิรู้ทันความคิดเจ้า”
“ลูกเสียใจที่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง”
“ความเสียใจของพ่อมิอาจเทียบได้กับภาระหน้าที่ที่มีต่อจันทรปุระ ในเมื่อเป็นบัญชาจากเทวะ...เราเชื้อชาตินักรบจักมัวเห็นแก่ตนด้วยความรู้สึกส่วนตัวได้อย่างไร”
คำพูดของพ่อทำให้เกศอาภาสะเทือนใจมาก ปุณณะใจอ่อนยวบแต่ก็อยากให้ลูกสาวเข้มแข็ง
“จงอย่าเสียน้ำตาในวันอันเป็นมงคลนี้เลย แค่เจ้าน้อมรับเทวะบัญชา แลเข้าพิธีอภิเษกด้วยใจภักดิ์ต่อราชบัลลังก์ พ่อก็จักดีใจเป็นที่สุดแล้ว”
เกศอาภาจำต้องรับสภาพเพราะสงสารพ่อและเห็นแก่บ้านเมือง แต่ความจริงต่อมาก็ทำให้เธอแทบพูดไม่ออกคือเจ้าบ่าวของเธอ...องค์อริยะ เจ้าชายรัชทายาทแห่งจันทรปุระ ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นครูฝึกหนุ่มที่พาเธอหนีนั่นเอง
ผีบุษกรดึงโยสิตาจากอดีตอีกครั้ง และเมื่อช่างภาพสาวฟื้นก็พบว่าตัวเองไปนอนหมดสติในห้องทำงานของเกรียง กฤตธรกับกวินทร์เป็นคนพบและพาเธอมาพักอีกห้อง โดยมีเกรียงเฝ้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความเหนื่อยใจ รู้โดยไม่ต้องใช้ญาณพิเศษใดๆว่าเป็นฝีมือของผีบุษกร
“นังคนนี้มันหน้าซื่อใจคด ปากมันว่ามิอยากแย่งชิง แต่ใจของมันอยากได้ผัวข้าใจจะขาด”
“ทุกอย่างมันถูกกำหนดเอาไว้หมดแล้ว”
“ไม่จริง...เพราะความลำเอียงต่างหาก เทวะลำเอียง ทุกคนลำเอียง แม้แต่ท่าน...ลูกในไส้ท่านเอง ท่านก็ลำเอียง ก็สมควรแล้วที่ต้องมีจุดจบเยี่ยงนั้น!”
ooooooo










