ข่าว

วิดีโอ



บ่วงอธิฏฐาน

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-พีเรียด-สยองขวัญ

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ยิ่งยศ ปัญญา

กำกับการแสดงโดย: สำรวย รักชาติ

ผลิตโดย: บริษัท เวฟ ทีวี จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: ปริญ สุภารัตน์, ธัญชนก กู๊ด


คำสั่งอพยพจากองค์สูริยะทำให้เกศอาภาทุกข์ใจมากจนต้องสวดอ้อนวอนต่อเทวะในปราสาท ขอความเมตตาให้จันทรปุระพ้นภัยพิบัติในเร็ววัน เมื่อบุษกรมาเห็นก็เย้ยหยันด้วยน้ำเสียงสาแก่ใจ

“ชะตากรรมถูกกำหนดมาแล้วจากเทวะ ใครหน้าไหนก็มิมีทางขัดขืนได้หรอก”

“ข้าสวดวิงวอนขอกำลังใจแลสติปัญญาให้แก่ข้าเท่านั้น มิใช่เพื่อตัวข้าเองแต่เพื่อทุกคนในจันทรปุระ”

“คนโง่เขลาเท่านั้นที่พยายามดิ้นรนขัดขืนชะตากรรม เจ้าดูเอาเถิด...เปลวไฟบูชายังริบหรี่ลงทุกที มันมิต่างจากชะตากรรมของจันทรปุระเลยแม้แต่น้อย”

ขาดคำก็ผละจากไป เกศอาภาได้แต่มองตามเครียดๆ ก่อนจะเบิกตาโพลงเมื่อคิดได้ว่าจะช่วยให้จันทรปุระพ้นจากอาเพศและภัยพิบัติครั้งนี้ได้เช่นไร

ไฟนั่นเองที่จะทำลายล้างและเผาผลาญทุกสิ่ง เกศอาภารีบนำความนี้แจ้งต่อองค์สูริยะ

“ให้ราษฎรจุดไฟให้สว่างไสวทั่วเมือง ซากศพทั้งหมด ห้ามขุดฝังหรือโยนทิ้งน้ำ แต่จงส่งดวงวิญญาณไปอยู่กับเทวะด้วยเปลวไฟ จงบูชาน้ำแลอาหารทุกคำที่จะกินด้วยไฟ ให้ราษฎรช่วยกันดูแลไฟให้จันทรปุระสว่างไสวทั้งวันแลคืน”

ผลคือชาวเมืองไม่ต้องหวาดผวาเพราะโรคระบาดอีกต่อไป เปลวไฟเผาผลาญทุกสิ่งจนไม่เหลือซาก องค์สูริยะปลาบปลื้มใจมากและไม่รอช้าจะเรียกตัวอัครมเหสีคนสวยมาชื่นชม

“สติปัญญาเจ้าหลักแหลมนัก จันทรปุระพ้นภัยครั้งนี้ได้ก็เพราะเจ้าแท้ๆเกศอาภา”

“เทวะต่างหากที่ประทานพรนี้แก่พวกเรา เทวะเพียงต้องการพิสูจน์เท่านั้นว่าสติปัญญาที่ท่านประทานให้ทุกคน เราได้ใช้มันอย่างเต็มที่แล้วหรือไม่”

ปุณณะก็ปลื้มใจมาก ยินดีที่บ้านเมืองปลอดภัยและลูกสาวได้รับการชื่นชม

“ราษฎรจะจดจำชื่อของเจ้าไปอีกนาน”

“ท่านพ่อ...ลูกมิได้หวังว่าจะเป็นที่จดจำ ลูกทำเพื่อจันทรปุระที่ลูกรักแลหวงแหนเท่านั้น ลูกจะปกป้องจันทรปุระแม้ต้องแลกด้วยชีวิตของลูกก็ตาม”

หลังผ่านเรื่องร้ายๆ องค์สูริยะก็เห็นสมควรแก่เวลาจะประกาศยกราชสมบัติและบัลลังก์ให้องค์อริยะรัชทายาทเพียงคนเดียวและเกศอาภาอัครมเหสีปกครองจันทรปุระสืบไป เมื่อบุษกรรู้ก็โกรธมาก ประกาศกร้าวต่อหน้าองค์เทวะจะแย่งชิงทุกอย่างมาเป็นของตนให้ได้

“ข้ารู้...ท่านกำลังหัวเราะเยาะข้า ดีแล้วที่มาถึงวันนี้ได้ ในเมื่อเสี้ยนหนามมันกล้าประกาศเป็นศัตรูกับข้า มันก็จะได้เห็นเช่นเดียวกับท่าน บัลลังก์กษัตริย์แห่งจันทรปุระต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!”

ooooooo

เหตุการณ์หลังจากนั้นเต็มไปด้วยความสงบ ชาวเมืองฟื้นจากความโศกเศร้าและเฝ้ารอวันเฉลิมฉลองอริยะขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อจากองค์สูริยะ
เกศอาภาก็สบายใจมากและมีความสุขกว่าเดิมเมื่อคีรินมาทาบทามสู่ขออุษาไปเป็นเมีย แต่คนสนิทสาวกลับไม่คิดเช่นนั้น กระดากอายจนไม่อยากยอมรับความจริง

“อุษา...เจ้าจักอยู่ปรนนิบัติข้าไปจนแก่เฒ่ามิได้หรอกนะ”

“เจ้าคงเบื่อรำคาญข้ามิน้อย จึงได้เสือกไสไล่ส่งข้าไปเยี่ยงนี้”

“มิใช่เยี่ยงนั้นเลยอุษา ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าทำหลายอย่างเพื่อข้ามากพอแล้ว ในเมื่อมีคนที่รักเจ้าอย่างจริงใจข้าก็อยากเห็นเจ้ามีความสุขเป็นการตอบแทนบ้าง”

คำพูดของอัครมเหสีคนสวยทำให้อุษาคิดหนัก ไม่ใช่ว่าไม่มีใจชอบพอชายหนุ่มที่มาสู่ขอ แต่เพราะเป็นคู่ปรับกันมานานเลยละอายเกินกว่าจะยอมรับความจริงและคีรินก็พอเดาใจเธอได้ เมื่อได้เจอหน้ากันเลยถามตรงๆ

“เจ้าคิดว่าข้าต้องทำเยี่ยงไรเจ้าจึงจักไว้ใจข้า”

“เจ้าหวังจักได้ข้าเป็นเมียแค่หุงข้าวต้มแกงให้เจ้ากิน”

“ใครบอกเจ้า เรามีอย่างอื่นต้องทำด้วยกันอีกตั้งหลายอย่าง...มิใช่แค่กินข้าวด้วยกัน”

แต่เกลี้ยกล่อมเท่าไหร่อุษาก็ไม่ใจอ่อน แถมเคืองกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าคีรินไปสู่ขอเธอกับปุณณะตามที่เธอท้า ปุณณะไม่ขัดข้องจะยกหลานสาวให้ ยินดีด้วยซ้ำที่เธอขายออกเสียที

คีรินย่ามใจมากแต่เพราะรู้ฤทธิ์เดชอุษาดี เลยวางแผนร่วมกับปุณณะและอริยะ หลอกให้เธอตายใจคิดว่าเขาอกหักเพราะปุณณะไม่ยอมยกให้ พร้อมกับยืมมือเกศอาภาซึ่งไม่รู้เรื่องแผนนี้ด้วยกระตุ้นให้เธอหมดทางออกและยอมรับใจตัวเองในเร็ววัน

ความรักของคีรินกับอุษายังไม่ทันถึงฝั่งฝัน ข่าวร้ายก็มาถึงจันทรปุระอีกระลอก เมื่อบุษกรแสร้งทำนายหลอกๆ ว่าชะตาบ้านเมืองจะตกในอันตรายหากองค์สูริยะยกราชบัลลังก์ให้อริยะ

“พิธีสังเวยบูชาจักมิมีวันเกิดขึ้น การตัดสินใจของเจ้าคือจุดจบของจันทรปุระ มันกำลังจักล่มสลาย มันกำลังจักถึงการวิบัติ จันทรปุระกำลังจักสูญหายไปจากแผ่นดินนี้!”

คำทำนายของมหาพราหมณีทำให้ทุกคนแตกตื่น โดยเฉพาะองค์สูริยะ กลัดกลุ้มใจมากที่จะเกิดเรื่องไม่ดีแก่จันทรปุระอีกครั้ง และก็เหมือนเทวะกลั่นแกล้ง คำทำนายของบุษกรทำท่าจะเป็นจริงเมื่อม้าเร็วจากชายแดนมาแจ้งข่าวร้ายว่าเมืองทางเหนือคิดกระด้างกระเดื่องยกทัพมาโจมตี!

เพื่อพิสูจน์ตัวต่อเทวะ อริยะเลยอาสายกทัพไปป้องกันถึงชายแดน คีรินต้องตามไปด้วยในฐานะองครักษ์และคนสนิท อุษารับรู้ด้วยใจร้อนรนจนต้องเลิกทิฐิยอมให้เขามาบอกลา

“ข้าอาจจะมิได้กลับมาอีกเลยก็ได้”

“มันอาจมิเลวร้ายอย่างที่เจ้าคิดหรอกกระมัง”

“สงครามมิเคยปราณีใคร แต่เพื่อแผ่นดินเกิด ข้าจักพยายามรักษาชีวิตของข้าให้ยืนนานที่สุด”

“เจ้าคิดถูกแล้ว ยังไงเจ้าก็ต้องกลับมา เจ้าตายมิได้หรอก”

“มิมีใครรู้หรอกว่าวันพรุ่งนี้จักเกิดอะไร ยังไงข้าก็ขอบอกลาเจ้าตอนนี้ เผื่อว่าเราจักมิได้เห็นหน้ากันอีก ข้าจักจดจำใบหน้าของเจ้า เสียงของเจ้า ท่าทางของเจ้าเวลาเจ้าโกรธไว้จนลมหายใจสุดท้ายของข้า”

“ใจร้าย คีริน...เจ้าใจร้ายมาก!”

ooooooo

อุษาไม่ใช่คนเดียวที่ทุกข์ใจ เกศอาภาก็สภาพไม่ต่างกันเมื่อรู้ว่าสวามีอันเป็นที่รักต้องนำทัพไปถึงชายแดนเพื่อปกป้องจันทรปุระจากเมืองทางเหนือ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้กลับ

“ให้ข้าไปกับท่านได้รึไม่ หากศัตรูยกทัพมาขอให้ข้าได้รบเคียงข้างท่าน เราจักปกป้องจันทรปุระด้วยกัน”

“เกศอาภา...ข้าบูชาหัวใจของเจ้า ต่อให้ศัตรูมากมายมืดฟ้ามัวดินข้าก็มิกลัว แค่รู้ว่าแก้วตาดวงใจของข้าเข้มแข็งเพียงใด เจ้าอยู่ที่นี่ดีแล้ว อย่าได้กังวล เยี่ยงไรเสียไม่นานข้าก็ต้องกลับมา”

จบคำก็ดึงตัวเมียรักไปกอด เกศอาภาน้ำตาซึม ใจหายที่เขาต้องจากไกล

“กอดข้าให้แน่นๆทีเถิด”

“ตัวเจ้าสั่น อย่ากลัวไปเลย”

“ข้าพยายามบอกตัวเองเช่นนั้นแต่ลางสังหรณ์ในใจข้า มันบอกข้าว่าเราอาจจักมิมีวันได้พบท่านอีก”

“เยี่ยงไรเสียข้าก็ต้องกลับมาเพราะข้ารู้ว่าเจ้าคอยอยู่ที่นี่ คำสาบานนี้พอจักทำให้เจ้าอุ่นใจขึ้นบ้างรึไม่”

“ข้าจักสวดมนต์ถวายเทวะ อธิษฐานขอพรให้ท่านปลอดภัยทุกคืนทุกวัน”

“หากเจ้าคิดถึงข้าขอให้สวมพาหุรัดวงนี้ติดกายไว้ เจ้าจักได้รู้ว่าความรักที่ข้ามีต่อเจ้ามากมายเพียงใด”

สองผัวเมียร่ำลากันด้วยความอาลัย จนถึงเวลารุ่งสางก็พากันมาส่งถึงหน้าประตูเมือง อุษาซึ่งชั่งใจทั้งคืนตัดสินใจได้ในที่สุดจะรับรักคีรินและมอบผ้าเป็นของแทนใจ

“เจ้าตายมิได้เพราะเจ้าจักต้องกลับมาคืนผ้าผืนนี้ให้ข้า รับปากสิว่าเจ้าจักมิเอาชีวิตไปทิ้งที่ชายแดน”

“หากข้ากลับมาคืนผ้าผืนนี้แก่เจ้า เจ้าจักยอมเป็นเมียข้า...ใช่รึไม่อุษา”

“เอาชีวิตกลับมาให้ได้เถิด ต่อให้ท่านลุงมิยอมยกข้าให้เจ้า ข้าจักยอมหนีไปกับเจ้าเสียให้รู้แล้วรู้รอด!”

เมื่ออริยะนำกองทัพไปชายแดนแล้ว บุษกรก็จัดฉากสร้างลางร้ายด้วยการลอบวางเพลิงบัลลังก์กษัตริย์กลางท้องพระโรงจนไม่เหลือซาก ซึ่งก็ได้ผลเกินคาด องค์ สูริยะทุกข์หนักจนต้องร้องหาทางแก้ไขจากมหาพราหมณี

บุษกรไม่รอช้า ฉกฉวยโอกาสนี้แสร้งทำพิธีเชิญเทวะมาเข้าทรงและโพล่งคำทำนายออกมา

“มีแต่ความโศกเศร้าปกคลุมจันทรปุระ จักเกิดความสูญเสีย คนที่จากไปแล้วจักจากไปลับมิมีวันได้กลับคืนมา ความตายพรากเขาไปแล้ว ความตายพรากเขาไปแล้ว”

คำทำนายของบุษกรทำให้ชาวเมืองใจคอไม่ดี ไหนจะข่าวคราวจากชายแดนและอริยะที่หายเงียบไปนานจนเกรงว่าจะเกิดเหตุร้าย ยิ่งทำให้คำทำนายของมหาพราหมณีน่าเชื่อถือ และเมื่อเธอขอให้องค์สูริยะไปบำเพ็ญเพียรต่อเทวะบนยอดเขาตามลำพังเพื่อความอยู่รอดของจันทรปุระ เขาก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ

“ท่านจงวางทุกสิ่งลง แม้แต่ดาบประจำองค์กษัตริย์ ท่านจงนุ่งขาวห่มขาวชำระล้างจิตให้นิ่งสงบ ถือศีลแลสวดมนต์ภาวนาปิดวาจาแลการรับรู้ทั้งหมดในที่อันสงบวิเวกอย่างน้อยเจ็ดวันเจ็ดคืน หากเทวะเมตตาทุกอย่าง จากหนักจักกลายเป็นเบา จากร้ายจักกลายเป็นดี”

เพราะต้องละวางจากทุกสิ่งเพื่อบำเพ็ญเพียรบนยอดเขา องค์สูริยะเลยทิ้งดาบกษัตริย์ไว้ในวัง บุษกรเลยใช้จังหวะนี้ยึดมาครองและใช้เป็นเครื่องมือต่อรองกับทุกคน

และคนแรกที่บุษกรใช้ดาบบงการก็คือปุณณะ โดยอ้างชะตาบ้านเมืองให้เขานำหญิงชาวบ้านมาสังเวยเทวะ

“พวกเจ้ากำลังจักได้สร้างความดีความชอบอันใหญ่หลวงแก่แผ่นดินเกิดของเจ้า เลือดเนื้อของพวกเจ้าคือเครื่องเซ่นสังเวยที่เทวะต้องการ”

คราแรกแม่ทัพใหญ่คิดว่าคงเป็นพิธีกรรมบางอย่างเลยไม่ทัดทาน จนเมื่อได้ยินคำสั่งให้ฆ่าบูชายัญหญิงชาวบ้านที่นำตัวมาจึงรีบไปขัดขวาง แต่บุษกรก็อ้างอำนาจของดาบกษัตริย์ในมือ

“ผู้ครอบครองดาบกษัตริย์แห่งจันทรปุระคือผู้มีสิทธิ์ขาดในการออกคำสั่ง ผู้ใดฝ่าฝืนมันคือกบฏ!”

ooooooo

พิธีบูชายัญดำเนินต่ออย่างบ้าคลั่ง หญิงชาวบ้านนับร้อยถูกจับฆ่าสังเวยเทวะอย่างโหดเหี้ยม เกศอาภาร้อนใจมาก เสียงกรีดร้องโหยหวนของหญิงชาวบ้านทำให้แทบข่มตาหลับไม่ลง และในที่สุดก็ทนไม่ไหว ต้องอ้อนวอนขอพ่อให้ช่วยหยุดพิธีกรรมนี้ แต่ปุณณะก็ช่วยอะไรไม่ได้นักเพราะขัดต่ออำนาจของดาบกษัตริย์ไม่ได้

“ทุกชีวิตที่ถูกบูชายัญจะได้ไปอยู่กับเทวะ รับใช้เทวะอย่างใกล้ชิด”

“แล้วความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นกับพ่อแม่ญาติพี่น้องของนางพวกนั้นเล่า”

“เกศอาภา...พ่อเองก็เจ็บปวด”

“องค์สูริยะ...ท่านพ่อรายงานเรื่องนี้กับองค์สูริยะแล้วรึไม่”

“การบำเพ็ญภาวนาขององค์สูริยะจะถูกรบกวนมิได้เด็ดขาด...ลูกคิดเสียว่าทุกคนกำลังทำเพื่อจันทรปุระแลกกับชีวิตองค์อริยะ แลกกับความมั่นคงของราชบัลลังก์ มิมีอะไรที่เราจะทำได้ดีไปกว่าสวดภาวนาถวายเทวะ”

สถานการณ์ภายในจันทรปุระเต็มไปด้วยความตึงเครียด พิธีกรรมบ้าคลั่งดำเนินต่อท่ามกลางเสียงร้องระงมของหญิงชาวบ้าน บุษกรเฝ้ามองดูทุกอย่างด้วยแววตาเย็นชาและสาแก่ใจ โดยไม่รู้เลยว่าอริยะซึ่งฝันร้ายเหมือนจะเป็นลางไม่ดีกำลังมุ่งหน้ากลับจันทรปุระเพราะเป็นห่วงบ้านเมือง

เกศอาภาก็ใจไม่ดีไม่ต่างจากสวามี เหตุการณ์บ้าคลั่งเพราะพิธีกรรมอำมหิตทำให้ต้องหันหน้าสวดอ้อนวอนต่อเทวะให้ช่วยปัดเป่าเหตุร้ายให้พ้นจากจันทรปุระ แต่เพียรตั้งจิตเท่าไหร่ก็ไม่สงบ

“อุษา...จิตข้ามิอาจตั้งมั่นสวดมนต์ได้ ชะตากรรมผู้คนมากมายต้องสังเวยชีวิตผ่านความเจ็บปวด มันหลอกหลอนข้าทุกลมหายใจ ข้าได้ยินแต่เสียงกรีดร้องด้วยความกลัว...เมื่อไรจักจบสิ้น เมื่อไรเทวะจักพอใจ”

อุษาก็ตอบไม่ได้ เช่นเดียวกับมหาพราหมณ์กัมพูที่จนด้วยหนทางจะยับยั้งบุษกร และเมื่อได้เจอหน้ากันในวันหนึ่ง อดีตมหาพราหมณ์ก็อดไม่ได้จะตำหนิและเตือนสติลูกสาวคนเดียว

“สิ่งที่เจ้ากำลังทำมันต่ำช้ายิ่งกว่าการหมิ่นเทวะ”

“ถึงวันนี้ท่านยังคิดว่าเทวะมีจริงอีกรึ หากมีจริงทำไมเทวะไม่มาช่วยท่านให้พ้นจากพันธนาการนี้ล่ะ ข้าเชื่อว่าท่านก็ต้องเคยถามคำถามนี้ ข้าจักตอบแทนท่านเอง...เทวะคือข้าแลข้าคือเทวะ!”

มหาพราหมณ์กัมพูหน้าซีด สยดสยองกับความคิดของบุษกรมาก แล้วก็ได้ตกใจมากกว่าเดิมเมื่อได้ยินคำประกาศกร้าวของเธอจะกำจัดมารหัวใจอย่างเกศอาภาให้สิ้นซาก

“อีกไม่นานหรอกท่านพ่อ บัลลังก์จันทรปุระจักตกเป็นของลูก อาณาจักรแห่งนี้จักมีผู้ครองบัลลังก์เป็นหญิง ท่านจงภูมิใจเถิด เมื่อถึงวันนั้นท่านจักได้รับการยกย่องอย่างสูงสุดในฐานะราชบิดากษัตริย์หญิงแห่งจันทรปุระ”

คำประกาศของบุษกรทำให้ชาวบ้านยิ่งหวาดกลัว ขนข้าวของอพยพจากเมืองไม่เว้นแต่ละวัน จนมหาพราหมณีต้องมีคำสั่งให้ทหารกวาดต้อนผู้คนกลับมาให้หมด หาไม่...ครอบครัวของทหารจะต้องตายแทน!

ชาวบ้านถูกจับตัวและนำไปฆ่าอย่างเหี้ยมโหด มหาพราหมณ์กัมพูสะเทือนใจมากกับเสียงกรีดร้องขอชีวิตจึงพยายามดิ้นรนจะออกไปช่วยแต่ก็ถูกวางยาจนไม่มีแรง พิธีบูชายัญทำให้บุษกรยิ่งมีกำลังแข็งกล้า แต่เพียงไม่นานก็ต้องเจออุปสรรคเมื่อทหารมารายงานเรื่องสำคัญ

“ทั้งเมือง...ไม่เหลือหญิงสาวให้บูชายัญแล้วท่านมหาพราหมณี”

“ใครบอกเจ้า...ยังเหลืออีกคน นางผู้นี้สำคัญยิ่งแลเทวะจักพึงพอใจอย่างสูงสุดเพราะข้าจักเป็นผู้ปลิดชีวิตนางถวายเลือดแลหัวใจของนางต่อเทวะด้วยมือของข้าเอง”

เหล่าทหารมองหน้ากันงงๆ ก่อนจะต้องอ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำสั่งของมหาพราหมณี

“ไปจับตัวพระอัครชายาเกศอาภามา จันทร์เต็มดวงคืนนี้นางจักเป็นเครื่องสังเวยเทวะคนสุดท้าย!”

ooooooo

อริยะกับคีรินมุ่งหน้ากลับจันทรปุระด้วยใจ

ร้อนรุ่ม กังวลและวิตกสารพัดเพราะฝันไม่ดี และก็เหมือนเทวะจะเป็นใจ เมื่อจู่ๆระหว่างทางกลับ

ทั้งสองหนุ่มก็ได้สัมผัสกับเหตุการณ์สุริยุปราคา

สองหนุ่มยิ่งใจไม่ดี ควบม้ากลับจันทรปุระอย่างไม่หยุดหย่อน โดยคิดไม่ถึงเลยว่าเวลาเดียวกันนั่นเอง เรื่องร้ายได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อมหาพราหมณ์กัมพูกระเสือก กระสนไปบอกข่าวร้ายแก่ปุณณะจนได้ว่าเกศอาภากำลังตกในอันตรายเพราะบุษกรจะส่งคนมาจับตัวไปบูชายัญ!

ปุณณะร้อนใจมาก เร่งให้เกศอาภาและอุษาเก็บข้าวของออกจากจันทรปุระไปสมทบกับอริยะและคีรินที่ชายแดนโดยเร็วที่สุด เกศอาภาไม่ยอมจะขออยู่รักษาเมืองด้วยแต่ปุณณะก็หว่านล้อมจนได้

“คิดเผื่อไปให้ถึงวันข้างหน้าเกศอาภา องค์อริยะคอยเจ้าอยู่ที่ชายแดน หากเจ้ามีอันเป็นไปราชบัลลังก์จันทรปุระจะมีความหมายอะไรต่อองค์อริยะ”

บุษกรส่งทหารไปดักล้อมทุกทางแต่ปุณณะก็ซ้อนแผน ให้ลูกสาวกับหลานสาวปลอมตัวเป็นผู้ชายและลักลอบออกจากเมืองจนได้ แต่ก็ไปไกลได้แค่ชายป่านอกเมืองเท่านั้น

“พ่อส่งเจ้าสองคนได้เท่านี้ จงมุ่งหน้าไปตามดาวดวงนั้น องค์อริยะคอยเจ้าอยู่ เมื่อพบองค์อริยะแล้วบอกเขาว่าอย่าเพิ่งย้อนกลับมาจันทรปุระจนกว่าพ่อจักส่งข่าวไปกับคนของเรา”

“ท่านพ่อ...ต่อจากนี้จักเกิดอะไรขึ้น”

“มิมีใครรู้ เหมือนกับที่เราก็มิรู้ว่าจันทรปุระมาถึงวันนี้ได้เยี่ยงไรกัน เจ้าสองคนรีบไปก่อนที่นางจักรู้ตัว ไม่เช่นนั้นอันตรายใหญ่หลวงอาจจักทำให้เจ้ามิได้พบองค์อริยะอีกเลย”

เกศอาภาจำต้องตัดใจทิ้งพ่อให้รักษาเมืองและอารักขาองค์สูริยะตามลำพัง ส่วนตัวเองกับอุษาก็มุ่งหน้าสมทบอริยะกับคีรินที่ชายแดน

หลังจากส่งลูกสาวและหลานสาว ปุณณะก็ไปแจ้งข่าวแก่องค์สูริยะบนยอดเขาให้กลับมายับยั้งบุษกรจากการยึดอำนาจ และก็ใช้เวลาไม่นานเลย พิธีกรรมของมหาพราหมณีก็ถูกขัดขวาง

“หยุดเรื่องโกหกหลอกหลวงของเจ้าได้แล้วบุษกร ข้ารู้ความจริงทั้งหมดแล้ว เจ้ามิใช่มหาพราหมณีตั้งแต่นี้ไปเพราะเจ้าคือกบฏต่อราชบัลลังก์”

“ใครกันแน่ที่คือกบฏ ดาบกษัตริย์เล่มนี้เทวะประทานแก่ข้า”

ขาดคำเหล่าทหารก็กรูมาล้อมองค์สูริยะกับปุณณะ บุษกรเห็นดังนั้นก็หัวเราะสะใจ

“เห็นกับตาเจ้าแล้วใช่รึไม่ ข้ามีผู้ภักดีและต้องการกษัตริย์องค์ใหม่มากมายเพียงใด ข้าจะปูนบำเหน็จรางวัลให้อย่างงามกับมันผู้ใดที่ตัดหัวกบฏสองคนนี้ได้!”

ooooooo

เกศอาภากับอุษาหนีไปเจออริยะและคีรินจนได้ หนุ่มสาวทั้งสี่กอดกันแน่นด้วยความดีใจ โดยไม่รู้เลยว่าภายในอาณาจักรจันทรปุระกำลังร้อนเป็นไฟ

องค์สูริยะกับปุณณะต่อสู้กับเหล่าทหารจนเกือบหมดแรง กลิ่นเลือดคละคลุ้งเน่าเหม็นจนทั้งสองแทบกลั้นใจตาย ต่างจากบุษกรที่มองภาพตรงหน้าด้วยความสาแก่ใจ

“มันผู้ใดที่ทำให้มารหัวใจของข้ามันรอดพ้นความตายไปได้ ข้าจักสับมันเป็นชิ้นๆต่อหน้าท่าน...เทวะ!”

มหาพราหมณ์กัมพูที่เพิ่งหอบร่างอ่อนแรงมาถึง โพล่งออกไปอย่างเหลืออด

“ความเคียดแค้นในใจเจ้ามันหล่อหลอมเจ้าจนสิ้นความเป็นคนไปแล้วบุษกร”

“ท่านพ่อ...ท่านมาจนได้”

“ข้ามาเพื่อให้เจ้าได้สับเป็นชิ้นๆอย่างที่เจ้าต้องการ พ่อเองเป็นคนเปิดเผยแผนการชั่วร้ายของเจ้า”

“ข้ามันคนอาภัพ ทุกคนทอดทิ้งข้าแม้แต่พ่อบังเกิดเกล้าของข้ายังมิมีความรักจริงให้ข้าเลย”

“เจ้าหวังแต่จักได้ความรักแต่เจ้ามิเคยเผื่อแผ่ความรักให้ใคร บาปที่เจ้าก่อมันหนักหนาจนมิมีสิ่งใดจักชำระล้างได้ เป็นความผิดพ่อเองที่เลี้ยงดูเจ้ามิดี เจ้าจึงเห็นผิดเป็นชอบ เห็นความสุขผู้อื่นเป็นสิ่งต้องทำลายล้าง”

“ท่านมาเพื่อประณามข้าให้ข้าสำนึกผิดเยี่ยงนั้นรึ คนผิดคือนังเกศอาภาต่างหาก คือเทวะของท่านต่างหาก ในเมื่อสร้างข้าให้ลืมตาดูโลกนี้แล้ว ไยเทวะของท่านจึงต้องสร้างนังผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาด้วย มันมาเพื่อแย่งชิง ความรักไปจากข้า แล้วข้าผิดตรงไหนท่านพ่อ ข้าผิดตรงไหน!”

ความแค้นของลูกสาวพรั่งพรูออกมาทางสีหน้าและแววตาจนมหาพราหมณ์กัมพูตัดสินใจจะปลิดชีพตัวเอง

“เทวะ...หากความตายของข้าจักช่วยแบ่งเบาบาปที่บุตรสาวข้าก่อขึ้นได้บ้าง ได้โปรดเมตตารับความตายของข้าเป็นเครื่องเซ่นสังเวยด้วยเถิด”

จบคำก็กระเสือกกระสนร่างจะไปแท่นบูชาเทวะ แต่ไปไม่ถึงก็ขาดใจตายก่อน องค์สูริยะกับปุณณะเลยต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ลำบาก เมื่อบุษกรส่งทหารมาสังหารอีกรอบ

องค์สูริยะต่อสู้จนเกือบหมดแรง สะเทือนมากที่ต้องใช้ดาบของตัวเองฆ่าเหล่าทหาร

“มิมีความเจ็บปวดใดทำร้ายข้าได้เท่านี้ ดาบในมือข้าใช้ปกป้องอำนาจข้าด้วยการฆ่าฟันคนของข้าเอง”

บุษกรเห็นเหล่าทหารตายเรียบก็หนีเข้าปราสาท กรีดเลือดตัวเองเพื่อสาบานแค้นต่อหน้าเทวะ

“ข้า...บุษกร ขอตั้งสัตย์อธิษฐาน ไม่ว่าจักเนิ่นนานเพียงใด ข้าขออยู่ทำลายล้างมันให้สิ้นซาก ให้มันเจ็บปวด ผิดหวัง เสียใจ เจ็บช้ำยิ่งกว่าที่ข้าเจ็บเป็นร้อยเท่าพันทวี เมื่อใดที่ข้าตามมันพบ นังเกศอาภาจักต้องพบแต่ความพินาศย่อยยับมิมีวันสงบสุข ข้าขอจองล้างจองผลาญมันทุกชาติทุกภพไป!”

คำสาบานของบุษกรคงทำให้เทวะพิโรธ ทันใด นั้นเอง...ท้องฟ้าก็เปลี่ยนสีเป็นดำทะมึน ก่อเกิดเสียงกัมปนาทและขู่คำราม แผ่นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนทุกสิ่งทุกอย่างบนอาณาจักรจันทรปุระจมลงใต้ดินไปต่อหน้าต่อตา!

องค์สูริยะกับปุณณะก็ถูกแผ่นดินสูบหายไปพร้อมบุษกร ซึ่งฝังตัวเองในแผ่นศิลา สะกดวิญญาณของตัวเองไว้ เพื่อรอคอยการชำระแค้นในอีกอีกพันปีต่อมา

อริยะ เกศอาภา อุษาและคีรินกลับมาทันเห็นหายนะของแผ่นดินเกิดแต่ก็ไม่ช่วยอะไรได้ นอกจากยืนมองภาพแห่งความโศกเศร้าและสูญเสียจากยอดเขานอกเมือง...

ooooooo

เสียงกรีดร้องระงมจากชาวเมืองจันทรปุระค่อยๆ เลือนหาย บรรยากาศจากอดีตกลายเป็นภาพปัจจุบันในอึดใจต่อมา แต่กระนั้น...สถานการณ์ก็เลวร้ายไม่ต่างกันเมื่อผีบุษกรปรากฏตัวและประกาศความแค้น

“ข้ามิยอมจากไปแต่ลำพังอย่างผู้แพ้แน่ หากข้าจักต้องตกนรกหมกไหม้อย่างที่โดนสาปแช่ง ข้าก็จักลากคอนังเกศอาภามันไปกับข้าด้วย!”

เกรียงเห็นท่าไม่ดี เร่งให้กฤตธรทำลายแผ่นศิลาโบราณเสีย จังหวะเดียวกับที่ปารมี กวินทร์และกสินทร์ตามมาสมทบ ส่วนโยสิตาถูกมนต์ดำของผีร้ายพรางตาไว้และหลอกล่อให้ไปติดกับในทุ่งโล่งไม่ไกลจากไซต์งานของอธินนัก

กฤตธรละล้าละลังเพราะเป็นห่วงโยสิตา เกรียงเลยตัดสินใจทำลายแผ่นศิลานั้นเอง สร้างความโกรธแค้นให้แก่ผีบุษกรมาก และคนรับเคราะห์ก็คือโยสิตาซึ่งถูกพาตัวมาที่ริมบึงบัวแดง

“ลงไปชดใช้กรรมชั่วของเจ้าเสียเถอะนังตัวดี โทษฐานขัดขืนบัญชาเทวะแลทำให้จันทรปุระต้องล่มสลาย เจ้าต้องได้รับความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าข้าเป็นทบเท่าทวีคูณ...”

ผิวน้ำสีแดงที่เคยนิ่งสงบกระเพื่อมไหวพร้อมกับมีมือขาวซีดจำนวนนับไม่ถ้วนโผล่จากใต้น้ำ เสียงร้องโหยหวนด้วยความทุกข์ทรมานเรียกร้องให้ช่างภาพสาวลงไปอยู่ด้วยกัน

โยสิตาถึงกับผงะ ถอยหนีด้วยความตกใจแต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะเสียงกร้าวของผีบุษกร

“ลากตัวมันลงไป จองจำมันไว้ชั่วกัปชั่วกัลป์เหมือนที่มันทำกับพวกเจ้า!”

กฤตธรตามหาตัวโยสิตาไม่พบเพราะฤทธิ์ผีบังตา เกรียงเลยตั้งสมาธิสะกดจิตช่วยหาจนตามเจอจนได้ ผีบุษกรโกรธมากที่อดีตคนรักตามมาขวางแต่ก็ไม่หวั่นและไม่เปลี่ยนใจ

“หากข้าต้องจากไป ข้าก็จักเอาชีวิตนังคนนี้ไปด้วย ข้ามิมีวันยอมให้มันได้เสวยสุขกับท่านพี่เป็นอันขาด”

“ขอร้องล่ะบุษกร อย่าทำร้ายใครอีกเลย คนที่คุณสมควรชำระแค้นคือผมต่างหาก เอาชีวิตผมไปแทนทุกอย่างจะได้จบสิ้นเสียที พอทีเถอะบุษกร”

“ท่านยอมแลกชีวิตกับนางได้อย่างไร นางผู้นี้มีค่าอันใด”

“ผมรักโยสิตา แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่ผมจะปกป้องเธอ”

“ไม่จริง...ท่านรักข้าต่างหาก ท่านรักข้า มิใช่นังคนนี้”

“ผมไม่รู้จักคุณ แล้วผมจะรักคุณได้ยังไง”

ผีบุษกรกรีดร้องโหยหวนด้วยความช้ำใจเหลือจะกล่าว แต่กฤตธรก็ไม่สน โพล่งออกไปอย่างอัดอั้น

“ผมจำเรื่องทุกอย่างได้ก็เพราะความฝันซึ่งมันไม่ใช่เรื่องจริง หรือต่อให้มันเป็นความจริง มันก็คือความจริงที่กลายเป็นความฝันสำหรับผมไปแล้ว ชาตินี้ผมคือกฤตธร ยังไงผมก็กลับไปเป็นเจ้าชายอริยะของคุณไม่ได้”

“ไม่จริง...ท่านคือองค์อริยะของข้า องค์อริยะที่ข้ารัก”

“ผมรักโยสิตา ไม่ได้รักคุณ”

คำสารภาพรักของเขาต่อหญิงศัตรูหัวใจทำให้ผีบุษกรแค้นแทบกระอัก ตัดพ้อทั้งน้ำตา “หากท่านไม่รักข้า ท่านหลอกลวงข้าทำไม ท่านมีความสุขกับการหลอกลวงให้ผู้หญิงคนหนึ่งหลงรัก หลงรอคอยท่านมาเนิ่นนานอย่างนี้รึ”

“องค์อริยะของคุณ เขาก็คงไม่มีความสุขหรอกที่คุณต้องเป็นทุกข์ขนาดนี้ ผมไม่รู้ว่าทำไมองค์อริยะถึงเปลี่ยนใจจากคุณ แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าเขาคงรู้สึกเหมือนผม นั่นคือไม่อยากเห็นคุณต้องเป็นอย่างนี้”

“ท่านเคยลั่นวาจาว่าจักครองรักกับข้า”

“ผมขอโทษ ถ้าคุณคิดว่าเป็นเพราะผม ไม่ว่าจะเพราะอะไร ผมยินดีชดใช้ให้ ปล่อยคุณโยออกมาเสีย”

ผีร้ายส่ายหน้า ทั้งรักทั้งแค้น “ข้าจักปลิดชีวิตท่านแลจักขังวิญญาณท่านไว้มิให้ได้ผุดได้เกิด ให้ท่านต้องทนทุกข์ทรมาน ต้องพลัดพรากจากนังคนนี้ทุกภพทุกชาติ”

“ถ้าคุณทำอย่างนั้นแล้ว มันจะสลายความโกรธแค้นในใจคุณได้...ผมก็ยินดี”

โยสิตาร้องห้ามทั้งน้ำตาแต่กฤตธรก็ไม่เปลี่ยนใจ ผีบุษกรยิ่งแค้นหนัก แหวลั่น

“ข้าจักแยกพวกเจ้าทั้งคู่ให้จากกันทั้งเป็น ข้าจักมิยอมปล่อยนังคนนี้จนกว่าท่านจักสิ้นรักมัน!”

ooooooo

ผีร้ายทำร้ายโยสิตาและโยนลงบึงบัวแดงอย่างไม่ลังเล กฤตธรไม่รอช้ากระโจนไปช่วย ผีร้ายเห็นเขาดำผุดดำว่ายตามหาช่างภาพสาวก็ถึงกับทรุด กรีดร้องด้วยความขัดใจที่เขาไม่เคยเห็นเธอในสายตา

“ไม่จริง...ท่านพี่รักมันจนพร้อมจะไปตายพร้อมกับมันอย่างนี้รึ...ไม่จริง!”

“เจ้าก็เห็นกับตาเจ้าเองแล้วบุษกร การได้เห็นคนที่เรารักเป็นทุกข์มันไม่ใช่ความสุข การได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขต่างหากถึงจะเรียกว่าความรัก ในหัวใจของเจ้ามีแต่มิจฉาทิฐิ”

คำพูดเตือนสติของเกรียงทำให้ผีร้ายพูดไม่ออกและยิ่งสะเทือนใจเมื่อเห็นน้ำตาของเขา

“ท่านพ่อ...ท่านเสียน้ำตาเพราะข้า”

“ที่เจ้าต้องเป็นอย่างนี้ พ่อก็มีส่วนผิด พ่อดูแลเจ้าไม่ดี เจ้าจึงได้หลงเดินทางผิด พ่อเสียใจที่เห็นเจ้าต้องอยู่ในสภาพนี้ นี่คือคำขอร้องครั้งสุดท้ายจากพ่อ...อโหสิกรรมให้ทุกคนแล้วจงไปตามทางที่ควรไปเถิด”

ผีร้ายนั่งกับพื้นอย่างอ่อนแรง สำนึกได้นาทีนั้นเองว่าคงฝืนชะตากรรมและบัญชาเทวะไม่ได้

“เขาสองคนเป็นคู่แท้ ติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ ความผูกพันนี้ไม่มีสิ่งใดทำลายได้ เจ้าจงยอมรับและอยู่กับความจริงแล้วเจ้าจะพบกับความสงบสุข จงเชื่อพ่อสักครั้งเถอะบุษกร พ่อคือพ่อ พ่อไม่เคยหวังร้ายต่อเจ้าแม้แต่ครั้งเดียว ทุกสิ่งที่พ่อทำล้วนเพื่อเจ้าทั้งสิ้น”

คำพูดของอดีตมหาพราหมณ์และพ่อแท้ๆทำให้ผีบุษกรสำนึกผิดทั้งหมด เอ่ยขออโหสิกรรมและปลดปล่อยวิญญาณน้อยใหญ่นับร้อยที่เธอเคยสะกดไว้ในบึงบัวแดงเพื่อรอวันชำระแค้น

“ข้าทำผิดบาปต่อพวกเจ้ามาเนิ่นนาน บัดนี้ข้าสำนึกผิดในสิ่งที่ทำแล้ว ข้าขอปลดปล่อยพวกเจ้าให้เป็นอิสระ มิต้องทนทุกข์ทรมานเช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว”

พลันท้องฟ้าที่มืดมิดก็ส่องแสงสว่างจ้า พร้อมๆกับที่ดวงวิญญาณมากมายในบึงบัวแดงกลายเป็นควันสีขาวลอยหายไปตามทางของตน เช่นเดียวกับผีบุษกรที่สลายร่างกลายเป็นกลุ่มควันและหายวับไปในพริบตา!

ooooooo

กฤตธรช่วยโยสิตาขึ้นจากน้ำและช่วยปฐม-พยาบาลจนรอดชีวิต บรรยากาศอึมครึมและชั่วร้ายค่อยๆจางหายกลายเป็นเหตุการณ์ปกติ แต่กระนั้น... ทุกคนโดยเฉพาะกฤตธรก็สัมผัสถึงความสูญเสีย ทั้งอาณาจักรอันเป็นที่รักในอดีตและผีบุษกร หญิงสาวอายุนับพันปีที่เคยหลงรักเขาจนหมดใจ...

หลังเหตุการณ์คลี่คลาย สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ อธินกับกสินทร์ก็ร่วมมือกันจัดงานแสดงวัตถุโบราณจากอาณาจักรจันทรปุระ พร้อมแถลงรายละเอียดและเรื่องราวความเป็นมาของเมืองโบราณให้คนทั่วไปรับรู้

กวินทร์กับปารมีก็ญาติดีกันได้ แม้ทั้งสองจะไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ในอดีตชาติมากนักแต่การได้เผชิญเหตุการณ์วุ่นวายครั้งล่าสุดด้วยกันทำให้เข้าอกเข้าใจกันมากขึ้น ส่วนเมธาวีมีอาการเซื่องซึมและเหม่อลอย ผลข้างเคียงจากการถูกผีร้ายเข้าสิงเมื่อหลายวันก่อนและคงต้องรักษาอีกพักใหญ่จึงจะอาการดีขึ้น

โยสิตาทำงานถ่ายภาพให้กสินทร์จนเรียบร้อย โดยมีกฤตธรตามประกบและชวนให้เธอมาทำงานด้วยกัน

“คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉันไม่ทราบค่ะ”

“สิทธิ์ความเป็นเจ้านายคุณ”

“ฉันเป็นฟรีแลนซ์ค่ะ ไม่มีเจ้านายถาวร”

“แต่หัวใจผมมันสั่งว่าทำยังไงก็ได้ให้ฟรีแลนซ์คนนี้กลายเป็นพนักงานประจำให้ได้”

“คำพูดแบบนี้ยังมีคนใช้กันอีกเหรอคะ...เฉิ่มจัง”

“เฉิ่มแต่ก็จริงใจนะคุณ เพราะมันไม่ได้หลุดมาจากปากผมเฉยๆ มันล้นจากหัวใจเชียวละ”

โยสิตาหน้าแดงที่ถูกจีบตรงๆ แม้จะยอมรับกับตัวเองแล้วว่ารู้สึกพิเศษกับเขาแต่เมื่อถูกบอกรักซึ่งๆหน้าก็อดเขินไม่ได้ กฤตธรเห็นเธออายก็รีบรุกอ้อนวอนให้เธอมาทำงานด้วยกัน

“งานของคุณ ฉันจะช่วยอะไรได้ ฉันไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์เลย”

“อยู่ข้างๆผมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เดี๋ยวคุณก็เรียนรู้ไปเอง”

“เงื่อนไขนี้ยิ่งต้องคิดหนักใหญ่เลย”

“คุณก็รู้ว่าผมหมายถึงอะไร โยสิตา...ผมไม่อยากให้คุณห่างจากตัวผมไปเลย...แม้แต่นาทีเดียว”

สองหนุ่มสาวตกลงปลงใจกันในที่สุดและพากันไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บุษกรในวันต่อมา คู่รักหมาดๆ อดใจหายไม่ได้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นแต่เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายคงไปสู่ภพภูมิที่ชอบก็อโหสิกรรมให้และเลือกจะมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

ooooooo

–อวสาน–


ละครบ่วงอธิฏฐาน ตอนที่ 11(ตอนจบ) อ่านบ่วงอธิฏฐาน ติดตามบ่วงอธิฏฐาน ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย ปริญ สุภารัตน์, ธัญชนก กู๊ด 11 ก.ย. 2559 08:32 2016-09-15T02:25:39+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ