สมาชิก

บางระจัน

ตอนที่ 9

อัลบั้ม: ละครฟอร์มยักษ์ "บางระจัน"

งาจุ่นหวุ่นมองลานรบกลางป่าเขตบ้านระจันด้วยแววตาลำพองใจ ไม่เห็นวี่แววกองทัพชาวบ้านฮึกเหิมเหมือนที่กองสอดแนมรายงานไว้ แต่ก็ดีใจไม่นาน เมื่อพวกนักรบระจันโผล่จากแนวป่าด้านหลัง เหล่าทหารอังวะไม่ทันระวัง เลยถูกฆ่าฟันเป็นจำนวนมาก งาจุ่นหวุ่นเห็นท่าไม่ดี เลยต้องถอยกลับอย่างไม่เป็นท่า

แต่หนีไม่ทันพ้นชายป่า งาจุ่นหวุ่นก็ต้องเจอกับพวกทัพที่มาเป็นกองหนุนโอบล้อมไว้ นายกองชาวอังวะถึงกับหน้าซีดเผือดกลัวตาย ทัพไม่รอช้าควบม้าเข้าหา พร้อมประกาศกร้าว

“ถ้าพวกมึงไม่กลายเป็นผีเฝ้าป่าบ้านระจัน พวกกูก็จะไม่ถอยเข้าค่ายอย่างเด็ดขาด บ้านระจัน...รบ!”

งาจุ่นหวุ่นเห็นทหารรอบข้างล้มตายเป็นจำนวนมาก เลยจะหนีเอาตัวรอด แต่ทัพที่หมายจะเด็ดหัวหัวหน้ากองข้าศึกควบม้าไปขวางไว้ นายกองชาวอังวะเลยตัดสินใจชักปืนจากเอว แต่ขาบซึ่งผ่านมาเห็นพอดี ถลามารับกระสุนแทนเกลอรักเสียก่อน ทัพรีบควบอ้ายเลาไปดูอาการพร้อมกับคนอื่นๆ ที่ฟันข้าศึกล้มตายไม่มีเหลือ

ขาบถูกแบกกลับค่ายทันที พร้อมกับเหล่านักรบระจันอีกกลุ่มที่เป็นกองหน้าทะลวงฟันพวกอังวะจนแตกพ่าย มีเพียงทองแก้วกับโชติที่ยังไม่กลับ เพราะลาดตระเวนในป่าเพื่อเผด็จศึกล้างบางพวกอังวะที่ยังเหลือ

แฟงรี่ไปรับหน้า แต่กลับต้องวิ่งไปตามพี่สาวแทบไม่ทัน เมื่อทัพบอกว่าขาบถูกยิงบาดเจ็บไม่น้อย เฟื่องถลาตามน้องสาวด้วยความเป็นห่วงผัว โดยมีทัพลอบมองตามห่างๆ แม้จะเศร้าแต่ก็ทำใจแล้วว่าอดีตคนรักไม่ใช่ของตัวอีกต่อไป ขาบเห็นเมียรักก็ยิ้มอ่อนๆ ยินดีมากที่อย่างน้อยก็ไม่ถูกทิ้งให้เจ็บตามลำพัง

สังข์มาถึงพร้อมหมอไม่นานหลังจากนั้น ขาบจับมือเฟื่องแน่น ข่มความเจ็บปวดที่ต้องถูกผ่าเอาหัวกระสุนออก ทัพเฝ้ามองทุกอย่างด้วยแววตานิ่งสงบ ก่อนจะลุกจากไปเงียบๆ โดยมีแฟงมองตามด้วยความเห็นใจ รู้ดีว่าอดีตทหารกล้าคงทำใจไม่ได้ดีนัก เพราะดูท่าจะยังอาลัยอาวรณ์ในตัวเฟื่องอยู่ไม่น้อย

เวลาเดียวกันที่ชายป่าเขตบ้านระจัน...งาจุ่นหวุ่นซึ่งหนีการไล่ล่าของพวกทัพมาได้อย่างหวุดหวิด ตาลุกวาวด้วยความดีใจ เมื่อเห็นเยกินหวุ่นนายกองในสังกัดเนเมียวสีหบดีอีกคนตามมาสมทบ แต่สองขุนพลชาวอังวะก็ต้องพ่ายแพ้ไม่เป็นท่าอีกรอบ เมื่อเจอกับแผนตลบ หลังของชาวค่ายระจัน ที่ส่งทองแก้วกับโชติมาจัดการพวกอังวะที่เหลือ

งาจุ่นหวุ่นควบม้าหนีกลับค่ายอังวะไปแล้ว เยกินหวุ่นเห็นท่าไม่ดีเลยรีบตามติด โดยทิ้งเหล่าทหารในกองนับร้อยไว้เบื้องหลัง และถูกพวกบ้านระจันฆ่าฟันไม่มีเหลือ

“พวกมันคิดว่าพวกเราตาขาวกลับค่ายกันหมด ไม่มีการลาดตระเวนรอบค่าย” ทองแก้วเอ่ยเสียงโหด

“นั่นแหละคือความโง่เง่า พวกมันไม่คิดว่าเราจะเตรียมฟันคอมันซ้ำสอง!” โชติเสริมด้วยท่าทางฮึกเหิม

สองผู้นำจากค่ายระจันยืนมองลานรบด้วยแววตากระหยิ่มใจ ที่สามารถจัดการข้าศึกจนพ่ายแพ้กลับไปได้

ooooooo

แฟงทนเก็บความอยากรู้ไว้ไม่ไหว แอบตามดูท่าทีทัพที่ทุ่งเลี้ยงม้าของค่ายระจัน และทันได้ยินเขาพึมพำเบาๆกับอ้ายเลาว่าอย่าทิ้งกันไปไหนจนกว่าจะจบศึก แฟงสงสารเลยตัดสินใจปรากฏตัว ก่อนจะปลอบเสียงอ่อน

“พี่เฟื่องไม่เคยอยากทิ้งพี่เลย แต่เพราะฉัน ฉันทำให้พี่กับพี่เฟื่องผิดใจกัน จนไอ้ขาบฉวยโอกาสจับพี่เฟื่องไป”

“อย่าโทษตัวเองเลยแฟง เรื่องมันผ่านมาแล้ว เฟื่องเองก็คงไม่เคยคิดโทษน้องสาว”

แฟงน้ำตาคลอ เสียงเครือ “ฉันไม่มีวันลืมได้หรอกพี่ทัพ ฉันเป็นคนทำให้พี่เฟื่องไปตกระกำลำบาก พี่เฟื่องต้องเป็นเมียไอ้ขาบเพราะฉัน ทั้งที่พี่รักกับพี่เฟื่อง ถ้าไม่มีฉัน พี่กับพี่เฟื่องจะได้อยู่ด้วยกัน”

“หยุดเถอะแฟง หยุดโทษตัวเอง ทุกอย่างมันแล้ว

แต่เวรแต่กรรม ที่พี่กับเฟื่องทำมา ไอ้ขาบมันก็รักเฟื่อง”

ทัพมองมาด้วยความสงสาร ขยับไปจับไหล่บาง ก่อนจะอึ้ง เมื่อแฟงโพล่งออกมาว่าเฟื่องกำลังท้อง

“แต่พี่เฟื่องไม่อยากมีลูกกับไอ้ขาบ พี่เฟื่องอยากเป็นเมียพี่...มีลูกกับพี่”

น้ำเสียงร้อนรนโวยวายของแฟง ทำให้ทัพต้องห้าม ดุเสียงเข้มเพื่อเตือนสติ

“หยุดแฟง...หยุดพูด หยุดคิดแบบนี้ เรื่องพี่กับเฟื่อง มันไม่มีวันเป็นไปได้”

แฟงใจหายอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะกลั้นใจถาม “พี่ทัพยังรักพี่เฟื่องไหม”

ทัพถอนใจยาว “รักสิ...แต่เป็นรักแบบน้อง รักที่เป็นห่วงอย่างน้องสาวคนหนึ่ง...เหมือนพี่ห่วงจวง”

แฟงไม่เชื่อ สวนออกไปว่าเขายังรักพี่สาว ทัพส่ายหน้าด้วยความเอือมระอา จ้องหน้าสั่งสอนแบบผู้ใหญ่

“เอ็งจะมารู้ใจพี่ได้ยังไง เอ็งไม่ได้มานั่งกลางใจพี่ จำไว้นะแฟง อย่าคิดโทษตัวเอง อย่าคิดว่าพี่กับเฟื่องยังอาลัยอาวรณ์กัน พี่ไม่เลวพอจะรักเมียเพื่อน ไอ้ขาบคือเพื่อน เฟื่องคือน้อง แล้วเฟื่องก็รู้ว่าตัวเองต้องรัก ต้อง

ซื่อสัตย์กับขาบ รักแล้วต้องรู้ผิดรู้ชอบ ไม่อย่างนั้น รักมันจะทำลายตัวเราเอง”

แฟงเงียบไปอึดใจ ก่อนจะพยักหน้ารับรู้ ทัพยิ้มบางๆ จับมือเธอไปลูบแผงคออ้ายเลาเบาๆ สาวแก่นชอบใจมาก ยิ่งอ้ายเลารับหญ้าจากมือไปเคี้ยวอย่างว่าง่าย ยิ่งถูกใจ ทัพมองมาด้วยความเอ็นดู

“เอ็งนี่มันเด็กมากแฟง เมื่อกี้ยังน้ำตาหยด ตอนนี้หัวเราะเสียแล้ว”

ถ้อยคำเย้าแหย่ของทัพ ทำให้แฟงอดหมั่นไส้ไม่ได้ หันไปสั่งอ้ายเลาเสียงเจ้าเล่ห์

“อ้ายเลา...ช่วยเตะปากผู้ใหญ่ขี้บ่นให้สักป้าบสองป้าบ”

อ้ายเลาทำท่าจะทำตามคำสั่งจริงๆ ทัพต้องถอย ร้องบอกม้าคู่ใจเสียงหลงว่าอย่าเข้ามา แฟงหัวเราะชอบใจ โผกอดอ้ายเลาด้วยความรัก ลืมความขุ่นข้องหมองใจก่อนหน้าหมด

ฝ่ายพวกสังข์...กินเหล้าฉลองที่เอาชนะข้าศึกได้ โดยมีพวกผู้หญิงเอากับแกล้มมาเติมไม่ขาด สังข์เห็นจวงก็ดึงมากอดด้วยความรักและคิดถึง จวงเห็นผัวเมาก็ดึงหูลากกลับเรือน โดยมีสไบกับพวกฟักมองตามยิ้มๆ ใจซึ่งมาร่วมวงพร้อมสไบกวาดตามองทุกคนนิ่งๆ ฟักที่เริ่มจะเมา กวักมือเรียกพรานหนุ่มมานั่งใกล้ ก่อนจะเล่าเรื่องศึกให้ฟัง

“พวกมันน่ะมาเป็นร้อย แต่เจอพวกเราวางแผนล้อมกรอบ ตลบหน้าหลังมันเท่านั้น มันก็ตกใจ แตกขบวนไม่เป็นท่า พวกข้ากับชาวบ้านระจันไล่ฟันกันสนุกมือ พวกอังวะน่ะ มันนึกว่ามีคนเยอะแล้วจะชนะ ยิ่งมันยกมาอีกเป็น

กองสอง ก็ถูกพ่อโชติกับพ่อดอกไม้พรางตัวไปไล่ฆ่า คราวนี้มันคงหัวหด ไม่กล้าย่ำทัพมาใกล้บ้านระจันอีกนาน...”

พวกฟักโห่ร้องด้วยความชอบใจ ต่างจากใจที่มองมานิ่งๆ ไม่แสดงท่าทีพิรุธ ทั้งที่ในใจไม่ยินดีด้วยเลย

ใจไม่ใช่อังวะคนเดียวที่เดือดเนื้อร้อนใจกับการพ่ายแพ้ศึกระจันครั้งนี้ เนเมียวสีหบดีก็โกรธมากที่สองนายกองถอยร่นไม่เป็นท่า จอกยีโบกับอูทินลินนั่งหมอบ

กรานไม่ห่างกันนั้น สมเพชงาจุ่นหวุ่นและเยกินหวุ่นไม่น้อย ที่เชื่อมั่นในฝีมือตัวจนประเมินกำลังของพวกบ้านระจันผิดพลาด สองนายกองพยายามแก้ตัว อ้างโน่นนี่จน

เนเมียวสีหบดีทนไม่ไหว กราดเกรี้ยวใส่ทั้งสองเสียงลั่นค่าย

“แล้วเจ้าทั้งสองกลับมาทำไม ทำไมไม่ตายด้วยคมดาบชาวบ้าน เอาความพ่ายแพ้มาหาข้าทำไม” งาจุ่นหวุ่นหน้าเสีย อึกๆอักๆ ก่อนจะโต้ว่าพวกบ้านระจันสู้ตาย แบบไม่เสียดายชีวิต เลยถูกแม่ทัพใหญ่สวนกลับ “แค่ชาวบ้านไม่กี่ร้อย แม่ทัพข้าสองคนยังเอาชนะไม่ได้ ข่าวนี้คงทำให้มังมหานรธา แม่ทัพแห่งค่ายสีกุกเย้ยข้าไปทูลถึงพระเจ้ามังระแน่”

งาจุนหวุ่นกับเยกินหวุ่นก้มหน้ารับชะตากรรม ถูกคุมตัวไปทำโทษหลังจากนั้น เนเมียวสีหบดีหัวเสียมาก หันไปทางจอกยีโบและอูทินลิน ก่อนจะปรารภ “ชาวบ้านพวกนั้น ปล่อยไว้จะเป็นเสี้ยนแก่ทัพเรา จะเป็นเยี่ยงอย่างให้คนไทยมันแข็งข้อ ตั้งตัวต่อสู้ ไม่เกรงกลัวกองทัพของเรา”

สุรินทจอข่องหน้าเครียด กำลังใช้ความคิดเพื่อตัดสินใจบางอย่าง แต่ก็ช้ากว่าติงจาโบ นายกองสังกัดเดียวกันซึ่งโพล่งอาสาไปปราบพวกบ้านระจันเสียก่อน สุรินทจอข่องไม่พอใจมาก โต้ว่าควรวางแผนให้ดี เพราะข่าวจากกองสอดแนมยืนยันว่าพวกบ้านระจันไม่มีอาวุธร้ายแรง แต่มีใจสามัคคี ยอมสู้ตายแบบไม่เสียดายชีวิต จอกยีโบกับอูทินลินสนับสนุนเต็มที่ ติงจาโบกลัวเสียหน้าต่อแม่ทัพใหญ่ จึงยืนกรานตามความตั้งใจเดิม

“ความกล้าของพวกมันก็กล้าอย่างชาวบ้าน ไม่รู้การศึก มันคงกำลังดีใจกับชัยชนะ ข้าขอกำลังไพร่พลอังวะเพียงแค่ห้าร้อย ไปสั่งสอนให้มันรู้ว่ากองทัพเรานั้น มีความเชี่ยวชาญการรบเหนือกว่าพวกมันหลายเท่านัก”

“ข้าจะให้ไพร่พลไปหนึ่งพัน ถ้าเจ้ามั่นใจว่าจะล้างอายให้ข้าได้ จงทำให้พวกมันหลาบจำที่ทำกับเรา ชาวบ้านเพียงไม่กี่คน มันจะต้านกำลังทหารที่ฝึกมาอย่างดีได้อย่างไร จงตีค่ายมันให้แหลก อย่าไว้ชีวิตมันแม้แต่คนเดียว!”

คำสั่งของเนเมียวสีหบดีถือเป็นคำขาด ติงจาโบยินดีมาก ลำพองใจว่าจะสามารถจัดการพวกบ้านระจันได้ในไม่กี่อึดใจ ต่างจากจอกยีโบและอูทินลิน มองหน้ากันอย่างเคร่งเครียด...เกรงว่าศึกนี้จะไม่ง่ายแบบนั้น

ooooooo

หลังลากผัวจอมกะล่อนกลับเรือนได้ด้วยความยากลำบาก จวงก็แหวลั่นไม่ให้เขาเรียกเธอว่าเมียต่อหน้าคนอื่น สังข์ไม่สนใจ ฤทธิ์เหล้าทำให้กล้ากว่าเดิม ถลาไปดึงเธอมากอดให้สมกับความคิดถึง ออดอ้อนขอเข้าหอเสียที จวงดิ้นรนขัดขืน ตั้งท่าจะกลับเรือนแม่ และขู่จะตีหัวถ้าเขายังดื้อดึง แต่สังข์ก็ไม่กลัว สวนกลับ

“แตกก็ยอมวะ วันนี้เป็นไงเป็นกัน ต้องกอดเมียให้สมรัก เผื่อไปศึกคราวหน้าโดนฟันตาย จะได้ไม่เสียดายชีวิต”

จวงชะงักหยุดดิ้นและหันไปสั่งเสียงเขียว ไม่ให้เขาตาย สังข์กระชับอ้อมแขน ก่อนตอบเสียงอ่อน

“ใครจะห้ามได้ล่ะจวง พวกข้าศึกมีทั้งมีด ทั้งปืน ขอ ง้าว ช้าง ม้า ไม่รู้เท่าไหร่ คนอีกเป็นพันเป็นหมื่น ถึงคราวรบแล้วต้องตาย พี่ก็ไม่เสียดายเลือดเนื้อ ห่วงก็แต่จวงจะมีใครดูแล”

“ถ้าห่วง แกก็ต้องไม่ตาย แกต้องสู้ ต้องกลับมาให้ได้”

“พี่อยากกลับมากอดจวงอย่างนี้ แต่ถ้าถึงคราวพี่ตายจากศึก จวงอยากมีคนดีๆ...ดีกว่าพี่คอยดูแล พี่ก็ไม่ว่า”

“เกิดมาฉันตั้งใจไว้แล้ว จนตายจะขอมีผัวเดียว”

“ชื่นใจนักจวง พี่เคยเลว เคยชั่วมาสารพัด แค่จวงให้อภัยพี่ พี่ก็มีกำลังใจเป็นคนดี”

น้ำเสียงจริงจังและจริงใจของสังข์ ทำให้จวงใจอ่อน ยอมให้กอด ก่อนจะเตือนสติและขอให้เขาสัญญา

“แกต้องดีให้ตลอดนะไอ้สังข์ ยามศึกมาประชิดบ้านเมืองอย่างนี้ ถ้าแตกสามัคคี ชิงดีชิงเด่น แย่งกันเป็นใหญ่ สุดท้ายเลือดไทยจะไม่เหลือ ข้าศึกจะเอาแผ่นดินเราไปไม่เหลือสักข้อนิ้วเดียว”

สังข์กอดเมียรักแน่น รับปาก “คนเคยเลวอย่างไอ้สังข์ ภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย ถ้าตายก็ขอตายอย่างไทย ไม่เกรงกลัวศัตรูหน้าไหน จะรบให้เลือดหยดสุดท้าย รักษาดินทุกก้อนให้เป็นสมบัติไทยชั่วลูกชั่วหลาน”

ท่าทางขึงขังของผัว ทำให้จวงปลื้มมาก ดึงตัวเขามาจูบแก้มเป็นครั้งแรก สังข์ใจมาเป็นกอง จูบแก้มเธอกลับด้วยความรักล้นหัวใจ ก่อนจะเอนร่างบอบบางลงบนแคร่ ดื่มด่ำค่ำคืนแรกด้วยกันอย่างมีความสุข

ทัพสุขใจไม่แพ้สังข์ เพราะมีโอกาสนั่งมองแฟงนอนซบไหล่เป็นครั้งแรก ภายในทุ่งเลี้ยงม้าหลังค่ายบ้านระจันนั่นเอง ท่ามกลางหมู่ดาวระยิบระยับ เช่นเดียวกันกับขาบ มีเฟื่องคอยดูแลไม่ห่าง ด้วยความเป็นห่วงแผลที่ถูกยิงของเขา ขาบมองเมียรักด้วยความซาบซึ้งใจ อยากดึงตัวมากอดนัก แต่เฟื่องขืนตัวไว้ เขาเลยต้องอ้อนเสียงอ่อน

“ขอพี่กอดให้ชื่นใจนิดเดียวนะเฟื่อง...แค่กอด”

น้ำเสียงและแววตาอ้อนวอนของผัว ทำให้เฟื่องสงสาร ยอมนอนลงที่อก ขาบเป็นสุขใจมาก

“มีเฟื่องอยู่ตรงนี้ พี่ก็ไม่เป็นอะไรแล้ว หลับซะ...คนดีของพี่”

ขาบยิ้มหลับไปแล้วด้วยความอ่อนเพลียจากบาดแผลและการกรำศึก เฟื่องค่อยๆขยับตัวแตะมือตรงหน้าท้องที่ยังแบนราบ อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังมีอีกชีวิตอยู่ในนั้น

จวงตื่นเช้ามาทำอาหารให้ผัวด้วยอาการระบมไปทั้งตัว เดินแทบไม่ไหว ต่างจากสังข์ที่มีท่าทางกระปรี้กระเปร่า สดชื่นกว่าทุกวันที่ผ่านมา เมียหมาดๆหันมามองตาขวาง ทุบอกเขาไม่ยั้ง สังข์ตกใจก่อนจะได้ยิ้มกว้าง เมื่อรู้ถึงสาเหตุที่เมียรักอารมณ์เสียแต่เช้า

“โถ...ก็พี่รักจวง ได้กอดได้หอมทั้งคืน ใครจะทนห้ามใจได้ อภัยพี่เถอะที่ทำรุนแรง...ที่ทำเพราะรักมาตลอด”

คำหวานของผัวทำให้จวงเอะใจ กระชากคอมาถามด้วยความโมโห “ครั้งที่แล้วเอ็งบอกว่า...ข้าตกเป็นของเอ็ง ทำไมข้าไม่เจ็บเท่านี้ บอกความจริงข้ามาดีๆว่าเอ็งทำอะไรข้าจริงหรือไม่ ไม่อย่างนั้น...ข้าจะกลับไปนอนกับแม่”

คำขู่ของเมียหมาดๆ ทำให้สังข์หน้าเจื่อน ยอมสารภาพหมดเปลือกว่าไม่ได้ล่วงเกินเธอแม้แต่น้อยในคืนนั้นที่สะแกโทรม จวงโกรธมาก ตบหน้าผัวอย่างแรง ก่อนจะเดินหนีดื้อๆ สังข์ผวาตาม ดึงตัวมากอดพร่ำบอกว่า รักเธอมาตลอด แต่ไม่รู้จะทำเช่นไรเพราะทัพหวงน้องสาว เหลือเกิน

สังข์ขอโทษขอโพยอีกยกใหญ่ อยากให้เมียรักยกโทษและอโหสิให้ เขาจะได้ตายอย่างสงบ

จวงเห็นผัวหมาดๆ สำนึกผิด ก็ใจอ่อน “ฉันอภัยให้แกก็ได้ไอ้สังข์ ฉันอภัยแล้ว”

สังข์ยิ้มกว้าง กระชับอ้อมแขน สัญญาเสียงหวานแต่หนักแน่น “แค่นี้...พี่ก็ตายตาหลับ มีแรงจับดาบไล่ฟันข้าศึกแล้ว พี่สัญญาว่าจะเป็นคนดี ช่วยไอ้ทัพมันไล่ข้าศึกออกจากแผ่นดิน เราจะเก็บแผ่นดินนี้ให้ลูกของเรานะจวง”

ooooooo

อาการของดอกรักค่อยๆดีขึ้น ลุกนั่งและทานข้าวได้มาก สไบปลื้มใจ คอยดูแลไม่ขาดทุกวัน ด้วยหวังลึกๆ ว่าเขาจะจำความได้ในไม่ช้า ส่วนพวกทัพฝึกซ้อมดาบบนหลังม้า จนเป็นที่จับตาของบรรดาพ่อค่ายเลยได้รับหน้าที่ให้ดูแลกองม้าของชาวค่ายบ้านระจัน ทัพดีใจมากจะได้มีส่วนร่วมในการรบเพื่อแผ่นดิน

“พวกฉันคนบ้านคำหยาด พากันหนีร้อนมาพึ่งเย็นที่บ้านระจัน มีสิ่งใดที่ทำได้ ขอให้พ่อค่ายสั่งมาได้เลย”

โชติกับเมืองมองมานิ่งๆ ก่อนจะพูดถึงศึกครั้งที่แล้วว่าต้องตั้งรับกันอีกหลายครา เพราะดูท่าพวกอังวะคงไม่ยอมรามือง่ายๆ อยากจะหักค่ายระจันแตก ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ชาวไทยกลุ่มอื่น ทัพยิ้มมั่นใจ

“ขอให้มันมาเถิด พวกฉันจะห้อม้าฟันให้ขาด สองท่อน!”

พวกพ่อค่ายมองมาด้วยความชอบใจกับท่าทางกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของอดีตทหารกรุงศรีฯ ไม่รู้เลยว่าใจแอบได้ยินทุกอย่าง สีหน้าเข้มขึ้นและผละตัวไปเงียบๆ แต่โชคไม่ดีถูกสังข์ขวางไว้ด้วยท่าทางกวนประสาท

“พี่ชายเอ็งไปไหน เมื่อคืนข้าไม่เห็นหน้า”

ใจตีหน้าเรียบเฉย บอกว่าเจิดนอนซมที่เรือน สังข์หรี่ตาสงสัย แกล้งอาสาพาไปหาหมอ จะได้หายเร็วๆ แต่ใจปฏิเสธ เพราะดูแลพี่ชายตัวเองได้ สังข์ไม่เชื่อแขวะเสียงเข้ม

“ข้าไม่เห็นเอ็งจะคอยดูพี่ชาย เห็นเขาว่าเอ็งชอบหายหัว”

“ถ้าสงสัยนัก ก็เอาโซ่มาล่ามฉันไว้”

ท่าทางไม่ยี่หระของใจ ทำให้สังข์โมโหมาก ปราดไปยืนจ้องหน้า “ข้าทำแน่ อย่าคิดว่ามีคนรัก แล้วข้าจะเห็นดีกับเอ็งทุกอย่าง เมื่อไหร่ที่ข้าเห็นเอ็งกับพี่ท่าทางขวางหูขวางตา ข้าจะไม่รอให้ใครสั่งว่าต้องทำยังไง”

ใจไม่หลบตา สวนกลับแบบท้าทาย “ข้ารู้ว่าเอ็งสงสัยข้า มันเป็นนิสัยของพวกวัวสันหลังหวะ เคยทำแต่เรื่องให้คนอื่นเดือดร้อน ถึงต้องคอยระแวงว่าจะถูกเอาคืนเข้าบ้าง”

สังข์ฮึดฮัดจะเอาเรื่อง แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงกลองศึก รีบผละไปทันที ทิ้งใจให้มองตามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะวิ่งตามไปเพื่อดูเหตุการณ์...ดูซิว่าครานี้พวกบ้านระจันจะตั้งรับข้าศึกอังวะเยี่ยงไร

แฟงกับสไบวิ่งลงเรือนไปดูพวกผู้ชายที่ลานหน้าค่าย ส่วนจวงรีบไปส่งผัว พร่ำบอกให้รักษาตัวดีๆ สังข์โอบกอดเมียรักแน่น สัญญาจะสู้เต็มที่เพราะมีเธอเป็นกำลังใจสำคัญ ทัพเห็นน้องกับผัว ก็อดถามถึงแฟงไม่ได้ จวงไม่คิดมาก ตอบไปตามจริงว่าแฟงกับสไบไปตามเฟื่องที่เรือนขาบ

ทัพหน้าเจื่อนเล็กน้อย รู้สึกห่วงหาอย่างบอกไม่ถูก อยากเห็นหน้าแฟงก่อนไปรบ ไม่รู้เลยว่าสาวแก่นที่คิดถึงกำลังประคองร่างอ่อนแรงของพี่สาวซึ่งพลัดตกจากเรือนเพราะพยายามห้ามผัวไม่ให้ไปรบ ด้วยกลัวแผลที่เพิ่งทุเลาจะฉีกขาด ขาบหน้าตื่นเมื่อได้ยินว่าเมียท้อง รีบอุ้มไปหาหมอ โดยมีแฟงกับสไบตามติดด้วยความเป็นห่วง

เวลาเดียวกันที่หน้าค่าย...เหล่าพ่อค่ายช่วยกันวางแผนแบ่งกองกำลังกันอย่างเคร่งเครียด แท่นเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนสำคัญ เสนอให้แบ่งเป็นสามกลุ่ม คือกองรุก ปีกซ้ายและปีกขวา โอบขนาบข้าศึกที่มีจำนวนคนมากกว่า

“ข้ากับพ่อทองแสงใหญ่จะเป็นกองรุก ไล่ตะลุยฟันพวกมันเอง” นายทองเหม็นอาสาแข็งขัน

“ปีกขวา...ข้ากับไอ้อิน ไอ้เมืองเอง เจอมันคราวที่แล้ว รู้ฝีมือพวกมันอยู่” นายจันทร์หนวดเขี้ยวเป็นคนต่อมา

“ปีกซ้ายที่เหลือ ฉัน ไอ้สังข์กับกองม้าบ้านคำหยาด ขออาสาเอง พ่อค่ายคนไหนจะเป็นหัวหน้าข้า”

ทัพเป็นตัวแทนพวกบ้านคำหยาดอาสาแทนทุกคน ทองแก้วเลยเสนอตัวเป็นผู้นำให้ พันเรืองซึ่งจะรับหน้าที่ เฝ้าค่าย พยักหน้ารับรู้ เดินมายืนด้านหน้าของเหล่านักรบ

ก่อนจะพูดปลุกใจเอาฤกษ์เอาชัยเหมือนเช่นเคย

“นักรบระจันทั้งหลาย อังวะยกมาครั้งนี้ มันเพิ่มกำลังพลมากขึ้น เพราะแค้นที่ศึกที่แล้วเราเอาชนะมันได้ แต่เราไม่เคยกลัว ครั้งนี้เราจะแบ่งกองรบเป็นสามกอง เข้าโอบตีมัน เด็ดหัวแม่ทัพมันให้ได้!”

ooooooo

ระหว่างที่เหล่านักรบเตรียมความพร้อมจะไปสู้ข้าศึกในอีกไม่กี่อึดใจ ขาบหน้าซีดอยู่กับหมอ กลัวเมียรักเป็นอันตราย โดยมีแฟงกับสไบเฝ้าไม่ห่าง ผลคือเฟื่องไม่ได้เป็นอะไรมาก และไม่ได้ท้องอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แค่สมบุกสมบันมานาน เลือดลมเลยอาจไหลเวียนไม่ดี

ขาบถอนใจโล่งอก เช่นเดียวกับแฟง รีบขอตัวไปส่งพวกทัพหน้าค่าย โดยทิ้งสไบให้อยู่เป็นเพื่อนเฟื่องกับขาบ แต่ถึงวิ่งเร็วแค่ไหน สาวแก่นจากบ้านคำหยาดก็ไปไม่ทันส่งทัพ ได้แค่เห็นหลังไวๆ เลยได้แต่พึมพำตามหลัง

“พี่ต้องชนะกลับมา ขอให้พวกเราชนะ ข้าศึกที่ยกมาย่ำยีแผ่นดินไทย มันต้องย่อยยับทุกคน!”

กองกำลังทั้งสามของชาวค่ายบ้านระจันสู้กับข้าศึกอย่างดุเดือด ฆ่าฟันพวกอังวะล้มตายทั้งหมดในเวลาไม่กี่อึดใจ แต่ที่ทุกคนไม่รู้ คือติงจาโบจัดแจงซ้อนแผน ส่งไพร่พลไม่กี่หยิบมือไปอ่อยเหยื่อ ล่อให้พวกนายทองเหม็นกับพวกนายจันทร์หนวดเขี้ยวซึ่งกุมกำลังกองหน้าและปีกขวาตายใจ ก่อนจะส่งทหารอีกหลายร้อยไปลอบโจมตีในเวลาต่อมา

พวกทัพจัดการข้าศึกไม่มีเหลือเช่นกัน แต่เกิดเอะใจเสียก่อน ว่าทุกอย่างดูง่ายและราบรื่นเกินไป พวกสังข์คิดว่าพวกข้าศึกคงกำลังสู้กับพวกนายทองเหม็นหรือนายจันทร์หนวดเขี้ยว แต่ทัพไม่คิดเช่นนั้น สังหรณ์ใจรุนแรง จนต้องตัดสินใจแทนทุกคน ให้ไปช่วยอีกสองกองแบบเร่งด่วน...ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ไม่ใช่แค่ทัพที่รู้สึกได้ถึงลางร้าย นายทองเหม็นเป็นคนต่อมาที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นสาปรุนแรงรอบตัว แล้วก็ต้องอึ้งไปอึดใจ เมื่อเห็นกองกำลังหลายร้อยของติงจาโบเคลื่อนพลออกจากป่า โอบล้อมพวกบ้านระจันไว้ทุกด้าน ติงจาโบควบม้าตามไพร่พลออกมาด้วยท่วงท่ามั่นใจ กวาดตามองพวกบ้านระจันพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน

“พวกเอ็งมันเหิมเกริม มีคนแค่หยิบมือ ยังคิดจะสู้กับกองทัพอังวะ”

“ถุย...แค่หยิบมือเดียวนี่แหละจะฟันคอพวกมึงหลุดจากบ่า เข้ามาสิวะ”

จบคำนายทองเหม็น ติงจาโบก็สั่งลุย แต่ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะแม้เหล่าทหารอังวะจะมีจำนวนมากกว่า โอบล้อมพวกบ้านระจันไว้ทุกด้าน แต่ก็ล้มตายเป็นผักปลา เพราะฝีมือและแรงใจสู้พวกชาวค่ายไม่ได้

พวกทัพรีบควบม้าไปช่วยพวกนายทองเหม็นกับนายจันทร์หนวดเขี้ยว แต่ไม่ทันพ้นชายป่า ก็ถูกพวกอังวะ ขวางไว้ ทองแก้วซึ่งไม่ถนัดรบบนหลังม้า ถูกข้าศึกฟันร่วงลงมา และเกือบจะถูกฆ่าอยู่แล้ว ถ้าทัพจะไม่ควบอ้ายเลามาช่วยเสียก่อน เหล่านักรบบ้านระจันสู้ไม่ถอย ไม่หวั่นแม้จำนวนข้าศึกจะเพิ่มขึ้นตลอด แต่ก็อ่อนกำลังเต็มที เพราะฆ่าฟันกันตั้งแต่เช้า จนถึงบ่ายก็ยังไม่มีวี่แววว่าศึกครั้งนี้จะจบ

เวลาเดียวกันที่ค่ายบ้านระจัน...พวกพ่อค่ายที่เหลือยืนรอเหล่านักรบด้วยใจจดจ่อ สุดท้ายแท่นก็ทนไม่ไหว อาสานำไพร่พลจำนวนหนึ่งไปช่วยพวกที่เหลือ ด้วยเกรงว่าการต่อสู้จะยืดเยื้อ ดอกไม้เสนอตัวไปด้วย และจะนำเสบียงอาหารไปให้เหล่านักรบ จะได้ไม่หมดแรง ก่อนศึกจะสงบ

แฟงได้ยินว่าพวกแท่นจะยกทัพไปช่วย เลยตัดสินใจผละจากเฟื่อง ปลอมตัวเป็นผู้ชาย เพื่อจะได้ออกไปส่งเสบียงและตามหาทัพ สไบจะไปด้วย แต่ถูกใจรั้งตัวไว้ก่อน ให้ไปดูอาการจาดที่เรือน โดยไม่รู้เลยว่าเป็นแผนลวงของสองหนุ่มชาวอังวะ ไม่ให้คนงามบ้านสามโก้ออกไปส่งเสบียง หรือไปรับรู้ความลับของพวกเขา

ขาบได้ยินเสียงกลองศึกดังไม่หยุด เลยจะไปช่วยรบ โดยฝากฝังเมียรักไว้กับจวง พันเรืองซึ่งรับหน้าที่อยู่เฝ้าค่ายกับขุนสรรค์ ยืนคอยอาสาสมัครอยู่แล้วที่ลานค่าย

“เราต้องออกไปดูการรบ พวกพ่อทองเหม็น พ่อทองแก้ว จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับค่าย น่าจะรับศึกหนักอยู่ และเราจะเร่งเอาเสบียงไปส่งด้วย ขอให้พวกเราช่วยกัน ไม่อย่างนั้นทัพระจันเราอาจเพลี่ยงพล้ำได้”

ขาบควบม้าไปรวมกับคนอื่นๆ ไม่รู้เลยว่าแฟงปลอมตัวเป็นชายเรียบร้อย แฝงตัวที่ท้ายขบวนด้วย แบกเสบียงอาหารในห่อผ้า วิ่งตามหลังพวกนักรบติดๆ แววตาไม่หวาดกลัวเลยว่าต้องเจอกับอันตราย ขอแค่ได้มีส่วนช่วยรบก็พอ

ooooooo

กว่าพวกทัพจะฆ่าเหล่าทหารอังวะตายหมดก็เสียเวลาไปไม่น้อย แต่กองม้าจากบ้านคำหยาดก็ไม่รอช้า รีบตามไปช่วยพวกนายทองเหม็นและนายจันทร์หนวดเขี้ยว ทัพควบอ้ายเลานำหน้าทุกคน ทันเห็นติงจาโบเล็งปืนไปทางนายทองเหม็น เลยควบม้าคู่ใจไปขวาง เหล่านักรบกองรุกเห็นพวกมาช่วยก็ดีใจมาก มีกำลังใจรบมากขึ้นเป็นกอง

ติงจาโบโกรธมาก เปลี่ยนเป้าหมายเล็งปืนไปที่ทัพแทน อดีตทหารกล้ารู้ทัน และตัดสินใจควบอ้ายเลา

ล่อไปอีกทาง หวังเด็ดคนนำทัพชาวอังวะให้ได้ แฟงมาถึงพร้อมพวกแท่นพอดี เห็นทัพถูกพวกอังวะไล่ตาม ก็ละทิ้งทุกอย่างตามไปช่วย ทัพไม่ทันมองว่ามีหนุ่มน้อย

หน้าคุ้นตามมา มัวแต่ควบอ้ายเลาเข้าไปในป่าลึก ล่อพวกติงจาโบ

แต่อดีตทหารกล้าก็ต้องเบิกตาโพลง ใจหายแทบแย่ เมื่อเห็นวีรกรรมหนุ่มน้อยหน้าคุ้น ซึ่งถลันเอาดาบฟาดฟันพวกอังวะที่คิดทำร้ายเขา และเพียงไม่กี่อึดใจ ทันทีที่ผ้าโพกหัวหลุด ทัพก็จำได้ทันทีว่าหนุ่มน้อยคนนั้นคือแฟง!

ทัพตัดสินใจออกจากที่ซ่อน ควบอ้ายเลาไปช่วยแฟง แต่ก็ต้องเสี่ยงกับทางปืนของติงจาโบ ที่เล็งมาที่เขาหลายนัด ทัพก้มตัวต่ำ ควบม้าคู่ใจฝ่ากระสุนไปได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะไปดึงตัวแฟงขึ้นหลังม้า แล้วทะยานหนีพวกอังวะเข้าไปในป่าลึก ทิ้งติงจาโบให้มองตามด้วยความหัวเสีย เจ็บใจมากที่ปล่อยให้นักรบบ้านระจันหนีไปได้

ทัพของติงจาโบไม่ใช่แค่พ่ายแพ้ในการฆ่าทัพเท่านั้น แต่ยังสูญเสียไพร่พลนับร้อยให้แก่พวกนาย

ทองเหม็น นายจันทร์หนวดเขี้ยว แท่น ทองแก้วและพวกบ้านคำหยาด สังข์ชูดาบ โห่ร้องให้แก่ชัยชนะด้วยท่าทางฮึกเหิม ก่อนจะเริ่มใจไม่ดี เมื่อไม่เห็นทัพ...

หรือว่าเกลอรักเพื่อนยากจะถูกพวกอังวะจับตัวไป!

สถานการณ์เริ่มน่าอึดอัด เมื่อไม่ใช่แค่พวกฟักที่เป็นกังวลเรื่องทัพ แต่พวกผู้หญิงที่ค่ายก็ร้อนรนไม่แพ้กัน โดยเฉพาะจันทร์กับจวง เป็นห่วงสมาชิกผู้ชายคนเดียวในครอบครัวมาก ฟักส่งสายตาให้สัญญาณกับสังข์ ให้ปิดเรื่องทัพกับพวกจันทร์ไว้ก่อน สังข์เลยได้แต่อึกๆอักๆ ก่อนจะตีหน้ามึน ตอบแม่ยายไปว่าทัพอยู่กับพวกลาดตระเวน

แต่ที่ทำให้ทุกคนประสาทเสียกว่า คือการหายตัวไปของแฟง สไบยืนยันว่าเห็นสาวแก่นก่อนที่พวกแท่นจะยกทัพไปช่วย จวงนิ่งไปนิดเดียว ก่อนจะโพล่งออกไปตามที่สังหรณ์ ว่าแฟงอาจจะแอบออกไปดูเขารบ

เฟี้ยมใจหายวูบ จะเป็นลม “ตายแล้ว...มันจะออกไปดูเขาทำไมกัน ทำไมมันห้าวเยี่ยงนี้”

“ใจเย็นก่อนแม่ เดี๋ยวฉันไปตามแฟงให้ ฉันเห็นมันอยู่กับพี่ทัพกลางทุ่งนี้เอง” ฟักตัดสินใจปด

“งั้นก็ไปตามมันกลับมาทั้งคู่ หน้าสิ่วหน้าขวานเยี่ยงนี้ จะมัวคุยกันอยู่นอกค่ายทำไม”

จันทร์สำทับอีกแรงด้วยความเป็นห่วงลูกชาย ฟักหน้าเสีย กระโดดขึ้นม้าไปตามทัพและแฟงพร้อมกับสังข์ แต่ไม่ทันพ้นค่าย ก็เจอกับพวกแท่นซึ่งเพิ่งกลับมาถึงเสียก่อน พ่อค่ายจากบ้านศรีบัวทองได้ฟังเรื่องการหายตัวไปของทัพกับแฟงด้วยสีหน้าครุ่นคิด แม้เป็นห่วงทั้งสองแต่จำต้องตัดใจเพื่อคนส่วนใหญ่ในค่าย

“อย่าเลย...เราเหนื่อยกันมามากแล้ว พักก่อน...ตอนนี้พ่อทองเหม็นกับพวกลาดตระเวนออกตรวจรอบๆค่ายอยู่ ถ้าเจอพ่อทัพกับน้องเอ็งคงพากันกลับมา พวกเราไปพักผ่อนก่อน รอพวกลาดตระเวนกลับมาแล้วค่อยว่ากัน อย่าเพิ่งออกไป จะยิ่งทำให้ข้าเป็นห่วงเพิ่มอีก”

พวกแท่นนำขบวนเข้าค่ายไปแล้ว ทิ้งฟักกับสังข์ให้มองหน้ากันเครียดๆ แม้จะเป็นห่วงทัพกับแฟงแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ไปตามที่แท่นแนะ เพราะเชื่อมั่นว่าทัพจะดูแลปกป้องแฟงได้แน่

ooooooo

ทัพปกป้องแฟงได้จริงๆ แต่ก็ทุลักทุเลเต็มที เพราะอดีตทหารกล้าต้องควบม้าหลบกระสุนและคอยระวังไม่ให้แฟงถูกทำร้าย กว่าจะสลัดข้าศึกหมด เลยถูกกระสุนถากที่แขน สาวแก่นบ้านคำหยาดเลยต้องเป็นฝ่ายดูแลเขาแทน

“ล้างเลือดออกก่อนนะพี่ทัพ พักก่อน...เดี๋ยวฉันจะขี่อ้ายเลาพาพี่กลับค่ายเอง”

ทัพยิ้มบางๆก่อนจะพูดเสียงอ่อน “แผลแค่นิดเดียวเองแฟง”

“นิดเดียว...ฉันก็ปล่อยให้พี่ไปไม่ได้ เกิดเจอพวกข้าศึกอีก”

ทัพได้แต่ส่ายหน้าอ่อนใจ นั่งนิ่งๆให้เธอดูแลตามใจชอบ แฟงไม่ทันเห็นสายตาวิบวับ กุลีกุจอทำแผลและตั้งท่าจะออกไปหาอาหาร ทัพผวาตาม รั้งตัวให้มานั่งข้างๆ ก่อนจะสั่งเสียงเข้ม ไม่ให้ลุกไปไหน

“ฉันไม่ไปไกลหรอกจ้ะ ถ้าเจอข้าศึก ฉันจะรีบวิ่งกลับมาบอกพี่”

แฟงยังรั้นจะไปให้ได้ ทัพต้องดึงตัวมาใกล้อีกรอบ ก่อนจะจ้องหน้าต่อว่าถึงวีรกรรมของเธอ

“พี่ไม่ตีเอ็งก็ดีแค่ไหนแล้ว หนีออกมานอกค่ายคนเดียวอย่างนี้ เป็นผู้หญิง...ถ้าเกิดถูกฟันหรือถูกจับได้...”

“ฉันไม่กลัว ฉันรู้ว่าฉันต้องเจอพี่” แฟงกุมมือทัพ ออดอ้อนเหมือนเด็กๆ “อย่าตีฉันเลยนะจ๊ะ พี่ทัพคนเก่ง”

รอยยิ้มกว้างของแฟงทำให้ทัพใจกระตุก เพิ่งคิดได้ว่าสาวแก่นตรงหน้าไม่ใช่เด็กสาวที่เขาวิ่งไล่ตีก้นได้อีกต่อไป แต่กลายเป็นสาวน้อยแรกแย้ม สวยงามมากกว่าที่เคยเห็นในวันไหนๆ แฟงไม่รู้ความคิดอีกฝ่าย นั่งนิ่งให้เขาดึงเศษใบไม้แห้งที่ติดผมให้ แฟงไม่คิดมาก และรีบบอกถึงเหตุผลที่อยากตามมาที่นี่

“ฉันอยากจะช่วย เท่าที่สองมือฉันจะทำได้ ฉันไม่เคยกลัวตาย ตอนอยู่บ้านศรีบัวทอง ฉันหลอกข้าศึกมาให้พวกพ่อแท่นฆ่า ตอนนั้นฉันก็ปลงใจแล้วว่าขอตายเพื่อพี่น้อง เพื่อแผ่นดินนี้ ฉันขอตายเพื่อให้ไทยได้อยู่เป็นไทย”

“พี่รักน้ำใจเอ็งนักแฟง” ทัพกุมมือแฟงแน่น ความรู้สึกอ่อนหวานและผูกพันบางอย่างก่อตัวขึ้นหลังจากที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน “แต่ก่อนพี่เห็นเอ็งเป็นเด็กทโมน แต่ตอนนี้พี่เห็นเอ็งไม่เหมือนเดิม”

“พี่ทัพเห็นฉันเป็นอะไร ไม่ใช่แฟงน้องพี่คนเดิมแล้วหรือจ๊ะ”

น้ำเสียงร้อนรนของแฟงทำให้ทัพอดยิ้มบางๆ ไม่ได้ ส่งสายตาประกายวิบวับโดยไม่รู้ตัว

“ตอนนี้พี่เห็นเอ็งเป็นเหมือนแฟง...ดอกไม้ไพร” แฟงมองมาด้วยความแปลกใจ ทัพยื่นมือไปปัดปอยผมให้พ้นวงหน้านวล ก่อนจะใจเต้นไม่เป็นระส่ำเมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างของสาวแก่นตรงหน้า

“ดอกไม้ไพรที่ใจงามยิ่ง เป็นหญิงแต่เด็ดเดี่ยว ตั้งมั่นเพื่อแผ่นดิน ไม่เสียดายชีวิต น้ำใจเอ็งงามกว่าดวงหน้า งามเสียยิ่งกว่าสิ่งใด...แฟงเอ๋ย”

ในขณะที่บรรยากาศของทัพกับแฟงอบอวลไปด้วยความอ่อนหวาน ต่างจากคู่เฟื่องกับขาบ ที่แม้จะดีกว่าแต่ก่อน แต่ก็เต็มไปด้วยความอึดอัด เพราะคนงามบ้านคำหยาดทำใจอยู่กับเขาไม่ได้ อยากกลับไปรอน้องสาวที่เรือนแม่

ขาบมองมาด้วยสายตาอ้อนวอน “รอเสียที่นี่ได้ไหมเฟื่อง ที่นี่ก็เป็นเรือนของเฟื่อง”

เฟื่องหลบตา แก้ตัวแบบขอไปที “แผลพี่ค่อยยังชั่วแล้ว ฉันอยากกลับไปดูแม่”

“ถ้าเฟื่องอยากดูแลแม่ พี่ก็สุดจะรั้งตัวไว้ พี่รู้ว่าเฟื่องไม่ได้เต็มใจมาอยู่กับพี่ พี่บังคับเฟื่องมาแล้วครั้งหนึ่ง ขอให้รู้ว่าพี่ยังเสียใจที่หักห้ามตัวเองให้รักเฟื่องน้อยลงไม่ได้ ถึงทำให้เฟื่องเกลียดและไม่มีวันยกโทษให้พี่”

“พี่รู้ใจฉันก็ดี ก็อย่าถาม อย่าขออะไรให้ฉันลำบากใจอีกเลย”

เฟื่องตัดบทแล้วลงเรือนไป ทิ้งขาบให้มองตามเศร้าๆ น้อยใจเหลือเกินที่เมียรักไม่ยอมอยู่ด้วย

แต่ถึงจะอ้างกับขาบแบบนั้น เฟื่องก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ แต่ยังทำเฉย กลับมานั่งรอน้องสาวที่เรือนแม่ เฟี้ยมเห็นลูกสาวคนโตทำหน้าตาแปลกๆ ก็พอเดาได้ โพล่งออกไปเสียงเรียบว่าแฟงอยู่กับทัพ คงไม่เป็นไร

“ทัพมันคนมีฝีมือ มันต้องพาแฟงกลับมาจนได้ แต่ถ้าเอ็งห่วงเรื่องอื่น แม่ก็อยากพูดให้เอ็งเบาใจ ทัพมันเป็นคนดี เรื่องคิดจะล่วงเกินนังแฟง แม่เชื่อว่าทัพไม่ทำ”

เฟื่องหน้าเจื่อนที่ถูกจับได้ แก้ตัวเสียงอ่อย “ฉัน...แค่เป็นห่วงน้อง”

“เอ็งควรจะเป็นห่วงผัวเอ็ง ไอ้ขาบที่นอนเจ็บ” เฟื่องมองแม่ด้วยสายตาอึดอัด แต่เฟี้ยมไม่สน สอนอย่างผู้ใหญ่ที่ผ่านอะไรมามาก “ข้ารู้ว่าเอ็งไม่รักไม่ชอบน้ำหน้าไอ้ขาบ มันหักหาญเอาตัวเอ็งไปจากไอ้ทัพ แต่เอ็งก็ได้ชื่อว่าเป็นเมียมัน กินอยู่ แต่งงานแต่งการไปกับมันแล้ว ได้ชื่อว่าเมีย เราก็ต้องเป็นเมีย ดูแลผัวไม่ให้ขาดตกบกพร่องเสียก่อน ถ้าไอ้ขาบมันไม่ดีกับเอ็งจนทนอยู่กันไม่ได้ ต่อไป แม่ก็จะไม่ห้าม”

เฟื่องกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล สะเทือนใจเหลือเกินกับคำพูดแทงใจดำของแม่ เฟี้ยมสงสารแต่ไม่ใจอ่อน

“แต่ตอนนี้เอ็งทำหน้าที่เมียดีแล้วหรือยังเฟื่อง มัวแต่เสียใจกับอดีต แล้วชีวิตเอ็งจะหาความสุขข้างหน้าได้ยังไง”

เฟี้ยมพูดจบก็เข้าเรือนไป ทิ้งเฟื่องให้มองตามด้วยความละอายใจ ที่ทำตัวเหลวไหลไม่ทำตัวเป็นเมียที่ดี

ด้านจวงกับสังข์...เป็นห่วงทัพและแฟงไม่ต่างจากคนอื่น อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะจวงเป็นน้องสาวแท้ๆของทัพ สังข์เห็นเมียรักมีท่าทางหงอยๆ ก็อยากจะไปตามหาเกลอรัก แต่จวงห้ามไว้

“รออีกสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวคงกลับกันมา ฉันว่าพี่ทัพกับแฟงต้องไม่เป็นอะไร”

ฝ่ายแฟงกับทัพไม่รู้ว่าคนอื่นกำลังเป็นห่วง มัวจ้องตากันภายใต้แสงจันทร์และหมู่ดาว แฟงเขินหน้าแดง ที่ถูกเขาเกี้ยวดื้อๆ ทัพยิ้มชอบใจ ก่อนจะขยับไปใกล้ ตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แฟงผินหน้าหนีและโพล่งเปลี่ยนเรื่องเสียก่อน ว่าทุกคนในค่ายคงเป็นกังวลที่เธอกับเขาหายตัวไป

ทัพเห็นฝนตกไม่หยุดเลยปลอบไม่ให้คิดมาก ก่อนจะหยิบผ้าโพกหัวของเธอมาบังฝนให้ แฟงกอดอกด้วยความหนาว อดีตทหารกล้ามองมาด้วยความเป็นห่วง ดึงให้พิงไหล่ สาวแก่นเขินแต่ก็เอนลงแต่โดยดี ใจเต้นโครมครามเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ ด้วยความปลื้มใจได้ใกล้ชิดชายหนุ่มที่แอบหลงรักมานาน

ooooooo

บางระจัน

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด