ตอนที่ 8
อัลบั้ม: ละครฟอร์มยักษ์ "บางระจัน"
เฟื่องไม่รู้ถึงความเก็บกดของน้องสาว เมื่อเจอทัพในวันต่อมา เลยไม่คิดมาก พูดคุยกับเขาอย่างเป็นกันเอง จนเกือบจะเหมือนเมื่อก่อน ทัพมองมาด้วยสายตาอ่อนโยน ยิ่งเห็นเธอป้อนข้าวดอกรักโดยไม่รังเกียจ ก็ยิ่งเอ็นดู แต่ที่ทำให้เป็นเรื่องฉาวไปทั่วค่าย ก็เมื่อรุ่งดันผ่านมาเห็นสองหนุ่มสาวใกล้ชิดกันแบบสองต่อสอง
เฟื่องเอร็ดอร่อยกับฝักมะขามอ่อนที่ทัพช่วยเก็บให้ ไม่รู้เลยว่าเรื่องของตนกลายเป็นหัวข้อใหญ่ในครัว หญิงชาวบ้านคนอื่นจับกลุ่มฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น รุ่งยิ้มได้ใจ ก่อนจะพูดเป็นนัยๆเหมือนเฟื่องจะมีใจกับทัพ
“แม่เฟื่องคนงามให้พี่ทัพสอยมะขามให้ พี่ทัพก็ทำตัวอย่างกับเป็นผัว ดูแลเมียท้องสาว เฟื่องจ๊ะ...เอาอีกไหม”
รุ่งออกท่าทางประกอบ จนทุกคนพากันตื่นเต้น กลายเป็นเรื่องฮือฮาสนุกสนาน แฟงได้ยินก็โกรธมากและไม่รอช้าไปเอาเรื่องตามประสาคนไม่ยอมใคร รุ่งทำใจกล้าโต้กลับ แต่ก็ต้องตาเหลือก เมื่อถูกแฟงขู่เสียงเขียว
“พี่สาวฉันเป็นคนดี ถ้าใครปากมาก เอาเรื่องพี่เฟื่องมาพูดสนุกปากอีก จำไว้...ต่อไปจะเป็นสากตำข้าว!”
พูดจบก็สะบัดหน้าเดินหนี ไม่สนเลยว่ารุ่งจะมองตามด้วยแววตาหวาดระแวงแค่ไหน แต่แฟงก็ไม่ได้กลับเรือนอย่างที่ตั้งใจแต่แรก แต่มุ่งไปที่เรือนของทัพ ต่อว่าเขาที่ทำให้เฟื่องถูกนินทาไปทั่วค่าย
“รู้ไหม...พี่เฟื่องเขาถูกชาวบ้านนินทาเพราะพี่ พี่กำลังทำให้พี่เฟื่องกลายเป็นหญิงสองใจ”
“แฟง...มึงพูดอะไร ให้นึกบ้างว่ากูไม่เคยคิดชั่วอย่างที่มึงพูด เฟื่องเองก็พี่สาวมึง”
แฟงจ้องหน้าทัพ สีหน้าเดือดปุด “พี่เฟื่องเป็น พี่สาวฉัน ฉันถึงต้องมาเอาเรื่องไอ้คนที่มันเป็นต้นเหตุให้พี่สาวฉันถูกด่า บอกมาตรงๆดีกว่าพี่ทัพ ที่พี่ไปเกาะแกะพี่เฟื่อง เพราะพี่ยังรักพี่เฟื่องใช่ไหม...พี่ยังรัก ยังหวังในตัวพี่เฟื่อง”
ทัพโกรธมาก สวนกลับด้วยน้ำเสียงดุดันโดยไม่รู้ตัว “มึงคิดว่ากูเป็นชายชั่วได้ถึงเพียงนั้นหรือแฟง...มึงมองหน้ากู แล้วบอกว่าเป็นกู ที่เป็นคนผิดสัตย์สาบานที่มีต่อเพื่อนรัก มองกูแฟง...แล้วบอกว่ากูจะแย่งเฟื่อง เมียรักของเพื่อนได้”
น้ำเสียงตัดพ้อของทัพทำให้แฟงเริ่มคิดได้ ยิ่งเขาขยับมาใกล้ หัวใจก็เต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก ทัพก็รู้สึก แปลกๆไม่ต่างกัน แต่ก็พยายามกลบเกลื่อนและบอกตัวเองว่าคิดกับแฟงแค่น้องสาว
“ฉันไม่อยากให้พี่เข้าใกล้พี่เฟื่องอีก ถึงพี่จะรู้สึกยังไงกับพี่เฟื่อง หรือพี่เฟื่องจะรู้สึกยังไงกับพี่...พี่ต้องลืมพี่เฟื่อง”
แฟงตั้งท่าจะกราบ ขอร้องให้เขาเลิกยุ่งกับพี่สาว “ฉันรู้ว่าพี่กับพี่เฟื่องรักกันมาหลายปี ความรักของพี่กับพี่เฟื่องยากจะลืมกันได้ ฉันขอนะ...พี่ทัพ อย่าทำให้พี่เฟื่องต้องถูกนินทาว่าเป็นหญิงสองใจอีก”
“แฟง...ถึงมึงไม่ขอ กูก็ต้องทำ เฟื่องเป็นผู้หญิงดีที่สุด กูจะไม่ทำให้เฟื่องหมองมัว”
แฟงสะอื้นไห้ด้วยความสะเทือนใจ ทัพมองมาด้วยความสงสาร ดึงเธอมากอดปลอบ พร้อมกับลูบผมเบาๆ แฟงรู้สึกอบอุ่นใจมาก แต่ต้องพยายามหักห้ามใจ ขืนตัวออกจากเขา อดีตทหารกล้ายิ้มให้ ก่อนจะเย้าว่าเธอเป็นคนขี้แยตั้งแต่เมื่อไหร่ แฟงเขินแต่ตีหน้าตึงกลบเกลื่อนลุกหนีดื้อๆ ทิ้งทัพให้มองตามด้วยความเอ็นดู
คืนเดียวกันที่หน้าเรือนเฟื่อง...ขาบต้องกลับไปอย่างผิดหวังเหมือนหลายคืนที่ผ่านมา เพราะเมียรักไม่กลับเรือนด้วย เช่นเดียวกับสังข์ เข้านอนในสภาพเมามาย เสียใจที่เมียรักไม่มาให้กอด ขาบมองเกลอรักด้วยแววตาเหนื่อยหน่าย แต่สุดท้ายก็แย่งไหเหล้าจากมือไปกรอกเข้าปากย้อมใจตามไปด้วย
ooooooo
แม้อาการดอกรักจะไม่ดีขึ้น แต่สไบก็ไม่ท้อ ตามไปป้อนข้าวป้อนยาไม่เคยขาด พวกฟักซึ่งรับอาสาผลัดกันดูแลดอกรัก มองมาด้วยแววตาเวทนาและเห็นใจ แต่ก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ นอกจากปลอบให้ทำใจ สไบเห็นญาติหนุ่มไม่มีท่าทีดึงดันเหมือนหลายวันที่ผ่านมาก็เบาใจขึ้น ยอมผละลงจากเรือนไปแต่โดยดี
พวกฟักเห็นดอกรักนอนเงียบ เลยชวนกันไปซ้อมดาบ ไม่รู้เลยว่าดอกรักรู้ตัวทุกอย่าง พึมพำไล่หลังเสียงเบา
“ฉันเห็น...ไอ้ใจมันเป็นทหารอังวะ...ไอ้ใจมันหลอกเรา”
เวลาเดียวกันที่โรงครัว...ใจไม่รู้เรื่องดอกรักเริ่มจำความได้ แบกฟืนมาให้พวกผู้หญิงเหมือนที่ทำมาตลอด ทันได้เห็นเฟื่องถูกพวกรุ่งมึนตึงใส่เพราะกลัวคำขู่ของแฟง ใจสงสารเฟื่อง เลยแกล้งถามรุ่งว่ามีเรื่องอะไรกัน
“นังแฟงมันบอกใครพูดถึงพี่มัน มันจะเอาสากตำปาก พวกฉันเลยไม่กล้าคุย เดี๋ยวผิดหู จะมีคนเอาไปฟ้อง”
ใจถึงบางอ้อ เข้าใจทุกอย่างว่าพวกสาวๆมีเรื่องอะไรกัน เฟื่องหน้าไม่ดี เกือบจะลุกไปอยู่แล้ว ถ้าใจจะไม่โพล่งออกไป “พี่เฟื่องเขาไม่ใช่คนขี้ฟ้อง แล้วรุ่งไม่กลัวพี่เฟื่องกลับไปบอกแฟงหรือ ว่าคนที่นี่ไม่ยอมคุยด้วย”
รุ่งหน้าตื่นเหมือนเพิ่งนึกได้ ใจลอบยิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะสำทับว่าถ้าปล่อยเฟื่องกลับไปในสภาพหน้าตาแบบนั้น แฟงต้องตามมาเอาเรื่องแน่ รุ่งตามไม่ทันหลงเชื่อ ผวาเรียกเฟื่องมาช่วยงานแทบไม่ทัน แม่ครัวคนอื่นเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างแล้วอดปากไม่ไหว ขยับเข้ามาคุยกับเฟื่อง
“นังรุ่งน่ะสิมันบ้า ไม่ให้เราพูดกับเอ็ง นังนี่มันท่าจะบ้าตามไอ้ดอกรัก”
เฟื่องไม่ถือสา หันไปช่วยคนอื่นทำกับข้าว ใจมองมายิ้มๆ แล้วเดินมาคุยด้วย
“ไม่มีอะไรหรอกพี่เฟื่อง เรื่องเข้าใจผิดกันอย่าถือสาแม่รุ่งเลย”
เฟื่องชื่นชมจากใจจริง “เอ็งนี่ชอบช่วยคนอื่นเป็นคนดีจริงๆนะใจ”
ขณะที่ใจทำดีเพื่อให้ชาวค่ายวางใจ ทัพพยายามคาดคั้นความจริงจากดอกรักว่าจำอะไรได้บ้าง ชายชาวบ้าน จอมกร่างจากสามโก้มองมางงๆ ก่อนจะเห็นภาพแวบในหัว ว่าถูกใจศอกเข้ากลางศีรษะ
“ไอ้ใจเป็นข้าศึก มันหลอกเรา ไอ้ใจกับพวก...รวมหัว กันหลอกเรา”
ดอกรักทวนคำซ้ำๆเหมือนคนขาดสติ ทัพฟังแล้วหน้าเครียด ไม่รู้ว่าจะเชื่อดอกรักได้แค่ไหน
ระหว่างที่พวกทัพยังไม่รู้ความจริงเรื่องใจ เจิดหรืออูทินลินก็ถูกจอกยีโบส่งตัวเข้ามาในค่ายบ้านระจันในสภาพบาดเจ็บปางตาย ส่วนใจที่ไม่รู้เรื่องศิษย์พี่ มัวพะวงกลัวดอกรักจะจำความได้ และเผยความลับของตน จึงตัดสินใจลอบขึ้นเรือนไปฆ่า แต่ไม่ทันลงมือ ทัพซึ่งผ่านมาเห็นพรานหนุ่มทำลับๆล่อๆก็โผล่มาขวางเสียก่อน
ใจรีบดึงมือออกจากตัวดอกรัก แกล้งร้องลั่น แก้ตัวหน้าตาย “ฉันมาดูว่าดอกรักดีขึ้นหรือยัง แต่มันกัดมือฉัน ฉันก็แค่แวะมาดู คิดว่าจะช่วยพอให้จำอะไรได้บ้าง แต่ดอกรักมันไม่ชอบขี้หน้าฉันแต่ไหนแต่ไร ฉันก็คงไม่มาอีกแล้ว”
ใจผลุนผลันออกไปแล้ว ทิ้งทัพให้มองตามด้วยความสงสัย...ว่าพรานหนุ่มตั้งใจมาเยี่ยมดอกรักจริงหรือไม่
ฝ่ายสไบเห็นเจิดนอนสลบไม่ได้สติก็ร้อนใจ รีบไปตามใจให้ไปดูพี่ชาย ทหารสอดแนมในคราบพรานหนุ่มหน้าเสีย ความทรงจำครั้งสุดท้ายที่เจอศิษย์พี่ผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง
“จำไว้อองนาย...ถ้าแกเห็นฉันในค่ายบ้านระจันเมื่อไหร่ หมายถึงสยาส่งฉันมา เพื่อฆ่าคนที่ขวางทาง!”
สไบไม่รู้เรื่อง เร่งเร้าให้เขาไปดูอาการเจิด ใจหน้าซีดเผือด รวบตัวเธอมากอดแน่น คนงามบ้านสามโก้ตกใจมาก พยายามสะบัดตัวออก ใจไม่ปล่อย สบตาเธอนิ่งด้วยความรักล้นใจ
“สไบอยู่กับพี่เถอะนะ ให้พี่ดูแลสไบตั้งแต่นี้ ถ้าเราอยู่ด้วยกัน จะไม่มีใครทำร้ายสไบได้อีก”
สไบตัวสั่น เขินเป็นกำลังแต่ก็สบตาเขาไม่หลบ ใจก้มจูบแก้มนวล ก่อนจะเอนร่างบางบนแคร่อย่างแผ่วเบา...
ooooooo
ใจกับสไบใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข ทิ้งให้แฟงเฝ้าเจิดตามลำพัง ทัพผ่านมาเห็นก็หงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ถลันไปกระชากแขนแฟงให้ห่างจากเจิด สาวแก่นกะโหลกโกรธมาก แหวกลับอย่างเหลืออดว่าเจิดเป็นพี่ชายใจ ผู้มีพระคุณที่เคยช่วยพวกเธอไว้ ทัพโมโหจะให้ไล่พรานหนุ่มสองพี่น้องออกจากค่ายแต่แฟงไม่ยอม
“อย่านะพี่ทัพ เป็นบ้าหรือ คนบาดเจ็บจะมาไล่เขาออกไปตาย”
“พี่ไม่อยากไว้ใจไอ้พี่น้องคู่นี้ มันกำลังหลอกใช้สวาทให้ผู้หญิงไทยหลงมัน แฟงเอง...สักวันมันก็จะทำให้หลง”
“ใครมันอยากเข้าใจบัดสี ก็ให้มันคิดไป”
เจิดมองตามคู่หนุ่มสาวที่วิ่งตามกันออกไปนอกเรือนด้วยแววตาพึงพอใจ ทัพกลัวแฟงเตลิดไปนอกค่าย ตามไปรั้งตัวไว้ ก่อนจะโพล่งออกไปอย่างเหลืออด ว่าอีกฝ่ายชอบทำผิดแล้วเดินหนี
“ฉันไม่ผิด พี่เจิดเป็นพี่ชายพี่ใจ แล้วพี่ก็ถ่างตาดูด้วยนะ พี่เจิดเขาเจ็บมาขนาดนี้ คิดว่าเขาจะมีแรงปล้ำฉันหรือ แล้วฝนมันก็ตก ชาวบ้านก็เข้าเรือนกันหมด ฉันกับพี่เจิดรอสไบไปตามพี่ใจ พี่จะให้ฉันไปหลบตรงไหน”
แฟงมองมาเคืองๆ ตั้งท่าจะหมุนตัวจากไปอีกรอบ ทัพเห็นท่าไม่ดี รีบคว้าตัวมากอดแน่น
“แฟง...ฟังพี่ก่อน อย่าโกรธพี่เลย พี่พูดเพราะห่วงเอ็ง”
“พี่ทัพจะมาห่วงฉันทำไม”
คำถามของแฟงแทงใจดำทัพอย่างแรง ความรู้สึกวาบหวามบางอย่างผุดขึ้นมาอย่างประหลาด แต่พยายามกลบเกลื่อนเต็มที่ “วะ...ก็ห่วงอย่างน้องสาวไงล่ะ เอ็งมันก็เหมือนน้องสาวไงล่ะ อย่าโกรธพี่เลยนะแฟง”
“ก็แค่น้อง จะมาห่วงอะไรนักหนา พี่ฟักยังไม่อะไรกับฉันเลย ฉันไม่เคยขอให้พี่มาห่วงสักนิด”
แฟงมองมาด้วยความน้อยใจ เบี่ยงตัวจากอ้อมแขนทัพ ก่อนจะพูดทิ้งท้ายเสียงสั่นเครือ
“พี่ไปห่วงคนอื่นเถอะ พี่กับฉัน...เราเป็นคนไม่ชอบหน้ากัน ไม่ต้องมาห่วงกัน”
แฟงกับทัพแยกจากกันด้วยความไม่เข้าใจ ต่างจากใจกับสไบ อิงแอบแนบชิดกันด้วยความรัก พรานหนุ่มกระชับอ้อมกอดแน่น พร่ำบอกเมียหมาดๆให้อยู่ใกล้ๆ อย่าหายไปไหน สไบสบตาเขายิ้มๆ ก่อนจะเย้า
“โธ่พี่ใจ...พูดเหมือนฉันจะหนีไปไหน ฉันก็อยู่ในค่ายนี่แหละจ้ะ”
“พี่พูดเพราะเป็นห่วงสไบ ไม่อยากให้คลาดสายตา ไม่อยากให้ห่างตัว พี่จะได้ปกป้องสไบจากทุกคนที่คิดร้าย”
“พี่ใจพูดแปลก จะมีใครคิดร้ายฉันหรือจ๊ะ”
ใจจูบเมียด้วยความรักและหวงแหนสุดหัวใจ “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พี่ขอตายอยู่กับสไบ”
“ชีวิตฉันก็ไม่เหลือใครแล้ว นอกจากพี่คนเดียว บ้านที่สามโก้ฉันก็ไม่มีเหลือ เสร็จศึกเราสองคนจะไปอยู่ที่ไหน”
“เราจะไปอยู่ด้วยกันที่บ้านของเรา ไม่ว่าที่ไหนมีสไบ พี่จะไปอยู่ที่นั่น”
สไบอมยิ้มปลื้มใจ ไม่รู้เลยว่าใจต้องข่มความกังวลด้วยความยากลำบาก ที่ต้องมีความลับกับเมียรัก
ด้านทัพ...หงุดหงิดงุ่นง่านที่ทะเลาะกับแฟง สังข์รู้เรื่องก็ปลอบตามประสา ว่าสาวแก่นกะโหลกเป็นเด็กดื้อ เจ้าแง่แสนงอนมาแต่ไหนแต่ไร ทัพโต้ว่าเป็นห่วงในฐานะน้องสาว สังข์ส่ายหน้า เหนื่อยใจแทนเกลอรัก
“ก็แค่น้องสาว ไม่ใช่คู่ชิ้นเอ็ง จะไปห้ามไปหวงมันได้ไง”
“เอ็งนี่มันพูดไม่ได้ความ ก็แค่ไม่อยากเห็นแฟงน้ำตาเช็ดหัวเข่า”
“คนนะ...เลี้ยงได้แต่ตัวไอ้ทัพ ใจแฟงมันจะรักใครชอบใคร เอ็งจะไปห้ามไปหวงเพราะความเป็นพี่ชายไม่ได้”
คำพูดเตือนสติของสังข์ ทำให้ทัพอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกเช่นไรกับแฟงกันแน่
ฝ่ายใจเดินไปหาเจิดพร้อมกับสไบ กลบเกลื่อนท่าทีหวาดระแวงและสวมบทพี่น้อง ซักถามดูอาการ
ด้วยความห่วงใย คนงามบ้านสามโก้เห็นสองพี่น้องเจอกันก็สบายใจ ขอตัวไปเตรียมสำรับอาหาร ใจไม่อยากปล่อยเมียรักให้ห่างตัว แต่ไม่อยากมีพิรุธ เลยต้องตัดใจอยู่เผชิญหน้ากับเจิดตามลำพัง
เจิดเปลี่ยนสีหน้าเป็นดุดันลับหลังสไบ ขู่เสียงเข้ม “แกปกป้องสไบได้อีกไม่นานหรอกอองนาย”
ใจหรืออองนายไม่กลัว สวนกลับอย่างไม่ไว้หน้า “ฉันต้องปกป้องสไบด้วยชีวิต เพราะสไบเป็นเมียฉัน...สไบเป็นเมียฉัน ถ้าพี่ไม่อยากผิดใจกับฉัน อย่าแตะ...อย่ายุ่ง อย่าคิดทำอะไรสไบเมียฉัน!”
ooooooo
ไม่ใช่แค่ทัพที่ต้องร้อนรนเพราะทะเลาะกับแฟง หญิงสาวตัวต้นเรื่องก็กลุ้มใจไม่ต่างกัน โดยมีสไบนั่งเงียบๆ คิดเรื่องตัวเองกับผัวหมาดๆไม่ไกลกันนั้น เฟื่องไม่รู้เรื่องอะไร ได้แต่ส่ายหน้าหน่ายๆ ไม่เข้าใจเลยว่าสองสาวจะคิดมากอะไรนักหนา ทั้งที่ตอนนี้ก็หน้าศึกหน้าสงครามแท้ๆ
แฟงอารมณ์ไม่ดี ผลุนผลันลงเรือนไปเสียก่อน ทิ้งสไบให้เผชิญหน้ากับเฟื่องตามลำพัง
“เฟื่อง...เราจะรู้ได้ยังไงว่าผู้ชายคนไหนจริงใจกับเรา”
เฟื่องจ้องหน้าเพื่อนรักเขม็ง ก่อนจะถามเสียงเรียบ “สไบหมายถึงใจใช่ไหม”
สไบพยักหน้า จับมือเหมือนขอกำลังใจ “ถ้าเราจะให้ความจริงใจกับผู้ชายสักคนที่เราไม่รู้จักเลย เราผิดไหม”
“ให้ความจริงใจได้ แต่อย่าเพิ่งให้ตัวเขานะ”
สไบถึงกับพูดไม่ออก รู้ดีว่าคงทำตามที่เพื่อนแนะไม่ได้ เพราะปล่อยตัวปล่อยใจไปกับใจเรียบร้อยแล้ว
ฝ่ายทัพนั่งซึมคนเดียวที่หน้าเรือนฟัก ไม่ไยดีเพื่อนฝูงว่ากำลังเฮฮาแค่ไหน ใจกับเจิดแวะมาหา อดีตทหารกล้าเลยหันมามองด้วยแววตาจับสังเกต โดยมีสังข์ช่วยหลอกถามเพื่อดูท่าที เจิดทำตัวปกติ บอกว่าอาการดีขึ้นมาก ต้องขอบน้ำใจแฟงที่ช่วยดูแล ทัพได้ยินชื่อแฟงก็หันขวับด้วยความหึงแบบไม่รู้ตัว
สังข์เห็นอาการเกลอรัก เลยแกล้งแหย่เจิด ไม่ให้มาวอแวกับแฟง เพราะสาวแก่นมีพี่ชายดุ
เจิดส่ายหน้า อมยิ้ม “โธ่...ฉันรู้จักกับแฟงมาตั้งแต่ตอนหนีจากกระทุ่มด่าน เห็นเป็นน้องเป็นนุ่ง”
เอิบแซวกลับขำๆ “เออ...ถ้าอยากเห็นน้องไม่นุ่งเมื่อไหร่ เอ็งหัวแบะแน่”
เหล่าอดีตทหารกล้าเป่าปากด้วยความขำขัน ทัพทนฟังไม่ไหว ลุกหนีดื้อๆ ทิ้งให้เจิดมองตามด้วยความพอใจ ก่อนจะรินเหล้าเอาใจพวกชาวค่ายบ้านระจัน เล่นละครตบตาทุกคนว่าเป็นแค่พรานป่า...ไม่ใช่ไส้ศึกจากอังวะ!
ทัพเดินไปทางลานตีไก่ด้วยความเซ็งจัด เห็นแฟงยืนพิงต้นไม้ เหม่อคิดอะไรคนเดียว เลยรีบไปหา หวังจะพูดจาให้หายเคือง แต่สาวแก่นกลับเดินหนี ทัพไปดักหน้า ทำท่าอึกๆอักๆ ก่อนจะถามถึงสารทุกข์สุกดิบแก้เก้อ
แฟงยังงอน แหวกลับ “ก็ไม่เจ็บ ไม่ไข้ ถามทำไม... ถ้าไม่มีอะไรจะพูด ก็ไม่ต้องทักหรอก”
ขาดคำก็จะเดินหนี ทัพดึงแขนรั้งตัวไว้ อยากพูดคุยให้หายขุ่นเคืองกัน
“เอ็งนี่เจ้าแง่แสนงอนไม่เลิก”
“อีแฟงมันก็เป็นของมันแบบนี้”
“พูดกันดีๆเหมือนเดิมได้ไหมแฟง”
“พี่กับฉันเคยพูดดีกันตอนไหน”
ทัพยิ้มทำหน้าล้อเลียน “ก็ตอนที่เอ็งอ้อน พี่ทัพจ๋า... ฉันยอมทุกอย่าง ขอให้พี่ทัพสอนดาบฉันน่ะ”
แฟงเริ่มอาย เหวี่ยงหมัดน้อยๆบนอกแกร่ง ทัพรวบมือไว้ หัวเราะไม่ถือสา
“เอ็งยิ้ม เอ็งหัวเราะให้พี่เหมือนก่อนเถอะแฟง พี่เห็นแล้วชื่นใจ”
แฟงเขิน แต่ยังปากแข็ง กวนกลับ “ฉันก็อยากจะยิ้มให้คนอื่นชื่นใจบ้าง”
ทัพใจหายวูบ เอ่ยเสียงอ่อย “พี่ก็ห้ามหวงเอ็งไม่ได้หรอกแฟง พี่เองจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้”
แฟงหน้าเสีย เอามือปิดปากเขา “พี่ทัพ...ผีเจาะปากหรือไง”
“เอ็งก็รู้ ยามศึกแบบนี้ ทุกลมหายใจมีไว้เพื่อรักษาแผ่นดิน วันไหนที่พี่ออกไปรบ แล้วไม่ได้กลับมา...”
แฟงสั่งให้หยุดพูดเรื่องไม่ดี ทัพส่ายหน้าเบาๆ ดึงมือเธอออก แล้วสบตาแน่นิ่ง
“พี่ทัพฝีมือดาบเก่งเป็นที่หนึ่ง พี่ต้องสู้จนข้าศึกคนสุดท้ายมันสิ้นใจลงที่นี่”
แฟงยิ้มให้ด้วยรอยยิ้มกว้าง จริงใจ ทัพมองมาแล้วปลื้ม ชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก
“อย่างนี้สิ ยามศึกอย่างนี้เอ็งจะมาทะเลาะกับพี่ทำไม พี่อยากได้กำลังใจนะแฟง”
สองหนุ่มสาวหัวเราะให้กัน ความขุ่นเคืองใจหายไป เหลือไว้แต่ความรู้สึกห่วงหาและผูกพันมากขึ้นเรื่อยๆ
ทัพกับแฟงคืนดีกันแล้ว แต่ขาบกับเฟื่องกลับมีท่าทีเย็นชาต่อกันเหมือนเดิม สไบเห็นอดีตทหารกล้าแวะเวียนมาหาเมียรักทุกวัน ก็เห็นใจ ยอมให้ผัวเมียได้พูดคุยกันตามลำพัง ขาบดีใจมากได้ใกล้ชิดเมียรัก แต่เฟื่องกลับเบือนหน้าหนี และทำท่าเหมือนจะเข้าเรือนไปดูแม่ ขาบน้อยใจมาก โพล่งออกไปอย่างอัดอั้น
“เฟื่องคงไม่อยากเจอพี่”
“พี่ก็รู้ว่าฉันคิดยังไง แล้วจะถามให้เจ็บใจตัวเองทำไม”
“ไม่เป็นไรเฟื่อง พี่รักเฟื่อง ถึงเฟื่องเกลียดพี่ พี่ก็ยังรัก พี่รักของพี่ ได้เห็นเฟื่อง ได้คุยกับเฟื่องบ้างก็ยังดี”
ขาบยิ้มให้ ก่อนจะผละไปแต่โดยดี ทิ้งให้เฟื่องมองตามเศร้าๆ เห็นใจเขาไม่น้อย แต่ก็ทำใจให้รักเขาไม่ได้เลย
ooooooo
ใจกับเจิดลอบออกจากค่ายกลางดึก โดยไม่มีท่าทางเมามาย แม้ว่าจะอยู่กินเหล้าย้อมใจกับพวกสังข์อยู่นานสองนาน จอกยีโบรออยู่แล้วที่ค่ายอังวะ ตบหน้าศิษย์รักอย่างแรงที่ขัดคำสั่งตลอด
“ข้าเสียใจที่มีศิษย์อย่างแก...อองนาย ทำไมถึงไม่ทำตามที่ข้าสั่ง เลิกยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงไทยได้แล้ว”
เจิดหรืออูทินลินไม่กล้าออกความเห็น ปล่อยให้ศิษย์น้องแก้ตัวนิ่งๆ “สไบทำให้ข้าอยู่ที่นั่นได้ ไม่มีใครสงสัย”
จอกยีโบโกรธมาก สวนกลับด้วยความโมโห “กล้าโกหกข้าตั้งแต่เมื่อไหร่ แกหลงผู้หญิง คอยตามช่วยมันทุกครั้ง อองนาย...ผู้หญิงเขาคบแกเพราะนึกว่าแกเป็นพรานป่า เขาไม่รู้ว่าแกเป็นอังวะ แกต้องทำตามหน้าที่ คือสืบข่าวมาแจ้งให้กองทัพ เพื่อให้กองทหารเข้าทลายไอ้ค่ายระจันนี้ให้แหลก อย่าให้พวกมันรวมตัวกันแข็งข้อกับเราได้”
คำสั่งของสยาทำให้อองนายหนักใจมาก ได้แต่แบ่งรับแบ่งสู้ “ข้ากำลังทำสยา...ข้าไม่เคยลืมว่ามาที่นี่ทำไม ข้าต้องทำให้กองทัพของเราได้เปรียบเหนือโยเดีย ข้าต้องสอดแนมเอาความลับมาให้กองทัพของเราให้ได้”
จอกยีโบยังไม่วางใจ แต่ไม่ทันคาดคั้นอะไรมาก ก็ต้องหันไปทำความเคารพผู้มาใหม่ สุรินทจอข่องขุนพลคู่ใจแม่ทัพเนเมียวสีหบดีนั่นเอง อูทินลินกับอองนายรีบรายงานตัวและผลของการสอดแนม โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับค่ายบ้านระจันซึ่งคร่าชีวิตทหารอังวะไปมากมายหลายร้อย อูทินลินเป็นฝ่ายพูดก่อน
“มันเป็นชาวบ้านจากหลายที่ ทั้งทุ่งคำหยาด กระทุ่มด่าน ศรีบัวทองและสามโก้ ทุกคนหนีภัยศึกมารวมตัวกันที่บ้านระจัน ไม่มีกองทหารหลวง ค่ายบ้านระจันเป็นแค่กลุ่มชาวบ้าน”
“แต่บ้านระจันก็มีคนมีฝีมือหลายคน บางกลุ่มเคยเป็นทหาร แต่หนีทัพมา” อองนายเสริม
สุรินทจอข่องนิ่วหน้า ก่อนจะถามถึงอาวุธ ว่าร้ายแรงแค่ไหนถึงฆ่าทหารอังวะตายไปเป็นร้อย อูทินลินชิงตอบว่ามีแค่มีด ไม้และดาบตามประสาชาวบ้าน ไม่ได้มีอาวุธเช่นปืนใหญ่เหมือนในวังหลวง
อองนายถอนใจยาว ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “พวกบ้านระจันมันอาศัยใจกล้า รวมตัวกันได้เพราะไม่มีทางไป ยอมตายเพราะโกรธที่กองทหารของท่านไปแย่งชิงเสบียง ทำร้ายลูกเมียพวกเขาก่อน”
“สงคราม...ถ้าไม่ทำให้เด็ดขาด ใครมันจะกลัวหน้าที่ข้าคือต้องหาเสบียงและแรงงานส่งกองทัพ ถ้าทหารเป็นแสนไม่มีกิน ข้าก็โดนตัดหัวเหมือนกัน ข้า...สุรินทจอข่อง แม่ทัพค่ายเกียกกายนี้ ต้องปราบไอ้พวกระจันให้ได้”
สามทหารสอดแนมมองหน้ากันเงียบๆ สุรินทจอข่องอยากปราบพวกระจันเอาหน้า ร้องสั่งความคนสนิท
“ส่งม้าเร็วลงไปรายงานท่านแม่ทัพเนเมียวสีหบดี ที่ค่ายปากน้ำประสบเดี๋ยวนี้เลย ให้ท่านแม่ทัพสั่งการให้คนคุมกองทหารขึ้นไปปราบมัน หาไม่คนไทยบางอื่น มันจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง จะเป็นเสี้ยนหนามกับกองทัพเรา”
นายทหารก้มหน้ารับคำสั่งแล้วควบม้าออกไป
สุรินทจอข่องจึงหันมากำชับจอกยีโบ “ส่วนท่าน...ส่งกองสอดแนมไปเอาข่าวมาให้ข้า ว่าค่ายระจันมันมีจุดอ่อนอย่างไร ข้าจะวางแผนเข้าตี เผาค่ายมันให้ราบ!”
ข่าวคราวเรื่องค่ายบ้านระจันถึงหูสองแม่ทัพใหญ่ในวันต่อมา มังมหานรธาผู้นำทัพฝ่ายใต้ เห็นว่าศึกนี้ควรเป็นหน้าที่ของแม่ทัพฝ่ายเหนือ จะปราบพวกแข็งข้อชาวไทย ไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามแก่กองทัพอังวะ เนเมียวสีหบดีมองมาอย่างรู้ทัน ไม่ปฏิเสธและประกาศกร้าวจะนำชัยชนะกลับมาให้ได้ในเร็ววัน
“ไอ้พวกชาวบ้านแค่กำมือเดียว ท่านอย่าได้กังวลเลยว่าข้าพเจ้าจะลำบากใจ แค่ข้าพเจ้าแบ่งทหารไปสักห้าร้อยตีค่ายมัน พวกมันก็วิ่งหัวหดเข้าป่ากันหมด เหมือนเมืองอื่นๆ ที่ข้าพเจ้าเคยตีมา”
“ข้าพเจ้าขอเปิดโอกาสให้ท่านแสดงฝีมือเต็มที่ รีบปราบมันโดยเร็วเถิด เพราะนี่ก็จะเข้าหน้าฝนแล้ว เราต้องข้ามกำแพงไปเหยียบวังโยเดียให้ได้ก่อนน้ำหลากลงมา”
“ท่านมังมหานรธา...ท่านกลัวชายเสื้อเปียกน้ำเช่นนั้นหรือ คงอยากรีบกลับไปกอดเมียแก่ๆที่อังวะเต็มทีล่ะสิ ท่านก็รู้...พระเจ้าอลองพญาของเรายกมาตีเมื่อหกปีก่อนเป็นอย่างไร กำแพงกรุงโยเดียนี้แข็งแรงแค่ไหน ข้าวปลาอาหารที่มันเอาไปเก็บตุนในกำแพงก็มาก มีกินจนถึงหน้าน้ำแห้งทีเดียว เราคงตีโยเดียให้แตกก่อนน้ำหลากไม่ได้”
มังมหานรธายิ้มเยาะ “ท่านเลยอยากถอนทัพเสียก่อน แล้วปีหน้าค่อยยกมาใหม่งั้นหรือ”
“อย่าปรามาสข้าเช่นนั้น ข้าพเจ้ากราบบังคมทูลถวายสัตย์ต่อพระเจ้าอยู่หัวอังวะไปแล้ว ว่าจะนำมหามงกุฎพระเจ้ากรุงโยเดีย ไปบรรณาการพระองค์ถึงสีหาสนบัลลังก์อังวะ หากข้าพเจ้าตีกรุงโยเดียไม่แตก จะไม่มีวันถอยทัพ”
“งั้นท่านจะทำยังไง เมื่อน้ำท่วมค่าย”
“เพลานี้ข้าพเจ้าให้ทหารต่อแพเตรียมไว้แล้ว ถ้าน้ำเหนือหลากมา เราก็ขึ้นแพ ช้าง ม้า ข้าพเจ้าก็ให้อยู่ที่ดอน พอน้ำลด ข้าวปลาอาหารในกรุงโยเดียก็คงหมดพอดี แต่พวกเรามีข้าวปลาอาหารเต็มทุ่งรอบกำแพง มีหรือพวกโยเดียมันจะไม่เปิดกำแพงมาขอข้าวข้าพเจ้ากิน ทีนี้ข้าพเจ้าอยากได้อะไร มันก็ต้องยอม”
เนเมียวสีหบดีเอ่ยถึงแผนการยิ้มๆก่อนจะเหน็บอีกฝ่ายว่า อนุญาตให้ใช้แผนเดียวกัน มังมหานรธาชักสีหน้าด้วยความฉุน แต่ไม่ทันโต้ แม่ทัพฝ่ายเหนือก็ประกาศสวนขึ้นมาเสียก่อน
“ตราบใดที่ไม่ได้เห็นแผ่นดินโยเดียวอดวายตรงหน้า ต่อให้ต้องตาย ข้าพเจ้าจะไม่ยกทัพกลับอังวะเด็ดขาด!”
สองแม่ทัพคงจะข่มกันไปมาอีกนาน ถ้างาจุ่นหวุ่นขุนพลในสังกัดเนเมียวสีหบดีจะไม่เสนอตัวไปปราบพวกบ้านระจันให้สิ้นซาก “ขอให้ข้าพเจ้าได้สอนให้พวกมันได้รู้จักรสดาบของชาวอังวะบ้าง จะให้ข้าพเจ้าอุดอู้แต่ในค่ายมันก็เบื่อ คิดเสียว่าพาทหารไปฝึกอาวุธ ข้าพเจ้าขอรับรองเลยว่าพวกบ้านระจันจะต้องสิ้นชื่อก่อนน้ำหลากแน่นอน”
เนเมียวสีหบดีชอบใจมาก “งาจุ่นหวุ่น...ท่านสมเป็นทหารของข้าจริงๆ เอาสิ...ข้าขอแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้นำทหารไปปราบไอ้พวกระจันอย่าให้เหลือเป็นเยี่ยงอย่างแก่คนไทย ฆ่ามันให้หมดทั้งค่ายได้เลย!”
ooooooo
พวกนักรบบ้านระจันไม่รู้เลยว่าภัยจะมาถึง ซ้อมรบทุกวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะพวกทัพที่เป็นพวกมาใหม่ แต่ฝีมือแข็งแกร่งไม่เป็นรองใคร พันเรืองยืนมองทัพซ้อมดาบกับเมืองด้วยความสนใจ และพอใจมากเมื่อเห็นผู้มาใหม่ล้มหนึ่งในนักรบฝีมือดีจากบ้านศรีบัวทองได้
ทัพตกใจมาก รีบวางดาบ คุกเข่าขอโทษ เมืองไม่ถือสา ชอบใจเสียอีกที่ได้ซ้อมกับนักดาบฝีมือดี
“ฝีมือดาบมึงรุนแรง เอ็งเก่งดาบจริงๆ ข้าได้ยินว่าเอ็งเคยเป็นทหารกรุงศรี”
สังข์ตอบแทนเกลอรัก “พวกข้าเคยเป็นข้าทหารในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ศึกนี้เป็นศึกแรกที่พวกข้าจะร่วมรบกับพี่น้องบ้านระจัน สองแขนข้าจักขอทำศึกป้องกันค่ายและพี่น้องระจันทุกคน ชีวิตข้าขอมอบให้แผ่นดิน...เยี่ยงทหาร”
อดีตสามทหารกล้ายิ้มให้กันอย่างลูกผู้ชาย แท่นมองมานิ่งๆ ก่อนจะถอนใจยาว เมื่อนึกถึงครัวไทยอื่นๆ
“คนพากันมาอยู่ในค่ายมากขึ้นทุกวัน หอบลูกจูงหลานหนีภัยข้าศึกกันมา บางคน...มาเพราะถูกคนกรุงศรีปิดประตูเมืองใส่หน้า หลายคนมาเพราะความแค้นแน่นอกเหมือนพวกเอ็ง อยากจะไล่ทัพอังวะให้พ้นแผ่นดิน”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย แต่ไม่ทันได้พูดอะไรกันมากกว่านี้ ก็ต้องวิ่งไปลานหน้าค่ายเสียก่อน เพราะมีข่าวว่าพวกอังวะกำลังบุกมาแล้ว แฟงได้ยินเสียงกลองศึกก็ตาลุกวาว รีบวิ่งไปที่ลานก่อนใครเพื่อน เฟื่องมองตามด้วยความอ่อนใจ ตั้งท่าจะลุกไปเก็บของในครัว แต่ก็หน้ามืดจะเป็นลม ร้อนถึงจวงต้องถลามาประคอง
เฟี้ยมกับจันทร์เห็นอาการเฟื่อง ที่ดูอ่อนเพลียง่ายในระยะหลัง แถมชอบกินของเปรี้ยวเข็ดฟันก็สงสัย
“เฟื่อง...อาการเอ็ง เหมือนคนแพ้ท้อง”
ระหว่างที่เฟื่องตกใจเรื่องท้อง พวกทัพก็ไปรวมตัวกับพวกผู้นำหน้าลานค่าย อาสาเป็นกองหน้าไปร่วมรบกับพวกข้าศึกพร้อมกับพวกบ้านศรีบัวทอง โดยมีทองแก้วและดอกไม้ร่วมด้วย หลวงพ่อธรรมโชติสวดมนต์ให้พรเหล่านักรบให้มีชัยเหนือศัตรู ทัพมองมาด้วยแววตาศรัทธา พนมมือไหว้ท่วมหัว
“พวกข้าเคยเป็นข้าทหารในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ศึกนี้เป็นศึกแรกที่พวกข้าจะร่วมรบกับพี่น้องบ้านระจัน สองแขนข้าจักขอทำศึกป้องกันค่ายระจันกับพี่น้องทุกคน ชีวิตข้ายอมมอบให้แผ่นดิน...เยี่ยงทหาร”
ใจกับเจิดเพิ่งกลับมา ได้แต่ยืนสังเกตการณ์จากด้านหลัง ทันได้ยินหลวงพ่ออวยชัยเหล่านักรบทิ้งท้าย
“บัดนี้มากันพร้อมมูลมากมาย ครบเป็นกองทหารแล้ว ศึกนี้พวกเจ้าจำต้องสู้เพื่อป้องกันลูกเมียพ่อแม่ที่เคารพรัก ก็ขอให้ตั้งมั่นในความกตัญญู มิใช่คิดแต่จะแก้แค้นถ่ายเดียว จงอาสาสู้ เอาชีวิตเลือดเนื้อถวายให้แก่แผ่นดินและเจ้าชีวิต หาใช่สู้เพราะความคึกคะนอง แล้วสวัสดีมีชัยจะเกิดแก่พวกเจ้า”
เหล่านักรบโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม ยิ่งมีเครื่องรางของขลังจากหลวงพ่อมาแจก ยิ่งอุ่นใจว่าจะชนะพวกอังวะได้ พวกทัพไปรับของขลังพร้อมคนอื่นๆ ก่อนจะไปรวมตัวกันหน้าค่าย แฟงมาทันส่งอดีตทหารกล้า พร่ำบอกให้ระวังและรักษาตัวให้ดี อย่าพ่ายแพ้แก่ข้าศึก ทัพมองมาด้วยความเอ็นดู ก่อนจะฝากฝังให้ช่วยดูแลแม่กับจวง
ooooooo
เจิดกับใจตามมาสมทบ อาสาออกรบเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย แต่พวกฟักเห็นว่าเจิดเพิ่งหายจากบาดเจ็บเลยห้ามไว้...เหล่านักรบบ้านระจันควบม้าออกไปแล้ว พวกผู้หญิงพากันโปรยดอกไม้อวยพร ทัพยิ้มให้แฟงที่โปรยมาทางเขา เช่นเดียวกับสังข์และขาบ มองไปทางเฟื่องกับจวงยิ้มๆ มีกำลังใจมากโขไปสู้รบข้าศึกปกป้องผืนแผ่นดินอันเป็นที่รัก
พวกผู้หญิงกลับไปนั่งคุยกันในครัวหลังจากนั้น เฟื่องมีท่าทางอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด จวงเลยจะพาไปพัก ไม่อยากให้คนท้องกระทบกระเทือน รุ่งผ่านมาได้ยินก็โพล่งออกไปตามประสาคนปากไว ว่าคนงามบ้านคำหยาดท้องกับใครระหว่างทัพกับขาบ จวงจะเอาเรื่อง แต่ช้ากว่าแฟงที่สวนกลับอย่างเหลืออด รุ่งเดินหนีกลัวฤทธิ์แฟง เฟื่องมองมาด้วยแววตานิ่งสงบ ทั้งที่ในใจสับสนมาก...ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจดีที่ท้องกับขาบ
ooooooo










