ตอนที่ 10
อัลบั้ม: ละครฟอร์มยักษ์ "บางระจัน"
เฟื่องเก็บคำพูดของแม่ไปคิด สุดท้ายก็ตัดสินใจจะให้โอกาสขาบและตนเองได้เริ่มต้นชีวิตครอบครัว ขาบเห็นเมียรักหอบกับข้าวมากินด้วยที่เรือนก็ปลื้มอย่างบอกไม่ถูก กุลีกุจอช่วยจัดสำรับ คนงามบ้านคำหยาด อาสาทำเอง อดีตทหารกล้าก็ไม่ยอม ส่งยิ้มหวานให้ก่อนจะ สัญญาว่าจะทำทุกอย่างให้เมียรักมีความสุขสบายที่สุด
ระหว่างที่คู่ทัพและขาบทำท่าจะไปได้ดี สถานการณ์ของใจกับสไบกลับแย่ลง โดยเฉพาะคนงามบ้านสามโก้ เริ่มจะหมดหวังเพราะอาการดอกรักไม่ดีขึ้น ใจเฝ้ามองเมียด้วยความเป็นห่วงและรู้สึกผิด แต่ก็ทำได้เพียงคอยอยู่ข้างๆโอบกอดปลอบใจ หวังให้เธอคลายกังวลเท่านั้น
“พี่อยากอยู่กับสไบ อยากกอดสไบ อยากให้สไบรู้ว่าพี่รักสไบมากแค่ไหน”
สไบเอียงอาย แต่ก็ยอมให้เขากอด “ฉันก็อยากอยู่กับพี่”
สองผัวเมียกอดกันแน่น สไบเงยหน้ามองผัวด้วยความรัก ก่อนจะชวนคุยเรื่องบ้านเกิดเขาเพื่อคลายบรรยากาศ ใจนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วเริ่มเล่าเรื่องตนเองในวัยเด็ก ที่เติบโตและร่ำเรียนวิชาต่างๆจากเจิด
“พ่อเป็นคนใจดี มีเมตตา พ่อสอนพี่ทุกอย่าง...”
ใจหรืออองนายปล่อยตัวเองกลับไปสู่อดีตเมื่อหลายปีก่อน ถึงความทรงจำที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายและทุกข์ทรมานเพราะบทเรียนวิชาสอดแนม จอกยีโบเป็นอาจารย์ที่เลือดเย็นและเข้มงวด ใจต้องอดทนฝึกทุกอย่างด้วยความไม่เต็มใจ โดยมีอูทินลินศิษย์พี่ เฝ้ามองด้วยความสงสารและเห็นใจตลอด จนกลายเป็นเพื่อนคนเดียวที่เขามี
อองนายฝึกวิชากับจอกยีโบจนถึงวัยหนุ่ม แม้จะฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นมาก เทียบเท่าศิษย์เอกหลายคน แต่ก็สู้ศิษย์รักคนโปรดของจอกยีโบนามว่าสุกี้ไม่ได้ และแล้ววันสำคัญก็มาถึง เมื่อฉับกุงโบหนึ่งในแม่ทัพใหญ่แห่ง
อังวะเดินทางมารับตัวสุกี้ไปทำหน้าที่สอดแนมในกรุงศรีอยุธยา
หลังจากวันนั้นอองนายกับอูทินลินก็ต้องฝึกหนักขึ้น จนกลายเป็นศิษย์เอกของจอกยีโบ แต่ถึงกระนั้น...
อองนายก็ไม่มีความสุขกับเส้นทางชีวิตแบบนี้ อูทินลินเข้าใจดี แต่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เลยต้องเตือนสติ
“พวกเราถูกคัดเลือกให้ธำรงความยิ่งใหญ่ให้แผ่นดิน เราต้องกล้าสังหารทุกคนที่ขัดขวาง อย่าใจอ่อนเด็ดขาด”
“แต่มนุษย์จะหมดความเมตตาได้อย่างไร”
“นั่นไม่ใช่วิถีของเรา อย่าใจอ่อนอองนาย”
ความทรงจำวัยเด็กสิ้นสุดตรงนั้น ใจสะบัดหน้าเรียกสติ ก่อนจะบอกเมียรักว่าอยากพาไปอยู่ด้วยกันที่บ้านเกิด และจะดีที่สุด ถ้าเธอยอมไปกับเขาตั้งแต่วันนี้ แต่สไบปฏิเสธ เพราะอยากให้เสร็จศึกก่อน
“แต่ข้าศึกมีเป็นหมื่นเป็นแสนนะสไบ ถ้าไม่ได้กรุงศรี เขาจะไม่มีวันถอยกลับอังวะ”
“ฉันไม่ยอมดอก ฉันจะสู้ เราจะช่วยกันขับไล่พวกอังวะออกไปจากแผ่นดินเรา พวกมันต้องแพ้”
ใจพูดไม่ออก ได้แต่ถอนใจยาว “อีกไม่นานทุกอย่างมันต้องจบสิ้น ถึงวันนั้น...จะมีแค่เรา สไบกับพี่ พี่จะพาสไบไปอยู่ที่บ้าน...บ้านของเรา มีลูกเล็กๆวิ่งกันสี่ห้าคน พี่จะดูแลสไบ ให้สมกับที่พี่รักสไบตั้งแต่แรกเห็น”
ooooooo
ทัพกับแฟงหลับไปในอ้อมกอดของกันและกันอย่างมีความสุข ก่อนจะกลับถึงค่ายบ้านระจันในตอนเช้าตรู่ของวันต่อมา ชาวค่ายต่างเข้ามาแสดงความยินดี โดยเฉพาะพวกบ้านคำหยาด ดีใจที่สุดเมื่อเห็นทั้งสองปลอดภัย
เฟื่องวิ่งมาหาน้องสาวพร้อมขาบ แต่แฟงกลับรู้สึกกระดากไม่กล้าสู้หน้า รีบผละไปหาแม่ดื้อๆ เฟื่องไม่ถือสา เพราะแอบเห็นแววตาวิบวับของทัพที่มองตามน้องสาวตลอด ขาบสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆของเกลอรักเช่นกัน แต่ก็อดทนรอจนเมียรักกลับเรือน โพล่งถามตรงๆว่าทัพมีอะไรเกินเลยกับแฟงหรือไม่
ทัพอึ้งไปอึดใจ ก่อนจะโต้เสียงเข้ม “ไอ้บ้าขาบ เอ็งไม่ต้องมองข้าด้วยสายตาอย่างนั้น ข้าไม่ได้ทำอะไรแฟงให้เสียหายเด็ดขาด ฝนตก...ข้าก็ติดฝน แล้วแฟงก็หลับไปจนเช้า”
ขาบหรี่ตา ก่อนจะพยักหน้ายอมรับ “นี่เป็นเอ็งนะ ข้าถึงเชื่อว่าเอ็งพูดจริง”
“เชื่อเถอะ ถ้าข้าจะรักผู้หญิงคนไหน ข้าจะให้แต่ความยกย่องเทิดทูน”
ทัพเอาตัวรอดไปได้อย่างสวยงาม ต่างจากแฟง ต้องรับศึกหนักจากสายตาอยากรู้ของพี่สาว เฟื่องเห็นน้องทำท่าอึกๆอักๆ เฉไฉไม่ยอมสบตา แถมถามอะไรก็บอกแต่ว่าไม่มีอะไร ก็ยิ่งแน่ใจว่าแฟงกับทัพมีความรู้สึกพิเศษต่อกัน
“มันไม่ใช่อย่างที่พี่เฟื่องคิด ฉันกับพี่ทัพติดฝนเท่านั้นจริงๆ พี่ทัพโดนพวกอังวะไล่ยิง อ้ายเลาเตลิดเข้าป่า”
แฟงเห็นพี่สาวมองมายิ้มๆเหมือนจะล้อ ก็เขินจัด ตั้งท่าจะอธิบายอีกยกใหญ่ ถ้าเฟื่องจะไม่ยกมือห้ามไว้
“พอแล้วแฟง พี่เชื่อว่า...ผู้ชายอย่างพี่ทัพ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”
แฟงนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเสเปลี่ยนเรื่องว่าคงถูกแม่ดุเพราะแอบหนีไปนอกค่าย เฟื่องส่ายหน้าขำๆ ก่อนจะเย้าว่าต้องเตรียมโดนตีด้วย เพราะทำให้ทุกคนเป็นห่วงตลอดคืน แฟงหน้าเจื่อน ขอตัวไปหาแม่ดื้อๆ ทิ้งเฟื่องให้มองตามด้วยความเอ็นดู แล้วค่อยๆหุบยิ้มสดใส เปลี่ยนเป็นใบหน้าเศร้าๆ พึมพำตามหลังน้อง
“พี่รู้ดีแฟง...รู้มาก่อน รู้แก่ใจตัวเองที่สุด ว่าผู้ชายอย่างพี่ทัพหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”
เรื่องของทัพกับแฟงดูจะไม่ใช่ความลับสำหรับคนในค่าย แต่คนมีที่มาน่าสงสัยอย่างใจกับเจิดต่างหาก
ที่กลายเป็นเรื่องน่าสนใจ โดยเฉพาะพวกทัพ ที่คิดว่าการรบครั้งล่าสุด พวกอังวะตั้งรับซ้อนแผนพวกเขาได้ทุกอย่างจนน่าตกใจ สังข์ยืนยันว่าพรานสองพี่น้องไม่น่าไว้ใจ อยากให้ไล่ออกจากค่าย แต่ทัพไม่อยากปักใจหรือกล่าวหาใครโดยไม่มีหลักฐาน ขาบเลยต้องเป็นคนกลาง อาสาช่วยสังเกตการณ์อีกแรง...ข้าไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาลอบกัดเราอีกแน่!
แต่ที่พวกทัพไม่รู้ คือใจแอบได้ยินตลอด หงุดหงิดมากที่ถูกตามจับผิดเยี่ยงนี้ แต่ที่น่ากังวลสุด คงหนีไม่พ้นอาการของดอกรัก รุนแรงและคลุ้มคลั่งจะทำร้ายเจิด รวมทั้งสไบที่พยายามมาห้าม โชคดีที่พวกทัพมาช่วยทัน สไบเลยแค่หัวแตก ไม่บาดเจ็บอะไรมาก ส่วนเจิดก็กลับเรือนไปด้วยความโมโหสุดขีด แหวใส่ศิษย์น้องเสียงเข้ม
“ฆ่าไอ้ดอกรักซะอองนาย ถ้ามีคนเชื่อมัน เราจะตายอยู่ที่นี่ อย่าใจอ่อน ข้าเคยบอกแล้วว่าเราต้องฆ่ามัน แต่แกเห็นแก่สไบ เรื่องมันเลยยุ่งแบบนี้ ถ้าแกไม่ลงมือ ฉันจะฆ่ามันทั้งสองคน”
“พี่ฆ่าสไบไม่ได้ สไบเป็นเมียฉัน”
“เมียคนไทย คิดว่าสยาจะรับได้หรืออองนาย” เจิดมองศิษย์น้องด้วยแววตากดดัน ก่อนจะย้อนถามเสียงเข้ม “แกมาทำหน้าที่อะไรที่นี่อองนาย อย่าลืมสิว่าเราเป็นศัตรูพวกมัน เราต้องทำให้มันแพ้ เราต้องการเสบียงไปเลี้ยงกองทัพเพื่อตีโยธยาให้ราบ ไม่ใช่มาคอยช่วยพวกมัน”
“ฉันรู้...ไม่ต้องย้ำ ฉันสอดแนมพวกมันจนเรา เกือบชนะ”
“เกือบไม่ได้ เราต้องชนะเท่านั้น เราสาบานแล้วว่าจะทำทุกอย่างเพื่อพระเจ้ามังระ ที่นี่ไม่ใช่แผ่นดินของเรา ผู้หญิงไทยไม่ได้มีไว้ให้รัก ไม่ได้มีไว้เป็นเมียให้เรายกย่อง”
“แต่ฉันรักสไบ ฉันจะพาเขากลับอังวะ อูทินลิน... ฉันขอชีวิตสไบไว้คนเดียว”
แววตาขอร้องของศิษย์น้อง ทำให้เจิดลำบากใจมาก สุดท้ายก็ใจอ่อน ถอนใจยาว
“ฉันให้ได้แค่ชีวิตผู้หญิงคนนั้น แต่แกก็รู้ว่าความรักของแกกับสไบไม่มีวันสมหวัง จะไม่มีใครยอมรับผู้หญิงไทย”
“ฉันไม่สนใจ ถึงตอนนั้น กลับไปด้วยชัยชนะ ฉันจะขออะไรก็ได้ ไม่ต้องห่วงอูทินลิน...กรุงโยเดียจะต้องแหลกเพราะกองทัพอังวะของเราแน่ และฉันจะฆ่าดอกรักเอง ฉันจะทำให้ค่ายระจันแตกโดยเร็วที่สุด!”
ใจสัญญาด้วยท่าทางขึงขัง แต่เจิดกลับไม่เชื่อ และไม่ไว้ใจว่าศิษย์น้องจะใจแข็งพอจะฆ่าดอกรัก
ooooooo
หลังจากเกือบทำร้ายเจิดกับสไบ ดอกรักก็ได้สติขึ้นมาก แต่ก็ร้อนรนอย่างหนักด้วยความเป็นห่วงญาติสาว จะเป็นอันตรายจากอาการคลุ้มคลั่งของตน ทัพเห็นดอกรักพูดรู้เรื่องเลยพยายามซักถึงวันที่เขาโดนทำร้าย แต่ก็เหมือนจะไม่ได้เรื่องเพราะดอกรักยังจำอะไรไม่ค่อยชัด ทัพผิดหวัง แต่ก็ยิ้มให้กำลังใจว่าให้ค่อยๆนึก
“วันไหนคิดออก บอกข้านะดอกรัก แต่บอกข้าคนเดียว อย่าพูดกับคนอื่น ไม่อย่างนั้นสไบจะเดือดร้อน”
ดอกรักหน้าเสีย จับมือขอร้องทัพ “ช่วยสไบด้วย อย่าให้สไบถูกพวกมันฆ่า...ช่วยสไบด้วย”
“ข้าจะช่วยทุกคน ถ้าเราจับได้ว่าใครมันสอดแนมส่งข่าวให้พวกอังวะ ค่ายระจันจะปลอดภัย”
ระหว่างที่ทัพวางแผนจับพวกสอดแนมอังวะ เจิดก็ชิงลงมือก่อน วางเพลิงโรงครัวในค่าย ก่อนจะฉวยโอกาสช่วงชุลมุนใส่ยาพิษในสำรับของดอกรัก สไบกับแฟงเป็นคนเอาไปให้ โดยมีทัพเฝ้าระวังห่างๆ
ดอกรักเห็นข้าวสวยในสำรับก็นึกถึงคืนวันในอดีตที่บ้านสามโก้ ภาพเขากับสไบช่วยกันปลูกและเกี่ยวข้าวผุดขึ้นมาแวบๆ แต่ก็ทำให้อดยิ้มไม่ได้ ชื่นใจเหลือเกินที่วันนี้ยังมีข้าวกิน แต่บรรยากาศดีๆก็พังทลายไม่เป็นท่า เมื่อดอกรักเกิดอาการตัวเกร็ง หายใจไม่ออก และลงไปดิ้นชักกับพื้น ทัพพุ่งไปถึงตัว ก่อนจะตะโกนบอกแฟง
“ดอกรักถูกวางยาแฟง ไปตามหมอมาเร็วแล้วให้ไอ้เอิบ ไอ้ช่วงไปตามไอ้สังข์ ไอ้ขาบมาด้วย”
พวกสังข์ นักรบบ้านคำหยาดและใจมาถึงเรือนดอกรักไม่นานหลังจากนั้น ทันเห็นหมอที่แฟงไปตาม ยัดว่านลงปากดอกรักเพื่อขับพิษ สไบถลามาดูอาการญาติหนุ่มด้วยความเป็นห่วง หน้าเสียเมื่อสังข์โพล่งออกไปตามที่คิด ว่าดอกรักคงเห็นหน้าพวกสอดแนมอังวะจริง ถึงต้องตามมาฆ่าปิดปากแบบนี้
ใจได้ยินทุกอย่าง โกรธมากและไม่รีรอจะลอบไปต่อว่าศิษย์พี่ที่หุนหันฆ่าดอกรักเยี่ยงนี้
“ฉันบอกแล้วว่าอย่าเพิ่งลงมือ พวกมันกำลังสงสัยเรา”
“เอ็งไม่มีวันฆ่าไอ้ดอกรัก เอ็งมันใจอ่อน เพราะเอ็งสงสารสไบ” ใจโต้ว่าตนทำได้ เจิดเลยสวนกลับอย่างเหลืออด “ก็ทำสิวะ อย่ามัวแต่รอ หรือจะให้พวกบ้านระจันมันจับได้ แล้วเอาดาบตัดคอเราก่อนหรือไง!”
สายตาดุดันของเจิด ทำให้ใจอดหวั่นไม่ได้ รู้ดีว่าศิษย์พี่ยึดมั่นต่อหน้าที่แค่ไหน และคงไม่หยุดแค่นี้ ซึ่งก็ไม่นานเกินรอ เพราะเจิดลงมืออีกครั้งในคืนเดียวกัน สไบกับแฟงซึ่งรับหน้าที่เฝ้าอาการดอกรัก ตกใจมากช่วยกันยื้อยุดฉุดกระชากคนร้ายด้วยความยากลำบาก ก่อนจะแทบสำลักควันไฟตายเมื่อคนร้ายทำตะเกียงหล่นไฟไหม้บ้าน
เจิดไม่สนใจบาดแผลฉกรรจ์ที่ถูกแฟงแทงกลางหลัง มุ่งไปจัดการฆ่าปิดปากดอกรักเพื่อจบปัญหา แต่หนุ่มใหญ่บ้านสามโก้ดันรู้สึกตัวและขัดขืนเต็มที่ โดยมีแฟงคว้ามีดไปจ้วงแทงข้างหลังคนร้ายอีกหลายแผล ทำให้เจิดลงมือด้วยความยากลำบาก สไบเข้าช่วยอีกแรง ก่อนจะถูกดึงหน้าหงาย และแทบผงะ...เมื่อเห็นแววตาชัดๆว่าคนร้ายก็คือเจิด!
กว่าพวกทัพซึ่งกำลังสอบสวนใจถึงเรื่องดอกรักถูกวางยาจะรู้ว่าเกิดเหตุไฟไหม้ ดอกรักก็ถูกคนร้ายแทงตาย ส่วนสไบกับแฟงปลอดภัยดี เพราะช่วงกับเอิบมาช่วยไว้ได้ทัน ทัพถลามายืนข้างแฟง ลูบหัวปลอบใจเบาๆ ก่อนจะถอนใจยาวเมื่อเห็นสภาพดอกรัก สไบประคองญาติหนุ่มบนตัก ร้องไห้สะอึกสะอื้น ก่อนจะประกาศกร้าว
“ไอ้พวกสอดแนมอังวะ มันเข้ามาฆ่าพี่ดอกรัก ฉัน...จะขอล้างแค้นมัน ฉันจะขอล้างแค้นให้พี่ดอกรัก คนที่มันฆ่าพี่ดอกรัก มันจะต้องไม่ตายดี ถ้ามันไม่ตายด้วยคมดาบนักรบบ้านระจัน มันก็ต้องตายด้วยมือฉัน”
พวกทัพตามไปสมทบพวกฟักที่ไล่กวดคนร้ายไปถึงชายป่าหลังค่าย เอิบอาสางมในลำธาร เพราะคนร้ายตัดสินใจกระโจนลงน้ำทั้งที่บาดเจ็บสาหัส ทัพกับคนอื่นเลยช่วยกันตามหารอบๆ ด้วยความมั่นใจว่าต้องได้ตัวคนร้ายแน่
ooooooo
สไบร้องไห้ไม่หยุดด้วยความเสียใจ ต้องสูญเสียญาติคนสุดท้ายที่เหลือ ยิ่งเห็นศพดอกรักบนเสื่อหน้าเรือน ยิ่งร้อนรนหนัก ร่ำๆจะไปล้างแค้นให้ได้ เฟื่องกับจวงซึ่งมาดูแลต้องคอยห้ามและปลอบให้ทำใจ
“หักอกหักใจเสียบ้างสไบ ถ้าดอกรักรู้ว่าสไบเป็นทุกข์ ดอกรักจะยิ่งเป็นห่วง”
“พี่ดอกรักเตือนฉันแล้ว ฉันไม่ดีเองที่ไม่เคยเชื่อเลย”
จวงอยากรู้ว่าคนร้ายเป็นใคร สไบนึกถึงแววตาคนร้าย มั่นใจว่าคือเจิดแต่ยังทำใจไม่ได้ เลยได้แต่อึกๆอักๆ แฟงไม่ทันสังเกตท่าทางแปลกๆนั้น ปลอบเพื่อนสาวด้วยน้ำเสียงมาดมั่น
“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันฝากแผลไว้ที่หลังมัน พวกพี่ทัพก็กำลังล่าตัวมัน ไอ้พวกสอดแนมมันไม่มีทางรอดแน่”
แต่ความหวังของแฟงก็ไม่เป็นจริง เพราะเจิดหนีรอดไปถึงเขตของพวกอังวะได้อย่างหวุดหวิด ใจซึ่งเป็นห่วงศิษย์พี่ แอบลัดเลาะไปตามชายป่าจนถึงที่นัดหมายประจำ แล้วแทบผงะเมื่อเจอกับจอกยีโบ ซึ่งกำลังยืนมองเหล่าทหารอังวะห้ามเลือดจากแผลฉกรรจ์หลายแห่งบนร่างของเจิดหรืออูทินลิน
“อูทินลินมันส่งนกไปบอกข้าว่าคืนนี้จะลงมือแทนเอ็ง ให้ข้ามารอที่นี่ นึกว่าอูทินลินจะล่อพวกบ้านระจันมาให้ข้าฟันคอ แต่ไม่นึกว่าข้าจะมาเจอสภาพอูทินลิน ...ที่ใกล้ตาย”
“ข้าเตือนอูทินลินแล้วว่าอย่าเพิ่งลงมือ”
จอกยีโบตบหน้าศิษย์รักเต็มแรง “มองไว้อองนาย ความใจอ่อนของแกฆ่าเพื่อน”
“ข้าไม่ได้แก้ตัว ข้ารู้หน้าที่ ข้าคือทหารอังวะข้าต้องทำทุกอย่างเพื่อให้กองทัพของเราชนะพวกโยเดีย ให้ได้”
“แต่แกไม่ทำ มีโอกาสตั้งกี่ครั้งตอนอยู่ในค่าย แกก็ไม่ทำ เพราะห่วงผู้หญิง หรือใจแกเป็นพวกโยเดีย ไปแล้ว” ใจปฏิเสธเสียงแข็ง แต่จอกยีโบโกรธจนไม่สน อะไรทั้งนั้น “ข้าอยากให้คนที่นอนเจียนตายตรงนี้คือแก... ไม่ใช่อูทินลิน!”
ใจพยายามอธิบายความตั้งใจ แต่เมื่อเห็นสภาพใกล้จะขาดใจของศิษย์พี่ ก็กดดันอย่างหนัก
“มองไว้อองนาย นี่คือผลของความใจอ่อนของแก ชีวิตอูทินลิน...เพื่อนคนเดียวของแกกำลังจะตาย”
ทหารอังวะช่วยกันแบกร่างอูทินลินกลับค่ายไปแล้ว จอกยีโบจะตาม แต่ไม่วายทิ้งท้ายกับศิษย์คนเดียวที่เหลือ
“ถ้าแกยอมแลกเพื่อน ยอมแลกหน้าที่เพราะผู้หญิงโยเดียคนเดียว ก็แปลว่าแกไม่ใช่คนอังวะอีกต่อไป แกกับข้าขาดกัน เจอในสนามรบคราวหน้า ข้าจะขอฟันคอแกด้วยมือข้าเอง!”
จอกยีโบหมุนตัวกลับค่ายอังวะไปแล้ว ทิ้งใจให้ยืน หน้าเครียดคนเดียว ลำบากใจเหลือเกินจะต้องเลือกระหว่างหน้าที่กับหัวใจ แต่ไม่ทันตัดสินใจอะไร ก็ต้องกระโดดหลบแทบไม่ทัน เมื่อพวกทัพตามรอยเลือดของอูทินลินมาทันจนได้ สังข์กับเคลิ้มจะตามต่อ อยากจับคนร้ายให้ได้คาหนังคาเขา แต่ทัพกลัวเป็นกับดัก เลยห้ามไว้
“ข้าว่าในค่ายเรา ไม่ได้มีพวกสอดแนมแค่คนเดียว” ขาบเสริมขึ้น
“ใช่...เราต้องหาพวกมันที่เหลือให้เจอ เอ็งสงสัยเหมือนข้าหรือเปล่าทัพ” สังข์ถาม
ทุกคนมองมาที่ทัพเป็นตาเดียว รู้ใจกันโดยไม่ต้องพูดอะไร ว่าคนคนนั้นก็คือใจ แต่นักรบบ้านคำหยาดก็ต้องมองหน้ากันงงๆเมื่อกลับถึงค่าย แล้วเห็นใจกำลังช่วยกับชาวบ้านคนอื่น ขุดหลุมฝังศพให้ดอกรัก สังข์ไม่รอช้าแหวใส่พรานหนุ่มที่ไม่ไปช่วยตามหาคนร้าย ใจตีหน้านิ่ง ตอบกลับเสียงเรียบว่าเต็มใจอยู่ช่วยในค่าย ไม่อยากแห่ไปตามให้เปลืองแรง สังข์รู้ว่าโดนแขวะก็โมโห ทำท่าจะเอาเรื่อง แต่ใจไม่กลัว ประกาศลั่นท้าทาย
“ถ้าสงสัยก็ฆ่าเลย ฝังฉันไว้กับไอ้ดอกรัก ไม่ต้องปล่อยฉัน ฆ่าฉันให้ตายตามไอ้ดอกรัก จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราว”
ทัพเห็นท่าสังข์เลยเข้ามาขวาง แต่ใจก็ไม่มีท่าทีเดือดร้อน กระโดดขึ้นบนปากหลุม ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม
“ฉันมันคนไม่มีหัวนอนปลายตีน เป็นคนน่าสงสัย อย่าเสียเวลาซักให้มากความ ดาบในมือทุกคนก็มี ฟันฉันให้ตายๆไปซะ คนอย่างฉัน จะเกิด จะตาย มันก็ค่าเท่ากัน ไม่มีพ่อแม่พี่น้องให้อาวรณ์อยู่แล้ว พวกเอ็งจะได้สิ้นสงสัย”
“มึงไม่ต้องปากดีท้ากูไอ้ใจ คิดว่ากูไม่กล้าหรือไง” สังข์สวนกลับเสียงห้วน
“ฉันรู้ว่าพวกเอ็งกล้า...ดอกรักตาย ฉันก็ต้องถูกหมายหัวอยู่แล้ว”
“ข้าไม่ตัดสินใครเพราะความโกรธเกลียด”
“ฉันรู้ว่าเอ็งยุติธรรมทัพ ลองคิดให้ดี ตอนเกิดเรื่องฉันก็อยู่กับพวกเอ็ง เอ็งยังจะสงสัยฉันอีกหรือ” ใจมองหน้าทัพอย่างท้าทาย ก่อนจะคุกเข่าตรงหน้าหลุมศพดอกรัก “ตัดคอแล้วถีบฉันลงไปในนี้ซะ ฉันตั้งใจขุดให้ดอกรักมันหลับสบาย แต่ถ้าจะเป็นหลุมฝังศพตัวเอง...ฉันก็ยินดี”
สไบมองผัวด้วยความตกใจ แต่ไม่ทันพูดอะไร ใจก็โพล่งออกไปเสียก่อน
“เอาเลย...ฟันคอฉันเลย ฉันจะได้ตายตามดอกรักไปให้สมกับความผิดที่ฉันไม่รู้เรื่อง”
แววตาหนักแน่นของใจทำให้ทุกคนเริ่มเครียด สังข์ไม่สนใจ สะบัดตัวออกจากเหล่าเกลอรัก ตั้งท่าจะไปฟันพรานหนุ่มตามคำท้า แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อทัพร้องสั่งให้วางดาบ
“ไอ้ใจไม่ใช่พวกสอดแนม อย่าฆ่าคนเพราะสงสัย ใจมันเป็นพวกเดียวกับเรา อย่าให้ศัตรูมันดีใจที่เรามาฆ่าพวกเดียวกันเพราะความระแวง ข้าจะหาคนผิดมารับโทษให้ได้...ข้าสาบาน!”
ooooooo
แม้คำสั่งของทัพจะเป็นคำขาด แต่สังข์ก็ไม่คลายสงสัยในตัวใจ เช่นเดียวกับสไบ มองท่าทางอึดอัดแปลกๆ ของผัวด้วยความเคลือบแคลงใจ และเมื่อสบโอกาส กลางดึกของคืนเดียวกันก็อดไม่ได้จะเลียบเคียงถาม โดยเฉพาะเรื่องการหายตัวไปของเจิด แต่ใจก็ทำให้เธอโกรธจัด เมื่อเขาไม่ปริปาก แถมเปลี่ยนเรื่องว่าเป็นห่วงเธอมากกว่า
“พี่ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน แต่ตอบคำถามฉันให้ได้ก่อน...พี่เจิดอยู่ไหน ตั้งแต่เมื่อคืน พี่เจิดหายไป”
ใจมีสีหน้าอึกอัก สไบมองมาด้วยสายตาคาดคั้น น้ำตาท่วมทะลักด้วยความคับแค้นใจ
“บอกฉันสิ...ยอมรับกับฉันว่าพี่เป็นพวกอังวะ
พี่ฆ่าพี่ดอกรัก พี่ร่วมมือกับไอ้เจิดฆ่าพี่ดอกรัก”
สไบโกรธมาก พุ่งตัวไปทุบอกผัวไม่ยั้ง ใจพยายามรวบมือไว้ ตั้งท่าจะอธิบาย แต่สไบก็ไม่สนใจจะฟัง
“สไบ...ให้พี่พูดความจริงให้ฟังก่อน”
“ฉันไม่ฟัง พี่ฆ่าฉันอีกคนสิ ฆ่าฉันซะ ฉันโง่เองที่เชื่อพี่”
“พี่ไม่มีวันทำร้ายสไบ พี่พยายามปกป้องสไบของพี่”
“ฉันไม่เชื่อพี่อีกต่อไปแล้ว พวกอำมหิต...ฉันจำแววตาคนฆ่าพี่ดอกรักได้ มันคือแววตาของไอ้เจิด!”
ใจถึงกับผงะ สไบสะบัดตัวออกห่าง มองผัวด้วยแววตาผิดหวัง “พี่มันใจอำมหิต พี่ช่วยกันฆ่าพี่ดอกรัก แล้วยังมีหน้ากลับมาที่นี่ กลับมาทำไม จะกลับมาฆ่าคนในค่ายนี้อีกใช่ไหม เอาสิ...ฉันจะไม่หนี ฉันจะยืนให้พี่ฆ่า ฉันจะได้ตายตามพี่ดอกรักที่เฝ้าเตือน เฝ้าบอกฉันด้วยความเป็นห่วงตลอดเวลา แต่ฉัน...กลับไปเชื่อคนใจคดคิดทรยศอย่างพี่”
ใจทนไม่ได้ที่เมียทำท่ารังเกียจ ดึงตัวมากอดพร่ำบอกรักไม่ขาดปาก แต่สไบกลับตบหน้าเขาอย่างแรง
“เพราะพี่รักสไบ พี่ถึงยอมกลับมา กลับมาทั้งๆที่รู้ว่าจะถูกคนบ้านระจันฆ่า”
น้ำเสียงอ่อนแรงของผัว ทำให้สไบอึ้งไปอึดใจ ใจมองมาด้วยสายตาวิงวอน ขออธิบายบางอย่าง
“สไบ...พี่รู้ว่าพี่เจิดเป็นคนยังไง เขาถูกสยาสอนมาจนฝังเข้าไปในสายเลือด ว่าการฆ่าคือการยุติสงคราม เขารักหน้าที่ยิ่งกว่าชีวิต พี่เจิดเข้ามาที่นี่เพื่อจะทำทุกอย่างให้อังวะ เอาชนะโยเดียเพียงอย่างเดียว ไม่มีใครเปลี่ยนใจเขาได้”
สไบไม่อยากเชื่อหูว่าพี่ชายผัวจะเป็นสายให้พวกอังวะ ใจเห็นเมียรักมีท่าทีอ่อนลงเลยเล่าต่อ
“เมื่อวานพอพี่รู้ พี่ก็ไล่พี่เจิดไป แกล้งบอกว่าพี่จะทำเอง แต่ไม่คิดว่าพี่เจิดจะเลิกเชื่อใจพี่แล้ว เลยลงมือเอง”
สไบร้องไห้โฮ ช้ำใจนักที่ผัวปกปิดความลับ แถมไม่ยอมบอกให้พวกทัพรู้เรื่องเจิด
“แต่ถ้าพี่บอกทุกคน ก็เท่ากับพี่ฆ่าพี่ชายตัวเองเหมือนกัน สไบอยากให้พี่ฆ่าพี่ตัวเองหรือ” สไบอึ้งไป
อึดใจมองพรานหนุ่มที่กำลังกดดันอย่างหนัก “ทุกคนจะไม่มีวันยกโทษให้พี่เจิด พ่อทัพและเพื่อนๆคงฆ่า
พี่เจิดทิ้งแน่ พี่จึงยอมขาดพี่ขาดน้องกับพี่เจิด เพื่อให้พี่เจิดกลับไป ถ้าพี่จะผิด...ก็เพราะพี่ยื่นดาบให้คนอื่นตัดคอพี่เจิดไม่ได้”
ใจตีหน้าเศร้า น้ำตาค่อยๆไหลด้วยความอัดอั้นตันใจ สไบมองมาด้วยความสงสาร โผกอดเขาแน่น
“พี่ฆ่าพี่ชายตัวเองไม่ได้ พี่ไม่รู้ว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้ ไม่รู้ว่าดอกรักจะถูกฆ่า พี่สารภาพสไบจนหมดแล้ว เพื่อพิสูจน์ว่าพี่จริงใจกับสไบแค่ไหน สไบจะฆ่าพี่ก็ได้แต่ขออย่าเกลียดพี่”
สไบลูบหลังปลอบใจผัวอย่างให้กำลังใจ ไม่รู้เลยว่าใจลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกที่เอาตัวรอดไปได้อีกครั้ง แม้จะรู้สึกผิดที่ต้องปั้นเรื่องหลอกเมียตัวเอง แต่ก็ดีกว่าให้เธอรู้ความลับที่เขาเป็นสายลับอังวะ และมาที่นี่เพื่อทำลายค่ายนี้!
ooooooo
สถานการณ์ของใจดูไม่ค่อยดีนัก แม้จะหลอกเมียรักได้สำเร็จ แต่ก็ถูกหมายหัวจากจอกยีโบ จะฆ่าให้ตายคามือถ้าเจอกันอีก อูทินลินเป็นห่วงศิษย์น้อง ขอร้องให้สยาช่วยไว้ชีวิต เพราะเชื่อว่าอองนายไม่ได้ตั้งใจให้ทุกอย่างเป็นแบบนี้ แต่เป็นเรื่องน่าลำบากใจมากกว่า ต้องเลือกระหว่างหน้าที่และหัวใจ
หลวงพ่อธรรมโชติก็สัมผัสได้ถึงลางร้าย เมื่อมองเห็นบางอย่างเกี่ยวกับใจในญาณพิเศษว่ามีความลับซ่อนอยู่ ส่วนพวกทัพ...แม้ไม่ติดใจเอาเรื่องใจ แต่ก็ไม่ละความสงสัย โดยเฉพาะสังข์ ประกาศกร้าวจะตามจับผิดพรานหนุ่มพี่น้องให้ได้ แฟงได้ยินทุกอย่าง เห็นทัพมีสีหน้าเคร่งเครียดก็เป็นห่วง ตามไปคุยด้วยถึงทุ่งเลี้ยงม้า
“พี่สังข์อยากให้พี่ใจออกไปจากค่าย”
“ทำอย่างนั้นมันง่าย แต่ถ้าเราจับให้มั่นว่ามันเป็นข้าศึก เราจะใช้มันกลับไปทำลายพวกมันเอง”
“พี่กำลังใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง ความจริงพี่ก็ไม่ไว้ใจพี่ใจเหมือนกันใช่ไหม”
“พี่ต้องการพิสูจน์ให้แน่ใจอีกครั้ง”
แต่สังข์ไม่เห็นด้วยจะให้ทัพรีรอ เพราะสังหรณ์ใจบางอย่างว่าใจกำลังซ่อนความลับไว้
“เอ็งเชื่อข้าสักครั้งได้ไหมวะไอ้ทัพ ข้าเคยเลวมาก่อน ข้าถึงมั่นใจว่าคนอย่างไอ้ใจ...มันซ่อนอะไรไว้”
ทัพมองมานิ่งๆ สังข์เห็นเกลอรักเงียบ เลยพยายามโน้มน้าวเต็มที่
“เอ็งก็เห็นแล้วว่าไอ้เจิดพี่ชายมันหายไป รบครั้งที่แล้วเราถูกอังวะล้อมไว้เกือบตายกันทั้งกอง เพราะมันรู้ว่าเราจะบุกมันยังไง ทีนี้ศึกต่อไปมันจะยกมาทั้งกองทัพถล่มค่ายระจันเราราบเป็นหน้ากลอง เพราะมันรู้ไส้รู้พุงเราหมด”
ขาบได้ยินสังข์ก็ขยับมาช่วยพูด “ฟังไอ้สังข์มันบ้างก็ดีนะทัพ ที่มันพูดมาก็น่าคิด”
“ถ้าไม่มีอะไรยืนยันว่าไอ้ใจมันเป็นพวกไส้ศึก ก็เท่ากับเราป้ายสีคนบริสุทธิ์”
“ปัดโธ่...ไอ้ทัพ มึงน่ะมันคนดี จะทันเล่ห์คนชั่วเท่ากับข้าได้ยังไง” สังข์บ่นเซ็งๆ
สามหนุ่มจากบ้านคำหยาดคงเถียงกันอีกนาน ถ้าใจจะไม่เดินผ่านมาเสียก่อน สังข์เหลือบมองด้วยแววตาไม่ชอบใจ ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ เอ่ยท้าทายพรานหนุ่มให้มาทดสอบฝีมือด้วย
“ว่าไง...ไอ้ใจคนดี ไม่เคยเห็นมาแถวลานซ้อม เห็นทีวันนี้คงจะอยากเลือดตกยางออก”
จบคำก็คว้าดาบยื่นให้ใจ ขาบเห็นท่าเกลอรัก รีบถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
สังข์เหลือบมองใจเย้ยๆ ก่อนตอบอดีตหัวหมู่เกลอรัก “ซ้อมดาบ...หรือถ้าเอ็งกลัวฝีมือนักรบบ้านระจันจนหัวหด ชอบทำอะไรหลบๆซ่อนๆ ก็จงถอยไปจากที่นี่ เพราะตรงนี้มีแต่ชายชาตินักรบที่ถือคำสัตย์เป็นชีวิต!”
ระหว่างที่ใจกำลังเจอสถานการณ์ลำบาก สไบปรับทุกข์กับพวกแฟงในครัวด้วยสีหน้าอึดอัดใจ
“พี่ใจเขายอมรับว่าพี่เจิดคือพวกสอดแนมอังวะ...คือคนที่ฆ่าพี่ดอกรัก”
เฟื่องกับจวงมองหน้ากันเครียดๆ ไม่อยากเชื่อว่าคนหน้าซื่อแบบใจจะเป็นพวกคิดไม่ซื่อ
สไบถอนใจหนัก “ฉันไม่รู้ว่าจะเชื่อพี่ใจได้อีกหรือเปล่า”
แฟงคิดนิดเดียว ก่อนจะโพล่งขึ้น “ถ้าพี่สไบอยากรู้ให้ถึงก้นบึ้งหัวใจของพี่ใจ...ฉันมีวิธี”
สามสาวที่เหลือมองแฟงเป็นตาเดียว แต่สาวแก่นไม่ยอมเฉลย และปล่อยให้สไบเอาดอกไม้ไปเยี่ยมหลุมศพดอกรักก่อน คนงามบ้านสามโก้น้ำตาคลอ สาบานต่อหน้าหลุมศพญาติหนุ่ม
“พี่ดอกรัก...ฉันจะไม่ให้พี่ตายอย่างไร้ค่า ใครก็ตามที่มันสมรู้ร่วมคิดเอาชีวิตพี่ มันต้องตายตกไปตามกัน!”
ด้านใจกับสังข์...ประลองฝีมือกันอย่างดุเดือด ฝีมือและชั้นเชิงของทั้งสองสูสีกันมาก พวกฟักยืนมองด้วยความทึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเห็นกระบวนท่าของใจที่ลีลาไม่เป็นสองรองใคร ส่วนสังข์ก็เจนจัดไม่แพ้กัน และทำท่าจะเอาใจถึงตายถ้ามีโอกาส แต่สองหนุ่มก็ต้องผละจากกันแทบไม่ทัน เมื่อพวกแฟงวิ่งมาหา พร้อมหลวงพ่อธรรมโชติ
สไบยื่นขันน้ำมนต์ให้ใจ “หลวงพ่อธรรมโชติให้น้ำมนต์มา ฉันอยากให้พี่กินต่อหน้าเราทุกคน”
“น้ำมนต์หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ ใครคิดร้ายก็ต้องแสบร้อน ปากพองไหม้” แฟงอธิบาย
“แต่ถ้าคิดดี จะมีแต่ความเจริญยิ่งๆขึ้นไป” เฟื่องเสริม
ใจมองขันน้ำมนต์ด้วยสีหน้าลังเล หลวงพ่อธรรมโชติยืนมองมาด้วยแววตาสงบนิ่ง
“ฉันรักพี่ ฉันถึงอยากให้ทุกคนเห็นว่าพี่เป็นคนดี เป็นคนที่เราไว้ใจได้ ทำเพื่อฉันได้ไหม ให้ฉันรู้ว่ารักคนไม่ผิด”
คำขอร้องของสไบทำให้ใจสะเทือนใจมาก ทัพเห็นท่าพรานหนุ่ม เลยแกล้งดักคอ
“ถ้าเอ็งไม่อยากกินก็วางลงซะ ไม่มีใครบังคับให้เอ็งต้องกิน”
ใจรับขันจากมือเมียรัก ประกาศเสียงเข้ม “ฉันจะกิน ฉันเต็มใจ ฉันอยากให้ทุกคนรู้ว่าฉันเป็นคนหนึ่งของค่ายบ้านระจัน ฉันพร้อมจะเป็นพี่น้อง พร้อมจะรบ พร้อมจะตายกับทุกคนที่นี่”
ขาดคำใจก็ยกขันดื่มน้ำมนต์จนหมด สไบเลยยิ้มออก เช่นเดียวกับพวกแฟงมีสีหน้าดีขึ้น ต่างจากพวกทัพที่มองมาด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ ส่วนหลวงพ่อธรรมโชติก้มหน้าสงบนิ่งเช่นเดิม ก่อนจะเดินกลับวิหารไป
ooooooo
แม้จะเห็นกับตาว่าใจยอมดื่มน้ำมนต์ของหลวงพ่อธรรมโชติจนหมด แต่พวกทัพก็ยังไม่วางใจ เพราะลอบเห็นท่าทีอึกอักแปลกๆของพรานหนุ่ม ต่างจากฟัก ที่คิดว่าใจอาจไม่ใช่พวกข้าศึกอย่างที่สงสัยแต่แรก
“ข้าว่าไอ้ใจมันอาจไม่เกี่ยวกับเรื่องสอดแนมอังวะจริงๆก็ได้ พวกเราก็ลองใจมันขนาดนี้แล้ว”
เคลิ้ม เอิบ ช่วงมีสีหน้าเห็นด้วยกับฟัก ต่างจากสังข์ที่คิดว่าพรานหนุ่มคิดลองดีกับน้ำมนต์หลวงพ่อ เช่นเดียวกับขาบและทัพ คิดเหมือนอดีตนายกองเกลอรัก แต่ยังไม่มีหลักฐานเลยไม่อยากผลีผลามไล่ออกจากค่าย
ใจไม่ได้คิดลองดีกับน้ำมนต์ของหลวงพ่อธรรมโชติจริงๆ แต่ตัดสินใจดื่มเพราะอยากทำให้พวกบ้านระจันเชื่อใจ โดยเฉพาะสไบที่เขาอยากเอาตัวกลับไปอังวะด้วย แต่ถึงกระนั้น...ทหารสอดแนมในคราบพราน หนุ่มก็ต้องหยุดเดินกะทันหัน ปั่นป่วนในท้องอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะพ่นน้ำมนต์ออกจากปาก!
อาการแปลกๆนั้นทำให้ใจหวาดหวั่นมาก สีหน้าตกใจ เมื่อสำเนียกได้ถึงฤทธิ์ของน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ คำพูดของจอกยีโบในครั้งสุดท้ายที่เจอกันผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง พร้อมสีหน้าดุดัน
“ถ้าแกยอมแลกเพื่อน ยอมแลกหน้าที่เพราะผู้หญิงโยเดียคนเดียว ก็แปลว่าแกไม่ใช่คนอังวะอีกต่อไป แกกับข้าขาดกัน เจอกันในสนามรบคราวหน้าข้าจะขอฟันคอแกด้วยมือข้าเอง”
คำพูดของจอกยีโบทำให้ใจเครียดหนัก หันรีหันขวาง ก่อนจะชกต้นไม้ข้างทางระบายอารมณ์
“ฉันไม่ได้อยากให้เพื่อนตาย”
ภาพอูทินลินนอนจมกองเลือดปางตายหวนกลับมาใหม่ ความสะเทือนใจถาโถม ใจแทบเป็นบ้า ก่อนจะต้องประสาทเสียกว่าเดิม เมื่อคำพูดของสไบตอนรู้ความจริงเรื่องดอกรักก็หวนกลับมาทำร้ายเขาใหม่
“พี่มันใจอำมหิต พี่ช่วยกันฆ่าพี่ดอกรัก แล้วยังมีหน้ากลับมาที่นี่ กลับมาทำไม จะกลับมาฆ่าคนในค่ายนี้อีกใช่ไหม เอาสิ...ฉันจะไม่หนี ฉันจะยืนให้พี่ฆ่า ฉันจะได้ตายตามพี่ดอกรักที่เฝ้าเตือน เฝ้าบอกฉันด้วยความเป็นห่วงตลอดเวลา แต่ฉัน...กลับไปเชื่อใจคนใจคดคิดทรยศอย่างพี่”
ใจกำหมัดแน่น ชกต้นไม้อย่างแรงอีกรอบ ก่อนจะทรุดตัวกับพื้น พึมพำเสียงเครียด
“สไบ...พี่รักสไบ พี่จะพาสไบไปจากที่นี่ กลับไปอังวะ ไปมีชีวิตใหม่ด้วยกัน”
ขณะที่ใจกดดันมากต้องเลือกระหว่างความรักกับหน้าที่ สไบกลุ้มใจไม่ต่างกัน เพราะแม้ใจจะยอมดื่มน้ำมนต์ของหลวงพ่อเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ แต่ก็อดกังวลไม่ได้ เพราะรู้สึกเหมือนกับว่าผัวรักกำลังปิดบังบางอย่างอีก
“การตายของพี่ดอกรัก ทำให้ฉันเชื่อใจคนยากแล้ว เมื่อก่อนพี่ดอกรักเตือนอะไรฉัน ไม่เคยสักครั้งที่ฉันจะฟัง แต่ตอนนี้ไม่มีพี่ดอกรักแล้ว ฉันกลับนึกถึงคำเตือนของพี่ดอกรักซ้ำไปซ้ำมา”
“ตัวเรานี่แหละสไบ จะบอกได้ว่าเรารู้สึกยังไง เชื่อใจตัวเราเองสิ” เฟื่องปลอบ
สไบมองมายิ้มๆก่อนจะขอตัวอยู่คนเดียว แฟงมองตามด้วยความเป็นห่วง และตัดสินใจตามไปนั่งคุยเป็นเพื่อนที่ท่าน้ำในค่าย คนงามบ้านสามโก้กำลังนั่งเหม่อเงียบๆ ก่อนที่แฟงจะโพล่งถามว่าอีกฝ่ายรักใจจริงแค่ไหน
สไบตอบไม่ถูก แฟงเลยพูดตามที่คิด “แต่ฉันว่าพี่ใจรักพี่สไบจริง ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมกินน้ำมนต์ของหลวงพ่อ พี่ใจรักพี่สไบขนาดนี้แล้ว พี่สไบน่าจะใช้ความรักมัดพี่ใจไว้” สไบนิ่วหน้าไม่เข้าใจ แฟงเลยอธิบายยิ้มๆ “พี่สไบก็หาทางมัดพี่ใจไว้ด้วยความรักสิ อย่าให้พี่ใจคลาดสายตา พี่ใจจะได้แอบหนีไปส่งข่าวให้พวกอังวะไม่ได้”
“พี่กับพี่ใจอยู่คนละบ้าน อย่างไรพี่ก็อาจตามเฝ้าพี่ใจไม่ได้ตลอดดอก”
แฟงส่ายหน้า ก่อนจะเตือนสติเสียงอ่อน “อย่าหาว่าฉันเป็นเด็กริอ่านสอนผู้ใหญ่เลยนะ พี่ใจเขารักพี่ และพี่ก็รักเขา ทำไมต้องแยกกันอยู่อีก เพลานี้พี่ก็ไม่มีใครแล้ว จงยึดพี่ใจไว้จนแก่เฒ่าไปด้วยกันเถิด”
คำพูดของแฟงทำให้สไบคิดหนัก ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาดพยายามเปลี่ยนใจผัวดูสักครั้ง ด้วยการไปรอเขาถึงเรือน ทหารสอดแนมในคราบพรานหนุ่มเห็นเมียมารอก็รีบไปหา สไบยิ้มบางๆให้ ก่อนจะถามว่าเขาไปไหนมา
“พี่ไปหาพี่ทองเหม็นมา”
“วันหลังพี่จะไปไหน ให้ฉันไปด้วยได้ไหม”
“ได้สิ...สไบสัญญากับพี่แล้ว ไม่ว่าพี่จะอยู่ที่ไหน สไบจะอยู่ใกล้ๆพี่”
“ฉันจะอยู่กับพี่ ไม่ห่างพี่อีก”
ใจกอดเมียรักด้วยความชื่นใจ ไม่รู้เลยว่าสไบอึดอัดใจแค่ไหน ต้องมีความลับกับผัวเช่นนี้
คืนเดียวกันที่ค่ายอังวะ...สุรินทจอข่องหัวเสียมาก ที่กองสอดแนมของจอกยีโบทำงานพลาด ทำให้ทหารล้มตายเป็นเบือจากศึกครั้งก่อน เลยประกาศกร้าวจะยกทัพไปตีค่ายบ้านระจันเอง
จอกยีโบมองมาด้วยความอึดอัด “เราต้องรู้ว่าพวกบ้านระจันมันมีกำลังเท่าไหร่ก่อนนะท่านสุรินทจอข่อง พวกมันมีมากขึ้นทุกวัน และยังแบ่งแยกไม่ออกว่าเป็นนักรบจริงๆเท่าไหร่”
“ไม่ต้อง...ข้าจะไม่พึ่งกองข่าวสอดแนมของท่านอีกต่อไป งานของท่านล้มเหลวไปแล้วจอกยีโบ ข้าจะบุก จะเผาค่ายบ้านระจันให้ราบ ไอ้พวกชาวบ้านที่มุ่งไปรวมกันที่บ้านระจัน มันจะได้หนีหัวหดเข้าป่าไป ชาวบ้านระจันจะต้องไม่มีใครกำแหงกับกองทัพของข้าได้อีก!”
สุรินทจอข่องลำพองใจมากว่าจะทำลายค่ายบ้านระจันได้ในไม่ช้า ต่างจากจอกยีโบ มองมาด้วยสายตาเคร่งเครียด เกรงว่าทุกอย่างคงไม่ง่ายอย่างที่คิด...พวกบ้านระจันไม่ใช่แค่ชาวบ้านแต่เป็นนักรบฝีมือดีพอตัวทีเดียว
ooooooo










