ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

บางระจัน

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ละครฟอร์มยักษ์ "บางระจัน"

ในปีพุทธศักราช 2308 พระเจ้ามังระแห่งกรุงอังวะ พระมหากษัตริย์รัชกาลที่สาม แห่งราชวงศ์อลองพญา ปรารถนาจะปราบราชอาณาจักรศรีอยุธยาให้ราบคาบ จึงมีคำสั่งให้ส่งกองทัพใหญ่ไปตีพร้อมกันถึงสองทาง เพื่อให้สะดวกในการรวบรวมไพร่พลและสะสมเสบียงอาหาร

เนเมียวสีหบดีแม่ทัพใหญ่ถูกมอบหมายให้นำไพร่พลจำนวนหนึ่งตีหัวเมืองทางเหนือ ไล่มาตั้งแต่เมืองล้านนา ล้านช้าง ตาก กำแพงเพชร พิชัย สวรรคโลก สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และมารวมทัพที่นครสวรรค์ ก่อนจะเคลื่อนทัพผ่านสิงห์บุรี อ่างทอง และตั้งค่ายใหญ่ที่ชานกรุงศรีอยุธยา ณ วัดป่าฝ้าย ปากน้ำประสบ

ส่วนหัวเมืองทางใต้ มีมังมหานรธาเป็นแม่ทัพใหญ่ รวบรวมไพร่พลจากหงสาวดี เมาะตะมะ ตะนาวศรี มะริดและทวาย พุ่งเข้าตีเพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี สะสมกองกำลังและเสบียงอาหาร ก่อนจะตั้งค่าย ณ บ้านสีกุกและสามแยกบางไทร เพื่อรอเวลาเข้าตีกรุงศรีอยุธยา

ระหว่างที่กองทัพอังวะไล่โจมตีโอบล้อมทั้งจากทางเหนือและใต้ ณ ท้องพระโรงสรรเพชญ กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์ หรือพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงกริ้วเหล่าข้าราชบริพารที่ปฏิบัติราชการสนองไม่ต้อง พระประสงค์ โดยมีสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรประทับฟังด้วยพระอาการสงบ หลังจากทรงลาสิกขาบทมาด้วยความเป็นห่วงบ้านเมือง โดยมีเที่ยง หนึ่งในทหารกอง

อาทมาตหมอบเฝ้าแทบพระบาท เพื่อรับกระแสรับสั่งไปออกรบเพื่อปกป้องบ้านเมือง

แต่ถึงกระนั้น...สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรและเหล่าทหารกองอาทมาตก็ไม่ได้ออกรบอย่างที่ตั้งใจ เพราะมีกระแสรับสั่งไม่ให้ทัพหลวงไปต้านข้าศึกถึงชายแดน แต่ให้รอตั้งรับภายในกำแพงพระนคร เปิดโอกาสให้กองทัพอังวะปล้นสะดมและเข่นฆ่าชาวบ้านไทยไปเป็นเชลย ยื้อแย่งอาหารไปเลี้ยงกองทัพนับแสน สร้างความเดือดร้อนทั่วทุกหย่อมหญ้า

แต่ยังมีกลุ่มชาวบ้านหาญกล้า ที่รวบรวมกำลังกันต่อต้านศัตรู ณ ค่ายบางระจัน เพื่อประกาศให้รู้ว่าคนไทยนั้น สู้ตาย หากใครหน้าไหนมาใช้อำนาจเข้าข่มเหงพ่อแม่ พี่น้องตัว และย่ำยีแผ่นดินที่ใช้ปลูกข้าวกิน...

ท่ามกลางบรรยากาศดวงอาทิตย์ส่องแสงยามเช้า สะท้อนเงาลำน้ำกว้างเป็นสีแดงคล้ายสีเลือด แลดูน่าจะเป็นรุ่งอรุณอันแสนอบอุ่น แต่คงไม่ใช่สำหรับพันเรือง เชลยชาวไทยที่มีฝีมือพอตัว ซึ่งกำลังควบม้าหนีกลุ่มทหารอังวะที่ควบตามติด พันเรืองเห็นท่าม้าจะอ่อนกำลัง เลยตัดสินใจสู้ด้วยมือเปล่า แต่ก็เกือบเอาตัวไม่รอด เมื่อต้องเจอทหารหน่วยพิฆาตจำนวนหนึ่งตามมาสมทบ โชคดี ที่มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งช่วยไว้ เชลยหนุ่มเลยรอดชีวิตมาได้

พันเรืองถึงกับตะลึง เมื่อได้เห็นหน้าชาวบ้านกลุ่มนั้นชัดๆ นายทองแสงใหญ่ นายจันหนวดเขี้ยวและนายทองเหม็น พร้อมควายบุญเลิศคู่ใจ ส่งยิ้มและพยักหน้าให้ เหมือนคนรู้จักกันดี พันเรืองดีใจมาก ที่หนีจากพวกอังวะมาและได้เจอเพื่อนร่วมหมู่บ้านอีกครั้ง นายจันหนวดเขี้ยวเป็นฝ่ายทักขึ้นด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ

“ข้านึกแล้วว่าสักวันพันเรืองจะต้องหนีพวกมันมาได้ คนอย่างพันเรืองคงมิยอมให้อังวะจับตัวไว้นานดอก”

“ข้ายอมตาย ดีกว่าตกเป็นเชลยมัน”

“พวกข้าคอยลาดตระเวนดูพวกอังวะอยู่ทุกวัน นี่มันรุกขึ้นมาถึงแขวงระจันแล้วรึ” นายทองเหม็นซัก

พันเรืองถอนใจหนักหน่วง ทุกข์และแค้นใจเหลือเกิน ต้องเห็นข้าศึกกล้าแกร่งขึ้นทุกวัน “ยัง...ค่ายเกียกกายมันยังอยู่ที่วิเศษไชยชาญ เพียงแต่ข้าหนีออกจากค่ายมันมาได้ เลยมุ่งกลับบางระจันของเรา เพลานี้มันพากันเก็บกวาดปล้นครัวไทยเอาเสบียงไปเลี้ยงกองทัพมันเป็นจำนวนมาก จนแขวงวิเศษไชยชาญสามโก้เดือดร้อนกันไปทั่ว ใครมิยอมมันก็สังหารสิ้น บ้านระจันจะนิ่งดูดายกันอีกไม่ได้แล้ว อีกไม่นานมันคงย้อนขึ้นมาปล้นเสบียงถึงระจันแน่”

นายทองแสงใหญ่พยักหน้ารับรู้ ก่อนประกาศความตั้งใจจะปักหลักสู้ข้าศึกที่บางระจัน โดยมีนายจันหนวดเขี้ยวและนายทองเหม็นร่วมด้วย รวมทั้งจะตั้งค่ายรวบรวมชาวบ้านที่มีใจสู้พร้อมรบ พันเรืองเห็นความมุ่งมั่นและศรัทธาในความรักชาติของทั้งสาม เลยตัดสินใจร่วมด้วย พวกข้าศึกจงอย่าหวังเลยว่าจะฝ่าพวกเราไปได้ง่ายๆ

ooooooo

ทัพ อดีตนายทหารฝีมือดีประจำกองทัพกรุง-ศรีอยุธยา ควบอ้ายเลาม้าคู่ใจผ่านหมู่บ้านแขวงวิเศษไชยชาญ เมืองอ่างทอง สะเทือนใจมากเมื่อเห็นศพชาวบ้านล้มตายด้วยน้ำมือข้าศึกชาวอังวะ ปล้นสะดมข้าวในนาและข่มเหงชาวบ้านผู้หญิง ก่อนจะฆ่าตายทั้งหมู่บ้าน อดีตทหารกล้าน้ำตาคลอ เจ็บใจมากที่มาถึงแต่ช่วยใครไม่ได้เลย

ทัพควบม้าจะกลับบ้านคำหยาด แขวงวิเศษไชยชาญบ้านเกิด เลยถือโอกาสแวะกราบหลวงพ่อเที่ยง อดีตนายทหารกองอาทมาตในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพร ที่กุฏิใต้ตำหนักคำหยาดไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก พระเที่ยงได้ฟังความจากลูกชายคนเดียว ทั้งเรื่องความเจ็บแค้นที่มีต่อข้าศึกและเรื่องที่หนีทัพมา ก็ถอนใจหนักหน่วง

“ไอ้ทัพ...ชั่ววันมะรืน ทุกครัวในทุ่งคำหยาดนี่ก็ต้องถูกต้อนเข้ากรุง หนีภัยข้าศึกอังวะ เอ็งก็รู้...ลูกหลานบ้านใดแตกทัพหนีไป คนในบ้านต้องถูกริบไปเป็นไพร่หลวง แล้วนังจวงน้องเอ็งกับนังจันทร์แม่เอ็งจะทำยังไง...คิดหรือไม่ไอ้ทัพ หรือเอ็งจะยอมได้ชื่อว่าเป็นลูกเนรคุณ!”

เวลาเดียวกันที่เรือนทัพ...สังข์ นายกองประจำกองจมื่นศรีสรรักษ์ มหาดเล็กในพระเจ้าอยู่หัว พร้อมขาบ หมู่ทหารคู่ใจซึ่งควบม้ามาจากกรุงศรีฯ ยืนจังก้าหน้าจวงน้องสาวของทัพ ตะคอกถามเสียงเข้มว่านายทหารหนีทัพหายหัวไปไหน จวงไม่ยอมบอก ก่อนจะโผกอดจันทร์ผู้เป็นแม่ ซึ่งป่วยออดๆแอดๆด้วยโรคปอดเพื่อปลอบประโลม สังข์ส่ายหน้าเบื่อหน่าย กระชากเสียงถามสองแม่ลูกอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้คำตอบ เลยเริ่มโมโห

“นี่เหรอวะครอบครัวทหาร เสียแรงไอ้ทัพเป็นเพื่อนยากเรียนดาบมากับข้า แต่ศึกพระเจ้ากรุงอังวะคราวนี้มันกลับหนี ทิ้งแม่ทิ้งน้องเพราะกลัวตาย”
จันทร์ได้ฟังก็ของขึ้น ทนไม่ไหว พยายามรวบรวมแรงเท่าที่มีสวนกลับอย่างไม่กลัว

“ไม่จริง...ลูกข้าไม่ยอมถูกเกณฑ์คราวนี้ เพราะไม่อยากรับใช้ทหารชั่ว เพื่อนทรยศอย่างเอ็ง...ไอ้สังข์ ไอ้ขาบ”

สังข์โกรธมาก สั่งให้ขาบจับตัวสองแม่ลูกลงจากเรือน จวงเห็นสภาพอ่อนแรงของแม่ เลยพยายามขอร้องให้เห็นแก่อาการป่วยของแม่เธอบ้าง และถึงจะเชือดให้ตายตรงนี้ เธอก็ไม่รู้ว่าพี่ชายคนเดียวหายตัวไปไหน ขาบเห็นว่าไม่มีประโยชน์จะคาดคั้น เลยชวนนายกองหนุ่มกลับก่อน สังข์นิ่งไปนิดเดียว ก่อนจะประกาศกร้าว

“ข้ามีเวลาให้ถึงพรุ่งนี้ จวง...เก็บข้าวของให้พร้อม ข้าจะมารับเอ็งกับแม่ไปจากที่นี่ ก่อนที่ทัพอังวะจะเข้ามาตี แล้วเอาพวกเอ็งไปเป็นเชลยศึก คอยส่งเสบียงเลี้ยงกองทัพมัน”

“ข้าไม่ไป ข้าคนทุ่งคำหยาด ข้าจะขออยู่ขอตายที่นี่” จันทร์สวนกลับ

“น้าจะตายที่นี่ก็ได้น้าจันทร์ แต่จวงลูกสาวน้า...ต้องไปเป็นเมียนายกองสังข์!”

กว่าทัพจะกลับถึงหมู่บ้านคำหยาดอีกครั้งก็บ่ายคล้อย อดีตทหารกล้าควบอ้ายเลาผ่านตลาด สุ่มดูก็เห็นทหารหลวงจำนวนหนึ่งกำลังกวาดต้อนชาวบ้านเข้ากรุงศรีฯ เพื่อง่ายแก่การป้องกัน สภาพชาวบ้านทั้งเด็ก ผู้หญิงและคนชราต่างมีสีหน้าเศร้าสลด ไม่อยากจากบ้านเกิด แต่ก็หมดทางจะยื้ออยู่ต่อให้กลายเป็นเชลยศึก

ทัพเฝ้ารอจนผู้คนบางตา จึงค่อยๆควบม้าคู่ใจกลับเรือนด้วยความเป็นห่วงแม่และน้องสาว แล้วก็ต้องตกใจหน้าซีด เมื่อไม่เห็นทั้งสองบนเรือน อดีตทหารกล้าตะโกนร้องเรียกลั่น และเกือบจะหมดหวังอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ยินเสียงตอบรับของน้องสาวจากพงหญ้ารกร้างหลังเรือนเสียก่อน

ooooooo

ทัพก้มกราบแม่และกอดน้องสาวด้วยความรักและคิดถึง จันทร์น้ำตาคลอเมื่อได้เห็นสภาพลูกชายคนเดียว ก่อนจะเล่าให้ฟังว่าชาวบ้านถูกกวาดต้อนเข้ากรุงเพื่อหนีทัพอังวะ ทัพไม่อยากให้ย้าย เพราะเสี่ยงต่อการถูกโจมตีระหว่างทาง แถมจำนวนข้าศึกที่ทวีจำนวนและความแข็งแกร่งมากขึ้นทุกวันก็ทำให้อดหวั่นไม่ได้

จันทร์มั่นใจว่าข้าศึกตีกรุงศรีอยุธยาไม่แตกแน่ เพราะมีทหารกล้ามากมายคอยป้องกัน ก่อนจะทรุดตัวไอโขลกเพราะโรคประจำตัว จวงรีบเข้าประคอง ก่อนจะถามพี่ชายถึงยาที่อีกฝ่ายอาสาไปเอาจากหมอละแวกเมืองสุพรรณ อดีตทหารกล้าส่ายหน้าหนักใจ หมอยาที่ว่าเก่งนักหนาปิดเรือนหนีขึ้นเหนือแล้ว จวงกังวลมากและตัดสินใจถามความเห็นพี่ชาย หากเธอยอมเป็นเมียสังข์นายกองใหญ่ประจำกรุงศรีฯ แม่จะมีโอกาสรอดหรือไม่

ทัพโกรธมาก ยิ่งได้รู้ว่าสังข์กับขาบ สองอดีตเพื่อนรักที่โตด้วยกันตั้งแต่เด็ก มาข่มขู่แม่กับน้องสาวถึงเรือนยิ่งแค้นใจ พาลให้หวนคิดถึงอดีตอันเลวร้าย...สาเหตุที่ทำให้สามเพื่อนรักต้องแตกคอ

ครั้งนั้นสามเพื่อนรักเป็นแค่ทหารในกองทัพไทยจากกรุงศรีฯ ยกทัพภายใต้การนำของคุณพระนาย ไปตีข้าศึกถึงนครสวรรค์ จำนวนทหารอังวะถาโถมจนทหารไทยล้มตายมากมาย แทบจะต้านไม่ไหว คุณพระนายเห็นท่าไม่ดีเลยสั่งให้ถอยและควบม้าหนี ทิ้งให้เหล่าทหารกล้าชาวไทยจำนวนหนึ่งสู้ตามลำพัง และสามเพื่อนรักก็เป็นหนึ่งในนั้น

ทัพ สังข์และขาบสู้จนเหงื่อและเลือดไหลโทรมกาย แต่ข้าศึกก็ไม่ลดจำนวนลงเลย สังข์กับขาบเห็นคุณพระนายหนีเอาตัวรอดไปแล้ว เลยคิดว่าคงสู้ไม่ไหว ตัดสินใจจะถอยตามบ้าง แต่ทัพไม่ยอม ร้องบอกให้เพื่อนรักทั้งสองสู้ต่อเพื่อยันข้าศึกให้นานที่สุด สังข์ไม่สนใจจะถอย ขาบละล้าละลังจนสังข์ต้องขู่

“ไม่ถอยมึงก็ตาย นายเราคือจมื่นศรีสรรักษ์ ไม่ใช่ไอ้ทัพ คุณพระนายให้ต้านเท่าที่กำลังมี แต่ไม่ใช่สู้จนตัวตาย”

สังข์พูดจบก็ถอยทันที ขาบคิดนิดเดียวแล้วควบม้าหนีตาม ทิ้งทัพให้มองตามเพื่อนรักทั้งสองด้วยแววตาโกรธจัด แต่เพราะติดพันศึกตรงหน้า เลยทำอะไรไม่ได้มาก ได้แต่ตะลุยบุกฟันอย่างไม่ถดถอย แต่สุดท้ายก็ต้านไว้ไม่ได้ ต้องถอยล่ากลับไปกรุงศรีฯในสภาพบอบช้ำทั้งกายและใจ

วีรกรรมหาญกล้าของทัพในวันนั้น นอกจากจะไม่ได้รับการยกย่อง ยังถูกคุณพระนายเอ็ดอย่างไม่ไว้หน้า

“ไอ้ทัพ...มึงมันกำแหง หัวแข็ง ไม่รู้จักทิศทางลม คนอย่างมึงไม่มีวันเจริญ”

คุณพระนายลุกออกไปด้วยความโมโห แต่ทัพก็ไม่ยี่หระ เพราะเชื่อว่าตัวเองทำสิ่งที่ถูกต้อง ขาบมองมาด้วยความเหนื่อยหน่าย บ่นเพื่อนรักว่าหัวแข็งและดื้อด้านจนเกือบถูกคุณพระนายลงโทษ

“ถ้าต้องโทษถึงตาย คนอย่างข้าก็จะตายอย่างคนรักษาความกล้า ความถูกต้อง ไม่ใช่หัวหด เอาแต่วิ่งหนี”

สังข์ฉุนขาดที่ถูกเพื่อนรักแขวะ แถมพูดจาดูถูกถึงคุณพระนาย ขาบพยายามกล่อมให้ทั้งสองใจเย็น แต่ทัพไม่สนใจ ลุกพรวด ก่อนจะตวาดลั่นถึงวีรกรรมขี้ขลาด กลัวตายหนีข้าศึกของสองเพื่อนรัก

“เราเป็นทหาร ถ้าเรากลัวตายเสียคน ใครจะเป็นคนปกป้องแผ่นดิน ใครจะปกป้องพี่น้องเรา”

สังข์ไม่สำนึก เถียงว่าไม่อยากเป็นทหารเลวที่ขัดคำสั่งเจ้านาย แถมโอ่ว่าตัวเองได้ความดีความชอบจากการเชื่อฟัง จึงได้เลื่อนเป็นนายกอง ขาบพลอยเห็นดีเห็นงาม ทัพทนไม่ไหวโพล่งขึ้น

“ถ้ามึงสองคนคิดอย่างนี้ ไม่ต้องมานับกูเป็นเพื่อน”

“เออ...ตอนนี้กูเป็นนายกองสังข์ นายกองอย่างกูไม่ต้องมีมึงเป็นเพื่อนหรอกโว้ย”

สามหนุ่มเพื่อนรักต้องแตกคอ กลายเป็นไม้เบื่อ ไม้เมากันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทัพพยายามอยู่อย่างสงบ แต่ก็ต้องของขึ้นในวันหนึ่ง เมื่อสังข์จงใจลวนลามจวงกลางตลาดบ้านคำหยาด สองหนุ่มตรงเข้าแลกหมัดกันอย่างดุเดือด ไม่มีใครยอมใคร ขาบจะช่วยสังข์ แต่ถูกจวงขวางไว้ เปิดโอกาสให้สองหนุ่มซัดกันจนน่วมแล้วสังข์ก็เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ เกือบจะถูกทัพซ้ำให้หมอบอยู่แล้ว ถ้าจวงไม่ขวางไว้เสียก่อน

ทัพยอมรามือ แต่ไม่วายค่อนแคะเสียงเข้ม “เอ็งเป็นถึงนายกอง เป็นทหารกรุงศรี แต่ทำชั่วข่มเหงน้ำใจหญิงอย่างสันดานโจร ต่อไปนี้อย่าอ้างตัวว่าเป็นทหารให้เป็นเสนียดแก่บ้านเมืองเลย”

ทัพดึงตัวเองจากอดีต จวงมองมาด้วยสีหน้ารู้สึกผิด ปักใจว่าตัวเองเป็นสาเหตุให้พี่ชายแตกคอกับเพื่อนรักทั้งสอง ทัพลูบหัวน้องสาวด้วยความรัก ก่อนจะปลอบให้คลายใจ

“ไม่ใช่เพราะเอ็งหรอกจวง สันดานไอ้สังข์มันชอบเป็นใหญ่ อวดอำนาจวาสนา ไอ้ขาบมันก็นายว่าขี้ข้าพลอย”

จวงพยักหน้ารับรู้ นั่งมองแม่ที่หลับไปแล้วเพราะความอ่อนเพลีย ก่อนจะถามว่าพี่ชายมีแผนอะไรต่อไป

“พี่จะไม่ยอมถูกจับ จวง...ต่อให้ต้องหนีไปจนตาย พี่ก็จะดูแลเอ็งกับแม่ ดูแลคนที่พี่รักทุกคนให้ดีที่สุด!”

ooooooo

นอกจากจันทร์กับจวงที่ทัพรักมากที่สุดแล้ว เฟื่องสาวชาวบ้านหน้าตาสะสวยแห่งบ้านคำหยาด ก็เป็นอีกคนที่อดีตทหารกล้าปักใจรักมาช้านาน หลังอยู่ปลอบประโลมแม่กับน้องสาวให้คลายความกังวล ทัพก็มุ่งหน้าไปหาสาวคนรักที่ริมทุ่งตาลห้าต้น สถานที่ที่สองหนุ่มสาวใช้นัดหมายกันเสมอ

เฟื่องดีใจมากได้เจอคนรักอีกครั้ง อิงแอบแนบชิดอกแกร่งด้วยความคิดถึงและโหยหาที่ไม่ได้เจอกันนาน

“สิ้นศึกคราวนี้ พี่จะให้แม่มาสู่ขอเฟื่องไปเป็นแม่ศรีเรือนนะ”

เฟื่องหน้าแดงด้วยความเขินอาย เกือบจะถูกจูบอยู่แล้ว ถ้าไม่มีลูกตาลหล่นลงจากต้น เฉียดหัวทัพไปแค่นิดเดียว สาวชาวบ้านหน้าหวานยิ้มเจื่อน เข้าใจว่าเป็นผลตาลแก่เลยร่วงจากต้นง่ายๆ แต่ทัพกลับไม่คิดเช่นนั้น

“ไม่ใช่ลูกตาลแก่หรอกเฟื่อง ไอ้พวกสอดแนมต่างหาก!”

พวกสอดแนมของทัพ แท้จริงคือแฟง น้องสาวจอมแก่นของเฟื่อง หญิงสาวหน้าตาน่าเอ็นดูแต่คล่องแคล่วและแก่นแก้วเกินชายกำลังวิ่งหนีตัดทุ่งกลับเรือน ทัพพุ่งตามติด ตะโกนไล่หลัง

“มึง...ไอ้พวกสอดแนม อย่าหนีนะ จับได้กูจะตีให้ก้นลายเลย ถ้าลูกตาลโดนหัวกูคอหัก มึงจะว่าไง”

“ทำไม...ฉันจะสอดแนมดูหน้าคนไม่อายพลอดรักกันกลางทุ่ง แล้วจะทำไม”

แฟงไม่กลัว โต้กลับด้วยความหมั่นไส้ตามประสาคนหวงพี่สาว ทัพขู่จะหวดให้ก้นลาย แต่สาวแก่นก็ไม่กลัว แม้เมื่อเขาอาศัยความเร็วคว้าตัวเธอได้ ก็จัดแจงเขวี้ยงดินใส่หน้าเขาทันที กว่าเฟื่องจะตามทัน สองหนุ่มสาวก็เกือบจะตีกันตายแล้ว แฟงเห็นพี่สาวเข้าข้างคนรักหนุ่มก็โมโห ผลุนผลันจะไปฟ้องเฟี้ยมผู้เป็นแม่ แต่เฟื่องก็ไม่ยี่หระ

“เอาสินังแฟง...ข้าก็จะฟ้องเหมือนกัน ว่าเมื่อบ่ายเอ็งหนีงานไปดูเขาตีไก่”

คำขู่ของเฟื่องได้ผลชะงัก แฟงยอมสงบศึกกับทัพ แต่ไม่วายแขวะเล็กๆน้อยๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าแม่ เลยถูกเอ็ดจนหน้าจ๋อย วิ่งหนีลงจากเรือนด้วยความน้อยใจ เฟื่องมองตามด้วยความเป็นห่วง เช่นเดียวกับทัพ ไม่เคยถือสาอะไรน้องสาวจอมแก่นของคนรักอยู่แล้ว เพราะรู้ดีว่าแฟงก็แค่หวงพี่สาว ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี

เฟี้ยมละความสนใจจากแฟง แล้วถามว่าที่ลูกเขยถึงฟัก ลูกชายคนเดียวที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารกรุงศรีฯเช่นเดียวกัน แต่หายหน้าหายตาไปนาน จนไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง ทัพส่ายหน้าหนักใจ เพราะตัวเองมัวกรำศึกมากมายตามคำสั่ง จึงไม่ได้ติดตามข่าวคราวของฟักเลย เฟี้ยมพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะทิ้งท้าย

“พ่อทัพ...ถ้าเจอไอ้ฟัก ฝากบอกมันที อาเป็นห่วงเหลือเกิน”

ด้านแฟง...นั่งกอดเข่าดูควายชื่อนังดำกินหญ้าด้วยความหงุดหงิด ยังเคืองไม่หายที่ถูกแม่กับพี่รุมต่อว่าต่อหน้าทัพแบบนั้น นึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก ที่ไม่มีใครเข้าใจเธอเลย แต่ก่อนที่สาวแก่นจะหัวเสียไปกว่านี้ สายตาก็พลันเหลือบเห็นพี่สาวกับคนรักหนุ่มลงจากเรือน ท่าทางอาลัยอาวรณ์ของทั้งสองทำให้พอเดาได้ว่าคงกำลังเอ่ยคำลา แฟงนิ่วหน้าจ้องมองตาไม่กะพริบ แต่ก็มิอาจรู้ได้ว่าพี่สาวกับคนรักหนุ่มคุยกันเรื่องอะไร

ทัพกับเฟื่องไม่ได้คุยเรื่องความลับ แต่ปรับทุกข์กันมากกว่า โดยเฉพาะทัพ อดกังวลไม่ได้ เพราะตัวเองเป็นทหารหนีทัพ หากฟักมาเจอ ก็อาจต้องสู้จนแหลกกันไปข้าง เฟื่องพยายามปลอบไม่อยากให้เขาพูดเป็นลาง แม้ใจจริงก็อดห่วงไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าโทษของการหนีทหารนั้นหนักหนาสาหัสแค่ไหน

ท่าทางหดหู่ของคนรักทำให้อดให้กำลังใจไม่ได้ “ฉันคงไม่กล้าบอกให้พี่ยอมก้มหัวให้พวกนายกองสังข์ สุดแต่พี่ทัพจะตัดสินใจ อย่างไรฉันก็ยืนข้างพี่...ฉันจะรอพี่ทัพของฉันคนเดียว”

“พี่ก็จะรักเฟื่องของพี่คนเดียว วันไหนไอ้ทัพเปลี่ยนใจ วันนั้นคือวันที่ไอ้ทัพสิ้นลมหายใจ”

เฟื่องยกมือปิดปาก ทัพจูบมือเธออย่างอ่อนหวาน ก่อนจะสัญญาว่าจะรีบกลับมาเพื่ออยู่ด้วยกันอีก เฟื่องได้แต่มองตามหลังคนรักที่ลับหายไปในความมืด อย่างรวดเร็วด้วยความอาลัย แล้วก็ต้องสะดุ้ง เมื่อเห็นน้องสาวนั่งจ้องเธอเขม็งมาจากคอกควายไม่ไกลจากเรือนนัก สาวหน้าหวานรีบเดินไปหาและชวนกลับเรือน แต่แฟงยังงอน

“ไม่ต้องสนใจฉันหรอกพี่เฟื่อง อีกหน่อยพี่เฟื่องออกเรือน ฉันก็ต้องอยู่คนเดียว มียุงกับนังดำเป็นเพื่อน”

“พี่ออกเรือนแล้วเอ็งจะเลิกเป็นน้องพี่หรือแฟง”

แฟงเงยหน้ามองพี่สาวงอนๆ “แค่เริ่มรักกับพี่ทัพ พี่ยังไม่ไปเที่ยวเล่นกับฉันเหมือนก่อน เอาแต่นั่งรอพี่ทัพใต้ต้นตาลห้าต้น อีกหน่อยพอเป็นเมียพี่ทัพ พี่คงลืมว่ามีน้องสาวชื่ออีแฟง”

แฟงปาดน้ำตาด้วยความน้อยใจ ก่อนจะผลุนผลันกลับเรือน ทิ้งเฟื่องให้มองตามด้วยความอ่อนใจ

“โธ่...แฟง...กลัวแต่จะไม่มีเพื่อนเล่น”

ooooooo

ขณะที่ทัพวางแผนจะปักหลักสู้ที่บ้านเกิด พร้อมปกป้องทุกคนอันเป็นที่รัก แต่สังข์กลับนำกำลังไล่ต้อนผู้คนออกจากหมู่บ้าน ขาบนั่งรินเหล้าให้นายกองหนุ่มเพื่อนรัก เอาใจเพื่อขอสิ่งที่หวังมานาน

“เกณฑ์คนเข้ากรุงศรีคราวนี้ นายกองอย่าลืมครัวนังเฟื่องด้วยนะ”

“ข้ารู้ใจเอ็งหรอกไอ้ขาบ อยากจะเอาตัวนังเฟื่อง คนรักไอ้ทัพมานอนกอดล่ะสิ”

“ฉันก็หวังพึ่งบารมีนายกอง ช่วยป้องกันฉันจากดาบไอ้ทัพ”

“ไม่ต้องกลัว...ข้าจะบอกคุณพระนายว่าไอ้ทัพมันหนีทัพ ไม่ยอมเข้ากรุงไปรบข้าศึก ก็เท่ากับเป็นขบถต่อพระเจ้าแผ่นดิน ทีนี้เราก็เข้าริบนังเฟื่อง นังจวง เอ็งก็เอานังเฟื่องคนรักของไอ้ทัพไป ส่วนนังแฟงน้องสาวเฟื่อง ข้าก็จะให้คอยปรนนิบัติข้าสลับซ้ายขวากับนังจวงเอง”

เวลาเดียวกันในละแวกป่าข้างหมู่บ้านคำหยาด...ทัพไม่รู้เรื่องแผนชั่วของอดีตเพื่อนรัก มัวสุ่มตัวในความมืดเพื่อสังเกตการณ์เหมือนทุกคืน แล้วเสียงควบม้าของคนจำนวนหนึ่งก็ทำให้ตื่นตัว ก่อนจะนอนแน่นิ่งกับพื้น พยายามเงียบเสียงให้มากที่สุด เมื่อเห็นว่าเป็นพวกทหารไทย ที่ลาดตระเวนตอนกลางคืน

อดีตทหารกล้าถอนใจโล่งอก เมื่อเสียงควบม้าเงียบไปแล้ว ไม่อยากสู้กับคนไทยด้วยกันให้เสียเลือดเนื้อมากกว่านี้ แต่แล้วก็ต้องกระชับดาบในมือมั่น เมื่อเห็นเงาคนจำนวนหนึ่งเคลื่อนตัวมาใกล้ แม้จะหวั่นใจไม่น้อยเพราะต้องสู้ตามลำพัง แต่เลือดรักชาติก็ทำให้ฮึกเหิม และตัดสินใจจะสู้จนตัวตาย

ฝีดาบของอีกฝ่ายน่าครั่นคร้ามไม่น้อย แต่ทัพก็สู้ไม่ถอย ท่ามกลางวงล้อมของชายบนหลังม้าจำนวนหนึ่ง จนเมื่อเกือบจะเพลี่ยงพล้ำ ก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นหน้าหนึ่งในชายกลุ่มนั้น...ไอ้ฟัก...เอ็งมาที่นี่ได้ยังไง!

ทัพพาพวกฟัก ซึ่งประกอบไปด้วยเคลิ้ม เอิบช่วงและกลุ่มทหารหนีทัพจำนวนหนึ่งมาหลบภัยที่กุฏิพระเที่ยงผู้เป็นพ่อ สภาพแต่ละคนทรุดโทรม บอบช้ำและเต็มไปด้วยบาดแผลจากสงคราม

เคลิ้มเป็นฝ่ายเปิดฉาก เล่าที่มาที่ไปของพวกเขาก่อนจะมาถึงนี่ “พวกเราเป็นกองม้าพระพิเรนทรเทพ แตกพ่ายมาจากกาญจนบุรี ถูกทหารอังวะเป็นพันไล่ต้อน พวกนายทัพนายกองพากันหนีตายทั้งสิ้น”

ฟักเจ็บใจมาก ยิ่งเห็นคนไทยด้วยกันถูกข้าศึกฆ่าฟันและปล้นสะดมไม่เว้นแต่ละวันยิ่งแค้นใจ และตัดสินใจเด็ดขาดจะไม่กลับไปเป็นทหารประจำกรุงศรีฯอีก แต่จะขอสุ่มตัวและฆ่าฟันข้าศึกจนตัวตาย

ทัพมองมาด้วยความชื่นชม “ข้าคิดว่าบ้านคำหยาดจะมีข้าคนเดียวที่หนีทัพ”

ฟักกวาดตามองพวกพ้อง ก่อนประกาศกร้าวถึงความตั้งใจ “พวกเราเป็นกองทหารม้า ถ้าพี่ทัพคิดอ่านวางแผนให้ เจอกองตระเวนอังวะที่ไหน พวกเราคงได้ฟันพวกมันให้ละเอียดหนำใจ”

“เอาสิไอ้ฟัก หมู่เคลิ้ม ไอ้เอิบ ไอ้ช่วง พี่น้องทุกคน ข้าเจ็บแค้นนัก พวกมันปล้นครัวไทย พ่อแม่ลูกเมียต้องพลัดพราก เลือดพี่น้องของเราต้องไหลนองเปื้อนผืนดิน ผืนนา แม่โพสพถูกมันเหยียบแหลกคาตีน ข้ามิมีวันยอม”

ทุกคนนิ่งเงียบ เห็นด้วยกับทัพทุกอย่าง ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาต้องผนึกกำลัง ร่วมกันสู้เพื่อปกป้องชาติไทยให้รอดพ้นจากข้าศึกชาวอังวะ พระเที่ยงฟัง
อยู่นานก็อดรนทนไม่ไหว เตือนสติเสียงเข้ม

“พวกเอ็งเคยรับใช้กองทัพกรุงศรีอยุธยา ได้ชื่อว่าเป็นทหารในองค์พระมหากษัตริย์ จะทำการใด อาตมาขอให้ไตร่ตรองจงหนัก หากจะคิดหนีทัพลดเกียรติทหารกรุงไปใช้ชีวิตอย่างโจร!”

ooooooo

ระหว่างที่ฝ่ายกรุงศรีฯเลือกจะตั้งรับจากในกำแพงพระนคร และส่งกำลังพลจำนวนไม่น้อยไปกวาดต้อนชาวบ้านน้อยใหญ่มารวมตัวกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกัน ฝ่ายทัพอังวะ นำโดยเนเมียวสีหบดีที่นำทัพตีโอบล้อมจากทางเหนือ ได้สะสมกำลังพลและปล้นเสบียงจากชาวไทย ก่อนจะมาตั้งค่ายใหญ่ ณ วัดป่าฝ้าย ปากประสบ

สุรินทจอข่องแม่ทัพหน้าและอูจีนายทหารคนสนิท สองกำลังสำคัญของทัพเนเมียวสีหบดี โอ่ด้วยความภาคภูมิใจ เมื่อได้มีโอกาสเข้าพบแม่ทัพใหญ่ ว่าทหารกรุงศรีฯใจเสาะและแตกทัพง่ายกว่าที่อื่นมาก ฉับกุงโบนายทหารคนสนิทของแม่ทัพใหญ่เหยียดยิ้ม ก่อนจะบอกว่าฝ่ายกรุงศรีฯมีแผน คือไปรวมตัวกันในกำแพงเมือง แล้วปล่อยให้น้ำหลากประจำปีท่วม พัดพาข้าศึกชาวอังวะให้ต้องถอยทัพ เนเมียวสีหบดีนิ่งไปอึดใจ ก่อนประกาศกร้าว

“ข้าไม่มีวันถอยทัพเพราะกลัวน้ำท่วม กำแพงเมืองจะไม่ใช่ที่คุ้มภัยให้พวกอโยธยาอีกแล้ว พระเจ้ามังระราชาธิราชของเรา รับสั่งย้ำเป็นคำขาด ว่าศึกนี้จะต้องไม่มีราชธานีของมันเหลืออยู่อีก มันเปลี่ยนชื่ออโยธยาเป็นอยุธยา ที่แปลว่าเมืองที่ไม่มีใครเอาชนะได้ แต่ข้าจะเอาชนะเอง ข้าต้องการเสบียงมาเลี้ยงกองทัพนับแสนที่นี่จนกว่าน้ำจะแห้ง”

“อย่าห่วงเลยท่านแม่ทัพ ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยว ทุ่งวิเศษไชยชาญคือถิ่นเสบียง ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ที่สุด ข้าจะกวาดต้อนมาเก็บไว้ให้ทหารนับแสนของท่านมีกินตลอดสามเดือนแน่”

“ดีมากสุรินทจอข่อง...เวลานี้ไม่มีทหารกรุงออกมาอยู่นอกกำแพงเมืองแล้ว ท่านจงเร่งนำทหารไปขนข้าวปลาอาหารมาสะสมไว้ที่นี่ให้มากที่สุด หากมันผู้ใดขัดขืน ข้าอนุญาตให้ท่านลงโทษมันได้เต็มที่”

สุรินทจอข่องก้มหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงมาดมั่น “การนี้เป็นเกียรติยศแก่ข้าและตระกูลยิ่ง อูจีนายทหารคนสนิทข้าเชี่ยวชาญการระดมเสบียงมาหลายศึก การแค่นี้รับรองว่าสำเร็จแน่”

และเมืองแรกที่อูจีเลือกจะปล้นสะดมคือบ้านสามโก้ แขวงวิเศษไชยชาญ ชาวบ้านหนุ่มน้อยใหญ่ นำโดยผู้ใหญ่แสงและดอกรักหลานชายถือดาบสู้รบข้าศึกชาวอังวะเต็มที่ สไบลูกสาวคนสวยของผู้ใหญ่แสง ใจสู้ไม่แพ้พ่อและญาติหนุ่ม แต่ต้องรับหน้าที่พากลุ่มชาวบ้านผู้หญิง เด็กและคนชราไปซ่อน เลยต้องรีบผละไป

อูจีใช้ฝีมือดาบที่มีมากกว่าปราบดอกรักจนแทบลุกไม่ขึ้น แต่หนุ่มไทยใจกล้าก็สู้ไม่ถอย ฮึดลุกขึ้นมาใช้หมัดมวยไทยซัดทหารชาวอังวะเสียหมอบอีกหลายนาย แต่ลำพังคนเดียวสุดท้ายก็สู้ไม่ไหว ถูกข้าศึกรุมล้อมและรุมกระทืบจนสลบเหมือด ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายของชาวบ้านที่ต้องล้มตายเพราะต้านทัพอังวะไม่ไหว

ในที่สุด...กองกำลังอูจีก็ยึดบ้านสามโก้สำเร็จ ทั้งปล้นสะดมและข่มเหงชาวบ้านไปทั่ว แถมเผาหมู่บ้านบางส่วนให้วอดวาย เป็นที่แค้นเคืองของชาวบ้านมาก ส่วนสไบไม่รู้เรื่อง ลอบหนีจากท้ายหมู่บ้าน จนพาพวกผู้หญิงและเด็กไปซ่อนตัวในถ้ำสำเร็จ แต่ด้วยความเป็นห่วงพ่อกับญาติหนุ่มเลยตัดสินใจย้อนกลับไปหมู่บ้านอีกครั้ง

แต่หญิงชาวบ้านตัวคนเดียว แถมหน้าตาสะสวยกว่าชาวบ้านคนอื่น เลยกลายเป็นเป้าล่อให้ทหารส่วนหนึ่งของอูจีที่ตระเวนรอบๆหมู่บ้านดักฉุด ใจ...พรานหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา เห็นหญิงชาวบ้านหน้าสวยจะถูกข่มเหงก็ทนไม่ไหว พุ่งเข้ามาช่วยจากด้านหลัง ก่อนจะคว้ามือสาวชาวบ้านหนีไปอีกทาง

แต่หนีไปไม่เท่าไหร่ ก็ถูกทหารอังวะอีกพวกล้อมจับ ใจเกือบเอาตัวไม่รอด โชคดีที่เจิดพี่ชายของใจและจาดผู้เป็นพ่อตามมาช่วยได้ทัน สามหนุ่มและหนึ่งสาวชาวบ้าน จึงรอดเงื้อมมือข้าศึกอังวะได้อย่างหวุดหวิด แต่ถึงกระนั้น... สไบก็ไม่วายห่วงพ่อและชาวบ้านที่ซ่อนตัวในถ้ำ เลยตัดสินใจขอกลับไปดู เจิดกับจาดไม่ขวางเพราะมีเรื่องต้องทำมากมาย ต่างจากใจ เดือดเนื้อร้อนใจอย่างบอกไม่ถูก อยากตามไปช่วยแต่พ่อกับพี่ชายไม่ยอม

สไบต้องย้อนกลับไปถ้ำคนเดียว แต่ไม่ทันถึง ก็พลาดท่าถูกจับตัวกลับไปที่หมู่บ้าน รวมทั้งพวกชาวบ้านในถ้ำก็ถูกต้อนกลับมาหมด อูจีเห็นสาวสวยประจำหมู่บ้านก็ตาวาว อยากได้มาปรนเปรอจนแทบทนไม่ไหว แต่พยายามเก็บอาการ ไม่อยากให้พวกชาวบ้านไหวตัว และยื่นข้อเสนอให้ส่งเสบียงเลี้ยงดูกองทัพอังวะ แลกกับการไว้ชีวิต ดอกรักโวยวายไม่ยอม เลยถูกพวกทหารซัดเสียน่วม เช่นเดียวกับสไบ ที่แม้จะถูกขู่ ก็ประกาศกร้าวไม่ยอม

“อย่านะจ๊ะพ่อ เราเป็นคนไทย ต่อให้ตายฉันก็จะไม่ให้ข้าวที่เราปลูกไปเป็นเสบียง ให้มันมีแรงมาฆ่าคนไทย”

อูจีกระชากสไบจะฆ่าทิ้ง ผู้ใหญ่แสงทนไม่ไหว ต้องยอมตกลง สไบดิ้นรนจะไม่ยอม ผู้ใหญ่แสงเลยต้องพูด

“พ่อไม่ได้ห่วงแค่เอ็ง...สไบ พ่อต้องรักษาชีวิตลูกบ้านไว้ เป็นเชลยยังมีลมหายใจ ดีกว่าต้องตายกันหมด”

สไบน้ำตาไหลพราก คับแค้นใจเหลือเกิน ไม่ต่างจากดอกรัก เจ็บใจนักที่ปกป้องชาวบ้านในหมู่บ้านไม่ได้เลย

ooooooo

พวกทัพนั่งหารือแผนการรบข้าศึกชาวอังวะที่กุฏิพระเที่ยงอีกหลายเพลา เลยได้รู้ว่าพวกฟักต้องเจ็บช้ำสักแค่ไหน ที่เห็นพี่น้องชาวไทยถูกเข่นฆ่าและข่มเหงระหว่างทาง ที่สำคัญเหล่าอดีตทหารม้าแห่งกรุงศรีฯ ยังสืบรู้มาว่าพวกข้าศึกคงมาถึงบ้านคำหยาดในไม่ช้า ทัพไม่กลัว อาสาป้องกันหมู่บ้าน โดยมีพวกฟักอาสาร่วมด้วย

ท่าทางฮึกเหิมของลูกชายและเหล่าอดีตทหารม้า ทำให้พระเที่ยงส่ายหน้าอ่อนใจ “พวกเอ็งคิดดีแล้วหรือ จะรบเยี่ยงโจร...มิใช่ทหาร โดยเฉพาะเอ็งไอ้ทัพ...เอ็งเป็น ลูกหลวงพ่อ นายทหารแห่งวิเศษไชยชาญ”

“ฉันไม่เคยลืมว่าเป็นลูกทหาร ตัวเองก็เคยเป็นทหาร แต่หลวงพ่อก็รู้ ว่าฉันต้องกลายเป็นคนหนีทัพเพราะอะไร”

ทัพมีสีหน้าเคร่งขรึมลง ยามที่นึกถึงอดีต โดยเฉพาะถึงสาเหตุที่ต้องกลายเป็นคนหนีทัพ เหล่าอดีตทหารม้ากับพระเที่ยงได้แต่มองมาด้วยความเห็นใจ เมื่อนึกถึงภาพในวันวานเมื่อราวหนึ่งปีก่อน ตอนที่ทัพ สังข์และขาบกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด หลังจากผ่านสงครามครั้งใหญ่จนแทบไม่มีแรงยืน

อดีตทหารกล้าจำได้ดี ว่ากลับไปเยี่ยมบ้านเกิด โดยมีเฟื่องไปรอรับถึงตลาดบ้านคำหยาดด้วยความคิดถึง แฟงซึ่งเกาะติดพี่สาวแจหมั่นไส้ เลยแขวะเข้าให้ ตามประสาคนหวงพี่สาว แถมเผื่อแผ่ถ้อยคำเหน็บกัดไปยังขาบ ที่จ้องเฟื่องตาไม่กะพริบ สังข์พยายามช่วยปกป้องเพื่อนรัก แต่ก็ถูกแฟงตอกกลับแบบไม่ไว้หน้า ทำให้เป็นที่เจ็บแค้นนัก

แฟงไม่รู้ตัวเลยว่าทำให้สังข์โมโหแค่ไหน วิ่งเล่นไปทั่วหมู่บ้านตามประสาหญิงแก่นแก้ว ส่วนทัพรีบกลับเรือนไปดูอาการแม่ซึ่งป่วยออดๆแอดๆมาหลายปี จวงส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะบอกว่าแม่ไม่ดีขึ้นเลย แม้ว่าพระเที่ยงจะส่งยามาให้หลายห่อแต่ก็ไม่ดีขึ้น ทัพเลยตัดสินใจจะพาแม่ไปรักษากับหมอเก่งๆ ไม่ต้องทรมานแบบนี้อีก

ด้านสังข์กับขาบ...ไปคุยกับเทิดผู้ใหญ่บ้านคำหยาด เรื่องเกณฑ์ทหารเพิ่ม และทูนลูกชายคนเดียวของเทิดก็ถึงเกณฑ์แล้ว เทิดหน้าซีด เช่นเดียวกับลูกชายคนเดียวที่แอบฟังไม่ไกลกันนั้น

“ไอ้ทูนมันเป็นลูกชายคนเดียวของน้า มันไม่เคยจับดาบเลย พ่อสังข์พ่อขาบเป็นคนสนิทคุณพระนาย พอช่วยคนบ้านเดียวกันได้ไหม” เทิดเปิดกำปั่นหยิบถุงสินบนเล็กๆน้อยๆให้ “ช่วยน้องมันหน่อยเถอะนะ”

สังข์กับขาบมองถุงเงินตรงหน้า ก่อนจะหันไปสบตาทูนที่มองมาแบบลุ้นๆ

“ฉันก็มองไม่เห็นทางเลือกอื่นดอก นอกจากจะหาคนไปออกศึกแทนลูกชายน้าเทิด”

จบคำขาบ เทิดก็พยักหน้ารับรู้ โดยมีสังข์มองมาด้วยแววตาเจ้าเล่ห์...แค่นั้นก็สิ้นเรื่อง

แต่ความลับเรื่องสินบนกลับไม่เป็นความลับอีกต่อไป เมื่อแฟงแอบได้ยินจากคนอื่น และหยิบมาประจานสังข์กับขาบกลางตลาด เพราะโกรธที่สองหนุ่มไม่ยอมให้ทัพพาแม่ไปหาหมอ สังข์ตกใจมาก แต่ยังตีหน้าตายสวนกลับ

“ยุ่งน่ะ...แฟงเป็นผู้หญิงก็อยู่ส่วนผู้หญิง ไปหุงข้าว ต้มแกงอยู่ก้นครัวโน่น”

“เรื่องก้นครัว...ฉันไม่บกพร่องอยู่แล้ว ว่าแต่พี่สังข์ พี่ขาบเถอะ บกพร่องเรื่องตัวเองหรือไม่ เห็นชาวบ้านเขาว่าวันก่อนขึ้นเรือนลุงเทิด หายไปนานสองนานแล้วไอ้ทูนก็รอดเกณฑ์ไม่ต้องเป็นทหาร ได้มาคนละกี่อัฐล่ะ”

สังข์กับขาบหน้าเจื่อน เมื่อต้องเจอสายตาเหยียดหยามจากชาวบ้านบริเวณนั้น โดยเฉพาะทัพที่โกรธจัด

“จริงหรือไอ้สังข์...มึงรับอัฐช่วยลูกน้าเทิดหรือ แต่กับกูมึงไม่เห็นใจ”

“มึงจะเชื่อลมปากนังแฟงมากกว่าเพื่อนหรือ นังแฟงมันใส่ความข้าช่วยเอ็ง”

แฟงสาบานต่อหน้าทุกคนทันที ขอใฟ้ฟ้าผ่าตายถ้าพูดปด จวงเลยท้าให้สังข์สาบานบ้าง ชาวบ้านต่างจ้องเขม็ง เตรียมเอาเรื่องเต็มที่ สังข์ไม่กล้าเพราะรู้แก่ใจว่าตัวเองรับสินบนจริง เลยได้แต่ตีหน้าตึง โมโหกลบเกลื่อน

“กู...นายกองสังข์ มึงเป็นแค่ทหารปลายแถวใต้บังคับหลวง ต้องเชื่อฟังกู...ไอ้ทัพ”

“มึงเป็นนายกองได้เพราะฝีมือหรือฝีปาก กูเพิ่งรู้ว่าลิ้นมึงตวัดยาวถึงหู เพราะน้าเทิดทำอัฐเล็กๆน้อยๆกระเด็น”

“หยุดนะไอ้ทัพ มึงกำลังด่านายกองทหารกรุงศรี”

“มึงกล้าใช้คำนี้หรือ รบที่นครสวรรค์ มึงสองคนก็หนีหัวหดทั้งๆที่สู้ได้”

สังข์เดือดจัด ถีบยอดอกทัพโดยไม่ให้ตั้งตัว ชาวบ้านแตกฮือ วิ่งหนีคนละทิศละทางเพราะกลัวลูกหลง สังข์ย่ามใจ จะเตะซ้ำ แต่ทัพกลิ้งหลบทัน โดยมีแฟงระวังหลังให้ และคว้าท่อนไม้ใกล้มือมาเตรียมพร้อม

“ลุกขึ้นมาไอ้ทัพ แล้วไปกับกูดีๆ ไม่งั้นกูจะรายงานว่ามึงจงใจหนีทัพ” สังข์สั่งเสียงเข้ม

“กูไม่ไป...คนอย่างกูขอรับใช้นายที่ดีมีความยุติธรรม ไม่ใช่นายชั่ว รักตัวกลัวตาย เห็นแก่อัฐ เห็นแก่ยศถาบรรดาศักดิ์ บ้านเมืองจะพินาศก็เพราะคนมีอำนาจแต่สันดานเลวอย่างมึง”

สังข์เหลืออด เงื้อดาบจะฟัน แฟงรีบโยนท่อนไม้ให้ทัพ ขาบเห็นท่าไม่ดีเลยเข้าช่วยนายกองเพื่อนรัก แต่ก็ยังเอาชนะทัพไม่ได้ แฟงมองตามลุ้นๆ และถือโอกาสปาท่อนฟืนใส่หัวสังข์ ขาบเลยจะเข้ามาจัดการ แต่ก็ต้องถอย เมื่อเฟื่องปรี่มาขวาง ปกป้องน้องสาวคนเดียวเต็มที่ ก่อนจะร้องบอกให้จวงพาทัพหนี สังข์เจ็บใจมาก ตะโกนไล่หลัง

“ไอ้ทัพ...กูจะตามจองล้างจองผลาญมึง กูจะจองเวรมึง มึงจะต้องไม่มีที่ซุกหัวบนแผ่นดินนี้!”

ooooooo

จันทร์ทำแผลให้ลูกชายอย่างเบามือ น้ำตาไหลไม่หยุด เมื่อรู้ว่าต้องจากกันอีกแล้ว เพราะลูกชายต้องคดีหนีทหาร จวงเอาผ้ามาห่อเสบียงกรังหลายอย่างพอให้พี่ชายประทังชีวิตในป่าได้อีกหลายเพลา ทัพได้แต่กอดน้องกับแม่ที่สะอื้นไห้ไม่หยุดด้วยความสะเทือนใจ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง

จันทร์สบตาลูกชายนิ่ง ก่อนจะสั่งเสีย “รีบไปซะไอ้ทัพ ไปหาหลวงพ่อเที่ยง ท่านต้องช่วยเอ็งได้แน่ รีบไปก่อนที่ไอ้สังข์ ไอ้ขาบ มันจะเอาทหารกรุงมาจับเอ็ง แล้ววันหนึ่งความดีจะต้องพิสูจน์ว่าเอ็งไม่ผิด”

ทัพดึงตัวเองจากอดีต ภาพความทรงจำเมื่อหนึ่งปีก่อนยังตามหลอกหลอนให้เจ็บใจถึงบัดนี้

“ไอ้สังข์ ไอ้ขาบ มันสอพลอเอายศเอาตำแหน่ง ไม่ใช่นักรบ แล้วจะให้ฉันไปเป็นลูกน้องรับใช้มันหรือหลวงพ่อ”

เคลิ้มได้ฟังก็อดของขึ้นไม่ได้ เกลียดนักพวกคนประจบสอพลอเอาหน้า แต่ไม่กล้าสู้ข้าศึกจริงๆ เอิบพยักหน้าเห็นด้วย กลุ้มใจเหลือเกิน เพราะเพลานี้บ้านเมืองแทบร้อนเป็นไฟ เพราะถูกเข่นฆ่าปล้นสะดมไม่เว้นแต่ละวัน ไหนจะพวกคนใหญ่โตที่แบ่งเหล่าแบ่งก๊กกันจนไม่รู้ว่าควรจะยืนตรงไหน และที่แย่สุดคือพวกโจรคนไทย ที่ดักปล้นและฆ่าชาวไทยด้วยกันเอง เหมือนจะซ้ำเติมบาดแผลในใจให้ต้องช้ำแทบกระอักกันไปกว่านี้

พระเที่ยงส่ายหน้าอ่อนใจ สงครามที่เคยผ่านมา ทำให้นึกปลงสังเวช เพราะจะกี่ครั้ง เหตุการณ์ก็ไม่เคยเปลี่ยน

“บ้านเมืองไม่ปกติ เพราะความโลภเป็นใหญ่ ทั้งที่สุดท้ายก็ต้องตาย เหลือแค่เถ้ากระดูกกองเดียวกันทุกคน พอพระเจ้าอยู่หัวองค์ก่อนทรงผนวช ข้าจึงตั้งใจเอาร่มพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่ง ลาภ ยศ อัฐ ทั้งหลายมันคือสิ่งที่เราสมมติขึ้น แต่ยังมีบางคนยอมตายเพื่อมัน อนาถใจนัก เอ็งแน่ใจนะว่าจะไม่อยู่ใต้บังคับหลวงอีกต่อไป...ไอ้ทัพ”

“ฉันตัดสินใจแล้วจ้ะหลวงพ่อ พวกฉันจะสู้เยี่ยงโจร ฉันจะเป็นโจรที่ไม่หวังทรัพย์สินใดๆ เพียงแค่อยากจะรักษาที่อยู่ที่กินของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เอาไปทำกินชั่วลูกชั่วหลาน ถ้าใครมาปล้นมาข่มเหง ก็จะปกป้องเอาชีวิตสังเวยแม่พระธรณี พระแม่โพสพ ให้รู้ว่าคนไทยไม่มีวันยอมยกแผ่นดินให้ใครหน้าไหนมาแย่งเอาไปได้ง่ายๆ”

หลังตัดสินใจร่วมอุดมการณ์ลอบฆ่าข้าศึกกับทัพแล้ว ฟักก็กลับเรือนไปกราบแม่และเยี่ยมน้องสาวทั้งสอง เฟี้ยมกอดลูกชายคนโตด้วยความรักและคิดถึง โดยมีเฟื่องกับแฟงมองมาด้วยแววตายิ้มๆ ดีใจมากที่พี่ชายได้กลับบ้านเกิด แต่ความสุขของสี่คนแม่ลูกก็สั้นนัก เมื่อฟักแจ้งข่าวร้ายว่าต้องลาแม่กับน้องสาวไปอีกครั้ง

“พี่ทัพไม่ยอมไปเป็นข้ารับใช้นายกองสันดานเห็นแก่ตนอย่างพวกไอ้สังข์ พวกฉัน หมู่เคลิ้ม ไอ้เอิบและไอ้ช่วงที่แตกทัพมา ก็คิดจะตามพี่ทัพไปดักปล้นค่ายอังวะด้วย”

เฟี้ยมกับเฟื่องเป็นห่วง ไม่อยากให้ฟักเป็นขบถ ต่างจากแฟง สนับสนุนเต็มที่ และอาสาดูแลแม่กับพี่สาวเอง แถมประกาศลั่น ถ้าเป็นชายจะขอตามไปด้วย ฟักยิ้มเอ็นดูน้องสาวคนเล็ก ก่อนจะเร่งให้ทุกคนเก็บของ จะพาย้ายหนีไปบ้านญาติที่กระทุ่มด่าน พร้อมจันทร์และจวงที่ทัพจะพามาสมทบ

เวลาเดียวกันที่เรือนทัพ...สังข์กับขาบนำทหารจำนวนหนึ่งไปคุมตัวจันทร์กับจวงให้อพยพเข้ากรุงศรีฯ เช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่นๆ ทัพซึ่งเพิ่งกลับเรือน รีบถลามาขวาง แต่ก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะสังข์นำทหารมาล้อมไว้ไม่น้อย สังข์ขู่ให้อดีตเพื่อนรักวางดาบ แลกกับการละเว้นโทษหนีทหาร แต่ทัพยืนกรานไม่ยอมก้มหัวให้ง่ายๆ

“ข้าไม่เคยขอให้เพื่อนชั่วอย่างเอ็งมาช่วยข้าเลย...ไอ้สังข์”

“เอ็งจะต้องโดนกุดหัวเสียบประจานในฐานะขบถ... ไอ้ทัพ ทางเดียวที่เอ็งจะรอด คือยอมก้มกราบข้าขอชีวิต”

ขาบส่งสัญญาณให้ทหารคุมตัวจันทร์กับจวง ทัพร้องเรียก แต่ถูกขาบแหวกลับ

“ยอมซะไอ้ทัพ...ก้มกราบนายกองสังข์ซะ ข้าจะเห็น แก่ความเป็นเพื่อนของเรา ไว้ชีวิตแม่กับจวง น้องสาวเอ็ง”

จวงส่ายหน้าไม่ให้พี่ชายยอม สังข์กะหยิ่มยิ้ม มั่นใจมากอดีตเพื่อนรักไม่สู้แน่ แต่ก็ผิดคาด เมื่อทัพปรี่ไปกระชากตัวลงจากหลังม้า ถีบไปกลางลาน ก่อนจะชักดาบมาเตรียมพร้อม

“ถ้าเอ็งเห็นแก่ความเป็นเพื่อน ก็หยิบดาบมาฟันกับข้าให้ละเอียดอย่างลูกผู้ชาย...ไอ้สังข์ แล้วถ้าใครหน้าไหนคิดจะช่วยนายรุมข้า ก็เข้ามา...ข้าจะฟันให้พวกเอ็งแบกเศษศพนายกองสังข์กลับไปคนละชิ้น”

ศักดิ์ศรีที่มีเต็มเปี่ยม ทำให้สังข์ลุกพรวดคว้าดาบมาฟาดฟันทัพอย่างไม่ลดละ

“เอ็งฆ่าข้า เท่ากับฆ่าทหารกรุงศรี โทษหนักแค่ไหน เอ็งก็รู้นะไอ้ทัพ”

“ทหารชั่วอย่างเอ็ง มันก็เหมือนศัตรูดีๆนี่เอง เอามาแต่ความฉิบหายวายวอด ไม่ควรอยู่เป็นเสนียดบ้านเมือง”

ทัพใช้ชั้นเชิงที่เหนือกว่า จ่อดาบใกล้คอสังข์ ขาบจะช่วยนายกองเพื่อนรัก แต่ไม่ทันขยับ ฟักก็โผล่มาถีบจากข้างหลังเสียก่อน ตามด้วยแฟงกับเฟื่อง ไปช่วยแก้มัดให้จันทร์และจวง ทัพกดดาบที่คออดีตเพื่อนรัก ก่อนจะบังคับให้สัญญาอย่างลูกผู้ชาย จะไม่มายุ่งวุ่นวายกับทุกคนในครอบครัวเขาและครอบครัวเฟื่องอีก สังข์จะไม่สัญญา แต่ก็เสียวคมดาบอีกฝ่าย สุดท้ายเลยต้องตะโกนสั่งให้ถอยอย่างเสียไม่ได้ ทัพลดมือลง ก่อนขู่ให้ได้ยินกันสองคน

“อย่ามาที่นี่อีก เพราะคราหน้าคมดาบกูจะดื่มเลือดมึง คอมึงจะขาดกระเด็นเป็นผีอยู่ที่นี่...ไอ้สังข์!”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สนุก–อร่อยหน้าจอ

สนุก–อร่อยหน้าจอ
14 พ.ค. 2564

22:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 23:39 น.