ข่าว

วิดีโอ



บางระจัน

อ่านเรื่องย่อ

แนว: แอ็กชั่น-ชีวิต-ประวัติศาสตร์

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: คฑาหัสต์ บุษปะเกศ / ฟ้าฟื้น

กำกับการแสดงโดย: พงศกร เมตตาริกานนท์, ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด

ผลิตโดย: บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: พงศกร เมตตาริกานนท์,ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด ,พศุตม์ บานแย้ม,ศิรพันธ์ วัฒนจินดา,ปรมะ อิ่มอโนทัย

ใจคลานออกจากอุโมงค์ลับด้วยความยากลำบาก หัวใจปวดร้าวเต็มทีที่เมียรักไม่ยอมหนีมาด้วย แต่ถึงกระนั้น...อดีตพรานหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้ หมายมาดจะกลับไปค่ายระจันอีกครั้ง...พี่ต้องเอาตัวสไบกลับมาให้ได้!

ฟากพวกบ้านคำหยาด...ออกตามล่าหาตัวใจกันให้วุ่น สังข์เจ็บแค้นมาก อยากบั่นคออดีตพรานหนุ่มใจแทบขาด แต่ก็ไม่มีโอกาส สไบหน้าเสีย กังวลใจกับคำบอกเล่าของผัว ว่าค่ายบ้านระจันคงไม่รอด ถูกพวกอังวะยิงถล่มในอีกไม่กี่เพลา และจะไม่มีวันยกทัพกลับ แม้ว่าจะมีน้ำหลากท่วมก็ตาม ทัพเครียดหนัก อยากรู้ว่าใจรู้เรื่องปืนใหญ่หรือไม่ สไบไม่กล้าเดา แต่ก็มั่นใจว่าผัวรักคงรู้ ถึงกล้าบุกมาถึงนี่ เฟื่องพยักหน้าเห็นด้วย

อัลบั้ม: ละครฟอร์มยักษ์ "บางระจัน"

“เขารู้ว่าเราต้องสู้ เขาเลยเสี่ยงเข้ามาเอาตัวสไบ...เขาคงรักสไบจริงๆ”

“ฉันไม่มีวันหนีเอาตัวรอดคนเดียว ยังไงฉันก็จะสู้กับทุกคนในค่ายนี้”

สไบประกาศกร้าว โดยมีแฟงยิ้มให้กำลังใจ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ...เราจะสู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่!

พิธีหล่อปืนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ท่ามกลางความหนักใจของสองขุนนางใหญ่ รวมทั้งหลวงพ่อธรรมโชติ ซึ่งมองเห็นนิมิตบางอย่าง บอกว่าเวลาของชาวค่ายนั้นเหลือน้อยเต็มที เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์เห็นสีหน้าพระอาจารย์ก็สงสัย

หลวงพ่อธรรมโชติได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ “เห็นทีคงหนีชะตาแผ่นดินไม่พ้นเสียแล้ว”

เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์สีหน้าไม่ดี แต่ไม่ทันเอ่ยถาม หลวงพ่อธรรมโชติก็พูดขึ้นก่อน

“โยมเจ้าคุณจงพาคณะกลับกรุงศรีอยุธยาเถิด โยมเจ้าคุณทำดีที่สุดแล้ว”

“แต่กระผมอยากอยู่รอแกะพิมพ์ก่อนพระคุณเจ้า”

“โยมไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว รีบกลับไปป้องกันกรุงศรีเถิด ค่ายบ้านระจันนี้เป็นหน้าที่ของชาวค่ายเอง”

“นี่คือนิมิตที่พระคุณเจ้าได้เห็นหรือ”

“ชะตาชีวิตคนเราเกิดแต่กรรม สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นไปตามกรรม กลับไปเถิด เราต่างมีกรรมวาระต่างกัน”

“แล้ว...ชาวค่ายจะรู้สึกอย่างไร เขาจะเสียขวัญ”

“ก็...อย่าบอก พาคณะออกไปทางหลังค่ายเงียบๆ”

เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์นิ่งเงียบ ก่อนจะคุกเข่าพนมมืออย่างยอมจำนน แต่อยากขอพบทัพเพื่ออำลา หลวงพ่อธรรมโชติถอนใจยาว พยักหน้ารับจะให้ทัพตามไปพบที่ป่าหลังค่ายในเวลาไม่นาน

กว่าทัพจะทราบเรื่อง พวกเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ก็ควบม้าไปรอที่ชายป่าแล้ว อดีตทหารกล้าจากบ้านคำหยาดควบอ้ายเลาไปพบทั้งน้ำตา ก่อนจะก้มกราบเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์อย่างสำนึกในบุญคุณ

“ข้าไม่อาจกลับกรุงศรีโดยไม่ลาเอ็ง อยากขออภัยเอ็ง ที่ช่วยได้เท่านี้จริงๆ”

“แค่นี้ก็เป็นพระคุณแก่เกล้ากระผมอย่างหาที่สุดไม่ได้แล้ว อย่าร่ำไรอาลัยเกล้ากระผมเลย หนทางเข้ากรุงศรีอยุธยาคงแคบลงกว่าเดิม ท่านเจ้าคุณและคณะจะมิปลอดภัย”

“เอ็ง...และชาวค่ายระจันนี้ หัวใจมันกล้าเกินคน เป็นบุญข้านักที่ได้มีโอกาสเห็นหน้าพวกเอ็งทุกคน”

“เกล้ากระผมขอสาบานว่าจะขอปกป้องแผ่นดินนี้ด้วยชีวิต”

“ข้าก็จะขอให้สัตย์สาบานกับเอ็ง ว่าข้าจะรักษาแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาด้วยชีวิตข้าเช่นกัน”

“อย่างไรเสีย...แผ่นดินกรุงศรีก็สำคัญกว่าชีวิตพวกเกล้ากระผมมากนัก”

“ไม่มีแผ่นดินไหนจะสำคัญกว่าแผ่นดินของเรา เรายอมตายเพราะมันเป็นแผ่นดินของเรา”

ทัพก้มกราบทั้งน้ำตา ไม่ยอมเงยหน้า พระศักดิ์สงครามเห็นว่าถึงแก่เวลา แม้จะสงสารชาวค่ายแค่ไหน แต่ภาระหน้าที่ในเมืองหลวงก็ทำให้ต้องเอ่ยขอให้รีบไป เจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ตัดสินใจขึ้นม้าควบออกไปทันที ทิ้งทัพให้ค่อยๆเงยหน้ามองตามด้วยความสะเทือนใจ รู้ดีว่าเป็นชะตาชีวิตที่เลือกเอง...และถึงต้องตายก็จะไม่เปลี่ยนใจ

ooooooo

พวกบ้านระจันไม่มีโอกาสคร่ำครวญหรือคิดมากกับการจากไปของสองขุนนางใหญ่จากกรุงศรีฯ เพราะมัววิ่งวุ่นหนีปืนใหญ่จากพวกอังวะ ที่กระหน่ำยิงเข้ามาอย่างบ้าคลั่งในอีกไม่กี่เพลาต่อมา

อานุภาพปืนใหญ่หลายสิบนัด ทำให้ชาวค่ายล้มตายราวผักปลา รั้วรอบขอบกำแพงที่เคยแน่นหนาก็พังทลายไม่มีชิ้นดี พวกนักรบเห็นท่าไม่ดีเลยจะแกะพิมพ์ปืนใหญ่

ยิงสู้ ทัพรีบห้ามเพราะยังไม่ถึงเวลา แต่พวกชาวบ้านก็ไม่ฟัง ช่วยกันแกะพิมพ์ปืนใหญ่อย่างเร่งรีบ ทัพได้แต่มองมาด้วยสีหน้าหมดหวัง ไม่รู้จะห้ามเยี่ยงไร

เสียงปืนใหญ่ไม่ได้ทำให้แค่พวกนักรบครั่นคร้าม แต่พวกชาวบ้านที่ไม่มีฝีมือจะป้องกันตัวเองก็วิ่งหนีกันให้จ้าละหวั่น โดยเฉพาะเฟี้ยมกับจันทร์ ตกใจมาก หนีไปรวมกับคนอื่นๆที่ศาลาเก็บของข้างวิหารโพธิ์สามต้น แต่ก็ไม่วายเป็นห่วงลูกๆ ร้องตะโกนสั่งให้ฟักที่มาช่วยดูแล ไปตามเฟื่อง แฟง ทัพและจวงมาสมทบ

ฟักรีบวิ่งไปตามคำสั่ง ไม่รู้เลยว่าทัพกำลังมองรอยร้าวบนปืนใหญ่ด้วยแววตาเศร้าสร้อย น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อคิดได้ว่าชะตาค่ายบางระจันคงเข้าตาจนเต็มที...ไม่มีปืนใหญ่แล้วเราจะใช้อะไรสู้

พวกอังวะยิงปืนใหญ่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง สไบไม่ได้ไปรวมกับคนอื่นที่หน้าค่าย แต่ช่วยพวกคนแก่และเด็กให้หนีไปที่ที่ปลอดภัย ใจซึ่งแอบลอบกลับเข้ามาอีกครั้ง เห็นเมียรักก็จะวิ่งไปหา สไบตกใจเดินหนี ใจเลยต้องรีบพูด

“พี่มาดี...พี่มีโอกาสครั้งนี้ครั้งเดียวสไบ ชุกคยีนายกองจะบุกก่อนวันเพ็ญมาฆะ สไบต้องหนี”

“คิดว่าฉันจะขี้ขลาดถึงขนาดนั้นหรือ”

“เพราะคนระจันไม่ขี้ขลาด เพราะคนระจันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ชุกคยีนายกองถึงใช้วิธีโหดเหี้ยมกับชาวระจัน”

“ฉันยอมตายที่นี่ ไม่มีวันหลบไปอยู่กับศัตรู...ฉันจะถือว่าเราตายจากกันแล้ว”

ใจขยับไปใกล้เมียรัก “แต่พี่ไม่เคยลืม...สไบ”

“ลืมฉันเสียเถิด จำไว้ก็ไม่มีวันได้สมหวัง”

“ไม่ลืม...พี่จะไม่มีวันลืม แม้หมดลมหายใจ”

สไบพยายามกลั้นน้ำตา ขอร้องผัว “ไปซะตอนนี้ อย่าให้ฉันต้องเรียกคนมาฟันคอพี่”

ใจดึงเมียมากอด สไบน้ำตาไหลพรากเมื่อได้ยินคำของผัว “จำไว้...พี่รักสไบ ไม่เคยคิดจะทอดทิ้ง ที่บากหน้ามาทั้งๆที่รู้ว่าอาจจะถูกจับ ถูกฆ่า ก็เพื่อรักษาชีวิตทุกคนที่นี่ พี่จะมาพาทุกคนหลบออกไป ทุกคนที่นี่ดีกับพี่ โดยเฉพาะสไบ...พี่รักสไบ ถึงรักไม่ได้ก็จะรัก รักไปจนวันตาย พี่มีอุโมงค์ลับ...สามารถพาสไบออกไปจากที่นี่ สไบไปกับพี่เถอะ”

สไบผลักผัวรักออกห่าง ตะโกนไล่ “ไป...ไปให้ไกล ที่นี่บ้านฉัน ฉันจะตายที่นี่!”

สไบเลือกจะหันหลังให้ผัวรัก ใจอยากเข้าไปกอดปลอบ แต่ก็รู้ดีว่าไม่มีวันเปลี่ยนใจเมียรักได้อีกแล้ว

ooooooo

เวลาเดียวกันที่ลานหน้าค่าย...พวกบ้านระจันร่ำไห้กันระงม เมื่อเห็นสภาพปืนใหญ่ โดยเฉพาะแฟง โผกอดทัพด้วยความสะเทือนใจ หลวงพ่อธรรมโชติกวาดตามองทุกคนด้วยแววตาสงสารและเห็นใจ

“บุญของชาวระจันยังไม่ถึงจะมีปืนใหญ่มาประดับบารมี...ลูกเอ๋ย”

ชาวค่ายหันไปมองทั้งน้ำตา ก่อนจะก้มกราบบนพื้น หลวงพ่อธรรมโชติเลยเตือนสติ “อย่าทุกขเวทนาเป็นสังเวชเลยลูก การไม่มีปืนใหญ่มิได้หมายความว่าทุกอย่างจะดับสูญ ความกล้าของตนต่างหากคือบารมีคุ้มตัว”

เหล่าชาวค่ายเงียบไปอึดใจ อยากสู้แต่ก็อ่อนล้าเต็มที ไม่รู้จะเหลือแรงไว้ปกป้องบ้านเมืองอีกนานแค่ไหน

หลวงพ่อธรรมโชติต้องปลอบ “การพลัดพรากเป็นเพียงการพ้นไปจากความเคยชิน ความรักความห่วงเป็นเพียงความรู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา แท้จริงในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย จงแยกย้ายกันไปตามบุญของตนเถิด”

กล่าวจบก็เดินเข้าโบสถ์อย่างสงบ ทิ้งพวกชาวบ้านให้ร้องไห้กันระงม ก่อนจะวิ่งหนีกันไปคนละทิศละทางเพื่อหนีตาย สังข์ร้องห้าม กลัวไปได้ไม่ไกล จะถูกข้าศึกล้อมฆ่าเสียก่อน แต่ก็ไม่มีใครฟัง สไบที่เพิ่งมาสมทบ ได้ยินและได้เห็นความวุ่นวายก็ตัดสินใจจะพามุดอุโมงค์ที่ใจเคยบอก โดยมีพวกนักรบช่วยสนับสนุนเต็มที่

สไบพาพวกชาวบ้านบางส่วนออกไปแล้ว ขาบขยับไปใกล้เฟื่อง ขอให้เธอตามไปด้วย

เฟื่องส่ายหน้าทั้งน้ำตา “พี่ขาบ...พี่อย่าทิ้งฉันนะ”

“เราคงทำบุญร่วมกันมาเพียงเท่านี้ ไปเถอะ...แม่แกคงไม่ยอมทิ้งเฟื่องไว้กับพี่”

เฟื่องโผกอดผัวร้องไห้ ขาบเห็นท่าไม่ดี เลยร้องบอกให้ฟักมาดึงเมียรักออกไป จวงร่ำไห้ไม่ต่างจากเพื่อนรัก อ้อนวอนขออยู่ด้วย แต่สังข์ไม่ยอม อยากให้เมียรักไปอยู่ดูแลแม่มากกว่า

“พี่อยู่...ฉันก็จะอยู่ ฉันจะอยู่สู้กับพี่”

“ไม่ได้...พี่เป็นทหาร ชีวิตพี่มอบให้แผ่นดินแล้ว จวงพาแม่หนีไปเถอะ การรบเป็นหน้าที่ของผู้ชาย”

จวงร้องไห้โฮ สังข์ต้องบอกให้ทัพมาพาออกไป โดยมีฟักช่วยอีกแรง ส่วนแฟงมองผัวด้วยท่าทางนิ่งสงบ ไม่แสดงความอ่อนแอให้เห็น ทัพเลยตัดสินใจเด็ดขาดวิ่งนำทุกคนออกไป โดยมีพวกเคลิ้มมองตามด้วยความเห็นใจ

ทัพพาจวงกับแฟงไปสมทบสไบ จันทร์โผกอดลูกแน่น ร้องไห้แทบขาดใจ เมื่อลูกชายคนเดียวบอกให้หนี

“ไม่...ไม่นะทัพ แม่จะอยู่กับเอ็ง จะตายก็ตายด้วยกัน แม่ไม่ไปไหน”

ทัพไม่พูดอะไร ก้มกราบแทบเท้า เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง ฟักก้มกราบเฟี้ยมบ้าง ขอให้พาพวกสาวๆหนีก่อนจะสายเกินไป จันทร์กับเฟี้ยมลังเล แฟงเลยตัดสินใจเดินนำแม่ไป ทัพใจหาย แต่ก็ไม่ห้าม จวงร้องไห้ปิ่มจะขาดใจ แต่สุดท้ายก็ยกมือไหว้ขอโทษแม่ ก่อนบอกว่าคงทดแทนบุญคุณได้แค่นี้ เพราะทำใจทิ้งสังข์ไม่ได้จริงๆ

จวงวิ่งกลับไปหาสังข์แล้ว จันทร์ร้องไห้โฮแฟงเลยต้องพาแยกไป ทัพตามไปรั้งตัวไว้ ก่อนจะปล่อยและตัดใจเอ่ยคำลา ขอให้เธอดูแลลูกให้ดี อย่ากังวล...เพราะผัวรักจะอยู่ที่นี่ รักษาค่ายจนลมหายใจสุดท้าย

พวกพ่อค่ายช่วยกันลากปืนใหญ่ไปยิงสู้พลางให้กำลังใจกันและกัน ว่าทำทุกอย่างเพื่อชาติ ไม่เสียดายเลยหากต้องตายเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินนี้ ทัพตามมาสมทบพวกบ้านคำหยาด พร้อมกับจวงและเฟื่องที่ตัดสินใจอยู่สู้กับผัว

เฟื่องมองไปทางขาบ ส่งยิ้มให้ “ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ฉันจะไม่มีวันทิ้งพี่ไปไหน”

เช่นเดียวกับจวง พร่ำบอกผัวรัก “ฉันไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว ให้ฉันได้อยู่สู้อย่างเมียทหารเถอะนะ”

ระหว่างที่พวกบ้านคำหยาดช่วยกันลากปืนใหญ่ที่หน้าค่าย...พวกแฟงกับสไบก็ต้องเจอกับศึกหนัก เมื่อถูกพวกอังวะเข้าขวาง ไม่ให้ไปถึงอุโมงค์ลับของใจ ชาวบ้าน หญิงที่ตามมาด้วยสู้ยิบตา จันทร์กับเฟี้ยมต้องช่วยกันต้อนเด็กๆหนีไปอีกทางอย่างทุลักทุเล โดยมีแฟงกับสไบช่วยระวังหลังให้ จนไปถึงอุโมงค์ลับได้ในที่สุด

ooooooo

สไบกับแฟงส่งพวกแม่และเด็กๆเข้าอุโมงค์แล้วตัดสินใจกลับไปช่วยพวกในค่าย ทัพหันมาเห็นเมียรักก็ฝ่าระเบิดและปืนใหญ่ไปหา กอดเธอแน่นด้วยความรักและเป็นห่วง

“เอ็งกลับมาทำไม กลับมาทำไมแฟง”

“ฉันทิ้งพี่ไปไม่ได้ดอก ฉันจะตายอยู่กับพี่”

สองผัวเมียกอดกันร้องไห้ ยินดีตายในอ้อมกอดของกันและกัน โดยมีสไบมองมาด้วยความตื้นตัน ซึ้งใจไปกับความรักชาติของเพื่อนร่วมค่ายทั้งสอง สังข์เห็นแฟงกับสไบก็หัวเราะลั่น ก่อนจะชวนให้ขึ้นมาดูเขาจุดปืนใหญ่ยิงข้าศึก แต่อนิจจา...บุญของชาวค่ายคงน้อยนัก ปืนใหญ่ยิงได้ไม่กี่ครั้งก็ร้าวลึกจนน่ากลัว

ส่วนปืนใหญ่อีกกระบอกซึ่งขาบรับหน้าที่จุดก็ร้าวและเสียหายหนักไม่แพ้กัน พวกนักรบร่ำไห้ด้วยความ สะเทือนใจ ก่อนจะประกาศกร้าวขอสู้ตาย ไม่ยอมให้พวกอังวะเข้ามาย่ำยี

กว่าศึกจะสงบก็เย็นย่ำ พวกอังวะหยุดยิงปืนใหญ่ แล้ว พร้อมกับสภาพอ่อนแรงของชาวค่าย หลวงพ่อธรรมโชตินั่งสวดมนต์อย่างสงบในโบสถ์ โดยมีบรรดาชาวค่ายที่เหลือ เข้ามาพนมมือรับศีลและคำเตือนสติ

“เพลานี้ทุกข์ของโยมคือการสูญเสียปืนใหญ่ แท้จริงแล้วใช่หรือ โยมมิได้สูญเสียปืนใหญ่ ตราบใดที่โยมรักสามัคคี รวมตัวกันตั้งจิตมั่นรักษาแผ่นดิน ปืนใหญ่สองกระบอกก็ยังอยู่ เพราะอาวุธชั้นเยี่ยมของโยมคือความสามัคคี”

ชาวค่ายมีสีหน้าดีขึ้น หลวงพ่อธรรมโชติเลยพูดต่อ “ความสามัคคีนี้เราใช้รบข้าศึกมาถึงเจ็ดคราว หล่อหลอมสามัคคีต้านข้าศึกได้อย่างแข็งแกร่ง ศัตรู...จะมาจากแห่งหนใด ก็อย่าได้หวั่นเกรงใดๆ เมื่อเราสามัคคีกันแน่นแฟ้น สิ่งที่โยมตั้งมั่นไว้ คือการรักษาแผ่นดิน จะมีปืนใหญ่หรือไม่ โยมจะทุกข์ไปทำไม...เจริญพร”

ด้านทัพกับแฟง...นั่งอิงแอบกันที่เรือน ท่ามกลางหมู่ดาวและดวงจันทร์ลอยเด่น แฟงถอนใจยาว

“เราเกิดมาใต้ร่มฟ้าแผ่นดินนี้ เลือดเนื้อก็ต้องคืนให้แก่แผ่นดินนี้ ฉันไม่เสียดายเลย” แฟงกอดทัพ ซบไหล่ ก่อนจะรำพึงถึงลูกรักในท้อง “ลูกเอ๋ย...เดือนตะวันที่ส่องค่าย เพียงแต่แสงอ่อนๆ เจ้าก็หาได้เกิดมาลืมตาเห็นไม่ ร่มค่ายที่เจ้าจะได้ถือกำเนิดมาเป็นชาวระจันระหว่างศึก ก็จะได้แต่เพียงประนมมือตายอยู่ในท้องแม่เท่านั้น”

สองผัวเมียกอดกันร้องไห้ด้วยความสะเทือนใจ โดยเฉพาะทัพ กุมมือเมียรักแน่น

“แฟง...ความตายน่ะไม่มีใครจะหนีพ้น ไม้ใหญ่มันยังรู้โค่น เราหรือจะหนีตายได้ แต่แฟงเป็นเมียรัก เป็นเมียนักรบ ดาบหญิงฟันชายนั่นแหละมันแสนประเสริฐ มันจะเลื่องลือไปชั่วฟ้าว่าบ้านระจันมีหญิงตายเฝ้าค่าย”

เวลาเดียวกันที่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์หน้าวัดโพธิ์สามต้น...

จวงกับสังข์ตักน้ำด้วยกะลาใบเล็กขึ้นจบหัว สาบานและอธิษฐานจะขอเกิดเป็นคนไทย และได้เกิดเป็นคู่กันทุกชาติ เช่นเดียวกับขาบและเฟื่อง พนมมือบูชาพระประธานในโบสถ์

“รักในยามศึก ถึงชีวิตจะไม่แน่นอน แต่ลูกก็ขอสาบาน จะขอกอดคอกันตาย ทั้งชาตินี้และชาติหน้าไม่ห่างกัน”

ขาบหันไปยิ้มให้เมียรัก ก่อนจะเอ่ยสัญญาเสียงอ่อน “ลูกนี้ขอเกิดมาเป็นคู่ทุกข์คู่ยากกับแม่เฟื่องอีกร้อยชาติพันชาติ ขอให้กุศลที่ทำคุณกับแผ่นดินช่วยล้างกรรมชั่ว อย่าได้เหลือตามไปถึงภพหน้าเลย”

ในขณะที่ชาวค่ายผ่านพ้นค่ำคืนไปด้วยความยากลำบาก...ชุกคยีนายกองมอญกลับฮึกเหิม ประกาศให้โอกาสอองนายอีกครั้ง กลับเข้าค่ายบ้านระจันไปตัดหัวสไบ จอกยีโบมองมาอย่างท้าทาย รู้ดีว่าศิษย์รักคงทำไม่ได้เพราะเป็นคนใจอ่อน แต่ก็อยากวัดใจดูสักครั้ง...ข้าอยากจะรู้นักว่าเลือดอังวะในตัวเจ้านั้นยังเข้มข้นอยู่หรือไม่!

ooooooo

แม้จะรู้ดีว่าอาจต้องตายเป็นผีเฝ้าค่าย แต่พวกชาวค่ายก็ไม่หวาดหวั่น เตรียมตัวและใจมาอย่างดีจะรบเพื่อแผ่นดินอันเป็นที่รัก สไบห่มตะเบ็งมาน ซ้อมดาบกับหญิงชาวบ้านหลายคนที่ลานซ้อม ก่อนจะยกดาบของพ่อขึ้นเหนือหัว

“พ่อจ๊ะ...ลูกจะขอใช้ดาบพ่อเล่มนี้ปกป้องแผ่นดิน ขอวิญญาณพ่อจงมาอยู่ใกล้ๆลูก ชีวิตลูกที่เหลือไม่กี่เพลานี้ ไม่มีสิ่งใดต้องอาลัยแล้ว ขอได้แสดงความกตัญญูแทนพ่อ ปกป้องค่ายนี้ก็ถือสมค่าแก่ชีวิต สมกับที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ”

เช่นเดียวกับจวง แต่งตัวรัดกุม กำดาบแน่น “กลัวแสนกลัว ก็ต้องกอดคอกันตาย แรงน้อยก็จะสู้ประสาหญิง ตายมันเสียทั้งที่เป็นหญิงระจัน นอนศพเคียงยศไว้ให้คนเห็น”

สังข์มองเมียด้วยความรักและภูมิใจ พร้อมจะตายไปด้วยกัน ไม่หวั่นเกรงต่ออะไรเลย

ฟากขาบกับเฟื่อง...มองหน้ากันด้วยความรักล้นใจ ไม่เสียดายอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะถือว่าได้ทำเพื่อแผ่นดิน

“มือน้อยนุ่มนิ่ม จักโลมเล้าประคองหน้าผัวให้หายเหนื่อยเมื่อกลับจากหน้านา เนื้อนวล...ผัวเจ้าจักหายเหนื่อยเพียงชั่วประคอง แต่ยามศึกยามเข็ญ หญิงงามใช่จะหนีหน้า จับอาวุธมาหนุนหลังร่วมตาย”

เฟื่องยิ้มให้ผัวรัก กระซิบกระซาบคำหวานตอบที่ข้างหู เป็นที่ชื่นใจขาบยิ่งนัก “วาจาอ่อนเสนาะหู กลับปลอบใจชายให้ฮึกเหิม เสียงใสไพเราะของเจ้านั้นสะอื้นรักชาติ ร่างน้อยจักทอดเหนือดินแดนแทนฟูกนุ่มบนเหย้า”

สองผัวเมียโอบกอดกันแน่น จูบแก้มกันและกันด้วยความรักและอาลัย...แม้ต้องตายก็ไม่มีวันเสียใจ

เวลาเดียวกันที่เรือนทัพ...แฟงนั่งพิงหลังผัว ให้เขาผูกตะเบ็งมานให้ ก่อนจะสวมกอดกันแน่น

“ขอฝากนามไว้ให้แก่หญิงไทยที่จะเกิดมาภายหลัง ปลงใจบูชาชีวิตกตัญญูแก่ข้าวแดงแกงร้อน เดือดร้อนแทนแผ่นดินบ้านเกิดเถิด” ทัพเลื่อนมือมาแตะท้องเมียรัก แฟงกุมมือเขาแน่น “รักเหย้ารักแผ่นดิน ไม่ต้องให้ใครเคี่ยวเข็ญบังคับ ล้วนร่างอรชรของทัพสตรีที่จากเหย้า ห่างเปลมาจับดาบ ด้วยหัวใจกล้าเหลือหลาย ไม่แพ้ชายบนแผ่นดิน”

สองผัวเมียยิ้มให้กำลังใจกันและกัน ก่อนจะพากันไปที่ทุ่งเลี้ยงม้า เพื่อปล่อยอ้ายเลาเข้าป่า แฟงมองตามม้าคู่ใจของผัวด้วยความสงสาร ก่อนจะหันกลับมามองผัวรัก ที่เอาด้ายดิบพันดาบติดกับฝ่ามือให้อย่างทะนุถนอม

“จากนี้จนตาย ดาบจะไม่มีวันหลุดมือฉันเป็นอันขาด”

“แฟงเอ๋ย...มือนี้พี่เฝ้าถนอม แม้จับแรงก็ยังไม่กล้า ไยต้องมายอมให้พวกมันย่ำยี”

“ขอฉันซบบ่าพี่ร้องไห้เป็นครั้งสุดท้าย จากนี้ไปพี่จะไม่มีวันได้เห็นน้ำตาฉันอีก”

ฝ่ายพวกฟัก...ไปกราบขอพรจากหลวงพ่อธรรมโชติเป็นครั้งสุดท้าย เอิบกับช่วงก้มกราบทั้งน้ำตา เพราะคิดว่าคงไม่มีโอกาสได้บวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่อีกแล้ว หลวงพ่อธรรมโชติต้องเอ่ยเตือนสติ

“การประพฤติรักษาศีล ทำจิตให้บริสุทธิ์ ก็นับว่าเป็นกุศลแล้ว การตายคือการดับเพื่อไปเกิดใหม่ สรรพสิ่งนั้นเกิดมา ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นวัฏสงสาร ไม่มีอะไรมั่นคงตลอดไปดอก” หลวงพ่อธรรมโชติส่งห่อจีวรกับใบลานมัดคืนให้เอิบกับช่วง ขอให้เก็บติดตัวไว้ จะได้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

เอิบกับช่วงรับมามัดติดตัว เคลิ้มก้มกราบบ้าง แล้วถามด้วยความข้องใจว่าหลวงพ่อจะไปอยู่ไหน หากค่ายบ้านระจันแตก หลวงพ่อธรรมโชติกวาดตามองเหล่านักรบจากบ้านคำหยาดด้วยแววตานิ่งสงบ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

“ลูกเอ๋ย...หลวงพ่อจะอยู่รอพวกเจ้า จะอยู่รอทุกคนที่นี่ อย่างน้อยก็ขอได้สวดบังสุกุลให้แก่ทุกคนก่อน”

ด้านพวกพ่อค่าย...ไปรวมตัวกันที่ลานระเนียดหน้าค่าย พร้อมกับพวกนักรบชายหญิงที่มีใจสู้

พันเรืองเป็นตัวแทนกล่าวแทนพ่อค่ายทุกคน

“ขอลาตาย...เพื่อนเอ๋ย พี่น้องทั้งหลายเอ๋ย ร่มฟ้าจะคุ้มหัวเราชั่วแสงตะวันนี้ ไม่ทันดับเข้าเย็น ร่มค่ายหลังคาเรือนเขาจะยื้อไปเป็นเจ้าของ ใครล่ะจะให้มันมาปล้นบ้านระจัน ไม่มีชีวิตมาแลก ใครจะยอมให้เพื่อนเดินทัพลอยชายเข้ามาเหยียบถึงลานค่าย”

ตามมาด้วยนายทองแสงใหญ่ “ทุ่งบางระจันนี้เป็นพยาน หากกูไม่อาจป้องแผ่นดินนี้ได้ หญ้าเขียวระจันก็จะให้มันเปลี่ยนเป็นสีแดง ถึงฝนจักไม่มีอีกสักร้อยสักพันวัน กูก็จักขอใช้เลือดปลูกข้าว งอกเป็นรวงแดงฉานไปทั้งทุ่ง ยามไถหว่าน ลูกหลานก็จะพบแต่กระดูกนับด้วยหมื่น ให้เป็นเครื่องเตือนใจว่าพวกกู...รักแผ่นดินนี้แค่ไหน!”

ooooooo

กองทัพชุกคยีบุกมาด้วยใจฮึกเหิม พรั่งพร้อมด้วยไพร่พลนับพัน เตรียมมาถล่มชาวค่าย อองนายขี่ม้าร่วมขบวนมากับเพื่อนร่วมชาติ สังหรณ์ไม่ดีเลยเพราะดูท่าชุกคยีจะไม่ถอย จนกว่าคนระจันจะตายทั้งค่าย

พวกพ่อค่ายที่ประจำบนเชิงเทินค่ายมองไปทางกองทัพข้าศึกด้วยความหนักใจ แต่ไม่ย่อท้อ ขอสู้ตาย

“มันเคลื่อนหอปืนมาประชิดกำแพงค่ายเราแล้ว เราจะไม่ออกไปรบกลางแปลงกับมัน เราจะสู้ตายที่นี่”

ชุกคยีกับจอกยีโบทำหน้าที่บัญชาการรบ โดยมีอองนายมองมานิ่งๆ น้ำตาคลอด้วยความสะเทือนใจ ยิ่งเห็นชาวค่ายกล้าหาญ อาสารบจนตัวตาย ยิ่งเศร้าใจหนัก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนทรยศ

แต่สุดท้ายความอดทนของอองนายก็หมดลง เมื่อประตูค่ายที่เคยแน่นหนา พังทลายเพราะอานุภาพปืนใหญ่ อดีตพรานเลยตัดสินใจเด็ดขาด ควบม้าเข้าไปในค่ายแบบไม่สนใจอะไรแล้ว ชุกคยีมองตามประกาศกร้าว

“ตั้งแต่นี้ไป อองนายไม่ใช่คนอังวะอีกแล้ว สยา...สั่งบุก ฆ่ามันให้หมด!”

จอกยีโบควบม้าตามศิษย์รัก หวังตามไปฆ่าสไบให้ตายคามือ โทษฐานทำให้อองนายเปลี่ยนไปเยี่ยงนี้ พวกชาวบ้านระจันเฮโลหาพวกอังวะที่เพิ่งบุกเข้ามา ด้วยสีหน้าไม่กลัวตายและบ้าเลือด จนชุกคยีโมโหมาก คว้าปืนมายิงสวน ถูกพวกชาวบ้านล้มตายเป็นเบือ

รวมทั้งพันเรืองกับนายทองแสงใหญ่ กำลังสำคัญของค่ายอองนายหรือใจควบม้าฝ่าพวกชาวบ้านไปตามหาสไบ พวกนักรบตรงเข้าฟาดฟัน เขาก็ไม่สู้ ไม่อยากทำร้ายพวกบ้านระจันที่เคยช่วยเหลือเขามาตลอด และในที่สุดเขาก็เจอตัวเมียรัก สไบฟาดฟันกับข้าศึกอย่างไม่กลัวตายไม่ไกลกันนั้น แต่แล้วอองนายก็ต้องตาเหลือก เมื่อได้ยินเสียงจอกยีโบสั่งทหารให้จับตายสไบ!

ใจเบี่ยงตัวหลบจากพวกชาวค่าย พุ่งไปรับคมดาบของจอกยีโบแทนเมียรักจนเป็นแผลฉกรรจ์ที่กลางหลัง ก่อนจะถูกสไบลากตัวไปหลบหลังค่าย จอกยีโบเจ็บใจมาก ตั้งท่าจะตาม แต่ก็ไม่เห็นศิษย์รักเสียแล้ว

พวกพ่อค่ายจากบ้านศรีบัวทอง ทองแก้วและดอกไม้ร่วมรบกับพวกชาวบ้านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะถูกรุมฆ่าตายในที่สุด ท่ามกลางกองศพทหารอังวะหลายร้อย เช่นเดียวกับพวกฟัก นำพวกเข้าสู้กับข้าศึกแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ก่อนจะถูกพวกนายกองอังวะยิงตาย ทั้งที่สีหน้ายังคงห้าวหาญ มือกำดาบแน่น!

ชุกคยีนายกองมอญทึ่งมาก เมื่อเห็นชาวบ้านระจันไม่ละทิ้งค่าย ยอมสู้จนตัวตาย พวกนักรบบ้านคำหยาดยังรวมตัวกันสู้ที่แถวหน้าค่าย สังข์กับจวงหันหลังชนกัน ก่อนจะขาดใจตายเพราะคมดาบในอ้อมแขนของกันและกันสมใจ เช่นเดียวกับขาบกับเฟื่อง ที่ถูกต้อนไปจนถึงลานซ้อมอาวุธ ก่อนจะถูกแทงจนทรุดอยู่ข้างเคียงกัน

แฟงกับทัพซึ่งสู้อยู่ไม่ไกล รีบฝ่าข้าศึกมาหา เฟื่องรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ขอชีวิตหลานจากแฟงกับทัพ ขอร้องให้หนีไป ขาบซึ่งถูกระเบิดเลือดท่วมตัว ค่อยๆคลานเข้ามาหาเมียรัก กุมมือกันแน่น

“พี่รักเฟื่อง...รักเหลือเกิน เฟื่อง...บอกรักพี่สักคำได้ไหม เฟื่องยังไม่เคยบอกรักพี่เลย”

“ฉันได้ตายในอ้อมกอดพี่แล้ว”

“พี่...ต้องการหัวใจเอ็งด้วย เฟื่องรักพี่บ้างไหม”

“ชาตินี้...ขอฉัน ได้รักพี่ทัพคนเดียว ฉันขอมีรักเดียว อย่าให้คนทั้งแผ่นดินตราหน้าว่าฉันเป็นหญิงสองใจเลย”

“ทำไม...พี่ถึงไม่ได้หัวใจเฟื่อง”

“พี่ขาบ...ชาติหน้าฉันจะรักพี่ ขอให้เราได้พบกันอีก ฉันจะรักพี่คนเดียว”

สองผัวเมียขาดใจตายในอ้อมกอดกันและกัน ทัพกับแฟงร่ำไห้แทบขาดใจ ก่อนจะวิ่งหนีฝ่าดงข้าศึกไปทางหลังค่าย เวลาเดียวกับที่จอกยีโบควบม้าผ่านมาเห็นใจกับสไบอยู่ด้วยกัน หัวหน้ากองสอดแนมไม่รอช้า คว้าปืนมายิงใส่สไบให้สมแค้น ใจถลาตามเสียง ก่อนจะคลานไปหา กอดเมียรักไว้แนบอก

จอกยีโบมองศิษย์รักด้วยความโกรธจัด เอ่ยทิ้งท้ายเสียงกร้าว “ข้าสมเพชเอ็งนัก พวกระจันมันยังรักศักดิ์ศรี รักแผ่นดิน แต่เอ็งไม่มีเลย เพลานี้เอ็งได้ตายจากอังวะแล้ว แต่ข้าจะให้เอ็งอยู่อย่างคนตายทั้งเป็น!”

จอกยีโบควบม้าออกไปแล้ว ทิ้งใจให้มองเมียรักทั้งน้ำตา พร้อมกับสัญญาจะกลับมารักกันใหม่ในชาติหน้า

สไบยิ้มแตะมือซับน้ำตาให้ผัว “ฉันเชื่อ...ฉันเชื่อแล้วว่าพี่รักฉัน”

ใจสะอื้น ตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง เมื่อสไบขาดใจตายในอ้อมแขนในอีกไม่กี่อึดใจต่อมา

ฟากทัพกับแฟงก็รับศึกหนักไม่แพ้กัน แม้จะหนีไปถึงหลังค่าย แต่ก็ต้องเจอกับพวกอังวะหลายสิบนายล้อมรอบ แฟงพลาดท่าถูกฟันกระเด็นเข้าไปในพงหญ้า ทัพตกใจ ตะโกนเรียกสุดเสียง พยายามจะวิ่งหา แต่ก็ถูกพวกอังวะฟันไปจนแทบทรุด ทันใดนั้น...อ้ายเลาซึ่งไม่ยอมหนีเข้าป่า กระโจนมาขวางทัพไว้ แต่ก็ถูกทหารอังวะยิงจนขาดใจตายต่อหน้าต่อตาทัพ จอกยีโบผ่านมาเห็นทัพสู้ยิบตาก็แค้นใจ ควบม้ามาฟันฉับเข้าที่คอ!

กองทัพอังวะควบม้าจากไปแล้ว ทิ้งทัพให้นอนกำดาบแน่น ใกล้หมดลมเต็มที แฟงซึ่งอาการสาหัสไม่แพ้กัน ค่อยๆคลานมาหาผัว กุมมือกันแน่นด้วยความรักล้นใจ ทัพรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย กล่าวคำอำลาแผ่นดินอันเป็นที่รัก

“ลูกขอกราบลงที่แผ่นดิน กราบแม่พระธรณี กราบพระแม่โพสพ ที่เลี้ยงลูกมาให้เติบใหญ่ ให้ลูกได้มีที่อยู่ที่กิน ให้อาศัยเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ให้ลูกได้เป็นคนไทยบนแผ่นดินนี้ สมแล้วที่ลูกหวงแผ่นดินยิ่งชีวิต ได้ตายเพื่อแผ่นดิน บุญของลูกนักที่ได้แทนคุณแผ่นดินด้วยชีวิต”

ค่ายบ้านระจันแตก ไม่มีใครรอดชีวิตเมื่อวันจันทร์เดือน 8 แรม 2 ค่ำ พุทธศักราช 2308 นับเป็นเวลาถึงห้าเดือนที่พวกชาวค่ายร่วมใจกันต้านข้าศึกอังวะ ใจหรืออองนายเป็นผู้รอดชีวิตคนเดียวที่เคยสัมผัสกับความรักและสามัคคีของพวกชาวบ้านระจัน แม้วันเวลาผ่านไปหลายสิบปี อดีตพรานหนุ่มชาวอังวะที่ตัดสินใจบวชเป็นพระธุดงค์ก็ไม่เคยลืมเลือน

“นักรบบ้านระจัน สมัครสามัคคีเป็นหนึ่ง พลีเลือดพลีเนื้อเพื่อรักษา หวงแหนชาติ เสียงโห่...เสียงกึกก้องจับใจ จักลือไปชั่วแผ่นดินไทย ไม่มีวันสูญ...”

ooooooo

-อวสาน-


ละครบางระจัน ตอนที่ 17(ตอนจบ) อ่านบางระจัน ติดตามบางระจัน ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย พงศกร เมตตาริกานนท์,ณิชารีย์ โชคประจักษ์ชัด ,พศุตม์ บานแย้ม,ศิรพันธ์ วัฒนจินดา,ปรมะ อิ่มอโนทัย 20 ก.พ. 2558 07:28 2015-03-10T09:43:38+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ