ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

บ้านทรายทอง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่งละครรีเมค "บ้านทรายทอง" ลงจอ



พจมานทำท่าจะหลีกทางให้ชายกลางเข้ามาใช้ห้องสมุด แต่ชายกลางชิงพูดเรื่องต้องการให้เธอเรียนพิเศษดนตรีเพิ่มเติมจากที่โรงเรียน โดยนัดครูสอนเปียโนไว้แล้วเป็นเสาร์หน้า พจมานจะปฏิเสธเพราะเกรงใจแต่ชายกลางตัดบทด้วยการอ้างสิทธิ์ตนเป็นผู้ปกครองเธอแทนน้าพนา

การสนทนาของทั้งคู่อยู่ในสายตาเอมตลอดเวลา แม้ไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกันแต่เอมก็สาระแนไปฟ้องหม่อมว่าพจมานนัดชายกลางมาพบในห้องสมุด

ครั้นถึงเวลาอาหารลูกทุกคนพร้อมหน้า รวมทั้งครอบครัวของแพรวพรรณ หม่อมจึงถามชายกลางว่าให้พจมานเข้าไปจัดหนังสือในห้องสมุดหรือ
แพรวพรรณ หญิงเล็ก และโสมทำเป็นตักข้าวกินแต่เอียงหูฟังเต็มที่ ขณะที่ประสพมองชายกลางอย่างเห็นใจแล้วหันมาดุสืบให้ทานผัก

ชายกลางอึดอัดไม่น้อยแต่ก็ตอบรับ และไม่ยอมให้หม่อมแม่พูดต่อ เปลี่ยนเรื่องไปอย่างรวดเร็วว่า

“ผมอยากแจ้งให้ทุกคนทราบว่า...ทุกวันเสาร์ต่อจากนี้ไปจะมีครูเปียโนมาสอนพจมาน”

บรรยากาศในโต๊ะเงียบกริบโดยทันใดราวกับความเงียบอย่างน่ากลัวก่อนเกิดสึนามิ แล้วหม่อมก็ทิ้งช้อนส้อมบนจานเสียงดังก้องแทรกความเงียบสงัดขึ้นมา ทำให้ทุกคนสะดุ้งเฮือก ยกเว้นชายกลางซึ่งยังคงสงบใจเย็น

“ชายกลางทำกับแม่ได้ยังไง รู้ทั้งรู้ว่าแม่เกลียดมัน แต่ชายกลางก็ยังยกย่องส่งเสริมมันทุกอย่าง ชายอยากให้แม่ขาดใจตายหรือ”

“ผมขอโทษที่ทำให้หม่อมแม่ไม่สบายใจ แต่ผมจำเป็นต้องทำจริงๆ หม่อมแม่คงจะทราบว่าเพราะอะไร”

หม่อมซึ่งทำท่าจะสวนชะงักทันที สีหน้ามีพิรุธขึ้นมาแวบหนึ่ง พอหญิงเล็กถามว่าจริงหรือ หม่อมก็ตวัดเสียงว่าตนจะไปรู้ได้ยังไง ชายกลางให้ทุกคนทานข้าวต่อ แต่หม่อมลุกพรวดบอกกินไม่ลง หญิงเล็กกับแพรวพรรณก็เหมือนกันลุกตามหม่อมออกไป โสมทำท่าจะไปด้วยแต่โดนประสพปรามไว้และสั่งว่าต้องกินข้าวให้หมด

โสมหน้างอจำต้องนั่งกินต่อ ฝ่ายหญิงใหญ่ที่ฟังเงียบๆแต่สะใจอยู่ในที ถึงกับเรียกแจ่มให้ไปบอกยายหลงว่าวันนี้ทำกับข้าวอร่อยมาก

หญิงเล็กกับแพรวพรรณตามหม่อมไปถึงหน้าห้อง หญิงเล็กสงสัยคำพูดชายกลางจึงซักถามหม่อมแม่แต่ไม่ได้คำตอบแถมยังทำให้ท่านหงุดหงิดยิ่งขึ้นอีกจนแพรวพรรณต้องไล่หลานสาวออกไปแล้วถามหม่อมว่ามีอะไรอยากพูดกับตนไหม หม่อมน้ำตารื้น ไม่บอกอะไรอื่นนอกจากคำว่าพี่เจ็บใจ แค้นใจนัก!

แพรวพรรณฟังแล้วถอนใจ บ่นด้วยความริษยาพจมาน “หมายความว่าทุกเสาร์เราจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนดูนังพจมานลอยหน้าลอยตาเล่นเปียโนในบ้านของเราใช่ไหมคะ”

หม่อมเม้มปาก มือกำแน่น คำรามในลำคออย่างเคียดแค้น “ไอ้พนา! ไอ้พนามันจงใจส่งลูกของมันมาทำลายความสงบสุขของบ้านทรายทอง”

ooooooo

หญิงเล็กไม่หยุดแค่นั้น เธอมาเอาเรื่องพจมานถึงห้องนอนขณะกำลังทบทวนตำราเรียน จิ้มหน้าผากพจมานจนเซถลาแล้วแว้ดใส่

“สาแก่ใจแล้วใช่มั้ย หา! สาแก่ใจแกแล้วใช่มั้ยที่ทำให้แม่ลูก ทำให้พี่น้องเขาแทบจะฆ่ากันตาย”

พจมานทรงตัวได้ มองหญิงเล็กแวบหนึ่งแล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม หยิบหนังสือมาเปิดอ่านต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หญิงเล็กโกรธจัดถลาเข้ามากระชากหนังสือในมือเขวี้ยงทิ้ง

“ตอบมา! นังพจมาน!”

“ดิฉันกำลังท่องหนังสือสอบค่ะ”

“ฉันไม่ให้ท่อง! แกจะได้สอบตกจนถูกไล่ออกจากโรงเรียนให้มันรู้แล้วรู้รอด”

“พวกผู้ดีเขาทำกันอย่างนี้หรือคะ”

“เออ! แล้วแกจะทำไม จะสะเออะเสนอหน้าไปฟ้องพี่ชายกลางอีกเหรอ”

“ดิฉันคงทำอะไรไม่ได้นอกจากดีใจที่ตัวเองไม่ใช่ผู้ดี เพราะดิฉันจะไม่มีวันขว้างปาข้าวของ โดยเฉพาะหนังสือเรียน สำหรับคุณชายกลาง...ดิฉันไม่เคยสะเออะหรือเสนอหน้าไปฟ้องแม้แต่สักครั้งเดียว มีแต่คนอื่นเท่านั้นที่คอยเก็บเรื่องดิฉันไปฟ้อง”

“แกว่าใคร”

“ไม่ได้ว่าค่ะ แค่อธิบายให้คุณหญิงฟังว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นดิฉันไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน”

“แกนั่นแหละตัวดีนังพจมาน! ไม่รู้ว่าจะหน้าด้านหน้าทนไปถึงไหน เจ้าของบ้านเขาไล่ตั้งหลายครั้งหลายหนยังหน้าด้านทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้”

“ความจริงดิฉันก็ไม่อยากจะพูด...แต่ในเมื่อคุณหญิงเล็กด่าดิฉันว่าหน้าด้านไล่ไม่ไปหลายครั้งแล้วเลยจำเป็นต้องเรียนให้ทราบว่าดิฉันเองก็ไม่อยากอยู่”

“แล้วทำไมไม่ไปให้พ้นๆล่ะยะ”

“เพราะคุณชายกลางห้ามไม่ให้ดิฉันไปค่ะ”

“โกหก!”

“คุณหญิงเล็กลองไปเรียนถามคุณชายกลางดูสิคะ”

“ไม่ต้องท้า! ฉันถามแน่ นังคนโปรด คงนึกผยองล่ะสิที่พี่ชายกลางดีด้วย ก็อย่างที่หม่อมแม่พูดนั่นแหละว่าเขาสมเพชแก ไอ้ที่จะยกย่องขึ้นมาเป็นลูกเป็นเมียน่ะไม่มีทาง”

พจมานหน้าซีดด้วยความตกใจ หญิงเล็กยิ้มเยาะ เดินไปที่ประตูขยับจะออกไป แต่แสร้งนึกได้หันกลับมาตอกย้ำ

“อ้อ! ผู้หญิงที่หม่อมแม่หมายตาเอาไว้ให้พี่ชายกลางน่ะ คู่ควรกันเหมือนกับกิ่งทองใบหยก เธอชื่อหม่อมเจ้าหญิงปิยะฉัตรโสภา...จำใส่หัวเอาไว้”

หญิงเล็กออกไปแล้วพร้อมรอยยิ้มสะใจ ทิ้งให้พจมานยืนอึ้ง สีหน้าแววตาเหมือนจะท้อแท้...แม้จะได้ดุด่าและเย้ยหยันพจมาน แต่หญิงเล็กก็ยังขัดใจเรื่องที่พจมานบอกว่าชายกลางห้ามไม่ให้ตนไปจากบ้านทรายทอง จึงจะไปเล่าให้หม่อมแม่ฟัง แต่หม่อมกำลังจะอาบน้ำไม่อยากฟังเรื่องปวดหัวอีก หญิงเล็กเลยฮึดฮัดกลับออกมาอย่างหงุดหงิด

ooooooo

เช้าวันถัดมา พจมานทำงานบ้านเหงื่อไหล ไคลย้อยเหมือนเดิม กว่าจะได้อาบน้ำไปโรงเรียน กรดมาเห็นก็เร่งเวลากลัวจะไปเรียนสาย แต่พจมานกลับบอกกรดว่าตนจะไปเอง และวันต่อๆไปก็ไม่ต้องไปส่งที่โรงเรียน

กรดค้านและอ้างคำสั่งชายกลางแต่พจมานก็แนะว่าพี่กรดอย่าบอกเขาก็ไม่รู้ เรื่องแค่นี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไร กรดพูดไม่ออก ทั้งที่ไม่สบายใจนักหากชายกลางรู้เข้า

แล้วก็เป็นเรื่องจนได้เพราะกรดท่าทีมีพิรุธเลยถูกชายกลางซักถาม...ชายกลางขึ้นไปตามพจมานถึงหน้าห้องเมื่อรู้จากกรดว่าเธอยังไม่ได้ไปโรงเรียน เอมจับตามองและเผลอนินทาพจมานโดยไม่รู้ว่าชายกลางยืนอยู่แถวนั้น กระทั่งชายกลางปรากฏตัวและตำหนิรุนแรง เอมถึงกับหน้าเสียจะร้องไห้ และกลายเป็นความแค้นใจ พอพจมานนั่งรถออกไปพร้อมชายกลาง ก็แจ้นไปรายงานหม่อม

แทนที่หม่อมจะผสมโรงไม่พอใจพจมาน หม่อมกลับพูดต่อหน้าแพรวพรรณด้วยว่า ขนาดตนเป็นแม่แท้ๆ มีเรื่องกับนังคนนั้นเขายังไม่ไว้หน้า แล้วนังเอมเป็นใคร ขืนไปทวงถามความยุติธรรมให้ ชายกลางคงเฉดหัวมันออกจากบ้านแทบไม่ทัน แล้วถามเอมว่ายังอยากจะเอาเรื่องมันอีกไหม เอมสะดุ้งหน้าจ๋อย ปฏิเสธเสียงอ่อย...

สายวันเดียวกัน แจ่มนำถาดอาหารเข้าไปให้ท่านพระยาแล้วโดนท่านไล่ตะเพิด เพราะเห็นเป็นสุรพล แจ่มตกใจกลัววิ่งหน้าตั้งออกมาเล่าให้ทุกคนในครัวฟังว่าท่านพระยาเอาถาดอาหารเขวี้ยงผีคุณสุรพล ให้ป้าหลงเตรียมอาหารใหม่ ตนจะไปเรียนคุณหญิงใหญ่ก่อน

ได้ฟังแจ่มเล่า หญิงใหญ่สีหน้าเอือมระอา เดินนำไปยังห้องคุณตาที่กำลังเพ้อยกมือโบกไล่วุ่นวายด้วยความกลัว ข้าวปลาอาหารหกกระจาย ถ้วยชามแตกหมด

กว่าท่านจะสงบลงได้ก็พูดพล่ามเรื่องสุรพลเป็นวรรคเป็นเวร หญิงใหญ่ปลอบและดึงท่านกลับสู่ความจริงว่าคุณตาสุรพลเสียไปนานแล้ว จากนั้นบอกท่านว่าจะให้แจ่มเอาข้าวมาให้ใหม่ ท่านผ่อนลมหายใจยาว ความตื่นตระหนกหวาดกลัวค่อยๆลดลง

หญิงใหญ่กลับออกมาตั้งใจไปบอกหม่อมแม่ให้มาดูคุณตา แต่หม่อมกำลังจะออกไปข้างนอกบอกว่า

ไม่มีเวลาพูดด้วย แต่ยังมีแก่ใจถามว่าท่านเป็นอะไร เจ็บคราวที่แล้วก็ให้หลวงแพทย์มาดูแล้วนี่

“คุณตาเพ้อถึงคุณตาสุรพล บอกว่าคุณตาสุรพลมาหลอก ทำไมคุณตาถึงต้องกลัวคุณตาสุรพลด้วยล่ะคะ”

หม่อมสะดุ้งวาบแต่เฉไฉก่อนเดินหนีว่าตนจะไปรู้ได้ยังไง ทำไมไม่ถามกันเอาเอง...หญิงใหญ่มองตามสงสัย แล้วกลับไปที่ห้องคุณตาซึ่งแจ่มนำอาหารเข้าไปให้แต่ท่านบอกไม่หิว พลิกตัวหันหลังนิ่งเงียบไป

แจ่มทำความสะอาดห้องเสร็จก็กลับออกมาพร้อมเศษอาหารและจานชาม เจอนมทิพย์จึงเล่าให้ฟัง นมทิพย์หนักใจได้แต่พึมพำว่าเวรกรรม แล้วไปห้ามชายน้อย

ที่อยากไปหาคุณตา บอกว่าท่านไม่ค่อยสบาย ให้ชายน้อยอ่านหนังสือที่คุณพี่สั่งไว้ดีกว่า แต่ชายน้อยก็ดื้อดึงจะไปจะเอาหนังสือไปอ่านในห้องคุณตาด้วย

นมทิพย์อึ้ง รำพึงด้วยความซาบซึ้งใจ “พ่อคุณของนม สภาพอย่างนี้แล้วยังมีความกตัญญูรู้คุณเสียยิ่งกว่าคนดีๆอีก...ตามใจเถอะค่ะ นมจะพาไปส่ง”

ผ่านไปจนเย็น ชายกลางกลับจากทำงาน เอมรีบมาคุกเข่ารายงานว่าหม่อมท่านให้ตามคุณชายไปพบที่ห้องนั่งเล่น ชายกลางพยักหน้ารับรู้และถามเอมว่าพจมานกลับมาหรือยัง เอมก้มหน้าตอบรับ พอเงยขึ้นก็เห็นชายกลางเดินเลี้ยวไปทางห้องนั่งเล่น

ทันทีที่ชายกลางเดินเข้ามา หม่อมลุกไปหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ถามลูกชายว่าหิวหรือเปล่า แม่จะได้ให้เอมไปทอดขนมปังชุบไข่

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่หิว หม่อมแม่มีธุระอะไรหรือครับ”

“คืออย่างนี้จ้ะ วันนี้แม่ไปบ้านคุณหญิงชื่นมา... คุณหญิงชื่นบอกว่าเพื่อนฝรั่งของสามีเขาสนใจอยากจะซื้อบ้านทรายทอง แม่เองน่ะเห็นว่าบ้านทรายทองหลังใหญ่มากดูแลรักษาก็ลำบาก จะปรับปรุงแต่ละครั้ง

ก็เปลืองเงิน เปลืองทอง ห้องหับว่างปิดตายเต็มไปหมด ถ้าเราขายเสีย แล้วไปซื้อบ้านหลังใหม่...”

“ขายไม่ได้ครับ” ชายกลางแทรกขึ้นนิ่งๆ

“ทำไมจะขายไม่ได้! เขาให้ราคาดีมากเลยนะจ๊ะลูก ขนาดซื้อบ้านสวยๆแล้วยังมีเงินเหลือเก็บ”

“ผมเรียนหม่อมแม่แล้วว่าขายไม่ได้”

หม่อมเริ่มไม่พอใจ น้ำเสียงหวานๆเย็นๆเปลี่ยนเป็นแข็งเข้มว่า “ชายนี่พูดไม่เข้าใจ!”

“หม่อมแม่ลืมไปแล้วหรือครับว่าบ้านหลังนี้เป็นของคุณตา...”

“ก็คุณตายกให้ชายกลางแล้ว”

“บ้านทรายทองไม่ใช่เป็นของคุณตาคนเดียว แต่ยังเป็นของคุณตาสุรพลด้วย”

“โอ๊ย! นั่นเขาถูกตัดจากกองมรดกตั้งนานแล้ว”

“ถูกตัดจากกองมรดก แต่ท่านก็ยังมีสิทธิ์ในบ้านทรายทองนี่ครับ”

“ชายจ๋า...แม่เข้าใจว่าชายเป็นคนยุติธรรม คุณตาสุรพลน่ะตายไปแล้วนะลูก...คนตายจะมีสิทธิ์ได้อย่างไร”

“หลานของท่านยังอยู่นะครับ แล้วตอนนี้ก็ยังอยู่ในบ้านทรายทองนี่ด้วย”

หม่อมชักจะหมดความอดทน ถามว่าใครเล่าเรื่องบ้าๆพวกนี้ให้ชายฟัง พอคำตอบคือท่านพ่อ หม่อมชะงักไปนิดก่อนบ่นออกมา “ท่านพ่อน่ะเหรอ...เวรกรรม! สิ้นฯไปแล้วยังอุตส่าห์สร้างปัญหาไว้ให้เมีย”

“พจมานเป็นทายาทของคุณตาสุรพล”

“ก็แล้วเราจะบอกมันทำไม ถ้าไม่บอก...มันก็ไม่รู้”

“ผมละอายใจเกินกว่าจะทำอย่างนั้นครับ ยังไงผมก็ทำไม่ได้”

“ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ไม่รู้อะไรกันนักหนา ชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ไปเลย จะไปไหนก็ไป”

ชายกลางก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วเดินออกไป หม่อมประชดไล่หลังอย่างผิดหวังว่า

“พ่อคนแสนดี! ระวังจะไม่มีที่ซุกหัวนอน!”

เดินห่างจากหม่อมมาไม่เท่าไหร่ ชายกลางพบหญิงใหญ่ยืนรออยู่ เมื่อรู้ว่าคุณตาไม่สบาย ไม่ยอมทานข้าว เอาแต่เพ้อถึงคุณตาสุรพลเพราะวันก่อนพจมานเข้าไปกราบบอกว่าเป็นหลานของท่าน ชายกลางจึงให้นายจรไปรับหลวงแพทย์มาดูอาการคุณตา เสร็จเรื่องก็เดินไปทางห้องสมุดหวังจะเจอพจมานแต่ไม่มีแม้เงา เรียกแจ่มให้ไปตามเธอมาแล้วติงว่ายังจัดหนังสือใช้ไม่ได้ พวกวรรณคดีต้องจัดไว้พวกหนึ่ง นวนิยายอีกพวกหนึ่ง

“คุณชายไม่ได้สั่งให้จัดเข้าพวกนี่คะ สั่งแต่ว่าให้จัดเท่านั้น ดิฉันก็จัดให้เรียบร้อย ไม่หัวขึ้นหัวลงแบบเก่า”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมเธอต้องปัดฝุ่นด้วยล่ะ ฉันไม่ได้สั่งสักหน่อย”

“ก็มันเป็นงานที่ผู้หญิงควรจะทำโดยไม่ต้องมีใครสั่งนี่คะ”

“ผู้หญิงที่มีการศึกษาอย่างเธอ ควรรู้และจัดได้ ถ้าหากเต็มใจจะทำ อย่างหนังสือเด็กก็ควรไว้ด้วยกัน...การศึกษากับวิทยาศาสตร์ควรแยกออกจากจิตวิทยา” มองไปที่หนังสือเก่ามากสามเล่ม ถามว่าหนังสืออะไร ดีแล้วที่เธอกันเอาไว้ต่างหากจะได้ส่งไปซ่อมทำปกใหม่

“มิได้ค่ะ ดิฉันเห็นว่าเป็นหนังสือที่มีชื่อเจ้าของว่าสุรพล เลยแน่ใจว่าเป็นของคุณปู่ของดิฉัน จึงแยกไว้ต่างหากเพื่อจะศึกษา”

ชายกลางถามว่าหนังสือเกี่ยวกับอะไร พจมานบอกว่าเป็นบทกวีเก่าๆของอังกฤษ แล้วพูดต่อไปอย่างภาคภูมิใจ

“ใครๆพากันประณามคุณปู่ของดิฉันต่างๆนานา บ้างก็ว่าท่านเป็นคนเลวจนต้องถูกตัดสิทธิ์จากมรดก แต่เมื่อได้เห็นหนังสือของท่านแล้ว ดิฉันเชื่อว่าท่านไม่มีวันเป็นอย่างที่ถูกกล่าวหาได้ นอกจากบทกวีก็ยังมีหนังสือเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยา ซึ่งแสดงว่าท่านเป็นคนรักสงบ... คุณครูที่โรงเรียนบอกว่า ถ้าเราอยากรู้นิสัยใจคอของใคร ก็จงดูหนังสือที่เขาอ่านและดูสิ่งที่เขาชอบ”

“ฉันรู้แล้วว่าหนังสือตู้นี้เฉพาะชั้นบนทั้งหมดเป็นของคุณตาสุรพล เพราะท่านพ่อของฉันโปรดหนังสือเหล่านี้มาก ท่านทรงรวบรวมเอาไว้ด้วยกันจะได้ไม่หายไปไหน”

“ดิฉันจะจัดให้เสร็จภายในคืนนี้ค่ะ”

“ตามใจ...อย่าลืมว่าพรุ่งนี้เธอต้องเรียนเปียโน” จบคำเขาผละไปทันที แต่ออกจากห้องสมุดได้สองสามก้าวก็หยุดชะงักกับเสียงเรียกของหม่อมในเงามืด

“ชายกลาง...แม่เคยได้ยินเรื่องชายกลางกับนังพจมานมาจากคนอื่น แต่ก็ยังไม่แน่ใจจนได้มาเห็นกับตาตัวเอง”

“ผมให้พจมานมาจัดห้องสมุด”

“ทำไมต้องเป็นนังนั่น คนอื่นไม่มีแล้วหรือไง”

“ใครล่ะครับ” คำถามของชายกลางเล่นเอาหม่อมนิ่งอึ้งตอบไม่ถูก “ผมคิดว่าให้พจมานจัดห้องสมุด ยังจะเหมาะสมกว่าให้เขากวาดถูบ้านก่อนไปโรงเรียนอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้เสียอีก”

“ถ้าจะให้จัดจริงๆ ทำไมต้องมาสั่งงานกันกลางคืน กลางวันมีเวลาออกถมเถ”

“หากหม่อมแม่ยังมีอคติอยู่ ไม่ว่าจะให้จัดตอนไหนมันก็ไม่ดี...ไม่เหมาะสมทั้งนั้น”

“อคติ! นี่ชายกลางคิดว่าการที่แม่หวังดีต่อลูก ปกป้องลูกนี่เป็นอคติเหรอ ช่างพูดออกมาได้” หม่อมเริ่มบีบน้ำตาน้อยอกน้อยใจ “ชายไม่รู้หรอกว่าแม่รักและห่วงชายขนาดไหน นังพจมานจ้องจะจับลูกของแม่... ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้น มีแต่ชายกลางที่ไม่รู้ตัว”

“คนที่หม่อมแม่บอกว่ารู้น่ะมีใครบ้างครับ ผมจะได้เรียกมาพูดให้เข้าใจ จะได้หยุดยุยงหม่อมแม่เสียที”

“น้าแพรวไม่เคยยุแม่ เขากลัวว่าหลานชายของเขาจะถูกนังนั่นจับเหมือนกับที่แม่ของมันเคยจับเจ้าพนาหน้าโง่นั่นมาแล้ว”

คำพูดประโยคนั้นของหม่อมเดือดร้อนถึงแพรวพรรณทันที!

ชายกลางไปขอคุยกับน้าแพรวนอกห้องพักโดยปราศจากน้าประสพ แพรวพรรณไม่แน่ใจว่าหลานชายมีธุระอะไร ถามอย่างเกรงๆว่ามีอะไรจะให้น้าช่วยหรือเปล่า

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ นอกจากผมอยากให้น้าแพรวช่วยมองโลกในแง่ดีหน่อย จะได้ทำให้หม่อมแม่พลอยมองอย่างนั้นตามไปด้วย ไม่ใช่อะไรหรอกครับ... ผมกลัวว่าท่านจะเครียดจนเจ็บไข้ได้ป่วยไป น้าแพรวก็เหมือนกัน”

แพรวพรรณหน้าเจื่อน รับคำแต่เสียงติดอยู่แค่ในลำคอ

“โดยเฉพาะเรื่องพจมาน ซึ่งผมเคยพูดหลายหนแล้ว น้าแพรวคงจำได้ ผมจึงจะไม่พูดอีก ผมขอร้องแค่นี้เพื่อความสงบสุขของทุกๆคนในบ้าน น้าแพรวจะช่วยผมได้ไหมครับ”

“ได้สิจ๊ะ...ได้” เสียงนั้นอ้อมแอ้มแหบแห้ง แต่พอกลับเข้าห้องก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตวาดใส่ประสพที่อยากรู้ว่าไปคุยอะไรกับชายกลางมา “จะเรื่องอะไรเสียอีก ถ้าไม่ใช่เรื่องอีพจมาน! อีคนนี้มันเกิดมาเพื่อจองล้างจองผลาญคุณพี่กับฉัน”

“ผมว่าน่าจะกลับกันมั้ง”

“นายประสพ!” แพรวพรรณขึ้นเสียงหน้าตาบูดบึ้ง ยิ่งได้ยินสามีให้ใจเย็นเพราะที่จริงพจมานก็เป็นหลาน ถึงกับแว้ดลั่นอย่างกลั้นอารมณ์ไม่อยู่ “อยากเป็นศพมั้ยนายประสพ คุณพี่กับฉันไม่เคยนับญาติกับนังนั่น จำใส่หัวเอาไว้ด้วย!”

ประสพวางหนังสือ ปิดปากหาวก่อนล้มตัวลงนอน ปล่อยให้ภรรยาเดินพล่านบ่นเป็นยัยบ้าอยู่คนเดียว

“ฉันจะทำยังไงกับมันดี! ทำยังไงมันถึงจะสะใจ! ทำยังไงดี?”

ooooooo

เช้าวันเสาร์ พจมานกินข้าวกับนมทิพย์และชายน้อย พจมานดูแลเอาใจใส่ชายน้อยด้วยความรักและสงสาร บอกให้กินข้าวเยอะๆจะได้แข็งแรง ชายน้อยเชื่อฟังโดยดี กินข้าวเกือบหมดชามจนแจ่มที่เพิ่งเข้ามาเห็นชมว่าเก่งจัง

นมทิพย์กับแจ่มยกความดีให้พจมานที่ทำให้ชายน้อยเชื่อฟัง แล้วแจ่มก็บอกพจมานว่าคุณชายกลางให้ตนมาบอกว่าทานข้าวเสร็จแล้วให้ไปที่ห้องนั่งเล่น นมทิพย์เป็นห่วงนึกว่าพจมานทำอะไรให้ชายกลางโกรธ แต่เปล่าเลย เขาจะให้เธอเรียนพิเศษเปียโนต่างหาก

หลังอาหารมื้อนั้น พจมานไปพบชายกลางเห็นเขาเล่นเปียโนได้อย่างไพเราะ พอเธอลองซ้อมก่อนครูจะมา ชายกลางขยับมายืนอยู่ข้างหลัง กลายเป็นทำให้เธอเสียสมาธิเล่นผิดคีย์ด้วยความประหม่า

บรรยากาศกำลังจะอบอวลไปด้วยความอ่อนหวานถ้าแจ่มไม่เข้ามาโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ แจ่มรายงานคุณชายว่ากรดมารอพบ ชายกลางจึงผละไปสั่งกรดให้ตัดต้นไม้ใกล้ตึกขวาง ส่วนแจ่มเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สองมือถืออุปกรณ์ทำความสะอาดมาที่ห้องหญิงใหญ่ พอใจกับภาพความใกล้ชิดของชายกลางกับพจมานเมื่อสักครู่

แต่คนที่ไม่พอใจอย่างแรงคือหม่อมกับหญิงเล็ก เมื่อเห็นพจมานเล่นเปียโน หญิงเล็กเข้ามาถากถางว่านังคางคกขึ้นวอ หม่อมผสมโรงทำทีเตือนลูกสาวอย่าไปว่าเขา เดี๋ยวจะเหมือนน้าแพรวที่ถูกเล่นงานเมื่อคืนจนน้อยใจต้องออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้า

“หญิงไม่กลัวหรอกค่ะ น่าสงสารพี่ชายกลาง ที่พยายามยกย่องคนชั้นต่ำขึ้นมาเป็นผู้ดี แต่พยายามยังไง้ก็ไม่สำเร็จ”

“อ้าว! ไม่อย่างนั้นโบราณเขาจะเปรียบเปรยไว้หรือจ๊ะว่าคางคกขึ้นวอ แมลงปอใส่ตุ้งติ้ง...สัญชาติกาน่ะ ต่อให้พยายามฝืนให้เป็นหงส์สักเท่าใดก็ยังเป็นกาอยู่วันยังค่ำ นี่แม่ยังไม่เคยเล่าให้หญิงเล็กฟังใช่ไหมว่าท่านพ่อของลูกตลอดจนคุณยายที่เสียก็คล้ายชายกลางนี่แหละ พยายามโอบอุ้มเมียไพร่ของเจ้าพนาจะให้เป็นผู้ดีให้ได้ เวลามีงานมีการก็ดันทุรังเข็นออกมารับแขกกับเขาด้วย แล้วเป็นยังไงรู้มั้ย”

หม่อมหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พจมานไม่พอใจแต่พยายามเก็บกลั้นอารมณ์ไว้

“ตอนนั่งโต๊ะอาหารมันทำช้อนส้อมตกดังลั่น แล้วยังอุทานว่าอุ๊ย! ตาเถร...พวกเรางี้ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”

พจมานกระแทกมือลงบนคีย์แรงขึ้น หญิงเล็กสะใจถามเจื้อยแจ้วและหัวเราะราวกับฟังเรื่องตลก

“จริงหรือคะหม่อมแม่”

“ยังมีอีกจ้ะ ยังไม่หมด...คุณยายยังไม่ยอมเข็ด จับมันแต่งตัวผัดหน้าขาววอกเป็นชะนีแล้วให้ใส่รองเท้าส้นสูง”

“ว้าย! มันไม่มิหกล้มหกลุกแย่หรือคะ”

“ก็อย่างนั้นน่ะสิจ๊ะ เจ้าพนาเลยทนอับอายขายหน้าไม่ได้ ต้องพานังเมียบ้านนอกไปอยู่ที่อื่น”

พจมานหมดความอดทนกระแทกมืออย่างแรงแล้วผุดลุกขึ้นหันขวับมองสองแม่ลูกตาวาว แต่ไม่ทันตอบโต้ใดๆ เพราะชายกลางพาอาจารย์แอนโทนี่เข้ามาแนะนำตัว หม่อมกับหญิงเล็กเลยสบโอกาสล่องหนไปอย่างเนียนๆ แล้วไปหัวร่อต่อกระซิกกันด้วยความสบายใจที่ได้ด่าพจมานโดยที่มันไม่เถียงเป็นครั้งแรก

ooooooo

หญิงเล็กไปปรากฏตัวที่วังท่านต้อมโดยมีท่านติ๋วให้การต้อนรับเป็นอย่างดีแถมยังเจ้ากี้เจ้าการให้พี่ชายมาเอาอกเอาใจหญิงเล็กด้วยการพาไปเที่ยว

ท่านติ๋วหมายปองชายกลางจึงพยายามประจบเอาใจหญิงเล็ก แต่ไม่ทันที่ท่านต้อมจะพาหญิงเล็กออกไปดูหนัง ท่านตุ้มน้องสาวคนเล็กก็กลับจากโรงเรียนและติดสอยห้อยตามทั้งคู่ไปด้วยโดยที่ท่านติ๋วไม่รู้เห็น

ท่านต้อมรู้สึกขยาดความร้ายกาจของหญิงเล็กอยู่ลึกๆ ที่เห็นเธอจิกเรียกพจมานว่าอีอย่างไม่กระดากปากเมื่อวันก่อน แต่สุภาพบุรุษอย่างท่านต้อมก็เก็บอาการได้เป็นอย่างดี มีแต่ท่านตุ้มที่ไม่ค่อยเก็บท่าที ซ้ำยังทำตัวเป็นก้างขวางคอจนหญิงเล็กอึดอัดแทบจะบ้าตาย

ขณะรับประทานอาหารด้วยกันในร้านแถวราชวงศ์ ท่านตุ้มเอ่ยถึงพจมานเพื่อนสนิทอยากชวนมากินด้วยกัน ท่านต้อมตามใจน้องสาว แต่หญิงเล็กหมั่นไส้ท้วงขึ้นอย่างเยือกเย็นว่า

“ถ้าไม่กลัวจะขายหน้าล่ะก็...หญิงไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ แต่อย่าลืมว่าแม่คนนั้นไม่เคยเข้าสังคมชั้นสูง ใช้ส้อมช้อนเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ตายจริง! ไม่ยักรู้ว่าตุ้มกับท่านอ้อมเป็นชนชั้นต่ำ เพราะเราอยู่สังคมเดียวกับพจ”

ท่านต้อมสำลักแกงที่ตักเข้าปาก ขณะที่หญิงเล็กสะดุ้งรีบแก้ตัวเป็นพัลวันว่าไม่ใช่ ตนไม่ได้พูดอย่างนั้น

“พูดเล่นน่ะค่ะ พจเป็นญาติกับหญิงเล็ก เขาก็ต้องอยู่สังคมเดียวกับหญิงเล็กอยู่แล้วใช่ไหมล่ะคะ...อืม อร่อยจัง” ท่านตุ้มกลับคำแล้วตักอาหารใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆอย่างไม่รู้ไม่ชี้ ขณะที่หญิงเล็กสีหน้าดูพะอืดพะอมเต็มที

กลับถึงบ้านทรายทอง หญิงเล็กเล่าให้โสมฟังอย่างหงุดหงิด โสมถึงกับอุทานเสียงหลง ไม่อยากเชื่อว่าท่านตุ้มจะชอบกับคนต่ำๆเลวๆอย่างพจมาน คงถูกท่านพี่ตำหนิแย่เลย

“ตำหนิอะไรล่ะ ท่านต้อมได้แต่สรวลเอ็นดูน้อง”

“นังพจมานตัวดีต้องเอาพวกเราไปนินทาให้ท่านตุ้มฟังแน่ ไม่ได้นะคะ พี่หญิงเล็กต้องรีบอธิบายให้ท่านเข้าพระทัย โสมล่ะกลัวจริงจริ๊ง”

“น้องโสมกลัวอะไร”

“กลัวว่านังพจมานมันอาจจะอยากเป็นหม่อมพจมานขึ้นมาน่ะสิคะ จะได้เสมอกับหม่อมป้า มันเกลียดหม่อมป้า เกลียดพี่หญิงเล็ก เกลียดพวกเราทุกคน พี่หญิงเล็กต้องระวังให้ดีแล้วล่ะค่ะ”

หญิงเล็กเม้มปาก กำมือแน่น ไม่มีทางปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนั้นแน่!

อีกครู่ถัดมาท่านติ๋วก็เป็นเดือดเป็นแค้นแทนหญิงเล็กถึงกับตรงดิ่งไปตำหนิท่านตุ้มในห้องนอน ถามว่าคิดยังไงถึงได้ไปสอดแทรกพี่ต้อมกับหญิงเล็ก เขาเป็นคู่รักกัน อยากจะไปเที่ยวด้วยกันแต่เราก็เข้าไปแทรก ไม่มีมารยาท มิหนำซ้ำยังไปดูถูกครอบครัวหญิงเล็กว่าเป็นสังคมเดียวกัน เป็นชนชั้นเดียวกันกับแม่พจมาน

“คนเป็นพี่น้องกัน สายเลือดเดียวกัน แต่อยู่คนละสังคมน้องพอจะเข้าใจ แต่เป็นคนละชนชั้นน่ะมีด้วยหรือคะ”

“อย่ามาเถียง แม่นังนั่นมันเป็นพวกบ้านนอก”

“บ้านนอกก็คนเหมือนกันนะคะ ที่เรามีข้าวกินกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะชาวนา เพราะคนบ้านนอก เราต้องยกย่องเขาด้วยซ้ำ”

“หญิงตุ้ม!” ท่านติ๋วตวาดลั่นแล้วชะงักกับเสียงของท่านต้อมที่ถามว่าอะไรกัน สองสาวหันมองพี่ชาย แล้วท่านติ๋วก็รายงานหมายจะให้น้องสาวโดนดุซ้ำ

“หญิงเล็กโทรศัพท์มาฟ้องน้องว่าหญิงตุ้มเสียมารยาทเหลือเกิน คอยกีดกันเขา พูดจากระทบกระเทียบเขาตลอดเวลา น้องเลยต้องเข้ามาอบรมหน่อยค่ะ”

“แต่ที่พี่ได้ยินเมื่อกี้น่ะเป็นเสียงตวาด ไม่ใช่เสียงอบรมนี่คะ”

ท่านติ๋วน้อยใจหาว่าพี่ชายเข้าข้างหญิงตุ้ม ท่านต้อมอธิบายอย่างใจเย็น...อย่าลืมว่าพี่อยู่ที่นั่นด้วย แล้วก็ไม่เห็นว่าหญิงตุ้มเสียมารยาทตรงไหน ท่านติ๋วฟังแล้วยิ่งน้อยใจ สวนว่านั่นแหละเขาเรียกเข้าข้างกัน แล้วเดินน้ำตาปริ่มออกไป ท่านตุ้มยิ้มกว้าง ขณะที่ท่านต้อมหันกลับมาเห็นพอดี ดุน้องว่าเธอก็ผิดเหมือนกัน เธอไม่ควรไปพูดกับหญิงเล็กอย่างนั้น เขาเป็นผู้ใหญ่

“ก็อยากมาว่าเพื่อนรักของน้องทำไมล่ะคะ น้องไม่ชอบใจตั้งแต่มาเรียกพจว่าอีพจมานวันนั้นแล้ว น้องไปเล่าให้หญิงอ้อมกับเพื่อนๆฟัง พวกเขาก็ไม่พอใจกันทุกคน น้องรึอุตส่าห์เรียกว่าคุณพจมานแล้วทีเดียว”

“ถึงอย่างไรก็ไม่สมควรอยู่ดี ถ้าหญิงเล็กพูดไม่ดี คนที่ได้ยินก็จะนึกตำหนิเขาเอง”

“เช่นพี่ต้อมใช่ไหมคะ”

“เหลวไหล...เอ้อ...พรุ่งนี้ชวนเพื่อนๆมาด้วยหรือเปล่า”

ท่านตุ้มบอกว่าชวนแล้วทุกคนยกเว้นพจมาน ท่านต้อมแอบผิดหวัง ถามหาเหตุผลก็ได้คำตอบจากน้องว่าพจมานคงไม่อยากวุ่นวายกับสังคมชั้นสูง

ooooooo

ผ่านไปไม่นาน ชายกลางเรียกพจมานมารับทราบว่าท่านต้อมให้ตนชวนเธอไปงานเลี้ยงวันพรุ่งนี้ พจมานยืนยันคำเดิมว่าไม่อยากไปเพราะไม่คุ้นกับใครเลย เมื่อชายกลางเอ่ยชื่อท่านตุ้ม พจมานก็ว่าเราพบกันทุกวันอยู่แล้ว

“งั้นก็ตามใจ...เรียนเปียโนวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

“ก็ดีค่ะ แต่ถ้าเป็นไปได้ดิฉันไม่อยากเรียน”

“ทำไม มีใครพูดอะไรหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ”

“งั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอจะไม่เรียน...ในเมื่อเรียนแล้วเธอก็ควรจะต้องฝึกซ้อมด้วย”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“นี่เป็นคำสั่งของฉันซึ่งเป็นผู้ปกครองของเธอ เรียนอย่างเดียวโดยไม่ฝึกซ้อมก็ไม่มีประโยชน์ โดยเฉพาะดนตรี พรุ่งนี้ไม่มีใครอยู่เธอก็ฝึกซ้อมไป ส่วนวันธรรมดาเป็นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ หลังกลับมาจากโรงเรียนวันละหนึ่ง ชั่วโมง”

พจมานยังคงยืนนิ่ง อยากปฏิเสธแต่ไม่กล้า แล้วเดินบ่นออกมาว่า ขนาดแค่เรียนยังถูกกระแนะกระแหน ถ้าต้องฝึกซ้อมด้วยคงโดนหนักกว่านี้แน่

พลันได้ยินเสียงโหยหวนเจ็บปวดดังมาจากในตึกขวาง พจมานหันมอง นิ่งคิดนิดหนึ่งแล้วเดินตรงไปที่นั่น

ภายในนั้นฝุ่นจับเต็มไปหมดด้วยไม่มีใครใส่ใจ พจมานกวาดสายตาโดยรอบ แล้วไปหยุดที่ประตูห้องซึ่งมีเสียงโหยหวนเจ็บปวดดังออกมา เธอตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ ค่อยๆผลักประตูเปิดเข้าไป

เสียงประตูดังเอี๊ยดอ๊าดด้วยความเก่าทำให้ตาน้อยที่อยู่ข้างในหันขวับมามอง พจมานสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นถนัด...ตาน้อยผอมเกร็งดูสกปรกเพราะไม่มีใครเอาใจใส่ อาจจะเป็นเพราะความหวาดกลัว ซึ่งก็น่ากลัวจริงๆ ดวงตาขุ่นขวาง ผมเผ้าหนวดเครายุ่งเหยิง พอเห็นผู้มาเยือนก็ส่งเสียงร้องราวกับวัวถูกเชือด

พจมานตกใจรีบขยับออกมาและปิดประตูโดยเร็ว ยืนพิงประตูหลับตาลง สีหน้าเต็มไปด้วยความอนาถใจ เธอยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินออกไปจากตรงนั้น

เดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว พจมานก็ตกใจสะดุ้งเฮือกอีกครั้งกับเสียง “แฮ่!” ของสืบที่ตะโกนแล้วหัวเราะเยาะแลบลิ้นปลิ้นตาหลอก พูดซ้ำไปซ้ำมาว่าสมน้ำหน้ากะลาหัวเจาะ พจมานถลึงตาใส่ก็โดนล้ออีกว่าตาโตเท่าไข่ห่าน

เธอสะกดใจเดินกลับไปโดยไม่ทันระวังตัว สืบก้มลงเก็บก้อนหินปาโดนกลางหลังพจมานค่อนข้างแรง เธอหยุดกึก นิ่วหน้าด้วยความเจ็บ ขณะที่สืบยังคงเต้นไปมาทำหน้าตาล้อเลียนอย่างสนุก พจมานพยายามขันติอดกลั้นแล้วเดินออกไป แต่สืบยังคะนองไม่เลิกร้องด่าเธออย่างหยาบคายไร้การอบรม

“อีโง่ กลัวเขาใช่ไหมล่ะ”

พจมานหันขวับกลับมามองหน้าสืบเขม็ง ตอบโต้นิ่มๆว่า “เคยได้ยินไหมที่เขาพูดกันว่ากิริยาส่อสัญชาติ มารยาทส่อสกุล...อยู่ดีไม่ว่าดีทำให้คนอื่นดูถูกไปถึงพ่อถึงแม่”

สืบเจ็บใจเต้นเร่าๆ ตะโกนไล่หลังพจมานที่ผละไป “อวดดีมาว่าเราโง่ เราจะฟ้องหม่อมป้าให้ไสหัวแกออกจากบ้านเลย”

พจมานไม่หันกลับมาแต่ส่ายหน้าด้วยความอนาถใจและสมเพชลูกผู้ดีตีนแดง!

ooooooo

เหตุการณ์เมื่อเย็นเป็นเรื่องขึ้นมาในตอนค่ำอันเนื่องมาจากความแสบของนายสืบ!

เอมถูกหม่อมใช้ไปตามพจมานที่กำลังเดินเล่นกับชายน้อยหลังอาหารมื้อเย็น ทั้งที่เคยโดนชายกลางคาดโทษเพราะนินทาว่าร้ายพจมานแต่วันนี้เอมก็ยังวางท่าข่มอีกด้วยการเท้าสะเอวลอยหน้าเรียก “แม่พจมาน”

พจมานไม่พอใจแต่ไม่เอาเรื่องเอมตรงๆ ชวนชายน้อยไปหาชายกลางที่เคยสั่งว่าถ้าคนรับใช้คนไหนในบ้านทรายทองเรียกพี่ว่าแม่พจมานก็ให้พี่ไปบอก เอมได้ยินอย่างนั้นถึงกับหน้าเสีย ขณะที่ชายน้อยยิ้มเฉ่งเร่งพจมานให้รีบไป เอมแตกตื่นกลัวชายกลางขึ้นมาจับใจเปลี่ยนคำพูดใหม่เป็นคุณพจมานตามด้วยคำลงท้ายมีหางเสียงชวนฟังขึ้นเป็นกอง พจมานเลยพูดดีด้วยถามว่าหม่อมป้าอยู่ที่ไหน?

ที่ห้องนั่งเล่น หม่อมและหญิงเล็กอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวแพรวพรรณ หญิงเล็กสั่งฟักทำความสะอาดเปียโนเอาเสนียดออกให้หมด แสงโสมผสมโรงว่าขนาดเช็ดแล้วตนยังไม่อยากนั่ง มันขยะแขยงยังไงก็ไม่รู้ ประสพหมั่นไส้ลูกเต็มที พูดโพล่งว่าขยะแขยงมากนักก็นั่งกับพื้นหรือไม่ก็ยืนเล่นให้มันหมดเรื่องหมดราว

เท่านั้นเอง สายตาทุกคู่หันขวับมาจ้องประสพเป็นตาเดียว โดยเฉพาะแพรวพรรณที่ท่าทางเหมือนจะขย้ำสามีให้แหลกคามือ พจมานเดินมาได้ยินหมด ตามด้วยเอมที่กุลีกุจอเข้ามาช่วยฟักทำความสะอาดเปียโนอย่างขยันขันแข็ง

หม่อมจิกตามองพจมานแล้วกล่าวโทษเสียงขุ่น “เห็นหรือยังนังพจมานว่าแกทำความเดือดร้อนให้ทุกคนในบ้านนี้ขนาดไหน”

“นั่งลงสิยะ ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่อยู่ได้” แพรวพรรณบอกให้นั่งแต่พจมานไม่เห็นมีเก้าอี้ว่างสักตัว ทุกคนนั่งเต็มหมด ตัวที่ว่างก็แกล้งวางของไว้เหมือนจงใจให้คนมาทีหลังนั่งกับพื้น

“ไม่ได้ยินที่น้าแพรวพูดหรือไง” หญิงเล็กกรีดเสียงใส่พจมาน

ท่ามกลางความอึดอัดนั้น ประสพลุกขึ้นบอกพจมานให้นั่งแทนเพราะน้าจะไปนอน ทุกคนไม่พอใจจ้องประสพเป็นตาเดียว พจมานพนมมือไหว้ขอบคุณประสพแล้วลงนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นโดยไม่สนใจสายตาพวกหม่อมที่มองมาราวกับจะเผาให้มอดไหม้

ในที่สุดหม่อมก็เข้าประเด็น ด่าพจมานว่ากล้ามากที่ด่าตนฝากตาสืบมา หญิงเล็กขอความเห็นหม่อมแม่ทันทีว่าจะให้ตนตบมันเลยดีไหม แสงโสมแทรกขึ้นทันใดว่าอย่าเลย เดี๋ยวมือเปื้อนเสนียด แพรวพรรณสะใจส่งเสริมลูกสาวอย่างว่องไว

“ต๊าย! นี่ขนาดเด็กสาวใสซื่อบริสุทธิ์อย่างลูกโสมยังรู้เลยนะคะคุณพี่”

พจมานแสนระอากับถ้อยคำของทุกคน เบือนหน้าไปที่สืบซึ่งหลบตาต่ำลงทันที

“เด็กคือผ้าขาวสะอาด ถ้าผู้ใหญ่ลงสีเลอะเทอะสีนั้นก็จะติดตัวเด็กไปจนโต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก”

“นี่แกด่าคุณแพรวว่าเลี้ยงลูกไม่ดีเหรอ”

“แกด่าฉันใช่ไหม นังพจมาน”

แพรวพรรณเต้นผางจะเอาเรื่อง พจมานสวนนิ่มๆ ว่าตนไม่เคยพูดคำหยาบ จังหวะนั้นแสงโสมซึ่งหันหลังไปทางประตูสีหน้าผิดปกติ สะกิดหญิงเล็กให้มองชายกลางที่มาเงียบกริบ หญิงเล็กเห็นแล้วหน้าไม่ดีรีบสะกิดแพรวพรรณอีกทอด ก่อนที่ชายกลางจะบอกพจมานให้ไปรอตนที่ห้องสมุด

พจมานรับคำเบาๆลุกเดินไป หม่อมถามชายกลางด้วยน้ำเสียงเยาะหยันว่ายังจัดหนังสือไม่เสร็จอีกหรือ “หม่อมแม่จะให้ใครมาจัดแทนก็ได้นะครับ”

แพรวพรรณรีบเสนอลูกสาวตัวเองแต่แสงโสมก็สวนทันควันว่าตนจัดไม่เป็น ชายกลางเลยเบนเข็มไปที่หญิงเล็ก แต่เธอคอแข็งเบือนหน้าไปอีกทาง ชายกลางเลยสรุปว่าไม่มีใครอาสา แล้วเดินผละไปท่ามกลางสายตาหมั่นไส้ของทุกคน

ooooooo

เมื่อเผชิญหน้ากันตามลำพังในห้องสมุด พจมานพูดเรื่องเรียนที่คิดมาหลายวันแล้วว่าไม่อยากเรียนต่อ ชายกลางไม่ยอมและอ้างว่าเราเคยพูดเรื่องนี้กันแล้ว หรือว่ามีใครพูดอะไรอีก...พจมานนิ่งเงียบ เขาจึงอธิบายต่อไปอีกยาวเหยียดอย่างใจเย็น

“ถ้าเธอยอมให้ฉันเป็นผู้ปกครองอย่างที่เราตกลงกัน เธอต้องเชื่อฟังคำสั่งของฉันทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องเรียนหนังสือ...การศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต เธอมีโอกาสได้เรียนโรงเรียนดีๆจนใกล้จะสำเร็จแล้วทำไมกลับท้อถอย นึกจะเรียนก็ได้ ไม่เรียนก็ได้ คิดว่าตัวเองทำถูกแล้วหรือ ถ้ายังห่วงเรื่องค่าเล่าเรียน ฉันก็ใช้เงินกองกลางซึ่งเธอมีสิทธิ์เต็มที่ออกให้แล้ว ไม่ต้องรบกวนทางบ้าน”

“ดิฉันไม่อยากรบกวน”

“เงินกองกลางเป็นของตระกูลพินิตนันทน์ ไม่ใช่ของฉันหรือของใครคนใดคนหนึ่ง ค่าเรียนเปียโนก็ใช้จากเงินจำนวนนี้ เพราะฉะนั้นใครว่าอะไรก็ไม่ต้องไปฟัง หรือเก็บมาคิดให้ปวดหัว เธอมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรทั้งนั้น”

พจมานเถียงไม่ออก ชายกลางเปลี่ยนเรื่องถามถึงเพื่อนของเธอว่าไม่มาอีกหรือ พจมานบอกว่านกุลดูหนังสือหนักเพราะต้องเตรียมตัวเรียนแพทย์

“อ้อ...จะเป็นหมอตามพ่อ”

“ค่ะ นกุลเรียนเก่ง”

“แล้วเธอจะยอมแพ้เพื่อนได้ยังไง” พจมานขยับจะพูดแต่ชายกลางขัดขึ้นก่อน “ไปได้แล้ว” เธอรับคำเบาๆแล้วเดินออกไป ชายกลางมองตามสีหน้ายุ่งยากใจ

ขณะนั้นในครัว เอมกับฟักเข้ามาหาตัวคนที่ไป ตามชายกลางโดยเพ่งเล็งไปที่แจ่ม แต่ป้าหลงรำคาญเร่งให้สองฝ่ายตบกันเลยจะได้โดนคุณชายไล่ออกจากบ้าน เอมกับฟักกลัวจึงหยุดกร่างลงได้

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“มาวิน” ขึ้นแท่นพระเอก เป็นการทำงานที่มีความสุขได้หม่ำแต่เมนูอร่อยใน “รักล้นพุง”

“มาวิน” ขึ้นแท่นพระเอก เป็นการทำงานที่มีความสุขได้หม่ำแต่เมนูอร่อยใน “รักล้นพุง”
11 พ.ค. 2564

00:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 01:39 น.