นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    บ้านทรายทอง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่งละครรีเมค "บ้านทรายทอง" ลงจอ



    หม่อมกับแพรวพรรณพยายามสร้างบรรยากาศให้หญิงเล็กสดชื่นเลิกคิดหมกมุ่นแต่เรื่องทุกข์โศก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบ้านทรายทองที่อาจต้องเปลี่ยนมือหรือเรื่องท่านต้อมที่หญิงเล็กปักใจว่าเขาหันไปโปรดพจมานเสียแล้ว

    เมื่อท่านต้อมมาพร้อมท่านติ๋ว แม่และน้าจึงส่งเสริมให้หญิงเล็กชวนท่านไปดูหนัง แต่หญิงเล็กกลับพูดจาประชดเมื่อเผชิญหน้าว่าท่านต้อมไม่ได้ตั้งใจมาหาตน ก่อนตะโกนเรียกสั่งสาวใช้ให้ไปตามพจมานมาเฝ้าท่านชาย แล้วตัวเองวิ่งร้องไห้ออกไป หม่อมกับแพรวพรรณกำลังจะมาร่วมสนทนาถึงกับตกอกตกใจกันใหญ่

    ท่านติ๋วตามไปปลอบหญิงเล็กที่เอาแต่ร้องไห้ ขณะที่หม่อมกับแพรวพรรณมาอธิบายแก้ตัวต่อท่านต้อมว่าอย่าได้ถือสาหญิงเล็กเลย คุณตาทั้งสองเสียไปพร้อมๆกัน หญิงเล็กเลยเศร้าเสียใจจนทำให้หงุดหงิดง่าย

    ความจริงหญิงเล็กไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย และเธอกำลังโดนท่านติ๋วตำหนิอยู่ภายในห้องเป็นการส่วนตัว

    “งานศพคุณตา ติ๋วไม่ค่อยเห็นหญิงเล็กเลย วันนี้ก็อีก ติ๋วไม่อยากจะตำหนิหญิงเล็กหรอก แต่ที่หญิงเล็กโวยวายอย่างนั้นมันไม่น่ารักเลย เจ้าพี่จะทรงคิดอย่างไร”

    “หญิงไม่เคยน่ารักในสายตาท่านต้อมอยู่แล้วนับตั้งแต่นังพจมานก้าวเข้ามา”

    “ไม่เอาน่า...อย่าคิดมากสิคะ”

    “เป็นใคร ใครก็ต้องคิดมากค่ะ ท่านต้อมเป็นห่วงมันมากถึงกับตามไปบางปู แล้วก็ยังไปรับที่โรงพัก พาไปโรงพยาบาลแล้วก็พามาส่งที่บ้าน”

    “ใครบอกหญิงเล็ก”

    “อีตาบุญล้อมค่ะ หญิงโทรศัพท์ไปถาม”

    “เอ๊ะ! ไหนว่าบาดเจ็บสาหัสไง”

    “เฉพาะที่หน้าค่ะ ตอนนี้พันผ้าหมดเลย ยังไม่รู้ว่าเปิดแล้วจะเป็นอย่างไร ฮึ! สมน้ำหน้า ท่านหญิงทรงทราบหรือเปล่าว่านังพจมานมันลาออกแล้ว มันไม่บอกหญิงสักคำ ทั้งๆที่หญิงเป็นคนฝากมัน”

    “โธ่...หญิงเล็กจะไปหวังอะไรกับคนต่ำๆอย่างนั้นคะ”

    “คนต่ำๆ แต่เจ้าพี่ของท่านติ๋วก็โปรดเสียยิ่งกว่าหญิง ยิ่งกว่าใครๆ”

    “เหลวไหล เจ้าพี่ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าสงสารมันเพราะนึกว่ามันเป็นน้องสาวของหญิงเล็ก เชื่อเถอะเจ้าพี่ยังรักหญิงเล็กอยู่ ไม่อย่างนั้นจะชวนติ๋วมาหาหญิงเล็กหรือคะ หญิงเล็กก็ใจร้ายกับเจ้าพี่ ตอนงานศพคุณตาก็ไม่ไป มิหนำซ้ำเจ้าพี่ขอพบ ก็ไม่ยอมให้พบอีก”

    “คงจะเป็นเพราะหญิงกำลังเครียดน่ะค่ะ ก่อนจะเสียคุณตาเรียกทุกคนเข้าไปบอกว่าบ้านทรายทองเป็นของนังพจมาน”

    “อะไรนะ”

    “ทรงคิดดูสิคะว่าหญิงจะรู้สึกอย่างไร จะให้หญิงเชื่อหรือว่าอีชาติไพร่คนนี้จะกลับมาเป็นเจ้าของบ้านทรายทอง...ตั้งแต่เราเกิด จำความได้ เรารู้ว่าบ้านนี้เป็นของเรา เป็นของคุณตาเราทุกตารางนิ้ว ทุกกระเบียดเป็นของพวกเรา แล้วจู่ๆก็มาบอกว่าบ้านนี้เป็นของคนอื่น แต่เป็นของใครก็ตลกร้ายไม่

    เท่ากับบอกว่าเป็นของอีนั่น หญิงเกลียดจนไม่อยากเอ่ยชื่อมันให้เป็นเสนียดปาก”

    ท่านติ๋วตะลึง สีหน้าเหมือนจะทบทวนความทรงจำรำลึกที่ท่านตุ้มน้องสาวเคยมาพูดให้ฟังว่าเพื่อนคนหนึ่งได้ข่าวว่าถ้าท่านเจ้าคุณสิ้น พจมานจะต้องมีส่วนแบ่งในกองมรดก

    “ตั้งแต่ประสูติมาจนถึงบัดนี้ ท่านเคยได้ยินเรื่องประหลาดเช่นนี้บ้างไหมล่ะคะ” หญิงเล็กพูดอย่างเจ็บลึก ท่านติ๋วอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนถามว่า

    “เป็นความจริงหรือหญิงเล็ก”

    “บอกตรงๆว่าหญิงไม่เชื่อ คุณตาเพ้อเพราะพิษไข้ต่างหาก”

    “แล้วคนอื่นๆล่ะ”

    “หญิงไม่ทราบ แต่หม่อมแม่กับน้าแพรวคงไม่เชื่อหรอกค่ะ สมมติเท่านั้นนะคะว่าเป็นความจริงคุณตาก็ไม่ควรพลั้งปากออกมาอย่างนั้น พินัยกรรมฉบับเดิมก็ทำไว้เรียบร้อยแล้ว มีพยานหลักฐาน ใครที่ไหนจะมารู้ความจริงที่แม่ลูกเขาพูดกันมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ นี่เป็นความผิดของคุณตาที่ลูกหลานจะไม่มีวันให้อภัย เพราะท่านคือตัวการที่ทำให้พวกเราเป็นคนไร้บ้าน แค่บอกว่าบ้านทรายทองเป็นของเราทำไมถึงพูดไม่ได้ หญิงอยากจะรู้นัก มันติดขัดอะไรนักหนา หญิงถึงไม่ไว้ทุกข์ให้คุณตา ไม่ลงมางานสวดศพที่ตึกขวางไงคะ วันเผาหญิงก็ไม่ไป”

    ท่านติ๋วพยักหน้าช้าๆ สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิดตาม

    “คนเรา...ถ้าคิดจะโกงมันก็ต้องโกงให้ตลอดไปจนตาย นี่ตายแล้วยังทิ้งทุกข์ไว้ให้ลูกหลาน เขาเรียกว่า คนตายขายคนเป็น ดีไม่ดีพวกสว่างวงศ์จะไม่มีที่ซุกหัวนอน ใครจะว่าหญิงอกตัญญูอย่างไรก็ช่าง”

    “แล้วแม่นั่นเขาว่าอย่างไรคะ”

    “เห็นเขาว่ามันมารยาทำเป็นไม่อยากได้ มันอยากให้พี่ชายกลางซาบซึ้ง แต่หญิงรู้ว่าที่แท้มันอยากได้จนตัวสั่น”

    “ติ๋วยังคิดว่าคุณชายกลางยังอยู่ทั้งคน อย่างไรเสียเขาต้องคิดป้องกัน คิดแก้ไข เรามีพินัยกรรมเป็นหลักฐานอยู่แล้ว ใครอยากฟ้องก็ฟ้องไป ไม่มีพยาน เรื่องเจ้าพี่ก็เหมือนกัน ในสถานการณ์อย่างนี้เราต้องรอบคอบ อย่าพูดปาวๆเช่นนั้นมันไม่ดี ของรักของเธอเรื่องอะไรจะยอมให้แม่นั่นมาแย่งมาปกครองง่ายๆแบบชุบมือเปิบ เธอต้องปกป้องทั้งบ้านทั้งคนรัก จำเอาไว้”

    “ขอบพระทัยมากที่ให้สติหญิงค่ะ”

    “เราต้องไปเยี่ยมนายบุญล้อมกัน”

    “ไม่ค่ะ หญิงไม่อยากเห็นหน้ามัน”

    “เราต้องไป ต้องหว่านล้อมให้เขาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่บางปูให้หมด ใครจะไปรู้ว่านังนั่นจะไม่ถูกบุญล้อมต้มยำทำแกง มันอยากเป็นเจ้าของบ้านทรายทองก็ใหัมันเป็นไป เราจะได้เอาความชั่วช้าเลวทรามสกปรกของมันไว้แฉโพยให้มันอื้อฉาวเหม็นคาวเล่นสนุกกัน”

    หญิงเล็กคล้อยตาม ปรับสีหน้าให้สดชื่นจะลงไปพบท่านต้อมอีกครั้ง...ระหว่างนั้นท่านต้อมกำลังคุยกับชายกลาง ท่านถามถึงพจมาน ชายกลางจึงให้สาวใช้ไปตามเธอมาพบ

    ขณะสองคนสนทนากัน ชายกลางลอบสังเกตสีหน้าท่าทีท่านต้อมที่ดูห่วงใยพจมานเป็นพิเศษ พอรู้ว่าเธอลาออกจากการเป็นครู ท่านเห็นด้วย และอยากให้เธอเรียนต่อ แต่ชายกลางแทรกขึ้นว่าพจมานคงไม่เรียนแล้ว

    ท่านต้อมต้องการทราบเหตุผล แต่หญิงเล็กกับท่านติ๋วเดินเข้ามาเสียก่อน หญิงเล็กเดินมานั่งข้างท่านต้อมแล้วก้มกราบที่ต้นแขนอย่างอ่อนหวานราวกับไม่ได้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันเลย ในขณะที่ท่านติ๋วก็ทำเนียนมานั่งใกล้ชายกลาง เพื่อทำให้พจมานเป็นส่วนเกินที่เข้ามาสอดแทรกคนรักสองคู่

    “เห็นท่านติ๋วรับสั่งว่าท่านเด็จมาเยี่ยมหญิง หญิงสบายใจขึ้นแล้วค่ะ แล้วก็เลิกงอนท่านแล้วด้วย”

    ท่านต้อมวางหน้าไม่ถูก ได้แต่ยิ้มแห้งๆรับ ท่านติ๋วทักชายกลางว่าท่าทางสบายใจขึ้นแล้ว เห็นเมื่อตอนงานศพคุณตาคุณยายดูเหนื่อยมาก

    “ก็ไม่ถึงกับเหนื่อยมากมายอะไรหรอกกระหม่อม ต้องขอบพระทัยที่ท่านหญิงเสด็จมาทุกวัน”

    “ติ๋วต้องมาอยู่แล้วล่ะค่ะ พี่ต้อมก็เหมือนกัน ถ้ามีอะไรที่เราสองคนพี่น้องพอจะทำได้ เราก็ยินดีและเต็มใจอย่างที่สุด”

    “ขอบพระทัยอีกครั้งนึงกระหม่อม”

    “หญิงก็ต้องกราบขอบพระทัยท่านเหมือนกันเพคะ เสียดายที่หญิงไม่ได้ลงมาร่วมงานเลย เพราะหญิงเศร้าสะเทือนใจเหลือเกิน ถึงคุณตาจะเจ็บออดๆแอดๆ มานาน แต่พวกเราก็ยังคิดว่าท่านจะอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ต่อไปอีกนาน”

    หญิงเล็กตีหน้าเศร้าพูดความเท็จได้อย่างคล่องปาก ชายกลางกับพจมานชำเลืองมองด้วยความรู้สึกเดียวกันคือประหลาดใจ...แล้วพจมานก็ขอตัวไปช่วยป้านมดูแลชายน้อย แต่ไม่ทันไรแจ่มมาตามพจมานบอกว่านกุลมาหา พจมานออกไปคุยกับนกุลที่หลังตึก บอกความในใจว่าเธอไม่อยากอยู่ที่นี่ บ้านทรายทองไม่เหมาะกับคนบ้านนอกอย่างตน นกุลพอจะเข้าใจแตะหลังมือเพื่อนปลอบใจ ชายกลางผ่านมาเห็น รู้สึกไม่ค่อยพอใจ ก่อนทักทาย นกุลนิดหน่อยแล้วเดินเลยไป

    ครู่ต่อมา หญิงเล็กร่าเริงมาชวนชายกลางไปดูหนังกับท่านต้อมและท่านติ๋ว แต่คำตอบของชายกลางก็ทำให้เธอหงุดหงิด หน้าเสีย

    “เพิ่งจะเผาคุณตาคุณยายไปได้ไม่กี่วัน พี่ยังไม่อยากไปไหนทั้งนั้น เธอเองก็เศร้ามากไม่ใช่หรือ”

    “เพราะอย่างนั้นหญิงถึงต้องไปเพื่อให้คลายความเศร้าบ้างไงคะ พี่ชายกลางก็เหมือนกัน”

    “พี่ไม่อยากไปจริงๆ เธอไปกับท่านต้อมท่านติ๋วเถอะ” ชายกลางตัดบทแล้วเดินหนี หญิงเล็กหน้างอไปบอกท่านติ๋ว รายนั้นถึงกับน้อยใจบ่นว่าชายกลางคงไม่อยากไปกับตน...แต่หญิงเล็กอยากไปกับท่านต้อมจึงคะยั้นคะยอสองพี่น้องจนสำเร็จสมใจ

    ooooooo

    เมื่อรู้เห็นว่านกุลมาหาพจมานและนมทิพย์จะทำข้าวมันส้มตำเลี้ยง มิหนำซ้ำท่าทางชายน้อยก็ดูชอบนกุลด้วย ทำให้ชายกลางไม่ค่อยพอใจ ปฏิเสธที่จะกินข้าวมันส้มตำทั้งที่เป็นอาหารจานโปรด

    หม่อมพรรณรายไม่สบายใจ ออกไปปรึกษาท่านผู้หญิงไฉไลเรื่องพินัยกรรมซึ่งท่านลงลายมือเป็นพยาน หม่อมต้องการให้ใช้ฉบับนี้ อ้างว่าที่พ่อของตนพูดครั้งหลังสุดก่อนสิ้นอาจจะเพ้อด้วยพิษไข้ ไม่มีหลักฐาน ไม่มีพยาน แล้วเด็กนั่นก็ลูกหลานในบ้าน

    “ลำพังเด็กคนเดียวคงไม่มีปัญหา แต่ทีนี้ถ้าเขามีพวกพ้อง หรือไม่เกิดวันหนึ่งวันใดเขาแต่งงานกับใครไป บ้านทรายทองก็อาจจะเป็นปัญหาขึ้นมาได้ เด็กคนนี้บอกว่าไม่ต้องการมันก็เป็นเพียงอารมณ์เด็ก แต่หากมีใครอยากได้แล้วยุแหย่ขึ้นมา หม่อมจะว่าอย่างไร”

    ฟังเหตุผลของท่านผู้หญิงไฉไลแล้วสองพี่น้องสบตากันอย่างหนักใจ หม่อมถึงกับหยิบยาดมขึ้นมาสูดดม ขณะที่แพรวพรรณถามว่าจะไม่มีทางแก้ไขอะไรเลยหรือ

    “หม่อมก็คงต้องปรึกษากันเองในหมู่ลูกเต้าพี่น้อง แล้วชายกลางว่าอย่างไรบ้างล่ะคะ”

    ได้ยินชื่อชายกลาง หม่อมถอนใจเฮือก ทำท่าทางจะเป็นลมเสียให้ได้ ท่านผู้หญิงไฉไลตกใจรีบสั่งสาวใช้ไปเอายาหอมมาให้กิน ผ่านไปสักครู่หม่อมนั่งน้ำตารื้น บ่นว่าร่างกายตนแย่ลงทุกวัน ท่านผู้หญิงทราบดีว่าเพราะความกลุ้มใจ ปลอบโยนว่า

    “ถึงไม่ได้อยู่บ้านทรายทอง แต่ดิฉันก็มั่นใจว่าชายกลางจะสามารถหาบ้านหลังใหญ่ไม่แพ้กันให้หม่อมอยู่ได้อย่างแน่นอน”

    “ฉันไม่ได้เกี่ยวกับบ้านหลังเล็กหรือหลังใหญ่ แต่มันคือบ้านทรายทอง ดิฉันจะต้องออกจากบ้านทรายทองอย่างผู้แพ้ ซึ่งดิฉันทนไม่ได้ ท่านผู้หญิงเข้าใจใช่ไหมคะ”

    “เข้าใจ...แต่บางครั้งคนเราก็ต้องปล่อยวาง”

    “พูดน่ะง่ายนะคะ แต่มันทำยาก ใครไม่มาเป็นดิฉันก็ไม่มีวันเข้าใจหรอกค่ะ บรรพบุรุษของเราสร้างบ้าน ทรายทองมา พอจำความได้ เราก็เห็นแต่บ้านหลังนั้น เราผูกพันกับมัน เรารู้จักกรวดทุกเม็ด หินทุกแผ่น ต้นไม้ทุกต้น ให้หลับตาเดินก็ยังได้ แล้วจู่ๆวันนึงก็มีคนมาบอกว่าบ้านทรายทองไม่ใช่ของเรา เป็นใคร ใครจะทนได้”

    หม่อมยิ่งพูดยิ่งน้ำตาไหล ท่านผู้หญิงไฉไลพยักหน้าน้อยๆอย่างเห็นใจ

    ในขณะที่หม่อมร้อนอกร้อนใจเพราะอยากครอบครองบ้านทรายทองไว้เช่นเดิม แต่เจ้าของโดยชอบธรรมอย่างพจมานกลับไม่ยินดียินร้าย เธอบอกนกุลว่าไม่อยากได้ และกำลังมีความคิดว่าจะไปจากบ้านหลังนี้ในวันมะรืน แต่ไม่ยอมให้นกุลมารับ นกุลจึงขอไปรอพจมานที่สถานีรถไฟ

    แต่ไม่ทันถึงวันเดินทาง พจมานได้รับโทรเลขจากแม่บอกว่ามีธุระร้อน เธอสงสัยว่าเรื่องอะไรแล้วทำไมแม่ถึงไม่ให้นกุลมาบอกเหมือนครั้งก่อนๆ แสดงว่าต้องเป็นเรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้

    พจมานตัดสินใจเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด โดยตั้งใจจะบอกชายกลางแต่พอดีเขามีแขกมาเยือนคือท่านต้อม พจมานไม่รู้เลยว่าท่านต้อมมาด้วยธุระเกี่ยวกับตัวเธอ เขามาสารภาพกับชายกลางว่ารักพจมาน และต้องการถอนหมั้นหญิงเล็กด้วยเหตุผลว่าเราสองคนนิสัยแตกต่างกัน รอยร้าวระหว่างเรามีมากขึ้น หากแต่งงานกันไปโดยปราศจากความรัก ชีวิตคู่ก็ต้องพัง

    “คงไม่มีใครเขาบ้าอย่างผมหรอกที่กล้าเข้ามาเผชิญหน้ากับคุณภราดาในเรื่องเช่นนี้ และยังจะขอร้องต่อไปให้คุณช่วยเป็นธุระขอพจมานให้ผมด้วย ผมรู้ว่าพจมานนับถือและกลัวเกรงคุณภราดามาก ผมเชื่อว่า...”

    “ฝ่าบาททรงทราบเรื่องของพจมานละเอียดดีแล้วหรือ”

    “อ๋อ...ถ้าเป็นเรื่องที่แกยากจนหรือมีมารดาเป็นคนชั้นต่ำนั้น ผมไม่เคยเห็นเป็นเรื่องสำคัญมากไปกว่าความรัก หม่อมแม่ของผมท่านเป็นคนธรรมดา แต่มีการศึกษาดี ผมไม่เคยดูถูกหรือรังเกียจแกเลย”

    “หม่อมรู้สึกขอบพระทัยเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหา และรับรองว่าสำหรับหญิงเล็กน้องสาวของหม่อม หม่อมยินดีที่จะเป็นผู้เพิกถอนการหมั้นเสียเองดีกว่าจะหลับหูตาให้เหตุการณ์ผ่านไปตามบุญตามกรรม แต่สำหรับพจมาน หม่อมไม่ทราบว่าเขาตกลงกับฝ่าบาทไว้อย่างไร”

    “ยังไม่ได้มีการตกลงอย่างไรเลย นอกจากความสนิทสนมฐานคนชอบพอกันเท่านั้น แต่ผมมั่นใจว่าพจมานจะไม่รังเกียจผม ผมรบกวนคุณภราดามากแล้วสำหรับวันนี้ หวังว่าคุณคงจะเข้าใจความรู้สึกผมดี”

    “หม่อมเข้าใจฝ่าบาท ส่วนพจมาน...ถ้าเขาพอใจก็ไม่มีอะไรเป็นปัญหา นอกจากขอให้พวกเราสว่างวงศ์ได้แสดงความยินดี”

    ท่านต้อมกลับไปแล้วด้วยความโล่งใจ ไม่แม้แต่จะแวะทักทายหญิงเล็กหรือหม่อมพรรณรายเลยสักนิด หญิงเล็กทราบจากสาวใช้ว่าท่านต้อมมาคุยกับชายกลางนานสองนานก็ประหลาดใจ ส่วนพจมานหลังจากกราบลาหญิงใหญ่และฝากเรียนชายกลาง เธอหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านโดยไม่ยอมให้กรดไปส่ง นั่งรถสามล้อไปสถานีรถไฟเพียงลำพัง

    พวกหม่อมทราบว่าพจมานไปแล้วก็เริงร่าอารมณ์ดีกันยกใหญ่ ต่อไปนี้บ้านทรายทองจะมีแต่ความสงบสุขเหมือนเดิม แต่คนที่เสียใจก็คือชายน้อย ร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรกลัวพี่พจมานจะไม่กลับมา นมทิพย์เองก็หวั่นใจแต่ต้องทำเข้มแข็งปลอบโยนหลอกล่อชายน้อยให้คลายความเสียใจ

    ท่านติ๋วได้รับแจ้งข่าวดีจากหญิงเล็กทางโทรศัพท์ก็พลอยตื่นเต้นดีใจไปด้วย แล้วถามว่าชายกลางรู้หรือยัง

    “คงจะยังหรอกค่ะ เย็นนี้กลับจากทำงานพี่หญิงใหญ่คงจะบอก หญิงน่ะดีใจ๊ดีใจที่ไม่ต้องมีพี่สะใภ้เป็นพวกบ้านนอก”

    “แต่ก็เกือบไปแล้ว”

    “โอ๊ย! หญิงไม่ยอมรับมันหรอกค่ะ หม่อมแม่ก็ไม่ยอมรับ ว่าแต่ท่านติ๋วเถอะค่ะ ทรงคิดว่าพี่ชายของหญิงคู่ควรกับท่านหรือเปล่า”

    “หญิงเล็กล่ะก็...พูดอะไรไม่รู้”

    “ท่านติ๋วขา...พวกเราออกไปฉลองกันดีไหมคะ”

    “ไปสิ เดี๋ยวติ๋วจะไปรับเธอที่บ้านทรายทองนะคะ”

    หญิงเล็กรับคำก่อนวางสาย สีหน้าและแววตาเปี่ยมไปด้วยความสุขสมหวัง

    ooooooo

    พจมานขึ้นรถไฟไปแล้วพร้อมนกุลที่คอยให้กำลังใจเธออย่างเพื่อนผู้หวังดี แต่ก่อนหน้าที่พจมานจะจากบ้านทรายทองมานั้น เธอได้พบนายพรปฏิเสธไม่รับบ้านทรายทอง ซึ่งนายพรถามย้ำเธอว่าแน่ใจแล้วหรือ

    “แน่ใจที่สุดค่ะ หนูเรียนคุณชายกลางไปแล้วว่าบ้านทรายทองใหญ่โตเกินความสามารถของหนูที่จะดูแลรักษา และหนูก็ขอยืนยันกับคุณลุงเช่นนั้น”

    “ลุงอยากให้หนูคิดให้ดี”

    “หนูคิดอย่างนี้มาตั้งแต่วันแรกที่รู้เรื่องแล้ว และหนูจะไม่มีวันเปลี่ยนใจแน่นอน ไม่ใช่ว่าหนูหยิ่งหรืออะไร แต่บ้านทรายทองควรจะอยู่อย่างที่เคยเป็นมา ถึงพวกเขาจะเคยดูถูกหนูสารพัด แต่จะให้หนูโผล่หน้าต่างออกมาหัวเราะเยาะคนที่อยู่มาก่อนแล้วต้องเดินจากไป หนูคงทำไม่ได้ โดยเฉพาะกับคุณชายที่มีพระคุณต่อหนูมากเหลือเกิน แล้วไหนจะคุณชายน้อยอีก”

    “หนูเป็นคนดี”

    “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ทำไมหนูไม่อยากเป็นใหญ่ แต่มีบางสิ่งเหนือกว่านั้น...เรามีครอบครัว มีญาติ มีพวกพ้อง ถ้าเราทำอย่างนั้นกับเขาก็เท่ากับตัดตัวเองออกจากโลก แต่ถ้าเรายกให้เขา แม้ว่าเราจะต้องกลับไปอยู่กระท่อมซอมซ่อ ใจเราก็มีความสุข เพราะได้ทำประโยชน์ให้กับพวกผู้ดีมีเงินเหล่านี้”

    นึกถึงแล้ว...พจมานสูดลมหายใจยาว โล่งใจที่ได้ทำภารกิจสำคัญเสร็จสิ้นไป โดยนกุลลอบมองท่าทีเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    20 ต.ค. 2564

    09:40 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 22:54 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์