นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    บัลลังก์ดอกไม้

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เมื่อพุดชมพูเล่าให้อนาวินทร์ฟังว่าช่อม่วงไปหาบริษัทที่ร่วมเสนอราคาไม่เจอ ตนเชื่อว่ามีคนเล่นตุกติกในบริษัทแน่ เขาบอกว่าคิดมากแล้วเอาครีมใส่มือให้เอาไปทา เธอดุว่าหัดสนใจบริษัทบ้างได้ไหมเขาก็สวนว่าหัดสนใจดูแลมือตัวเองบ้าง

    พอพุดชมพูเดินกลับไป อนาวินทร์ที่ทำเป็นไม่แยแส แต่แอบเครียด กังวล...

    วันนี้ ช่อม่วงชวนทรงรบไปกินข้าวเย็นกันบอกว่าจะพาเขาไปเลี้ยงเพราะงานกำลังไปได้ดี อารมณ์ดีชีวิตดีพลางฉุดแขนทรงรบที่ทำท่าลังเล พอดีนิลลดาเปิดประตูเข้ามาเห็นภาพนั้นเธอทำท่าตกใจถามจิกช่อม่วงว่า “จะเป็นลมหรือ”

    ช่อม่วงรีบปล่อยมือจากทรงรบ แล้วก็ทำหน้าไม่ถูกทั้งสองคน ทรงรบถามนิลลดาว่ามีอะไรหรือเปล่า เธอถามว่าเห็นจดหมายของตนแล้วใช่ไหม เขาบอกว่าเห็นแล้วแต่ยังไม่มีเวลาอ่าน เธอบอกไม่เป็นไร เย็นนี้ไปกินข้าวกันดีกว่า

    ทรงรบมองนิลลดาแล้วถามช่อม่วงว่าให้ลดาไปกินข้าวกับเราด้วยได้ไหม ซ้ำที่เคยเรียกเธอ “คุณช่อ” ก็กลับเรียกอย่างสนิทสนมว่า “ช่อ” เฉยๆ ทำเอาช่อม่วงแปลกใจ งง

    เมื่อไปถึงร้านอาหาร ทรงรบยังเอาอกเอาใจและดูแลช่อม่วงเป็นพิเศษจนนิลลดาถามช่อม่วงว่าสนิทกับทรงรบนานแล้วหรือ ถูกเขาชิงถามว่า

    “ก็ลดาไม่อยู่ตั้งสองปี ผมจะมีใครบ้างมันก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ”

    “ปกติรบเขาไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิงน่ะค่ะ ตั้งแต่สมัยเรียนแล้วเพราะรบเขาเป็นคนตรงๆ แถมยัง... เนิร์ดๆด้วย”

    “ช่อ...ทอดมันนี่อร่อยนะครับ กินอีกชิ้นสิ” ทรงรบตักทอดมันและยิ้มหวานให้ช่อม่วง นิลลดาอึ้งแต่เก็บอาการ

    ทรงรบยังถ่ายรูปลง IG ให้ช่อม่วงแล้วจะกดไลค์ให้ด้วย เขาหยอกล้อพูดคุยกับช่อม่วงอย่างสนิทสนม จนกินข้าวเสร็จ เขาไปส่งนิลลดาแล้วไปส่งเธอที่คอนโด ช่อม่วงถามว่าวันนี้เขาเป็นอะไรดูแปลกๆ เขาถามว่าแปลกยังไง พอเธอยกตัวอย่างให้ฟังเขาก็ทำไก๋อ้างว่าเราทำงานกันมาพักหนึ่งก็สนิทกันบ้างเป็นธรรมดา

    ช่อม่วงรู้สึกว่าเขาปิดบังอะไรตนอยู่จึงไม่คาดคั้น ขอบคุณที่มาส่งเตือนอย่าลืมกดไลค์ให้ตนด้วย แล้วเดินเข้าบ้าน

    “ผมขอโทษนะคุณช่อ” ทรงรบพึมพำ ถอนใจสีหน้ากังวล

    ooooooo

    อนาวินทร์แอบกังวลเรื่องที่มีคนโกงบริษัท คืนนี้เขาโทร.ไปหาการันต์บอกว่าพุดชมพูตรวจเจอการทุจริตในบริษัทเราเธอสงสัยชวกร เตือนว่าคนนี้ไม่ใช่คนดี เพราะจับได้ว่าเขาหาบริษัทปลอมมาเสนอราคา ย้ำให้ดูให้ดีๆอย่าให้มันหลอกได้

    การันต์สะดุ้งใจ ขอบใจที่เขาโทร.บอกแต่ไม่ต้องห่วงตนจะดูแลทางนี้ให้เอง

    “ขอบใจว่ะ เออเห็นว่าพรุ่งนี้เขาจะไปตามเล่นงานมันถึงที่เลยแกตามไปดูด้วยสิ”

    วันต่อมาช่อม่วงบอกชวกรว่าบริษัทที่ร่วมเสนอราคาเราติดต่อไม่ได้เลย ทรงรบถามว่าเขาติดต่อได้ไหม ชวกรตอบลนๆว่าได้ไม่น่ามีปัญหา ครู่เดียวการันต์ก็เข้ามาถามว่ามีอะไรกันหรือ พอทรงรบเล่าให้ฟังก็ทำเป็นบ่นว่ายังไม่เรียบร้อยอีกหรือ ทรงรบเสนอว่าเพื่อความรวดเร็วให้ชวกรพาไปที่บริษัทเลยดีไหมเชิญการันต์ไปด้วย

    ขณะชวกรพาไป แต่เขาหลุกหลิกถ่วงเดินช้าๆ ทรงรบบอกว่าตามแผนที่บริษัทอยู่แถวนี้แหละ ทรงรบกับช่อม่วงเดินมาหยุดที่หน้าบริษัทที่มากันเมื่อวาน ทั้งสองตะลึง เมื่อบริษัทเปิดไฟสว่างภายในดูโอ่โถงพนักงานสี่ห้าคนทำงานกันอย่างคร่ำเคร่ง ชวกรเองก็แปลกใจแต่เก็บอาการ ขณะเดียวกัน การันต์พูดอย่างเป็นต่อว่า

    “บริษัทก็เปิดทำการปกตินี่ครับ”

    “เป็นไปได้ยังไง??” ช่อม่วงพึมพำตะลึง มองอย่างไม่เชื่อสายตา

    ชวกรแอบมองหน้าการันต์เจอเขามองอยู่ก่อนแล้ว รู้กันโดยสัญชาตญาณเขาจึงนิ่ง พอตั้งหลักได้ชวกรก็รุกนิ่มๆเนียนๆว่าอยากติดต่อเรื่องอะไรเชิญข้างในเลย เมื่อเข้าไป ผู้จัดการเอาเอกสารให้ช่อม่วงดู ทุกอย่างถูกต้องเรียบร้อย การันต์บ่นว่าถ้าเรื่องเอกสารแค่นี้ให้เมสเซนเจอร์มารับไปก็ได้

    ช่อม่วงยังติดใจสงสัย ถามเรื่องโทรศัพท์แล้วโทร.เข้าบริษัทเปิดสปีกเกอร์โฟนให้ฟังกัน ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับ ทรงรบถามว่าแล้วทำไมวันก่อนมาบริษัทปิดเงียบโทรศัพท์ก็ใช้ไม่ได้ ผู้จัดการบอกว่าสัปดาห์ที่แล้วพาพนักงานไปสัมมนาที่ต่างจังหวัด ช่อม่วงถามว่าวันไหน ที่ไหน ผู้จัดการก็เล่นแง่ว่านั่นไม่เกี่ยวกับบริษัทของเธอ ตำหนิว่าควรให้เกียรติกันบ้าง

    ทรงรบแตะแขนช่อม่วงเชิงปรามและขอโทษผู้จัดการที่มารบกวน การันต์ได้ทีกระหนาบช่อม่วงว่า

    “คราวหลังตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนนะครับ ไม่ใช่มีอะไรก็แตกตื่นตกใจแบบนี้ ผมเสียเวลาน่ะไม่เท่าไหร่ แต่สัตยาอสังหาอาจจะเสียชื่อและเสียบริษัทคู่ค้าไปก็ได้”

    การันต์จริงจังจนช่อม่วงจ๋อยไป ทรงรบมองอย่างเห็นใจ ในขณะที่ชวกรยิ้มมุมปากอย่างสะใจ

    ooooooo

    ที่ไร่อุ่นรัก...เมื่อต้นเบญจมาศที่ซื้อกล้ามาปลูกต้องถอนและเผาทิ้งหมด อนาวินทร์จึงให้ลุงเจือสอนการเพาะและปลูกเบญจมาศให้ เขาศึกษาจากลุงเจืออย่างตั้งใจแต่พอเห็นพุดชมพูดูอยู่ ก็เดินออกไปอย่างไม่สนใจ

    ครู่หนึ่งลุงหมายกับโจ้มาถึงเพื่อรับพุดชมพูไปงานลงแขกสร้างเรือนกล้วยไม้ของชมรม พุดชมพูจึงแนะนำให้อนาวินทร์รู้จักกับลุงหมาย ลุงหมายหัวเราะร่าชมว่าหล่อ ขาว ผิวเนียนอย่างกับพระเอก แล้วชวนออกเดินทางกัน พุดชมพูชวนอนาวินทร์ไปด้วยเขาเกี่ยงว่าไม่ใช่งานที่ไร่ ลุงหมายหัวเราะเอ็นดูบอกว่าไม่เป็นไรถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป

    “ไปเดี๋ยวนี้ ฉันสั่ง!” พุดชมพูกระซิบเสียงเข้ม เขาบอกว่าไปก็ได้แต่ไม่นั่งรถไปกับโจ้เพราะหมั่นไส้คนขี้เก๊ก

    เมื่อไปถึงลานกว้างบนเขาลูกหนึ่ง อนาวินทร์ลงจากรถอย่างหงุดหงิดแต่พอได้รับอากาศสดชื่น เห็นทิวทัศน์ที่สวยงามก็มองตะลึง แต่ก็ยังวางฟอร์ม ลุงหมายถามว่าบนนี้สวยไหม เขาบอกว่าสวยดีแต่ทำไมมาอยู่เสียไกล

    “แถวนี้กล้วยไม้ป่ามันเยอะ หลังๆมานี่คนเขาขโมยกล้วยไม้ป่าไปขายกันหมด ลุงกับชาวบ้านแถวนี้ก็เลยกลัวมันจะสูญพันธุ์ ชมรมนี้หนูพุดเขาเป็นตัวตั้งตัวตีให้สร้างเลยนะ ทั้งช่วยเรียกชาวบ้านมาประชุมกัน ช่วยเดินเรื่องขอตั้งชมรมกับทางจังหวัดจนสำเร็จ”

    อนาวินทร์หันมองพุดชมพูเห็นเธอกำลังช่วยชาวบ้านหยิบนั่นจับนี่อย่างทะมัดทะแมง เขาก็เริ่มยอมรับในตัวเธอ

    ที่ลานก่อสร้าง ทุกคนทำงานกันอย่างเอาการเอางาน พุดชมพูหิ้วคูลเลอร์น้ำใบใหญ่เดินมา อนาวินทร์บอกลุงหมายว่ากำลังหิวน้ำพอดีเลย แต่พุดชมพูกลับเอาน้ำไปให้โจ้ เขาพึมพำไม่พอใจ “อะไรวะ!”

    ระหว่างทำงาน พุดชมพูช่วยดูแลความปลอดภัยให้โจ้ขณะปีนบันไดขึ้นไปตอกตะปู แต่โจ้บอกให้เธอช่วยอนาวินทร์ที่ฮึดทำอย่างตนบ้าง แถมคุยอวดวิธีตอกตะปูให้ถูกต้องตามตำรา แสดงมากจนตกบันได พุดชมพูรีบไปดูแล เขาอ้อนว่าเจ็บตรงโน้น ปวดตรงนี้ พอเธอนวดให้ก็ชมว่ามือเธอนุ่มขึ้นนะ ถามว่าครีมที่ตนให้ดีใช่ไหม เลยถูกเธอด่า “บ้า...” แก้เขิน

    แล้วก็เกิดเรื่องจนได้ เมื่อลุงพันมาและลุงหมายที่เป็นเพื่อนสนิทกันแนะนำแก่อนาวินทร์ว่า

    “ลุงพันแกถนัดเรื่องงานช่าง ลุงก็เลยชวนให้มาคุมคนงานก่อสร้างที่นี่” ลุงพันชมว่าอนาวินทร์หล่อขาวคงไม่โดนแดดเท่าไหร่ ถามลุงหมายว่า “นี่ทำไปถึงไหนกันแล้วล่ะ”

    “ศาลานี้กำลังซ่อมหลังคาครับ ทางโน้นก็กำลังขึ้นโครงใหม่” โจ้รายงาน

    อนาวินทร์เดินไปดูชาวบ้านสองคนกำลังขึ้นเสาใหม่ เขาถามว่าไม่เทปูนที่ฐานเสาก่อนหรือ ชาวบ้านบอกว่าลุงพันบอกไม่ต้อง เขาแสดงความเห็นตามตำราทันทีว่า ไม่ต้องได้ยังไง แค่ฝังเสาลงดินไม่พอ ลุงพันมาถามว่ามีอะไรกันหรือ

    เมื่อชาวบ้านบอกว่าอนาวินทร์ว่าต้องเทปูนก่อนฝังเสา ลุงพันบอกว่าไม่ต้องเพราะเสาลงลึกมากแล้วจะเทปูนทำไมให้เสียเวลาเปลืองเงินเปล่าๆ

    “จบ...รื้อใหม่หมด ไม่งั้นพังแน่” อนาวินทร์เสียงดัง ลุงพันโมโหถามว่าอย่างนี้หมายความว่ายังไง “จะบอกให้นะลุงเสานั่นยังไงก็ต้องเทปูนที่ฐาน จะมามักง่ายฝังเอาอย่างเดียวไม่ได้หรอก ไม่งั้นเจอลมหรือดินทรุด รับรองพังหมด”

    เกิดการโต้เถียงกันระหว่างอนาวินทร์ที่อ้างตามตำราเรียนกับลุงพันช่างชาวบ้านอย่างรุนแรง จนลุงพันโมโหบอกว่าเด็กนี่รู้ดีนักให้มันทำไปก็แล้วกัน แล้วเรียกชาวบ้านที่มาช่วยงานกลับ ชาวบ้านละล้าละลัง ลุงหมายก็เรียกลุงพันไว้

    พุดชมพูมองหน้าอนาวินทร์แล้วลากไปอีกทางตำหนิเขาว่าพูดแบบนั้นกับลุงพันที่เป็นผู้ใหญ่ได้ยังไง เขาโต้ว่าตนไม่สน เมื่อทำชุ่ยๆแบบนี้จะปล่อยไปได้ยังไง

    พุดชมพูไม่เถียงเรื่องความถูกต้องตามวิชาการแต่ตำหนิเขาว่าควรจะมีวิธีพูดที่ดีกว่านี้ไม่ใช่หักหน้าลุงเขาแบบนั้น ถามว่า “เป็นนาย นายจะรับได้ไหม”

    “ฉันไม่เคยทำงานมักง่ายแบบนั้น”

    “ฉันรู้ว่านายเก่ง นายรู้วิธี แล้วไงนายทำทุกอย่างเองโดยไม่ต้องมีคนช่วยได้ไหม ลุงพันเป็นผู้ใหญ่ที่ชาวบ้านนับถือนะ นี่เขาอุตส่าห์พาชาวบ้านมาช่วยกัน...”

    “อ๋อ มีพวกมากเลยถูกด่าไม่ได้”

    “ไม่ใช่อย่างนั้น แค่เวลาจะพูดอะไร นายควรจะเอาใจเขามาใส่ใจเรามากกว่านี้”

    “เลิกสั่งสอนเสียที ฉันจะกลับบ้านแล้ว” อนาวินทร์เดินหนีไปที่รถ พุดชมพูถอนใจแต่ก็เดินตามไป

    อนาวินทร์ขึ้นไปนั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่บนรถ โจ้เดินมาถามพุดชมพูว่าจะกลับแล้วหรือ เธอพยักหน้าถามว่าลุงพันเป็นยังไงบ้าง โจ้บอกว่าพ่อกำลังคุยอยู่ เธอฝากขอโทษลุงพันแทนนายวินด้วย อนาวินทร์นั่งอยู่ในรถได้ยิน ตะโกนออกมาว่า

    “ไม่ต้องขอโทษแทน ฉันไม่ได้ทำผิดอะไร” โจ้โมโหถามว่าเขาพูดอย่างนั้นถ้าลุงพันไม่ทำแล้วเขารับผิดชอบไหวไหม “ไม่ใช่หน้าที่ฉันทำไมต้องรับผิดชอบ”

    อนาวินทร์ตะแบงไปเรื่อย โจ้โมโหทำท่าจะ วางมวยกัน พุดชมพูเข้าห้าม โจ้ตราหน้าอนาวินทร์อย่างโกรธจัดว่า

    “ก็เป็นอย่างนี้ไง...ปู่ถึงต้องส่งมาดัดนิสัย”

    “ไอ้!” อนาวินทร์พุ่งเข้าต่อยโจ้จนเลือดซึมที่มุมปาก โจ้ทำท่าจะเอาคืน พุดชมพูขอร้องให้พอแล้วตนไม่อยากให้มีเรื่องมากไปกว่านี้ แล้วดันหลังอนาวินทร์ให้ขึ้นรถ

    แม้โจ้จะยังโมโห แต่เขาก็เห็นใจและหนักใจแทนพุดชมพูว่าจะรับมือกับคนอย่างนี้ยังไง

    ooooooo

    ระหว่างขับรถกลับ เมื่ออนาวินทร์สงบลงแล้ว พุดชมพูบอกเขาว่า...ที่เขาพูดวันนี้ไม่มีอะไรผิด แต่ผิดที่วิธีการพูด เห็นเขานิ่งฟัง เธอจึงพูดต่อ...

    “ถ้าจะเป็นผู้นำ ก็ต้องมีวิธีพูดกับลูกต้องใช้แต่พระเดชอย่างเดียว คุมคนอยู่ก็จริงซื้อใจใครไม่ได้หรอกนะ”

    คำพูดของพุดชมพูทำให้อนาวินทร์คิดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เขาทะเลาะกับปู่อย่างรุนแรงจนไม่พูดกันถึงสองเดือน...

    เวลานั้นปู่ตั้งให้เขาเป็นผู้ช่วยประธานบริษัทรองจากปู่ เวลานั้นเขาเพิ่งจบมาใหม่ๆ กำลังร้อนวิชา เขาทะเลาะกับ สุรพลผู้จัดการวัยอาวุโสเพราะเห็นต่างในระบบก่อสร้างที่เขาเรียนมาทำอย่างสุรพลนั้นมีจุดบอด แต่สุรพลบอกว่าตนทำงานมา 30 ปีแล้วเราก็ใช้วิธีนี้มาตลอด

    “คิดแบบนี้ไง บ้านเราถึงไม่พัฒนาไปไหน บอกแล้วว่าวิธีใหม่ดีกว่ายังจะเถียงอยู่ได้ งี่เง่า!!”

    การันต์เรียกเขาเตือนสติ แต่อนาวินทร์ไม่ฟัง

    ด่าสุรพลว่าถ้าไม่คิดจะเปิดรับความรู้ใหม่ๆ ก็กลับบ้านไปเลี้ยงหลานดีกว่า อย่ามาคุมงานใหญ่ๆอย่างนี้เลย เมื่อสุรพลจะโต้ เขาก็ประกาศกร้าว

    “ผมไล่คุณออก!” การันต์พยายามเตือนสติเขาว่าสุรพลเป็นคนเก่าแก่ของคุณปู่ก็ไม่แยแส สุรพลพูดอย่างโกรธจัดว่า

    “คุณอนาวินทร์ คุณจะถือว่าคุณเรียนมาสูงกว่าผม ตำแหน่งใหญ่กว่าผม แล้วมาพูดจากดหัวผมอย่างนี้ ไม่ได้นะ ผมทำงานที่นี่มา 30 กว่าปี ทำกำไรให้สัตยารักษ์นับไม่ถ้วน เงินส่วนหนึ่งที่ผมทำให้บริษัทนี่แหละที่ส่งคุณไปเรียนต่อเมืองนอกเพื่อให้คุณกลับมาดูถูกผมแบบนี้งั้นหรือ”

    แต่ไม่ว่าใครพูดเตือนอะไรก็ไม่ทำให้เขาได้คิดเลย จนเรื่องถึงปู่เล็ก ปู่ขว้างแฟ้มใส่หน้าเขา เสียงดังอย่างโกรธจัดว่า

    “คุณสุรพลเขาเป็นพนักงานอาวุโสของที่นี่ ไปพูดกับเขาแบบนั้นได้ยังไง ที่สำคัญแกไม่มีสิทธิ์ไล่เขาออก!” เขาโต้ว่าตนเป็นรองประธานบริษัทยังไงวันหนึ่งบริษัทก็ต้องเป็นของตนอยู่ดี เขาท้าทายจนปู่ประกาศว่า

    “ฉันขอปลดแกออกจากตำแหน่งผู้ช่วยประธานบริษัทสัตยาอสังหาตั้งแต่วันนี้ ต่อไปนี้แกเป็นแค่เด็กฝึกงานคนหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการตัดสินใจอะไรใดๆทั้งสิ้น จนกว่าแกจะสำนึก!”

    อนาวินทร์คิดถึงเหตุการณ์เมื่อสองเดือนก่อนแล้วรู้สึกประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เขานิ่งเครียด

    ฝนตกหนักมาตลอดทาง พุดชมพูขับรถมาอย่างระมัดระวัง แต่รถก็ติดหล่มจนได้ เธอเครียด แต่อนาวินทร์ยังนั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เธอลงไปหาไม้มาหนุนล้อ

    แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะหล่มลึกมาก เห็นเขายังเฉย เธอถามอย่างเหลืออดว่า

    “นี่นายไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยหรือ” ถูกเขาประชดว่าจะให้ทำอะไร เดี๋ยวทำไม่ถูกใจก็โดนด่าอีก “เออ! งั้นก็นั่งมันอยู่แบบนี้แหละ” เธอโกรธ ขึ้นรถมาดับเครื่องทั้งที่ตัวเปียกโชก แต่เขาก็ยังนั่งเฉย เธอถามว่าเขาไม่คิดจะทำอะไรเลยจริงๆใช่ไหม เขาก็เงียบไม่ตอบ แต่พอถูกด่าว่า “บ้าเอ๊ย! นายทนอยู่เฉยๆได้ยังไงเนี่ย!” เขาก็โต้ว่า

    “ฉันทำอะไรไม่ได้หรอก คนอย่างฉันทำอะไรก็ผิดทั้งนั้นแหละ”

    ทันใดนั้นมีเสียงรถแล่นมาไกลๆ พุดชมพูมองไปเห็นรถของลุงหวายกำลังมา เธอดีใจมากรีบลงจากรถไป

    โจ้มากับลุงหวายและลุงพัน พอรู้ว่ารถติดหล่มลุงหวายก็บอกทุกคนว่า

    “เอ้า...ไปช่วยกันเร็ว เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน โจ้ไปหาไม้มาหนุนล้อ เดี๋ยวพ่อกับตาพันจะเซาะดินใต้ล้อออก”

    ทุกคนลงมาช่วยกันตามที่ลุงหวายบอก จากนั้นช่วยกันดันรถ อนาวินทร์ที่นั่งเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ เห็นการช่วยเหลือกันของทุกคนก็สะเทือนใจนึกละอาย ยิ่งเมื่อได้คิดถึงคำปรามาสและคำเตือนสติของแต่ละคนนับแต่ปู่เล็ก โจ้ และพุดชมพูแล้ว เขาลงไปช่วยดันรถเป็นคนส่งสัญญาณให้ออกแรงดันเป็นจังหวะพร้อมเพรียงกัน

    กว่ารถจะขึ้นจากหล่มได้ทุกคนก็ถูกโคลนจากล้อรถสาดใส่หน้าจนเลอะเทอะไปหมด แต่ในที่สุดก็เอารถขึ้นจากหล่มได้ ทำให้ความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จากนั้นก็เอาน้ำมาล้างหน้าล้างเนื้อตัว

    ลุงพันยื่นผ้าขาวม้าของตนให้อนาวินทร์เช็ดหน้าเขามองหน้าลุงพันเห็นความจริงใจและเมตตาของลุงพันจึงรับมาอย่างซึ้งใจ เอ่ยกับลุงพันอย่างจริงใจว่า “เอ่อ... ผมต้องขอโทษลุงด้วยนะ ที่วันนี้พูดไม่ดีกับลุง”

    “วันหลังมาช่วยกันใหม่สิ ลุงจะได้ขอความรู้จากพ่อหนุ่มด้วย” ลุงพันตบไหล่เขาเบาๆ ต่างรู้สึกดีต่อกัน

    โจ้เดินมาหาอนาวินทร์เอ่ยอย่างจริงใจว่า “ขอโทษด้วยนะ ที่วันนี้ชกนาย”

    “ไม่เป็นไร ผมก็ขอโทษด้วยที่พูดกับคุณแรงเกินไป”

    “เอ้า...เอาน้ำล้างโคลนสิ” อนาวินทร์ยื่นน้ำให้โจ้ พลางตบไหล่โจ้ยิ้มให้กัน

    พุดชมพูเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้แล้ว เธอยิ้มอย่างปลื้มปีติ

    ooooooo

    ช่อม่วงยังค้างคาใจอย่างมากเรื่องบริษัทร่วมเสนอราคา ที่เมื่อวานเป็นอาคารร้างโทรศัพท์ถูกระงับการใช้ แต่วันนี้กลับเปิดร้านอย่างโอ่โถงและโทรศัพท์ก็ใช้ได้ เธอได้แต่พึมพำว่า “มันเป็นไปได้ยังไง... เป็นไปได้ยังไง...”

    เธอกลับมาอย่างผิดหวังซ้ำยังถูกการันต์ตำหนิว่าทำงานไม่รอบคอบจะทำให้บริษัทเสียหาย เธอได้แต่ตอบ “ค่ะ”

    ทรงรบเห็นเธอยังเครียด ถามว่าเธอโอเคไหม เธอบอกว่าไม่โอเค ตนไม่โกรธการันต์แต่เจ็บใจตัวเองที่ทำผิดพลาดจนให้เขาตำหนิได้มากกว่า แต่ก็ยังมั่นใจว่าบริษัทนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล ยังไงตนก็จะหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ว่าบริษัทนี้ไม่มีอยู่จริง!

    ทรงรบถามว่ามีอะไรให้ช่วยไหม เธอบอกว่าอยากไปคุยกับคุณแม่เขา ทรงรบตกใจแต่ก็พาไป พอถึงบ้านเขาถามแม่ว่าทำกับข้าวไว้เยอะไหม ตนพาเพื่อนมากินข้าวด้วย พอเห็นช่อม่วง วิภาดีใจที่เจอเพื่อนสนิทต่างวัย

    วิภาเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์และช่างสังเกต ดูออกว่าวันนี้ช่อม่วงไม่สบายใจ แต่เธอบอกว่าตนมาที่นี่ก็สบายใจแล้ว วิภาบอกงั้นก็มาบ่อยๆ

    “ขอบคุณค่ะคุณป้า...แต่คุณรบเขาไม่ค่อยชอบให้หนูมา...”

    “ผมไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย ถ้าคุณสบายใจอยากมาก็ตามใจสิ”

    ช่อม่วงอึ้งไปอึดใจ พริบตาเดียวก็ยิ้มแป้นดีใจสุดๆ

    ooooooo

    เพราะตากฝนและช่วยกันเข็นรถจากหล่ม กลับถึงบ้านคืนนี้อนาวินทร์จามฟิดๆพุดชมพูจึงต้มน้ำขิงให้กิน เขาดื่มไปอึกเดียวก็หน้าเหยบอกว่าเผ็ด เธอบอกให้ดื่มเสียจะได้โล่ง

    พุดชมพูมองเขาด้วยความรู้สึกดี ชมว่าวันนี้เขาทำดี ตนประทับใจมาก เขาถามงงๆว่า “เรื่องอะไร”

    “ก็หลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่นายลงมาช่วยเข็นรถ เรื่องลุงพัน เรื่องที่โจ้” เขาทำหน้านิ่งบอกว่าไม่มีอะไรใครทำดีกับตนตนก็ดีด้วยแค่นั้นเอง เธอบอกว่า “แล้วก็เรื่องที่นายไปขอเรียนปลูกเบญจมาศกับลุงเจือ”

    “อะไร...ฉันปลูกดอกไม้แค่นี้ เธอก็ประทับใจแล้ว? งั้นเดี๋ยวฉันปลูกให้ทั้งไร่เลย” เธอถามว่าจะปลูกทำไมทั้งไร่? “เธอจะได้ประทับใจฉันมากๆไง”

    พอพุดชมพูลุกจะไป เขาคว้ามือไว้ขอให้เธอเรียกตนว่า “วิน” เฉยๆ เธอก็ให้เขาเรียกตนว่า “พุด” เช่นกัน ต่างหยอกเย้ากันด้วยความรู้สึกดีและสนิทสนมสนุกสนานอย่างที่ไม่เคยรู้สึกต่อกันอย่างนี้มาก่อน

    คืนเดียวกันนี้...ช่อม่วงไปคุยกับวิภา ดูซีรีส์เกาหลีด้วยกันจนดึก ทรงรบบอกแม่ว่าดึกแล้วให้เธอกลับก่อนดีไหม ช่อม่วงจะเรียกแท็กซี่กลับ แต่เขาอาสาไปส่งเอง ยังความประหลาดใจแก่เธอมาก

    ระหว่างนั่งกันมาในรถ ทรงรบได้รับข้อความจากจากนิลลดา เขาเปิดมือถือดูแล้วหน้าเครียด ช่อม่วงถามว่าเขาโอเคไหมถ้ามีอะไรจะให้ช่วยก็ไม่ต้องเกรงใจ ทรงรบถามว่า เธออยากช่วยตนจริงๆหรือ?

    เห็นความจริงจังจริงใจของช่อม่วง ทรงรบจึงให้เธอช่วยแกล้งเป็นแฟนตน เธอถามว่าทำไมเขาต้องทำอย่างนั้น บอกได้ไหม เขาถามว่าถ้าบอกแล้วเธอจะช่วยไหม เธอขอให้เขาเล่าให้ฟังก่อนแล้วตนจะตัดสินใจอีกทีว่าจะช่วยเขาหรือไม่

    ทรงรบตัดสินใจเล่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนิลลดาเมื่อสองปีก่อนให้ฟังว่า...

    เวลานั้นเขาและเธอคบหาเป็นคนรักกันจนเขาตัดสินใจคุกเข่ามอบแหวนขอแต่งงานกับเธอ เธอมองเขาอึ้ง จนวันต่อมาเขาไปหาเธอที่บ้าน เจอแต่ป้าของเธอออกมารับและเอาจดหมายที่นิลลดาฝากไว้ให้เขา ทรงรบงงมาก รีบเปิดอ่าน

    “รบเคยบอกว่าจะไม่มีวันโกรธลดา หวังว่าครั้งนี้ก็เหมือนกัน ลดาสัญญาว่าวันนึงจะกลับมาให้คำตอบ...รอลดานะ”

    ด้านหลังกระดาษเป็นรูปหอไอเฟลบอกเป็นนัย ทรงรบมองจดหมายนั้นอย่างเจ็บปวดปานหัวใจถูกขยี้ แต่...ไม่มีน้ำตา

    เล่าแล้วเขาสรุปว่า ลดารักจะอยู่ในโลกของเขา ไม่เคยมีโลกของเรา ช่อม่วงถามว่าเขายังรักเธออยู่ไหม

    “ผมไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่อยากกลับไปเจ็บอีกแล้ว คุณช่วยผมได้ไหมคุณช่อ”

    ช่อม่วงฟังเรื่องราวและเห็นสายตาขอร้องของเขาแล้วไม่พูดอะไร

    ooooooo

    เช้าวันนี้ พุดชมพูให้อนาวินทร์นอนตื่นตามสบาย พอดีแม่กับน้าจิตจะไปข้างนอก แม่บอกให้เธอเตรียมชุดถาดทองเหลืองในห้องเก็บของให้ด้วยเพราะป้าพวงโทร.มายืมไปใช้ในงานบุญ เย็นๆจะมาเอา

    พอแม่กับน้าจิตไปพุดชมพูก็เปิดประตูห้องเก็บของเข้าไปหาชุดถาดทองเหลือง ขณะกำลังหาประตูก็ปิดมีเสียงใส่กลอนข้างนอก ครู่เดียวไฟในห้องก็ดับห้องเก็บของมืดสนิททันที พุดชมพูตกใจถามว่าใครก็ไม่มี

    เสียงตอบ เธอนึกว่าถูกอนาวินทร์แกล้ง ตะโกนให้เปิดประตูเดี๋ยวนี้!

    ข้างนอกก็เงียบ ในห้องก็มืด ซ้ำตุ๊กแกยังร้องอีก เธอกลัวมากถอยหลังไปชนของในห้องล้มระเนระนาด

    ที่แท้อนาวินทร์นอนเป็นไข้อยู่ในห้องได้ยินเสียงเครื่องของหล่นโครมครามเขาขยับตัวเล็กน้อย

    พุดชมพูถูกขังอยู่ในห้องเก็บของที่มืดสนิท เธอนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ถูกเพื่อนแกล้งจับขังในห้องเก็บของที่โรงเรียนและเกือบถูกไฟคลอกตาย เธอยิ่งกลัวตัวสั่น คลานในความมืดไปทุบประตูร้องขอความช่วยเหลือ

    ทันใดนั้น ประตูเปิดออก อนาวินทร์ในสภาพอิดโรยเพราะพิษไข้ เรียก “พุด” แต่พุดชมพูก็ฟุบหมดสติไปแล้ว

    อนาวินทร์พยายามเรียกเธอจนรู้สึกตัว ถามว่าเธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม แต่พุดชมพูกลับคิดว่าเขาเป็นคนแกล้งปิดประตูขังเธอไว้ถามว่าทำไมต้องแกล้งกันด้วย อนาวินทร์ที่ไข้สูงมากพยายามจะบอกว่าตนมาช่วยเธอต่างหากแต่ไม่ทันบอกก็ล้มตึงลง พุดชมพูตกใจ พอจับตัวจึงรู้ว่าไข้สูงมาก พยายามพาเขากลับห้องนอนช่วยเช็ดหน้าเช็ดตัวและป้อนยาให้

    จนเมื่อแม่กับน้าจิตกลับมา เธอจึงรู้ว่าน้าจิตออกไปแล้วกลับมาเอาของ เห็นประตูห้องเก็บของเปิดนึกว่าตัวเองลืมปิด จึงปิดประตูใส่กลอนและปิดไฟ พอรู้ความจริง พุดชมพูรู้สึกผิดที่อนาวินทร์มาช่วยตนแท้ๆ แต่กลับถูกเข้าใจผิด

    คืนนี้ เมื่อไปเฝ้าไข้เขาที่ยังนอนซมไม่รู้สึกตัว เธอพึมพำอย่างซึ้งใจ “นายไม่สบายขนาดนี้ยังอุตส่าห์ลุกมาช่วยฉัน” แล้วนั่งเฝ้าด้วยความเป็นห่วง ตกดึกเขาเพ้อมือป่ายปะ “ทำไมปู่ไม่เชื่อใจผม ปู่ไม่รักผม...ปู่ไม่เคยรักผม...”

    “ปู่รักนายนะ เชื่อฉันสิ ปู่รักนาย รักมากกว่าใครในโลกนี้เลย” เธอจับมือเขา โอบกอดเขาไว้อย่างปลอบใจ อนาวินทร์ค่อยสงบลงและหลับในอ้อมกอดของเธอ...

    รุ่งเช้า อนาวินทร์รู้สึกตัวขึ้นมาเห็นพุดชมพูฟุบหลับอยู่ข้างเตียง เขาหิวน้ำเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำ พุดชมพูตื่นเห็นเขารู้สึกตัวแล้วเธอดีใจมากถามเขาว่าดีขึ้นไหม

    พอเอามืออังหน้าผากไข้ลดแล้วเธอบอกให้รอสักครู่จะไปอุ่นข้าวต้มให้ เขาถามว่าหายโกรธตนแล้วหรือ เธอขอโทษที่เข้าใจเขาผิด ที่จริงน้าจิตเป็นคนล็อกประตูห้องเก็บของ เธอขอโทษและขอเขาอย่าโกรธที่ถูกด่า

    อนาวินทร์ซึ้งใจที่เธอเฝ้าเขาตลอดทั้งคืน อ้อนขอให้ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ พอเธอเปลี่ยนเสื้อให้ก็จะให้เปลี่ยนกางเกงด้วย อ้างว่าตนไม่มีแรง เธออึกอักแล้วลุกไปบอกว่าจะเรียกน้าจิตให้มาเปลี่ยนให้ เขาตกใจรีบร้องบอก

    “เฮ้ย...ไม่ต้อง...ไม่ต้อง มีแรงแล้ว”

    ooooooo

    วันนี้ ช่อม่วงเอาหนังสือ “สองรักหนึ่งหัวใจ” เล่มเก่ามากแต่เก็บรักษาไว้อย่างดีมาให้ทรงรบแทนคำขอบคุณที่เขาช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นเมื่อวาน บอกว่า เล่มนี้เหมาะกับเขา อยากให้อ่านดูถ้าเราจะ...เอ่อ...

    ช่อม่วงพูดไม่ทันจบ นิลลดาก็เข้ามาพอดี เธอทำอาหารกลางวันมาให้บอกว่าทำให้เขาเป็นพิเศษ เป็นอกไก่กับสลัดผลไม้ ช่อม่วงชมว่าสวยน่ากินมากแต่เสียดายที่รบกินไม่ได้ นิลลดามองขวับถามว่าทำไมหรือ

    “รบเขาแพ้กล้วยน่ะสิคะ กินเข้าไปปากบวมตาบวมผื่นขึ้นเลยค่ะ คิดว่าแพ้ยางกล้วย” นิลลดาติงว่าเมื่อก่อนสลัดแบบนี้เขากินได้เป็นชามๆ ช่อม่วงบอกแสดงความสนิทสนมว่า “อาการแบบนี้รบเพิ่งมาเป็นเมื่อไม่นานนี้ค่ะ”

    “เราไม่เจอกันตั้งนาน ผมไม่ได้เหมือนเดิมทุกอย่างหรอกนะลดา” ทรงรบบอกเธอเป็นนัย นิลลดารู้สึกเสียหน้ามาก

    ช่อม่วงแกล้งเป็นแฟนกับทรงรบได้แนบเนียน เมื่อนิลลดากลับไปแล้วเขาขอบคุณที่เธอยอมช่วย เธอถามว่าเย็นนี้เขาว่างไหม? เธอชวนเขาไปติดตามการเคลื่อนไหวของชวกรเพื่อจะจับให้ได้ว่าชวกรมีลับลมคมในอะไร

    ไปซุ่มดูชวกรออกจากที่ทำงานตรงเวลาเลิกงานเป๊ะทุกวัน เชื่อว่าเขาต้องมีอะไรพิเศษแน่ ตามไปที่ร้านอาหารเห็นชวกรนัดทิพนาถกินข้าวกันเป็นชั่วโมง ออกจากร้านอาหารทั้งสองก็ไปที่อาคารพาณิชย์ที่มีประตูเหล็กมีการ์ดเฝ้าเข้มงวด ไม่นานก็เห็นชายคนหนึ่งออกมารับ ช่อม่วงจำได้ว่าคือผู้จัดการกิตติที่บริษัทร่วมเสนอราคาเมื่อวานนี้ ทำให้ยิ่งสงสัย

    กิตติพาชวกรกับทิพนาถเข้าไปในอาคารพาณิชย์ ช่อม่วงที่เตรียมพร้อมมาแล้ว จึงเอาอุปกรณ์มาปลอมตัวกับทรงรบจะตามไป แต่ก่อนเข้าไปช่อม่วงโทร.เล่าให้พุดชมพูฟัง บอกว่าถ้าภายในหนึ่งชั่วโมงตนไม่โทร.กลับให้แจ้งตำรวจได้เลย พอจะเข้าไปยามไม่ให้เข้า ช่อม่วงอ้างว่าเรามากับชวกรและทิพนาถ ยามจึงปล่อยให้เข้า

    ที่แท้ข้างในเป็นบ่อน! ทั้งสองเข้าไปแล้วงง แต่ต้องพยายามทำเนียนเพื่อไม่ให้พนักงานในบ่อนจับได้ แต่เข้าไปก็ไม่เห็นชวกรกับทิพนาถแล้ว ตัดสินใจตามหากิตติแทนเพื่อจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขา ช่อม่วงเดินไปเจอกิตติเธอมองจนแน่ใจจำได้ว่าเป็นผู้จัดร้านการเมื่อวานแน่ ทรงรบติงว่าเขาอาจมาเล่นก็ได้ แต่ก็สงสัยว่าทำไมเขาต้องออกไปรับชวกรกับทิพนาถด้วย

    ทิพนาถเล่นเสียมากเธอหงุดหงิดบอกชวกรว่าถ้าตานี้เสียอีกก็เลิกเพราะเงินหมดแล้ว ชวกรกล่อมให้ใจเย็นๆเดี๋ยวตนหามาให้เธอต่อทุนเอง

    ช่อม่วงกับทรงรบติดตามการเคลื่อนไหวของกิตติ เห็นพนักงานมาเรียก “ผู้จัดการครับ...” ทั้งสองมองหน้ากันแน่ใจว่าพวกตนถูกหลอก บริษัทที่ไปดูเมื่อวานเป็นแค่ละครตบตา ทรงรบบอกว่าเราต้องหาหลักฐานเปิดโปงพวกเขาให้ได้

    กิตติไปหาชวกรที่รออยู่ที่บาร์ถามว่ามีอะไรให้รับใช้ ถามว่าวันนั้นที่บริษัทเป็นยังไงบ้าง บอกชวกรว่า

    “คุณติดหนี้ผมนะเนี่ย”

    “ขอบคุณมากจริงๆ ผมนึกว่าจะแย่เสียแล้วคุณนี่เล่นละครเก่งไม่ใช่เล่น...เออ...ที่เรียกมานี่คุณทิพเขาอยากต่อทุนหน่อย” กิตติบอกว่าไม่มีปัญหาแต่ดอกต้องมากกว่าเดิมเพราะครั้งที่แล้วยังไม่คืนเลย “ได้อยู่แล้วน่า เงินพี่เขาไม่ใช่เงินผม”

    ทรงรบกับช่อม่วงได้ยินทั้งสองคุยกันชัดเจน ช่อม่วงเร่งถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน ทันใดก็มีเสียงการ์ดห้ามจากข้างหลัง ว่าในนี้ห้ามถ่ายรูป การ์ดอีกคนจำได้ว่าสองคนนี้อ้างว่ามากับชวกร ถามว่าเจอกันหรือยัง ช่อม่วงบอกว่าเจอแล้วแต่แยกกันเล่นและรีบขอตัว

    “เดี๋ยวก่อนครับ กรุณารออยู่ตรงนี้สักครู่” การ์ดคนนั้นบอกให้เพื่อนไปตามชวกรมา

    ทรงรบกับช่อม่วงใจหายวาบ ถูกการ์ดคนนั้นคุมเข้มอยู่ การ์ดอีกคนที่ไปตามชวกรแถวบาร์ แต่ทั้งกิตติและชวกรไม่อยู่แล้ว

    ช่อม่วงกับทรงรบมองหน้าการ์ดที่คุมอยู่เครียด สถานการณ์วิกฤติ คิดหนักว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี!

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"

    "หมาก" นำทีมเปิดเกมบู๊ "แต้ว" พลิกบทบาทสวยโหดแซ่บ จัดเต็มความมัน "เกมล่าทรชน"
    23 ต.ค. 2564

    05:50 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม 2564 เวลา 08:15 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์