นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    บัลลังก์ดอกไม้

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อนาวินทร์เจ็บใจมากที่ถูกพุดชมพูฉีกหน้าต่อหน้าทุกคน การันต์สงสัยว่าในเมื่อเธอรับข้อเสนอของปู่เล็กแล้วทำไมยังต้องทำกันถึงขนาดนี้ ปลอบอนาวินทร์อย่าคิดมาก บอกให้ไปนอนเสีย อนาวินทร์ลุกไปสบถแค้น

    “ยัยพุดชมพู!!”

    เดินผ่านหน้าห้องพุดชมพูก็เคาะประตู พอเธอเปิดเขาก็จู่โจมเข้าไปในห้องผลักเธอกดติดกำแพงถามเมาๆว่า

    “เธอต้องการอะไรจากฉันแน่” พุดชมพูบอกให้ปล่อยตนเขาเมามากแล้ว เขาไม่ยอมปล่อยถามว่าต้องการอะไรหรือเรียกร้องความสนใจจากตน แล้วจู่โจมจูบอย่างแรง พุดชมพูตกใจคว้าแจกันฟาดหัวเขาอย่างแรง แจกันแตกและเขาชะงักปล่อยเธอ เลือดไหลออกมาตามขมับแล้วเซล้มตึง!

    พุดชมพูตกใจมากรีบพาเขาไปโรงพยาบาล หมอทำแผลเสร็จเขาเดินออกมามีผ้าพันแผลที่หัว เขาซึม จ๋อย หายซ่าไปสนิท มายืนเก้ๆกังๆข้างพุดชมพู เธอดึงมือเขาให้เขานั่ง ถามอย่างเป็นห่วงว่าเป็นยังไงบ้าง เขาบอกว่าเย็บเจ็ดเข็ม ถามว่าเจ็บมากไหม เขาบอกว่าไม่

    เธอหมั่นไส้เลยเอานิ้วจิ้มที่แผล เขาโวยวายว่าเจ็บ

    ทั้งคู่สบตากัน ความรู้สึกใกล้ชิดและจู่โจมจูบในห้องเมื่อครู่ใหญ่ผุดขึ้นในความรู้สึก ต่างมองกันนิ่ง เธอรู้สึกอายและผิดที่ทำให้เขาเจ็บ

    “ฉันขอโทษนะที่ทำให้นายเจ็บตัว แต่นายเองก็สมควรโดนแล้วล่ะ อยากทำบ้าๆดีนัก ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำนายเจ็บหรอก แค่คิดจะเรียกสตินายเฉยๆ”

    พอดีเสียงพยาบาลประกาศให้อนาวินทร์ไปรับยา พุดชมพูไปรับแทน พอได้ยามาก็บอกว่านี่เป็นยาแก้ปวด ถ้าปวดแผลก็กินเสีย เขารับยาไปเฉยๆ เธอทวง “จะไม่ขอบคุณกันสักคำเลยรึไง”

    “ขอบคุณทำไม เธอทำฉันเจ็บ ก็ต้องรับผิดชอบสิ กลับกันได้แล้ว ง่วง” พูดแล้วเดินนำออกไปเลย

    พุดชมพูมองตามส่ายหน้า ถึงเขาจะจ๋อยไปแต่ก็ยังเป็นอนาวินทร์คนเดิม!

    ooooooo

    วันนี้ ขณะพุดชมพูนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ริมสระว่ายน้ำ การันต์เข้ามาทักว่าตื่นแต่เช้า เธอบอกว่าอยู่ไร่ตื่นเช้ากว่านี้อีก ถามว่ามาแต่เช้ามีอะไรหรือเปล่า

    การันต์บอกว่ามีธุระจะคุยกับอนาวินทร์นิดหน่อยแต่ดูท่าคงต้องนั่งรอเขาตื่นอีกตามเคย เธอถามว่าเขาไม่ต้องทำงานหรือถึงได้อยากจะตื่นเมื่อไหร่ก็ตื่น

    “ทำครับ ตอนวินกลับจากเรียนโทที่อังกฤษใหม่ๆ ก็ไฟแรงอยู่นะครับ แต่พอคุณปู่ปลดจากผู้ช่วยประธานฯ ลงมาเป็นพนักงานฝึกงาน เขาก็เลยเกเร”

    “ทำไมคุณปู่ถึงปลดคุณวินล่ะคะ” เธอลองถามหยั่งเชิง

    “ทะเลาะกันน่ะครับ วินมีปัญหากับพนักงานเก่าแก่ของบริษัท แล้วก็ดันไปไล่เขาออก คุณปู่โมโหมาก เลยดึงอำนาจของวินคืนทั้งหมด วินก็แบบนี้ล่ะครับ ใจร้อน เอาแต่ตัวเองเป็นใหญ่ ไม่เคยลงให้ใคร” พูดแล้วมองหน้าอย่างตั้งใจเตือนว่า “จะสู้กับเขาก็เหนื่อยหน่อยนะครับ”

    พุดชมพูฟังเงียบๆ รู้สึกแปลกใจที่การันต์พูดถึงอนาวินทร์ไม่ดีนัก

    ooooooo

    วันนี้พุดชมพูกับช่อม่วงจะมารับเอกสารเพื่อเตรียมทำงานพรุ่งนี้ ทรงรบจึงแวะรับช่อม่วงที่หน้าคอนโดมาด้วยกัน แต่ช่อม่วงติดนิยาย พ.พรรณราย เธอก้มหน้าก้มตาอ่าน จนจะขึ้นรถลงรถก็ต้องให้ทรงรบเรียก

    ช่อม่วงยังติดใจจนทุกวันนี้ว่าทรงรบได้ลายเซ็นของ พ.พรรณราย มาได้อย่างไรถามจนทรงรบอึดอัดแต่เขาก็ไม่ยอมบอก ทำให้ช่อม่วงยิ่งอยากรู้

    พอมาถึงบ้านสัตยารักษ์เจอการันต์กับพุดชมพูพอดี พุดชมพูจึงแนะนำให้การันต์รู้จักช่อม่วงนักบัญชีที่จะมาทำงานกับตน ชมว่าช่อม่วงเป็นนักตรวจสอบบัญชีที่เก่งมาก ทำให้การันต์แอบกังวลขึ้นมา

    พุดชมพูเดินนำทรงรบกับช่อม่วงไปที่ห้องทำงานของปู่เล็ก อนาวินทร์เดินมาเจอการันต์ที่ยังยืนกังวลอยู่ การันต์ทักว่าหัวไปโดนอะไรมา เขาบอกว่าลื่นในห้องน้ำ แล้วรีบตัดบทถามว่าได้ยินเสียงรถ ใครมาหรือ? พอการันต์บอกว่าทรงรบกับเลขาใหม่ของพุดชมพู เขาก็เบ้ปากปรามาสว่า

    “ดูซิจะทำอะไรเป็น เชอะ! เจ้าของไร่กระจอกๆ จะมาเป็นประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์”

    “อย่าประมาทคุณพุดเชียวนะ เท่าที่ฉันสืบมา ประวัติเขาไม่ธรรมดา”

    อนาวินทร์สงสัยว่าการันต์รู้อะไรมา เขาจึงเล่าให้ฟังว่า

    “คุณพุดเรียนจบปริญญาตรีเกษตรศาสตร์เกียรตินิยมเหรียญทอง ขึ้นมาดูแลไร่ดอกไม้แทนคุณพ่อตั้งแต่เรียนอยู่ปีหนึ่ง ทำตั้งแต่ไร่เป็นหนี้ จนกลายเป็นไร่ที่ใหญ่ที่สุดไร่หนึ่งในจังหวัดไปแล้ว” อนาวินทร์ปรามาสว่าก็แค่เจ้าของไร่ดอกไม้ “ไม่ใช่แค่นั้น เมื่อสองปีก่อนคุณพุดจบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์มาอีกใบ คะแนนดีที่สุดในรุ่นด้วย ถึงขนาดมีบริษัทใหญ่ๆมาทาบทามให้ไปทำงานเลยนะ”

    อนาวินทร์ประชดว่าแล้วตนต้องกราบยกย่องบูชาเขารึไง การันต์พูดอย่างเลือดเย็นว่า

    “ใจเย็นๆสิ ถ้าจะชนะคู่ต่อสู้ให้เด็ดขาด มันก็ต้องเล่นงานที่จุดอ่อน ค่อยๆดูไป ฉันไม่เชื่อหรอกว่าคุณพุดจะไม่มีจุดอ่อนบ้างเลย”

    อนาวินทร์หงุดหงิดมากเพราะนอกจากปู่แล้วก็มีพุดชมพูนี่แหละที่ไม่ยอมลงให้เขา ซ้ำยังทำให้เขาเจ็บใจถึงขนาดนี้

    ฝ่ายพุดชมพูฟังน้ำเสียงการันต์ที่พูดถึงอนาวินทร์เมื่อวันก่อนไม่ค่อยดี วันนี้ขณะไปรับแฟ้มงานของปู่ที่ทรงรบยกมาให้ ก็เลียบเคียงถามว่าการันต์เป็นคนยังไง

    ทรงรบบอกว่าเท่าที่เห็นก็เป็นคนเก่ง ฉลาด ทำงานดีมาก เธอถามว่าแล้วความสัมพันธ์กับอนาวินทร์ล่ะ

    “สนิทกันมากครับ คุณรันเป็นคนที่ใกล้ชิดกับคุณวินมากที่สุดก็ว่าได้ คุณวินเองก็รักคุณรันมากนะครับ อย่างตอนคุณรันอยากออกไปอยู่คอนโด คุณวินก็วิ่งเต้นให้เต็มที่ได้ราคาดีมากๆ แถมยังซื้อเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดให้เป็นของขวัญด้วย”

    พุดชมพูพยักหน้า ค่อยๆเก็บข้อมูลความสัมพันธ์ของชายหนุ่มทั้งสอง

    ooooooo

    แล้วการันต์ก็รู้จุดอ่อนของพุดชมพู เมื่อวันนี้เธอดูเอกสารอยู่ในห้องปู่เล็กจนค่ำ ฝนตกไฟดับเธอตกใจกลัวมาก ลุกเดินขาสั่นไปร้องเรียกป้านุ่มกับอ้อย พยายามเดินไปที่ประตู แต่จู่ๆประตูก็เปิดออก การันต์นั่นเอง เธอตกใจโผเกาะแขนเขา

    ข้างนอกฝนยังตกหนักไฟยังดับมืด การันต์เอาไฟฉายส่องประคองเธอไปนั่งพลางตะโกนให้อ้อยเอาน้ำมาให้ บอกเธอว่าพอดีตนลืมของก็เลยกลับมาเอาและได้ยินเสียงเธอร้อง พุดชมพูพยายามทำหน้าเป็นปกติบอกว่าตกใจนิดหน่อย ถามว่าที่นี่ไฟดับบ่อยหรือ เขาบอกว่าไม่ เมื่อกี๊คงเพราะฝนตกหนัก

    “คุณพุดกลัวความมืดเหรอคะ เหมือนน้องหนูเลยมันบอกกลัวผี” อ้อยเอาน้ำมาให้พูดประสาซื่อ

    การันต์จับสังเกตอาการของพุดชมพู เมื่อกลับไปก็โทรศัพท์บอกอนาวินทร์ว่าตนรู้แล้วว่าจุดอ่อนของคุณพุดอยู่ตรงไหน อนาวินทร์กระเหี้ยนกระหือรือ บอกว่าพรุ่งนี้ตอนพุดชมพูมาเปิดตัวที่บริษัทตนจะต้อนรับให้ลืมไม่ลงเลย คอยดู!

    ooooooo

    รุ่งขึ้น อนาวินทร์ตื่นเช้าผิดปกติ ป้านุ่มบอกว่าจะเร่งทำอาหารเช้าให้ เขาบอกว่าไม่ต้องเพราะจะรีบไป ไม่นานพุดชมพูก็ลงมา อ้อยทักว่าวันนี้แต่งตัวสวย เธอบอกว่าวันนี้จะเข้าบริษัทวันแรกก็ต้องดูดีหน่อย ถามป้านุ่มว่าคุณวินยังไม่ตื่นหรือ

    “คุณวินออกไปซักครึ่งชั่วโมงได้แล้วค่ะ เห็นบอกว่ามีธุระสำคัญ ไม่รู้เรื่องอะไร”

    พุดชมพูฉุกคิดว่าอนาวินทร์ออกจากบ้านแต่เช้าในวันที่เธอไปบริษัทวันแรก คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

    อนาวินทร์ไปถึงบริษัทเรียก รปภ.ไปบอกว่าวันนี้จะมีผู้หญิงชื่อพุดชมพูมาที่นี่แล้วกระซิบอะไรบางอย่าง จากนั้นไปหาพนักงานที่เคาน์เตอร์โอปะเรเตอร์บอกและสั่งงานบางอย่าง แล้วยิ้มออกไปอย่างพอใจ

    เมื่อช่อม่วงไปถึงบริษัทจะไปขึ้นลิฟต์ก็ถูกโอปะเรเตอร์เรียกให้แลกบัตร เธอบอกว่าเป็นพนักงานใหม่ พนักงานคนนั้นยืนยันว่าต้องแลกบัตรเพราะฝ่ายบุคคลยังไม่ได้แจ้ง ทรงรบเดินมาพอดี ช่อม่วงขอให้เขาช่วยบอกพนักงาน เขาบอกว่าในเมื่อฝ่ายบุคคลยังไม่ได้แจ้งก็ควรแลกบัตรตามระเบียบ แล้วเดินไปเลย

    ช่อม่วงแลกบัตรเสร็จก็วิ่งตามทรงรบไป บอกว่าตนต้องรอพุดชมพู ขอนั่งรอที่โต๊ะเขา แล้วนั่งแหมะเลย

    พุดชมพูมาถึงก็โทร.บอกช่อม่วง แล้วจะขึ้นลิฟต์พนักงานให้แลกบัตร พอเห็นชื่อ “พุดชมพู” พนักงานคนนั้นก็ส่งสัญญาณให้ รปภ.ที่ยืนอยู่หน้าลิฟต์ พอพุดชมพูจะไปขึ้นลิฟต์ รปภ.บอกว่าลิฟต์เสียถามว่าเธอจะขึ้นชั้นไหน เธอถามว่าห้องประชุมผู้บริหาร ร้อนใจว่าใกล้เวลาประชุมแล้ว รปภ.บอกว่าชั้น 15 เสนอให้ขึ้นทางบันไดหนีไฟแทน

    พุดชมพูตัดสินใจขึ้นทางบันไดหนีไฟ พอขึ้นถึงชั้น 15 ปรากฏว่าประตูล็อก! รปภ.บอกให้เธอรอตรงนี้ตนจะไปบอกแม่บ้านให้มาเปิด แล้วเดินกลับลงไป ทิ้งพุดชมพูยืนรอตรงนั้นคนเดียว

    ooooooo

    เมื่อใกล้เวลาประชุม ช่อม่วงขึ้นไปที่ห้องประชุม แต่รอจนเลยเวลาประชุมไปครึ่งชั่วโมงแล้วพุดชมพูก็ยังไม่มา วิเชียรไม่พอใจตำหนิว่ารักษาการประธานคนใหม่ท่าจะเหลวตั้งแต่วันแรกเลย

    อนาวินทร์กับการันต์ฟังแล้วแอบยิ้มให้กันอย่างสะใจ

    ระหว่างที่ รปภ.ไปตามแม่บ้านนั้น พุดชมพูพยายามโทร.บอกช่อม่วงแต่สัญญาณไม่ดีพูดกันจับความไม่ได้ แต่ช่อม่วงรู้ว่าเพื่อนมาถึงแล้วแต่ไม่รู้อยู่ตรงไหนจึงออกไปตามหา ทรงรบตามไปด้วย

    พุดชมพูร้องขอความช่วยเหลือก็เงียบ ตัดสินใจเดินลงบันไดหนีไฟลงมา แต่มืดมากเพราะไฟดับ เธอเอาโทรศัพท์มาเปิดไฟฉายก็ทำหล่นอีก

    ช่อม่วงไปถาม รปภ.ว่าเห็นพุดชมพูไหม รปภ. บอกว่าไม่เห็น ไปถามพนักงานโอปะเรเตอร์ ก็บอกว่ายังไม่เห็น ช่อม่วงเห็นความไม่ชอบมาพากล บุกเข้าไปค้นหาบัตรประชาชนที่แลกไว้ เจอบัตรของพุดชมพู พนักงานจึงจำต้องยอมรับและ รปภ.ก็สารภาพ

    ทรงรบถาม รปภ.ว่าตอนนี้พุดชมพูอยู่ที่ไหน เขาบอกว่าอยู่ชั้น 15 ช่อม่วงถามว่าแล้วทำไมเขาไม่ลงมา

    “คุณอนาวินทร์สั่งให้สับคัตเอาต์ดับไฟบันไดครับ” รปภ.สารภาพกลัวๆ

    “ร้ายกาจที่สุด! พุดเคยเกือบถูกไฟคลอกตายในห้องมืด ก็เลยกลัวความมืดฝังใจ ป่านนี้ไม่รู้จะเป็นยังไง” ช่อม่วงทั้งโกรธและเป็นห่วงเพื่อน รีบวิ่งขึ้นทางบันไดหนีไฟ ทรงรบวิ่งตามไปติดๆ

    ช่อม่วงวิ่งขึ้นไปพลางร้องเรียกพุดชมพู ทันใดนั้นไฟสว่างขึ้น จึงเห็นพุดชมดูนั่งร้องไห้อย่างหมดแรงอยู่ข้างบันได เธอโผเข้ากอดปลอบว่าไม่เป็นไรแล้ว ทรงรบถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เธอสั่นหน้า ช่อม่วงโกรธมากโพล่งว่า

    “ทำไมคุณอนาวินทร์ถึงใจร้ายขนาดนี้” พุดชมพูถามว่า ว่าไงนะ “คุณวินวางแผนขังเธอไว้ในนี้น่ะสิ”

    “เดี๋ยวผมจะโทร.ไปบอกขอยกเลิกการประชุมนะครับ” ทรงรบหยิบโทรศัพท์ออกมา

    “ไม่เป็นไรค่ะคุณรบ พุดจะไปประชุม พุดจะไม่ยอมแพ้เพราะแผนการสกปรกของนายอนาวินทร์เด็ดขาด!!”

    พุดชมพูพยายามตั้งสติ หน้าที่ยังเปียกน้ำตาเข้มขึ้นทันที จนทรงรบกับช่อม่วงตกใจ

    ooooooo

    กรรมการบริษัทที่นั่งรอพุดชมพูเริ่มหงุดหงิด วิเชียรกับชัชวาลจะลุกกลับ อนาวินทร์ได้ทีตำหนิว่าเจ้าของไร่บ้านนอกคงไม่เหมาะกับงานบริหารบริษัทใหญ่ อย่างสัตยา แต่พูดไม่ทันขาดคำ พุดชมพูก็เปิดประตูเข้ามา

    “ขอโทษด้วยค่ะ ที่ดิฉันมาช้า”

    แต่ทั้งวิเชียรและชัชวาลก็ยังไม่พอใจ กรรมการคนอื่นก็บ่นกันงึมงำ การันต์ลุกขึ้นบอกว่าตนผิดเองที่บอกเวลาพุดชมพูผิดไปหนึ่งชั่วโมง ที่จริงเธอมาตรงเวลาพุดชมพูเข้านั่งที่หัวโต๊ะ สบตากับอนาวินทร์อย่างรู้ทันว่าเขาเล่นเกม อนาวินทร์ลุกขึ้นออกจากที่ประชุมไป กรรมการทุกคนมองตามอย่างระอา เต่การันต์ยิ้มในหน้า

    เมื่อประชุมเสร็จ การันต์เดินแผนต่อ เขาขอโทษพุดชมพูแทนอนาวินทร์ เธอบอกไม่เป็นไรและขอบคุณที่เขาช่วยตน การันต์ทำคะแนนอีกว่าตนแค่กลัวว่าถ้าปล่อยให้ที่ประชุมมองเธอไม่ดีตั้งแต่วันแรก ต่อไปเธอจะทำงานลำบาก

    ช่อม่วงเอะใจถามการันต์ว่าเขารู้ใช่ไหมว่าทั้งหมดนี้เป็นฝีมืออนาวินทร์ถึงได้มาขอโทษแทน การันต์รู้ว่าตัวเองพลาดแก้ว่าตนขอโทษที่วินเสียมารยาทลุกออกจากที่ประชุม แต่ช่อม่วงก็ยังติดใจสงสัย

    เมื่ออนาวินทร์เจอการันต์ เขาถามว่าไปช่วยยัยนั่นทำไม การันต์บอกว่าช่วยตัวเขาเองต่างหาก เพราะพุดชมพูต้องสงสัยเขาแน่ อนาวินทร์บ่นว่าตนดิสเครดิตพุดชมพูจะสำเร็จอยู่แล้วถ้าเขาไม่พูดบ้าๆแบบนั้นขึ้นมา

    “นี่...ฟังฉันนะ แผนของฉันก็คือเราควรทำให้คุณพุดตายใจว่าเราอยู่ข้างเขาเพื่อต่อไปจะได้จัดการได้ง่ายขึ้น วันนี้เราช่วยคุณพุดไว้ ต่อไปเขาก็ต้องเชื่อใจเรามากขึ้น แถมการที่เราโดดเข้าไปปกป้องเขายังเป็นการแสดงให้กรรมการทุกคนเห็นอีกว่าเราเป็นทีมเดียวกัน เป็นการป้องกันไม่ให้คนอื่นดึงคุณพุดไปเป็นพวกเพื่อหาผลประโยชน์”

    พอดีช่อม่วงเข้ามาบอกว่าท่านประธานเชิญพบด่วน อนาวินทร์เบ้ปากว่า “หึ...จะเอาคืนฉันสินะ นึกว่ากลัวหรือ”

    แต่พอไปพบจริงๆ พุดชมพูบอกว่าเชิญมาร่วมพิจารณาความผิดของพนักงานบางคนในบริษัท เขาถามทันทีว่าใคร

    พุดชมพูให้พาตัวกิตติ รปภ.คนนั้น กับนลินีพนักงานโอปะเรเตอร์ พุดชมพูขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้ตนหมดสติคาบันไดหนีไฟ ทั้งสองบอกว่าไม่ทราบว่าท่านเป็นประธานบริษัท พวกตนไม่ได้คิดทำร้ายท่านเลย

    “ไม่สำคัญว่าฉันจะมีตำแหน่งเป็นอะไร แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง คุณไม่ควรทำแบบนี้” ทั้งสองอึกอักมองไปที่อนาวินทร์ พุดชมพูมองหน้าอนาวินทร์ตัดบทบอกทั้งสองว่ามีอะไรจะอธิบายไว้คุยกันส่วนตัวก็ได้

    อนาวินทร์เยาะว่าที่แท้ก็เรียกมาเพื่อแสดงอำนาจ แล้วจะออกไป ช่อม่วงเรียกไว้ ถามเขาว่ารู้บ้างไหมว่าทำไมพุดชมพูถึงกลัวความมืด แล้วเล่าเรื่องที่เพื่อนถูกขังอยู่ในห้องมืดและเกือบถูกไฟคลอกตาย ตำหนิเขาว่า

    “ฉันไม่เข้าใจเลย ทำไมคุณถึงกล้าเอาเรื่องแบบนี้มาล้อเล่น...คุณใจร้ายมากนะคุณอนาวินทร์”

    “พอเถอะช่อ” พุดชมพูขัดขึ้น มองหน้าอนาวินทร์บอกว่า “หมดเรื่องแล้ว เชิญคุณไปได้”

    อนาวินทร์ทำท่าเหมือนจะพูดอะไร แต่เปลี่ยนใจหันหลังเดินออกไป

    ooooooo

    พุดชมพูโทรศัพท์เล่าให้ภัทราฟัง บอกแม่ว่าอนาวินทร์มีแต่จะแกล้งตน จะเกลียดตนอย่างเดียวเลย ภัทราบอกว่าเพราะเขายังไม่รู้จักพุดดี ถ้าใครรู้จักพุด ไม่มีทางที่จะเกลียดหรอก ถามว่าจำที่แม่เคยสอนบ่อยๆได้ไหม

    “อยากให้ใครไหว้เรา...ไหว้เขาก่อน อยากได้ยินคำสุนทรต้องอ่อนหวาน พุดจำได้ขึ้นใจจ้ะแม่ แต่พอเขากวนประสาททีไร พุดก็ห้ามใจตัวเองไม่ให้ทะเลาะด้วยไม่ได้สักที” ภัทราบอกให้อดทนหน่อย คิดว่าทำเพื่อ

    ปู่เล็กก็แล้วกัน เธอถอนใจบ่นว่า “ปู่เล็กให้เวลา 1 ปี แต่นี่พุดยังไม่เห็นทางเลยว่าจะเปลี่ยนแปลงเขาได้ยังไง”

    “พุดเปลี่ยนเขาไม่ได้หรอก มีตัวเขาเองที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้” เธอถามแม่ว่าแล้วจะทำยังไงดี “ทำให้เขาคิดได้สิลูก ถ้าเขาคิดได้เมื่อไหร่ เขาก็จะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เมื่อนั้น”

    พุดชมพูคิดตามที่แม่สอนแล้วคิดถึงตัวเองในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อน ที่เธอจับได้ว่าเพื่อนลอกการบ้านแล้วไปฟ้องครู เพื่อนถูกครูทำโทษ แต่เธอก็ถูกเพื่อนแกล้งจับไปขังไว้ในห้องเก็บของและบังเอิญเกิดไฟไหม้ ตอนนั้นเธอกลัวแทบขาดใจ ร้องขอความช่วยเหลือจนครูได้ยิน และพ่อเป็นคนลุยไฟเข้ามาช่วยเธอออกมาได้ เมื่อรู้ว่าทำไมเธอไปติดอยู่ในนั้นพ่อสอนว่า

    “พุด พ่อเคยสอนหนูว่ายังไง ถ้าเห็นอะไรไม่ถูก ก็ควรเตือนกันด้วยเหตุผลไม่ใช่ทะเลาะกันจนขาดสติและใช้กำลังกันแบบนี้ เราแรงไปเขาก็แรงตอบ ถ้ามันเกิดเหตุอันตรายแบบวันนี้อีก ถ้าพ่อมาช่วยลูกไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น การเอาชนะคนอื่นไม่ใช่ทำด้วยการใช้กำลัง แต่จงทำด้วยหัวใจ ทำด้วยความจริงใจ จำไว้นะลูก”

    เวลานั้นเธอฟังพ่อแล้วน้ำตาไหล วันนี้เมื่อเธอนึกถึงคำสอนของพ่อกับคำสอนของแม่ เธอซาบซึ้งจนน้ำตาคลอพึมพำ

    “ทำด้วยความจริงใจ? จะใช้กับนายได้ผลรึเปล่านะ...นายอนาวินทร์??”

    ooooooo

    พุดชมพูทำตามคำสอนของพ่อกับแม่ เริ่มจากความจริงใจที่จะแก้ปัญหา ใช้ท่าทีที่ดีกับอนาวินทร์ เมื่อเขากลับมาเจอกันคืนนี้ เธอถามว่าแผลเป็นยังไงบ้าง ขอโทษที่ทำให้เขาเจ็บ

    อนาวินทร์ยังมึนตึง แต่ก็ถามว่าเมื่อเช้าเธอไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม เธอบอกว่าตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ตอนนั้นกลัวเกือบตาย เขาถามงงๆว่าโรคกลัวความมืดน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ

    “ถามทำไม รู้สึกผิดแล้วหรือไง?” ถามหยอกๆ เขาทำหน้านิ่งบอกว่าแค่อยากรู้ “นั่นแน่...รู้สึกผิดจริงๆด้วย”

    อนาวินทร์ยังปากแข็งถามว่าตนไม่ได้ทำผิดอะไรทำไมต้องรู้สึกผิดด้วย เธอพูดสบายๆว่าถ้าไม่รู้สึกผิดจริงๆก็ไม่ต้องมาถาม เบือนหน้าไปอมยิ้ม ฝ่ายอนาวินทร์มองเธอนิ่งอย่างรู้สึกผิดจริงๆ จนตัวเองแปลกใจที่นึกเป็นห่วงเธอ...

    คืนนี้พุดชมพูรุกแค่พอหอมปากหอมคอ แต่พอรุ่งขึ้น เมื่อเขาเข้าไปในห้องอาหารแล้วบอกอ้อยว่าวันนี้จะกินข้าวต้ม อ้อยติงว่าเมื่อวานเขาสั่งเมนูอิงลิชเบรกฟาสต์ เขาหน้าตึงบอกว่าปกติจะมีให้เลือกนี่

    “คือ...คุณพุดให้เตรียมไว้แต่พอดีค่ะคุณหนู” ป้านุ่ม ขอร้องให้กินหน่อย เขาบอกว่าเบื่อไส้กรอก พุดชมพู

    นั่งกินอยู่บอกป้านุ่มว่าเมื่อเขาไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน อย่าไปคะยั้นคะยอเลย อนาวินทร์ตวัดสายตามองเธอแล้วกระแทกกระทั้นออกไป พุดชมพูบอกป้านุ่มว่ายิ่งเอาใจเขาก็ยิ่งเอาแต่ใจ แล้วสั่งอ้อยให้เอาอาหารของเขาใส่กล่องให้ด่วน ตัวเองรีบกินอาหารจนหมดจานแล้วรีบเดินออกไป ร้องบอก

    “นี่...รอด้วยสิคุณ ฉันขอติดรถไปด้วยสิ ไหนๆ ก็ทำงานที่เดียวกัน”

    “ฝันไปเถอะ” เขาประชด ถามพลที่เช็ดรถอยู่ว่าเสร็จหรือยัง พอพลบอกว่าเสร็จแล้วเขาก็ขึ้นรถจะขับออกไป พุดชมพูวิ่งไปอีกด้านเปิดประตูขึ้นไปนั่งคู่คนขับถูกเขาไล่ตะเพิดให้ลงไปเดี๋ยวนี้

    “โธ่...คุณไปด้วยกัน ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ” เขาไล่อีก เธอตัดพ้อ “อย่าใจดำนักสิ ขอติดรถไปด้วยนะ”

    พุดชมพูใช้ไม้อ่อนตื๊อไปจนได้ เขาด่าว่าหน้าด้านหน้าทน ขู่ว่าอย่ามาร้องทีหลังแล้วกัน

    ooooooo

    อนาวินทร์แกล้งขับรถซิ่งหมายให้เธอกลัวแต่พุดชมพูก็นั่งเฉย เขาจึงเปลี่ยนเป็นขับฉวัดเฉวียนเปลี่ยนเลนซ้ายขวาอย่างน่าหวาดเสียว พุดชมพูจิกเบาะแน่น ฉับพลันก็แกล้งจะอ้วก เขากลัวรถหรูจะเปื้อนเลยรีบชะลอรถ

    พุดชมพูสังเกตอารมณ์เขาหาทางที่จะชวนคุยญาติดีด้วย ชวนคุยเรื่องปลูกต้นไม้เขาไม่สนใจ ถามว่างั้นอยากทำอะไร เขาพูดอย่างยโสว่ามีบริษัทใหญ่โตให้ดูแลแล้วจะไปอยากทำอะไรอีก เธอชวนคุยจนเขาหลงกลคุยด้วย พอรู้ตัวก็มองอย่างสงสัยว่าวันนี้เธอจะมาไม้ไหนอีก แต่ก็รู้สึกคุยกันได้สนิทใจขึ้นแล้ว

    รถติดมากจนเขาบ่น พุดชมพูรู้ทันว่าคงหิวแล้วเลยเอาอาหารที่ให้อ้อยใส่กล่องมาให้กิน แต่เพราะเขาขับรถอยู่เธอจึงจิ้มไส้กรอกป้อนให้ อนาวินทร์กินอย่างอร่อยบอกให้ป้อนอีก เธอป้อนเลอะปากก็เช็ดให้ พอได้กินไส้กรอกเขาก็ถามหาขนมปัง พอได้ขนมปังก็ถามหาน้ำผลไม้

    “เยอะละๆ กินไส้กรอกไป” เธอทำเสียงปรามทีเล่นทีจริงสนุกๆ แล้วป้อนต่อ มองไปข้างหน้ารถยัง ติดยาวเหยียด...

    เมื่อไปถึงบริษัท รปภ.กิตติและโอปะเรเตอร์

    นลินีสวัสดีพุดชมพู เธอรับไหว้เรียกชื่ออย่างสนิทสนมจนอนาวินทร์เปรยว่าประหลาดรู้จักชื่อเขาไปทั่ว เธอย้อนว่าเขานั่นแหละประหลาดเป็นคนสั่งให้แกล้งตนเมื่อวาน แต่ไม่รู้จักชื่อ บอกว่า

    “การจำชื่อได้เนี่ย มันแสดงถึงความใส่ใจและให้เกียรติกัน เข้าใจไหม”

    “ทำไมฉันต้องให้เกียรติ รปภ.กับโอปะเรเตอร์ด้วย” เขาย้อนถามอย่างถือตัว

    พุดชมพูเข้าทำงานในห้องได้ครู่เดียว ทรงรบกับช่อม่วงก็สะพายกระเป๋ากับหอบเอกสารเข้ามา ช่อม่วงบอกว่าตนไม่มีโต๊ะทำงาน เธอนึกได้ว่าเมื่อวานมัวแต่ยุ่งๆเลยไม่ได้จัดให้ ชวนมานั่งในห้องเดียวกัน ทรงรบติงว่าเห็นทีจะไม่เหมาะเพราะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่คนหนึ่งเป็นประธานบริษัท อีกคนเป็นเลขา ควรรักษาระยะห่างกันจะเหมาะกว่า

    พุดชมพูถามว่าแล้วจะให้นั่งที่ไหนดี คิดๆแล้วบอกว่าให้ไปนั่งห้องเดียวกับทรงรบได้ไหม เขาจะได้สอนงานช่อม่วงไปด้วย ทรงรบจำยอม ช่อม่วงดีใจมากรีบขอบคุณและฝากเนื้อฝากตัว ก่อนออกไปทรงรบถามพุดชมพูเรื่องที่จะให้อนาวินทร์ไปทำงานที่ไร่ไม่อยากให้ช้าเพราะเวลาหนึ่งปีตามพินัยกรรมเริ่มมาสักพักแล้ว

    “อืม...แต่พุดยังไม่รู้เลยว่าจะพูดกับคุณวินยังไง ถึงจะอยู่บ้านเดียวกันแต่เจอหน้ากันทีไรก็ทะเลาะกันทุกที”

    ทรงรบบอกว่าตนเข้าใจซ้ำพอมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ค่อยได้เจอกันอีก ช่อม่วงเสนอว่าให้อนาวินทร์มานั่งในห้องเดียวกับพุดชมพูเลยจะได้มีเรื่องพูดกันมากขึ้น เธอเห็นด้วย รบกวนทรงรบช่วยจัดการให้หน่อย

    อนาวินทร์โมโหมากที่ถูกย้ายโต๊ะทำงานมาอยู่ห้องเดียวกับพุดชมพู โวยวายว่าทำไมไม่ถามตนก่อนว่าอยากมาไหม ประชดว่าถึงเธอเป็นประธานบริษัทก็บังคับตนไม่ได้ พุดชมพูชี้แจงว่าเราจะได้ปรึกษางานกันได้สะดวกขึ้นและเขาก็จะได้จับตาดูได้ว่าตนตุกติกอะไรหรือเปล่า ถามทีเล่นทีจริงว่า “เห็นไหม วิน-วินกันทั้งสองฝ่าย”

    ครู่เดียวช่อม่วงเข้ามา เธอไหว้อนาวินทร์ พุดชมพูแนะนำว่าช่อม่วงเป็นเพื่อนสนิทของตนเลยขอให้มาช่วยเป็นเลขาถูกประชดว่าที่นี่ไม่ใช่ร้านโชห่วยถึงคิดจะเอาใครที่ไหนมาทำงานก็ได้ ไม่มีใครตอบโต้อะไร ช่อม่วงจึงรายงานข้อมูลที่อ่านมาให้ฟัง เธอรายงานตัวเลขอย่างคล่องแคล่วแม่นยำถึงกำไรในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เทียบกับปีก่อนและไตรมาสที่ 2 ของปีนี้และปลายปีจะโอน 9 โครงการทั้งหมดในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเพื่อทยอยรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ต่อไปด้วย

    รายงานเสร็จถามอนาวินทร์ว่าข้อมูลที่ตนรับรู้มามีอะไรผิดพลาดตรงไหนไหม เขาตอบเหวอๆว่า “ก็... ประมาณนั้น” ช่อม่วงยิ้มบอกว่าตนจะเร่งศึกษาข้อมูลที่เหลือให้เร็วที่สุดให้สมกับที่พุดชมพูไว้ใจเชิญมาทำงานด้วยช่องทางพิเศษนี้

    ทั้งอนาวินทร์และทรงรบต่างทำหน้าทึ่งในความจำของช่อม่วง พุดชมพูมองหน้าทั้งสองแล้วแอบขำ

    ooooooo

    วันนี้ จู่ๆหวายก็มาหาอนาวินทร์ที่ห้องทำงาน พอเห็นห้องว่างเปล่าก็ถามว่าเขาไปไหน พนักงานบอกว่าย้ายไปห้องคุณพุดชมพูแล้ว เธอลิ่วไปหาห้องพุดชมพูทันที ถูกช่อม่วงสกัดก็ขู่ว่าตนเป็นแฟนอนาวินทร์ไม่รู้จักได้ไง!

    ไม่ว่าจะเป็นใครช่อม่วงก็ไม่ให้เข้ายื้อยุดกันจนทรงรบออกมาเจอถามว่าทำอะไรกัน หวายฉวยโอกาสนั้นพรวดเข้าไป พอเห็นอนาวินทร์อยู่ห้องเดียวกับพุดชมพูก็ไม่พอใจ ตำหนิว่าในห้องนี้ โน่นก็ไม่มีนี่ก็ไม่มี จนพุดชมพูขัดขึ้นว่าที่เธอพูดนั่นมันโรงแรมแล้ว เลยถูกหวายด่าว่าเธอจะเดินทางลัดจับอนาวินทร์เพื่อเป็นประธานบริษัทอย่างถาวร

    ขณะนั้นเอง การันต์เอาเอกสารของโครงการมาให้ดู พุดชมพูขอให้คนนอกออกไปก่อนแล้วเชิญหวายออกไป หวายมองอ้อนอนาวินทร์ถามว่าเขาให้ตนอยู่ใช่ไหม เขาตอบหน้านิ่งว่า “ผมไม่มีอำนาจตัดสินใจหรอก” และการันต์ก็บอกให้เธอกลับไปก่อน หวายจึงตะบึงตะบอนกลับไป อนาวินทร์มองหวายกลับไปอย่างไม่ยินดียินร้าย

    การันต์มาเสนอเอกสารการประกวดราคาวัสดุสำหรับโครงการบ้านจัดสรร เร่งให้รีบดูเพราะโครงการชะงักมานานแล้ว พุดชมพูขอตรวจดูก่อน การันต์เร่งให้ด่วนที่สุดเพราะอาจจะเสร็จไม่ทันตามสัญญา

    พอการันต์กลับไปที่โต๊ะทำงาน ชวกรก็เข้ามาบอกว่า มารับงานไปทำต่อ การันต์บอกว่าพุดชมพูขอตรวจดูรายละเอียดเพราะโครงการใหญ่ไม่อยากให้เซ็นผ่านๆ

    ชวกรไม่พอใจท้วงว่างานนี้ล่าช้ามานานแล้วตำหนิพุดชมพูว่าชักจะบ้าอำนาจเกินไปแล้ว เลยถูกการันต์ปรามว่า

    “พูดจาระวังหน่อยชวกร! อ้อ...แล้วเรื่องนายกับคุณทิพก็ด้วย อย่าทำตัวรุ่มร่ามนัก มันไม่เหมาะสม”

    ชวกรออกไปอย่างไม่พอใจ การันต์ถูมือไปมา มองตามชวกรไปด้วยสายตาหมายมาด...

    พุดชมพูดูเอกสารกับช่อม่วงแล้วสงสัยว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้ทำไมมีผู้เสนอราคาเพียงเจ้าเดียวไม่มีบริษัทอื่นร่วมการประมูล พุดชมพูถามทรงรบว่า “ใครเป็นคนดูแลเรื่องประกวดราคาคะ”

    “คุณชวกร ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อครับ”

    พุดชมพูเรียกชวกรมาพบ ชวกรพูดกร่างกับการันต์ว่าเจอกันหน่อยก็ดีอยากรู้นักว่าแน่แค่ไหน ถูกการันต์ดุว่า

    “ฉันเตือนนายเรื่องระวังคำพูดแล้วใช่ไหม หัดรู้จักควบคุมตัวเองบ้าง”

    เมื่อการันต์กับชวกรเข้าไปในห้อง พุดชมพูถามว่าทำไมไม่มีการประกวดราคา ชวกรบอกว่าตนก็ไม่ทราบเอกสารมีแค่นี้แต่ทุกอย่างถูกต้อง พุดชมพูติงว่าไม่น่าเป็นไปได้ ชวกรทำท่าจะโต้ถูกการันต์พูดแทรกว่า

    “ท่านประธานพูดถูกนะ โครงการใหญ่ขนาดนี้จะมีผู้สนใจบริษัทเดียวได้ยังไง มันต้องมีอะไรผิดพลาดสักอย่าง เดี๋ยวคุณลองไปตรวจให้ละเอียดมาอีกที แล้วค่อยมาเสนอท่านประธานอีกครั้งเข้าใจไหม” ชวกรรับคำอย่างไม่พอใจ การันต์พูดกับพุดชมพูอีกว่า “ที่จริงผมก็คิดเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ที่ปล่อยผ่านมาเพราะเห็นว่าทางเราเร่งปิดจ๊อบให้ทันตามสัญญา” แล้วหันไปถามหาเสียงสนับสนุนว่า “ใช่ไหมครับคุณทรงรบ”

    การันต์ชิงทำคะแนนข่มชวกร บอกพุดชมพูว่าไม่ต้องห่วง ตนจะช่วยตรวจสอบให้ดีก่อนนำเสนออีกทีแล้วลากลับ

    ขณะชวกรเดินผ่านโต๊ะอนาวินทร์ ได้ยินเขาพูดลอยๆว่า “ทำงานไม่ได้เรื่อง ดีแต่เกาะคนอื่นเขากิน”

    “ก็ยังดีกว่าพวกไม่ทำอะไรเลย” ชวกรสวนทันควัน

    อนาวินทร์ลุกพรวดขึ้นจะเอาเรื่อง การันต์กับทรงรบรีบเข้าขวางไว้ การันต์ดุชวกรเอาใจอนาวินทร์ว่า

    “ชวกร! พูดอะไรเกรงใจคุณวินบ้าง ขอโทษคุณวินซะ” ชวกรเฉย การันต์ย้ำอีก เขาจึงจำใจกระชากเสียงขอโทษ

    การันต์จึงดันหลังเขาออกจากห้องไป

    พุดชมพูสังเกตเห็นอนาวินทร์ไม่ถูกกับชวกร คิดว่าชวกรเกี่ยวข้องกับบ้านสัตยารักษ์มากเกินไปแล้ว

    ooooooo

    วันนี้ช่อม่วงค้นเอกสารบังเอิญเห็นรูปทรงรบ ถ่ายรูปครอบครัว ช่อม่วงจำได้ว่าผู้หญิงในรูปคือ พ. พรรณราย นักเขียนที่ตนคลั่งไคล้ ตอนเย็นจึงสะกดรอยตามทรงรบไปถึงบ้าน พอทรงรบเข้าบ้าน ช่อม่วงก็ไปกดกริ่งหน้าบ้าน

    วิภามาเปิดประตูเพราะทรงรบขึ้นข้างบน พอเห็นวิภาช่อม่วงก็กรี๊ด เมื่อวิภาเชิญเข้าไปนั่งรอทรงรบข้างใน ช่อม่วงตัดสินใจเปิดเผยตัวเองว่าเป็นแฟนนิยายของ พ.พรรณรายตั้งแต่อยู่ ป.5 นิยายทำให้เธอรักการอ่านมาจนทุกวันนี้ วิภายินดีที่เจอแฟนพันธุ์แท้ จึงเล่าตัวละครในนิยายเรื่อง “คดีความรัก” ให้ฟังว่าพระเอกในเรื่องตนเขียนจากนิสัยลูกชายตัวเอง

    ทรงรบลงมาพอดีวิภาจึงขอตัวเข้าห้องครัว พอเห็นช่อม่วงเขาแปลกใจ ตกใจและไม่พอใจ ถูกช่อม่วงต่อว่าที่ปิดตนว่าเป็นลูกชายของ พ.พรรณราย ทั้งที่รู้ว่าตนเป็นแฟนคลับ

    ทรงรบอึดอัดถามว่าเธอต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ บอกให้กลับได้แล้ว พอดีวิภาออกมาบอกว่าอาหารเสร็จแล้วชวนช่อม่วงกินข้าวด้วยกันเลย ช่อม่วงรับคำทันที เห็นทรงรบทำหน้าขัดใจก็ยิ้มกวนๆบอกว่า

    “แม่คุณชวนเองนะ...”

    ooooooo

    พุดชมพูใช้ความจริงใจ พยายามญาติดีกับอนาวินทร์ คืนนี้ขณะนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารที่บ้าน เธอถามว่าเมื่อไหร่เขาจะไปไร่กับตน เขาบอกว่าไม่ไป เธอย้ำว่ายังไงวันนึงเขาก็ต้องไป

    อนาวินทร์บ่นอย่างขัดใจว่าทำไมตนต้องไปในที่ที่ตนไม่อยากไปด้วย พุดชมพูถามว่าเขาไม่อยากไปอยู่ไร่ แล้วคิดหรือว่าตนอยากอยู่ที่นี่นักหรือ

    “ก็แล้วเธอมาทำไมล่ะ” อนาวินทร์เบ้ปากถาม พุดชมพูพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า

    “ก็เพราะมันเป็นคำขอสุดท้ายของปู่เล็กไง พินัยกรรมก็คือคำขอสุดท้ายจากปู่เล็กถึงนายกับฉัน ฉันมาที่นี่ก็เพราะปู่อยากให้ฉันมา และฉันก็เชื่อด้วยว่า สิ่งที่ปู่ขอ มันมาจากความรักและความหวังดีของปู่ ฉันทำตามที่ปู่ขอแล้วนะ แล้วนายล่ะจะทำเมื่อไหร่?” พูดจบเดินออกไปเลย ปล่อยให้อนาวินทร์อยู่กับตัวเอง คิดอยู่คนเดียว

    รุ่งขึ้นขณะพุดชมพูนั่งดื่มกาแฟอยู่ เธอแปลกใจเมื่อเห็นอ้อยกับตาลลากกระเป๋าเดินทางใหญ่หลายใบมา ถามว่าของใคร ตาลกับอ้อยบอกว่าของคุณวิน เธอถามว่าจะไปไหน อนาวินทร์เดินตามมาตอบแทนว่า “ก็ไปไร่เธอไง”

    พุดชมพูดีใจมาก พอเขาขู่ว่าจะไปหรือยัง ชักช้าเดี๋ยวเปลี่ยนใจนะ เธอลุกทันทีบอกให้รอแป๊บนึงตนไปเก็บของก่อน

    พวกคนใช้ในบ้านต่างมายืนส่งอนาวินทร์กับพุดชมพู ป้านุ่มถึงกับน้ำตารื้นที่คุณหนูจะไปอยู่ไร่ บอกให้โทรศัพท์มาหาป้าบ้างนะ

    อนาวินทร์จะเอารถหรูของตนไป พุดชมพูให้เอารถกระบะของตนไปดีกว่า เขาบอกให้คนใช้เอาผ้ายางมารองพื้นก่อนขนกระเป๋าหรูไปวาง เสร็จแล้วยังให้เอาผ้ายางคลุมกระเป๋าอีกด้วย ถึงเขาจะ “เยอะ” แต่พุดชมพูก็ยอมให้กับการเริ่มต้นของเขา

    พอทิพนาถรู้ว่าอนาวินทร์ยอมไปอยู่ไร่ก็โทรศัพท์บอกชวกรให้เก็บของมาอยู่ที่บ้านสัตยารักษ์ทันที

    อนาวินทร์นั่งรถกระบะไปอย่างพยายามอดทน เพราะเบาะก็แข็ง รถก็ไม่แรง ซ้ำแอร์ก็ไม่เย็นฉ่ำ บ่นว่าพัดลมที่บ้านยังเย็นกว่าอีก

    พุดชมพูโทร.บอกภัทรากับน้าก่อนถึงบ้านว่ากำลังกลับมาอยู่ไร่พร้อมอนาวินทร์ แม่กับน้าดีใจมากขอแรงโจ้ที่มาช่วยดูแลบ้านและไร่ช่วยจัดห้องให้แขกหน่อย พอโจ้รู้ว่าอนาวินทร์จะมาอยู่ที่ไร่เขาก็แปลกใจและแอบกังวล

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”

    “เดียร์น่า” เล่นใหญ่ไม่ห่วงสวย ปรับลุคเป็นสาวโก๊ะ ใน “Help Me คุณผีช่วยด้วย”
    20 ต.ค. 2564

    09:40 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2564 เวลา 20:23 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์