นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"

    พระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าเหนือทิวป่านอกค่าย ดวงอาทิตย์กลมโตนั้นมีควันไหลผ่านเป็นควันจากค่ายพม่าที่ถูกโจมตีเมื่อคืนที่ผ่านมา

    ชาวบ้านสองสามคนในค่ายระจันเตรียมอุปกรณ์จับปลาออกไปนอกค่าย โดยรับปากแม่ปล้องว่าจะรีบไปรีบกลับเพื่อความปลอดภัย เพราะเมื่อคืนข้าศึกแพ้พ่ายย่อมโกรธแค้นหนัก มันอาจเอาคืนเมื่อใดก็ย่อมได้

    ที่ลานกว้าง ชาวบ้านกลุ่มใหญ่มีความสุขสนุกสนาน ส่งเสียงหัวเราะรื่นเริงกันลั่นไปหมด ปลุกให้ศิโรตม์ตกใจตื่น รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว

    ชายหนุ่มลุกออกมาหน้าทับจึงรู้ว่าตนเองตื่นสาย นึกอายคนอื่น เขารีบล้างหน้าถูฟัน แต่มิทันเสร็จ จัน–กะพ้อโผล่มาชื่นชมเขาซึ่งหน้า

    “พี่ศรี เมื่อคืนข้าประทับใจฝีมือพี่ เพราะพี่...เราจึงตีค่ายข้าศึกได้”

    “เราทุกคนช่วยกันโดยแท้ หาใช่ข้าคนเดียวไม่ ความสามัคคีช่วยพวกเรา เอ้อ แล้วนี่มีคนให้เจ้ามาตามข้ารึ”

    จันกะพ้ออึกอัก เพราะความจริงตั้งใจมาหาศิโรตม์ด้วยห่วงใย แต่ทำเจ้าเล่ห์เฉไฉว่าแค่ผ่านมา เห็นว่าตะวันสายโด่งเขายังไม่ตื่นเลยแวะเข้ามา

    “พี่ศรีควรรีบไปที่ลาน ด้วยทุกคนต่างยินดี เฉลิมฉลองชัยชำนะครั้งนี้”

    “ถึงว่าหายกันไปหมดเลย เมืองใจเล่า”

    “พี่เมืองใจมิเคยสาย เร็วเถิดพี่ศรี”

    “ไปสิ ข้าก็หิว”

    สองคนเร่งรีบกันไปยังมุมอาหารที่บรรยากาศคึกคัก ชาวบ้านล้วนทักทายและชื่นชมศิโรตม์เป็นเสียงเดียว คนถูกชมเลยยิ้มหน้าบานจนโดนจันกะพ้อหยอกล้อก่อนจะยิ้มขันไปด้วยกัน

    “วันนี้พ่อกับพ่อแท่นให้ชาวบ้านมีการละเล่นได้ และให้เรือนครัวทำสำรับกับข้าวมาเปิบร่วมกัน เป็นการเฉลิมฉลองและปลุกขวัญกำลังใจ”

    ศิโรตม์พยักหน้ารับ รู้สึกยินดีไปด้วยจริงๆ

    เมืองใจเฝ้ามองคนทั้งสองด้วยใจห่อเหี่ยว โดยไม่รู้ว่ากาหลงแอบจับตามองเขาอยู่อีกมุม นายจันหนวดเขี้ยวเรียกทุกคนรวมตัวแล้วประกาศก้องยกความดีความชอบให้ไอ้ศรี ชัยชนะเมื่อคืนทำให้พวกเรามีแรงใจมากขึ้น ทำให้ข้าศึกระส่ำระสาย พักการบุกโจมตีเราได้

    ศิโรตม์ยิ้มหน้าบานกว่าเมื่อครู่ ทันใดทุกคนได้ยินเสียงปี่กลองประโคมดังมาจากค่ายข้าศึก นายแท่นมั่นใจว่าแน่นอนแล้วว่าข้าสึกเสียแม่ทัพ ชาวระจันต่างโห่ร้องยินดี หัวใจฮึกเหิม มีกำลังวังชาขึ้นทันตา

    ooooooo

    ณ ค่ายพม่า ควันยังไม่จาง ทหารเก็บข้าวของเสียหายแบกเดินผ่านไปเป็นระยะ

    ทหารคนหนึ่งนั่งนอบน้อมอยู่ตรงหน้านายกองทั้งสองที่กำลังฉุนหนัก หลังได้ยินเสียงฝ่ายตรงข้ามเฉลิมฉลองความสำเร็จ กอปรกับทหารมารายงานว่าพวกนั้นประกาศด้วยว่าศึกครั้งต่อไปเราจะต้องแพ้ราบคาบไม่ต่างจากครั้งที่ผ่านมา

    “ให้มันผยองไปก่อนเถอะ เราจะไม่มีวันปราชัยเป็นหนสอง ท่านนายกองมินอาว ท่านส่งม้าเร็วไปแล้วใช่ฤาไม่”

    “ม้าเร็วออกไปสักพักใหญ่แล้วท่านนายกองเย่ และข้าสำทับไปแล้วว่า ไม่ว่าจะพบเจอทัพใด กองใด ของพวกเรา ให้ส่งข่าวต่อกันไปให้ถึงท่านแม่ทัพสุกี้ให้เร็วที่สุด”

    “แล้วการศพท่านแม่ทัพใหญ่เราเล่าท่าน”

    “ข้าเห็นว่าเราน่าจะส่งอัฐิท่านแม่ทัพกลับบ้านเมืองเพื่อทำพิธีให้สมเกียรติ ดีกว่าจะฝังร่างท่านไว้ไกลบ้านไกลเมืองเยี่ยงนี้”

    “จะเสียสละไพร่ส่งแม่ทัพคืนกลับงั้นรึ”

    นายกองเย่ทักท้วงชวนให้คิด นายกองมินอาวเลยชะงัก แล้วทอดถอนใจ

    ooooooo

    ชาวบ้านที่ออกไปหาปลาเห็นม้าเร็วข้าศึกเชื่อว่าคงเร่งส่งสาส์น พวกเขาจึงรีบกลับมาบอกเล่าแก่นายจันและนายแท่น

    เรื่องร้อนเช่นนี้ แต่นายจันกับนายแท่นยังไม่เรียกชุมนุม ต้องการให้คนของตนมีความสุขกันอีกวัน ไว้รอนายอินกับขุนสรรค์กลับจากลาดตระเวน อาจได้ข่าวได้ความมากขึ้น

    ที่ลานประลองมวย ชาวบ้านส่งเสียงลุ้นมวยคาดเชือกอึกทึก เมืองใจนั่งอยู่มุมหนึ่งพยายามสะกดสมาธิให้อยู่กับการจะต่อสู้มากกว่าอยู่กับจันกะพ้อที่กำลังดูการประลองกับศิโรตม์ เขารู้สึกหมั่นไส้ ซึ่งเป็นความรู้สึกใหม่ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

    กาหลงลอบมองอยู่ห่างๆ ตัดสินใจแยกจากศิโรตม์และจันกะพ้อเดินเข้าไปถามเมืองใจว่า

    “ไยพี่เมืองใจทำหน้าราวกับมิมีความสุขกับชัยชำนะของชาวระจันครั้งนี้ หรือว่าพี่มีสิ่งใดในใจ”

    ท้ายประโยคนั้นแผ่วเบา ด้วยกลัวสิ่งที่คิดจะเป็นความจริง

    “ทำไมข้าจะมิมีความสุขล่ะกาหลง แต่ความสุขมันก็มาพร้อมกับความทุกข์ ในยามที่เรากำลังฉลองกันอยู่นี้ ข้าศึกคงจะคิดวางแผนที่จะโต้เรากลับคืน มิวันใดก็วันหนึ่ง”

    “พี่มีห่วงเพียงเรื่องนี้ดอกรึ”

    “เพลานี้ข้ามีห่วงแต่เรื่องศึกเท่านั้นแหละ รึเอ็งคิดว่าข้าควรต้องห่วงเรื่องใดอีก”

    “ข้าก็ถามไปเช่นนั้นเอง พี่อย่าถือโทษข้าเลย” พูดออกไปแล้วกาหลงแอบโล่งใจ ด้วยตนเองเข้าใจว่าเมืองใจหวงแหนจันกะพ้อที่ใกล้ชิดกับศิโรตม์

    สิ้นสุดการประลองคู่แรก ทองเหม็นถามว่าใครจะชกเป็นคู่ต่อไป ชายหนุ่มหลายคนฮือฮาจะอาสา เมืองใจเห็นจันกะพ้อสีหน้าตื่นเต้นชื่นชอบการละเล่นนี้ก็เลยชิงอาสาเสียก่อน

    “ข้าก่อน อาทองเหม็น”

    “แล้วผู้ใดจะอาสาชกกับไอ้เมืองใจ”

    “พี่ศรีนี่ไงเล่า” จันกะพ้อร้องเสนอขึ้นมา เมืองใจเห็นแล้วยิ่งหมั่นไส้

    “ไม่ดีกระมังเจ้าจัน เพื่อนเขาไม่ชกต่อยกันหรอก” ศิโรตม์ปฏิเสธ

    “นี่หาใช่การชกต่อยกันไม่ เป็นการละเล่นต่างหาก แต่ถ้าพี่ศรีกลัว ข้าก็จะมิรบเร้าดอก”

    จันกะพ้อหน้าง้ำ เมืองใจยืนรอโดยไม่พูดอะไร หน้ายวนๆหลุดออกมาไม่มาก

    “ลองดูสิวะ ไอ้ศรี”

    สิ้นคำนายทองเหม็น ศิโรตม์เห็นสายตาทุกคู่พากันลุ้นและส่งเสียงสนับสนุนจึงเดินออกไป กาหลงมองจันกะพ้อด้วยความอิจฉาเล็กๆ อยากทำได้แบบเธอเหมือนกัน

    เป็นอันว่าคู่ชกต่อไปคือเมืองใจกับศิโรตม์ เสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องดังเกรียวกราว

    เมืองใจกับศิโรตม์ชกกันเริ่มจากเบาๆ จนกลายเป็นจริงจังขึ้นทุกที เมืองใจคาใจเรื่องจันกะพ้อ ส่วนศิโรตม์เริ่มเจ็บจนต้องฮึดสู้ จันกะพ้อจ้องมองไม่วางตา พลางร้องบอกอย่างตื่นเต้น

    “สู้เขาสิพี่ศรี พี่เมืองใจก็มิต้องออมมือดอกนะ”

    ทองเหม็นสีหน้าฉงน หันมาถามจันกะพ้อว่าตกลงเข้าข้างใครกันแน่

    “ฉันก็เข้าข้างทั้งสองคนแหละ อาทองเหม็น”

    ลำเจียกเดินเข้ามายืนดูสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ เมืองใจชกศิโรตม์จนหงายหลังไป และทำท่าเหมือนจะเข้าไปซ้ำ แต่แล้วก็เปลี่ยนใจยื่นมือให้ศิโรตม์จับแล้วช่วยดึงให้ลุกขึ้น

    “เมืองใจกับไอ้ศรีเสมอกัน” ทองเหม็นประกาศก้อง

    จันกะพ้อวิ่งเข้าไปหาทั้งคู่ แต่ชื่นชมศิโรตม์เป็นคำแรก

    “ข้าเพิ่งจะรู้ว่าพี่ศรีก็มีฝีมือหมัดมวยกับเขาเหมือนกัน”

    ศิโรตม์ยิ้มบางๆ รู้สึกเจ็บและมีรอยฟกช้ำตามร่างกายไม่น้อย เมืองใจมองจันกะพ้อแววตาน้อยใจ ถามด้วยน้ำเสียงพ้อๆ

    “แล้วพี่เล่า เอ็งมิชมบ้างดอกรึ เจ้าจัน”

    “พี่เมืองใจน่ะเก่งทุกอย่างอยู่แล้ว ข้ามิต้องเอ่ยปากชมให้ยากดอก”

    จันกะพ้อพูดอย่างเอาใจ เมืองใจสีหน้าดีขึ้น กาหลงยืนหน้าหม่น มองดูทั้งสามคนด้วยความรู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นส่วนเกิน

    ooooooo

    นันทเดชต้องการให้ลติกาเลิกหมกมุ่นเรื่องย้อนอดีต เขาพาเธอนั่งรถเล่นอยู่พักใหญ่ก่อนจะแวะไปยังตึกหรูหราทันสมัยของตนแล้วรวบรัดยกให้เธอใช้ทำแกลเลอรี่โดยไม่คิดค่าเช่า แต่หญิงสาวไม่ตอบตกลงเพราะยังงงๆว่าเขาจะมาไม้ไหน...

    ในขณะที่ลติกาเพียรพยายามอยากเห็นอดีตของตนเพราะหวังว่าจะได้พบทั้งศิโรตม์และเมืองใจ แต่เธอไม่รู้เลยว่าเวลานี้เขาทั้งสองคนกำลังมุ่งมั่นการรบอยู่ในค่ายบางระจันร่วมกับเหล่าวีรชนผู้กล้า

    บัดนี้ศิโรตม์ได้เป็นหนึ่งในภาคการรบ นอกเหนือจากงานพยาบาลที่ได้รับมอบหมายเมื่อแรกมาอยู่ ซึ่งศิโรตม์ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง มิหนำซ้ำยังสร้างผลงานประจักษ์สายตาจนได้รับคำชมอึงอลไปทั้งค่าย

    หลังจากเมื่อเช้ามีการเฉลิมฉลองชัยชนะ ตกเย็นนายจันหนวดเขี้ยวเรียกฝ่ายรบชุมนุมเพื่อวางแผนรับมือข้าศึกที่ทราบว่าส่งม้าเร็วคาบข่าวไป คาดว่าไม่ช้าอาจมีไพร่พลส่งมาอีก

    ศิโรตม์อยู่ในกลุ่มนักรบ มุ่งมั่นและครุ่นคิด แม้จะฟกช้ำเล็กๆ และยังเจ็บที่โดนชกต่อยมา เมืองใจเองรู้สึกผิดที่ต่อยเทวดา เขาลอบมองศิโรตม์เป็นระยะขณะชุมนุม

    ทองเหม็นใจร้อนอยากให้ใช้วิธีของตนคือบุกตะลุยเข้าไปแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ต้องซ้ำในเวลาที่ควรซ้ำเช่นนี้ นายแท่นไม่เห็นด้วยเพราะเกรงจะสูญเสียไพร่พล เช่นเดียวกับนายอินและขุนสรรค์ที่ไปลาดตระเวนกลับมา สังเกตค่ายข้าศึกควันไฟยังคุ แต่ไม่เห็นใครสักคน คงจะสาละวนจัดค่ายจัดพลกันใหม่ ถ้าเรายกพลเข้าไปไม่ดีแน่

    นายจันเห็นด้วย บอกว่าเราไม่เคยเห็นในค่ายของข้าศึกชัดๆ หากบุกเข้าไปกำลังพลของเราจะพบเจอสิ่งใดไม่มีวันรู้ แต่ทองเหม็นยังดึงดันว่าเร่งรู้เร่งบุกยามมันอ่อนแอไร้แม่ทัพ ไร้หัวคิด ต้องบุกให้สิ้นซาก

    หลายคนเริ่มคล้อยตามทองเหม็น นายแท่นถามศิโรตม์ว่าคิดอย่างไร ก่อนหน้านี้เขารบด้วยสมอง

    “ข้าว่า...น้าทองเหม็นว่าก็ถูก ให้เร่งรู้กำลังของข้าศึกตอนนี้ แต่เรารู้กำลังของเราเองฤาไม่ เรามีอาวุธอะไร อันใด พอต่อกรฤาไม่ หากเราออกไปตีค่ายข้าศึก แล้วเพลี่ยงพล้ำแตกกลับมา ค่ายเราจะปกป้องพวกเราได้ฤาไม่ จริงอยู่ข้าศึกไร้แม่ทัพ แต่ข้าว่ามิใช่มีเพียงแม่ทัพที่มีหัวคิด เรามิอาจรู้ได้เลยว่าผู้ใดยังเป็นหัวคิดอยู่อีก และเราก็มิอาจรู้เลยว่า คลังดินปืนที่เราทำลายนั้นจะเป็นเพียงคลังเดียวของข้าศึกฤาไม่ อาจมีคลังอื่นอีก”

    นายจันตบเข่าฉาด ชมเปาะว่าไอ้ศรีมันรอบคอบแท้ ไอ้ศรีหรือศิโรตม์แอบภูมิใจ เอ่ยต่อไปอย่างฮึกเหิม

    “เราจึงควรทำทั้งสอง รู้เขา รู้เรา ต้องใช้เวลา”

    “ข้าเห็นเยี่ยงไอ้ศรี และเห็นว่าก่อนที่กองกำลังของข้าศึกจะมาสมทบ เราฝึกปรือผู้คนให้หนัก ให้ทุกคนในค่ายสู้รบให้ได้ และดูให้ทั่วค่าย จุดใดยังอ่อน ทำให้แข็งแรง สร้างแนวป้องกันและสร้างอาวุธเพิ่มให้มากขอรับ ”

    ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับศิโรตม์และเมืองใจ แม้แต่ทองเหม็นก็ยอมรับโดยดุษณี

    ooooooo

    ท้องฟ้าพระจันทร์เต็มดวง คบไต้นำทางมา กระทบแสงจันทร์จนเห็นขบวนทัพหนึ่งเข้ามายังค่ายพม่า

    รองแม่ทัพเยกินหวุ่นองอาจอยู่บนม้า มือหยิบเศษหม้อคะนนที่ต้องแสงคบภายในที่อยู่บนโต๊ะ ไม่คาดคิดว่าสิ่งนี้คืออาวุธของชาวระจัน

    “ข่าวระจันระบือไปไกล เพราะร้ายกาจแท้จริงเยี่ยงนี้นี่เอง ข้ากำลังจะเคลื่อนทัพสู่อโยธยาพบม้าเร็วจากท่าน”

    “เป็นกรุณาของท่านรองแม่ทัพเยกินหวุ่นที่เปลี่ยนทิศมาช่วยที่นี่ก่อนเราสูญเสียไปมาก”

    “ดินปืนถูกทำลายหมดรึไม่”

    “เหลือมิถึงครึ่ง ดีที่แยกเก็บไว้บ้าง”

    “ปืนใหญ่ถูกส่งมาเพิ่ม แต่ดินปืนกลับร่อยหรอลง”

    “เราจะเร่งทำเพิ่มโดยเร็ว”

    “หล่อปืนใหญ่เพิ่มด้วย อย่ารอแต่ที่ส่งมาเท่านั้น” เยกินหวุ่นออกคำสั่งสีหน้าเหี้ยมเกรียม คิดแค้นเอาคืนชาวระจันให้สาสม!

    ค่ำคืนเดียวกัน ศิโรตม์และเมืองใจแยกจากทุกคนเดินกลับทับ เมืองใจเดินนำแต่ใจลังเลอยากจะคุยเพราะละอายที่ต่อยเทวดาในวันนี้ จึงหาจังหวะแล้วตัดสินใจคุกเข่าสารภาพผิด

    ศิโรตม์ทราบดีว่าเมืองใจเข้าใจว่าเขาคือเทวดาและบ้านที่กรุงเทพฯคือสวรรค์ แต่เขาไม่ยอมให้เมืองใจทำแบบนี้ ฉุดให้ลุกขึ้นพร้อมกับย้ำว่า

    “อย่าทำเยี่ยงนี้ คนระจันยิ่งใหญ่ มิต้องคุกเข่าให้เทวดา นี่เมืองใจ ฉันไม่อยากให้ใครมาเห็นแบบนี้นะ รีบกลับทับกันเถอะ”

    ศิโรตม์เดินนำลิ่วไป เมืองใจยังติดค้างในใจ นำผ้าประคบอุ่นค่อนร้อนมาส่งให้ศิโรตม์ประคบตามรอยฟกช้ำ ศิโรตม์เข้าใจถึงความห่วงใยของเพื่อน ขอเมืองใจอย่าคิดมาก การประลองก็คือกีฬา

    เมืองใจฉงนว่ากีฬาคืออะไร ศิโรตม์ไม่รู้จะอธิบายยังไง อ้างคำพูดจันกะพ้อว่า

    “กีฬา...ก็อย่างที่เจ้าจันว่า หาใช่การชกต่อยไม่ เป็นการละเล่น แค่เล่นแรงไปหน่อยเอง”

    เมืองใจบอกว่าตนออมมือแล้ว แต่ถึงยังไงก็ขอบใจเขาที่ไม่ถือโทษ ศิโรตม์บอกว่าคนเมืองตนทำกันเจ็บกว่านี้ยังไม่เคยขอโทษกัน เมืองใจเลยเข้าใจว่าเทวดาทำสิ่งใดคงไม่ถือเป็นความผิด แล้วอยากรู้ว่าเทวดาจะชอบพอหญิงสามัญชนได้ไหม

    ศิโรตม์แปลกใจในคำถามสุดท้าย แต่ก็ตอบได้กระจ่างชัดว่า

    “ความรักน่ะไม่มีพรมแดน ไม่มีขีดกั้น ถ้าคนเราสักคนจะมีความรัก ไม่มีอะไรมากั้นขวางได้หรอก แล้วเอ็งล่ะเมืองใจ ความรักของเอ็ง เอ็งยังไม่เคยบอกเลยว่าเอ็งรักใครกันแน่ ใช่กาหลงไหม...คงไม่ใช่ใช่ไหม ก็เมืองใจเคยบอกฉันนี่ว่าคนที่เมืองใจชอบพอรักใคร่นั้นซุกซน กล้าหาญ ดุ ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร เมืองใจกลัวเธออยู่คนเดียว”

    พูดไปแล้วศิโรตม์อึ้งเอง เพราะทั้งหมดคือลักษณะของจันกะพ้อโดยแท้ เมืองใจยอมรับว่าตนรักกาหลงอย่างน้องสาว

    “ถ้าเช่นนั้นเมืองใจรักใครก็อย่าเก็บไว้เลย จงรีบบอกให้เจ้าตัวได้รับรู้เถิด”

    ศิโรตม์สรุปหน้าเศร้าด้วยแน่ใจว่าเมืองใจชอบพอจันกะพ้อ แล้วพอวันถัดมาออกลาดตระเวนด้วยกันที่ชายป่า จันกะพ้อแอบตามมา สองหนุ่มทั้งดีใจทั้งระอา ศิโรตม์พยายามรักษาระยะห่าง เกรงเมืองใจจะเข้าใจผิด

    การลาดตระเวนราบรื่นได้สักพักก่อนที่จันกะพ้อจะจับข้าศึกได้ แต่ชายกลางคนยืนยันว่าตนเป็นคนไทย ศิโรตม์สังเกตเห็นแผลที่หลังของแก รู้แน่ใจว่าบาดเจ็บมา จึงพาลุงไปทำแผลในค่ายก่อนแล้วค่อยซักความกัน

    ลำเจียกทำแผลให้เขาพร้อมซักถามความเป็นมาอย่างละเอียดว่าเป็นใครมาจากไหน ไปโดนอะไรมาถึงได้มีแผลเหวอะหวะอย่างนี้

    “ข้าชื่อสุก เป็นคนวิเศษไชยชาญ ครอบครัวข้าถูกฆ่ายกครัว มีข้าคนเดียวที่หนีมาได้”

    “คนวิเศษไชยชาญหาใช่คนขี้ขลาดจนละทิ้งครอบครัวไม่” ลุงมั่นพูดขึ้นมาลอยๆ

    “ข้าเองก็มิอยากจะรอดอยู่คนเดียวดอกพี่ชาย แต่ฟ้าลิขิตให้เป็นเยี่ยงนี้ คงจะอยากให้ข้าได้กลับไปล้างแค้นข้าศึกภายหลังกระมัง”

    “ฟ้าลิขิตหรือว่าเจ้าขี้ขลาดกันแน่” พูดจบลุงมั่นเดินหนีไป

    สุกมองตามสีหน้าไม่ดีนัก กาหลงกับศิโรตม์รีบปลอบอย่าถือสาลุงมั่น ลุงสุกพักรักษาตัวให้หายเจ็บค่อยพูดคุยกับแกอีกที

    ลำเจียกเป็นอีกคนที่ระแวงนายสุก แต่ยังไม่อยากพูดอะไรมาก แต่สำหรับลุงมั่นนั้นไม่วางใจถึงขนาดแอบคุยกับจันกะพ้อให้แจ้งนายจันกับนายแท่นเพื่อสอบถามความจริงจากนายสุก จันกะพ้อรับปากแข็งขัน ถือว่าครั้งนี้คือภารกิจสำคัญของตนเอง

    ooooooo

    ศิโรตม์ติดตามพวกเมืองใจออกลาดตระเวนอีกครั้งแล้วได้เห็นข้าศึกส่วนหนึ่งเคลื่อนโถอัฐิและเครื่องยศ

    แม่ทัพผ่านไป เผือกจะใช้ช่วงเวลานี้เข้าไปจัดการพวกมัน แต่เมืองใจรีบปราม ศิโรตม์เองก็ไม่เข้าใจ กำลังพล เราพร้อมกว่าข้าศึกน่าจะตีมันได้

    “มิได้ดอก เราต้องให้พวกเขาผ่านไป ต้องให้ความเคารพต่อผู้จากไปด้วย”

    “อะไรนะ”

    “วิถีบุรุษ ย่อมไม่ซ้ำเติมผู้สูญเสีย...ให้เขาผ่านไป นี่คงเป็นแม่ทัพที่จบชีวิตในคืนนั้น”

    ฟังเหตุผลของเมืองใจแล้วศิโรตม์ถึงกับนิ่งงันไปด้วยความประทับใจในวิถีบุรุษ

    เสร็จจากลาดตระเวน จันกะพ้อมาป้วนเปี้ยนใกล้ศิโรตม์โดยไม่รู้ตัวว่าแอบชอบเขาเข้าแล้ว ศิโรตม์ไม่ต้องการให้เมืองใจขุ่นข้องหมองใจจึงหาทางเลี่ยงให้ไกลจันกะพ้ออยู่ร่ำไป แต่แล้วตัวเองก็แอบเศร้า นั่งรำพึงรำพันคนเดียวอย่างยากจะทำใจ

    “จันกะพ้อ...เจ้าจะรู้ไหม รักยังไม่มีกาลเวลาอีกด้วย...แต่เมืองใจ ความรักของเพื่อนก็ยิ่งใหญ่นัก”

    ooooooo

    เมื่อชายแปลกหน้าชื่อสุกบาดเจ็บเข้ามาอยู่ในค่าย แน่นอนว่ามีทั้งคนสงสารและระแวง

    ฝ่ายสงสารคือกาหลงและศิโรตม์ ขณะที่ฝ่ายระแวงคือลุงมั่น จันกะพ้อ และนายทองเหม็น ส่วนลำเจียกที่แรกเห็นไม่วางใจ แต่หลังจากได้ทำแผลให้และพูดคุย อีกทั้งสุกเองพอบาดแผลเริ่มหายก็ช่วยงานลำเจียกไม่ว่างเว้น เหตุนี้ทำให้ลำเจียกหมดความคลางแคลงใจ

    เพราะเรื่องสุกนี่เองทำให้จันกะพ้อแง่งอนศิโรตม์ หาว่าเขามองคนแง่ดีเกินไป กาหลงไม่อยากให้จันกะพ้อโจ่งแจ้ง หากระแวงผู้ใดควรเก็บไว้ในใจก็พอ

    “จะให้ข้าสงบปากสงบคำเยี่ยงเอ็งรึ แล้วถ้ามันมีอันตรายขึ้นมา มิทันการณ์ขึ้นมา เอ็งจะว่ากระไร”

    “ข้าก็เพียงห่วงเอ็ง หากคนร้ายจริง เอ็งจะเป็นอันตรายก่อนคนอื่น”

    “ขอบน้ำใจ แต่ข้ามิเกรงกลัวสิ่งใดดอก ชีวิตของเราทุกวันนี้มันก็มีอันตรายอยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ข้าศึกอยู่รายรอบเรา...ศึกนอกค่าย พวกเราคงรบมิพรั่น แต่ศึกในค่ายพวกเรา จะรบกันเองได้ฤา เพียงสอบตาสุก พวกเราก็แยกเป็นสองความเชื่อแล้วนะเอ็ง”

    กาหลงอึ้งไปชั่วครู่ก่อนพยักหน้าน้อยๆ “จริงอยู่ แต่เอ็งต่างหากที่ไปบอกพ่อจันให้สอบ”

    “ก็เออสิวะ ลุงมั่นเตือนสติข้านี่”

    “แล้วเอ็งน่ะก็กระฟัดกระเฟียดปั้นปึ่ง และทำกิริยาเยี่ยงนั้นใส่พี่ศรีอีก”

    “ข้าว่าดีแล้ว มาว่าข้าใจร้ายใจดำทำไม แล้วข้าไปทำอันใดให้ จู่ๆก็มามึนตึงใส่ข้า...ชิ”

    กาหลงไม่เข้าใจจันกะพ้อในความหมายทั้งหมด ได้แต่ยิ้มระอาความขี้โมโหของเธอ

    สุกเอาการเอางานและพยายามจะผูกมิตรกับ

    ลุงมั่นแต่ไม่สำเร็จ กับนายทองเหม็น สุกก็เอาใจด้วยการทำอุหนึ่งไหไปให้ลิ้มลอง บอกว่าตนพอมีฝีมือเพราะได้รับถ่ายทอดการทำอุมาจากรุ่นปู่ย่า ทองเหม็นปรายตามองโดยไม่พูดอะไร

    “ข้าตั้งใจหนีร้อนมาพึ่งเย็นจริงๆ มิได้มีแผนการอันใดดังที่พ่อทองเหม็นกังวลดอก ข้ารู้ดีว่ายามนี้คนระจันต่างก็มีแผลด้วยกันทั้งนั้น แต่ไยพ่อมิช่วยกันเยียวยาแผลให้มันหาย แล้วเดินหน้ารับมือข้าศึกด้วยความสามัคคีกันเล่า ไยจึงมาตั้งหน้าระแวงกันเยี่ยงนี้”

    “ข้าจะจับตาดูเอ็งทุกฝีก้าว ถ้าเอ็งมิมีสิ่งใดแอบแฝง วันเวลามันจะสำแดงให้เห็นเอง แต่ถ้าเอ็งตั้งใจมาทำร้ายชาวระจัน ก็อย่าหมายว่าจะมีชีวิตรอดออกไปได้...ทิ้งอุของเอ็งไว้ที่นั่นแหละ”

    ทองเหม็นยังอุตส่าห์ห่วงอุ สุกลุกขึ้นเดินออกไป เมื่อเขาลับตาทองเหม็นก็รีบหยิบไหอุขึ้นมายกดื่มแล้วทำสีหน้าพึงพอใจ

    ooooooo

    ลติกายังไม่ละความพยายามที่จะย้อนอดีต บ่อยครั้งที่เธอไม่เข้าบริษัททั้งที่ต้องทำหน้าที่แทนศิโรตม์ ทำให้อรรถวิทย์เริ่มสงสัยและแอบสะกดรอยตามจนไปพบเธออยู่กับนันทเดช

    นันทเดชหัวไวไม่ทำให้อรรถวิทย์รู้เรื่องที่ลติกาอยากย้อนอดีต แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าอรรถวิทย์จะคลายความสงสัยในตัวลติกา

    ลติกาต้องการย้อนอดีตแต่นันทเดชขอให้เธอว่างเว้นบ้าง เธอไม่ยอม พยายามทำด้วยตัวเองตามหลักการของนันทเดชแต่ไม่สำเร็จ เธอไม่เห็นอะไรเลย นอกจากใบหน้าของนันทเดชที่เธอเรียกเขาว่าอีตาบ้า!

    ที่ค่ายระจัน เมืองใจ เผือก ก้าน และทองเหม็นออกลาดตระเวนอีก ทุกคนเห็นพ้องกันว่าหลายวันที่ผ่านมาไม่มีวี่แววของข้าศึก คิดว่ามันคงหัวหดหมดแล้ว จึงควรรุกคืบไปใกล้ค่ายโดยหาที่สูงปีนดูภายใน

    อีกด้านหนึ่ง โตกับคมออกหาปลาตามชายทุ่งนาน้ำเจิ่ง โดยมีสุกออกมาช่วย สุกเอาใจใส่ทั้งคู่ให้ระวังลื่นล้มแล้วยังคุยสนุกจนสองหนุ่มหัวร่องอหาย

    “หัวร่อพอเบาๆ ประเดี๋ยวข้าศึกได้แห่กันมา”

    “ลุงนี่ใจดีนัก ช่วยเหลืองานค่ายระจันมากมาย เหตุใดมีคนระแวงลุง”

    “ก็นั่นน่ะสิ มันเริ่มจากพ่อมั่น ข้าไปทำอะไรให้มันข้าก็มิรู้ เอาเถิด สักวันมันจะเข้าใจเอง ว่าแต่ว่าพวกเอ็งนี่รักกันดีนา เห็นเอ็งไปไหนไปกัน เห็นไอ้โตก็ต้องมีไอ้คม”

    “ถูก...เราสองคนน่ะราวพี่น้องร่วมสาบานเลยลุง”

    “ดีแล้ว ก็เหมือนเจ้าอะไรนะ ไอ้เมืองใจกะไอ้ศรี”

    “โอ๊ย นั่นก็เกวียนกับวัวเลยเทียว คู่กันแล้วมีแต่แล่นไปข้างหน้า”

    “เอ็งนี่เปรียบเปรยประหลาดแท้”

    “มิประหลาดดอกลุง พี่เมืองใจเก่งการรบ ส่วนพี่ศรีเก่งหัวดี แล้วอย่างกับหมอเทวดา”

    “ยังไงวะ” สุกสงสัย โตกับคมเล่าเป็นฉากๆอย่างมันปาก

    เวลาเดียวกันนั้น ศิโรตม์ช่วยลำเจียกดูแลคนเจ็บที่เรือนพยาบาล ลำเจียกค่อนขอดคิดว่าเขาจะไปเป็นนักรบเต็มตัวจนไม่มาช่วยตนที่นี่ ศิโรตม์อมยิ้ม บอกว่าผู้หญิงนี่ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็มีนิสัยตัดพ้อประชดประชันไม่เลิก

    “มันเป็นเสน่ห์...จริงอยู่ เสน่ห์แบบอื่นก็มีถมถืดดาษดา แต่เยี่ยงนี้ดูมีน้ำใสใจจริง คิดเยี่ยงไรก็ไปเยี่ยงนั้น ไอ้เสน่ห์เล่นหูเล่นตา มารยาสาไถย นุ่งห่มล่อตาล่อใจ คนที่นี่มิทำ ยิ่งเพลานี้ ลองสิ ขืนล่อตาล่อใจจะได้ข้าศึกเป็นคู่เสียปะไร”

    “ขอรับ ปากจัดเยี่ยงนี้ดีแล้ว”

    “ปากจัดรึ นี่ข้ามิได้ทาชาดทาอันใด ใบหน้าธรรมชาติมาก”

    “ขอรับๆ ถึงว่าน้าลำเจียกงดงามตามธรรมชาติแท้จริง”

    “หญิงชาวบ้านไร้การปรุงแต่ง ยิ่งภาวะศึกสงคราม ผู้ใดงามจริงจะได้เห็นก็เพลานี้ พ่อล่ะ ไอ้ศรี เอ็งเห็นผู้ใดงามต้องจิตต้องใจเอ็งบ้างฤาไม่”

    ลำเจียกหลอกถาม ศิโรตม์อ้ำอึ้ง พอดีจันกะพ้อก็โผล่เข้ามา หนุ่มสาวกลับกลายเป็นสบตากันชั่วขณะ ลำเจียกมองออก ทำทีหนีไปเสียดื้อๆ ให้สองคนคุยกันเอง

    หนุ่มสาวเดินเรื่อยไปทางบึงบัวด้วยท่าทีอึดอัด เกี่ยงกันให้พูดก่อน จันกะพ้อถามตรงๆว่าตนทำสิ่งใดให้เขารำคาญหรือไม่ เหตุใดเขาจึงคอยเลี่ยง

    “ไม่...มิมีอันใดรำคาญ”

    “ข้าก็มิรู้นะ แรกมา...ข้ายอมรับว่ามิเชื่อใจพี่เลย และขวางหูขวางตาด้วยขัดใจน่ะ แต่อยู่มาๆพี่ก็ทำให้เห็นว่า พี่มีน้ำใจจริงกับคนระจัน ที่สำคัญพี่ช่วยพวกเรามากมาย พี่มีฝีมือ ข้าจึงชื่นชม”

    ศิโรตม์พลั้งไปถามว่าชื่นชมเท่านั้นหรือ จันกะพ้อเอียงหน้าเหมือนจะถาม ดวงตาเป็นประกายสุกใสจนอีกฝ่ายหวั่นไหว จันกะพ้อเองก็หวั่นไหว ถามเขาว่าชื่นชมตนบ้างหรือไม่

    ศิโรตม์อยากตอบว่าไม่แค่ชื่นชม แต่กำลังรู้ตัวว่ารักต่างหาก แต่จะทำอย่างไรกับเมืองใจที่รักจันกะพ้ออยู่ก่อนอย่างเต็มหัวใจ เขาจึงตอบอย่างระวังคำพูดที่สุด แล้วเปลี่ยนไปเรื่องคิดถึงแม่คิดถึงบ้าน จันกะพ้อกระตือรือร้นอยากไปบางกอกบ้าง ศิโรตม์นิ่งอึ้ง รู้ดีว่าเธออาจไม่มีโอกาสได้ไป แต่อาจจะเป็นคนที่รอดจากสงครามนี้ก็เป็นได้

    “ข้าก็อยากให้เอ็งได้ไปนะเจ้าจัน เอาเถิด ข้าขอโทษเอ็งที่ข้าคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่ จนไม่อยากจะพบอยากจะพูดจากับใคร ข้าขอโทษนะ”

    “รู้เยี่ยงนี้ข้าก็เบาใจ พาลแต่เกรงว่าไปทำอันใดให้พี่ขัดใจ พี่ศรีจำได้ฤาไม่ พี่เคยทุกข์เศร้าคิดถึงบ้านแล้วข้าหาอะไรให้พี่ทำ พี่ก็ดีขึ้น...ข้าจะสอนพี่ยิงธนูนะ” ดวงตาเชิญชวนเป็นประกายช่างใสบริสุทธิ์ ศิโรตม์แพ้ใจตนเองพยักหน้ารับทันที

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    โฉมหน้า 7 สาวขึ้นแท่นนางเอกน้องใหม่ช่อง 3 แห่งปี 2564

    โฉมหน้า 7 สาวขึ้นแท่นนางเอกน้องใหม่ช่อง 3 แห่งปี 2564
    18 ต.ค. 2564

    07:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 16:38 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์