นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"

    ว่าวฝีมือลุงมั่นเสร็จเรียบร้อยแต่ตัวเล็กบอบบางจนหลายคนไม่เชื่อว่าจะชักเอาหม้อคะนนใบเขื่องขึ้นได้ ศิโรตม์หวั่นใจเช่นนั้นเหมือนกันแต่ขอลองดูให้รู้แจ้ง

    ปรากฏว่าว่าวไม่สามารถรับน้ำหนักหม้อคะนนได้ ตกลงมาแตกกระจายเลยโดนลำเจียกบ่นว่าเล่นพิเรนทร์ไม่เข้าเรื่อง เสียดายหม้อดีๆพังหมด ศิโรตม์หน้าเสียรีบขอโทษลำเจียก แต่ยังไม่ล้มเลิกที่จะทำว่าวขึ้นใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม

    หลายคนเห็นด้วยแต่ลุงมั่นไม่เล่นด้วย ปฏิเสธทำว่าวให้อีกเพราะไม่ต้องการทำผิดจารีต ผิดกฎมณเฑียรบาลแล้วจะมีอันเป็นไปทั้งตระกูล โดยเล่าเหตุการณ์ในอดีตให้ทุกคนฟังว่า

    “สมัยยังรุ่นหนุ่ม ข้าเติบใหญ่ในหมู่บ้านใกล้กำแพงพระนคร ทุกวันข้าจะคอยเฝ้ามองว่าวของบรรดาขุนนางในรั้วกำแพง มันช่างสวยงามนัก ข้าฝันจะได้ทำว่าวเล่นบ้าง จนมาวันหนึ่งว่าวที่ข้าคอยเฝ้ามองทุกเมื่อเชื่อวันก็มาตกในที่นาของข้า แล้วข้าก็มองเห็นทหารในวังออกมาเสาะหาว่าวตัวนั้น ข้ารีบซ่อนว่าวอย่างมิดชิด มิรู้ตนเองว่าทำไปเยี่ยงนั้นเพื่อสิ่งใด ว่าวนั้นคงเป็นของเจ้านายใหญ่โตถึงมีทหารมากมายเยี่ยงนั้นเสาะหาไม่ลดละ”

    วันนั้นทหารวิ่งไปมาในทุ่งนาของลุงมั่นแล้ววิ่งกลับมารวมกันก่อนจะพากันกลับไป พอเช้าตรู่ลุงมั่นรีบลุกจากที่นอนมาดูว่าวที่ซ่อนไว้อย่างดี แม้กระดาษจะขาดและชักว่าวขึ้นไม่ได้อีกแต่มันก็ยังเป็นว่าวที่งดงาม จึงลักลอบแกะแบบทำว่าวขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์แล้วรอลมตอนบ่ายๆเย็นๆ นำมาเชิดขึ้นไปบนฟ้า ว่าวของตนงดงามยิ่งนักติดลมบนได้ไม่ยาก

    “แต่ไม่นานนักความสุขของข้าก็ถูกทำลายลง คนในหมู่บ้านหวาดกลัวที่ข้าริทำว่าว ขัดกับคำสั่งในวังที่ห้ามมิให้คนสามัญเล่นว่าวใกล้กำแพงพระนคร มายื้อแย่งโยนทิ้งไม่มีชิ้นดี ข้าเสียใจและโกรธแค้นมาก แต่คนอย่างข้ามิยอมแพ้สิ่งใดโดยง่าย ข้าดื้อดึงทำว่าวตัวใหม่ขึ้นจนสำเร็จ รอจนกระทั่งยามบ่ายจึงเชิดขึ้นฟ้า ลมวันนั้นแรงยิ่งนัก ข้าสุดจักรั้งสายป่าน ว่าวของข้าลอยหายไปตามลม ชาวบ้านที่เห็นต่างพรั่นในอาญา...ข้ามิอาจรู้ได้ว่าว่าวของข้าไปตกที่ใด แต่ก็กลัวอาญาเหลือกำลัง คืนนั้นพ่อข้ากังวลจนล้มเจ็บ ข้าเองนอนไม่หลับจึงเดินออกมาที่คอกควาย”

    ลุงมั่นเห็นผู้ชายมีผ้าขาวม้าโพกหัวสองสามคนวิ่งออกจากคอกควาย จึงเอะอะโวยวายวิ่งตามไป ก่อนจะผ่านคอกและเห็นควายของเขาล้มตายเกลื่อน

    “เพลานั้นข้าหมดอาลัยยิ่ง วันรุ่งข้ากับพ่อข้าก็ตัดสินใจละที่นาออกมา ชีวิตข้าระหกระเหินแต่หนุ่มยันแก่ จากนั้นข้ามิได้จับมีดเหลาไผ่ทำว่าวอีกเลย”

    ฟังเหตุการณ์ทั้งหมดจบลง ทุกคนเข้าใจความรู้สึกลุงมั่น แต่ศิโรตม์อดท้วงไม่ได้ว่าเราทำว่าวเพื่อการศึกษาไม่ได้มีเจตนาหมิ่นใดๆ

    “เจ้าศรี ล้มเลิกความคิดนี้เถิด ยามทำการศึก ย่อมต้องการสิ่งเป็นสิริมงคล เอ็งทำเยี่ยงนี้จักมีแต่โชคร้าย”

    “โชคร้ายหรือลุง หากเรามัวเกรงกลัวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น เอาแต่รอชะตาฟ้าดิน ค่ายนี้คงมิอาจหยัดยืนอยู่ได้ สองมือคนธรรมดาต่างหากที่เอาชนะศึกมาทุกครั้ง”

    “ไอ้ศรี” เมืองใจปรามขึ้น

    “เอาเถิด แต่ข้าเห็นด้วยกับเจ้าศรี เพลานี้น้ำใจเด็ดเดี่ยวของคนสามัญเยี่ยงเราเท่านั้นที่สำคัญ พวกเราไม่ว่าหญิงชายรวมกันเป็นหนึ่ง ไม่มียศศักดิ์ ฐานันดร ไม่มีสิ่งใดนอกจากรักแผ่นดิน หากการนี้ผิดบัญชา ฤาผิดกฎใดๆ แต่จักทำให้การศึกชนะได้ ก็ขอให้อาเพศมาเกิดกับข้าเถิด ข้าไอ้จันยอมตายในสามวันเจ็ดวัน ข้าเชื่อในสองมือสองตีนคนธรรมดา แล้วพ่อมั่น เชื่อในตนเองฤาไม่”

    ทุกคนที่ได้ฟังคำของนายจันหนวดเขี้ยว ต่างพากันนิ่งไปอย่างคาดไม่ถึง!

    ในเมื่อลุงมั่นไม่ยอมทำว่าวให้ใหม่ ศิโรตม์ ก้าน และเผือกจึงจะทำกันเองด้วยการลองผิดลองถูกอาจต้องตัดไม้ไผ่จำนวนมาก ลุงมั่นมาเห็นก็ทนดูไม่ได้ ต้องพาพวกเขาไปแนวป่าท้ายค่ายหาไม้ไผ่ที่เหมาะแก่การทำโครงว่าว แต่เลือกเฟ้นอยู่นานก็ไม่ได้ดังใจลุงมั่นเสียที สุดท้ายก้านเลยแนะนำให้ไปตัดไผ่ที่ท้ายค่ายข้าศึก

    ooooooo

    ที่ห้องประชุมบริษัทศิวะกรุ๊ป ปรางทอง อรรถ และอรรถวิทย์อยู่ในชุดดำไว้ทุกข์ นั่งต่อหน้าปานทิพย์ที่เพิ่งเข้ามาได้สักครู่

    แรกเห็นทุกคน ปานทิพย์เอะใจ แต่พอได้ยินปรางทองพูดเรื่องศิโรตม์ที่ยังไม่กลับมา และอรรถต้องการรู้ความจริงว่าศิโรตม์อยู่ที่ไหนก็พอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

    ปรางทองปากสว่างนั่นเอง แต่ปานทิพย์ก็ใจเย็นพอที่จะอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า ความจริงก็คือศิโรตม์กำลังทำหน้าที่สำคัญมากเพื่อเราทุกคน

    “สำคัญกว่างานที่บริษัทน่ะหรือครับ แล้วตำแหน่งประธานบริษัทจะมีความหมายอะไร ถ้าทิ้งไปแบบนี้”

    “ฉันเข้าใจค่ะ การที่ตาโรตม์หายไปเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่ขนาดต้องแต่งดำไว้ทุกข์”

    ปานทิพย์จ้องเขม็งไปที่ปรางทอง ปรางทองหลบตาวูบ อรรถและอรรถวิทย์กระอักกระอ่วน

    “แต่ว่าถ้าเรามองในรายละเอียดงานของบริษัทจริงๆทุกอย่างก็เป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางเอาไว้ ในฐานะเจ้าของบริษัท ฉันคิดว่าไม่มีอะไรน่าห่วง”

    “แล้วเราจะบอกหุ้นส่วนคนอื่นๆยังไงครับ”

    “โรตม์ติดภารกิจสำคัญค่ะ ไม่ต้องบอกอะไรมากกว่านี้ ความจริงแล้ว หุ้นส่วนน่าจะพอใจกับผลประกอบการบริษัท กำไรปีนี้ก็เพิ่มขึ้นถึง 8% มากกว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมาเสียอีก ถ้าหุ้นส่วนท่านไหนยังข้องใจ จะนัดส่วนตัวก็ได้เสมอค่ะ ฉันยินดี และฉันขอยืนยันได้อย่างเดียวว่าโรตม์ยังมีชีวิตอยู่ ความจริงสิ่งที่ตาโรตม์มองอาจจะไม่ผิดนะคะ บางทีการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่บริษัทนี้ต้องการ เมื่อไหร่ที่ตาโรตม์กลับมา คงได้รู้กันค่ะ”

    ข้อสรุปของปานทิพย์ชัดเจน ผู้ฟังทั้งสามคนต่างมองกันไม่พูดอะไร สลดเพราะเจอคนจริง ของจริง

    ooooooo

    การจะไปตัดไผ่ท้ายค่ายข้าศึกไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน เมืองใจนำขบวนถือดาบกระชับมือคอยคุ้มกันลุงมั่นกับก้านซึ่งมีมีดสั้นในมือ

    เสียงหญ้ากรอบแกรบทางด้านหลัง เมืองใจชะงัก ชั่งใจก่อนจะตัดสินใจคว้าลุงมั่นให้หมอบลง ธนูจากด้านหลังถูกยิงผ่านไปถูกต้นไม้ใกล้เคียง ศิโรตม์กับเผือกทิ้งลำไผ่หันหลังชนกันจับอาวุธกระชับมือพร้อมสู้ ทหารข้าศึกสองคนกระโดดลงมาจากต้นไม้ระดมยิงธนูใส่ทั้งห้าคน ก่อนวิ่งเข้ามาใกล้ ทหารอีกสี่คนตามมาสมทบ

    ก้านเห็นท่าไม่ดีให้เมืองใจพาลุงมั่นกลับค่ายก่อน ตนจะระวังหลังให้ แต่ลุงมั่นห่วงไผ่สีสุกที่ตัดได้มาจึงไม่ยอมกลับไปมือเปล่า เลยเกิดการปะทะกับข้าศึกจนทุกคนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถ้าไม่ได้พวกนายทองเหม็นตามมาช่วยไว้

    จันกะพ้อมากับเขาด้วยแล้วแอบตามศิโรตม์ที่ลอยคอไปกับเผือกทางลำน้ำเอาไม้ไผ่สีสุกกลับค่าย ส่วนพวกนายทองเหม็นนำทางเมืองใจพาลุงมั่นไปทางหน้าค่ายของพวกข้าศึก โดยไม่ทันสังเกตว่าจันกะพ้อหายไป จนกระทั่งเกือบถึงค่ายของตนเพิ่งนึกได้ เมืองใจเป็นห่วงจันกะพ้อจะย้อนกลับไปแต่นายอินอาสาไปเอง

    นายอินไปช่วยพวกศิโรตม์ทันเวลาก่อนจะโดนข้าศึกกลุ่มหนึ่งเล่นงาน จันกะพ้อที่แอบตามมาเพราะเป็นห่วงศิโรตม์อดรู้สึกผิดไม่ได้ แต่ด้วยความดื้อรั้นเลยต่อปากต่อคำกับศิโรตม์อยู่พักหนึ่ง ก่อนที่ตัวเองจะเขินอายเป็นฝ่ายเลิกไปเอง เมื่อนึกถึงตอนหลบหนีข้าศึกแล้วตกไปอยู่ในอ้อมกอดของเขา

    ทุกคนกลับถึงค่ายอย่างปลอดภัย เมืองใจดีใจเหลือเกิน แต่แอบรู้สึกไม่ชอบใจที่ศิโรตม์ดูสนิทสนมกับจันกะพ้อเกินพอดี ขณะที่กาหลงก็รู้สึกประหลาดใจที่จันกะพ้อหน้าแดงเมื่อพูดถึงศิโรตม์ แต่หลังจากจับต้นชนปลายจึงพอเข้าใจได้ว่าสองคนอาจมีใจให้กัน

    ooooooo

    ปรางทองยังวุ่นวายไม่เลิกเรื่องศิโรตม์หายตัวไป วันนี้เธอมาสอดส่องที่บ้านปานทิพย์อีกครั้งทั้งที่รู้ว่าวันก่อนพี่สาวไม่พอใจที่ตนเองปากสว่าง

    ปานทิพย์หมกตัวในห้องพระแต่ปรางทองก็ยังคิดจะตอแย ศิรสเลยต้องหาทางรั้งน้าสาวไปคุยกันอีกทางด้วยท่าทีรำคาญ

    ปรางทองซักไซ้และเคี่ยวเข็ญเสียจนศิรสอ่อนใจ บอกว่าตอนนี้พี่ชายตนไปสะสางเรื่องบางเรื่องอยู่ เป็นเรื่องอดีตต้องกลับไปแก้ ถ้าไม่แก้ปัจจุบันก็จะเดินต่อไม่ได้ ซึ่งเกี่ยวกับลติกาด้วย เลยไม่อยากให้คนรู้เรื่องเยอะ

    “ถ้าหนูตีน่าคือปัจจุบันและอนาคต งั้นอดีตที่ต้องแก้ไข...ตายแล้ว ตาโรตม์ เห็นแบบนี้ร้ายมาก ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเนี่ย เพื่อนเก่าที่เมืองนอกเหรอ”

    “เรื่องนี้เกี่ยวกับชื่อเสียงของตระกูลเราด้วยนะครับ พี่โรตม์ทำทุกอย่างเพื่อให้พวกเราภูมิใจ ผมก็อยากให้น้าปรางช่วยปกป้องพี่โรตม์ด้วย รอวันที่พี่โรตม์กลับมานะครับ”

    “เอาล่ะ น้าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ตาโรตม์มีอดีตที่ไม่ลงตัว ต้องกลับไปแก้ ไม่งั้นก็จะกระทบความสัมพันธ์กับหนูตีน่า แหม...ดีจริงที่ได้คุยกับรส รับรองว่าน้าจะช่วยปิดไว้อย่างดี เรื่องสำคัญมากๆ นี่ตาโรตม์ไปประเทศอะไร เก็บให้เงียบเลยนะ นักข่าวเดี๋ยวนี้ร้ายจะตาย เอาล่ะ น้าสบายใจล่ะ หิวข้าวด้วย ไปกินข้าวกัน”

    ศิรสพยักหน้าแล้วลอบถอนใจ คาดว่าคุณน้าคนสวยคงหมดข้อสงสัยเสียที...

    ด้านลติกาที่ยังฝักใฝ่การย้อนอดีตก็ยังคงเทียวมาเทียวไปหานันทเดชบ่อยครั้ง เธอตื๊อเสียจนอีกฝ่ายวิตกกังวลเพราะเป็นห่วง กลัววันหนึ่งจิตเธอสับสนและจะหาทางกลับไม่ได้

    “กลับไม่ได้...หมายความว่ายังไงคะ”

    “หมายความว่าเป็นไปได้ที่คุณจะหลับลึกในภวังค์นั้น และไม่ฟื้นกลับขึ้นมาอีก

    “น่าจะเป็นฝันที่ดีตลอดกาลนะคะ”

    “หรือฝันร้ายตลอดไป นี่ลติกา คุณฟังผมนะ เลิกการสะกดจิตนี่เถอะ การเข้าไปเห็นอดีตของคุณไม่ได้หมายความว่าคุณกลับไปใช้ชีวิตในช่วงเวลานั้นสักหน่อย คุณได้แต่เฝ้ามอง เป็นเพียงผู้หลงทางในอุโมงค์กาลเวลา

    “ฟังดูโรแมนติกดีค่ะ”

    “นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นนะลติกา”

    “ใครบอกฉันไม่จริงจังคะ ไม่ว่าคุณจะว่ายังไง ฉันก็อยากกลับไปเห็นภาพอดีตนั่นอีก”

    “บางครั้งการไม่รู้และหัวใจที่ว่างเปล่า ก็จะทำให้คุณมีความสุขมากกว่านี้ นั่นคือเหตุผลที่วิญญาณทุกดวงไม่อาจจดจำเรื่องข้ามชาติภพได้ เราเองต้องใช้ชีวิตเพื่อความสุขของวันนี้นะลติกา”

    “แต่ฉันยังจำบางอย่างได้ ยังมีภาพติดค้างในหัวฉัน ทั้งๆที่ไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก ถ้าฉันได้เห็นทั้งหมด อาจตัดใจได้ง่ายขึ้นนะคะ”

    “หรือยึดติดมากขึ้น ลติกา...ชีวิตปัจจุบันของคุณก็ดีพร้อม คุณร่ำรวย สุขสบาย คุณน่าจะมีความสุข ทำไมอยากเดินทางเข้าไปรับรู้ความเจ็บปวดในอดีตอีก”

    “คุณเอาอะไรมาตัดสินเรื่องความสุขล่ะคะ สำหรับฉันไม่ใช่เงินในบัญชีแน่ ฉันรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่าและว่างเปล่า ต่างจากโลกอดีตของฉัน ที่นั่นฉันเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่สำคัญ นั่นต่างหากที่ทำให้ฉันมีความสุข”

    นันทเดชมองลติกาที่แสนจะมุ่งมั่นด้วยความรู้สึกหนักใจมาก

    ooooooo

    ได้ไม้ไผ่มาทำโครงว่าวแต่ยังขาดผ้าที่ใช้ขึง ลำเจียกจึงให้เอี้ยงกับสาไปขนผ้าเก่ามาทำความสะอาดแล้วปะติดปะต่อตากแดดไว้ให้ลุงมั่น

    กว่าว่าวตัวใหม่จะสำเร็จสมดังใจก็ผ่านไปหลายวัน ทุกคนฮึกเหิมและฝากความหวังอย่างยิ่งว่าว่าวตัวนี้จะทำลายดินปืนของข้าศึกให้ราบคาบ นายจันวางแผนอย่างรอบคอบ ใช่แต่จะใช้หม้อคะนนกับว่าว แต่ผู้คนต้องพร้อมและสามัคคี

    ถึงเวลาทดสอบ ลุงมั่นส่งว่าวขึ้นไปตามแรงลมด้วยความชำนาญโดยมีเมืองใจเป็นผู้ช่วย ว่าวฉวัดเฉวียน งดงามเป็นอิสระเหมือนนกบนฟ้า ชาวระจันมองภาพนั้นด้วยความอัศจรรย์ใจ

    ลุงมั่นหน้าตาเป็นสุข ศิโรตม์มองมีความสุขไปด้วยที่ได้ปลดล็อกเรื่องค้างคาในใจของลุงมั่น แล้วลุงมั่นก็ส่งสัญญาณให้ก้านกับเผือกเอาหม้อคะนนมาร้อยเข้ากับว่าว ลมพัดมาวูบทำให้ว่าวโฉบเอาหม้อคะนนขึ้นฟ้าไปได้อย่างงดงาม

    ชาวระจันส่งเสียงเฮดังสนั่น จันกะพ้อ ลำเจียก กาหลง กระโดดกอดกันดีใจ ศิโรตม์สบตาเมืองใจมีความสุขมาก และเลยไปสบตาจันกะพ้อ ชั่ววูบเขารู้สึกแปลก จันกะพ้อก็เช่นกัน เธอหลบตาเขาไม่เข้าใจตัวเอง ส่วนเมืองใจจิตพะวงอยู่กับว่าวเป็นสำคัญ นายแท่นและนายจันหนวดเขี้ยวมองว่าวอย่างมีความหวัง

    เป็นอันว่าว่าวกับหม้อคะนนได้สัดส่วนกันอย่างดี เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาดำเนินการ เพราะติดขัดเรื่องฟ้าฝน แต่นายจันฐานะหัวหน้าค่ายไม่อาจหยุดนิ่งที่จะจัดการข้าศึกได้ เขาบอกทุกคนว่าถ้าฝนมาคราวนี้ติดต่อกันหลายวันก็จะหาหนทางใหม่ นายอินเสนอตัวออกลาดตระเวน คอยซุ่มโจมตีฝ่ายเสบียงและสรรพาวุธข้าศึกไม่ให้มันซ่องสุมกำลังเพิ่มได้

    เมืองใจขอไปกับนายอินด้วย นายจันไม่ว่าแต่เตือนทุกคนระวังให้มากกว่าแต่ก่อน เราเสียคนอีกไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเมื่อถึงเวลาจะทำการไม่สำเร็จ

    “พ่ออิน ข้าว่าเรายั้งการลาดค่าย คอยดูเชิงก่อนมิดีฤา” ขุนสรรค์ท้วงขึ้น

    ลุงมั่นเห็นด้วย เพราะกระแสลมหน้านี้เอาแน่ไม่ได้ ต้องตระเตรียมพร้อมโจมตี หากเรานำคนออกไปจะกลับมาสมทบได้ไม่ทันการณ์ เมื่อศิโรตม์ถามว่าต้องรออีกนานเท่าไหร่ ลุงมั่นย้ำว่าเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เราต้องรอ

    ooooooo

    กาหลงมองออกไปนอกโรงครัว สายฝนยังตกไม่หยุด เธอถอนหายใจก่อนจะนั่งลงที่แคร่ ลำเจียกลงมานั่งคอตกใกล้ๆ

    แต่ละคนกลุ้มใจเพราะเสบียงที่มีอยู่จวนจะหมด ยิ่งศึกยืดเยื้อยาวนานยิ่งอัตคัดฝืดเคือง ทางเรือนคนเจ็บ สมุนไพรหยูกยาก็ใกล้หมด ลำเจียกขอให้ทุกคนรักษาตัวอย่าให้เจ็บไข้ ศึกครานี้อีกยาวไกล ขออย่าท้อ อย่าเสียกำลังใจ...

    แทบตลอดทั้งวัน ฟ้าแลบแปลบปลาบดูน่ากลัว ฟ้าร้องดังสนั่น ลมพัดแรงจนยอดไม้สั่นไหว สายฝนเม็ดใหญ่ยังตกต่อเนื่องไม่ขาดสาย ลานดินกลางค่ายกลายเป็นแอ่งน้ำ

    กลุ่มนายจันนั่งหารือกันไปมาแต่แล้วกลายเป็นแตกคอมีปากเสียงเพราะความคิดเห็นไม่ตรงกัน กระทั่งพระธรรมโชติต้องเข้ามาเตือนสติ

    “สติ สมาธิ ปัญญา ไยพวกเอ็งจึงลืมได้ จิตมีอคติเหมือนมีหมอกอวิชชามาครอบคลุมมิให้เห็นทาง อยู่กับธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติให้มาก ธรรมดาโลก มีร้อน มีหนาว มีกลางวัน กลางคืน เกิด ดับ หมุนเวียนไม่สิ้นสุด จิตใจที่อ่อนแอจะทำให้เสียกระบวนตั้งแต่ยังไม่จัดทัพ ตรองดูเถิดพวกเอ็ง”

    ทุกคนได้สติ รับปากหลวงพ่อเป็นเสียงเดียวกัน...

    ยามนั้นที่บ้านปานทิพย์ หัวอกแม่ทุกข์ร้อนแทบไม่เป็นอันทำอะไร วันทั้งวันอยู่แต่ในห้องพระ สวดมนต์ภาวนาขอให้ติดต่อกับลูกชายได้ ศิรสเข้าใจแม่ ปลอบโยนเท่าที่จะทำได้ และไม่ลืมย้ำคำพระครูท่านที่ว่าศิโรตม์ต้องกลับมา แม่ต้องเชื่อท่าน

    “เมื่อไหร่ล่ะจ๊ะ”

    “ท่านสัญญาว่าจะมาหาเรา ตอนนั้นท่านอาจพาพี่โรตม์มาด้วยนะจ๊ะ ท่านบอกด้วยว่าพี่เมืองใจไม่ทิ้งพี่โรตม์ พี่เมืองใจเข้มแข็งมากนะแม่ในโลกของเขาน่ะ”

    “แม่ไว้ใจพระอาจารย์กับเมืองใจ แต่คนเป็นแม่น่ะลูก อดห่วงไม่ได้”

    “แม่เคยสอนรส คนมีสมาธิดีๆจะเห็นอะไรแปลกๆ แม่ทำไมไม่ลองล่ะจ๊ะ”

    “ลองแล้วลูก มีแต่หมอก ถ้าทะลุหมอกไปได้ก็อาจจะเห็น”

    “แม่ใจเย็นๆ มองไปเรื่อยๆ อาจจะเห็นเข้าสักวัน ถ้าแม่ใจร้อนยิ่งอยากเห็น อาจจะไม่เห็น”

    ปานทิพย์ฟังแล้วครุ่นคิดตามอย่างเห็นด้วย

    ooooooo

    ในขณะที่เมืองใจกับศิโรตม์สวดมนต์ทำสมาธิ จู่ๆศิโรตม์เรียกแม่เสียงดัง ก่อนจะบอกเล่าแก่เมืองใจว่าตนได้พบแม่ แต่แค่ครู่เดียวเท่านั้น

    “ท่านศรีกังวลทางนั้น อยากกลับไปหรือไม่ขอรับ”

    “ไม่ ข้ายังกลับไม่ได้ตอนนี้ ข้าทิ้งเพื่อนข้าไม่ได้”

    เมืองใจยิ้มซึ้งใจ...ทางฝ่ายปานทิพย์ก็รู้สึกเช่นเดียวกับศิโรตม์ เห็นลูกชายคนโตหลังเพียรทำสมาธิ ศิรสได้ยินแม่เรียกชื่อพี่ชายก็วิ่งพรวดเข้ามาในห้อง ก่อนจะคลานมาหาแม่ที่นั่งนิ่งเหมือนอยู่ในภวังค์

    “แม่เป็นยังไง เห็นแม่เรียกพี่โรตม์เสียงดัง”

    ปานทิพย์สวมกอดลูกชายคนเล็กด้วยความดีใจ บอกว่าแม่เห็นศิโรตม์แล้ว เขายังมีชีวิตอยู่...

    ที่ค่ายบางระจันยามเช้าตรู่ฝนหยุดเม็ด ท้องฟ้ายังเป็นสีเทาจาง แต่มีลมพัดแรงขึ้นเรื่อยเป็นลำดับ ลุงมั่นมองทิศทางลมแล้วชี้ชวนเมืองใจกับศิโรตม์ดูยอดไม้ที่ไหวเอนตามแรงลม “พัทธยา” ซึ่งหมายถึงลมหน้าฝน พัดจากทิศหรดี หรือตะวันตกเฉียงใต้ไปทางทิศอีสาน ลุงมั่นกระหยิ่มใจว่าคราวนี้สำเร็จแน่!

    จากนั้นไม่นานว่าวลุงมั่นก็โผขึ้นท้องฟ้า คราวนี้ติดลมบนสูงด้วยแรงลม “พัทธยา” ชาวบางระจันฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นภาพดังกล่าว

    ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจตระเตรียมอุปกรณ์ทั้งว่าว หม้อคะนน และฝ่ายรบต่างนำอาวุธออกมาขัดจนเงาวับพร้อมรบ ชาวระจันทั้งหญิงชายใบหน้าแช่มชื่น เชื่อมั่น พร้อมลั่นกลองรบ ฝ่ายธนูรบต่างซักซ้อมกัน ศิโรตม์เองก็มาฝึกธนูเช่นกัน

    เสร็จสรรพพร้อมเพรียง พระครูธรรมโชติอวยพรทุกคนว่า

    “สำเร็จ สรรพประสิทธิเต พวกเจ้ากระทำการครานี้จงสำเร็จ”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    2 สหายจับมือจัดการเดียรถีย์ ขจัดเภทภัยให้ชาว “ไผ่แดง”

    2 สหายจับมือจัดการเดียรถีย์ ขจัดเภทภัยให้ชาว “ไผ่แดง”
    24 ต.ค. 2564

    00:01 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลา 06:30 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์