นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"

    ปรางทองมารู้เห็นว่าพี่สาวร่างกายซูบผอมและหน้าตาเคร่งเครียดราวคนทุกข์ใจแต่ไม่ทราบเพราะสาเหตุใด แล้วก็ไม่กล้าถามกันตรงๆ ได้แต่ชวนเธอออกไปเปลี่ยนบรรยากาศข้างนอกเผื่อจะสดชื่นขึ้นบ้าง

    ปรากฏว่าปานทิพย์ปฏิเสธด้วยท่าทีรำคาญน้องสาว และขออ่านหนังสืออยู่กับบ้านดีกว่า ปรางทองเลยเลิกตอแยแต่ไปแอบถามกิ่งกับเก่งสองแม่ลูกคนรับใช้ว่าทำไมพี่สาวตนดูเครียดวันเครียดคืนมีเรื่องอะไรหรือเปล่า

    กิ่งคาดว่าปานทิพย์คิดถึงศิโรตม์มากจนเป็นโรคซึมเศร้า ปรางทองไม่เชื่อ เพราะถ้าจะเป็นโรคนี้คงเป็นตั้งแต่สามปีที่แล้วที่ศิโรตม์ไปเรียนเมืองนอก ไม่ใช่เพิ่งเป็นเอาตอนศิโรตม์ไปเที่ยวแค่ไม่กี่วัน

    นอกจากจะไม่เชื่อแล้วปรางทองยังสงสัยว่าต้องมีอะไรแน่ๆ จึงกำชับกิ่งและเก่งว่าถ้าเห็นปานทิพย์ทำอะไรแปลกๆให้โทร.บอกตนทันที...

    ลติกาเข้ามาดูงานที่บริษัทแทนศิโรตม์ทั้งที่เธอไม่ค่อยชอบอรรถวิทย์ บ่อยครั้งที่เขามาก้อร่อก้อติก ชวนกินข้าวแต่เธอปฏิเสธทุกครั้ง ยศสันต์ซึ่งสงสัยว่าอรรถวิทย์ คิดไม่ซื่อกับบริษัทมองออกว่าเขาชอบลติกา จึงมาขอร้องเธอให้ตอบรับไปกินข้าวหากอรรถวิทย์มาชวน ขอให้ทำเพื่อบริษัท

    ลติกาจำใจรับปาก แต่พอเอาเข้าจริงๆเธอก็ทำใจไม่ได้ที่จะต้องไปนั่งสบตาอรรถวิทย์สองต่อสอง เธออ้างว่ามีธุระด่วนแล้วผละไปทั้งที่กำลังจะขึ้นรถไปด้วยกันอยู่แล้ว ยศสันต์เลยเกือบซวยเพราะตัวเองเข้าไปค้นข้อมูลบางอย่างในห้องทำงานอรรถวิทย์แล้วเจ้าของห้องกลับเข้ามา

    ยศสันต์ซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว แต่กว่าจะหลบสายตาอรรถวิทย์ออกมาได้ก็เล่นเอาลุ้นแล้วลุ้นอีก ฝ่าย ลติกาที่เกือบทำให้ยศสันต์เดือดร้อน เวลานี้เธออยู่กับนันทเดชที่ออฟฟิศของเขา รวบรัดว่าตนโทร.เช็กคิวกับเลขาเขาแล้ววันนี้เขาไม่มีลูกค้า

    “ถ้าคุณมาเพื่อให้ผมพาย้อนอดีตอีกล่ะก็ บอกเลยว่าไม่ เพราะเราตกลงกันแล้วว่าอาทิตย์ละวัน ไม่ใช่ทุกวัน”

    “แต่ฉันจำเป็นต้องเห็นภาพอดีตทุกวัน”

    “ผมบอกแล้วไงว่าการสะกดจิตให้เห็นภาพอดีตทุกวันอาจจะเป็นอันตรายกับชีวิตปัจจุบันของคุณ”

    “ฉันก็บอกคุณแล้วเหมือนกันว่าอดีตทำให้ปัจจุบันของฉันมีความสุข อดีตที่ฉันต้องการเห็นสำคัญกับปัจจุบันของฉันมาก ช่วยฉันนะคะ ฉันขอร้อง”

    นันทเดชหนักใจแต่ปฏิเสธไม่ออก เริ่มสะกดจิตลติกาเพื่อให้เธอดำดิ่งสู่อดีตอีกครั้ง

    ooooooo

    ที่ค่ายบางระจัน ศิโรตม์หรือไอ้ศรีอยากฝึกดาบเพื่อช่วยพี่น้องบางระจันต่อสู้กับข้าศึก เมืองใจจึงฝึกให้โดยใช้เวลาไม่นานศิโรตม์ก็พอไปได้ ทั้งที่แต่ก่อนแต่ไรเขาไม่เคยจับดาบฟาดฟันใครมาก่อน

    ขณะที่พวกผู้ชายฝึกซ้อม พวกผู้หญิงก็ทำหน้าที่ของตนไป มีเพียงจันกะพ้อที่โดนกักบริเวณให้อยู่แต่ในทับ กินข้าวกินยาให้ครบเพื่อแผลที่แขนจะได้หายเร็วๆ แต่คนรั้นและซนอย่างจันกะพ้อมีหรือจะอยู่เฉยได้นาน เธอแอบตามหากาหลงแล้วชวนให้ฝึกดาบไว้ป้องกันตัวยามข้าศึกรุกรานเข้ามา

    กาหลงปฏิเสธว่าตนอยู่แต่ในค่าย หากข้าศึกตีฝ่าเข้ามาได้ก็หมายความว่านักรบชาวค่าย รวมถึงจันกะพ้อกับเมืองใจไม่มีผู้ใดหลงเหลือ หากวันนั้นมีจริงตนจะเอาตัวรอดไปเพื่ออะไร

    จันกะพ้อหนักใจ เดินดุ่มไปหาเมืองใจกับศิโรตม์ แต่งเรื่องว่ากาหลงอยากฝึกดาบ แต่พ่อแท่นเจ็บเลยขอให้เมืองใจมาสอนไปก่อน ศิโรตม์ไม่ค่อยเชื่อ เจอกาหลงจึงถามต่อหน้าจันกะพ้อและเมืองใจ กาหลงไม่รู้เรื่องแต่จำต้องเออออเพราะโดนจันกะพ้อมัดมือชก

    จากที่ไม่ชอบกลายเป็นมีความสุขขึ้นมา...กาหลงได้ใกล้ชิดเมืองใจขณะฝึกวิชาดาบ จันกะพ้อรู้ใจเพื่อนเลยแกล้งบ่นว่ายืนดูเฉยๆน่าเบื่อ จึงชวนศิโรตม์ไปเดินเล่นเพื่อให้กาหลงกับเมืองใจอยู่กันสองต่อสอง

    จันกะพ้อกับศิโรตม์เดินคุยกันไปทางหลังค่าย ได้ยินเสียงระเบิดดังตูมนึกว่าข้าศึกโจมตี ศิโรตม์ดึงจันกะพ้อหลบแรงระเบิดได้ทันท่วงที แล้วจึงรู้เห็นว่ามีหม้อคะนนถูกจุดชนวนซุกอยู่ด้วยฝีมือก้านและเผือกที่ปรากฏตัวออกมาหลังเกิดระเบิด

    “เฮ้ย! พี่ศรี ลูกพี่ เข้ามาเขตนี้ได้อย่างไร ประเดี๋ยวก็โดนหม้อคะนนตายหรอก”

    “ทดสอบหม้อคะนน เหตุใดมิทำสัญญาณบอกกล่าว” จันกะพ้อต่อว่าเสียงขุ่น เผือกบอกตนขึงเชือกไว้แล้ว แต่ลมคงพัดหลุด ลูกพี่จึงไม่เห็น โชคดีที่แคล้วคลาดไม่โดนดินปืน

    เผือกกับก้านท่าทางท้อใจ บ่นอุบว่าไม่สำเร็จ ทดสอบหลายวิธีแล้วยังไม่สำเร็จเสียที ศิโรตม์จึงถามทั้งคู่ว่าต้องการหม้อคะนนแบบไหน

    “รัศมีดินปืนกว้างๆ เอาแบบตูมเดียวข้าศึกตายเป็นเบือจ้ะ”

    “ถ้างั้นก็ต้องเอาดินปืนใส่หม้อที่ใหญ่กว่านี้ รัศมีการระเบิดจะได้รุนแรงขึ้น”

    “เคยทดสอบแล้วจ้ะ หม้อใหญ่มากก็หนักมากขนย้ายลำบาก จุดชนวนแล้วขว้างก็ไปได้ไม่ไกลจ้ะ”

    “แล้วหม้อเท่าเดิม ดินปืนเท่าเดิมจะฆ่าข้าศึกมากกว่าเดิมได้อย่างไร”

    “นี่ล่ะจ้ะที่พวกฉันคิดไม่ตก”

    “งั้นลองวิธีข้าดู”

    ศิโรตม์นำเศษเหล็กแหลมให้ก้านกับเผือกเอาผสมกับดินปืน จันกะพ้อจับตามองตลอดเวลาแล้ววิเคราะห์อย่างชาญฉลาดว่า

    “พอหม้อคะนนระเบิดเหล็กพวกนี้ก็จะทิ่มแทงเนื้อตัวข้าศึก พวกมันจะเจ็บตายมากขึ้น”

    ศิโรตม์ชื่นชมจันกะพ้อว่าเก่งมาก ขณะที่ก้านและเผือกมองศิโรตม์อย่างสุดทึ่ง ชมว่าพี่ศรีปราดเปรื่องนัก

    “เหตุใดพี่จึงรู้วิธีทำให้หม้อคะนนอานุภาพร้ายแรงขึ้น ครูพี่สอนมารึ” จันกะพ้อตั้งคำถาม ศิโรตม์ชะงักไปนิดก่อนตอบปฏิเสธ แล้วหวนคิดย้อนไปครั้งหนึ่งที่ตัวเองเคยประสบเหตุรถติดยาวบนถนนสายหนึ่งในกรุงเทพฯ เพราะมีวัยรุ่นปาระเบิดใส่ตะปูถล่มคู่อริ จนมีผู้ถูกแรงระเบิดและเศษตะปูบาดเจ็บหลายราย

    “เคยได้ยินคนที่บางกอกพูดน่ะ”

    คำตอบนั้นของศิโรตม์ทำให้จันกะพ้อฟุ้งเป็นตุเป็นตะว่า “ชาวบางกอกรู้วิธีเย็บเนื้อคน รู้วิธีทำหม้อคะนนแบบที่คนระจันไม่รู้จัก บางกอกต้องมีครูบา อาจารย์ชั้นเลิศมากมายเป็นแน่”

    “ศึกจบเมื่อใดพาข้าไปบางกอกบ้างนะพี่ศรี ข้าอยากเรียนวิชาดีๆจะได้เก่งเหมือนพี่”

    “ข้าไปด้วย”

    “ข้าด้วย”

    เผือก ก้าน และจันกะพ้อร้องขอเป็นเสียงเดียว ศิโรตม์มองทุกคนอย่างเจ็บปวดเพราะทราบชะตากรรมของพวกเขาดีว่าลงเอยเช่นไร แต่รับปากอย่างจำใจว่าจะพาไปทุกคนเลย

    กาหลงเริ่มอ่อนแรงหลังจากฝึกวิชาดาบกับเมืองใจอยู่พักใหญ่ แต่ในความเหนื่อยก็มีความสุขเจือปนเสียจนไม่อยากเลิก...

    เช่นเดียวกับลติกาที่กรุงเทพฯ เธอย้อนเวลาไปยาวนานอย่างมีความสุข จะด้วยจิตใต้สำนึกหรือของจริงก็สุดจะหาคำตอบ เพียงแต่เธอรู้ว่าช่างมีความสุขเสียจนไม่อยากลืมตาตื่นตอนนันทเดชปลุกเร้า บอกว่าเขาพาเธอย้อนอดีตครบตามเวลาที่กำหนดแล้ว

    ลติกาฟุ้งซ่านต้องการให้นันทเดชพาตัวเธอไปสู่อดีตโดยไม่ต้องสะกดจิต นันทเดชไม่ตอบแต่พาเธอไปร้านกาแฟ ดื่มกาแฟสักแก้วเพื่อผ่อนคลายและเลิกหมกมุ่นเรื่องนี้เสียที เราควรคุยเรื่อง
    ปัจจุบันกันบ้างเพื่อสร้างความสมดุลให้จิตใต้สำนึก หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ แต่คุยไปคุยมาเธอก็วนกลับเรื่องเดิมอีกจนได้

    “ถ้าฉันบอกคุณว่าไม่นานมานี้มีคนข้ามมิติเวลาไปอดีตได้ คุณจะเชื่อไหม”

    “เชื่อ เพราะเรื่องนั้นผมก็ดู...ผมยังจำฉากที่พระเอกย้อนเวลาได้เลย ทำเหมือนจริงมาก”

    “โอเค...จบ...คุยเรื่องอื่นกันดีกว่า ทำไมคุณถึงเรียนเรื่องจิตใต้สำนึก”

    “อยากรู้จักผมมากขึ้น อย่าบอกนะว่าเริ่มหลงเสน่ห์ผมเข้าแล้ว”

    “ก็คุณหล่อเทพขนาดนี้ ฉันจะไม่หลงเสน่ห์คุณได้ยังไงล่ะคะ”

    นันทเดชรู้ว่าเธอตอบประชด เลยหลุดหัวเราะออกมาพร้อมคำชมว่าเธอตาถึงจริงๆ ลติกาหมั่นไส้ แต่ก็อดยิ้มขำเขาไม่ได้ ก่อนตั้งใจฟังเขาเล่าเหตุผลที่เรียนจิตใต้สำนึก เพราะตอนสิบขวบไปสวนสาธารณะกับแม่แล้วเจอชายใส่สูทท่าทางภูมิฐานนั่งหน้าเครียดน้ำตาคลอ กับชายอีกคนเนื้อตัวสกปรกนั่งถัดไปไม่ไกลมองฟ้าแล้วหัวเราะมีความสุข

    เมื่อเขาถามแม่ว่าชายที่ใส่สูทดูหล่อรวยทำไมร้องไห้ ขณะที่ชายหน้าตามอมแมมใส่เสื้อผ้าเก่าๆดูจนๆถึงมีความสุขกว่า ก็ได้คำตอบว่าทุกข์สุขของคนเราวัดกันที่ของนอกกายไม่ได้ สุขทุกข์มันอยู่ที่ใจ

    “หลังจากวันนั้นผมก็ศึกษาเรื่องใจจนมารู้จักคำว่าจิต พอโตขึ้นผมก็คิดว่าคงเจ๋งมากถ้าทำให้จิตทุกคนมีความสุขได้ ผมก็เลยเรียนสาขาจิตวิทยา”

    “ช่างสังเกต ฉลาด จิตใจดี สเปกผู้ชายในฝันของสาวๆเลยนะเนี่ย”

    “มิน่า...มีสาวๆมาชอบผมตลอดเลย ถ้าคุณไปบ้านผมนะ จะเห็นเลยว่าหัวบันไดบ้านไม่แห้ง”

    “มีผู้หญิงมาหาคุณที่บ้านเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ”

    “เปล่า...แม่บ้านถูบันได”

    ลติกากลั้นขำไม่ไหว ถามว่านี่มุกหรอกเหรอ นึกว่าเรื่องจริง

    “เรื่องจริงไม่มีผู้หญิงคนไหนสนใจผมสักคน เลยต้องเล่นมุกโม้เอา”

    หญิงสาวอมยิ้ม ไม่นึกว่านักจิตวิทยาก็มีอารมณ์ขันกับเขาเหมือนกัน

    ooooooo

    ศิโรตม์แนะนำวิธีการทำหม้อคะนนเป็นผลสำเร็จ โดยได้ลุงมั่นร่วมมือทำเหล็กแหลมใส่หม้อเพื่อกำจัดข้าศึกให้ได้ทีละมากๆ

    ในเวลาเดียวกัน นายแท่นหัวหน้าค่ายที่ถูกยิงบาดเจ็บเพิ่งรู้สึกตัวหลังจากพระธรรมโชติและศิโรตม์ช่วยเยียวยารักษา เมื่อฟื้นขึ้นมานายแท่นขอกลับไปพักต่อที่ทับของตน ส่วนจันกะพ้อ เกณฑ์ กาหลงกับลำเจียกเตรียมลำแก้บนต่อหน้าคนในค่าย กลายเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่ทำกันเงียบๆอย่างกาหลงร้องขอ โดยจันกะพ้อให้เหตุผลชวนฟังว่า

    “รำเงียบๆจะสนุกได้อย่างไร ไปให้หมดค่ายนี่แหละ ได้สนุกสนานกันบ้าง ทุกคนจะได้มีกำลังใจสู้ศึก ผู้ใดยังอยู่ที่ทับไปตามมา พี่เอี้ยง สา น้าลำเจียก กาหลง ไปกับข้า...พี่เมืองใจ พี่ศรีพาคนอื่นๆไปรอที่วัด ประเดี๋ยวข้าจะพานางรำตามไป”

    จันกะพ้อแจกแจงเสร็จก็พากาหลงกับลำเจียกไปแต่งหน้าแต่งตัว อีกทั้งยังลากเอี้ยงกับสามาร่วมวงให้รำด้วย บอกว่าหลายคนสนุกดี ลำเจียกกับกาหลงเลยดัดหลังจอมเจ้ากี้เจ้าการเสียบ้าง ด้วยการจับจันกะพ้อใส่ชุดนางรำด้วยเหมือนกัน

    เมื่อนางรำปรากฏตัวต่อหน้าทุกคนในค่ายก็ได้รับคำชื่นชมว่างดงาม โดยเฉพาะจันกะพ้อที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน เธองามเสียจนหนุ่มๆตะลึง แต่พอเริ่มร่ายรำ เธอกลับเก้กังกว่าใครเพื่อน ผู้ชมเลยดูไปขำไป สร้างความครื้นเครงได้ไม่น้อย

    ooooooo

    กว่าลติกาจะเสร็จธุระก็มืดค่ำ ปานทิพย์กับศิรสรอคอยการมาของเธออย่างร้อนใจ ก่อนหน้านี้ศิรสบอกแม่ว่าลติกามีข่าวศิโรตม์กับเมืองใจ สองแม่ลูกเลยอยากรู้ว่าเธอหาวิธีย้อนเวลาไปอดีตได้แล้วใช่ไหม

    “ยังหาวิธีเอาตัวไปไม่ได้ ทำได้แค่เอาจิตไป ตีน่าไปสะกดจิตย้อนอดีต”

    “จากภาพที่พี่เห็นแสดงว่าพี่โรตม์กับพี่เมืองใจสบายดี?”

    ลติกาพยักหน้าแทนคำตอบ ปานทิพย์ยังไม่ปักใจ ถามว่าแน่ใจได้ยังไงว่าภาพที่เธอเห็นเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ภาพที่จิตใต้สำนึกของเธอสร้างขึ้นมา

    “คุณนันทเดชเป็นนักจิตวิทยาที่เชื่อถือได้ ตีน่าเชื่อว่าเขาพาจิตของตีน่าย้อนอดีตได้จริงๆ”

    “พาป้าไปหาเขาหน่อยได้ไหม”

    “พาไปคุยได้ค่ะ แต่ถ้าจะให้สะกดจิตเขาคงไม่ยอม เขาบอกว่าการเห็นภาพอดีตอาจจะทำให้เกิดปัญหากับปัจจุบัน กว่าตีน่าจะขอให้เขาสะกดจิตให้ได้ ก็ขอร้องเขาแทบตาย”

    ปานทิพย์กับศิรสมองหน้ากันอย่างหนักใจ ลติกาจับมือปานทิพย์ปลอบใจว่า

    “ตีน่าทราบนะคะว่าคุณป้าไม่แน่ใจในสิ่งที่ตีน่าเห็น แต่ตอนนี้นี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้เรารู้ความเป็นไปของคุณโรตม์กับเมืองใจ เราเจอเรื่องเหลือเชื่อมามากแล้ว เชื่ออีกสักครั้งเถอะนะคะว่าภาพที่ตีน่าเห็นเป็นเรื่องจริง อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจ”

    ปานทิพย์ถอนใจก่อนพยักหน้าให้ลติกาอย่างไม่มีทางเลือกอื่น

    ooooooo

    คืนนี้นายจันกับนายทองเหม็นมาชวนเมืองใจออกลาดตระเวนแต่ไม่ให้เอ็ดอึงไป ศิโรตม์รู้เห็นขอติดตามไปด้วย อ้างว่าตนฝึกดาบมาสักพักแล้วคงพอเอาตัวรอดได้บ้าง

    เมื่อนายจันไม่ขัดข้อง เมืองใจจึงหยิบดาบอีกเล่มที่ได้จากปานทิพย์ส่งให้ศิโรตม์

    “แม่เอ็งคงรู้ว่าเอ็งจะต้องอยู่บางระจัน จึงมอบดาบนี้ให้ข้า ข้าขอมอบให้เป็นดาบศึกของเอ็ง”

    ศิโรตม์คิดถึงแม่ทันที รับดาบจากเมืองใจแล้วพากันออกไปพร้อมนายจัน โดยทุกคนไม่รู้ว่านายแท่นหัวหน้าค่ายที่ขายังไม่หายดีแอบตามมาคอยระวังหลังให้ จนกระทั่งเจอข้าศึกที่ชายป่านอกค่ายแล้วเกิดการต่อสู้กัน นายแท่นสู้ยิบตา ขอเอาเลือดบูชาแผ่นดิน

    ทุกคนช่วยกันจัดการข้าศึก มีทั้งตายและหนีไป ศิโรตม์ใช้ดาบฟันคอคนหนึ่งขาดกระเด็น เมืองใจถึงกับร้องลั่นด้วยความสะใจว่า

    “เอ็งบั่นหัวข้าศึกแล้ว เอ็งได้ชื่อว่าเป็นนักรบระจันแล้ว”

    ศิโรตม์ยืนอึ้งไม่ไหวติง ช็อกเพราะเพิ่งเคยฆ่าคนครั้งแรก เมืองใจเรียกอยู่นานก็ไม่มีท่าทีจะตอบรับ ทุกคนมองเขาด้วยความประหลาดใจ ที่สุดเมืองใจต้องประคองศิโรตม์มานั่งหน้าทับแล้วพยายามเรียกสติ ขณะที่คนอื่นๆ แตกตื่นพากันมารุมล้อม

    จันกะพ้อบอกว่าพี่ศรีตาลอยคล้ายไร้สติ เผือกอาสาจะไปตามลำเจียกมาดูอาการแต่นายแท่นห้ามไว้

    “ข้าเคยเป็นเยี่ยงมัน ตอนฆ่าคนครั้งแรก” นายแท่นตบหน้าศิโรตม์เบาๆ บอกว่าชีวิตยามศึกมีแต่ความโหดร้ายต้องตั้งสติให้มั่น เรียกสติตนเองกลับมา

    ไม่ได้ผล! ศิโรตม์ยังคงพร่ำพูดแต่คำว่า “ผมฆ่าคนตาย...ผมฆ่าคนตาย”

    นายแท่นจึงให้เมืองใจพาเขาไปนอน ตื่นมาเขาจะดีขึ้นเอง...หลังจากเมืองใจพาศิโรตม์ไปแล้ว นายทองเหม็นเบนสายตามาที่นายแท่นทันที

    “เสร็จเรื่องไอ้ศรีแล้วก็มาถึงเรื่องพ่อบ้าง ลอบตามไปทำอันใด”

    “ระวังหลังให้พวกเอ็ง”

    “แต่กายพี่มิไหว”

    “แต่ข้าก็มิตาย”

    “เพราะพวกเรามาทันการณ์...พ่อแท่น พ่อเป็นหัวหน้าค่าย ชีวิตพ่อสำคัญต่อชาวค่ายมากนัก คิดบ้างรึไม่ว่า หากพ่อมีอันเป็นไป ชาวบ้านจะขวัญกระเจิงเท่าใด หากขาพ่อยังมิหาย ขอพ่ออย่าได้ดึงดันออกนอกค่ายอีกเลย รักษาชีวิตไว้เป็นขวัญกำลังใจให้ชาวค่ายด้วยเถิด ข้าขอร้อง”

    จันกะพ้อพูดเสียงสั่นเครือ นายแท่นถึงกับเงียบงันอย่างรู้สึกผิด

    ooooooo

    กว่าพระธรรมโชติจะเรียกสติศิโรตม์กลับคืนมาได้ก็เล่นเอาคนในค่ายพากันเป็นห่วง แต่ถึงแม้ต้องช็อกหรือไร้สติจนเป็นบ้า ศิโรตม์ก็ไม่หวั่นที่จะออกไปรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับชาวบางระจันเพื่อรักษาแผ่นดินอโยธยา

    เสร็จงานครัวในวันนี้ กาหลงถูกจันกะพ้อคะยั้นคะยอไปพักผ่อน โดยชวนเมืองใจกับศิโรตม์ไปด้วย ทุกคนมุ่งหน้าสู่สระบัว หยอกล้อเล่นกันสนุกสนานสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันจนลืมเรื่องข้าศึกสงครามไปชั่วขณะ โดยเฉพาะกาหลงที่ได้ใกล้ชิดเมืองใจผู้ชายที่หมายปอง ขณะที่ศิโรตม์ที่เริ่มพึงพอใจจันกะพ้อก็รู้สึกมีความสุขไม่น้อยเลย

    เผือกวิ่งมาตามทุกคนกลับไปรวมตัวเพราะนายแท่นเรียกชุมนุม คาดว่าต้องมีเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน

    นายแท่นตัดสินใจออกจากการเป็นหัวหน้าค่ายเพราะสภาพร่างกายตนเองไม่เต็มร้อย ยังต้องรักษาขาที่โดนยิงจนกระดูกแตกอีกนานกว่าจะกลับไปนำศึกได้อีก แต่การศึกดำเนินไปทุกเวลาคงรอตนไม่ได้ ดังนั้นจึงยกตำแหน่งหัวหน้าค่ายให้แก่นายจันหนวดเขี้ยว

    ศิโรตม์หลอมตนเองจนกลายเป็นชาวบางระจัน เขาช่วยเมืองใจและนายจันหนวดเขี้ยววางแผนกลยุทธ์ตีค่ายพม่า แต่การพิสูจน์ตัวเองของศิโรตม์ที่คิดค้นหาหนทางโจมข้าศึกด้วยแนวคิดแบบคนสมัยใหม่ก็ต้องพบกับอุปสรรคนานัปการ คือผู้คนเก่าแก่ในค่ายที่ไม่ยอมรับวิธีการแหวกขนบ วัสดุอุปกรณ์ที่ขาดแคลน ผู้คนที่ขาดความชำนาญ และที่สำคัญดินฟ้าอากาศที่ไม่เป็นใจ

    ทางด้านปานทิพย์กับศิรสที่กรุงเทพฯ สองแม่ลูกยังคงเฝ้ารอการกลับมาของศิโรตม์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

    ยามใดทุกข์ใจมากๆก็พากันเข้าห้องพระสวดมนต์ภาวนา แต่แล้ววันหนึ่งปรางทองก็เข้ามาได้ยินการสนทนาของสองแม่ลูกโดยบังเอิญ

    เมื่อความแตกว่าศิโรตม์ไม่ได้ไปต่างประเทศ แต่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ปรางทองห่วงหลานชายไม่แพ้พี่สาวจึงแนะนำให้ไปหาคนทรงที่สำนักแห่งหนึ่ง ปรากฏว่าคนทรงทักว่าศิโรตม์ตายแล้ว ปานทิพย์ไม่เชื่อและไม่พอใจอย่างมาก ประกาศว่าจะเชื่อก็ต่อเมื่อเจอศพศิโรตม์เท่านั้น

    ในขณะที่ศิโรตม์ไม่อยู่ อรรถวิทย์คิดไม่ซื่อกับบริษัทแต่ไม่รอดพ้นหูตาของยศสันต์ที่คอยจับจ้องด้วยความระแวง หลายครั้งที่ยศสันต์จะเข้าไปหาหลักฐานในห้องทำงานอรรถวิทย์แต่โอกาสไม่เป็นใจ เขาจึงขอร้องลติกาให้ร่วมมือ แต่ครั้งก่อนเธอทำให้เขาเกือบโดนจับได้ วันนี้จึงให้ลองใหม่อีกครั้ง

    ลติกาจำใจไปกินข้าวกับอรรถวิทย์ คราวนี้ยศสันต์จึงได้เอกสารที่ต้องการสมดังใจ แต่แล้ววันถัดมาก็มีเรื่องใหญ่ ปรางทองเรียกอรรถกับอรรถวิทย์มาพบโดยด่วนแล้วเล่าว่าศิโรตม์ตายแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอสาบานกับพี่สาวไว้ว่าจะไม่พูดให้ใครฟัง

    สองพ่อลูกตกใจไม่น้อยกับข่าวใหญ่ อรรถคาดไม่ถึงสอบถามเรื่องราวจากปรางทองเป็นการใหญ่ ในขณะที่อรรถวิทย์ลอบยิ้มอย่างพอใจ แอบภาวนาในใจว่าให้เป็นเรื่องจริง

    ooooooo

    พวกเมืองใจกำลังหาวิธีทำลายดินปืนของข้าศึก ศิโรตม์รู้เข้าก็ซักถามด้วยความสนใจ

    เมืองใจเล่าว่าพวกตนออกไปลาดตระเวนกี่หนก็ไม่เคยรู้เห็นว่าข้าศึกเก็บดินปืนไว้ที่ไหน จึงยังหาทางทำลายไม่ได้สักที

    “พาข้าไปลาดตระเวนหน่อย ไปตอนนี้เลย” ศิโรตม์ใจร้อน

    “หากเข้าใกล้กว่านี้พวกมันอาจจะเห็นเรา คงต้องหยุดซุ่มตรงนี้”

    “กำแพงค่ายมันสูงมาก ดูจากพื้นราบคงไม่เห็นอะไร เราต้องเปลี่ยนที่ดู”

    “เปลี่ยนเป็นที่ใด”

    ศิโรตม์ชี้มือไปบนยอดไม้สูงมาก เมืองใจ ก้าน และเผือกมองตามแล้วยิ้มให้ศิโรตม์อย่างชื่นชม เพราะการมองจากที่สูงจะเห็นได้กว้างกว่า

    แล้วทุกคนก็ได้เห็นแหล่งเก็บดินปืนของข้าศึก แต่ทำอย่างไรถึงจะทำลายมันได้ ศิโรตม์ใช้ความคิดไม่นานก็เสนอวิธีของตนที่ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าได้ผล

    หลายคนมานั่งล้อมวงดูศิโรตม์วาดรูปว่าวลงบนพื้นดินด้วยสีหน้างุนงง ยกเว้นลุงมั่นที่รู้จักว่าวเป็นอย่างดี เมื่อศิโรตม์ถามเขาว่าทำว่าวเป็นไหม ลุงมั่นตอบรับหนักแน่นแต่ยังเดาไม่ออกว่าศิโรตม์จะทำอะไร

    “งั้นลุงช่วยทำว่าวตัวใหญ่ๆ ที่เอาหม้อคะนนแขวนขึ้นไปได้ให้หน่อยนะขอรับ”

    “นี่น่ะรึ วิธีทำลายดินปืนข้าศึก”

    “เอาว่าวไปทำลายดินปืนข้าศึก นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าจะทำลายได้อย่างไร”

    “ทำว่าวแบบที่ต้องการให้ก่อน แล้วกระผมจะทำให้ดูว่าวิธีการของกระผมเป็นยังไง”

    “ข้าร้อนใจอยากเห็นเต็มทน ข้าจะรีบทำว่าวให้เอ็งให้เร็วที่สุด” ลุงมั่นกระตือรือร้น ศิโรตม์ยิ้มดีใจ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา
    17 ต.ค. 2564

    06:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 01:28 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์