นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"


    ลติกาสืบเสาะจนสามารถนัดพบด็อกเตอร์นันทเดชผ่านเลขาของเขา วันนี้เธอรีบร้อนไปหาทั้งที่ไม่เคยพบกันมาก่อน แต่ระหว่างทางได้เจอเขาโดยบังเอิญ

    ขณะรถติดบนท้องถนน ลติกาที่ใจร้อนเบนรถออกนอกเลนแล้วไปกระแทกจักรยานของนันทเดชล้มลง เธอตกใจรีบลงมาและพร้อมรับผิดชอบเมื่อเห็นเขาสลบ แต่กลายเป็นเขาแกล้งสลบแถมยังพูดจากวนๆก่อนจากไป ทิ้งให้เธอหงุดหงิดหัวเสียอยู่ตรงนั้น

    เมื่อลติกาไปถึงบริษัทก็วิ่งหน้าตื่นไปหาเลขาหน้าห้อง แจ้งชื่อและเล่าว่าที่มาช้าเพราะมีอุบัติเหตุนิดหน่อย

    “ไม่เป็นไรค่ะ คุณนันทเดชรออยู่ในห้อง เชิญค่ะ”

    ลติกาก้าวเข้าไปในห้องเห็นชายคนหนึ่งนั่งหันหลัง พอเขาหมุนเก้าอี้หันมา ทั้งเธอและเขาจำกันได้ ต่างตะลึงไปอึดใจหนึ่ง

    การพบกันระหว่างเธอและเขาไม่ราบรื่นเสียแล้ว ลติกาไม่ชอบใจการพูดจายียวนกวนประสาทของเขา ในขณะที่นันทเดชกลับรู้สึกตรงกันข้าม เขาถูกใจเธอ แต่เพราะความปากเสียของตนจึงพลาดทำความรู้จักกับสาวสวยถูกใจคนนี้ไป

    ลติกาเป็นห่วงศิโรตม์และเมืองใจที่เชื่อว่าพวกเขา หายไปในอดีตจึงหวังพึ่งพวกนักจิตวิทยา แต่เมื่อมาเจอแบบนี้ก็ได้แต่หงุดหงิดกลับไป

    ด้านศิโรตม์ที่หลงยุคไปสู่บางระจัน นานวันก็ปรับตัวได้ แต่กระนั้นเขาก็ยังโหยหาที่จะกลับสู่ยุคปัจจุบันของตน จนพระครูธรรมโชติต้องคอยเตือนสติให้ทำหน้าที่ที่พึงกระทำในยามศึกสงครามที่วีรบุรุษทุกคนล้วนสละชีพเพื่อชาติ แม้ช่วยรบไม่ได้ก็ให้ใช้สติปัญญาคิดอ่านหรือช่วยเยียวยารักษาผู้บาดเจ็บ

    เมืองใจและนายจันหนวดเขี้ยวพาชาวบ้านบางระจันทำศึกกับพม่าอีกครั้ง แม้จะรบชนะแต่ก็มีชาวบ้านที่ออกรบได้รับบาดเจ็บและล้มตายจำนวนไม่น้อย ศิโรตม์นำความรู้ที่พอจำได้มาช่วยรักษาผู้บาดเจ็บและทำให้หลายคนรอดชีวิต จันกะพ้อจึงเริ่มศรัทธาในตัวศิโรตม์ และศิโรตม์เองก็เริ่มรู้สึกดีๆกับจันกะพ้อ แต่เพราะความดื้อรั้นอยากเอาชนะ ในบางครั้งเธอจึงดึงดันไม่ยอมลงให้เขา แล้วพาลโมโหเลยเถิดไปถึงขั้นคิดกลั่นแกล้ง

    รบครั้งนี้เมืองใจโดนคมดาบที่เอวบาดเจ็บเล็กน้อย ศิโรตม์ช่วยรักษาด้วยความเป็นห่วง พร้อมกับชื่นชมความรักชาติและความอาทรที่เมืองใจมีต่อเพื่อนพี่น้องชาวบางระจันทุกคน

    ศึกสงครามที่ได้เห็นกับตาอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อนทำให้ศิโรตม์อึ้งตะลึงตาค้างไปชั่วขณะ พระครูธรรมโชติต้องเรียกสติเขาด้วยการเขกหัวไปหนึ่งทีเบาๆ แล้วถามว่าหายอึ้งหรือยัง

    “นี่ขนาดว่าเจ้าได้เห็นแค่เรื่องของชาวบ้านบางระจันนะ ถ้าเจ้าลองมาเป็นข้า ได้ผ่าน ได้รู้ ได้เห็นมาทุกยุคทุกสมัย ทั้งยามบ้านเมืองเรืองรุ่ง และยามบ้านเมืองแตกแยก แตกสามัคคี เพราะความเห็นแก่ตัว เห็นแก่อามิสสินจ้าง แย่งอำนาจจนไม่เหลือบ้านเมืองให้ใครทั้งสิ้น แต่แผ่นดินนี้ไม่เคยสิ้นคนดีที่เสียสละ กอบกู้ สร้างชาติ สร้างแผ่นดิน น้ำใจของบรรพชน...”

    “พระอาจารย์...ผมเรียนถามจริงๆเถอะ พระอาจารย์อายุเท่าไหร่ครับ”

    “ถ้านับจนถึงยุคของเจ้าก็สามร้อยปี”

    “เท่าไหร่นะครับ”

    ท่านยื่นหน้ามาตอบซ้ำอีกครั้งว่าสามร้อยกว่าปี ศิโรตม์สะดุ้งโหยง อุทานว่าอยู่มาได้ยังไง แล้วก็นั่งพูดแต่คำว่ามหัศจรรย์ซ้ำไปซ้ำมาจนท่านพระครูอดยิ้มขันไม่ได้

    “กะแค่เรื่องอายุข้าเนี่ยนะมหัศจรรย์ ก็แล้วที่เอ็งมานั่งอยู่ในยุคบางระจันนี่ด้วย ไม่มหัศจรรย์กว่ารึ”

    “แล้วผมต้องอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน”

    “ถามซ้ำซาก”

    “ไม่ใช่แค่ว่าอยากกลับบ้าน แต่ว่าพระอาจารย์ก็รู้ว่าค่ายบางระจันต้องแตกแน่ แล้วจะให้ผมจับดาบออกไปรบด้วยเหรอครับ คนอย่างผมไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่พระเอกหนังไทยนะครับ ผมไม่ได้หนังเหนียว กระดูกแข็ง คงกะพันชาตรีอย่างใคร...ผมกลัว”

    ท่านเห็นใจและเข้าใจจะให้ของไว้คุ้มครองตัว พอดีเมืองใจเดินเข้ามา จึงไหว้วานให้เขาไปหาดอกไม้มาห้าสี เมื่อจันกะพ้อรู้ว่าพระครูจะให้ศิโรตม์ยกขันไหว้ครู จึงอาสาเมืองใจช่วยเก็บดอกไม้ห้าสีให้เอง

    เมืองใจไม่ยอมแต่จันกะพ้อกระชากขันในมือเขาไปจนดอกจำปีร่วงจากขันตกลงพื้น จันกะพ้อก้มเก็บจะเอาใส่ในขันอย่างเดิม แต่เมืองใจรีบห้าม

    “อย่า...ดอกไม้ไหว้ครูตกพื้นแล้วไม่ดี”

    “ว้า เสียดายจริง ดอกสวยซะด้วย จะทิ้งก็เสียดายนะพี่นะ”

    เมืองใจกึ่งกล้ากึ่งเขินแต่พยายามแสร้งว่านิ่ง ฉวยดอกไม้จากมือจันกะพ้อเอาไปเสียบใส่ผมให้เธอ

    “จะทิ้งทำไมเล่า เอาไว้ที่นี่แหละ”

    “เออจริง ไว้บนหัวข้านี่แหละ”

    เมืองใจเหมือนจะขยับพูดอะไรบางอย่าง แต่พอจันกะพ้อหันมามองสบตาหัวเราะร่าก็นิ่งเสีย แต่ความขัดเขินยังออกทางสีหน้าจนแดงระเรื่อ จันกะพ้อเลยถามว่าพี่เมืองใจเป็นไข้หรือไงถึงหน้าแดง

    เมืองใจอึกอักแล้วเสเปลี่ยนเรื่องให้จันกะพ้อเร่งหาดอกไม้ห้าสี ก่อนตัวเองจะเดินหนีไปอย่างขัดเขิน จึงไม่เห็นสีหน้าเจ้าเล่ห์ของจันกะพ้อที่หวังแกล้งศิโรตม์ให้ได้อาย

    ศิโรตม์เปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดที่มาจากกรุงเทพฯออกแล้วใส่ชุดใหม่ให้เป็นชาวบางระจันอย่างเต็มตัว โดยเอากางเกงชุดเดิมวางทับบนเสื้อ เมืองใจเข้ามาเห็นร้องทักเสียงหลงไม่ให้วางกางเกงทับเสื้อ ประเดี๋ยวเสื่อม

    ศิโรตม์ไม่เข้าใจว่าอะไรเสื่อม เมืองใจอธิบายว่า

    “ราศี วิชาอาคม...โบราณว่าไว้ขอรับ ที่พาท่านศรี อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อนี่ก็เพื่อให้ร่างกายสะอาด เตรียมกายใจ ที่ท่านอาจารย์จะประสิทธิ์วิชาให้”

    ศิโรตม์หัวเราะเบาๆแล้วหันไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ไม่มีแบตมาพลิกดู ก่อนจะรำพันคิดถึงแม่และน้องชาย พลางปลดนาฬิกาและถอดต่างหู บอกว่าในเมื่อต้องอยู่ที่นี่ก็ต้องเป็นคนที่นี่

    เมืองใจเฝ้ามองเขาอย่างเข้าใจและเห็นใจ เอ่ยคำสัญญาว่าจะไม่ทิ้งเขา เว้นเสียแต่ว่าตนต้องตายในสงคราม ศิโรตม์ฟังแล้วซาบซึ้งใจเอื้อมมือไปแตะไหล่เมืองใจพลางตอบกลับอย่างซึ้งใจเช่นกันว่า

    “ฉันรู้...ไม่สิ...ข้ารู้ว่าเอ็งคือเพื่อนตายของข้า”

    ooooooo

    ถึงเวลาพระธรรมโชติทำพิธียกขันครูให้ศิโรตม์ ทุกคนเพิ่งรู้เห็นว่าดอกไม้ห้าสีในขันนั้นมีดอกจันกะพ้อรวมอยู่ด้วย นั่นหมายความว่าจันกะพ้อต้องการเป็นครูของศิโรตม์ถึงจงใจจัดหามา

    เมืองใจบ่นกับศิโรตม์ว่าจันกะพ้อร้ายนัก กลัวบาปกรรมที่เธอตั้งตัวเป็นครูของเทวดา ขณะที่พระธรรมโชติถามเจ้าจันว่าจะรับเป็นครูของเจ้าศรีด้วยหรือ

    “ยอมรับก็ได้”

    “แล้วกัน จะดีเหรอ” ศิโรตม์ท้วงเพราะไม่แน่ใจ จันกะพ้อเลยขุดคุ้ยว่าตนสอนเขามาตั้งหลายอย่าง พระธรรมโชติจึงให้ยกตัวอย่างว่ามีสิ่งใดจะสอนเจ้าศรีบ้าง

    “ถมถืดไป เขลาสิ่งไรก็สอนสิ่งนั้น”

    ท่านพระครูหัวเราะหึๆ แล้วทำสมาธิทำพิธียกขันครูต่อไปค่อนข้างนาน ศิโรตม์รู้สึกเหมือนตัวเองได้กลับบ้าน ปานทิพย์เองก็เหมือนได้ยินเสียงลูกชายคนโตจึงวิ่งพล่านไปหาในห้องนอนแต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า

    ปานทิพย์ร้องไห้ ทั้งโหยหาและเป็นห่วงแก้วตาดวงใจ ศิรสได้ยินเสียงแม่เรียกศิโรตม์จึงวิ่งเข้าไปดู เห็นแม่นั่งร้องไห้ก็โผเข้ากอด ปลอบประโลมด้วยความสงสาร

    ศิโรตม์หลับไปนานจนมืดค่ำ รู้สึกตัวก็โวยวายเอามือกุมหัวบ่นเจ็บเหมือนโดนผึ้งต่อย แสบไปทั้งตัว บนหัวก็ระบม เมืองใจบอกว่าอาจารย์ท่านสักน้ำมันให้จะเจ็บหน่อย ศิโรตม์ทำหน้างงๆ พึมพำว่าสักเมื่อไหร่

    “แหม...หมอบกระแตให้สักยังไม่รู้อีก” จันกะพ้อแขวะ

    “อยากหนังเหนียวไม่ใช่รึ สักให้เหมือนเมืองใจแหละ สักน้ำมันจะไม่เห็นอักขระ จนกว่าจะวิ่งมารับคมอาวุธ...จะได้ปลอดภัย”

    ฟังพระครูแล้วศิโรตม์มองร่างกายตัวเองอย่างไม่เข้าใจ พระครูเลยเอาไม้ตะพดหวดหลังของเขาเข้าให้ คราวนี้ถึงร้องลั่นว่าเจ็บ จันกะพ้อได้ทีซ้ำเติมว่าใจอ่อนอย่างกับสตรี ร้องโอดโอยราวกับหญิงคลอดลูก

    ศิโรตม์ไม่พอใจตั้งท่าจะยอกย้อนแต่จันกะพ้อไม่เปิดช่อง ชิงดักคอเสียก่อนว่า

    “เหอะ เป็นศิษย์ข้าด้วยแล้ว ข้าพูดอันใด ห้ามเถียง” ว่าแล้วก็เดินหัวเราะจากไป

    “เจ้านี่มันฤทธิ์เหลือร้ายนะเมืองใจ” ศิโรตม์บ่นเสร็จเพิ่งสังเกตว่าเมืองใจยิ้มละไมมองตามจันกะพ้อไป เลยคาดว่าสิ่งที่ตนสงสัยน่าจะเป็นจริง เมืองใจชอบจันกะพ้อไม่ใช่กาหลง

    ooooooo

    ศิรสเป็นห่วงแม่เกรงจะทุกข์ใจจนล้มป่วย วันนี้จึงโทร.ตามลติกามาที่บ้านแล้วหารือกันเรื่องติดตามตัวศิโรตม์อีกครั้ง

    ลติกาสงสารและเห็นใจหัวอกคนเป็นแม่ที่รักและห่วงใยลูก กอปรกับเธอเองก็อยากรู้ว่าศิโรตม์กับเมืองใจหายไปไหน จึงอาสาไปพบนันทเดชนักจิตวิทยาที่น่าจะมีวิธีย้อนอดีตได้

    การไปครั้งนี้ลติกาฝืนใจพูดดีกับนันทเดช ขณะเดียวกันนันทเดชก็ขอโทษที่วันก่อนเขาปากไวเกินไปทำให้เธอไม่พอใจ

    เมื่อลติกาแจกแจงธุระที่ต้องการให้นันทเดชสะกดจิตเธอดำดิ่งลึกไปจนถึงอดีตชาติ นันทเดชแบ่งรับแบ่งสู้ แม้จะเคยทำได้แต่ก็มีที่ทำไม่ได้ จึงกล่อมให้เธออยู่กับปัจจุบันดีกว่า เพราะผลที่ได้อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป

    “พระท่านถึงได้สอนไว้ไงครับ ว่าคนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน จะไปค้นหาทำไมว่าอดีตชาติเราเป็นใครชาตินี้เราจะเจอคนในชาติก่อนไหม มันยุ่งวุ่นวายอีนุงตุงนังเปล่าๆ เข้าใจแล้วใช่ไหมครับ อย่างนั้นคุณคงเปลี่ยนใจ”

    “ไม่ค่ะ ไม่ว่ายังไงฉันก็อยากขอให้หมอช่วยฉันกลับไปรู้เห็นถึงอดีตชาติของตัวเอง”

    “แต่ผม...ขอโทษนะครับ หมดเวลาของคุณแล้ว คนมารอปรึกษารายต่อไปของผมคงมาแล้ว”

    “อ้าว แล้วกัน จะไล่ฉันกลับอีกแล้วเหรอ”

    “ผมอยากให้คุณคิดทบทวนอีกหลายๆรอบก่อนตัดสินใจมากกว่า”

    “ฉันไม่เปลี่ยนใจหรอก และฉันจะมาใหม่แน่นอน หมอต้องเจอฉันอีกแน่...สวัสดีค่ะ” ลติกามุ่งมั่นมากเสียจนนันทเดชพูดไม่ออก

    ooooooo

    จันกะพ้อแอบเห็นนายจันพ่อของตนและพวกนายแท่นหารือกันเรื่องเตรียมรับมือข้าศึกที่เพิ่มนับพันคน ขณะที่พวกเรามีน้อยกว่า ดังนั้นต้องวางแผนจัดกองกระบวนทัพให้พร้อมสู้ศึกใหญ่

    แม้ไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขาแต่จันกะพ้อก็หวั่นใจว่าต้องเกี่ยวกับการศึก พยายามจะหลอกถามแต่ไม่สำเร็จ แถมยังโดนนายทองเหม็นหาว่ายุ่งวุ่นวาย พอถามเมืองใจก็ได้รับการปฏิเสธว่าไม่มีอะไร...

    ทางด้านลติกาไม่ละความพยายามที่จะย้อนอดีตให้ได้ วันถัดมาเธอมาพบนันทเดชอีกครั้งโดยจองเวลาของเขาไว้ทั้งวันผ่านเลขาหน้าห้อง ดังนั้นวันนี้เขาจะไล่เธออีกไม่ได้แล้ว

    “ผมชักสงสัย ผู้หญิงเก่งๆอย่างคุณทำไมต้องพึ่งนักจิตวิทยา”

    “เอาเป็นว่า...ฉันทำบางสิ่งบางอย่างหายไปในอดีต แล้วฉันก็อยากจะรู้ว่าตอนนี้สิ่งนั้นเป็นยังไง”

    “ตกลงครับ แต่ผมมีข้อแม้ ซึ่งคุณจะต้องรับปากผมก่อน ผมถึงจะยอม”

    “ว่ามาค่ะ”

    “ข้อหนึ่ง...ผมเป็นคนกำหนดเวลาที่จะสะกดจิต”

    “ก็ได้ แต่ว่าต้องตรงกับความต้องการของฉันด้วย ไม่ใช่ปีนี้แล้วไปปีหน้า แต่ต้องเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ หรือทุกวันที่ฉันต้องการ”

    “คุณนี่เอาแต่ใจตัวเองจริงๆเลย งั้นเอาอย่างนี้ ผมขอข้อเดียว และถ้าคุณปฏิเสธการยอมรับ เราก็จะไปด้วยกันไม่ได้”

    “ว่ามาค่ะ”

    “เมื่อผมขอให้หยุด คุณต้องหยุด เพราะอย่างที่ผมเคยเล่าการรู้เรื่องอดีตมันอาจเกิดผลร้ายกับคุณเอง”

    “ก็ได้...ตกลงตามนั้น”

    สองคนนั่งเผชิญหน้าและจับมือกัน ลติกาทำตามนันทเดชที่บอกว่าทำใจให้สบาย แต่แล้วเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่าเคยเห็นในหนังนึกว่าต้องนอนที่เก้าอี้ยาว

    “ความสงสัยเป็นจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว”

    ลติกาชะงัก เม้มปากไม่ชอบใจ นันทเดชไม่สน ยังคงทำหน้าที่ของตนต่อไป

    “คุณรู้ใช่ไหมว่าคุณอยากกลับไปอดีตชาติในช่วงเวลาไหน”

    หญิงสาวตอบรับ นันทเดชห้ามไม่ให้เธอบังคับตัวเอง การวางเป้าหมายไว้แต่ต้นอาจจะทำให้เธอสร้างภาพใต้สำนึกมาเอง ต้องทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย มองที่ตาของตนอย่างเดียว มองเข้ามาที่ลูกตาดำ

    เธอทำตามและเลื่อนสายตาไปที่ฝ่ามือของเขาตามคำสั่ง มองให้เห็นจุดดำที่กลางฝ่ามือ ลติกาทำตามจนกระทั่งเริ่มตกอยู่ในภวังค์ คล้ายโดนสะกดจิต

    “ดีครับ ตอนนี้ใจของคุณผ่อนคลาย คุณจะรู้สึกตัวเบา...เบาขึ้น...เหมือนน้ำในร่างกายถูกดูดออกไป ตัวคุณ จะเบาขึ้น ผมจะนับหนึ่งถึงสาม แล้วคุณจะรู้สึกผ่อนคลายที่สุด และหลับตาลง หนึ่ง สอง สาม...และเสียงของผมจะพาคุณผ่านเวลาย้อนไปในช่วงเวลาที่คุณต้องการ...คุณกำลังเดินทางกลับสู่อดีต”

    ลติกาเห็นตัวเองในชุดขาวปล่อยผมยาวสยายยืนอยู่กลางทุ่งนาและตอบนันทเดชที่คอยป้อนคำถามว่าตนเห็นประตูบานหนึ่งแต่พยายามเปิดแล้วไม่ออก

    “ทำใจให้สบายครับ”

    “ฉันต้องเปิดประตู ฉันต้องเขาไปหาเขา”

    “คุณจะไปหาใครครับ”

    ลติกาหลุดปากชื่อเมืองใจกับศิโรตม์ออกมา ทำให้นันทเดชสงสัยว่า คือคนคนเดียวกันหรือเปล่า ลติกาไม่ตอบแต่กระสับกระส่ายเร่งเร้าจะเปิดประตูให้ได้ แต่ไม่สำเร็จเพราะนันทเดชให้เธอค่อยๆถอยออกมาแล้วลืมตาอย่างสดชื่นเมื่อเขานับหนึ่งถึงสาม

    เมื่อกลับมาเป็นตัวของตัวเอง ปราศจากการสะกดจิต ลติกาอยากรู้ว่าเพราะอะไรถึงเปิดประตูไม่ได้ นันทเดชบอกว่าไม่แปลกที่เราอาจทำไม่สำเร็จในครั้งแรกๆ

    “แล้วเมื่อไหร่...อีกกี่ครั้งถึงจะสำเร็จคะ”

    “ขอผมเป็นฝ่ายถามคุณบ้างดีกว่า ปกติคนที่ให้ผมสะกดจิตระลึกชาติ เขาจะไม่รู้ก่อนเลยว่าจะย้อนกลับไปพบเจออะไร แต่นี่คุณเอ่ยชื่อมาถึงสองคน...เมืองใจ ศิโรตม์” ลติกาอ้ำอึ้งไม่ตอบ นันทเดชมองเธออย่างค้นหาแล้วคาดคั้นว่า “ถ้าคุณไม่คิดเล่นตลกกับผม คุณก็ต้องเคยสะกดจิตหรือนั่งญาณสมาธิจนไปรู้จักแม้กระทั่งชื่อคนในอดีตชาติ ผมคิดว่าคุณควรเปิดใจเล่าปัญหาของคุณให้ผมฟังนะครับ”

    “เล่าไป หมออาจคิดว่าฉันบ้า”

    “งั้นคุณก็มาหาถูกคน เพราะผมรักษาคนบ้าให้หายได้” นันทเดชหัวเราะแล้วชะงักกับสายตาขุ่นขวางของลติกา บอกเธอให้เล่ามาตนจะตั้งใจฟังอย่างเต็มที่

    หลังจากฟังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจบลง นันทเดชได้ทำให้ลติกาดำดิ่งไปในอดีตอีกครั้งจนเธอเห็นเมืองใจกับศิโรตม์ในชุดชาวบ้านบางระจัน

    “ฉันพบเขาแล้ว เห็นเขาทั้งสองคนแล้ว หมอพาฉันย้อนกลับไปอีกสิคะ หมอดึงฉันกลับมาทำไม”

    “ใจเย็นๆครับ นี่เพียงครั้งที่สอง เราต้องพิสูจน์ก่อนว่ามันไม่ใช่ภาพจิตใต้สำนึกที่คุณลติกาสร้างขึ้นเอง”

    “ไม่...ภาพแบบนั้นฉันจะสร้างเองได้ยังไง ศิโรตม์แต่งตัวคล้ายเมืองใจ ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน หมอ...ฉันต้องกลับไป ฉันต้องหาเขาทั้งสองคนกลับมา หมอสะกดจิตฉันอีกทีนะคะ”

    “อย่าเพิ่งเลยครับ คุณต้องพักร่างกายจิตใจก่อน”

    “โธ่หมอ...” ลติกาโอดครวญอย่างกลัดกลุ้มและกังวล

    เวลาเดียวกันนั้น ปานทิพย์กำลังจดจ่ออยู่กับศิรสที่พยายามหาข้อมูลการรบของชาวบ้านบางระจัน อยากรู้ว่าศิโรตม์กับเมืองใจอยู่ช่วงเวลาไหนของเหตุการณ์

    “ได้เรื่องอะไรไหมลูก”

    “ตอนพี่เมืองใจมา ไม่เคยพูดเรื่องการพ่ายแพ้สงคราม แปลว่าพี่เมืองใจน่าจะมาตอนบางระจันยังรบชนะอยู่สองสามครั้งแรก”

    “การสู้ของชาวบางระจันทำให้พวกข้าศึกที่เคยย่ามใจว่าเป็นเพียงกลุ่มชาวบ้านไม่น่าจะมีความเก่งกาจอะไร แต่กลับตีข้าศึกพ่ายแพ้ไปสามครั้ง ทำให้ข้าศึกขยาดฝีมือของคนไทยที่ใจสู้นัก”

    “ใช่จ้ะแม่ จนมาครั้งที่สี่ที่เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงของชาวบ้านบางระจัน เมื่อกองทัพข้าศึกนำโดยสุรินท-จอข่องเป็นนายทัพ นำกำลังพลมาตั้งที่บ้านห้วยไผ่”

    ooooooo

    คืนหนึ่งเมืองใจออกลาดตระเวนนอกค่ายกับคนอื่นๆโดยไม่รู้ว่าจันกะพ้อแอบมาด้วย กระทั่งเผชิญหน้าข้าศึกแล้วต่อสู้กัน ทุกคนถึงรู้เห็นว่าจันกะพ้อโดนดาบฟันเฉี่ยวไหล่ได้รับบาดเจ็บ

    เมืองใจพาจันกะพ้อกลับเข้าค่ายให้กาหลงกับลำเจียกรักษา ขณะที่นายจันหนวดเขี้ยวพอรู้ลูกสาวบาดเจ็บก็มาดุด่าว่าดื้อรั้นไม่เชื่อฟังทั้งที่เคยสั่งห้ามไว้แล้ว ตนสัญญากับศพเมียไว้ว่าจะรักษาชีวิตลูกให้ผ่านพ้นสงครามนี้ไปให้ได้ หากเกิดสิ่งใดขึ้นขอให้ตนตายก่อนลูก ตนเห็นหญิงที่ตนรักยิ่งชีวิตตายต่อหน้าไม่ได้อีกแล้ว

    ฟังคำพ่อแล้วจันกะพ้อสวมกอดพ่อร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็ก เมืองใจสะเทือนใจแต่ก็โล่งใจที่จันกะพ้อไม่ได้บาดเจ็บมากมาย...

    เพียงวันถัดมาข้าศึกนับพันก็รุกรานอีกครั้ง แม้นายแท่นหัวหน้าค่ายจะรอบคอบและเตรียมตั้งรับไว้อย่างดี แต่ก็เพลี่ยงพล้ำสูญเสียคนไปไม่น้อย ขณะที่ตัวนายแท่นเองโดนยิงในระยะประชิดจนกระดูกขาแตกต้องรีบรักษาโดยด่วน

    พระธรรมโชติใช้วิธีประสานกระดูกก่อนแล้วส่งต่อให้ศิโรตม์รักษาแผล รักษาชีวิต กว่าจะสำเร็จเสร็จสิ้นก็ใช้เวลายาวนานจนทั้งคนเจ็บและคนรักษาอ่อนเพลียไปด้วยกัน ส่วนจันกะพ้อที่ยังเจ็บแผลบริเวณไหล่แต่มีแก่ใจมาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพราะมีคนบาดเจ็บอีกหลายราย

    กาหลงเห็นแผลจันกะพ้ออักเสบบวมเป่งจึงพูดขึ้นมาต่อหน้าทุกคน นายจันดุลูกสาวไปอีกหลายคำ

    ก่อนที่ศิโรตม์จะหลอกล่อให้เธอดูแลตัวเองกินยาให้ครบถ้วนจะได้ไม่กลายเป็นคนแขนพิการ แต่สำหรับอาการนายแท่น ศิโรตม์ยังหนักใจ เช่นเดียวกับลำเจียกที่กังวลว่านายแท่นเป็นถึงหัวหน้าค่าย หากเป็นอะไรไปชาวค่ายอาจจะขวัญกระเจิงจนค่ายแตก

    “เพื่อความสบายใจของน้าลำเจียก เราไปหาที่พึ่งทางใจกัน” ว่าแล้วจันกะพ้อนำพาลำเจียกและกาหลงไปไหว้พระพุทธรูป อธิษฐานอย่างเป็นจริงเป็นจัง

    “ขอบารมีหลวงพ่อช่วยปกป้องคุ้มครองพ่อแท่นให้รอดปลอดภัยจากเจ็บคราวนี้ด้วยเถิด หากพ่อแท่นรอดตาย น้าลำเจียกกับกาหลงจะรำถวายหลวงพ่อเจ้าค่ะ”

    สองคนหันขวับมองจันกะพ้อโดยพร้อมเพรียง!

    “เฮ้ย! เหตุใดบนบานเยี่ยงนี้ เอ็งบนเอ็งก็รำสิ” ลำเจียกโวย พอจันกะพ้อถามว่าผู้ใดหวั่นใจเรื่องพ่อแท่น ลำเจียกบอกว่าตน “แล้วหากพ่อแท่นปลอดภัย ใครที่หายหวั่นใจ” ลำเจียกตอบว่าตนอีก จันกะพ้อเลยตบเข่าฉาด

    “นั่นปะไร น้าเป็นคนต้นทุกข์ หากแรงบนของข้าเป็นจริง น้าก็หายทุกข์ ก็ควรแล้วที่น้าจะรำ”

    “ฟังดูเข้าที แต่ข้าว่าเหตุผลก็ยังน่างงอยู่”

    “ไม่ต้องงง เอาเป็นว่าหากพ่อแท่นปลอดภัยน้ารำ...จบ”

    “ข้าวางใจพี่ศรี มิได้หวั่นใจเรื่องพ่อแท่นเยี่ยงน้าลำเจียก เหตุใดข้าต้องรำด้วย” กาหลงข้องใจ

    “เพราะเอ็งรำสวยที่สุดในค่าย ถวายการแสดงแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องมีของสวยๆงามๆมาร่วมด้วย”

    “เอ็งว่าข้ารำมิงามรึ” ลำเจียกชักเสียงขุ่น ตาขวาง

    “แหม...ใครจะกล้าว่าน้าที่เคารพรักล่ะจ๊ะ น้าหน้าตาก็งาม รำก็งาม แต่น้อยกว่ากาหลงนิดนึง”

    “พูดจาเยี่ยงนี้ค่อยรื่นหูหน่อย”

    ลำเจียกยิ้มได้ กาหลงหยอกว่าหัวเราะได้เยี่ยงนี้แสดงว่าสบายใจขึ้นแล้ว ลำเจียกพยักหน้าพลางดึงจันกะพ้อและกาหลงเข้ามากอดอย่างซึ้งใจ

    “ชีวิตที่เหลือของข้ามีเพียงเอ็งสองคนที่รู้ใจทำให้ข้าคลายทุกข์ได้...ขอบน้ำใจพวกเอ็งนัก”

    สองสาวเต็มตื้น ยิ้มไปด้วยกันอย่างมีความสุข

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “ริว วชิรวิชญ์” ปลื้ม พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน “สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสฯ” ชื่นชม

    “ริว วชิรวิชญ์” ปลื้ม พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน “สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสฯ” ชื่นชม
    25 ต.ค. 2564

    05:50 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2564 เวลา 07:57 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์