นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"


    จันกะพ้อรู้สึกผิดต่อเมืองใจ แต่สำหรับศิโรตม์ยังไงเธอก็ไม่ไว้วางใจอยู่ดี คอยจับผิดเขาต่อไป จนกระทั่งได้รู้เห็นพร้อมกาหลงว่าที่เขาเหม่อลอยไม่เป็นอันทำอะไรเพราะคิดถึงบ้าน คิดถึงแม่และน้อง ก็เริ่มเห็นใจ

    กาหลงวานจันกะพ้อช่วยทำให้ศิโรตม์หยุดคิดเรื่องทุกข์ใจ จันกะพ้อจึงพาเขาไปหาลุงมั่นให้ฝึกตีดาบซึ่งเป็นงานของผู้ชาย ปรากฏว่าศิโรตม์ทำไม่ได้ เก้ๆกังๆ ทำดาบหลุดมือกระเด็นล้มก้นจ้ำเบ้าเป็นที่ขำขันของคนในค่าย จันกะพ้อเลยเปลี่ยนงานให้ใหม่ พาเขาไปที่โรงครัวให้หั่นผักซึ่งเป็นงานผู้หญิง ศิโรตม์รู้สึกอายแต่ขัดคนพามาไม่ได้ แล้วทำได้ครู่เดียวก็โดนมีดบาดมือจนร้องลั่น

    จันกะพ้อระอากับความไม่เอาไหนของศิโรตม์ เธอพาเขาไปทำแผลที่เรือนพยาบาลแล้วเจอพวกเมืองใจ พาร่างของก้านที่โดนข้าศึกฟันแขนเป็นแผลฉกรรจ์มาให้ลำเจียกรักษาด้วยสมุนไพรแต่เลือดยังไหลไม่หยุด ศิโรตม์จึงให้ลองวิธีของตนคือการเย็บแผลให้ติดกันโดยใช้เข็ม ด้าย และเหล้า แต่ติดตรงที่ไม่มีเข็มเล็กๆ จึงต้องให้ลุงมั่นเอาเผาไฟแล้วตีใหม่ให้เล็กลง ส่วนเหล้าก็ให้เมืองใจไปเอาจากนายทองเหม็น

    เมืองใจไปที่เรือนไม่เจอเจ้าตัว จึงถือวิสาสะนำไหเหล้าของรักของหวงของนายทองเหม็นออกมา เมื่ออุปกรณ์พร้อมแล้วแต่ดูเหมือนศิโรตม์จะประหม่าจนมือสั่น เอี้ยงพี่สาวของก้านมาเห็นการเย็บแผลก็พยายามจะขัดขวางเพราะไม่เชื่อมือไอ้ศรีที่ไม่ประสีประสาว่าจะทำให้น้องชายของตนรอดตาย แต่ลำเจียกบอกว่าตนหมดหนทางแล้วยังไงก็ต้องเสี่ยง ขณะที่ศิโรตม์ก็รับประกันว่าตนไม่เอาชีวิตก้านมาล้อเล่น ขอให้เชื่อใจตนสักครั้ง

    “หากไม่เชื่อใจไอ้ศรีก็ขอจงเชื่อใจข้า ข้าเอาชีวิตเป็นประกันว่าไอ้ศรีต้องช่วยชีวิตไอ้ก้านได้”

    นายแท่นมองเมืองใจที่กล้าเอาชีวิตเป็นประกัน ถามว่ามั่นใจฝีมือไอ้ศรีขนาดนั้นเชียวหรือ เมืองใจตอบรับหนักแน่น กาหลงจึงวอนเอี้ยงอีกคนให้ยอมให้พี่ศรีรักษาก้าน เอี้ยงเห็นแก่เมืองใจจึงตกลง และในที่สุดศิโรตม์ก็เย็บแผลและห้ามเลือดสำเร็จแต่ก้านเจ็บจนทนไม่ไหวหมดสติไป พร้อมๆกับกาหลงที่เห็นเลือดแล้วเป็นลม ต้องช่วยเยียวยากันครู่หนึ่งถึงฟื้นขึ้นมา ส่วนก้านก็รู้สติในเวลาต่อมา จันกะพ้อกับลำเจียกจึงให้ผู้ชายช่วยกันพาก้านไปนอนที่ในเรือนผู้ป่วยที่ค่อนข้างแออัดและเหม็นอับ

    ศิโรตม์เดินตามเข้ามาได้กลิ่นแผลเน่าและเหม็นอับ มองคนเจ็บจากการรบที่นอนเรียงรายอาการไม่สู้ดีแล้วถามลำเจียกว่าปกติรักษากันยังไง

    “ตามตำราที่ปู่ย่าตายายบอกๆกันมา หากมีแผลเลือดตกยางออกให้ใช้ไพลพอกห้ามเลือด พอเลือดหยุดให้ใช้น้ำเกลือล้างแผล ไข้ขึ้นให้ใช้น้ำเช็ดตัว แล้วก็ให้กินน้ำบอระเพ็ดต้มลดไข้”

    “แต่ส่วนใหญ่จะตายใช่ไหมขอรับ”

    จันกะพ้อประหลาดใจถามเขาว่าเพิ่งมาอยู่บางระจัน ไม่กี่วันรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร

    “จากสภาพเรือนนี่น่ะ ไม่มีหน้าต่าง ทำให้อากาศไม่ถ่ายเท”

    “อากาศ?”

    “อากาศคือสิ่งที่เราหายใจเข้าไป...พออากาศไม่ถ่ายเทก็ทำให้เหม็นอับ เหม็นกลิ่นแผลเน่า เกิดการสะสมของเชื้อโรค”

    “เชื้อโรค?” จันกะพ้อทวนคำพร้อมมองหน้าเขารอคำตอบ ศิโรตม์ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี สรุปสั้นๆว่าเชื้อโรคคือสิ่งที่ทำให้เราเจ็บป่วย พอสะสมมากๆก็ทำให้เกิดอาการติดเชื้อแล้วก็ตาย

    “หากทำหน้าต่าง คนเจ็บจะไม่ตายใช่รึไม่”

    “ไม่ขนาดนั้น แต่จะช่วยให้ตายน้อยลง”

    “ตายน้อยลงก็ยังดี พรุ่งนี้ข้าจะไปเกณฑ์ผู้คนมาช่วยกันทำหน้าต่าง เอ็งมาช่วยข้าคุมงานด้วยนะไอ้ศรี”

    “ขอรับ” ศิโรตม์หรือไอ้ศรีทำตัวกลมกลืน เริ่มพูดจาแบบเดียวกับคนที่นี่ แล้วแนะนำลำเจียกว่าไม่ควรให้ก้านเข้ามาพักรวมกับคนอื่นในนี้ เขาอาการหนัก ติดเชื้อง่าย เอาไปพักที่ทับของก้านดีกว่า

    “ข้าไปเตรียมแคร่หามให้” จบคำจันกะพ้อวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

    ศิโรตม์ชื่นชมจันกะพ้อว่าคล่องแคล่วดี แต่ลำเจียกเบ้หน้าบอกว่า

    “เรียกง่ายใช้คล่องเฉพาะสิ่งที่มันอยากทำเท่านั้นแหละ ฮึ! ลองใช้ให้ทำสิ่งที่มันไม่อยากสิ เอ็งจะได้ฟังข้ออ้างสารพัดที่มันสรรหามาเลี่ยงจนเอ็งต้องยอมมันเพื่อตัดรำคาญ”

    ศิโรตม์ฟังแล้วยิ้มขำระคนเอ็นดูจันกะพ้อมากขึ้น

    ooooooo
    เมืองใจไปส่งกาหลงยังที่พักหลังจากเธอฟื้นจากการเป็นลม ระหว่างทางกาหลงลอบมองชายในฝัน อย่างขัดเขิน ยิ่งเขาไปตัดใบกล้วยมาบังแดดให้ เธอถึงกับแย้มยิ้มมีความสุข...

    หลังจากช่วยกันพาก้านไปนอนในที่พักไม่ปะปนกับใคร ศิโรตม์กำชับเผือกให้เอาเหล้าเช็ดแผลให้ก้านเช้าเย็น และเช็ดตัวบ่อยๆไข้จะได้ไม่ขึ้น

    เสร็จเรื่อง จันกะพ้อจะให้ศิโรตม์หรือไอ้ศรีไปพัก แต่เขากลับบอกว่าไม่อยากอยู่เฉยๆ เดี๋ยวคิดถึงบ้านอีก ขอไปเรียนเรื่องสมุนไพรกับน้าลำเจียกดีกว่า จิตตนจะได้ ไม่ว่าง

    “น้าลำเจียกงานการอีนุงตุงนัง มิว่างสอนพี่หรอก แต่พี่มิต้องกังวล ข้าพอจะรู้อยู่บ้าง ข้าจะสอนพี่เอง”

    “อย่าเลย ข้ารอเรียนกับน้าลำเจียกดีกว่า”

    “พี่มิเชื่อใจข้ารึ”

    “เชื่อใจแต่ไม่เชื่อวิชา...กลัวว่าจะบอกผิดบอกถูก แล้วถ้าข้าเอาไปรักษาคนแล้วตาย ข้าจะซวย เมืองใจ น่าจะพอรู้บ้าง ข้าไปให้เมืองใจสอนดีกว่า ไปก่อนนะ”

    ศิโรตม์ผละไป เผือกล้อจันกะพ้อว่าวิชาก็มีพอตัวแต่มิมีใครเชื่อถือ น่าสงสารนัก

    “อยากเจ็บตัวรึไง ถึงเยาะข้า” จันกะพ้อเสียงแข็ง เผือกกลัวมากปฏิเสธปากคอสั่น ก่อนลนลานไปเอาน้ำมาเช็ดตัวให้ก้านตามคำสั่งของลูกพี่จันกะพ้อ ศิโรตม์เจอเมืองใจระหว่างทาง เมืองใจมองรอบๆ แล้วเรียกอย่างนอบน้อมเหมือนเคยว่า

    “ท่านศรีจะไปที่ใดรึขอรับ”

    “เรียกไอ้ศรีเหมือนที่เรียกต่อหน้าคนอื่นดีกว่าจะได้ติดปาก ไม่เรียกผิดเรียกถูกให้ใครสงสัยอีก”

    “ขอรับ...ไอ้ศรี เอ็งจะไปที่ใด”

    ศิโรตม์ยิ้มขำความซื่อของเมืองใจก่อนตอบ “ไปหาเอ็ง ไหนๆก็ต้องอยู่ที่นี่แล้ว ข้าอยากทำตัวให้เป็นประโยชน์เหมือนคนอื่น เลยอยากเรียนวิชาสมุนไพร เอ็งพอจะสอนข้าได้ไหม”

    “ข้ารู้จักแต่สมุนไพรพื้นๆ มิได้เชี่ยวชาญ”

    “รู้แค่ไหนสอนแค่นั้น น้าลำเจียกว่างเมื่อไหร่ค่อยไปขอเรียนต่อ”

    “ท่าน...เอ่อ...เอ็งเป็นเทวดา รู้วิชารักษาชั้นเลิศที่มิมีผู้ใดรู้ เหตุใดมิรู้วิชาสมุนไพร”

    “ต่อให้เป็นเทวดาก็ไม่รู้ทุกอย่างหรอกเมืองใจ”

    เมืองใจพยักหน้าเข้าใจ พาศิโรตม์ไปสวนสมุนไพร ซึ่งสมุนไพรชนิดแรกที่เมืองใจสอนให้เขารู้จักคือบอระเพ็ด ศิโรตม์จดจำอย่างตั้งใจ ท่องแล้วท่องอีกให้เข้าหัว แต่ยังมีบางช่วงที่นึกไม่ออก

    “บอระเพ็ด...รากแก้ไข้พิษ ไข้จับสั่น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ เจริญอาหาร...ต้น แก้ไข้ ไข้พิษ ไข้กาฬ ไข้เหนือ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ ดอก...”

    “ฆ่าพยาธิในท้อง ในฟัน ในหู”

    “ใช่ๆ ฆ่าพยาธิในท้อง ในฟัน ในหู...แล้วผล เอ้อ...”

    “แก้เสมหะเป็นพิษ แก้ไข้พิษ แก้สะอึก”

    “ชนิดเดียวต้องจำตั้งแต่รากยันยอด ท่องนานไหม กว่าเมืองใจจะจำได้”

    “ครึ่งชั่วยาม”

    “จากที่เคยอ่านหนังสือ หนึ่งชั่วยามนี่ประมาณสองชั่วโมง ครึ่งชั่วยามก็แค่ชั่วโมงเดียว ชั่วโมงเดียวจำได้ทั้งต้น ข้าท่องมาสามชั่วโมงแล้ว”

    เมืองใจงุนงงกับคำว่าชั่วโมง ศิโรตม์อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดว่า

    “วิธีนับเวลาของบ้านข้าสามชั่วโมงเนี่ยถือว่านาน จำได้แค่รากกับต้น ข้านี่ความจำไม่ได้เรื่อง”

    “พระอาจารย์สอนว่าสมาธิดีความจำก็จะดี เอ็งตั้งสมาธิดีๆ ท่องอีก ประเดี๋ยวใจก็จำได้เอง”

    “เอ้า...ลองใหม่อีกรอบ” ศิโรตม์บอกตัวเองแล้วท่องเสียงดังฟังชัดอย่างตั้งใจมาก เมืองใจอมยิ้ม มองท่านศรีของตนอย่างชื่นชม

    ooooooo

    หลังจากศิโรตม์หายไปพร้อมเมืองใจอย่างไร้ร่องรอย ทั้งปานทิพย์ ศิรส และลติกาต่างเฝ้าห่วงใยแทบไม่เป็นอันทำอะไร

    ทุกคนคิดไม่ตก ไม่รู้จะตามหาศิโรตม์ให้คืนมาได้อย่างไร ศิรสเห็นมารดาซูบผอมเพราะกินไม่ได้นอนไม่หลับก็ยิ่งกลุ้มใจ ในขณะที่ลติกาอดรนทนรอ

    ไม่ไหว ชวนสองแม่ลูกไปพบพระครูวิจิตรธรรมโชติที่วัดเขานางบวช แต่เมื่อไปถึงเด็กวัดกลับบอกว่าวัดแห่งนี้ไม่มีพระชื่อนั้น

    ศิรสยืนยันว่ามีเพราะครั้งที่แล้วมายังได้พบลติกาจำได้ว่าครั้งก่อนคนที่วัดก็บอกเช่นนี้เหมือนกัน แต่เราก็ได้พบท่านพระครู ปานทิพย์นึกรู้ว่าท่านคงให้พบเฉพาะคนที่ท่านอยากให้เจอ ถ้าท่านไม่อยากให้เจอ หายังไงก็ไม่เจออยู่ดี

    ลติกาไม่ยอมถอย อธิษฐานขอให้ได้เจอท่าน พลันเหลียวมองไปทางหนึ่งก็เห็นท่านพระครูกำลังเดินตรงมา ทั้งสามคนประหลาดใจมาก ก้มกราบท่านอย่างนอบน้อมแล้วได้ยินท่านบอกปานทิพย์ว่าลูกชายโยมสบายดี ลติกาชะงักด้วยความสงสัย ถามว่าท่านรู้ได้ยังไงว่าพวกเรามาหาท่านเรื่องนี้

    “จิตมีกระแสที่ภาษาทางโลกเรียกว่าพลังงานน่ะ จิตพวกโยมมีความห่วงมาก ก็เลยส่งกระแสออกมามากจนอาตมารับรู้ได้”

    เมื่อศิรสถามว่าพี่ชายตนจะกลับมาเมื่อไหร่ พระครูตอบไม่ได้เพราะเหนือหน้าที่ ปานทิพย์ใจหาย หวังว่าท่านคงไม่ได้หมายความว่าศิโรตม์จะไม่ได้กลับมา ส่วนลติกาเว้าวอนท่านให้ช่วยพาตนไปหาพวกเขาได้ไหม

    “กรรมะก็เหมือนธรรมะ เป็นเรื่องเฉพาะตน ไม่มีใครทำสิ่งใดเหมือนกันได้ทุกอย่าง”

    “แล้วผมกับแม่ล่ะครับ ท่านพาไปได้ไหม”

    “อาตมาจนปัญญา”

    ศิรสหน้าเศร้า ปานทิพย์พยายามทำใจแต่ไม่วายขอร้องท่านว่า “5 เดือนที่ค่ายบางระจันตั้งอยู่ มีการสู้รบกันไม่เว้นวัน ท่านช่วยสอนวิชาคงกระพันแบบที่สอนเมืองใจให้ศิโรตม์ได้ไหมเจ้าคะ ศิโรตม์จะได้เอาไว้คุ้มตัว”

    “ไม่มีวิชาใดคุ้มตัวได้ดีเท่าบารมีแม่”

    “ดิฉันต้องทำยังไงเจ้าคะ”

    “ฉีกปลายผ้านุ่งของโยมมา”

    ปานทิพย์ชะงักไม่เข้าใจ แต่พร้อมทำตามท่านโดยดี ส่วนศิรสกับลติกาก็ไม่อยู่เฉย ช่วยกันค้นหาหนังสือเกี่ยวกับมิติเวลา จนกระทั่งไปเจอเล่มหนึ่งชื่อ “สะกดจิตย้อนอดีต” ผู้เขียนคือด็อกเตอร์นันทเดช

    ooooooo

    ภายในค่ายบางระจัน ศิโรตม์แสดงความจริงใจและพยายามทำตัวกลมกลืนไปกับทุกคนจนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ เขาเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบวิถีชาวบ้านซึ่งไม่มีเทคโนโลยีใดๆ แต่ต้องอยู่ให้ได้ด้วยภูมิปัญญา

    แม้ใครๆจะชื่นชมศิโรตม์หรือไอ้ศรี แต่สำหรับจันกะพ้อเธอยังไม่ยอมญาติดี หมั่นไส้ที่วันก่อนโดนเขาหักหน้า แถมวันนี้เขายังอวดเก่งช่วยก้านที่ชักตาตั้งเพราะไข้ขึ้นให้สงบลงได้แล้วทำให้คนอื่นๆหัวเราะเยาะเธอ เหตุนี้เองจันกะพ้อเลยต้องหาทางเอาคืน โดยใช้ช่วงเวลาที่แต่ละคนจัดสถานที่ภายในค่ายเพื่อเตรียมรับมือข้าศึก ให้ศิโรตม์ช่วยย้ายโอ่ง

    ศิโรตม์รู้ไม่เท่าทันจันกะพ้อที่แอบกินแรง ทำทีเหมือนช่วยยกแต่ความจริงให้เขาออกแรงคนเดียว นายจันหนวดเขี้ยวเห็นกับตาจึงตำหนิลูกสาว แต่ไม่ทันขาดคำศิโรตม์ก็ร้องลั่นแบกรับน้ำหนักโอ่งไม่ไหวปล่อยมันหล่นลงเกือบทับเท้าตัวเองและจันกะพ้อ ถ้าเมืองใจไม่พุ่งเข้ามาช่วยไว้

    เมื่อเรื่องแดงว่าจันกะพ้อคิดกลั่นแกล้งไอ้ศรี นายจัน จึงจะลงโทษด้วยการโบยลูกสาว แต่แล้วต้องยกเลิกไปเพราะเมืองใจขอร้อง

    เมืองใจไม่ต้องการให้จันกะพ้อกับศิโรตม์ผิดใจกัน เขายืนยันกับเธอว่าสหายของตนเป็นคนดีตั้งใจมาช่วยคนระจัน ขอร้องเธออย่าแกล้งเขาอีก จันกะพ้อไม่รับปาก บอกขอคิดดูก่อนแล้วเดินจากไปอย่างงอนๆ

    ศิโรตม์เดินมาได้ยินพอดี บอกเมืองใจว่าไม่ต้องหนักใจไป เพื่อความสบายใจของเขา ตนจะหาทางสงบศึก กับจันกะพ้อเอง...

    ไม่กี่วันต่อมา เรือนพยาบาลที่อับทึบก็ปลอดโปร่งไร้กลิ่นอับกลิ่นเหม็นอย่างที่ศิโรตม์แนะนำ ลำเจียกเชื่อว่าต่อไปคงทำให้มีคนเจ็บคนตายน้อยลง นายแท่นที่เคยไม่ไว้ใจสหายของเมืองใจก็รู้สึกผิด เปลี่ยนเป็นชื่นชมและมอบหมายงานให้เขา

    “เมื่อเช้าข้าแวะไปดูไอ้ก้าน มันยังไม่ฟื้นแต่ไข้ลด หน้าตามีเลือดฝาด อีกไม่นานคงหาย เอ็งมีวิชารักษาผู้คน ข้ามอบหมายให้ช่วยลำเจียกที่เรือนคนเจ็บ เอ็งจะขัดข้องรึไม่”

    “ไม่ขัดข้องขอรับ กระผมดีใจด้วยซ้ำที่จะได้ตอบแทนพวกท่านบ้าง”

    จันกะพ้อหมั่นไส้ศิโรตม์ พึมพำว่าเขาประจบประแจง เลยโดนนายจันดุจนจ๋อยไป...นายแท่นขอโทษที่เคยมองศิโรตม์เป็นไส้ศึก ซึ่งเจ้าตัวตอบอย่างเข้าใจว่า

    “กำลังรบกันอยู่แบบนี้มีคนแปลกหน้าเข้ามา เข้าใจว่าเป็นไส้ศึกไว้ก่อนก็ถูกแล้วล่ะครับ กระผมดีใจนะขอรับ ที่พ่อแท่นเข้าใจผมแล้ว”

    นายแท่นยิ้มรับแล้วพูดกับเมืองใจว่า “ขอบน้ำใจที่พาคนดีมีความสามารถอย่างไอ้ศรีมาด้วย มันคงเป็นกำลังสำคัญของบ้านระจันได้อีกแรง”

    เมืองใจหน้าบาน ขณะที่ศิโรตม์อดสะท้อนใจไม่ได้ เพราะความจริงรู้ตัวว่าช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้ ถึงเวลาบางระจันต้องแตกพ่ายแก่ข้าศึก ศิโรตม์สังเกตเห็นว่าเมืองใจใส่ใจจันกะพ้อเป็นพิเศษ จากที่เคยคิดว่าเขาอาจมีใจกับกาหลง เวลานี้ต้องคิดใหม่ พอหยอกเย้าออกไปแล้วเห็นท่าทีเมืองใจขวยเขินก็เริ่มจะมั่นใจ

    พระครูธรรมโชติหายไปหลายวัน พอกลับมาก็เรียกเมืองใจกับศิโรตม์ไปพบ เมื่อศิโรตม์ทราบว่าท่านไปพบแม่กับน้องของตนมาก็ตื่นเต้น อยากรู้ว่าพวกเขาเป็นยังไงบ้าง

    พระครูบอกว่าทุกคนทางโน้นเป็นเหมือนศิโรตม์ กายสบายแต่จิตใจรุ่มร้อน แล้วมอบชายผ้านุ่งของปานทิพย์ให้ศิโรตม์

    “ผ้านี่คล้ายๆของเมืองใจเลย”

    “เรียกว่าผ้าประเจียด”

    “ผืนนี้พิเศษกว่าของเมืองใจเพราะทำจากผ้านุ่งของแม่เอ็ง จำได้ใช่ไหม”

    ศิโรตม์มองผ้าในมืออย่างพิจารณาแล้วจำได้ว่าเป็นของแม่จริงๆ

    “บารมีของแม่ยิ่งใหญ่กว่าบารมีของพระองค์ไหนๆ ติดตัวไว้แม่เอ็งจะได้คุ้มครอง”

    “พระอาจารย์ไปพบแม่ได้ แล้วเหตุใดนำผมไปพบแม่ด้วยไม่ได้”

    “กรรมะของข้ากับเอ็งต่างกัน เข้าใจได้แล้วนะ”

    “ว่าแต่ว่า...เอาผ้าของแม่มาให้ดูต่างหน้า ผมจะไม่ได้กลับบ้านอีกแล้วใช่ไหมครับ”

    “ปัจจุบันขณะมีค่าที่สุด ทำให้มีค่าเถิดอย่าคิดถึงอดีต อย่าคิดถึงอนาคตให้ทุกข์เลย”

    “แต่ปัจจุบันของผมไม่ปกติ ผมควรจะอยู่กรุงเทพกับแม่กับน้อง จะให้ผมทำปัจจุบันให้มีค่าได้ยังไงล่ะครับ”

    “คนที่นี่ทำกันอย่างไร เอ็งก็ทำอย่างนั้นแหละ” พระครูสรุปเป็นการตัดบทไม่ให้อีกฝ่ายถามต่อ

    ooooooo





    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา
    17 ต.ค. 2564

    06:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 01:55 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์