ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

อตีตา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"



มิติของเวลาได้ย้อนกลับอีกครั้ง ดึงทั้งศิโรตม์และเมืองใจให้กลับไปสู่ช่วงเวลาของค่ายบางระจัน!

ศิโรตม์ตกใจมากที่รู้ว่าตัวเองตกมาอยู่ในเวลาแห่งสงคราม ขณะที่พวกปานทิพย์ซึ่งค้นหาเมืองใจกับศิโรตม์ไม่พบจึงนึกถึงท่านพระครู พากันเข้าไปหาท่านในวัดเขานางบวช

ท่านพระครูเข้าใจดีว่าหัวอกคนเป็นแม่ย่อมรักและเป็นห่วงลูก เมื่อลูกหายไปก็ต้องทุกข์ แต่ขอให้รู้ว่าเขาไม่ได้ไปไหน ไม่ต้องห่วงจนทุรนทุราย อีกไม่นานเขาก็กลับมาเอง แล้วพระครูก็ให้ศิรสไปหยิบหินมาสามก้อนใส่มือตน จากนั้นท่องคาถาก่อนวางก้อนหนึ่งบนกระหม่อมศิรส

“เจ้าใช่แต่จะเป็นที่พึ่งของมารดา แต่เจ้าจะเป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์อื่นๆด้วย ชื่อของเจ้าต้องออกเสียงศิระสะ แปลว่า คนสำคัญ หัวหน้าคน ต่อไปนี้เจ้าต้องกระทำตนให้สมชื่อ”

“ครับผม หลวงปู่”

ศิรสกราบท่านแล้วเก็บหินก้อนนั้นไว้ พระครูมองปานทิพย์แล้วเอ่ยว่า

“ถ้าไม่มีแม่พระธรณี โลกก็ไม่อุบัติ คนก็เกิดไม่ได้ เกิดเป็นคนจึงต้องรักษาแม่พระธรณี รักษาแผ่นดิน ลูกผู้ชายเขากำลังทำหน้าที่นั้นกัน”

ปานทิพย์ฟังอย่างเข้าใจ พระครูยื่นมือออกไปหย่อนก้อนหินใส่ฝ่ามือปานทิพย์และลติกาคนละก้อน

“อย่าตามเลย...เจ้าตามเขามานานแล้ว...หยุดเถิด”

ลติกาฟังท่านพระครูพูดมาแล้วชะงัก นิ่วหน้าอย่างไม่เข้าใจนัก ครั้นกลับถึงบ้านในคืนนั้นก้อนหินของปานทิพย์กับศิรสกลายเป็นลูกแก้วใสสีฟ้า แต่ของลติกายังเป็นก้อนหินเหมือนเดิม เพราะเธอเอาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง ซึ่งศิรสชี้ชัดว่าไม่มีใครเขาเอาของที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ใส่กระเป๋ากางเกง ยิ่งเป็นกางเกงผู้หญิงด้วยแล้วเสื่อมหมด

“ก็ใครจะไปรู้ ดูซิ แบบนี้เอง เลยเป็นหินธรรมดา แล้วที่กลายเป็นลูกแก้วนี่หมายความว่ายังไงคะคุณป้า”

“ท่านเมตตาไงจ๊ะ แสดงให้รู้ว่าสิ่งที่ท่านพูดมาเป็นสัจจะวาจา สิ่งที่ท่านพูดไม่ใช่ธรรมดา ดูแต่หินนี้ยังแสดงความปาฏิหาริย์ได้ วาจาท่านเองก็ย่อมศักดิ์สิทธิ์ ตาโรตม์ต้องกลับบ้านมาจนได้”

ปานทิพย์กล่าวอย่างเชื่อมั่น ความทุกข์และความวิตกกังวลผ่อนคลายลงไปมาก

ooooooo

เมืองใจกับศิโรตม์เผชิญหน้ากับข้าศึกขณะพยายามหาทางกลับไปที่ค่าย ศิโรตม์ช่วยเมืองใจสู้รบเท่าที่พอทำได้ เขาต้องผจญอันตรายจากคมดาบของข้าศึกแทบเอาตัวไม่รอดด้วยกันทั้งสองคน

โชคดีที่นายอินกับนายทองเหม็นมาช่วยทันแล้วพากันกลับค่ายบางระจันอย่างปลอดภัย ทุกคนในค่ายต่างดีใจ โดยเฉพาะกาหลงที่รอคอยเมืองใจด้วยหัวใจรัก แต่คนที่มากับเมืองใจนี่สิที่ทุกคนประหลาดใจ เขาเป็นใครไยนุ่งห่มไม่เหมือนพวกเรา คำพูดคำจาก็ฟังดูพิกล

เหตุนี้เองจึงเกิดการซักถามจนเมืองใจอึดอัด และรู้สึกผิดที่ไม่ได้ปืนใหญ่กลับมา ฝ่ายศิโรตม์พอได้เห็นกาหลงก็อุทานออกมาว่าตีน่า สองคนเหมือนกันมากราวกับคนเดียวกัน

ศิโรตม์มองเลยไปเห็นพระครูธรรมโชติก้าวขาจะเดินไปหาท่านแต่เข่าอ่อนล้มพับไปเสียก่อน เมืองใจจึงพาไปเยียวยาโดยมีเผือกกับก้านช่วยดูแล จันกะพ้อกับกาหลงแอบมองอยู่ด้านนอกผ่านประตูมา สักครู่ จันกะพ้อก็เข้ามาบอกเมืองใจให้ไปพบนายจันพ่อของตน พระครู นายอิน นายแท่น นายทองเหม็น และนายจันหนวดเขี้ยวอยู่กันครบ แต่ละคนท่าทีอยากซักถามเมืองใจ ยกเว้นพระครูเพียงรูปเดียวที่นิ่งขรึม ทักเมืองใจว่า

“กลับมาด้วยกันมิใช่รึ มัวโอ้เอ้ทำสิ่งใดอยู่”

“ท่านศรีเป็นลมไปขอรับ”

“ท่านสงท่านศรีมีที่ไหน ที่นี่มีแต่ไอ้ศรี” พระครูกระซิบตอบ เมืองใจชะงักอึ้ง สบตาท่านแล้วรับคำอย่างเข้าใจ พระครูพรมน้ำมนต์ให้เมืองใจบอกว่ากลับมาก็ดีแล้ว เจ้ามีหน้าที่ต้องทำรออยู่

นายแท่น นายจัน นายอิน นายทองเหม็น เผชิญหน้าเมืองใจประหนึ่งลูกขุนที่พร้อมจะสอบสวน นายแท่น สุขุมกว่าเพื่อน นายอินออกจะไม่วางใจ นายจันเคลือบแคลงแต่มีความเห็นใจ ขณะที่นายทองเหม็นสีหน้าผิดหวัง

พระครูนั่งสงบฟังเหตุการณ์ที่เมืองใจเริ่มเล่าเรื่องราวที่พบเจอมา

“กระผมเดินทางไปได้สามชั่วยาม ก็พบกองโจรของพวกข้าศึก พวกมันมีมากกว่า เจ้าเกิด เจ้าคงจึง...”

“ตาย! ข้าเป็นคนพบร่างพวกมันเอง” นายอินแทรกขึ้น เมืองใจบอกว่าตนเจ็บปวดยิ่งนักที่ช่วยไม่ได้

“แล้วเจ้าไปถึงอโยธยาหรือไม่ ได้พบใครบ้าง”

“ก็ถามไปตรงๆสิพ่อจัน ว่าทำไมถึงไม่มีขบวนนำปืนใหญ่กลับมาช่วยพวกชาวบ้านอย่างเราจากเมืองหลวง”

“แล้วไอ้คนที่เอ็งพามาด้วยมันเป็นใคร”

ทุกคำถามล้วนทำให้เมืองใจอึดอัด หันมองพระครูเชิงปรึกษา พระครูสบตาแล้วแกล้งพูดว่า

“มองข้าทำไม เรื่องเป็นยังไง เอ็งก็พูดความจริงไปสิ”

“เรื่องของท่าน...เอ้อ...ไอ้ศรี ด้วยรึขอรับ”

“ก็งั้นสิ พูดอย่างที่ควรจะพูด อะไรที่พูดแล้วมันไม่น่าเชื่อถือ ก็อย่าพูด”

นายจันออกจะเอะใจ หันมองพระครูแล้วบอกว่าจะน่าเชื่อหรือไม่ก็ต้องเล่าความจริง พระครูทำไม่รู้ไม่ชี้ บอกว่าตนก็หมายความว่าอย่างงั้น

“เอ้า พูดมาให้หมด ไอ้เมืองใจ” นายแท่นเร่ง เมืองใจ ถอนหายใจเฮือก ตัดสินใจเล่าความจริงเพียงครึ่งเดียว

“กระผมหลงทางไปทางกรุง...เอ้อ...บางกอก ได้ไปพบไอ้ศรี ไอ้ศรีกับแม่ช่วยกระผมไว้ แล้วจึงพากระผมกลับค่ายมาด้วยกัน”

“เอ็งไปไม่ถึงอโยธยา?”

“ขอรับ แต่ให้กระผมไปอีกได้”

“คงไม่ใช่เพลานี้ หนทางไปอโยธยาคงไม่ใช่เรื่องง่ายดังคิด”

“ปืนใหญ่ก็ไม่ได้ ไอ้เกิดไอ้คงก็ต้องตาย...เฮ้อ!” นายอินหงุดหงิดลุกออกไป นายจันมองเมืองใจที่ก้มหน้านิ่ง ต่างคนก็ต่างความรู้สึก บรรยากาศเต็มไปด้วยความผิดหวัง

“เอ็งเพิ่งกลับมา ไปพักเสียก่อนเถิด” นายจันตัดบท เมืองใจถึงกับผ่อนลมหายใจโล่งอก

ooooooo

ศิโรตม์นอนเป็นลมอยู่คนเดียว จันกะพ้อแอบย่องเข้ามาเยี่ยมหน้าเมียงมองเขาด้วยความประหลาดใจ แต่เข้าใกล้เกินไปเลยพลาดพลั้งล้มลงในอ้อมกอดของเขาที่รู้สึกตัวขึ้นมาพอดี

จันกะพ้อตกใจหาว่าอีกฝ่ายลวนลามตน ศิโรตม์จึงรู้ว่าคนที่กอดอยู่ไม่ใช่ผู้ชายแต่เป็นหญิงสาววัยรุ่นปราดเปรียวแข็งแกร่ง สองคนทุ่มเถียงกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่เมืองใจจะมาถึง

“เมืองใจหายไปไหนมา ฉันตกใจหมด นึกว่าต้องอยู่ที่นี่คนเดียวซะแล้ว”

“พี่เมืองใจ ไอ้คนผู้นี้เป็นใคร มันคิดจะลวนลามข้า”

“เฮ้ย! บอกว่าไม่ใช่...ฉันเปล่านะเมืองใจ ฉันคิดว่าเขาเป็นเด็กผู้ชาย”

“บ้า! มีตาหามีหัวคิดไม่ ฮึ!”

เมืองใจมองท่าทีฮึดฮัดของจันกะพ้อแล้วเกือบหลุดขำ กาหลงถือห่อข้าวปลาเข้ามาพร้อมเอี้ยงกับสา ศิโรตม์เห็นกาหลงชัดๆอีกครั้งก็พึมพำเหมือนเดิมว่า

“ตีน่า...เหมือน...เหมือนมาก”

จันกะพ้อเห็นสายตาศิโรตม์จ้องกาหลงและกาหลงหลบตาอย่างอึดอัด ก็รีบปกป้องเลื่อนตัวมาบังสายตาศิโรตม์ทันที

“ดูเอาเถิดพี่เมืองใจ ไอ้คนนี้มันจ้องกาหลงทำไม มันคิดมิดีอย่างใดอยู่”

“เปล่านะ แต่...เหมือนเหลือเกิน”

“ไม่มีอะไรดอกเจ้าจัน กาหลงละม้ายคนที่ไอ้ศรีรู้จักน่ะ”

จันกะพ้อฮึดฮัดไม่ไว้วางใจชายแปลกหน้าคอยมองเขาตลอดเวลา กาหลงแกะห่อข้าวให้เมืองใจ ข้างในเป็นปลาย่างและน้ำพริก ในขณะที่ศิโรตม์ลอบจ้องมองกาหลงแทบไม่วางตาเพราะเธอเหมือนลติกาจริงๆ

“ขอบน้ำใจ กาหลง” เมืองใจรับห่อข้าวจากกาหลงแล้วหันไปหาศิโรตม์ยื่นห่อข้าวนั้นให้ “ท่านศรี” พูดไปแล้วชะงักเปลี่ยนใหม่เป็น “ไอ้ศรี”

“ดีเลย ฉันหิวตาลายไปหมด” ศิโรตม์รับห่อข้าวมาจากเมืองใจ กาหลงแอบน้อยใจแล้วเตรียมแกะห่อข้าวใหม่ แต่จันกะพ้อแกะห่อข้าวเสร็จก่อนส่งต่อให้เมืองใจผ่านหน้ากาหลงพอดี

เมืองใจรับห่อข้าวจากจันกะพ้อด้วยรอยยิ้ม กาหลงหน้าเสียไปนิด ส่วนศิโรตม์หันรีหันขวางถามหาช้อนจะกินข้าว

เมืองใจเหลือบมองคนอื่นก่อนพูดกับศิโรตม์เบาๆว่าไม่มีช้อนต้องใช้มือ...ว่าแล้วคว้ากระบอกน้ำมาให้เขาล้างมือก่อนกินข้าว จันกะพ้อจับตามองเมืองใจที่ดูแลศิโรตม์อย่างสงสัย ขณะที่เอี้ยงกับสาเร่งเมืองใจให้กินข้าวมื้อนี้เสียที อยากรู้ว่าจะเป็นยังไง เพราะคนตำน้ำพริกปิ้งปลาย่างทำไปยิ้มไปตลอดเวลา

สองสาวหมายถึงกาหลง เมืองใจมองอาการเอียงอายของกาหลงก็เข้าใจว่าเธอมีใจให้ตน แล้วหันไปที่จันกะพ้อ ปรากฏว่าเธอไม่มีท่าทีอื่นใด นอกจากหัวเราะไปกับเอี้ยงและสาอย่างขำขัน ส่วนศิโรตม์กินข้าวกับน้ำพริกเผ็ดแทบปากเจ่อ ร้องหาน้ำจ้าละหวั่นจนเมืองใจต้องรีบจัดหามาให้

หลังอาหารมื้อนั้น ศิโรตม์ได้พบพระอาจารย์ธรรมโชติอีกครั้งตรงหน้าที่พัก ท่านมากำชับว่าอย่ากลัวไปเลย กรรมะได้นำให้เขามาอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ในเพลานี้ จงอย่าคิด อย่าสงสัย เหล่านี้ล้วนเป็นอจินไตย

“อะ-จิน-ไต...อะไรเหรอครับ”

“อจินไตยเป็นเรื่องที่มิควรคิด เพราะมิเกิดประโยชน์อันใด”

“ไม่ต้องคิดหรือครับ”

“อดีตเป็นเรื่องผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึงเอ็งจึงควรอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด...ตามมา”

ศิโรตม์งง แต่ก็รีบลุกตามพระอาจารย์ไปและได้เจอเมืองใจด้วย พระอาจารย์ทราบดีว่าเมืองใจมีความกังวลหลายอย่าง เตือนว่าอย่าปล่อยให้ทุกข์มาบดบังสติ พร้อมกันนี้ก็ขอให้ศิโรตม์อดทนและยึดมั่นในความดีเอาไว้ ฝากเมืองใจดูแลเขาให้ดี แรกๆเขาคงยังไม่คุ้นกับที่นี่ เช่นเดียวกับเมืองใจเมื่อตกไปอยู่บ้านเมืองอื่น

เมืองใจรับคำโดยดี พระอาจารย์ให้ศิโรตม์ไปรอข้างนอกเพื่อคุยบางอย่างกับเมืองใจตามลำพัง

“เหล็กกล้าชั้นดี หากผู้ครอบครองมิรู้ค่า มิรู้จักนำไปหลอมไปตีให้พร้อมสำหรับการศึก แล้ว ย่อมมิต่างจากท่อนไม้ผุๆ เจ้ามีอาวุธดีอยู่ข้างกายจงใช้ปัญญาดึงเอาเหลี่ยมคมมันออกมาใช้เถิด”

เมืองใจมองพระอาจารย์ด้วยความสงสัย ยังไม่เข้าใจที่ท่านพูดว่าหมายถึงให้ใช้ศิโรตม์

เมื่อกลับมายังที่พักพร้อมกัน ศิโรตม์บ่นกับเมืองใจว่าพระอาจารย์ยังไม่ได้บอกตนเลยว่าตนจะได้กลับบ้านหรือเปล่า แล้วจะได้กลับเมื่อไหร่

“กระผมก็หาตอบได้ไม่ขอรับท่านศรี กระผมมิอาจบอกใครเรื่องท่านศรีมาจากสวรรค์ พระอาจารย์ท่านไม่ให้พูด”

“ดีแล้ว ใครจะไปเชื่อล่ะ เฮ้อ ฉันเข้าใจนายล่ะว่าตอนที่นายไปอยู่บ้านฉัน นายก็คงรู้สึกเหมือนตัวประหลาด เหมือนกับฉันตอนนี้ ถ้าฉันได้กลับไป ฉันจะไปบอกให้ใครๆรู้ว่าฉันได้เห็นอะไรบ้าง”

“ที่นี่ไม่มีสิ่งใดอันน่าจดจำ ไม่เหมือนบนสวรรค์”

“ไม่ใช่เลยเมืองใจ สิ่งที่ฉันได้เห็นกับตามัน

ยิ่งใหญ่เหลือเกิน รู้ไหมว่าที่ฉันจากมาเวลาเขารบกัน บางทีเขาแค่กดปุ่มส่งระเบิดออกไปทำลายล้างเมืองได้ทั้งเมือง อาวุธสงครามที่ใช้ห้ำหั่นศัตรู การเข่นฆ่าที่ไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร เพื่อใครกัน”

“สู้ก็เพื่อแผ่นดินเกิดสิขอรับ แผ่นดินที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายรักษามาให้เรา สู้เพื่อรักษาแผ่นดินนี้ไว้ให้ลูกหลานเราสืบไป”

“มันก็เป็นเรื่องของอาวุธสงครามและความกล้าหาญของคนที่ต่างกัน นี่แหละ นี่ต่างหากคือความยิ่งใหญ่ที่ฉันได้เห็น ต้องใช้พลังใจสักแค่ไหน ต้องใช้ความกล้าหาญสักเพียงใด ที่จะจับดาบไปฟาดฟันกับศัตรูตัวต่อตัวแบบนี้”

“นอนพักผ่อนก่อนเถอะท่านศรี”

“ไม่อาบน้ำอาบท่าก่อนรึ”

“พรุ่งนี้เช้ากระผมพาไป ท่านศรีนอนให้สบายกระผมจะไปนอนทางนู้น”

“ไม่มีหมอน ผ้าห่มเหรอ”

เมืองใจส่ายหน้า บอกให้เขารีบนอนแล้วเดินแยกไปอีกมุม ศิโรตม์ยืนจ้องมองว่าจะเอายังไงกับพื้นดี แล้วฮึดสู้บอกตัวเองว่านอนเต็นท์กลางป่าก็เคยมาแล้ว แค่นี้ไม่เห็นจะยากตรงไหน พอนอนลงทับมือถือในกระเป๋ากางเกงจึงหยิบออกมาดู ปรากฏว่าแบตหมดดับสนิทเอามันวางไว้ข้างฝาอย่างสิ่งของไร้ค่า

ooooooo

ท้องฟ้ากำลังจะรุ่ง แสงสีสวยตัดริมขอบฟ้า...นี่คือเช้าวันแรกของศิโรตม์ที่บางระจัน ชายหนุ่มยังคงงุนงงกับสภาวการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งเชื่อและกังวล สับสนคิดว่าไม่แต่ก็ใช่ เขากำลังกลับสู่อดีตจริงๆ

ศิโรตม์ไม่ค่อยสดชื่นนัก ในขณะที่เมืองใจได้เป็นตัวของตัวเองอย่างยิ่ง เขาพาศิโรตม์มุ่งไปยังท่าน้ำ โดยพาลัดเลาะหลบตาผู้คนเพื่อหวังว่าศิโรตม์จะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เขาหอบมานี้ พร้อมขันน้ำและข่อย

เมืองใจสอนวิธีอาบน้ำคลองและแปรงฟันด้วยข่อย ศิโรตม์ทำตามอย่างเก้กังเต็มที โดยไม่รู้ว่าจันกะพ้อมาแอบดูอยู่ห่างๆ กระทั่งกาหลงตามมาเห็นจึงเข้าไปดุ

“เจ้าจัน นี่เจ้ามาแอบดูผู้ชายอาบน้ำรึ บัดสี”

“มิได้ ข้าเพียงสงสัยเจ้าเพื่อนใหม่พี่เมืองใจ เอ็งมาดูสิ...มา”

“ไม่! จะไปสงสัยเขาทำไม เมื่อพี่เมืองใจว่าเป็นเพื่อน เอ็งก็ต้องเชื่อใจพี่เมืองใจสิ มาแอบดูเยี่ยงนี้ เอ็งว่าควรรึ”

“ว่าข้าแอบดูผู้ชาย แล้วเอ็งมาทำไม ก็มาดูพี่เมืองใจมิใช่รึ ก็มาดูกันสิ”

“จันกะพ้อ บัดสี ไปเถิด ไปเร็ว ใครมาเห็นมันจะไม่งาม” กาหลงดึงจันกะพ้อไปจากตรงนั้นจนได้

สองสาวเดินไปทางโรงครัว จันกะพ้อยังบ่นสงสัยศิโรตม์ไม่เลิก

“มันดูแปลกที่แปลกถิ่น ภาษาพูดจะว่าใช่ภาษาเราก็ใช่ แต่ถ้อยคำมีที่ต่างไป สำเนียงบางถ้อยก็ประหลาด รูปร่างหน้าตาก็แปลก ท่าทางการเดินเหิน อะไรๆก็ดูพิกลไปเสียหมด เอ็งว่าไหมกาหลง ที่สวมใส่มาก็ประหลาด ที่หูเขาน่ะ”

“เจ้าจัน! นี่เอ็งมาซุ่มดูนายศรีทั้งวันเลยรึ ข้าว่าเอ็งต้องขมึงจ้องเขา ถึงได้รู้ได้เห็นไปเสียหมด แม้นแต่งกายก็ยังเห็น”

“มันทำตัวหลุกหลิกรุ่มร่าม แลยังทำท่าทีสำออย เอ็งจักต้องระวังเอาไว้ ห้ามเข้าใกล้ เข้าใจที่ข้าเตือนหรือไม่”

กาหลงพยักหน้ารับน้อยๆ ขณะที่จันกะพ้อยังยืนยันความคิดตัวเอง ด้านศิโรตม์หลังอาบน้ำเสร็จเดินกลับที่พักกับเมืองใจมีชาวบ้านจ้องมองราวเขาเป็นตัวประหลาด

“ก็ท่านศรีนุ่งห่มอย่างนี้ มือแบบนี้ พวกชาวบ้านมิเคยเห็นขอรับ”

“นี่ข้างนอกมีพวกข้าศึกอยู่เต็มไปหมดไม่ใช่หรือ แล้วทำไมชาวบ้านถึงดูเหมือนใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้มีตื่นเต้น เครียด หวาดกลัวอะไรแบบนี้”

“ทุกคนข่มใจขอรับ ทุกคนรู้ว่าอะไรเป็นไป แต่จักทำฉันใดได้เล่า”

“ฉันยังสงสัยนัก ทำไมไม่หนีไป มาให้ข้าศึกล้อมอยู่ทำไม”

“จักไปที่ใดเล่าขอรับ ที่นี่คือผืนแผ่นดินบรรพบุรุษ พวกเราเกิดมาทำมาหากินบนแผ่นดินนี้ ที่นี่คือบ้านนะขอรับ บ้านของเราขอรับ และไม่ว่าใครจะคิดหนีไปที่ใด ทุกที่ก็เต็มไปด้วยข้าศึก ชาวบ้านจึงปักหลักที่นี่ และมีผู้คนอพยพกันเข้ามาอีก ด้วยรู้ว่าที่นี่เราพร้อมต้านศึก แต่หากต้านไม่ไหว ต้านแล้วต้องตาย เราทุกคนก็ยอมตายขอรับ”

ศิโรตม์สะอึกอึ้ง...เผือกกับก้านวิ่งมาฉุดแขนเมืองใจบอกว่าพวกตนคิดถึงพี่จะแย่ ขอให้ไปด้วยกัน เมืองใจลังเลห่วงศิโรตม์ แต่สุดท้ายก็ตามทั้งสองคนไปเพราะศิโรตม์บอกว่าไม่ต้องห่วง ตนจะเดินดูรอบๆค่าย

ครั้นพวกเขาไปแล้ว ศิโรตม์คลายยิ้ม มองรอบทิศด้วยสีหน้าซีดเซียว พูดพึมพำว่าการรบครั้งสุดท้ายค่ายแตก ชาวบ้านบางระจันต้องตาย...จบคำก็สะท้อนใจและห่วงตัวเอง บ่นอย่างหวั่นหวาดว่า “เราต้องอยู่ที่นี่งั้นเหรอ”

ooooooo

ปานทิพย์หลีกเลี่ยงการซักถามจากปรางทองว่าศิโรตม์ไปอเมริกากะทันหัน ปรางทองเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไปถามป้ากิ่งแม่บ้านก็ได้ความว่าเมื่อวานพวกเขาออกไปด้วยกันแต่ไม่เห็นศิโรตม์เอากระเป๋าเดินทางไปด้วย แล้วทั้งศิโรตม์และเพื่อนชื่อเมืองใจก็ไม่ได้กลับมา

ปรางทองหงุดหงิดปนสงสัยแต่ไม่รู้จะทำอะไรได้มากไปกว่านี้ ฝ่ายลติกาก็เลยต้องเข้าไปดูงานแทนศิโรตม์ที่บริษัท อรรถวิทย์ทราบว่าศิโรตม์ไปอเมริกาก็บ่นให้อรรถฟังอย่างไม่ชอบใจว่าเขาไม่มีความรับผิดชอบ คิดจะทิ้งงานก็ไปหน้าตาเฉย นี่หรือคนที่เป็นเจ้านายคุมบริษัทศิวะกรุ๊ป

“แกก็อย่าอคตินัก คุณศิโรตม์ต้องมีธุระสำคัญที่คุณปานทิพย์เข้าใจถึงได้ส่งให้คุณลติกามาช่วยดูแลบริษัทแทน”

“เห็นหน้าคุณลติกา ยังไงก็น่าชื่นใจกว่าเห็นหน้าคุณโรตม์ล่ะครับ ดีเหมือนกัน ชีวิตผมจะได้สงบสุขขึ้นมาบ้าง”

“พ่อว่าแกควรดูแลคุณตีน่าให้ดี ให้เธอเข้าใจในระบบงานของบริษัท มีอะไรคุณตีน่าจะได้ปรึกษาแกได้”

“ด้วยความเต็มใจเลยครับพ่อ” อรรถวิทย์ยิ้มหน้าบาน ชื่นชอบในความสวยของลติกาเป็นทุนอยู่แล้ว ขณะที่อรรถซึ่งมีแผนคดโกงบริษัทอันแยบยลก็คิดยักย้ายเงินทุนด้วยการให้ลติกาเซ็นเอกสารแทนศิโรตม์จนสำเร็จ

ooooooo

เพราะความระแวงของจันกะพ้อที่มีต่อศิโรตม์กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นจนได้!

จันกะพ้อจับผิดศิโรตม์ด้วยการคาดคั้นเมืองใจให้บอกมาว่าสหายของเขาคนนี้เป็นใคร แต่เมืองใจไม่ตอบ เธอจึงสืบด้วยตัวเอง

ค่ำวันหนึ่ง จันกะพ้อเห็นศิโรตม์เดินวนเวียนเมียงมองไปนอกค่ายจึงถือเคียวเข้าไปเหมือนจะทำร้ายจนอีกฝ่ายตกใจล้มลงก้นจ้ำเบ้าร้องลั่น

“เฮ้ยๆๆ เดี๋ยวก่อนๆๆๆ เธอเล่นอะไรของเธอเนี่ย”

“พอพี่เมืองใจไม่อยู่ เอ็งก็แอบมานอกทับเพียงลำพัง ที่เอ็งมานี่มิได้ประสงค์ดีเป็นแน่”

“เมืองใจไม่คอยเฝ้าฉัน เพราะฉันไม่ใช่เชลย แล้วฉันก็ไม่ได้ทำอะไรลับๆล่อๆด้วย”

“หลบออกมาค่ำมืดเยี่ยงนี้ ยังจักว่าไม่ได้ทำอะไรลับๆล่อๆอีกรึวะ คิดจักตบตาข้ารึ เอ็งต้องเป็นสายข้าศึกมิผิดแน่ ข้าจักต้องเปิดโปงเอ็งให้ได้ ไอ้ศรี”

“ข้าส่งข้าศึกอะไรกัน ฉันแค่ไม่มีอะไรทำก็เลยว่าจะออกมาเดินเล่น แล้วเธอจะเปิดโปงอะไรฉัน ในเมื่อฉันไม่มีอะไรให้เธอเปิด”

“ข้าหาใช่คนเชื่อคนง่าย เอ็งคิดว่าข้าเขลานักรึวะ”

“งั้นก็ตามใจ ฉันไปละ ไม่มีอารมณ์มาเถียงกับเธอ” ศิโรตม์ลุกขึ้นจะไป แต่ทันใดจันกะพ้อจับเขาทุ่มลงกับพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

เสียงร้องอันเจ็บปวดของศิโรตม์ดังไปถึงเมืองใจและกาหลงที่คุยกันอยู่อีกด้านตื่นตัวทันที ศิโรตม์ต่อว่าจันกะพ้อยกใหญ่แล้วทำท่าจะจับเธอตีก้นเสียให้เข็ด เลยโดนเธอด่าไม่ยั้ง

“ไอ้บ้า เจ้าทำเยี่ยงนั้น ข้าจะได้ฆ่าเจ้า ปล่อยนะ”

“ไม่! ยอมเธอมาหลายทีแล้ว คราวนี้ไม่ยอมแล้ว”

จันกะพ้อแหกปากร้องขอความช่วยเหลือ ศิโรตม์ตกใจกลัวคนอื่นจะเข้าใจผิดจึงเอามืออุดปากเธอไว้ แต่จันกะพ้อก็ยังดิ้นพราดจนสามารถตะโกนได้

เสียงร้องขอความช่วยเหลือของจันกะพ้อทำให้ผู้คนในค่ายวิ่งชักแถวกันเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น นายจันไม่พอใจถึงกับชักดาบสั่งศิโรตม์ให้ปล่อยลูกของตนเดี๋ยวนี้

ศิโรตม์หน้าเสียตกใจปล่อยจันกะพ้อทันที จากนั้นจึงเกิดการสอบสวน จันกะพ้อแค้นใจพูดโพล่งว่าตนจับได้ว่าไอ้ศรีเป็นไส้ศึก กาหลงไม่เชื่อรีบปกป้องเมืองใจ

“เจ้าพูดแบบนี้มันไม่ดีนะจันกะพ้อ เจ้าหาความเพื่อนพี่เมืองใจนะ”

“แต่ข้ามั่นใจ ข้าเห็น ไอ้คนบางกอกนี่มันทำลับๆล่อๆ มันอาจเป็นพวกมอญแฝงมาเป็นไส้ศึกก็ได้”

ทุกคนตกใจ บางคนถึงกับกระชับดาบในมือ ศิโรตม์โวยวายว่าจันกะพ้อหาเรื่อง คิดเองเออเอง เมืองใจรีบแตะแขนปรามให้เขาเงียบ แต่คนอื่นๆหมดความไว้วางใจไปเสียแล้ว จ้องมองทั้งคู่เขม็ง

“ฟังข้าเถิด เชื่อข้า ไอ้ศรีมิได้เป็นไส้ศึกแน่นอน ข้าขอเอาชีวิตข้าเป็นเดิมพัน”

ศิโรตม์ชะงัก ไม่คิดว่าเมืองใจจะแลกชีวิตเพื่อปกป้องตน นายทองเหม็นก้าวมาตรงหน้าถามเมืองใจว่าคำพูดของเขาเชื่อได้แค่ไหน ใช่ว่าตนอยากคลางแคลงใจเขา แต่เขาปล่อยให้ไอ้เกิดไอ้คงตายต่อหน้า แล้วก็ทิ้งร่างพวกมันไว้กลางป่า

“หนทางไปอโยธยา สำหรับเจ้ามันก็น่าจะง่ายเหมือนอ่านฝ่ามือ แต่เจ้ากลับบอกว่าหลงไปบางกอก แล้วก็พาไอ้คนนุ่งห่มพูดจาประหลาดนี่กลับมา”

“ไอ้เมืองใจ พูดความจริงมาเถอะ ว่าเจ้าสมรู้กับไอ้ศรี เห็นแก่อามิสสินจ้าง เป็นอีกาคาบข่าวไปให้พวกข้าศึกหรือไม่”

จันกะพ้อตกใจที่ตนทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ “พ่อ อาแท่น อาทองเหม็น ข้าเพียงสงสัยไอ้ศรี ข้ามิได้เคลือบแคลงพี่เมืองใจสักน้อย”

“แต่มันเป็นคนพาไอ้ศรีมา”

“นี่...พวกท่านสงสัยข้ารึ ไอ้เกิดไอ้คงตาย ข้าก็เสียใจจนแทบตายแทนมันได้ และแผ่นดินนี้ข้าก็พร้อมสู้จนชีวิตหาไม่ หากทุกคนไม่เชื่อในความจริงใจของข้า ก็เอาชีวิตข้าไปเถิด”

เมืองใจชักดาบจะแทงตัวเอง กาหลงตกใจร้องห้ามเสียงหลง พร้อมๆกับเสียงพระอาจารย์ธรรมโชติดังขึ้น

“หยุดได้แล้ว” ท่านเดินเข้ามามองหน้าจันกะพ้อ ตำหนิเสียงเรียบว่าไอ้ตัวยุ่ง แล้วพูดกับทุกคนก่อนวางมือบนศีรษะศิโรตม์และเมืองใจ “มันเรื่องอะไรกันนักหนา พวกเจ้าต้องให้พิสูจน์งั้นใช่ไหม...เอ็งสองคนว่าตามข้า...

ข้าหาใช่ไส้ศึกไม่ แต่คือคนที่รักแผ่นดินนี้เยี่ยงชีวิตเช่นกัน ข้าขอสาบานว่าข้าจะพูดแต่ความจริง หากข้ามุสาคืนนี้ขอให้ฟ้าผ่าตาย”

เมืองใจกับศิโรตม์กล่าวตามพระอาจารย์เสียงดังฟังชัด ตามด้วยเสียงเทศนากึ่งรำคาญของพระอาจารย์

“ยามหน้าศึกสงคราม ข้าศึกประชิดบ้าน พวกเจ้ายังหมดความไว้ใจกัน หมดความสามัคคีกันอีกงั้นรึ ถ้าพวกเจ้าเอาเรื่องเล็กน้อยมาเป็นเรื่องใหญ่เยี่ยงนี้ ข้าก็ไม่อยากอยู่ล่ะ ข้ากลับวัดข้าดีกว่า”

นายจัน นายแท่น ทองเหม็น และทุกคนถลาไปรายล้อมพระอาจารย์ ต่างยึดชายจีวรแน่นไม่ยอมให้ท่านจากไป อยากให้อยู่เป็นที่พึ่งทางใจของทุกคนที่นี่

เมื่อเหตุการณ์สงบลง จันกะพ้อนั่งร้องไห้ต่อหน้ากาหลง เมืองใจ และศิโรตม์ เสียใจที่ตนเองทำให้คนอื่นเข้าใจผิดเมืองใจ มิหนำซ้ำเกือบทำให้เขาฆ่าตัวตายด้วย

ศิโรตม์ไม่ถือสาจันกะพ้อ แถมยังระลึกบุญคุณเมืองใจอย่างสุดซึ้ง บอกเขาขณะอยู่กันตามลำพังว่า

“ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยมีเพื่อนที่แลกชีวิตตัวเองเพื่อปกป้องฉันมาก่อนเลย...ขอบใจมากนะเมืองใจ”

ooooooo






นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”
11 พ.ค. 2564

06:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 17:41 น.