ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

อตีตา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"



ศิโรตม์มองเห็นเค้าลางของความยุ่งยาก เพราะเชื่อว่าลติกาต้องเพียรมาที่บ้านเพื่อขุดคุ้ยความเป็นมาของเมืองใจอย่างแน่นอน

รุ่งขึ้นหลังจากหลอกล่อให้เมืองใจโกนหนวดเคราที่เขียวครึ้มได้แล้ว ศิโรตม์ก็ตะล่อมเมืองใจออกจากบ้าน เพราะรู้ว่าลติกากำลังจะมาหาแม่ของตน โดยอ้างว่าจะพาไปดูปืนใหญ่

แน่นอนว่าเมืองใจไม่อิดออด นั่งรถหรือเกวียนยนต์ออกไปกับศิโรตม์และศิรส สวนกับรถของลติกาที่แล่นเข้าซอยมา พอถึงบ้านรู้จากเก่งว่าเมืองใจไม่อยู่ เธอหน้าม่อยลงอย่างผิดหวัง...

ภายในรถของศิโรตม์ เมืองใจหน้าซีด นั่งยกขาขึ้นและพยายามหาที่ยึดจับด้วยความกลัว

“นั่งดีๆก็ได้เมืองใจ”

“เกวียนยนต์เหาะเร็วนัก” เมืองใจมองข้างนอกแล้วหลับตาปี๋

“คนไม่เคยนั่งรถก็แบบนี้ล่ะนะพี่โรตม์ พี่เมืองใจ เอ้านี่ยาดม ดมเอาไว้พี่” ศิรสยื่นหลอดยาดมมาให้...ศิโรตม์เหลือบมองอย่างห่วงๆปนขำท่าทีของเมืองใจ

เมื่อไปถึงปลายทางคือสนามยิงปืน เมืองใจประหลาดใจว่าเหตุใดจึงมีเสียงปืนไม่ขาดระยะ แต่ละนัดต้องใช้เวลากระทุ้งดินปืน หรือสำแดงว่ามีปืนหลายกระบอก แล้วเหตุใดจึงยิงกันในเคหาเยี่ยงนี้

“ที่นี่เค้าเรียกว่าสนามยิงปืน”

เมืองใจไม่เข้าใจนัก เดินตามสองพี่น้องไปยังจุดยิงปืนแล้วเกิดข้อสงสัยอีกว่าการยิงปืนชนิดนี้มีแต่เสียง ไม่มีเพลิงพวยพุ่ง สู้กระบอกใหญ่ไม่ได้

“ก็คงทำนองนั้น เอ้า ลองมั้ย”

“ระวังนะพี่โรตม์ เดี๋ยวคุมไม่อยู่นะ พี่เมืองใจไม่เคย”

“เขาเป็นนักรบนะแก เรื่องแค่นี้ เข้าใจไม่ยากหรอก”

ศิโรตม์สอนวิธีการยิงปืนให้เมืองใจ ปรากฏว่าเขายิงได้แต่ไม่ชอบ บอกว่าไม่สนุก สู้ปืนใหญ่ไม่ได้

“ท่านศรีกับท่านรสสัญญาว่าจะพาไปยังที่ที่มีปืนใหญ่นี่ขอรับ ท่านศรี ท่านรส พากระผมไปเถิดขอรับ”

เมืองใจเว้าวอน สองพี่น้องหันมองหน้ากันแล้วสรุปว่าไปก็ไป...พวกเขาพาเมืองใจไปยังศาลหลักเมือง เดินไปอีกนิดก็เป็นกระทรวงกลาโหม อีกฝั่งคือวัดพระแก้ว เมืองใจตะลึงกับความวิจิตรมลังเมลืองของวัดพระแก้วในยามค่ำ รำพึงเหมือนคนละเมอว่า

“วิมานพระอินทร์อยู่ตรงนี้เอง” ว่าแล้วเมืองใจทรุดตัวลงก้มกราบสามครั้งอย่างสวยงาม แทบไม่ได้ฟังที่ศิโรตม์บอกว่าที่นี่คือวัด

ศิโรตม์ชี้ไปทางหน้ากระทรวงที่มีปืน ถามเมืองใจว่า “นั่นใช่ไหม ปืนใหญ่ที่นายอยากได้”

“ถูกแล้วขอรับ” เมืองใจหัวใจพองโตดวงตาเบิกกว้าง ผวาไปโดยไม่ดูรถที่แล่นผ่านไปมา ศิรสต้องร้องบอกตลอดเวลาให้ระวังอาการตื่นเต้นยินดีอย่างที่สุดของเมืองใจทำให้สองพี่น้องที่ตามมาเฝ้ามองด้วยความสงสารและสะท้อนใจ

“ดูสิ พี่เมืองใจดีใจขนาดนั้นเลยพี่โรตม์”

ศิโรตม์พูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้ากับน้องชาย เมืองใจลูบคลำปืนใหญ่แล้วหันไปพูดกับสองพี่น้องว่า

“ขอประทานกระบอกเดียวเท่านั้น”

“เอาแล้วแก เอายังไงล่ะทีนี้” ศิโรตม์สีหน้าหนักใจ ศิรสทำใจเย็นเดินไปถามเมืองใจว่ายิงเป็นเหรอ?

“รู้ขอรับ ปืนมีหลายอย่าง อย่างใช้ทำลายป้อมค่ายกำแพงเมืองที่แข็งแรงใช้ลูกโดด ถ้ายิงแล้วให้เผาได้ด้วย ต้องเผาลูกปืนให้ร้อนแดง จักทำให้เกิดเพลิง หรือหากใช้ลูกแบบประจุเชื้อเพลิงจะพ่นไฟออกแบบไฟพะเนียง”

“โอ้โห พี่เมืองใจน่าจะเป็นขุนศึก รู้ไปหมดทุกอย่าง”

เมืองใจซาบซึ้งตื้นตัน คาดว่าตนได้กระทำการสำเร็จด้วยความช่วยเหลือจากเทวดาพี่น้อง ศิโรตม์มองอาการเมืองใจอย่างกังวลและสงสาร เอ่ยกับศิรสว่า

“ถ้าฉันจะเคยมีข้อสงสัยว่าเมืองใจเป็นคนบ้าหรือทะลุมิติมากันแน่ วันนี้ฉันมั่นใจเกินร้อยว่าเมืองใจคือบรรพบุรุษที่กล้าหาญต้องการทำเพื่อแผ่นดินของเราจากบางระจันจริงๆ”

ความตื่นเต้นยิ่งทวีคูณเมืองใจมองเห็นบริเวณหน้ากระทรวงกลาโหมมีปืนใหญ่วางอยู่เต็มไปหมด เขายืนอึ้ง น้ำตารื้นทั้งสองตา

“กระผมทำการสำเร็จแล้ว ขอบพระคุณท่านศรีมากขอรับ”

ทันใดเมืองใจคุกเข่าลงจะกราบศิโรตม์ แต่ชายหนุ่มรีบจับตัวเขาไว้พร้อมส่งเสียงห้ามปราม

“เฮ้ย...อย่ามากราบกันแถวนี้”

“ปืนใหญ่เหล่านี้ดีกว่าปืนหามแล่นที่กระผมจักขอจากพระนครมากนัก บางระจันจักมีชัยเหนือข้าศึกเป็นแน่”

ศิโรตม์หนักใจ ที่สุดตัดสินใจสารภาพความจริงว่าปืนพวกนี้ไม่ใช่ของตน ตนให้เขาไม่ได้

“หมายความว่ากระผมไม่สามารถนำปืนใหญ่เหล่านี้กลับไปยังบางระจันได้กระนั้นรึ”

“ใช่ครับ พี่เมืองใจ” ศิรสตอบหน้าเศร้า

เมืองใจกระตุกวาบ หันไปมองปืนใหญ่จำนวนมากที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้

“อุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึงที่นี่แล้วจักกลับไป

มือเปล่าได้เช่นไร ข้าศึกหนุนเนื่องมามิหยุด จำนวนพลมากกว่าเรามากนัก ขอเพียงปืนใหญ่ให้พี่น้องข้าได้

สู้ศึก จักทานศึกมิให้ล่วงเข้ากรุงศรี ปืนใหญ่นี้สำคัญนักสำหรับชัยชนะของพวกเรา ข้าจักต้องนำปืนใหญ่กลับไปช่วยพี่น้องบางระจันให้จงได้”

เมืองใจเอ่ยเสียงสั่น น้ำตาคลอ...สองพี่น้องยืนอึ้ง สะเทือนใจแทบน้ำตาไหลตาม

ooooooo

หลังผิดหวังจากปืนใหญ่กลับมาที่บ้านอย่างเดิม เมืองใจเอาแต่ร่ายรำดาบที่พกติดตัวมาโดยไม่สนใจสองพี่น้องที่ตนเข้าใจว่าเป็นเทดา กระทั่งศิโรตม์เดินมามอง เมืองใจจึงหยุด พนมมือยกดาบไหว้เหนือหัว

“อ้าว หยุดทำไมล่ะ ฉันอยากมาดู...เออ ดีไม่ดีวันหลังฉันให้เมืองใจสอนรำดาบฟันดาบมั่งดีกว่า เรื่องชั้นเชิงการต่อสู้ฉันก็เคยเรียนมาเหมือนกัน”

ศิโรตม์กำหมัดตั้งท่าทำสนุกเพื่อให้เมืองใจคลาย ความเครียด แต่เมืองใจกลับยิ้มเศร้า พูดอย่างสะเทือนใจว่า

“ได้ขอรับ แต่ท่านศรีจะฝึกไปเพื่อการใดขอรับ ในเมื่อบนนี้ไม่มีการรบ ไม่มีศัตรู คนเบื้องล่างสิขอรับ ที่จำเป็นต้องมีผู้ร่วมเล่นศึก แม้เราจะมีกำลังคนพอประมาณและมีอพยพเข้ามาร่วมอยู่เรื่อยๆ ทว่ากำลังคนส่วนมาก ล้วนเป็นชาวบ้าน เพิ่งมาหัดดาบฝึกการรบก็ครานี้ ข้าศึกเป็นทหารที่ชำนาญการรบมากกว่าคนระจัน ชาวบางระจัน ต้องการคนร่วมรบ หากกระผมกลับมิได้ กระผมยินดีแลกชีวิตกับความตายดีกว่าอยู่ไปวันๆ และให้ชาวบางระจันนึกว่ากระผมขี้ขลาด”

ศิโรตม์อึ้ง นึกละอายใจอยู่ในอก ขณะที่เมืองใจพูดแล้วก็ทอดถอนใจ สีหน้ามีแต่ความกังวล

ปานทิพย์ฝันประหลาดเห็นเมืองใจกับศิโรตม์เดินอยู่ในหมอกควัน พอสะดุ้งตื่นเธอรีบเข้าไปที่ห้องพระจุดเทียนแล้วก้มกราบ กล่าวเสียงแผ่วแต่แววตาจริงจังว่า

“ปัญญาของลูกมีน้อยนิด กว่าจะคิดได้ว่าสิ่งอันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้มาปรากฏตรงหน้าของลูกได้อย่างไร แต่หากบุญวาสนาต้องได้มาพบมาเกื้อหนุนกันแล้ว ก็ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น โดยปราศจากเภทภัยใดๆ
กับทุกๆคนด้วยเถิด”

รุ่งเช้าปานทิพย์ตัดสินใจมอบดาบที่มีอยู่ให้เมืองใจ โดยลูกชายสองคนของเธอร่วมรับรู้ ดาบที่ศิโรตม์เคยดึงจากฝักไม่ออกแต่พออยู่ในมือเมืองใจ เขากลับดึงออกอย่างง่ายดาย ปานทิพย์บอกว่าเป็นดาบคู่ศึกของเมืองใจและย้ำอย่างเมตตาอาทรชายหนุ่มพลัดถิ่นมาว่า ตนอยากให้เมืองใจรู้ไว้ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน แต่พวกเราที่นี่คือครอบครัวของเขาเช่นกัน

เมืองใจน้ำตาคลอก้มกราบปานทิพย์ ศิโรตม์กับศิรสยิ้มเต็มตื้นไปด้วย

“ท่านแม่เมตตาแก่ไอ้เมืองใจหนักหนาขอรับ หากใจกระผมคิดถึงเพียงการทำหน้าที่ กระผมต้องคืนสู่บางระจันเพื่อช่วยพี่น้องยันศึก เพื่อต่อสู้รักษาบ้านเมือง กระผมเห็นแก่ความสุขของตัวเองลำพังมิได้ กระผมอยากกลับบางระจันยิ่งนัก”

สามแม่ลูกเข้าใจความรู้สึกของเมืองใจและนึกขอบคุณที่เขาช่างเป็นวีรบุรุษเพื่อประเทศชาติโดยแท้

ที่บางระจันเพลานั้นนายจันหนวดเขี้ยวและนายแท่นกำลังคุมการฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด ส่วนจันกะพ้อออกไปเก็บสมุนไพรแล้วเจอข้าศึกเล่นงานเกือบเอาตัวไม่รอดถ้าไม่ได้นายทองเหม็นมาช่วยไว้

จันกะพ้อปลอดภัยแต่นายทองเหม็นได้รับบาดเจ็บ เมื่อกลับมาที่ค่ายเธอจึงโดนนายจันหนวดเขี้ยวผู้เป็นพ่อดุไปหลายคำ ก่อนที่เขาจะหันไปสนใจกระสุนปืนของพวกข้าศึกที่นายทองเหม็นยึดมาได้มากโข

กาหลงเป็นห่วงจันกะพ้อไม่น้อย ตักเตือนให้ลดความทโมนลงบ้างแล้วหันมาเข้าครัวทำอาหารเป็นแม่บ้านแม่เรือนจะดีกว่า...

ooooooo

ตั้งแต่ได้พบเมืองใจและเขาเรียกเธอว่ากาหลง...

ลติกาก็อยู่ไม่เป็นสุข อยากรู้เหลือเกินว่ากาหลงเป็นใคร วันนี้เธอโทร.ถามศิโรตม์ว่าอยู่ไหน พอรู้ว่าเขาอยู่บริษัทก็รีบขับรถไปที่บ้านแล้วอ้างกับเก่งว่าศิโรตม์ให้ตนมารับเมืองใจ

ศิโรตม์เอะใจที่ลติกาโทร.มาถามแล้วก็ตัดสายไปดื้อๆ จึงโทร.กลับมาที่บ้านแต่ช้าไป พอโทร.หาลติกาถามว่าจะพาเมืองใจไปไหน หญิงสาวไม่ตอบแต่บอกว่าไม่นานจะพาไปส่ง ไม่ต้องห่วง

ลติกาพาเมืองใจไปที่บ้านซึ่งทำเป็นแกลเลอรี่มีภาพวาดจำนวนไม่น้อย หนึ่งในนั้นเป็นรูปจันกะพ้อที่

ลติกาวาดขึ้นมาจากความคิดและรู้สึกผูกพันกับภาพนี้

เพียงเห็นภาพนั้นเมืองใจก็หลุดปากว่าจันกะพ้อและถามลติกาว่าเหตุใดจึงรู้จักเจ้าจัน

“นี่แสดงว่าเมืองใจรู้จักผู้หญิงในรูปใช่ไหม เธอเป็นใคร แล้วทำไมเธอถึงได้มาวนเวียนอยู่ในหัวของฉัน ฉันรู้ว่าเมืองใจจะให้คำตอบกับฉันได้”

“เจ้ากาหลงอาศัยอยู่กับเจ้าจัน”

“อยู่ด้วยกันเหรอ กาหลง...ใช่ ฉันเซ็นชื่อนี้ไปได้ยังไง แล้วที่นั่นเราก็รู้จักกันใช่ไหม ที่ที่เมืองใจมา ฉันเป็นใครแล้วเป็นยังไงอีก เล่าให้ฉันฟังทีเถอะนะ”

เมืองใจมองลติกาอย่างชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนเล่าสิ่งที่เธออยากรู้ออกมา ลติการับฟังด้วยสีหน้าตื่นตะลึงราวกับได้ฟังสิ่งมหัศจรรย์ เหลือเชื่อ!

“เมืองสวรรค์อะไรก็ดี อยู่สบาย จะกินก็ไม่ต้องออกไปหว่านไถเอง เสกมาได้ทั้งนั้น ผู้คนก็หามีใครเป็นศัตรูกันไม่...หากแต่ใจข้าหาความสุขมิได้เลย ข้าห่วงคนเบื้องล่างยิ่งนัก พระอาจารย์บอกเพียงว่าข้าจักได้กลับคืน แต่มื่อใดกัน”

เมืองใจมองลติกาที่นั่งอึ้งงัน ค่อยๆเดินมาคุกเข่าตรงหน้าเธอจนหน้าเสมอกัน มองลึกไปในดวงตาคมสวย

“ท่านก็คงเป็นนางฟ้า เหมือนท่านศรีท่านรสที่เป็นเทวดา ท่านจะช่วยให้ข้านำปืนใหญ่กลับไปบางระจันได้หรือไม่”

ลติกามองสบตาอันบริสุทธิ์ของเมืองใจอย่างประทับใจและรู้สึกเชื่อมใจเข้าหาอย่างไม่รู้ตัว แต่พูดอะไรไม่ออก จังหวะนั้นลัดดาเข้ามาพอดี เธอทักลูกสาวว่ากลับมาแล้วหรือ พลางเหลือบมองชายหนุ่มแปลกหน้าถามว่าใครกัน

เมืองใจพนมมือไหว้ผู้อาวุโสอย่างอ่อนน้อม ลติกาบอกแม่ว่าเขาชื่อเมืองใจ ลัดดาหันไปเห็นภาพวาดเมืองใจเลยทึกทักว่าเขาเป็นนายแบบของลูกสาว

ooooooo

ทันทีที่ลติกาพาเมืองใจกลับมาส่งบ้าน ศิโรตม์ทำตาเขียวใส่เธอก่อนบอกให้ศิรสพาเมืองใจไปพักเพื่อจะคุยกับเธอตามลำพัง

แทนที่ศิโรตม์จะเป็นฝ่ายต่อว่าลติกาที่มาลักพาเมืองใจ กลายเป็นเขาโดนลติกาเสียงเขียวใส่ว่าทำกับเมืองใจแบบนี้ได้ยังไง

“ผมไปทำอะไร”

“คุณโกหกเขา ไม่บอกความจริงกับเขา ปล่อยให้เขาคิดถึงบ้าน คิดถึงบางระจัน ทั้งๆที่เขาก็อาจจะกลับไปไม่ได้แล้ว หรือถ้ากลับไปได้ เขาก็อาจจะต้องตายไปพร้อมๆกับคนบางระจัน”

“ก็นั่นไง เหตุผลที่ผมบอกความจริงเขาไม่ได้ แล้วผมก็ยังไม่อยากให้คุณบอกเมืองใจจนกว่าเราจะมั่นใจว่าชีวิตของเมืองใจต้องอยู่ที่นี่ หรือต้องทะลุมิติเวลากลับไป แต่

อย่าถามผมนะว่าเมื่อไหร่ เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”

ลติกาอึ้งงัน สบตาศิโรตม์ที่มีแววกังวลและสับสนไม่น้อยไปกว่ากัน...

วันถัดมา ลติกาตั้งใจทำขนมไทยโบราณมาให้เมืองใจ ซึ่งขนมชนิดนี้เมืองใจเคยได้กินฝีมือจันกะพ้อมาแล้ว จันกะพ้อไม่ได้เต็มใจทำแต่โดนกาหลงเคี่ยวเข็ญ ขนาดนายจันหนวดเขี้ยวที่ได้ชิมก็ยังชมฝีมือลูกสาว ทั้งที่เธอบอกว่าตนแค่หยิบจับช่วยกาหลงเพียงเล็กน้อย

นึกถึงวันนั้นแล้วเมืองใจยิ่งคิดถึงจันกะพ้อ...คำแรกที่ได้กลืนกินขนมเหนียวฝีมือลติกาทำให้เมืองใจคิดถึงบางระจันและจันกะพ้อยิ่งขึ้น ถึงกับมีอาการเศร้าซึมลุกออกจากกลุ่มไปเงียบๆ

ปานทิพย์คาดเดาว่าขนมเหนียวคงเป็นทั้งทุกข์และสุขของเมืองใจ เขาคงคิดถึงบ้านและเพื่อนที่จากมา เวลานี้เขาคงทั้งห่วงหา พะว้าพะวง ที่นี่เมืองใจไม่มีใคร ถึงเขาจะเข้มแข็ง บางทีถ้ามีใครสักคนที่เข้าใจปัญหาของเขา ก็คงจะช่วยแบ่งเบาเขาได้

ลติกาสงสารและเห็นใจจะลุกขึ้นไปหาเมืองใจ แต่ศิโรตม์ดึงแขนเธอไว้

“เวลาแบบนี้มันต้องลูกผู้ชายเขาคุยกัน คุณอยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวผมมา”

ศิโรตม์ไปคุยกับเมืองใจด้วยความเป็นห่วง อยากให้เขาระบายความรู้สึกนึกคิดออกมา

“มีอะไรก็เล่าให้ฟังได้นะ พวกเราทุกคนอยากช่วยเต็มที่อยู่แล้ว อยากให้เมืองใจได้ปืนใหญ่ อยากให้เมืองใจได้กลับบ้าน”

“พระอาจารย์ว่ากระผมจักได้คืนสู่บางระจัน กระผมเชื่อมั่นว่าจักได้กลับไปในเร็ววัน”

“ทำไม กินขนมของยัยตีลังกาแล้วอยากรีบกลับไปหาแม่กาหลงอะไรนั่นเหรอ”

“มิใช่เช่นนั้นขอรับ กระผมมิได้รักเจ้ากาหลงเกินกว่าเพื่อนร่วมตาย”

“นี่มีแม่กาหลงอะไรนั่นอยู่ที่บางระจันจริงๆเหรอ”

“ขอรับ กาหลงเป็นเพื่อนกับเจ้าจัน ลูกของท่านลุงจัน แม่หญิงลติกาละม้ายคล้ายคลึงเจ้ากาหลงยิ่งนัก”

ศิโรตม์รับฟังอย่างเก็บข้อมูล...

ผ่านไปไม่นาน ลติกาขอตัวกลับ เธอบอกลาเมืองใจอย่างอาวรณ์ พอได้ยินเมืองใจบอกว่าขนมเหนียวรสชาติดี ลติกาสีหน้าแช่มชื่นขึ้นทันที

ค่ำนั้น ศิโรตม์บ่นกับแม่และน้องชายว่าเรื่องชักยุ่งอีนุงตุงนัง ลติกาดันไปคล้ายกับผู้หญิงชื่อกาหลงของเมืองใจ ปานทิพย์ทอดถอนใจก่อนพูดออกมาคำเดียวว่า “กรรม”

“แล้วนี่ถ้าพี่เมืองใจรู้ว่าเราไม่รู้จะช่วยเขาเอาปืนใหญ่กับตัวพี่เขากลับไปบางระจันได้แน่ๆ พี่เมืองใจต้องติดอยู่ที่นี่ พี่เมืองใจจะเป็นยังไง” ศิรสพูดออกไปโดยไม่รู้ว่าเมืองใจยืนอยู่หน้าประตูที่เปิดแง้มไว้ เขาได้ยินทุกคำแล้วเก็บเอามาครุ่นคิดจนถึงเช้าตรู่ ก่อนตัดสินใจออกจากบ้านไปหาหนทางกลับบางระจันเอาดาบหน้า ไม่ต้องการเป็นภาระของผู้ใดอีก

โชคดีที่เมืองใจได้พบลุงขับรถกระบะแถวซอยบ้านศิโรตม์ เขาขอติดรถไปแถวกระทรวงกลาโหม ลุงใจดีพาไปส่งแล้วแยกกัน

ส่วนพวกศิโรตม์พอรู้ว่าเมืองใจหายไปก็ตกใจและเป็นห่วง ลติการู้จากศิโรตม์ก็รีบมาสมทบ แต่ตอนนั้นเหลือแค่ปานทิพย์ เพราะศิโรตม์กับศิรสออกไปตามหาเมืองใจ

ที่หน้ากระทรวงกลาโหม เมืองใจเดินเข้าไปใกล้ปืนใหญ่สำรวจด้วยความกังวลใจ เขาพยายามลองเข็นปืน แต่ไม่ขยับ ก้มดูฐานเห็นการยึดฐานที่มั่นคง เริ่มมองไม่เห็นความหวัง

“ข้ามาจนได้พบปืนใหญ่ แต่ข้าจักเอากลับไปไม่ได้งั้นรึ”

เมืองใจร้องไห้ในอก มือสั่นแตะปืนใหญ่ แล้วหันมองไปทางวัดพระแก้ว ทรุดตัวลงคุกเข่าพนมมือมองวิมานพระอินทร์

“ข้าแต่พระอินทร์ เทวดาทั้งหลาย ขอได้เมตตาเห็นใจความทุกข์ความเดือดร้อนของชาวอโยธยา ชาวบ้านบางระจันด้วย...ขอได้โปรดให้ข้านำปืนใหญ่นี้กลับบางระจันด้วย ข้าไม่ไปไหน จักอยู่ตรงนี้ หาไม่ก็เอาชีวิตของไอ้เมืองใจนี่ไปเถิด” เมืองใจน้ำตาไหลเป็นทาง ก้มกราบลงกับพื้นแล้วเอนตัวพิงปืนใหญ่อย่างรวดร้าว คนที่เดินผ่านต่างซุบซิบว่าเขาบ้าและทำท่าจะไปบอกตำรวจมาจับตัว

“พวกคุณน่ะสิบ้า” เสียงศิรสดังลั่น ศิโรตม์เดินตามหลังน้องชายมาอย่างเร่งรีบ

ศิรสยืนยันว่าชายคนนี้ไม่ได้บ้า จึงมีเสียงถามกลับมาว่าถ้าไม่บ้าจะมานั่งกอดปืนอย่างนี้เหรอ

“คนรักชาติรักแผ่นดินคือคนบ้างั้นเหรอคุณ คนอย่างนั้น...คนอย่างเมืองใจต่างหากที่คนอย่างพวกคุณ คนไม่เอาไหนอย่างผม ต้องคิดถึงบุญคุณของพวกเขา”

ศิรสพรั่งพรูความรู้สึกจากใจออกมาเสียงสั่นเครือ ศิโรตม์มองเมืองใจอย่างเต็มตื้นรันทดใจ พวกคนที่ว่าเมืองใจบ้าเห็นท่าไม่ดีเดินหนีไป

เมืองใจมองสองพี่น้องแล้วขยับตัวนั่งขัดตะหมาด

สีหน้ามุ่งมั่นดื้อดึงจะไม่ยอมไปไหน ศิโรตม์กับศิรสเลยลงนั่งกับพื้นด้วย

“ท่านศรี อภัยให้กระผมด้วย หากกระผมนำปืนใหญ่กลับบางระจันไม่ได้ กระผมก็จะขอนั่งอยู่ตรงนี้ จะเหมือนคนบ้า คนโง่ กระผมก็ยอม”

ศิรสขยับเข้าใกล้เอื้อมมือแตะเมืองใจแล้วเกลี้ยกล่อม “พี่เมืองใจ พี่จะไม่กลับไปกับเราก็ได้นะ แต่ตอนนี้คุณแม่เป็นห่วงมาก อยู่ๆพี่ก็หนีมาแบบนี้ คุณแม่เสียใจมาก

รู้ไหม ถ้าพี่ไม่ยอมกลับ...คุณแม่...เอ่อ...ท่านแม่ ต้องร้องไห้แน่ๆเลย แล้วถ้าท่านแม่ล้มป่วยจะทำยังไงล่ะ”

เมืองใจชะงัก ห่วงใยปานทิพย์แต่ยังใจแข็ง ศิโรตม์เลยต้องสัญญาว่าจะพาไปบางระจันเอง แต่ตอนนี้เมืองใจต้องกลับบ้านด้วยกันก่อน

ooooooo

ปานทิพย์กับลติกาดีใจที่เมืองใจยอมกลับมากับศิโรตม์และศิรส พอมาถึงลติกาก็ลากศิโรตม์ออกไปต่อว่าด้วยความไม่พอใจ

“คุณเห็นหรือยังโรตม์ ที่คุณปิดความจริงกับเมืองใจ หลอกให้เขามีความหวังว่าสักวันเขาได้กลับไป มันทำให้เมืองใจต้องดิ้นรนหนีออกไป ทั้งๆที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงแบบนี้”

“ผมก็ห่วงเมืองใจไม่น้อยไปกว่าคุณ หรืออาจจะมากกว่าคุณด้วยซ้ำ แต่คุณคิดว่าง่ายหรือที่จะเริ่มต้นเล่าเรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับช่วงเวลาประวัติศาสตร์ให้คนเมื่อสามร้อยปีก่อนฟัง”

“จะเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่ คุณต้องบอกความจริงกับเมืองใจว่าที่นี่ไม่ใช่เมืองฟ้าเมืองสวรรค์ แล้วพวกเราก็หาทางให้เขากลับสู่อดีตไม่ได้ เพราะเรามันแค่คนธรรมดา”

ยิ่งฟังศิโรตม์ก็ยิ่งกลุ้ม แล้วสองคนพากันกลับเข้ามาหาเมืองใจที่อยู่กับปานทิพย์และศิรส ปานทิพย์ถามเมืองใจว่าคิดจะทำอะไร รู้แล้วหรือว่าจะกลับไปบางระจันอย่างไร

“กระผมคิดเพียงแค่จะนำปืนไปที่อโยธยา วัดมเหยงค์”

“เมืองใจก็ดูมีเหตุผล เพราะกลับไปยังที่ได้มาก็อาจจะพบหนทาง แต่ว่าเมืองใจรู้ไหมระยะทางจากที่นี่ถึงวัดมเหยงค์ไม่ใช่ใกล้ๆ”

“ใช่ เส้นทางมันไม่เหมือนกับสมัยที่เมืองใจคุ้นเคยหรอกนะ”

เมืองใจหน้าเศร้า ลติกาโพล่งขึ้นด้วยความสงสารเขา

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้นี่คะ ตีน่าพาเมืองใจไปก็ได้ คุณป้าปานทิพย์คะ ตีน่าคิดว่าถ้าพาเมืองใจไปอยุธยาหรือไปที่อนุสาวรีย์ให้เขาเห็นกับตา แล้วเราเล่าให้เขาฟัง...”

“ตีน่า คุณอย่าเพิ่งใจร้อนบุ่มบ่ามนักเลยได้ไหม” ศิโรตม์ปรามด้วยท่าทีหงุดหงิด ปานทิพย์รีบตัดบทว่า

“เอาล่ะ แม่คิดว่าเราก็ควรให้เมืองใจรู้ความจริง และคนที่น่าจะตอบเมืองใจได้ดีที่สุดคือพระอาจารย์วิจิตรธรรมโชติ”

“จริงสิขอรับ...ท่านอาจารย์”

“แล้วเราจะไปตามหาท่านได้ที่ไหนล่ะแม่”

“แม่เคยพบท่านที่วัดเขานางบวช เราก็ต้องไปที่นั่น”

ลติกาใจร้อนจะไปทันทีเลย แต่ศิโรตม์คว้าแขนเธอไว้ ขณะที่ปานทิพย์ท้วงว่าเย็นมากแล้วไปถึงค่ำจะไม่สะดวก เราออกแต่เช้าพรุ่งนี้ดีกว่า แล้วบอกกับเมืองใจว่าไปหาพระอาจารย์ดีที่สุด ให้เขาอดทนรออีกสักคืน

เมืองใจรับคำด้วยรอยยิ้มแล้วตามศิโรตม์ไปในห้องพัก วางดาบที่เดิมแล้วก้มกราบก่อนหันมามองศิโรตม์ที่หน้าเครียด

“เมืองใจ ฉันขอโทษนะที่ทำให้เมืองใจต้องลำบาก”

“หามิได้ขอรับ กระผมไม่ได้ลำบากเลย กระผมต่างหากที่ใจเร็วด่วนหนีไปให้ท่านแม่ท่านโรตม์ ท่านรส ต้องห่วง”

“เอาเถอะ พรุ่งนี้พระอาจารย์ของเมืองใจก็คงพาเมืองใจกลับบ้านได้” ศิโรตม์คาดหวังปนไม่สบายใจ เดินออกไปหาลติกา แล้วจู่ๆศิรสก็เรียกทั้งสองคนมาดูข้อมูลที่ตนค้นเจอจากแล็ปท็อป

“อนุสาวรีย์บางระจัน แล้วก็ประวัติวีรชนทั้ง 11 คน กับภาพพระครูธรรมโชติของบางระจัน...รายชื่อวีรชนที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ พระอาจารย์ธรรมโชติเดิมอยู่วัดเขานางบวช แล้วมาอยู่วัดโพธิ์เก้าต้น มีความรู้ทางวิชาอาคม เป็นที่พึ่งทางใจแก่ชาวค่ายบางระจัน นายแท่นเป็นชาวบ้านสีบัวทอง ถืออาวุธสั้น ถูกปืนของพม่าที่เข่าในการรบครั้งที่ 4 เสียชีวิตเมื่อการรบครั้งสุดท้าย นายอิน นายเมือง นายโชติ เป็นชาวบ้านสีบัวทอง นายดอก เป็นชาวบ้านกลับ นายทองแก้ว เป็นชาวบ้านโพทะเล”

ศิรสอ่านไล่เรียงเรื่อยไปอย่างตื่นเต้น ศิโรตม์ขยับเข้ามาใกล้ อ่านข้อมูลต่อไปด้วยท่าทีตื่นเต้นเช่นกัน

“นายจันหนวดเขี้ยวเก่งทางใช้ดาบ เสียชีวิตในการรบครั้งที่ 8 นายทอง แสงใหญ่ นายทองเหม็น ขี่กระบือเข้าสู้รบกับข้าศึกตกในวงล้อมถูกข้าศึกตีตายในการรบครั้งที่ 8 ขุนสรรค์ แม่นปืน...”

“นายเมือง...จะใช่เมืองใจหรือเปล่า” ลติกาถามขึ้น

“อาจจะคล้ายกัน...เอ้อ...ตีน่า ผมว่าคุณกลับเถอะ รับรองว่าผมจะเฝ้าเมืองใจให้ดีไม่ให้หายไปไหน”

“อืม...พรุ่งนี้เจอกัน” ลติกาคว้ากระเป๋าเดินออกไปทั้งที่ยังกังวล ศิรสมีอาการฮึกเหิมร้องเพลงออกมา “ศึกบางระจันจำให้มั่นพี่น้องชาติไทย เกียรติประวัติสร้างไว้แก่ชนชาติไทยรุ่นหลัง...”

“พอๆเดี๋ยวเมืองใจได้ยิน” ศิโรตม์ปรามน้องอย่างมันเขี้ยว พลางเหลียวหน้าเหลียวหลังดูให้แน่ใจว่าบริเวณนี้ไม่มีเมืองใจ

ส่วนที่ห้องพระ ปานทิพย์กราบพระแล้วอธิษฐาน “พระอาจารย์วิจิตรธรรมโชติเจ้าคะ พรุ่งนี้ดิฉันจะพาลูกศิษย์ของท่านไปพบ พระอาจารย์เมตตาให้คำตอบที่เมืองใจต้องการด้วย ดิฉันเห็นใจเมืองใจเหลือเกิน”

ooooooo

เช้าวันใหม่ ลติการีบมารวมกลุ่มกับสามคนแม่ลูกเพื่อพาเมืองใจไปพบพระอาจารย์วิจิตรธรรมโชติ

ศิโรตม์ทำหน้าที่ขับรถ เมืองใจนั่งหลับตาเกาะเกี่ยวยึดรถแน่นเหมือนเดิม ทั้งกลัวทั้งเมารถ ระหว่างทางเกิดฝนตก ฟ้าแลบแปลบปลาบจนลติกาสะดุ้ง มีอาการเหมือนมึนหัว ขมวดคิ้วหลับตาได้ยินตนเองเรียกจันกะพ้อ

พอลืมตาก็พึมพำคำว่าบางระจัน ทำให้ศิโรตม์ที่นั่งคู่กันถามเธอว่าเป็นอะไร

“ฉันเคยอยู่ที่นั่น...ที่บางระจัน”

“เอาแล้วไง คิดอะไรไปเองอีกแล้ว”

“ฉันไม่ได้คิดไปเอง ฉันรู้สึกจริงๆ”

ลติกาหันขวับไปมองเมืองใจที่นั่งเบาะหลัง อยากจะพูดด้วย แต่เขาหลับตาอยู่จึงหันกลับมาสงบสติอารมณ์

ถึงวัดเขานางบวชมีกิ่งไม้ขวางถนน ศิโรตม์คาดว่าฟ้าผ่ามันตกลงมา จึงหยุดรถแล้วให้ลติกามาขับแทน ส่วนตัวเองชวนเมืองใจลงไปช่วยกันลากกิ่งไม้

ศิโรตม์ลงจากรถก่อน เมืองใจขยับคว้าดาบทั้งสองเล่ม ศิรสชะโงกมาเอื้อมมือเปิดประตูให้ แล้วชะงักเหมือนมีลางหันมองเมืองใจเขม็ง

“กระผมไปล่ะขอรับ”

“ระวังตัวด้วยนะพี่เมืองใจ”

เมืองใจลงจากรถแล้วปิดประตู ส่งยิ้มบางๆให้ปานทิพย์และศิรส ส่วนลติกาลงมาเพื่อจะไปนั่งตำแหน่งคนขับแทนศิโรตม์ เธอมองเมืองใจเหมือนอยากจะพูดอะไร แต่พอดีศิโรตม์เร่งเมืองใจให้รีบมาช่วยลากกิ่งไม้

ลติกาประจำที่คนขับ ส่วนเมืองใจไปช่วยศิโรตม์

“ดินอ่อนจริงๆนั่นแหละ มาออกแรงกันหน่อยเมืองใจ”

“ขอรับ”

เมืองใจสะพายดาบทั้งสองให้รัดกุมก่อนช่วยศิโรตม์ขยับกิ่งไม้ ลติกาเริ่มเคลื่อนรถ เปิดกระจกดูทาง ศิโรตม์โบกมือให้สัญญาณ

“เอ้าไป ค่อยๆนะ ช้าๆ”

“คุณขึ้นรถมาสิ” ลติการ้องบอก

“ไปกันก่อน เดี๋ยวผมกับเมืองใจช่วยกันลากกิ่งไม้ให้พ้นทางถนนให้หมดก่อนไปเลยๆไปรอข้างหน้านั่น”

รถเคลื่อนไปทำให้เห็นคนด้านหลังเคลื่อนมาประจันหน้ากับศิโรตม์และเมืองใจ ศิโรตม์ยิ้มโบกมือให้แม่และน้องชาย

ปานทิพย์มองลูกชายคนโตและเมืองใจที่ส่งยิ้มมา พร้อมๆกับรถที่เคลื่อนห่างออกไปทุกที ปานทิพย์คล้ายรู้สึกสังหรณ์ แววตาเศร้าหม่น ศิรสจับมือแม่แล้วหลุดปากอย่างประหลาดใจ

“แม่...ทำไมมือเย็นแบบนี้ หนาวหรือจ๊ะ”

“เปล่าลูก”

สองแม่ลูกไม่ทันสังเกตทางหลังรถที่เมืองใจกับศิโรตม์กำลังลากกิ่งไม้มีแสงสว่างวาบ แล้วร่างสองหนุ่มก็หายวับไปอย่างทันทีทันใด!

ooooooo





นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”
11 พ.ค. 2564

06:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 17:55 น.