ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

อตีตา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่งละครฟอร์มยักษ์ "อตีตา" ได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก ฝนทิพย์"

ทั้งบ้านและความเป็นอยู่ของศิโรตม์ที่กรุงเทพฯสร้างความประหลาดใจแก่เมืองใจอย่างยิ่ง

เริ่มตั้งแต่ประตูรั้วอัตโนมัติ เมืองใจก็เข้าใจว่าเป็นประตูสวรรค์ ข้าวของในบ้านมากมาย มีลูกไฟที่เหมือนเอาดาวมาผูกกันไว้ แล้วผู้คนไม่ว่าจะเป็นศิรสน้องชายศิโรตม์ หรือแม้แต่ป้ากิ่งกับเก่ง สองแม่ลูกคนรับใช้ล้วนแต่งตัวและพูดจาแปลกๆ ไม่เคยพบเจอมาก่อน

ศิโรตม์ให้ทุกคนเข้าใจว่าเมืองใจคือนักแสดง แต่อากัปกิริยาและคำพูดของเมืองใจที่ไม่เหมือนคนยุคปัจจุบันยังความสงสัยให้ทุกคน เมื่อปานทิพย์กลับถึงบ้านพบเห็น เธอรู้สึกคุ้นจ้องมองเมืองใจไม่วางตาแล้วนึกถึงคำพูดของพระครูวิจิตรธรรมโชติที่เพิ่งไปพบมา ท่านบอกว่าวันนี้จะมีลูกศิษย์ของอาตมาไปอยู่ที่บ้านของโยม

“เมืองใจ...ศิษย์พระครูวิจิตรธรรมโชติใช่ไหม”

เมืองใจไม่ตอบ แต่ก้มกราบปานทิพย์และเรียกเธอว่าท่านแม่ ปานทิพย์ยิ้มบางๆ พาเมืองใจมานั่งแล้วถามว่าเขาเป็นคนพื้นไหน

“เป็นคนวิเศษไชยชาญขอรับ แต่มีญาติทางย่านสัมพันนี”

“แล้วตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

“ศึกครานี้หนักหนาขอรับ”

ปานทิพย์ครุ่นคิดและเริ่มเชื่อ ถามเขาว่ากำลังจะเดินทางไปไหน

“กระผมต้องไปอโยธยา ไปหา...” เมืองใจจะพูดว่าไปหาแม่แต่ยั้งปากไว้ บอกว่าไปขอให้คนอโยธยาช่วยบางระจัน

“ช่วยอย่างไร”

“ปืนใหญ่ขอรับ หากได้ปืนใหญ่ เราจักชนะศึก”

ปานทิพย์ชะงักอึ้ง ซ่อนความสงสารเมืองใจในอก ไม่อยากพูดให้เสียใจว่าถึงอย่างไรบางระจันต้องแตกแพ้พ่ายแก่ผู้รุกราน

ในเวลาเดียวกันนั้น พระครูวิจิตรธรรมโชตินั่งสมาธิอยู่ต่อหน้าบาตรน้ำมนต์ พระครูค่อยๆลืมตา ก้มมองในบาตรสะท้อนภาพเมืองใจที่คุกเข่าต่อหน้าปานทิพย์ แล้วพึมพำว่า “กรรมะ พันธะสัญญา”

แท้จริงแล้วเมืองใจคือบุตรชายของปานทิพย์ในอดีตชาติ ที่ต่างมีความผูกพันจนข้ามเวลามาพบกันอย่างน่าอัศจรรย์!

เมืองใจรู้สึกได้พบคนเข้าใจ เล่าให้ปานทิพย์ฟังแต่โดยดีว่า

“ตั้งแต่พระพุทธเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสู่สวรร–คาลัย อโยธยาก็ยุ่งยากเรื่อยมา เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อและเจ้าฟ้าเอกทัศน์ทรงมีปัญหาระหว่างกัน ตั้งแต่สิ้นกรมพระ– ราชวังบวร”

ศิโรตม์กับศิรสนั่งฟังอยู่ด้วย หันมองหน้ากัน พี่ถามน้องอย่างขำๆว่า “ใครเป็นใครมั่งนะตาแว่น พื้นฐานประวัติศาสตร์ฉันก็คืนครูไปหมดแล้ว”

ศิรสหัวเราะน้อยๆ แล้วสองพี่น้องก็จ้องมองแม่ที่ขอดูดาบของเมืองใจ...การรับส่งดาบของคนทั้งสองราวคนโบราณ รู้วิธีที่ถูกต้อง เหตุนี้ทำให้เมืองใจยินดีและไว้วางใจปานทิพย์ยิ่งขึ้น

ooooooo

เมื่อศิโรตม์พาเมืองใจเข้าห้องพักของตนและให้อาบน้ำ เมืองใจหาตุ่มไม่เจอ มีแต่ก๊อกน้ำร้อนน้ำเย็น พอศิโรตม์เปิดน้ำร้อนลงอ่าง เมืองใจยื่นมือไปรองอย่างไม่รู้ แล้วสะดุ้งชักมือกลับทันใด

ศิโรตม์ตกใจขอดูมือเมืองใจที่โดนน้ำร้อนจนแดงเถือก จะเอายาสีฟันมาโปะให้แต่เมืองใจปฏิเสธแล้วรักษาตัวเองด้วยท่องคาถาดับพิษ

ปานทิพย์เข้าห้องหนังสือภายในบ้าน ค้นหาหนังสือพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมาเปิดพลิกไปทีละหน้าจนสะดุดตากับชื่อพระอาจารย์ธรรมโชติ ด้านข้างกันนั้นมีภาพวาดของพระอาจารย์

“อาจารย์วิจิตรธรรมโชติ...พระอาจารย์ธรรมโชติ” ปานทิพย์ครุ่นคิดทบทวนชื่อทั้งสองที่คล้ายกัน

ศิโรตม์กับศิรสมาเมียงมองก่อนเข้ามาชวนแม่คุย พอแม่ถามถึงเมืองใจก็เลยได้โอกาสล้วงลึกว่าช่วงเวลาที่เมืองใจพูดถึงเกิดอะไรขึ้น

ปานทิพย์สะท้อนใจอย่างประหลาด ก่อนเปิดอ่านพงศาวดารในช่วงเวลานั้น

“ข้าศึกเข้ามาทางอุทัยธานีราวเดือนยี่ ปีระกา สัปตศกจริง และพอถึงวันจันทร์แรม 2 ค่ำ เดือนแปดปีจอ อัฐศก ค่ายบางระจันก็แตก ราวศักราชหนึ่งหนึ่งสองแปด ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา...เก้าเดือน”

“แม่อ่านต่ออีกสิจ๊ะ” ศิรสเร่ง

“ความรุ่งเรืองในปัจจุบันตั้งอยู่บนซากศพและน้ำตาของคนในอดีต เก้าวันเก้าคืนในแสงเพลิง เก้าวันเก้าคืนถูกไล่ฟัน เก้าวันเก้าคืนถูกเฆี่ยนตีและย่างไฟเร่งค้นทรัพย์สิน นรกบนแผ่นดินอโยธยา”

“แม่...แต่เราจะรู้ได้ยังไงล่ะครับว่าเมืองใจมาจากยุคบางระจันจริงๆ”

ศิโรตม์ตั้งคำถามที่แม่ไม่อาจตอบได้ในทันทีทันใด หากแต่เธอเดินนำลูกๆไปยังที่เก็บดาบโบราณ

“ดาบโบราณนี่อยู่กับเรามาตั้งนานแล้วนี่ครับ”

“เป็นมรดกตกทอดกันมาตั้งแต่ก่อนแม่เกิดด้วยซ้ำ น่าจะอายุราวๆ 300 ปี ลูกดูสิ”

“ทำไมครับแม่”

“แม่ว่าคล้ายดาบของเมืองใจ”

ศิโรตม์กับศิรสชะงักกึก ตื่นเต้นแกมพิศวง ศิโรตม์ พยายามชักดาบจากฝักแต่มันเก่ามากจนดึงไม่ออกปานทิพย์รับดาบคืนมาจากลูกชายคนโต ยกมือพนมไหว้ดาบจรดศีรษะก่อนแขวนกลับที่เดิม

“แม่กำลังจะบอกว่า...แม่คิดว่าเมืองใจมาจากอดีตจริงๆเหรอครับ”

“แม่ก็ไม่แน่ใจ แต่ว่าที่เมืองใจมาพบกับโรตม์อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พระอาจารย์ที่แม่พบวันนี้เท่านั้นที่จะบอกได้”

“พระอาจารย์? ใครครับแม่”

“พระครูวิจิตรธรรมโชติ”

หลังได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากแม่มาแล้ว ศิโรตม์กลับมาอยู่กับเมืองใจในห้องอย่างพิจารณาเขามากขึ้น เมืองใจหาที่วางดาบบอกว่าต้องวางที่สูง ศิโรตม์จึงชี้มือไปที่หลังทีวี

เมืองใจมองตามแล้วพนมมือที่ถือดาบหลับตาจรดหน้าผากก่อนประคองวางอย่างเคารพ แล้วทรุดตัวลงนั่งพนมมือ

“อ้าว นั่นจะทำอะไรอีก”

“ท่องตำราพิชัยสงครามขอรับ...ต้องท่องก่อนนอนทุกคืน”

“เหรอ ท่องอะไรบ้างล่ะ”

“มีหลายบทขอรับ ฤทธี สีหจักร ลักษณะซ่อนเงื่อน เถื่อนกำบังพังภูผา ม้ากินสวน พวนเรือโยง”

“ม้ากินอะไรนะ ท่องให้ฉันฟังด้วยได้ไหม” ถามแล้วศิโรตม์หัวเราะเสียงดังขึ้นมา เมืองใจตวัดตามองเขาอย่างไม่เข้าใจ แต่คุกเข่าก้มกราบไปทางดาบแล้วพนมมือเริ่มสวด

“นโมนมัสศิวายะ อิศวะระนารายณ์ อันเป็นปิ่นโลกีย์ ขอพรศิริสวัสดิ์ จงมี เดโชชัยศรี กำจัดวิบัตินานา”

ศิโรตม์นิ่งงันไปอึดใจหนึ่ง รู้สึกเหมือนต้องเคารพเสียงบทสวดกังวานนั้น ลุกนั่งมองเมืองใจตาแป๋วพร้อมเสียงพึมพำแผ่วบาง

“เมืองใจ...นายหลงยุคมาจริงๆน่ะเหรอ”

เมืองใจหลับตาพนมมือสวดมนต์ต่อไป...เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ลติกานอนหลับกระสับกระส่าย ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกกาหลงที่หน้าตาเหมือนตนอยู่หลายครั้ง

ลติกาสะดุ้งตื่นรู้สึกตัว ผุดลุกนั่งลูบหน้าตนเองอย่างงงๆ

“กาหลง...ทำไมฝันถึงตัวเอง ชื่อก็เชย ใส่ชุดเชยซะยังงั้น สงสัยเพราะไปแสดงบนเวทีเรื่องโบราณๆนั่นมาแน่เลย”

ลติกาส่ายหน้าแล้วล้มตัวลงนอนต่อ ไม่คิดมากกับความฝัน...

เช้าขึ้นลติกาเกี่ยงงอนจะไม่ยอมไปทำงานที่ศิวะกรุ๊ปตามที่พ่อและแม่ของตนต้องการ

“พ่อว่าเป็นโอกาสดีนะลูก ที่เราจะทำงานเป็นเรื่องเป็นราวเสียที”

“แต่แกลเลอรี่ของหนู...”

“โอ๊ย นั่นแค่งานอดิเรกมีไว้ให้หนูโชว์รูปตัวเองหรือช่วยขายงานของคนอื่น แล้วมันก็ไม่ได้ขายได้ทุกวัน”

“แต่ตีน่ารู้เรื่องธุรกิจที่ไหนกันคะ”

“หนูก็ไม่ต้องทำอะไรมากนี่จ้ะ แค่ไปคอยดูๆแลๆ ลูกชายคุณปานทิพย์เขาทำงาน”

“แม่คะ โรตม์น่ะเหรอจะชอบให้ใครไปคอยคุม”

“ตีน่า...พ่อร่วมทุนกับคุณปานทิพย์ไปไม่ใช่น้อยๆนะ เมื่อคุณปานทิพย์วางมือให้รุ่นลูกมาบริหาร

หนูก็น่าจะไปช่วยดูแลผลประโยชน์ของบริษัทให้พ่อด้วย หนูเองก็คุ้นเคยกับศิโรตม์อยู่แล้วนี่”

“ใช่เลยค่ะคุณ”

ลัดดาแย้มยิ้มกับก้องเกียรติอย่างรู้กัน ลติกาเข้าใจความคิดพ่อแม่แต่ไม่อยากพูดมาก ได้แต่นั่งหน้ามุ่ย

ooooooo

เช้าวันเดียวกัน ศิโรตม์จะออกไปทำงานแต่ยังห่วงเมืองใจ พอรู้ว่าศิรสไม่มีเรียนจึงขอให้น้องอยู่เป็นเพื่อนแม่จะได้ช่วยกันดูเมืองใจ

เมืองใจแอบมองคนทั้งสามอย่างไม่เข้าใจ รู้สึกอัดอั้นเป็นห่วงบางระจันที่จากมา เขาเดินตามศิโรตม์ไปหน้าบ้านด้วยท่าทีร้อนรน

“ท่านศรี...จะไปที่ใดรึ”

“ไปทำงาน เมืองใจอยู่บ้านนะ”

“ท่านศรี แล้วเรื่องปืนใหญ่ล่ะ ท่านศรีบอกจะพาไปหาปืนใหญ่”

ศิโรตม์อึ้งไปนิดแล้วเสยิ้มเลี่ยงๆ พยักหน้าส่งๆ “อืม...แล้วจะพาไป”

เมืองใจมองตามรถศิโรตม์ที่เคลื่อนออกไปด้วยสีหน้ากังวล...

เมื่อถึงบริษัท ศิโรตม์นั่งหัวโต๊ะในฐานะประธานการประชุมแต่กลับเปิดมือถือดูเว็บไซต์หาภาพและข้อมูลบางระจันแทบไม่ได้สนใจในสิ่งที่อรรถวิทย์กำลังพรีเซนต์ ขณะที่ยศสันต์นั่งฟังแต่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับความคิดของอรรถวิทย์ แถมแกล้งหาวยาวๆจนอรรถวิทย์ชะงักมอง คนอื่นๆส่งสายตาตำหนิ

“ขอโทษครับ ผมหาวดังไปหน่อย” ยศสันต์เอ่ยยิ้มๆ

“คุณคงคิดว่าไอเดียที่พวกเราคิดกันมาเพื่อเตรียมพรีเซนต์ลูกค้ามันน่าเบื่อมากงั้นเหรอ”

“ก็ใม่ใช่ว่าน่าเบื่อหรอกครับ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่คุณทำมันไม่แปลก ทุกที่เขาก็ทำกันว่าไหมครับคุณศิโรตม์”

ศิโรตม์ละสายตาจากมือถือ เออออกับยศสันต์ ทำให้อรรถวิทย์ยิ่งหงุดหงิด

“ถ้ายังงั้น คุณยศสันต์ลองเสนอความคิดมาสิครับ ว่าทำยังไงมันจะเข้าท่าในสายตาของคุณ”

“ถ้าเป็นผมเหรอครับ” ยศสันต์ยิ้มมั่นใจในตนเองก่อนอธิบายไอเดียอย่างฉาดฉาน

หลังการประชุม อรรถวิทย์เดินนำกลุ่มครีเอทีฟขี้ประจบเลี้ยวออกมาเดินพลางคุยพลาง

“คุณศิโรตม์เอาคนของตัวเองเข้ามาฟันพวกเราแบบนี้ไม่แฟร์เลย งานเราเตรียมกันมาเป็นเดือนๆต้องยกทิ้ง เสียหายมากนะครับ”

“นั่นสิคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องไปพรีเซนต์แล้ว ไม่ได้นอนแน่”

“นี่แกเรียกดิฉันไปจะขอดูรายชื่อสปอนเซอร์ทั้งหมดที่ดิฉันมีด้วย”

“ทำไมต้องขอดู หรือคิดจะทำหน้าที่ดูมาร์เกตติ้งแทนผมด้วย นี่จะไม่ไว้หน้ากันเลยรึไง” อรรถวิทย์หงุดหงิด ครุ่นคิด ทั้งกลุ่มเดินออกไป อีกด้านหนึ่งศิโรตม์กับยศสันต์คุยกันสองคน

“ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่ไว้ใจพี่อรรถวิทย์ แต่นายก็เห็นว่าพี่เขาจมอยู่กับความคิดเก่าๆ นี่ขนาดฉันบอกพี่เขาไปแล้ว ตอนไปดูที่ที่วัด ที่ฉันเจอกับ...”

“เจอกับใคร”

“ช่างเถอะ แต่ฉันบอกไปแล้วนะว่าอยากทำอะไรที่มันตื่นเต้น แล้วนายดูที่พรีเซนต์มาสิ ฉันบ่นอีกเดี๋ยวก็จะหาว่าฉันอคติ แล้วพอดีนายพูดได้ตรงใจฉันเป๊ะเลย”

“อ้อ ตกลงนายชวนเรามาเพื่อให้ฟัดกับคนในบริษัทนาย”

“เค้าเรียกว่านำคลื่นลูกใหม่มาเขย่าคลื่นลูกเก่าไง”

“ให้เป็นหนังหน้าไฟว่างั้น...แหม แบบนี้เราน่าจะโก่งค่าตัวเพิ่มซะดีมั้ย”

สองเพื่อนเกลอหัวเราะ เดินตามกันเข้าไปในห้องทำงานศิโรตม์ที่ลติกามารออยู่ แรกเห็นสาวสวยยศสันต์ถึงกับตะลึงพึงพอใจ รีบแนะนำตัวว่าเป็นทั้งเพื่อนและลูกน้องของศิโรตม์ และยินดีที่รู้จักลติกาที่ศิโรตม์บอกว่าเธอจะมาช่วยทำงานอีกแรง

พอสาวสวยกลับออกไป ยศสันต์เลียบเคียงถามศิโรตม์จนรู้ว่าเขาไม่คิดจะจีบเธอก็แอบมีความหวัง กระชุ่ม กระชวยขึ้นมาทันที

ooooooo

ขณะอยู่บ้านกับเมืองใจ ศิรสและคนรับใช้ได้ประจักษ์แก่สายตาว่าเมืองใจหนังเหนียวแม้แต่เสียมที่ทั้งหนักและคมยังไม่ระคายผิว

เมืองใจสักยันต์คงกระพันชาตรีฟันแทงไม่เข้า เขาท้าพิสูจน์ด้วยการให้ศิรสใช้เสียมตีร่างกายตนสุดแรง ปรากฏว่าศิรสเป็นฝ่ายกระเด็นล้มกระแทกพื้น ขณะที่เมืองใจนั่งนิ่งไม่เจ็บเลยแม้แต่น้อย

ปรางทองมาหาปานทิพย์เห็นเหตุการณ์นี้กับตาจึงซักถามพี่สาวว่าชายแปลกหน้าเป็นใครมาจากไหน

“เขาชื่อเมืองใจ เป็นเพื่อนของศิโรตม์”

“เพื่อนที่ไหนยังไงคะ ทำไมไม่ใส่เสื้อ รอยสักเต็มตัว น่ากลั๊ว”

ศิรสชำเลืองมองแม่แล้วเปรยดังๆว่า “น้าปรางทองรู้ โลกรู้”

“พูดอะไรของเธอ นายรส” ปรางทองตวัดเสียงใส่ ศิรสยิ้มแหะๆ ปฏิเสธเสียงสูงว่า “เปล่าคร้าบ...”

ปานทิพย์กลั้นขำกับคำพูดลูกชาย ตอบคำถามน้องสาวว่าเมืองใจมาจากต่างจังหวัด

“แล้วทำไมนายรสต้องเอาเสียมไปฟาดเขาแบบนั้น”

“ฝึกวิทยายุทธ์ครับ คือ...เขา...เขาอยากเป็นนักแสดงน่ะครับ”

“อ๋อ...หนังแบบช้างอยู่ไหนงั้นเหรอ”

“อย่างนั้นเลยครับ แหม น้าปรางทองนี่เดาเก่งจริงๆ”

ปานทิพย์ไม่ต้องการให้เรื่องยืดยาวเพราะรู้นิสัยจุ้นจ้านของน้องสาว จึงเปลี่ยนเรื่องถามปรางทองว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า

“ปรางจะมารับผ้าโบราณที่ขอยืมคุณพี่ไว้ไงคะ ใกล้วันงานเลี้ยงของสถานทูตแล้ว ปรางว่าจะเอาไปลองดูจะได้หาเครื่องเพชรให้เข้ากันน่ะค่ะ”

“เตรียมไว้ให้แล้วล่ะ”

ปรางทองได้รับสิ่งที่ต้องการสมใจแล้วยังตาไวเห็นกระดาษข้อความที่พระครูวิจิตรธรรมโชติบอกไว้ว่าพรุ่งนี้อาตมาจะมาหาโยม

หลังจากถามพี่สาวจนรู้ว่าเธอนิมนต์พระไว้ ปรางทองเข้าใจว่าเป็นพระเกจิดังเลยรวบรัดว่าตนกำลังอยากขายที่อยู่พอดี พรุ่งนี้ตนจะแวะมากราบท่านด้วย ปานทิพย์พูดไม่ออก มองหน้าศิรสแล้วอึ้งไปด้วยกัน

ตกเย็นศิโรตม์กลับเข้าบ้านฟังศิรสเล่าเรื่องเมืองใจหนังเหนียวตีฟาดไม่เข้าก็รู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เดินบ่นเข้าไปในห้องว่าเรื่องข้ามยุคจะเป็นไปได้ยังไงไม่ใช่ในหนังสักหน่อย

แต่แล้วสิ่งที่ศิโรตม์เห็นด้วยตาตัวเองก็ทำให้อึ้งไปเหมือนกัน ร่างเมืองใจที่นั่งหลับตาทำสมาธิจางลงจนมองทะลุเห็นด้านหลัง อารามตกใจทำให้ศิโรตม์หันกลับออกจากห้องด้วยสีหน้าและแววตาตื่นตระหนก ปานทิพย์เดินมาเห็นถามลูกว่าตกใจอะไรทำไมทำหน้าอย่างกับเห็นผี

“แม่...เมื่อกี้โรตม์เห็นเมืองใจ...ตัวเขาเหมือนจะละลายหายไปอย่างนั้นน่ะแม่”

ปานทิพย์ชะงักฟัง ซ่อนความตื่นเต้นถามว่า “แล้วตอนนี้ล่ะ”

ศิโรตม์ไม่ทันพูดอะไร เสียงเมืองใจเรียกท่านศรี ท่านแม่ ดังขึ้นด้านหลังสองแม่ลูกหันมอง เมืองใจก้าวออกมาหยุดยืนที่หน้าประตูมองสองแม่ลูกด้วยสายตาบริสุทธิ์ ยิ้มอย่างไม่รู้ความใด ถามศิโรตม์อย่างเป็นกังวลว่า

“เพลาใดกระผมจักได้ปืนใหญ่ขอรับท่านศรี กระผมเป็นห่วงพี่น้องที่บางระจันนัก มิรู้ว่าเพลานี้จะเป็นเยี่ยงใดบ้าง ข้าศึกจักลอบโจมตีจนเสียเลือดเนื้อกันบ้างหรือไม่”

“ทำไมถึงได้อยากได้ปืนใหญ่มากล่ะ”

“หากกระผมนำปืนใหญ่กลับบางระจันได้ ก็จักช่วยต้านศึกได้มากโข”

“แล้วถ้าไม่ได้ล่ะ”

พอได้ยินคำว่าไม่ได้ สีหน้าเมืองใจสลดวูบลงทันที

“แม้นท่านศรีมิพากระผมไปเอาปืนใหญ่ กระผมก็จักขอกลับไปรบเคียงบ่าเคียงไหล่พี่น้องจนตัวตายนั่นแล

“ไม่กลัวตายเลยเหรอ”

“ไม่ขอรับ ถ้ากระผมต้องอยู่อย่างไร้แผ่นดิน กระผมขอตายบนผืนแผ่นดินเกิดดีกว่า คนในเมืองพระศรีอาริย์นี่มิรักแผ่นดินเกิดกันหรือขอรับ

เมืองใจถามซื่อๆ แต่เล่นเอาศิโรตม์ถึงกับสะอึก บอกว่าไม่ใช่ไม่รัก แต่ตอนนี้มันไม่มีศึกมีสงครามจะให้ไปกู้ชาติจากใครกัน

“ความรักชาติรักแผ่นดินมันอยู่ในใจตลอดเวลาขอรับท่านศรี มิต้องรอให้เกิดศึกสงครามจึงจะรักได้”

“เอาเถอะ ยอมๆ คุยกับนายฉันกลายเป็นคนไม่รักชาติไปซะแล้ว” ศิโรตม์บ่นแล้วเดินหนีไปเมืองใจคิดถึงพี่น้องที่บางระจัน สีหน้าเป็นห่วงขึ้นมาอีก

ooooooo

ลัดดาทราบจากปรางทองโทร.มาบอกว่าจะมีพระเกจิอาจารย์มารับเพลที่บ้านปานทิพย์พรุ่งนี้ เธอจึงอยากให้ลติกาไปกราบท่าน อ้างว่าแม่ไม่ว่าง แต่ลติการู้ทันว่าพ่อกับแม่กำลังพยายามจับคู่ให้ตนกับศิโรตม์

“ก็เห็นหนูไม่เคยสนใจใคร เพื่อนๆหนูมีแฟนแต่งงานไปหมดแล้ว แม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้”

“ตีน่ากับโรตม์น่ะเพื่อนกันนะคะแม่”

“ก็เพราะเป็นคนกันเองรู้จักกันทั้งครอบครัวน่ะสิ พ่อกับแม่จะได้ไม่ต้องห่วง หนูก็เปิดใจมั่งเถอะ”

ลติกาถอนใจ กึ่งเหนื่อยใจกึ่งขำแม่ แม้รู้ว่าเป็นไปไม่ได้...

ค่ำนั้น เมืองใจถูกสามแม่ลูกซักถามเรื่องพระอาจารย์ของเขา ซึ่งเมืองใจเล่าถึงท่านอย่างตั้งใจ ก่อนที่ศิรสจะอ้างถึงข้อมูลที่ทราบมาว่า

“ตามบันทึกในประวัติศาสตร์มีชื่อพระอาจารย์ แต่พระที่แม่พบจะเป็นรูปเดียวกับของพี่เมืองใจรึเปล่า ถ้าใช่ก็หมายความว่าพระอาจารย์ของพี่เมืองใจข้ามมิติมาเหมือนพี่เมืองใจงั้นเหรอ”

“มันน่าแปลกมาก เรื่องของเมืองใจน่าอัศจรรย์เกินกว่าที่จะเกิดได้กับใครอีกหลายคน”

“เรื่องของพระอาจารย์เท่าที่เล่ากันมามีเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับท่านเยอะมากนะแม่”

“เช่นอะไร”

“ก็เช่นหายตัวไปเมื่อค่าย...” ศิรสจะบอกว่าค่ายแตก แต่ปานทิพย์กระแอมเบาๆเบรกไว้พร้อมกับปรายตาเป็นสัญญาณให้เขาระวังคำพูด

“อาจารย์ท่านมีวิชาอาคมแก่กล้ายิ่งนัก ท่านบังไพร แลหายตัวได้ขอรับ”

“ท่านทำอะไรที่ค่ายบางระจันหรือพี่เมืองใจ”

“ท่านปลุกเสกน้ำมนต์แลของขลัง เทศน์เตือนสติ แลสั่งสอนให้มั่นคงในสมาธิ ปลุกขวัญให้นักรบเรากล้าแข็ง อาจหาญกลางสมรภูมิขอรับ”

ทันใดปานทิพย์ตัวชาวาบราวกับระลึกได้ ภาพพระธรรมโชติกับพระวิจิตรธรรมโชติผุดขึ้นมา และจู่ๆก็มีเสียงพระธรรมโชติแว่วเข้าหูปานทิพย์ว่า

“พรุ่งนี้เพล...อาตมาจักไปเยี่ยมศิษย์ของอาตมานะโยม”

ปานทิพย์ตะลึงงัน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

ooooooo

เช้าวันถัดมา ปานทิพย์และคนรับใช้ช่วยกันจัดเตรียมสิ่งของและอาหารเพื่อถวายเพลพระอาจารย์ที่เลื่อมใสศรัทธา

ศิรสตื่นนอนลงมาดื่มกาแฟไม่เห็นเมืองใจ ถามพี่ชายว่าเขาอยู่ไหน ศิโรตม์บอกว่าอยู่บนห้อง ไม่อยากให้ลงมาตอนนี้ กลัวจะตื่นคน

“เออนี่นายรส แกหิ้วของกินขึ้นไปกินข้างบนดีกว่า ได้อยู่เป็นเพื่อนพี่เมืองใจของแกไปในตัวด้วย”

“ของใครกันแน่ พูดให้ดีนะพี่ แหม...เป็นห่วงเป็นใยเพื่อนเสียเหลือเกินนะ ไปเดี๋ยวนี้แหละ”

ศิรสเทเครื่องดื่มกับยกจานอาหารพร้อมกับคาบขนมปังออกไป ปรางทองคล้องแขนลติกาอย่างรักใคร่เดินมาจากอีกทาง ร้องเรียกศิโรตม์เสียงหวานให้ดูว่าตนพาใครมา ศิโรตม์ทักทายน้าสาวและลติกาก่อนแยกตัวไปคุยกันเองกับสาวสวยตามลำพังที่มุมหนึ่ง

“ที่คุณยอมมาวันนี้เพราะมีเรื่องอื่นที่คุณต้องการใช่ไหม”

“ฉันไม่จำเป็นต้องบอกคุณ”

“ตอนนี้เราตกที่นั่งเดียวกัน ผมรู้ คุณก็รู้ว่าพวกผู้ใหญ่พยายามจับคู่ผมกับคุณ ผมว่าทางที่ดีคุยกันให้เคลียร์เลยดีกว่านะว่าคุณต้องการอะไร ผมต้องการอะไร”

“ฉันต้องการใช้ชีวิตของฉันอย่างสงบสุข เขียนรูป เปิดแกลเลอรี่ที่บ้าน ทุกอย่างมันคงสำเร็จง่ายๆ ถ้ามันเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องการด้วยเหมือนกัน”

“แล้วพ่อแม่คุณต้องการอะไร”

“ก็แค่อยากให้ฉันทำตัวเป็นคนปกติ ทำงาน ลงทุน ได้กำไร มีแฟน แต่งงาน มีลูก อะไรอย่างนั้น”

“แปลว่าตอนนี้คุณไม่ปกติ”

“ไม่ปกติในสายตาของพ่อกับแม่”

“แล้วผมเกี่ยวอะไรกับชีวิตปกติของคุณ”

“คุณเป็นขั้นตอนหลังจากทำงานลงทุนได้กำไรไง แต่ฉันไม่ได้อยาก แต่ก็รู้กันอยู่ว่าพ่อแม่ฉันและน้าคุณ...” ลติกายักไหล่ไม่พูดต่อแต่ศิโรตม์ก็เข้าใจ

“ถ้างั้นเราก็คบกันไปเลยไหมล่ะ คุณจะได้สิ่งที่คุณต้องการไง พ่อแม่คุณจะได้คิดว่าคุณเป็นคนปกติ

สักพักนึง ส่วนผม...ถ้าคบกับคุณ แม่กับน้าผมคงพอใจ

“จะบ้าเหรอ ฉันคบกับคนที่ฉันไม่รักไม่ได้หรอก”

“คุณนี่ชอบสร้างเงื่อนไขให้ตัวเองจัง ต้องอยากก่อน รักก่อน ชอบก่อน ถึงจะยอมทำทุกอย่างใช่ไหม”

“ก็ยังดีกว่าคุณที่คิดว่าอะไรๆก็ได้มาง่ายๆ”

ลติกาผลักศิโรตม์ให้พ้นทางแล้วเดินเข้าไปภายในบ้านพบเมืองใจที่เดินลงบันไดมากับศิรส เมืองใจสบตา

ลติกา เขาพยายามจ้องมองดีๆ เพราะรู้สึกคุ้นเคยกับเธอ ขณะที่ลติกานิ่งอึ้ง หายใจติดขัดพิกล เกิดนิมิตภาพเกี่ยวกับคนในค่ายบางระจันแวบเข้ามาในหัวแล้วหยุดไป

ลติกาตื่นจากภวังค์ เสี้ยววินาทีนั้นเธอรู้สึกว่าเคยรู้จักเมืองใจมาก่อน เมืองใจเห็นหญิงสาวยืนนิ่งก็เดินเข้ามาหา ลติการู้สึกเหมือนโดนไฟช็อต เธอเพ่งมองเมืองใจอย่างค้นหา ได้ยินเขาเรียกเธอว่า “เจ้ากาหลง” เพียงได้ยินชื่อนั้น ลติกาน้ำตารื้นเพราะความรู้สึกบางอย่างที่โหยหามาตลอด

“กาหลง เอ็งอยู่ที่นี่รึ” เมืองใจแย้มยิ้มยินดี ลติกาดึงสติกลับมา หายใจเข้าลึกๆ แล้วหลบตาด้วยความสับสนว่าเกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกของตน

“ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่วานนี้ มิคิดเลยว่าจะได้เจอเจ้าที่นี่ ปลอดภัยดีอยู่รึ”

ศิโรตม์เข้ามายืนเคียงกับศิรสมองทั้งสองคนสลับกันไปมาอย่างประหลาดใจ เมืองใจยังคงทักทายหญิงสาว ตรงหน้าด้วยความดีใจ

“เป็นเอ็งจริงๆ ข้าสงสัยตั้งแต่วันก่อนว่าเอ็งมาที่นี่ได้อย่างไร เหตุใดท่าทีเอ็งจึงแปลกยิ่งนัก ประหนึ่งว่ามิรู้จักข้า”

ลติกาเริ่มหน้าซีดและทรงตัวไม่ค่อยอยู่ เมืองใจเดินเข้าหาเธอใกล้ๆ ถามว่าเป็นอะไร...พูดขาดคำร่างลติกาหมุนคว้างและคงล้มลงถ้าเมืองใจไม่ปราดเข้าไปอุ้มเธอไว้

ooooooo

ศิโรตม์พยุงลติกาไปนั่งที่ระเบียง ลติกาท่าทีอ่อนล้าและมึนงง ถามเบาๆว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ศิโรตม์บอกว่าเขาชื่อเมืองใจเป็นอาจารย์สอนการแสดงมาจากนิวยอร์ก

ลติกาไม่เชื่อ พลันได้ยินเสียงศิรสร้องห้ามเมืองใจเสียงหลง...เมืองใจจะไปหาลติกาที่เข้าใจว่าเป็นกาหลงในยุคบางระจันของตน

“ไม่ใช่ครับพี่เมืองใจ นั่นพี่ลติกา เป็นเพื่อนพี่โรตม์”

“เจ้ากาหลงขอรับ แต่เหตุใดจึงแต่งกายแปลกตาราวกับคนในเมืองสวรรค์นี่เยี่ยงนั้น ข้าจักไปถามให้แจ้งใจ

ว่าใช่เจ้ากาหลงหรือไม่ แลบางระจันเป็นเยี่ยงไรแล้ว”

ศิรสดึงแขนเขาเอาไว้ “พี่เมืองใจ...ไม่ใช่เจ้ากาหลงอะไรของพี่จริงๆครับ”

เมืองใจหยุดมองสายตายืนยันแน่วแน่และกังวลของศิรส พอดีป้ากิ่งเข้ามาบอกทั้งสองคนว่าคุณท่านเรียกแล้ว...

ศิโรตม์ยังคงเฉไฉไม่พูดความจริงเกี่ยวกับเมืองใจ หาว่าที่ลติกาจะเป็นลมเพราะเมาแดดหรือไม่เมื่อคืนคงนอนไม่พอ

“เขาเรียกฉันว่ากาหลง คุณก็ได้ยินไม่ใช่เหรอ ไม่เคยมีใครเรียกฉันว่ากาหลง แต่ฉันรู้สึกคุ้นกับชื่อนี้เหลือเกิน”

“หรือว่าคุณอาจจะหน้าโหลไปซ้ำกับใครที่นิวยอร์กหรือเปล่า”

“บอกฉันมาตรงๆดีกว่า เขาไม่ใช่คนที่นี่ใช่ไหม เมืองใจเป็นใคร”

ศิโรตม์จ้องตาลติกากลับแล้วหลบตา ทำท่าทางเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เผอิญได้ยินเสียงเก่งกล่าวเชิญพระที่เพิ่งมาถึง “นิมนต์ครับ พระอาจารย์” สองหนุ่มสาวเลยหยุดชะงักกันไป

พระอาจารย์ลงนั่งเพ่งมองมาทางเมืองใจด้วยสายตาอ่อนโยน ทุกคนที่อยู่ในห้องก้มกราบพระ ไม่มีใครสังเกตทีท่าผิดปกติของเมืองใจ เขาสัมผัสได้ว่าเบื้องหน้าของตนคือพระอาจารย์ธรรมโชติแห่งค่ายบางระจัน

“เป็นบุญเหลือเกินที่ได้พบพระอาจารย์ที่นี่”

“มันมีเหตุที่เอ็งต้องมา ณ ที่นี้ วันใดที่พบเหตุ ก็จักบรรลุถึงผล ภาระของเอ็งจักสิ้นสุดลง เอ็งจักได้คืนค่ายเมื่อเวลามาถึง”

ปานทิพย์มองดูเมืองใจอย่างเข้าใจเรื่องทุกอย่าง ส่วนปรางทองสีหน้างงๆ พระอาจารย์หันมาหาปานทิพย์ ก่อนจะล้วงเข้าไปหยิบบางสิ่งในย่ามออกมา

“โยมแม่นั้น...มีกรรมที่ผูกพันมาจากคำมั่นสัญญาของเขา ที่เขาจะต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะเขาเป็นคนที่สั่งสมบุญไว้แต่ชาติปางก่อน...ให้เจ้าของเรือนเป็นรางวัล”

พระอาจารย์วางห่อผ้าเล็กๆให้ปานทิพย์ เธอคลี่ออกดู ปรางทองเห็นพระองค์เล็กก็อุทานทันที

“อุ๊ยตาย! พระอะไรเจ้าคะ องค์เล็กนิดเดียว”

ปานทิพย์บอกว่าพระเม็ดน้อยหน่าหลังยันต์ ปรางทองคว้าจากมือพี่สาวมาพลิกดู โพล่งว่ามีเลขเก้าไทยด้วย

“ไม่ใช่เลขเก้า...เขาเรียกว่ายันต์ ยันต์อุณาโลม ดีทางคงกระพัน ผู้หญิงใช้”

“รสไม่ยักรู้ว่าแม่รู้เรื่องพระเครื่องกับเค้าด้วย”

พระอาจารย์นั่งนิ่งสีหน้าละมุน ปรางทองเอ่ย ขอพระแบบเดียวกันนี้จากท่านสักองค์ ศิรสเลยกระเซ้าน้าสาวว่าจะเอาไปรบกับใครเหรอ

“น้าจะเอาไว้ป้องกันตัว สมัยนี้คนมันยิงกันทุกวี่ทุกวัน เผื่อว่าจะเจอลูกหลง”

“พระองค์นี้เคยเป็นของโยม บัดนี้กลับมาหาเจ้าของเดิมเพื่อเตือนสัญญาเก่า”

“เอ๊ะ สัญญาอะไรหรือคะพี่ปาน”

ปานทิพย์เข้าใจแต่ไม่ตอบคำถามปรางทอง ขณะที่คนอื่นต่างพากันงง สัญญาที่ว่าคืออะไร

ooooooo

เก่งมาตามศิโรตม์กับลติกาไปกราบพระอาจารย์ จู่ๆท่านให้ศิโรตม์กินข้าวทิพย์เพื่อเป็นของคุ้มตัว ชายหนุ่มลังเลแต่ปรางทองซึ่งเชื่อว่าเป็นของดีเร่งให้หลานชายกิน

ทันทีที่เอาข้าวทิพย์เข้าปาก ภาพค่ายบางระจันบังเกิดในห้วงคิดของศิโรตม์ ชาวบ้านเดินขวักไขว่ เสียงตีมีดตีเหล็กดังฟังชัด แต่ไม่นานภาพก็หายไป

ศิโรตม์ได้สติก็งงงัน สงสัยตนจะคิดไปเอง พระอาจารย์มองลติกาที่นั่งอยู่ห่างไปทางด้านหลัง เรียกให้เข้ามาใกล้อีกหน่อย หญิงสาวคลานเข้าหายกมือประนมตรงหน้าพระอาจารย์ แต่สายตาเหลือบมองไปที่เมืองใจ

“ใจที่พันผูกและยังคงตามหาอยู่ร่ำไป จะเป็นเช่นนี้ หากใจของโยมไม่ปล่อยวาง เพราะทุกสิ่งล้วนมีเหตุ จากกรรมทั้งสิ้น”

ลติกาอยากถามต่อแต่เลือกที่จะเงียบ เธอเหลือบมองเมืองใจด้วยความสงสัย แล้วพอมีโอกาสเผชิญหน้ากัน เธอถามเขาตรงๆว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนใช่ไหม

เมืองใจรู้สึกได้ว่าหญิงผู้นี้เป็นคนละกิริยากับกาหลง เธอรุกไล่เข้าใกล้และจับแขนเมืองใจเขย่าให้บอกมา

“ปล่อยขอรับ” เมืองใจพยายามเบี่ยงหนี

“ตีน่า คุณจะไปเซ้าซี้ทำไมกัน คนเรามันหลงๆกันได้”

“ไม่จริง รู้มั้ยศิโรตม์ ตั้งแต่ฉันเริ่มวาดรูป พอเผลอฉันก็ต้องวาดหน้าคนคนหนึ่ง แล้วภาพคนคนนั้นมันก็ชัดขึ้นทุกที หน้าเหมือนเมืองใจนี่แหละ เราต้องรู้จักกันมาก่อนแน่ๆ ไม่งั้นคุณมาเรียกฉันว่ากาหลงทำไม ตอบฉันมาสิ”

“เจ้าอาจละม้ายกาหลง แต่เจ้าไม่ใช่...ข้าไม่เคยพบหญิงเยี่ยงเจ้ามาก่อนแน่”

เมืองใจหันเดินออกไป ลติกาอึ้งและสับสน...

หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนมายืนรอส่งพระอาจารย์วิจิตรธรรมโชติที่หน้าบ้าน เมืองใจขยับมาใกล้เหมือนจะพูดอันใด แต่พระอาจารย์ชิงพูดเสียก่อนว่า

“กรรมมะไม่มีทางเปลี่ยน ไม่มีทางแก้ไข เคราะห์กรรมอาจจะทุเลาเบาบาง แต่มิใช่แก้ได้ทั้งหมด เจ้าจะต้องกลับไปทำหน้าที่ของเจ้า แล้วเราจะได้พบกันอีก...

โยมก็เช่นกัน” ท้ายประโยคท่านมองศิโรตม์

ศิโรตม์เอะใจเล็กน้อยกับคำพูดของพระอาจารย์ แต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ลติกายังมีคำถามที่อยากถามพระอาจารย์เต็มไปหมด แต่ไม่อยากเอ่ยถามออกมาต่อหน้าคนอื่น

ปรางทองกระวีกระวาดอยากรู้ว่าท่านจะอยู่กรุงเทพฯอีกกี่วัน พระอาจารย์ตอบเสียงเรียบว่าหมดภาระแล้วจะกลับเลย

“กลับสุพรรณหรือคะ”

“กลับ...บางระจัน”

ทุกคนตกตะลึง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ยกเว้นเมืองใจคนเดียว

ooooooo

กลับสู่อดีตที่ค่ายบางระจัน กาหลงกำลังร่ำไห้เป็นห่วงเมืองใจหลังรู้ว่าสองชายฉกรรจ์ที่ออกเดินทางไปพระนครกับเมืองใจถูกฆ่าตายระหว่างทาง แต่ไม่พบเมืองใจ ไม่รู้เขาเป็นตายร้ายดียังไง

จันกะพ้อปลอบโยนกาหลง รวมทั้งคนอื่นๆก็เชื่อว่าเมืองใจยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่พระครูธรรมโชติบอกว่า

“พื้นดวงไอ้เมืองใจมันผาดโผนนัก ข้าเชื่อว่ามันจักต้องไม่เป็นอะไร ดีนักที่ได้พบร่างไอ้เกิดไอ้คง ไม่ถูกทิ้งไว้ให้เป็นผีเฝ้าป่า จักได้เผาสวดส่งวิญญาณมัน”

ยามนี้ทุกคนที่บางระจันเฝ้ารอการกลับมาของเมืองใจ รวมทั้งปืนใหญ่ที่คาดหวังว่าจะนำมาช่วยต้านศัตรูผู้รุกราน...

ด้านเมืองใจที่ข้ามเวลาไปสู่ยุคปัจจุบันโดย

ไม่รู้ตัว เขาอยากกลับบางระจันใจจะขาด แต่เพราะยังไม่ได้ปืนใหญ่ จำต้องอยู่ที่บ้านศิโรตม์ต่อไป ทั้งที่ใจเป็นห่วงทุกคนที่จากมา ไม่รู้ว่าเพลานี้จะเป็นอันใดกัน ข้าศึกจะรุกรานสักเพียงใด แล้วจันกะพ้อหญิงที่ขโมยหัวใจของตนไป เมื่อใดเราจะได้พบกัน...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สะใภ้เจ้าสัว EP.26 สาวปริศนาโชว์ที่ตรวจครรภ์ อ้างท้องกับเจ้าสัวเทียน

สะใภ้เจ้าสัว EP.26 สาวปริศนาโชว์ที่ตรวจครรภ์ อ้างท้องกับเจ้าสัวเทียน
12 พ.ค. 2564

03:05 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 04:10 น.