นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"

    คำพูดตัดรอนของศิโรตม์ส่งผลให้จันกะพ้อเสียใจและสับสนจนต้องมาจับดาบฟาดฟันระบายอารมณ์ โดยมีพันเรืองเป็นคู่ฝึกซ้อม

    จันกะพ้อรุกไล่พันเรืองไม่ยั้ง ชาวบ้านที่ซ้อมกันอยู่หันมองอย่างแปลกใจ พันเรืองต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ รู้สึกได้ว่าหลานสาวเข้ามาอย่างใช้อารมณ์

    ศิโรตม์แฝงตัวเข้ามามองจันกะพ้ออย่างสะเทือนใจ ไม่รู้จะทำอย่างไร จันกะพ้อวิ่งเข้าหาพันเรืองอย่างบุ่มบ่ามตลอด สุดท้ายเปิดช่องโหว่ให้พันเรืองถีบจนล้ม เธอลุกขึ้นมาใหม่ เหมือนคนดวงใจสลาย สู้ไปเพื่อให้เขาเตะล้มลงอีก

    จันกะพ้อมอมแมมล้มลุกคลุกคลานแต่ยังสู้ไม่ถอย ที่สุดก็ถูกพันเรืองถีบล้มลงอีกครั้งอย่างง่ายดายก่อนเอาปลายดาบจ่อที่คอ จังหวะนั้นนายจันก้าวเร็วๆเข้ามาตวาดลั่น

    “พอแล้ว! ไอ้จัน เอ็งตามข้ามานี่”

    นายจันดุดัน จันกะพ้อยอมเดินตามออกไป ศิโรตม์หลบวูบ พลางมองตามจันกะพ้ออย่างอาลัยรัก

    “เป็นอันใด เอ็งอยากตายเสียก่อนออกศึกฤา ถึงได้สู้เยี่ยงนั้น จิตไม่มีสมาธิ สู้ไปมันก็ตายเปล่า”

    “พ่อ...”

    นายจันถอนใจ แตะลงที่หัวลูกสาวและมองด้วยความรักความห่วงใย “ถึงใครไม่รักลูกสาวข้า ข้าก็รักของข้า”

    จันกะพ้อโผเข้ากอดพ่ออย่างตื้นตัน นายจันถามลูกว่า จำได้ไหมเรื่องนี้เราเคยพูดจากันแล้ว จันกะพ้อนึกถึงวันหนึ่งที่เธออ่อนแอ ทุกข์ใจเรื่องรักศิโรตม์แล้วพ่อจับได้ คราวนั้นพ่อเตือนด้วยความเป็นห่วง และคราวนี้ ก็เช่นกัน

    “ลูกเอย ยามนี้เป็นยามศึกสงคราม ทุกคนมิอาจทำอันใดดังใจปรารถนาได้ แทบทุกชีวิต เต็มไปด้วยการจากพราก แทบทุกชีวิตดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เราทุกคนมีหน้าที่รักษาแผ่นดินเกิด...ยามนี้ทุกคน คงมิอาจรักอันใดได้ นอกเสียจากแผ่นดินเท่านั้น พ่อคิดว่าไอ้ศรีก็เช่นกัน เอ็งเอง เอ็งก็ได้กล่าวต่อหน้าเถ้ากระดูกไอ้เผือกไอ้ก้านมิใช่ฤาว่าเอ็งจักไม่มีวันปล่อยให้มันตายเปล่า ลูกข้าต้องรักษาคำพูด อย่ามาให้ผู้ใดหรืออันใดมาทำให้เอ็งหวั่นไหว หักอาลัยเสียเจ้าจัน”

    จันกะพ้อกลืนสะอื้น ไม่ตอบสิ่งใด แต่คิดทบทวน

    ooooooo

    เมืองใจและศิโรตม์เดินกลับที่พัก ต่างเหน็ดเหนื่อยจากภารกิจตลอดวัน สองหนุ่มชะงักเมื่อเห็นกาหลงกำลังเก็บผ้าที่ตากอยู่ให้สองหนุ่มรีบไปคว้าผ้าและช่วยเก็บ เมืองใจขวยเขินเพราะเป็นผ้าส่วนตัวบางส่วน

    “เอ็งเก็บผ้าให้อีกแล้ว”

    “พวกพี่ตรากตรำนัก ทั้งรบ ทั้งฝึกซ้อมผู้คน พี่ศรีก็ช่วยหล่อปืน ข้ามิได้ทำอันใด เพียงนี้น้อยนัก”

    “เอ็งก็พูดเยี่ยงนี้ทุกคราว่ามิได้ทำอันใด หน้าที่ออกศึกเป็นหน้าที่ผู้ชาย ส่วนเอ็งเป็นหญิง เอ็งก็ทำหน้าที่ได้มิบกพร่อง”

    “ถูกของเมืองใจนะกาหลง เอ็งต้องรู้ว่าเอ็งมีความดีนัก ทั้งดูแลหุงหาข้าวปลา ทั้งช่วยรักษาผู้ป่วยไข้บาดเจ็บ ผู้หญิงยุคข้าไม่ได้ครึ่งของเอ็งเลย”

    กาหลงฉงนว่าศิโรตม์หมายถึงใคร เมืองใจกระซิบ กระซาบกับศิโรตม์ว่า “แม่ตีลังกาใช่ไหม” ศิโรตม์พยักหน้า แล้วสองหนุ่มก็ยิ้มขำไปด้วยกัน ทำให้กาหลงอยากรู้ว่า เธอคือผู้ใด

    “ช่างเถิด ข้าหมายว่าผู้หญิงเมืองข้าสู้ผู้หญิงอย่างเอ็งมิได้เลย”

    กาหลงขวยเขินแล้วผละไปทางโรงครัว สองหนุ่มมองตามด้วยแววตาชื่นชม

    “ฉันนับถือน้ำใจของกาหลงนะเมืองใจ ผู้หญิงในเมืองของฉันไม่ได้ครึ่งของแม่กาหลง ทั้งสวย มีความเป็นกุลสตรี เรียบร้อย งดงาม ที่สำคัญเป็นคนที่มีความรักแน่วแน่มาก เป็นรักแท้ต่อชายเดียว เมืองใจ นายโชคดีมากนะ”

    เมืองใจเห็นด้วยทั้งหมดแต่อึดอัด บอกศิโรตม์ว่าบางครั้งตนอยากให้เขาช่วยเสกเป่าให้กาหลงเปลี่ยนใจจากตน

    “หากฉันทำได้ ฉันก็จะทำเพื่อเมืองใจนะ แต่นี่เป็นเรื่องของหัวใจ เรื่องของใจกับความรัก มันยากนัก”

    “แล้วควรทำเยี่ยงไรขอรับ”

    “ไม่มีอะไรดีไปกว่าการบอกความจริง เมืองใจต้องจบเรื่องนี้ด้วยตัวเอง”

    เมืองใจฟังแล้วนิ่งไปอย่างหนักใจ

    ooooooo

    ลติกาตัดสินใจเล่าเรื่องที่นันทเดชสะกดจิตเธอย้อนอดีตครั้งล่าสุดให้ศิรสน้องชายของศิโรตม์ฟัง ศิรสตื่นเต้นและเทียบวันเวลาตามข้อมูลที่ค้นคว้าก่อนบอกลติกาว่าค่ายบางระจันใกล้แตกแล้ว

    “รส...พี่อยากกลับไปให้ได้ อยากไปเตือนพวกเขา”

    “พี่ก็น่าจะยื้อคุณหมอนันทเดชอีกหน่อย ปล่อยเขาไปง่ายๆได้ยังไงกัน”

    “พี่ไม่ได้คิดจะให้เขาไปเลยนะ เอาล่ะ พอเถอะ ไม่น่าเล่าอะไรให้ฟังเยอะแยะ แล้วเก็บเป็นความลับให้ดีด้วยล่ะ”

    “รสไม่เล่าต่อหรอกครับ และคิดว่าพี่ตีน่าไม่ควรทำอะไรเพื่อให้ได้กลับเข้าไปในอดีตอีกด้วย”

    “นี่เธอไม่เป็นห่วงพี่ชายเธอเลยเหรอ”

    “ห่วงสิครับ รู้ไหม ตั้งแต่พี่โรตม์หายไป ผมอ่านๆๆๆๆ ค้นสารพัดจากการอ่าน ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของเวลาคู่ขนานอย่างแน่นอน”

    “เท่ากับเวลาทั้งคู่คือตอนนี้ ของปัจจุบันนี้และของอดีต”

    “ครับ ยิ่งฟังที่พี่ตีน่าเล่าเรื่องที่กลับเข้าไปเห็นในการสะกดจิต รสยิ่งเชื่อว่าค่ายระจันใกล้แตกเต็มทีครับ”

    ลติกาหน้าซีด ใจหายวาบ คืนนั้นกลับไปบ้านตนเองคิดมากถึงกับนอนไม่หลับ พูดกับรูปวาดของเมืองใจว่า

    “หากคุณคือผู้ชายคนนั้น คนที่ทำให้ฉันรักใครอีกไม่ได้ ทำไมคุณไม่มาอยู่กับฉันในชาตินี้ ทำไมถึงได้ทำให้ฉันต้องย้อนกลับไปหา...ย้อนกลับไปห่วงใย...ทำไม”

    ooooooo

    วันถัดมา ลติกากลับมาที่บ้านปานทิพย์อีกครั้ง เป็นจังหวะที่ปรางทองมาปรากฏตัวหลังจากหายหน้าไปค่อนข้างนาน

    ปรางทองรับฟังปานทิพย์เล่าเรื่องหุ้นส่วนหลายคนคิดเปลี่ยนใจไปอยู่กับบริษัทใหม่ รวมทั้งพ่อกับแม่ของลติกาด้วย ฟังแล้วปรางทองปรี๊ดแตกอย่างไม่พอใจจนลติกาที่นั่งอยู่ด้วยแทบผงะ

    “นี่ถ้าพี่ปานไม่เล่าว่ารู้ทุกสิ่งจากหนูแล้ว น้าก็คงเคืองหนูเหมือนกัน”

    ปานทิพย์กับศิรสช่วยกันห้ามปรางทองไม่ให้ตีโพยตีพายไป

    “ช่างมันเถอะนะปราง ใครคิดจะอยู่กับเราก็อยู่ ใครคิดจะไปก็ต้องปล่อยเขาไป เราก็ต้องมองที่ตัวเราเองด้วย การบริหารของเรา เมื่อมันไม่เข้าตาเขา เขาก็มีสิทธิ์รวมตัวกันขอถอนหุ้นหรือให้เราแก้ไขอย่างเร่งด่วน”

    “ค่ะคุณพี่ แหม...ตาโรตม์นะตาโรตม์ ทำไมไปจัดการธุระส่วนตัวนานนัก กะผู้หญิงแค่คนเดียว ทำไมมันเคลียร์ยากเคลียร์เย็น”

    “อะไรนะคะ” ลติกามองปรางทองด้วยความสงสัย

    “ว้าย...หลุดปากอีกแล้ว ขอประทานโทษค่ะคุณพี่ หนูตีน่าเลยรู้เลยว่าตาโรตม์เขาไปเคลียร์กะซัมวัน ซัมซิงรอง เคลียร์กะคนเก่าเขาที่เมืองนอก”

    ศิรสหัวเราะก๊าก ลติกายังคงงงงัน จับต้นชนปลายไม่ถูก

    “ตีน่าไม่คิดมากนะคะลูกขา เขาไปเพื่อหนู” ปานทิพย์พูดพร้อมขยิบตาส่งซิกจนลติกาเริ่มจะเข้าใจ รับมุกไป

    “อ๋อ...ค่า ทราบมาบ้างแล้วค่ะ”

    “ต๊าย! ใครปากโป้งบอกหนูก่อนน้า”

    “ฉันนี่แหละ” ปานทิพย์ตอบพรวด ปรางทองเลยหน้าเจื่อน ไปต่อไม่เป็น พี่สาวจึงถือโอกาสเปลี่ยนประเด็น “เอาล่ะ สรุปเรื่องหุ้นส่วนไปประชุมตกลงสัดส่วนการเงินกับอรรถวิทย์ก็ปล่อยเขาไป สำหรับเรา ถ้าเราได้งานระจันรำลึกมาก็น่าจะชะลอการตัดสินใจของหุ้นส่วนได้บ้าง และหากตาโรตม์กลับมาทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น”

    “ตีน่าเชื่อว่าเราต้องได้งานนี้มาค่ะ”

    ปานทิพย์มองลติกาพร้อมส่งยิ้มให้กำลังใจกันและกัน แล้วตอบหนักแน่นแน่วแน่ว่า

    “จ้ะ และถึงแม้ว่าจะได้งานหรือไม่ได้งานก็ตาม ฉันก็จะรักษาศิวะกรุ๊ปเอาไว้ให้ได้ในทุกวิถีทาง”

    ooooooo

    อรรถวิทย์ผิดหวังอย่างแรงเพราะชวดงานแสดงแสงสีเสียง “ระจันรำลึก” อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เขาทุ่ม ติดสินบนทั้งเงินและสิ่งของราคาแพงให้อินทิราซึ่งเป็นหนึ่งในทีมกรรมการตัดสินไปก่อนหน้านี้

    แต่คนอย่างอรรถวิทย์มีหรือจะยอมแพ้ง่ายๆ เขาไปดักเจออินทิราแล้วต่อว่าเธอเป็นการใหญ่ แต่อินทิราก็เถียงข้างๆคูๆ ก่อนจะบอกว่าสาเหตุที่ไม่สำเร็จเพราะปานทิพย์มาร้องขอความเป็นธรรมจากท่านผู้ว่าด้วยตัวเอง

    อรรถวิทย์แค้นเคืองปานทิพย์และจะไม่จบเรื่องนี้อย่างแน่นอน วางแผนกลั่นแกล้งศิวะกรุ๊ปที่ได้งานไปทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้งานสำเร็จลุล่วง ทั้งวางตะปูเรือใบให้รถทีมงานไปล่าช้า ให้คนขโมยคอมพิวเตอร์ที่มีข้อมูลสำคัญ แต่โชคดีที่ลติกามีข้อมูลตัวจริงอยู่ในเครื่องคอมพ์ของตน เลยไม่ส่งผลให้งานเสียหาย

    ส่วนเรื่องอื่นๆที่มีปัญหาเพราะภัยมืดที่ไม่มีใครยืนยันได้ว่าเป็นฝีมืออรรถวิทย์ ยศสันต์ก็สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีเยี่ยม งานจึงดำเนินต่อไปได้แม้จะขลุกขลักบ้างก็ตาม

    นอกจากวิธีสกปรกทั้งหมดนั้นแล้ว อรรถวิทย์ยังส่งคนดักชิงทรัพย์ปานทิพย์และมันอาจทำร้ายเธอด้วย ถ้าศิรสไม่วิ่งเข้ามาเห็นเสียก่อน ศิรสขึ้นรถขับตามมอเตอร์ไซค์คนร้ายไป แต่สุดท้ายต้องยุติเพราะมันชักปืนออกมาขู่

    ยศสันต์ประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วสรุปว่าผิดปกติ น่าจะมีคนกลั่นแกล้งเรา ลติกาเห็นด้วยและนึกขึ้นได้ถามปานทิพย์ว่าโทรศัพท์มือถืออยู่ในกระเป๋าที่คนร้ายเอาไปด้วยใช่ไหม ปานทิพย์ตอบรับแล้วทำหน้างงๆ

    “ถ้างั้นเราใช้ App ได้นี่คะ มันมี App ที่ให้ตามหาโทรศัพท์ของเรา มาค่ะ เดี๋ยวตีน่าตามให้ รับรองแป๊บเดียวรู้เรื่อง”

    “สุดยอดไปเลยฮะพี่ตีน่า รสลืมคิดไปเลย”

    “แปลว่าแบบนี้เราก็ตามหา แล้วก็จับตัวคนร้ายได้ใช่ไหมจ๊ะ”

    “ค่ะคุณป้า”

    ปานทิพย์ยิ้มออก ชื่นชมลติกาที่สติดีมากและช่วยแก้ปัญหาได้แทบทุกเรื่อง

    ooooooo

    พระยารัตนาธิเบศร์ถูกเคี่ยวเข็ญกดดันจนต้องเร่งการทำหุ่นปืนซึ่งต้องเกณฑ์ชาวบ้านมาช่วยกันย่ำดินให้นิ่มและเข้ากัน นำโดยเมืองใจและศิโรตม์ ส่วนกาหลงกับจันกะพ้ออยู่ทำหน้าที่หุงหาอาหารมาให้
    จันกะพ้อยังเคืองศิโรตม์ที่พูดจาตัดเยื่อใยเมื่อ

    วันก่อน พอนำสำรับอาหารมาวางให้ก็รีบสะบัดออกไปโดยไม่ฟังคำขอบใจของศิโรตม์...เมืองใจและกาหลงเห็นโดยตลอด มองหน้ากันแปลกใจ ก่อนที่กาหลงจะรีบตามจันกะพ้อไป เพื่อเอาคำตอบว่าเธอมีเรื่องอะไรกับพี่ศรี

    จันกะพ้อบอกเล่าด้วยความน้อยใจว่าพี่ศรีรำคาญตน ไม่อยากให้ตนไปไหนต่อไหนด้วย และไม่อยากให้อยู่ใกล้คอยห่วงใยเขาเกินควร เขาพูดขนาดนี้แล้วตนคงไม่เสนอหน้าไปตามเขาอยู่ได้หรอก

    “ข้ามิรู้ดอกนะว่าเหตุผลกลใดที่พี่ศรีพูดเยี่ยงนั้น แต่ข้าว่าลึกๆแล้วพี่ศรีเป็นคนที่ห่วงใยเอ็งยิ่งนัก เอ็งลองตรองดูเถิด”

    จันกะพ้อนิ่งไปอย่างครุ่นคิด แล้วเย็นนั้นเองเธอก็ได้พบศิโรตม์โดยบังเอิญที่สระน้ำ หนุ่มสาวใกล้ชิดกันตามลำพัง ศิโรตม์ขอโทษที่พูดไม่ดีทำให้จันกะพ้อเสียใจ

    “พี่ศรีต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่ ข้ามิเข้าใจ พอข้าเข้าใกล้ พี่กลับออกห่าง แต่พอข้าห่างออกมา พี่กลับดึงข้ากลับเข้ามาใกล้อีก”

    “ข้าเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน รู้เพียงแค่วันใดที่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มของเอ็ง เป็นวันที่ข้าทุกข์มากเหลือเกิน”

    “พี่ศรี...”

    “เอ็งอย่าโกรธขึ้งข้าต่อไปเลยนะ ข้าขอร้อง วันพรุ่ง จักเป็นเยี่ยงไรก็มิอาจรู้ วันนี้ขอให้เราดีต่อกันดังเดิมเถิดนะ”

    จันกะพ้อนิ่งไปนิดก่อนพยักหน้าช้าๆ เป็นอันว่าสองคนญาติดีกันเหมือนเดิม

    ooooooo

    หุ่นปืนหรือแบบปืนปั้นเสร็จแล้ว แต่พระยา-รัตนาธิเบศร์ยังนอนเอกเขนก บ่าวติดตามจึงถามท่านว่าเหตุใดยังไม่เริ่มหล่อปืนเสียที

    “ข้าหลังขดหลังแข็งเขียนแบบจนเมื่อยขบไปทั้งตัวจะมิให้พักบ้างเลยรึ”

    “เมื่อยขบหนักนัก ข้าจะรักษาให้เอง” ทองเหม็นเดินถือขวานคู่กายเข้ามาถีบท่านพระยาตกจากแคร่ร้องโอ๊ยแล้วชี้หน้าเอาเรื่อง

    “ข้าเป็นถึงพระยาเป็นขุนน้ำขุนนาง เหตุใดทำกับข้าเยี่ยงนี้ เฮ้ย! จับมัน”

    ทองเหม็นเงื้อขวาน บ่าวผอมแห้งแรงน้อยเลยไม่กล้า

    “ฝัน!! ชอบนอนแลยังชอบฝัน เจ้าคุณเอ๊ย ไอ้ผอมกะหร่องนี่จะมาทำอันใดข้าได้ ส่วนเอ็ง เจ้าคุณ หากยังนอนสันหลังยาวข้าจะฟันให้หัวแยกเป็นเสี่ยง”

    “เอาเล้ย! ข้าตายชาวระจันก็มิมีผู้ใดหล่อปืนใหญ่ให้ ค่ายได้แตกกันครานี้”

    “เอ็งเอาแต่กินนอนมิหล่อปืน ค่ายก็แตกอยู่ดี อยู่ไปมิมีประโยชน์ ก็อย่าอยู่เลย”

    ทองเหม็นแกล้งเงื้อขวานทำท่าจะจามหัวท่านพระยา เท่านั้นเองท่านร้องห้ามเสียงหลงและบอกว่าจะทำงานเดี๋ยวนี้แล้ว...

    ทุกคนช่วยกันคนละไม้ละมือ ศิโรตม์เห็นความพยายามของทุกคนแล้วได้แต่เศร้าใจเพราะทราบดีว่าชะตา–กรรมของชาวระจันเป็นอย่างไร ได้แต่บ่นอย่างคับแค้นว่า

    “ทุกคนมีความพยายามมากเหลือเกินที่จะปกป้องแผ่นดิน ย่ำดินให้กลายเป็นปืน ไม่! ฉันรับไม่ได้แล้ว ฉันทนเห็นแบบนี้ไม่ได้ ใจฉันจะขาด เพราะแม้แต่เตือน ฉันก็เตือนพวกเขาไม่ได้”

    จันกะพ้อ กาหลง ลำเจียกเดินเข้ามาช่วยด้วยความเต็มใจ ศิโรตม์เหลือบเห็นเมืองใจมองจันกะพ้อจึงขอไปช่วยลุงมั่นทำกระสุน ส่วนทางนี้กาหลงแม้บอบบางแต่ก็ช่วยงานเต็มที่จนตัวเองบาดเจ็บโดนหินบาดได้เลือด เมืองใจต้องอุ้มไปส่งที่พักและให้ลำเจียกดูแลต่อ

    ศิโรตม์แยกมาช่วยลุงมั่นอีกทาง โดยมีชายฉกรรจ์หลายคนช่วยอยู่ก่อนแล้ว ทุกคนพูดคุยฝากความหวังกับปืนใหญ่ ยิ่งฟังศิโรตม์ก็ยิ่งเจ็บปวด นึกถึงแม่กับน้องชายเคยคุยกันว่าบางระจันจะแตกเมื่อใด แล้วถามลุงมั่นว่า

    “นี่วันเดือนปีที่เท่าใดแล้ว อีกกี่วันจะถึงวันจันทร์แรม 2 ค่ำ เดือนแปด ปีจอ อัฐศกขอรับ”

    ลุงมั่นนับนิ้วมือแล้วบอกว่าอีก 20 วัน ศิโรตม์ตกใจมาก เหลือเวลาอีกเท่านั้นเองหรือ?

    “ดูเอ็งตื่นเต้นนัก วันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือนแปด ปีจอ อัฐศก มีอันใดรึ”

    “ไม่...ไม่มีขอรับ”

    “ข้ามั่นใจเหลือเกินว่าปืนใหญ่ของชาวระจันจะตีค่ายข้าศึกกระเจิง”

    ศิโรตม์นิ่งไปทั้งที่ใจร้อนรุ่ม...อีก 20 วัน ทุกคนที่นี่จะตายกันหมด คิดแล้วกลับไปกลุ้มใจอยู่ที่ทับ เมืองใจเข้ามาเห็น ถามว่างานฝ่ายลุงมั่นเป็นอย่างไรบ้าง

    “ราบรื่นดี ทำกระสุนได้มากอยู่...กาหลงล่ะ มีคนบอกข้ากาหลงได้แผล”

    “น้าลำเจียกกับจันกะพ้อรักษาแล้ว อีกสองสามวันก็หาย”

    ศิโรตม์มองเมืองใจ ครุ่นคิดแล้วตัดสินใจถามเขาว่ายังเชื่ออยู่ใช่ไหมว่าตนเป็นเทวดา

    “ก็ถ้ากระผมมิเชื่อแล้วกระผมจะถามท่านศรีเรื่องกาลข้างหน้ารึขอรับ”

    “อืม นั่นสิ เช่นนั้น หากเทวดาสั่ง เอ็งจะยอมทำตามคำสั่งเทวดารึไม่”

    “มิมีผู้ใดกล้าขัดคำสั่งเทวดาดอกขอรับ”

    “งั้นข้าขอสั่ง...พรุ่งนี้เอ็งต้องไปบอกรักคนที่เอ็งรัก”

    “แต่การศึก...” เมืองใจพูดไม่ออก มองหน้าศิโรตม์อย่างหนักใจ

    ทางด้านจันกะพ้อที่เกิดความรู้สึกน้อยใจศิโรตม์ขึ้นมาอีก คืนนี้เธอนั่งเหม่อลอยคิดมาก ลำเจียกประคองกาหลงออกมา จันกะพ้อสงสัยว่าสองคนจะพากันไปไหนทั้งที่กาหลงเพิ่งได้แผล

    “พากันมาหาเอ็งนี่แหละ ข้ากับน้าลำเจียกเห็นหมู่นี้เอ็งดูมิสดใสสบายใจ เห็นเอ็งนอนมิค่อยหลับ นั่งเหม่อ เอ็งทุกข์อันใดนัก เรื่องพี่ศรีฤาไม่”

    จันกะพ้อพยักหน้าหงอยๆ น้อยใจอยากร้องไห้

    บ่นอุบว่า “ข้ารอให้เขาคืนค่าย ทุกวันคืนข้าห่วงใยและเฝ้ารอ แต่เมื่อเขากลับมา เขากลับผลักไสข้า บอกข้ามิควรตามเขา เมื่อข้าจำถอยห่างออกมา เขาก็กลับดึงข้าไปใกล้อีก ข้ามิเข้าใจ ทว่าข้ากลับเข้าใจความรู้สึกของเอ็งมากขึ้นที่มีต่อ พี่เมืองใจ”

    กาหลงยิ้มเศร้า ลำเจียกรีบคลี่คลายปัญหาของสองสาว

    “ข้าเชื่อว่าทั้งเมืองใจและไอ้ศรี ทั้งสองต้องเลือกที่จะทำหน้าที่รักษาแผ่นดินก่อนอื่นใดทั้งสิ้น ส่วนเอ็งทั้งสองต้องหนักแน่น หากพ้นหน้าศึก บุญพาวาสนาส่ง มิใช่แต่พวกเอ็ง พวกเราทุกคนคงมีเรื่องดีให้สมหวังบ้าง”

    แล้วทั้งสามก็เงียบไปในความมืด ต่างคิดหาความหวังให้กับตนเอง

    ooooooo

    รุ่งเช้าลำเจียกตัดสินใจมาถามศิโรตม์ว่าเหตุใด ถึงทำตัวห่างเหินจันกะพ้อ ศิโรตม์ไม่ตอบแต่ฝากลำเจียก ไปบอกจันกะพ้อว่าหากอยากรู้คำตอบให้ไปที่บึงบัวเที่ยงนี้

    หลังจากนั้นศิโรตม์ก็จัดแจงไปคุยกับเมืองใจ คิดว่า เป็นไงเป็นกันเพราะอีกสามวันชาวระจันก็จะได้ปืนใหญ่แล้ว เขาต้องการให้เมืองใจได้เปิดใจกับคนที่รักก่อนจะถึง เวลาศึกใหญ่ ให้ตัดดอกไม้ที่งามที่สุดไปมอบให้เธอแล้วบอกรัก ซึ่งเขานัดแนะให้แล้ว เที่ยงนี้เมืองใจต้องไปที่บึงบัว

    เมืองใจตัดสินใจแน่วแน่ทำตามศิโรตม์บอก แต่คนที่บอกกลับกระวนกระวายไม่ค่อยสบายใจ กาหลงเดินผ่านมาเห็นท่าทีศิโรตม์ก็แปลกใจ เพราะรู้ว่าเขานัดจันกะพ้อไว้ที่บึงบัวแล้วทำไมถึงยังอยู่ตรงนี้

    ศิโรตม์บอกว่าตนเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว แต่ไม่ได้บอกจันกะพ้อ ถ้าไม่เจอเดี๋ยวเธอก็รู้เอง กาหลงร้อนใจกลัวจันกะพ้อฉุนเฉียวอาละวาดที่เขาผิดนัด จึงเดินอ้าวเพื่อไปบอก ศิโรตม์ตกใจรีบก้าวตามกาหลง

    จันกะพ้อประหลาดใจที่เห็นเมืองใจแทนที่จะเป็นศิโรตม์ เมื่อได้ยินอีกฝ่ายบอกรักก็ชะงักงัน ก่อนพูดความจริงออกไปเช่นกันว่าเธอไม่ได้รักเขาอย่างหญิงรักชาย แต่รักฉันพี่น้อง เมืองใจทั้งจุกและเจ็บ เช่นเดียวกับกาหลงที่เข้ามาได้ยินพอดี รู้สึกเจ็บแปลบแทบน้ำตาร่วง เมื่อจันกะพ้อบอกว่ากาหลงรักเมืองใจ แล้วเมืองใจคิดกับกาหลงเพียงน้องสาว

    คำพูดนั้นของเมืองใจยอกใจกาหลงยิ่งนัก ร้าวรานจนมือไม้อ่อนปล่อยตะกร้าสมุนไพรหล่นลงพื้น เมืองใจและจันกะพ้อหันขวับไปมอง กาหลงน้ำตาไหลพรากรีบวิ่งจากไป ศิโรตม์ร้องเรียกและวิ่งตามด้วยความเป็นห่วง จันกะพ้อได้สติตามไปอีกคน

    ศิโรตม์วิ่งตามมารั้งกาหลงไว้จะปลอบใจ แต่เธอขอร้องให้ปล่อยเพราะไม่ต้องการให้ใครเห็นน้ำตาและความอ่อนแอของตน

    “นักรบผู้แกร่งกล้าที่ชนะทุกศึกในสนามรบก็ยังมีน้ำตาเมื่อพ่ายแพ้ในศึกรัก ทุกคนล้วนอ่อนแอ อย่าอับอายไปเลย”

    “แต่เพลานี้ข้ามิอยากพบเห็นผู้ใด ข้าอยากอยู่คนเดียว ปล่อยให้ข้าไปอยู่คนเดียวเถิด”

    “กาหลงอ่อนแอแต่มิใช่คนไร้ปัญญาที่จะคิดสั้น... ปล่อยมันไปเถิด” จันกะพ้อส่งเสียงทางด้านหลัง

    ศิโรตม์มองเมืองใจที่รั้งท้ายอย่างขอความเห็น เมืองใจพยักหน้าเห็นด้วยกับจันกะพ้อ ศิโรตม์จึงปล่อยกาหลงไป ทุกคนมองเธออย่างห่วงใยสงสาร แต่ก็ว้าวุ่นสับสนในตัวเองกันหมด ที่สุดจันกะพ้อก็ตัดสินใจเด็ดขาดบอกเมืองใจก่อนเดินจากไปว่า

    “เลิกคิดเกินเลยกับข้า แล้วกลับมาเป็นพี่น้องกันเช่นเดิมเถิดนะพี่เมืองใจ”

    เมืองใจเจ็บปวดใจ ศิโรตม์นิ่งอึ้ง สงสาร สับสน และห่วงใย แม้ดูหนักแน่นที่ทำอะไรลงไป แต่ใจก็ไม่เป็นสุขเอาเสียเลย

    ooooooo

    กาหลงเสียใจมาก หลบไปนั่งร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรก่อนจะปรับใจรับสภาพกลับมาทำงานในครัวเหมือนเดิม แต่จันกะพ้อที่เฝ้าติดตามด้วยความห่วงใยกลับเข้าใจผิดคิดว่ากาหลงจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย รีบแย่งมีดในมือ ก่อนจะรู้ความจริงว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดทำร้ายตัวเองสักนิด

    เมืองใจกับศิโรตม์ยังคงเฝ้าดูสองสาวด้วยความเป็นห่วง จึงได้ยินกาหลงถามจันกะพ้อว่า

    “เอ็งมิรักพี่เมืองใจเพราะเอ็งปักใจรักพี่ศรีแน่แล้วใช่ฤาไม่”

    จันกะพ้ออึกๆอักๆ ก่อนยอมรับเพราะกาหลงดักคอว่าอย่ามุสา

    “เอ็งยังปักใจรักพี่ศรี แม้วันนี้พี่ศรีให้น้าลำเจียกนัดเอ็งมาพบ พี่ศรีบอกน้าลำเจียกว่าหากเอ็งอยากรู้ว่าสาเหตุ ที่ห่างเหินให้มาพบที่บึงบัว แล้วพี่เมืองใจก็มาบอกรักเอ็ง”

    เมืองใจได้ยินชัด มองหน้าศิโรตม์อย่างฉุนๆ บอกว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน ส่วนจันกะพ้อก็ลำดับเหตุการณ์จนชัดเจนแล้วรู้สึกแย่

    “พี่เมืองใจบอกว่าพี่ศรีสั่งให้มาเจรจากับข้า...พี่ศรี รู้ว่าพี่เมืองใจรักข้าจึงมิอยากใกล้ชิดข้าให้พี่เมืองใจเสียใจ”

    เมืองใจสีหน้าเคร่งขรึมเดินนำศิโรตม์ไปคุยกันห่างจากสองสาว

    “ข้าซาบซึ้งยิ่งนักที่ท่านห่วงใยจนยอมห่างเหินกับเจ้าจัน แต่ข้าก็มิเข้าใจว่าท่านรู้แก่ใจว่าเจ้าจันมิมีใจให้ข้า เหตุใดจึงสั่งให้ข้าไปบอกรัก”

    “เพราะรักที่ถูกเก็บงำมันมิมีประโยชน์”

    “แต่การบอกรักหญิงที่มิมีใจ นอกจากจะมิมีประโยชน์แล้วยังทำให้ข้าเข้าหน้าเจ้าจันมิติดดังก่อนด้วย”

    “ข้ามิคิดเช่นนั้น เจ้าจันยังเด็ก นิสัยก็เหมือนชายมากกว่าหญิง มิจุกจิกจู้จี้ มิคิดเล็กคิดน้อย ยังมิทันข้ามวันก็ลืมแล้วว่าเมื่อครู่เอ็งพูดอะไร มันมิห่างเหินเอ็งดอก”

    “หวังว่าทุกอย่างจะไปเป็นตามญาณหยั่งรู้ของเทวดา”

    “เมืองใจ...ข้ารู้ว่าที่เอ็งโกรธเพราะกังวลว่าเจ้าจัน จะเปลี่ยนไป แต่ไม่ว่าเจ้าจันจะเป็นอย่างไร ข้าก็คิดว่าการได้บอกรักคนที่เรารักก็ดีกว่าเก็บความรักไว้กับตัว เพราะหากวันใดเจ้าจันทุกข์ร้อนขึ้นมา อย่างน้อยมันก็ยังนึกได้ว่ามีคนหนึ่งที่พึ่งพาได้คือผู้ชายที่รักมันสุดหัวใจ วันนี้เอ็งอาจจะโกรธข้า แต่อีกไม่นานเอ็งจะเข้าใจสิ่งที่ข้าทำ”

    เมืองใจเถียงไม่ออก ครุ่นคิดค่อยคลายความโกรธลง แต่อีกด้านจันกะพ้อกำลังร้องไห้เสียใจในการกระทำของศิโรตม์ บ่นกับกาหลงว่า

    “พี่ศรีจัดแจงให้พี่เมืองใจมาเจรจาก็หมายความว่าพี่ศรีไม่มีใจแก่ข้า”

    “ร้องเถิดเจ้าจัน ร้องให้สาแก่ใจ ปล่อยสายน้ำตาของเอ็งให้ไหลชำระความเสียใจออกจากหัวใจให้หมด เอ็งจะได้หายจากความเจ็บปวด”

    จันกะพ้อร้องไห้โฮสวมกอดกาหลงที่สะเทือนใจสุดจะกลั้นเหมือนกัน เอ่ยทั้งน้ำตาว่าเราสี่คนคงทำบุญร่วมกันมาน้อยจึงมีวาสนาต่อกันเพียงพี่น้อง ลำเจียกเข้ามาเห็นสองสาวกอดกันร้องไห้ ซักถามจนได้ความจริงแล้วก็เตือนอย่างปลงๆ

    “นี่แหละชีวิต สุข ทุกข์ ดีใจ เสียใจ ปะปนกันไป มิมีผู้ใดดอกที่จะสมหวังดั่งใจทุกอย่าง ยิ่งความรักด้วยแล้ว น้อยคนนักที่จะมิเคยผิดหวัง อย่าคิดมากเลย”

    หลังจากนั้นลำเจียกผละไปพูดจากับสองหนุ่มที่นั่งซึมอกตรมด้วยกันทั้งคู่

    “เจ้าจันเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว...เฮ้อ...ความรักมัน ช่างร้ายกาจทำให้นักรบระจันถึงกับนั่งหมดอาลัยไร้เรี่ยวแรง”

    “ข้าต้องทำเยี่ยงไรจึงจะหายเสียใจแล้วได้เรี่ยวแรงคืนมา”

    “ฟังคำข้านะเมืองใจ เอ็งเป็นนักรบเอกของระจัน ส่วนเอ็งไอ้ศรีเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการวางกลศึก หากกำลัง สำคัญของค่ายระจันไร้เรี่ยวแรงเยี่ยงนี้ คิดรึไม่ว่าการศึกจะเป็นเช่นไร”

    สองหนุ่มรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีที่เห็นแก่ตัวมัวแต่คิดเรื่องส่วนตัวจนลืมส่วนรวม

    “พวกเอ็งมิได้เห็นแก่ตัวดอก แต่ความรัก ความผิดหวังเสียใจ ทำให้พวกเอ็งขาดสติ ข้าจึงต้องมาเตือน เมืองใจ ไอ้ศรี ความรักเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่ยามศึกเยี่ยงนี้ไม่มีรักใดยิ่งใหญ่ไปกว่ารักแผ่นดิน ตั้งสติให้มั่นแล้วช่วยกันคิดเถิดว่าจะจบศึกที่กำลังประชิดนี้เยี่ยงไร”

    “ขอรับ” สองหนุ่มรับคำหนักแน่น คิดตรงกันว่าศึกรักเอาไว้ในอก ศึกรบต้องเผชิญหน้า!

    ooooooo

    หลังเกิดเหตุการณ์แย่ๆหลายอย่างกับทีมงานและเจ้าของบริษัทอย่างปานทิพย์แล้ว ยศสันต์กับลติกา พยายามสืบหาตัวคนร้ายด้วยการจ้างนักสืบมือดีแต่ยังไม่สำเร็จสักที ทั้งที่ยศสันต์มั่นใจว่าเป็นฝีมืออรรถวิทย์

    อรรถวิทย์ไหวตัวเร็วกว่าที่คิด เขาจ่ายเงินแล้วตัดขาดคนร้ายที่จ้างวานไป แต่ส่งอีกกลุ่มไปวางเพลิงบริเวณวัดมเหยงค์ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานระจันรำลึก สร้างความเสียหายให้กับงานที่เริ่มต้นไปแล้วหลายอย่าง

    พวกปานทิพย์ทราบข่าวรีบรุดมาดูด้วยความตกใจ ยศสันต์ที่มาถึงก่อนบอกว่าหลังจากดับไฟเสร็จ เจ้าหน้าที่พบรอยน้ำมันบนพื้นเลยสันนิษฐานว่ามีคนเข้ามาวางเพลิง

    “ไหนว่าทางผู้จัดเขาจัดคนดูแลเราเข้มข้นแข็งแรงไงฮะ”

    “ต๊าย! คนจ้องจะทำกับคนระวังมันต่างกันจ้ะหลาน นี่ยังอกสั่นขวัญแขวนอยู่เลย ยังไงก็ต้องขอบใจตารสนะที่ไปรับน้ามาจากบ้านวิ่งมาถึงอยุธยานี่ ให้น้าได้มามีส่วนร่วมแชร์ทุกข์กับพวกเรา”

    “เราจะไม่ทุกข์ค่ะน้าปราง เพราะเขาต้องการให้เราทุกข์”

    “ใช่ เราต้องแสดงให้เขาเห็นว่าเราไม่เป็นอะไร ไม่ทุกข์ ไม่กลัว”

    ปรางทองถามพี่สาวว่าหมดเงินไปเท่าไหร่ แล้วจะสร้างใหม่ยังไงทัน เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะถึงวันงานแล้ว ปานทิพย์สำทับว่าหมดเท่าไหร่ก็เท่ากัน สร้างมันขึ้นมาใหม่ เพิ่มคนลงไปจะได้ทัน ยศสันต์รับคำสั่งทันใด ขณะที่ลติกาอาสาจะคุยกับลูกค้า เพราะนี่คือที่ของเขา เขาน่าจะช่วยเรารับผิดชอบ อย่างน้อยก็ต้องเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับพวกเรามากขึ้น...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา
    17 ต.ค. 2564

    06:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 00:48 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์