นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"

    ลติกานำเรื่องที่พ่อแม่ของเธอจะเปลี่ยนใจไปลงทุนกับบริษัทใหม่ที่อรรถวิทย์ร่วมบริหารมาบอกปานทิพย์เพราะทนอึดอัดไม่ไหว

    แทนที่ปานทิพย์จะไม่พอใจ เธอกลับมองโลกในแง่ดีว่าทุกคนมีสิทธิ์เปิดโอกาสให้ตนเอง มันเป็นวิถีปกติของธุรกิจ ตรงไหนที่มองไม่เห็นอนาคตก็ย่อมมองหาอนาคตและการลงทุนใหม่ๆ สำหรับตนแล้วความเป็นเพื่อนแยกออกจากธุรกิจได้เสมอ

    “ยังไงต้องขอบใจหนูนะตีน่า ที่ตัดสินใจมาเล่าให้ป้าฟัง”

    “ตีน่าเก็บไม่อยู่หรอกค่ะ อึดอัดมาก แล้วก็แค้นอีตาอรรถวิทย์”

    “อย่าไปถือสาอะไรเลย เขาก็มีสิทธิ์ของเขา ที่จะทำธุรกิจแบบของเขา”

    “แต่แบบนี้มันไม่มีมารยาทค่ะคุณป้า”

    “ช่างเขาเถอะ เราก็ทำของเราให้ดี ทำให้รอดมันช่วยไม่ได้เพราะเรามีจุดอ่อนซะแล้ว ผู้บริหารของเราไม่มีชัดเจน แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยป้าก็ดีใจและซาบซึ้งมากที่หนูอยู่ข้างป้า”

    “หนูอยู่แน่ค่ะ”

    “ป้าสัญญาว่าป้าจะแก้ไขหาทางออกในเรื่องนี้ให้ดีที่สุด”

    “ค่ะ...โรตม์นะโรตม์ ป่านนี้จะเป็นยังไง” ลติกาบ่นขึ้นมา ปานทิพย์ได้ยินใจประหวัดไปด้วยความคิดถึงลูก ขณะที่คนพูดกลับคิดไปไกลถึงเมืองใจ ผู้ชายที่เธอรู้สึกผูกพันอย่างประหลาด

    บ่ายวันเดียวกันนี้ ลติกาตัดสินใจไปพบนันทเดชหลังจากเขาเพียรโทร.หาเธอหลายครั้งแต่เธอไม่รับสาย นันทเดชดีใจมากรีบพาเธอมาที่บ้านหลังงามของแม่ซึ่งแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติและความสงบ

    ชายหนุ่มตั้งใจสะกดจิตย้อนอดีตให้เธออีกครั้งซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้ายเพราะเขากำลังหาคำตอบให้ตัวเองว่าเธอรักเขาบ้างไหม หากคำตอบคือไม่ เขาก็มีทางออกให้ตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่อยู่เมืองไทย แต่จะไปทำงานที่ต่างประเทศ

    การสะกดจิตครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา...

    วันนี้เขาขอเดินทางไปกับเธอด้วย เรียกว่าใช้จิตสะกดจิต โดยลติกาเป็นคนนำทาง

    ลติกาเห็นการต่อสู้ที่บางระจัน มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก กาหลงและลำเจียกวิ่งพล่านช่วยกันเยียวยาคนเจ็บ แต่นันทเดชยังไม่เห็น แต่ก็รับรู้ได้ถึงหวาดกลัวของลติกา

    สองคนเหงื่อผุดเต็มหน้า ใจเต้นแรงพอกัน นันทเดชอยากไปต่อ อยากรู้ว่าใครคือคนที่ลติกาห่วงใยมากที่สุด ลติกาดำดิ่งไปอีกจนเห็นเมืองใจนำขบวนรบ นันทเดชก็เห็น เขาลืมตาโพลงประหลาดใจ บ่นพึมพำกับตัวเอง

    “นี่มันเป็นไปได้ยังไง เราเข้าไปเห็นอะไร ทำไมเรารู้สึกสะท้านแบบนี้ ลติกา คุณคือทางผ่านของอดีตหรือคุณอยู่ในอดีตนั้นจริงๆ พาผมไปต่อนะลติกา”

    นันทเดชหลับตาลงอีกครั้ง แต่ลติกาสะอื้นออกมา ก่อนฟุบหน้าลงกับโต๊ะ หลุดออกจากภวังค์ด้วยกันทั้งคู่

    เมื่อตั้งสติได้แล้ว ลติกาถามนันทเดชว่าเชื่อตนแล้วใช่ไหมว่าตนมีอดีต และทำไมตนต้องกลับไป

    “ชั่วเวลาเพียงเท่านั้นมันไม่สามารถทำให้ผมเข้าใจลึกซึ้งเท่าคุณได้หรอก แต่มันเหมือนผมเข้าไปในความทรงจำของคุณมากกว่า มันเป็นเหตุการณ์ที่คุณอาจจะรับรู้ผ่านชีวิตของใครบางคน ซึ่งผมไม่รู้ว่าใครนะ ผมเห็นผู้คนเป็นเงา มีการต่อสู้ มีทั้งความหวาดกลัว มีทั้งความกล้าหาญ ความเสียสละ ทั้งหมดผมว่ามันคือความดี”

    “ค่อยยังชั่ว อย่างน้อยก็มีคนเห็นว่าฉันจดจำสิ่งดีๆ และมันแปลกที่ฉันไม่เคยลืมเลย”

    แน่นอนว่ามาถึงขั้นนี้แล้วลติกาย่อมไม่หยุดยั้ง เธอต้องการให้นันทเดชพาเธอไปต่อ เขาเองจะได้รู้จักเธอมากขึ้น ชายหนุ่มตกลงแต่มีข้อแม้ว่าลติกาเห็นอะไรต้องวาดรูปลงในเฟรมภาพว่างเปล่าที่เขาซื้อมาฝาก ซึ่งเขามีอุปกรณ์การวาดไว้ให้พร้อม

    ลติกาตกลงโดยดี จากนั้นการสะกดจิตก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง

    “คุณหลับตาลง คิดภาพสถานที่ที่คุณเคยรับรู้ คนที่คุณต้องการจะกลับไปหา แล้วกำหนดลมหายใจให้เป็นจังหวะเดียวกับเสียงนาฬิกานี้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ผมปิดเสียงนาฬิกา เรียกชื่อคุณพร้อมกับปรบมือ 1 ครั้ง คุณจะต้องกลับมา”

    นันทเดชเปิดเสียงนาฬิกา ลติกานำพาตัวเองล่องลอยไป มือของเขานำพามือของเธอให้จับดินสอวาดภาพที่เห็น

    “นี่จะเป็นอีกวิธีที่จะนำพาไปสู่ก้นบึ้งแห่งความทรงจำของคุณสิ่งที่คุณยึดติดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งๆที่ผมก็ไม่เข้าใจว่ามันติดตามคุณมาได้อย่างไร...ลติกา ผมอยากให้คุณวาดภาพ วาดเร็วๆ เหตุการณ์ที่คุณพอจะจำได้ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ของอดีตของคุณ”

    ลติกาจรดดินสอวาดรูปลงบนเฟรมที่มีกระดาษแผ่นแรก ขณะที่เสียงนันทเดชยังดังอย่างต่อเนื่อง

    “หากคุณต้องการที่จะมีชีวิตในชีวิตนี้...รู้สึกกับชีวิตนี้ ในวันนี้ ทิ้งเรื่องอดีต ขีดเขียนระบายมันออกมาให้หมด...ลติกา”

    มือเรียวสวยของลติกาลากเส้นเป็นกองทหารพม่าและคนระจันประจันหน้ากัน นันทเดชมองภาพนั้นตาค้าง...นักรบสาวสามคน กองไฟ และคนตายเป็นผู้ชายสองคนนอนคว่ำหน้ามีธนูปักที่คนหนึ่ง
    นันทเดชช็อก รำพึงกับตนเองว่า “ศึกที่ใดนี่ มีคนตาย คนตายเป็นใคร”

    ลติกายังอยู่ในภวังค์ ลากเส้นรวดเร็วไม่หยุด ผู้ชายคนหนึ่งคล้ายนายจันหนวดเขี้ยว แล้วตวัดอีก แต่กลับหยุดปลายดินสอ น้ำตาเธอไหลออกมานันทเดชตัดสินใจคว้านาฬิกาจะกดปิด แต่พลันเปลี่ยนใจไม่ปิด สายตามุ่งมั่นจับจ้องอยู่ที่เฟรมภาพอย่างจดจ่อ

    ooooooo

    นายจันหนวดเขี้ยวนำนักรบและชาวบ้านยกเว้นทองเหม็นและนายแท่นออกมาช่วยปล้อง เฟื่อง และแฟง สามสตรีที่ฝ่าฝืนออกไปลาดตระเวนจนเกิดสู้รบกับข้าศึกและตกอยู่ในวงล้อม

    สองฝ่ายยันกันไปมาอยู่พักใหญ่ก่อนที่พม่าจะค่อยๆล่าถอยไปอย่างน่าประหลาดใจ นายจันประกาศไม่ให้พวกของตนติดตาม แต่เผือกกับก้านเห็นเป็นโอกาสได้เปรียบจึงฝืนคำสั่งวิ่งถือดาบออกไป ทำให้ทั้งคู่ถูกข้าศึกรุมฟันไม่ยั้ง

    เสียงปืนของขุนสรรค์ดังสนั่น นายจันนำคนกรูกลับมา ทหารพม่าแตกตื่น แล้วปะทะกันอีกครั้ง พม่าแลกชีวิตเพื่อพิทักษ์ปืนใหญ่ แต่ถูกตีร่นกระจายอยู่เหมือนกัน

    เวลานั้น คณะของเมืองใจเดินทางมาถึงจุดปะทะ เมืองใจกับศิโรตม์เข้าช่วยต่อสู้กับข้าศึก ขณะที่พระยารัตนาธิเบศร์กับสมุนกลับซุกตัวหลบภัยด้วยความหวาดกลัว

    ในที่สุด ชาวระจันพากันกลับค่ายพร้อมศพก้าน เผือก และผู้กล้าอีกหลายคน เอี้ยงร้องไห้แทบขาดใจเมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณของก้านซึ่งเป็นน้องชาย กาหลงก็อยู่ในสภาพไม่ต่างจากเอี้ยง เสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของทุกคน

    เสียงร้องไห้ของครอบครัวผู้สูญเสียดังระงม ปล้องขอโทษทุกคนที่ตนเป็นต้นเหตุเพราะไม่เชื่อนายจัน แต่นายแท่นค้านด้วยความเจ็บแค้นว่ายามศึกมีต้นเหตุแห่งความตายเพียงอย่างเดียวคือข้าศึก

    และสิ่งที่ต่อกรข้าศึกได้ก็คือปืนใหญ่ บัดนี้เมืองใจกับศิโรตม์กลับมาแล้วแต่ปราศจากปืนใหญ่ที่ทุกคนรอคอย แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะหมดหวังเสียทีเดียว เพราะเมืองใจพาพระยารัตนาธิเบศร์มาหล่อปืนใหญ่ให้ ดังนั้นเวลานี้ทุกคนต้องช่วยกันหาสิ่งของที่จะหล่อปืนใหญ่ได้

    ooooooo

    ภาพเหตุการณ์นองเลือดที่บางระจันปรากฏแก่สายตานันทเดชอย่างไม่น่าเชื่อ หลังจากเขาสะกดจิตลติกาย้อนอดีตแล้วให้เธอวาดสิ่งที่เห็นลงบนเฟรม

    ที่สำคัญเขารู้แน่แก่ใจแล้วด้วยว่าลติการักและผูกพันอยู่กับบุรุษคนหนึ่งที่เธอวาดภาพนั้นไว้นานแล้ว และในวันนี้เธอก็วาดเขาซ้ำอีกครั้ง

    นันทเดชซึ่งหลงรักลติกาจึงทำใจลำบาก เขาขับรถจากเธอมาด้วยความเศร้า บ่นกับตัวเองว่าทำไม่สำเร็จ เธอมีคนรักอยู่แล้ว และรักมาเป็นร้อยปี จนบัดนี้เธอก็ยังรักเขาคนเดียวเท่านั้น...

    อรรถวิทย์ใช้เส้นและติดสินบนกรรมการคนหนึ่งในทีมผู้ตัดสินการประมูลงานจัดแสดงแสงสีเสียงที่อยุธยาซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับจังหวัดเพื่อให้ได้งานนี้มา ปานทิพย์ระแคะระคายเรื่องนี้จึงเข้าพบผู้มีอำนาจเหนือคณะกรรมการ เหตุนี้เองทำให้กรรมการผู้รับสินบนโดนเรียกมาดักคอจนกล้าๆกลัวๆ

    ooooooo

    พระยารัตนาธิเบศร์ยังอยู่ในช่วงเวลาพักผ่อนหลังจากเดินทางลำบากลำบนมาไกล ทั้งที่ทุกคนเห็นพ้องกันว่าเราต้องมีปืนใหญ่มาต่อสู้กับข้าศึกโดยเร็ว

    เมืองใจจำต้องตามใจท่านพระยาโดยให้พักผ่อนและกินอยู่อย่างสบาย แต่ศิโรตม์ไม่พอใจในความเรื่องมาก หนักไม่เอาเบาไม่สู้ของท่าน ถามเมืองใจตรงๆว่าเรามั่นใจท่านพระยาได้แค่ไหน

    “สักเสี้ยวขอรับ”

    “อะไรนะ เสี้ยวมันไม่ถึงกึ่งเลยนะ”

    “ขอรับ หล่อปืนกับหล่อพระแผกกัน”

    “ให้ตายสิวะ” ศิโรตม์ทุบมือลงบนต้นไม้ใกล้ตัวอย่างคับแค้น

    “ท่านศรีอย่าได้ทำร้ายตนเอง”

    “รู้ไว้เลยเมืองใจ เทวดาองค์นี้มันกระจอก เสกไม่ได้ เป่าไม่ได้ ไม่มีอะไรสักอย่าง ถ้าฉันมีฤทธิ์ ฉันต้องทำอะไรไปนานแล้วให้มันดีกว่านี้”

    “ท่านศรี พอเถิดขอรับ กระผมได้เพื่อน เพื่อนดีกว่าเทวดา...เทวดาจะมาชั่วครั้งชั่วคราวแล้วหายไป แต่เพื่อนจะอยู่กับเราตลอดไป”

    เมืองใจยิ้มซื่อและจริงใจ ศิโรตม์รับรู้ได้ด้วยใจ พยักหน้าและยิ้มตอบ...ไม่มีคำพูดใดๆของสองคนต่อจากนั้น แต่ดวงตาบ่งบอกว่าเราคือเพื่อนตายและจะไม่ทิ้งกันเด็ดขาด

    ooooooo

    ใช่มีแต่ศิโรตม์ที่ระอาพระยารัตนาธิเบศร์ที่อ้อยอิ่ง ขาดความกระตือรือร้นที่จะหล่อปืนใหญ่ นายอิน ขุนสรรค์ และลุงมั่นก็เช่นกัน พวกเขาบ่นเสียงดังได้ยินถึงหูท่านพระยา แต่ก็ยังไม่ได้นำพา ท่านทำหูทวนลม คิดว่าตัวเองคือคนสำคัญที่ทุกคนต้องยำเกรง

    จนกระทั่งเสียงปืนใหญ่จากข้าศึกดังกึกก้อง กระสุนล่องลอยมาลงในค่าย นั่นแหละท่านพระยาถึงกระตือรือร้น ปักหลักบัญชาการให้ชาวบ้านนำเครื่องใช้โลหะมากองรวมกัน แต่ยังมีไม่มากนัก จึงสั่งไปหามาเพิ่ม มีเพียงหยิบมือยังไงก็หล่อปืนใหญ่ไม่ได้

    “ท่านต้องการโลหะแบบใด สัดส่วนเท่าใดฤา” นายจันถาม

    “บ๊ะ! เอ็งไปเสาะหามาให้มากๆ ไว้ก่อนเถิด เผื่อเหลือ เผื่อขาด ใช้ได้มิได้ค่อยว่ากันอีกที ข้าจะหล่อปืนใหญ่ มิใช่หล่อปืนคาบศิลา”

    “แล้วเราจะไปควานหาของที่มิได้ใช้มาทำไมเล่าท่านเจ้าคุณ เปลืองแรงเปล่า ท่านว่ามาว่าอยากได้สิ่งใดเท่าใด มิดีกว่ารึ” จันกะพ้อพูดโพล่ง ท่านพระยาเลยอ้อมแอ้มว่า

    “ก็...ทองเหลือง ทองแดง ดีบุก หามาให้เยอะไว้”

    “ท่านมิรู้สัดส่วนดอกรึ” จันกะพ้อรุกไล่

    “กระเดี๋ยวตอนหลอมค่อยกะเอา”

    “ไม่ดีกระมังท่าน”

    “ปัดโธ่ เอ็งนี่มันขัดคอข้าจริง คอยท่าสักหน่อยเถิดเอ็ง เดี๋ยวก็หลอมได้ปืนใหญ่แค่สองกระบอก เล่นไม่ยากดอก”

    จันกะพ้อกับนายจันมองหน้ากัน กังวลในความสามารถของท่านพระยา ผ่านไปไม่นาน ศิโรตม์นำชายชาวบ้านเข้ามาพร้อมเครื่องทองและโลหะจำนวนมาก เมืองใจละออกจากวงซ้อมอาวุธมาสมทบศิโรตม์

    “พวกเอ็งไปขนจากที่ใดมา” นายจันสงสัย

    “ที่หมู่บ้านอีกฟากแม่น้ำขอรับ โชคดีมีชาวบ้านบอกทางให้เข้าไปเอา พอรู้ว่าจะเอามาหลอมปืนต้านศึก ชาวบ้านก็ทยอยเอาของมาให้ขอรับ”

    “ดีจริง หากทุกคนช่วยกัน เราคงทำสำเร็จ”

    “ถูกของเอ็ง เมืองใจ ยิ่งถ้าของครบก็ง่ายหน่อย ไม่ต้องรั้งรอสิ่งใดอีก” ท่านพระยายิ้มย่อง

    กาหลง เอี้ยง และสานำสำรับอาหารเข้ามา เห็นว่าตะวันตรงหัวแล้วควรพักกินข้าวก่อน ท่านพระยาสนองทันที ส่วนคนอื่นๆยังไม่ยอมพัก ศิโรตม์มองท่านพระยาแล้วหงุดหงิดมาก นายจันได้แต่ทอดถอนใจด้วยความหนักใจ

    “มา...พี่ศรี เปิบข้าวก่อน”

    “มิป่งมิเปิบ ข้ามิใช่ปอบเยี่ยงนั้น” พูดแล้วศิโรตม์เดินหัวเสียออกไป จันกะพ้อชะงัก ขณะที่กาหลงหน้าเสีย บ่นขึ้นว่า

    “พี่ศรีเป็นอันใด ฤาข้าไม่น่านำสำรับมาเพลานี้”

    “เอาเถิด พวกเรารีบกินรีบกลับไปทำงาน วันนี้มีอันใดจ๊ะกาหลง”

    เมืองใจรอมชอม แต่จันกะพ้อกลับไม่สนใจ เดินตามศิโรตม์ไป เมืองใจข่มใจ แต่กาหลงยังคงมองออกว่าเขาอาลัยรักจันกะพ้อ จึงบอกตัวเองว่าต้องทำใจ

    ศิโรตม์เดินลิ่วออกไป จันกะพ้อวิ่งตามมาร้องเรียก ถามว่าจะรีบจ้ำอ้าวไปไหน กระทั่งวิ่งตามมาทันเธอจับแขนเขาให้หันมา

    “ข้าไม่หิว” ศิโรตม์ตอบเร็ว

    “มากินสักนิดสักหน่อยก็ยังดี”

    “งานยังรอเป็นพะเรอเกวียน ข้าต้องรีบไป”

    “น่านะ พี่ศรีคนดี”

    “ข้าบอกว่าไม่!” ศิโรตม์เสียงเข้มดุจนจันกะพ้อสะดุ้งหน้าเสีย ถามเขาว่าตนทำอะไรผิด ทำไมเขาถึงพูดจาห่างเหินแบบนี้ “มิได้ เพียงแต่พี่...”

    “ว่ากระไร”

    ศิโรตม์ตัดใจ พูดเด็ดขาดเพื่อตัดเยื่อใย “เอ็งเลิกตามข้าเสียทีเถิด ข้าไม่ใคร่ชอบใจ เอ็งเป็นแม่หญิงมาคอยตามข้า มันไม่ดีไม่งาม”

    จันกะพ้อน้อยใจแต่ข่มความรู้สึกไว้ “ได้! ข้าจักได้รู้ไว้ว่าการมาคอยตามคอยห่วง มันทำให้พี่ต้องรำคาญใจ”

    “เอ็งตามห่วงเมืองใจเถิด”

    “หากไม่ต้องการให้ข้าอยู่ใกล้ก็ไม่ต้องเสือกไสข้าไปให้ใคร ข้าเป็นคนมีเลือดเนื้อ มิใช่สิ่งของที่จักได้ยกให้คนโน้นคนนี้”

    จันกะพ้อวิ่งร้องไห้ออกไป เสียงศิโรตม์ดังไล่หลังว่าไม่ใช่อย่างนั้น...แล้วค่อยๆเบาลงเป็นรำพึงอย่างสุดเศร้า

    “เจ้าจัน...ยอดรักตัวน้อยของพี่เอย เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่รักเจ้ายิ่งกว่าใคร แต่พี่ต้องจำตัดใจจากเจ้า”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา
    17 ต.ค. 2564

    06:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 01:25 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์