นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"

    ออกหลวงศรเสนีจนใจที่จะหาปืนใหญ่ให้เมืองใจ เพราะในกำแพงเมืองยังช่วยตัวเองไม่ได้ จึงแนะนำให้หาช่างไปหล่อปืนใหญ่ที่ค่ายเลยดีกว่า โดยท่านไปเจรจากับพระยารัตนาธิเบศร์ผู้เชี่ยวชาญการหล่อพระซึ่งเป็นการหล่อโลหะเหมือนกัน

    เมื่อทางนั้นตกลง สองฝ่ายจึงพบกัน ศิโรตม์ฟังท่านพระยาเล่าเรื่องการหล่อพระแล้วไม่ค่อยเชื่อนักว่าจะหล่อปืนใหญ่ได้ ที่สำคัญท่านบอกว่าใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียว กลัวจะได้แค่ปืนเล็ก

    เมืองใจฝากความหวังไว้กับพระยารัตนาธิเบศร์ ตกลงจะพาท่านกลับไปบางระจัน แต่ก่อนออกเดินทางคุณปานได้ผูกข้อมือทั้งเมืองใจและศิโรตม์ อวยพรให้ลูกทั้งสองประสบผลสำเร็จ ส่วนตัวเองหากต้องตายก็ขอตายอยู่ที่เรือนนี้อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ยอมเป็นทาสใคร

    ถึงเวลาเดินทาง เมืองใจกับศิโรตม์เพิ่งรู้ว่าพระยารัตนาธิเบศร์เจ้ายศเจ้าอย่างเรื่องมากเป็นที่สุด พาบ่าวหลายคนขนเสบียงและข้าวของอำนวยความสะดวกให้ตัวเองมาไม่น้อย พอท่านรู้ว่าต้องเดินเท้าไม่มีม้าก็หงุดหงิดบ่นแล้วบ่นอีก เมืองใจต้องการเดินทางอย่างเงียบที่สุดเพื่อให้พ้นสายตาข้าศึกจึงต้องปดท่านไปเรื่อยว่ามีม้าอยู่หมู่บ้านข้างหน้า

    ขณะที่พวกเมืองใจเร่งเดินทาง จันกะพ้ออยู่ค่ายบางระจันเฝ้ารอด้วยความเป็นห่วง เช้ามืดวันนี้เธอฝันเห็นสงครามนองเลือด ชาวบ้านบาดเจ็บล้มตาย นายจันถูกฟัน!

    เธอสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายหายใจหอบแรง เรียกกาหลงที่นอนอยู่ข้างกัน กาหลงสวมกอดจันกะพ้อ และเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายฝันร้ายก็ปลอบโยนว่าอย่าคิดมาก ทำใจดีๆ ลำเจียกแอบมองคนทั้งสองด้วยความเอ็นดูและพอใจที่สองสาวยังมีมิตรภาพให้แก่กัน

    คืนถัดมา พวกนายจันที่ออกลาดตระเวนพากันกลับมาพร้อมคนเจ็บจากฝีมือข้าศึก พวกลำเจียกรีบเยียวยาคนเจ็บ ส่วนนายจันและนายอินแยกมาเล่าให้นายแท่นฟังอย่างหนักใจต่อหน้าพระธรรมโชติที่นั่งสงบนิ่ง

    “กองทัพของมันมาครานี้มีจำนวนมากกว่าคราก่อนหลายเท่า”

    “นี่ถ้ามันยิงปืนใหญ่เข้ามาแล้วเรามิมีปืนใหญ่ต้าน ค่ายบางระจันก็อาจถึงคราวต้องแตก”

    “อย่าท้อไปก่อนสิ ข้าหวังว่าไอ้ศรีกับไอ้เมืองใจไปอโยธยาครานี้ต้องนำปืนใหญ่มาได้แน่”

    นายจันยังมีความหวัง แต่นายแท่นกับนายอินนิ่งเงียบ ไม่อาจรับคำเพราะมันดูเลื่อนลอย

    “พ่อแท่น ไอ้อิน พวกเราสู้กับมันมีชัยชำนะ ยันมันได้ ถึง 7 ครั้งแล้ว ครานี้ก็สู้แค่ตายเฉกเดียวกัน แต่ข้าเชื่อว่าเราต้องมีชัยชำนะ”

    อินฟังแล้วถอนใจก่อนถามหลวงพ่อว่ามีความคิดอ่านประการใด พระธรรมโชติมองใบหน้าทุกคนแล้วถอนใจยาวก่อนตอบว่า

    “กรรมะ หมุนวนมาอีกครา”

    “หลวงพ่อว่าอันใดนะขอรับ”

    หลวงพ่อไม่ตอบแต่ย้ำเตือนว่า “เตรียมการรบใหญ่ไว้ให้ดีเถิด แจ้งข่าวไปยังป้อมเล็กปีกด้านนอกให้ขุนสรรค์ พันเรือง นายทองเหม็น นายทองแสงใหญ่ นายโชติ นายเมือง เข้ามาหารือวางแผนการศึกใหญ่ให้ดีเถิด”

    ทุกคนรับทราบด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม หนักใจ

    ooooooo

    ในโรงครัว เผือกกับก้านหิวโหย กินข้าวไปเล่าเรื่องที่เห็นข้าศึกขนปืนใหญ่ให้พวกลำเจียกฟัง ทุกคนฟังแล้วต่างพากันกลุ้มใจ แต่จันกะพ้อก็ยังเชื่อว่าพ่อจันของตนและพวกอาๆทุกคนต้องรับมือพวกมันได้ อีกทั้งเมืองใจต้องนำปืนใหญ่กลับมาช่วยพวกเรา

    แน่นอนว่าชาวบ้านระจันกำลังจะเผชิญกับศึกใหญ่ในเร็วนี้ เพราะนายกองคนใหม่นามสุกี้ได้นำพาไพร่พลมาจำนวนมากพร้อมด้วยปืนใหญ่ นายกองเย่ไม่ค่อยพอใจนัก เพราะสุกี้คือมอญ บ่นกับนายกองมินอาว ว่าทำไมเมืองหลวงจึงส่งมาบัญชาการรบแทน

    “อย่าอึงไปท่าน หากสุกี้มิมีฝีมืออยู่บ้างทัพหลวงก็คงมิส่งมาดอก”

    “เอ้า...ข้าจะคอยดู” นายกองเย่กระแทกเสียงแล้วเดินหนีไป...

    ด้านขบวนของเมืองใจที่กำลังฝ่าแดดร้อนจัด สองหนุ่มเดินนำไปไกลด้วยความร้อนใจ สักพักศิโรตม์บุ้ยปากไปทางท้ายขบวนให้เมืองใจดูว่าจะไหวไหม

    พระยารัตนาธิเบศร์เดินอุ้ยอ้าย แก่และแต่งตัวไม่ทะมัดทะแมง ปาดเหงื่อไปมา บริวารอีก 5 คนที่เดินตามก็สภาพพอกัน เกาแขนเกาขากันยุกยิก สองหนุ่มมองไปแล้วหันมาสบตากันเป็นกังวล

    เมืองใจเร่งท่านพระยาให้เร่งฝีเท้าและลดเสียงการสนทนาลงด้วยแต่ไม่เป็นผล ท่านพระยายังคงบ่นเหนื่อยจะเดินไม่ไหว เมืองใจเลยวางแผนหลอกว่าเหมือนข้าศึกจะเข้ามาโจมตี นั่นแหละท่านพระยาถึงเงียบเสียงได้ และยอมเดินเท้าต่อไปทั้งที่เหนื่อยแทบขาดใจ

    ooooooo

    ที่ลานหน้าทับนายจัน เผือกและก้านกระหืด กระหอบกลับจากไปสอดแนมมาบอกเล่าให้พวกนายจันฟังด้วยความวิตกกังวล

    “ได้ความว่ากระไร ไอ้ข่าวได้เมืองใจกับไอ้ศรีฤาไม่”

    “พวกข้าออกเสาะหาตามทางที่พวกนั้นล่องไป มิได้ข่าวอันใดแน่ชัดนักขอรับ”

    “หมู่บ้านตามรายทางโดนเผาวอด ร้างไร้ผู้คน เหลือแต่เถ้าควันขอรับ แล้ว...”

    “แล้วอันใด” นายจันรุกเร่ง

    “ข่าวว่ามีชายฉกรรจ์ถูกข้าศึกฆ่าฟันล้มตาย ชาวบ้านซุ่มเห็นข้าศึกลากศพไป คะเนว่าเป็นพวกเรานะขอรับ แถวชายป่าไม่ไกลค่ายเล็กของข้าศึก”

    ทุกคนนิ่งอึ้ง ทองเหม็นกัดกรามแน่นถามเสียงเคร่งว่ากี่ศพ เผือกและก้านอึกอัก เลยโดนเขาตวาดใส่

    “ข้าถามว่ากี่ศพ”

    “มิมีผู้ใดนับได้ขอรับ”

    “ไอ้เมืองใจ ไอ้ศรี...”ขุนสรรค์เอ่ยเสียงแผ่ว หน้าสลด

    ทองเหม็นเสริมขึ้นด้วยสีหน้าหนักใจ “แต่ข้าว่าไอ้สองคนน่ะรอด ด้วยว่าไอ้จตุรพิทักษ์ทั้งห้ามันย่อมเอาชีวิตมันเข้าแลกอยู่แล้ว แต่ไอ้เที่ยวกลับคืนค่ายมานี่แหละ”

    “ขอรับ ข้าศึกหนาตามากขึ้นขอรับ”

    “ยากนัก ยากขึ้นทุกที ไอ้เมืองใจกับไอ้ศรีมันจะเอาชีวิตรอดได้ฤาไม่ หากมันต้องเดินทางกลับมาโดยลำพัง เพราะทางกรุงศรีมิอาจส่งทหารโดยมาด้วย”

    “ถูกของขุนสรรค์ ด้วยข้างในกำแพงเองก็ย่ำแย่”

    “ขอให้มันได้ปืนใหญ่มาเถิด เพลานี้เราจักต้องยันด้วยปืนใหญ่แต่ถ่ายเดียว หาไม่หากข้าศึกตีโอบค่ายทุกทาง เราคงต้านมิได้”

    “แล้วหากมันทั้งสองมิคืนค่ายในเร็ววัน เราจักทำเยี่ยงใดกัน”

    “คอยท่าดูก่อนเถิด ข้ายังหวังใจว่าจะสำเร็จ”

    ทองเหม็นฟังความคิดเห็นของแต่ละคนมาถึงตรงนี้แล้วอดค้านไม่ได้ว่า

    “หวัง? เอ็งยังจะหวังอันใด ข้าคนหนึ่งเลิกหวังนานแล้วโว้ย ไอ้เรื่องปืนใหญ่ ไอ้เมืองใจไปกี่คราก็เหลว สู้ตะลุยไปตีมันคาค่ายให้มันรู้ดำรู้แดงไปดีกว่า”

    นายแท่นไม่ชอบใจสวนทันควัน “ปากดีนะมึง ถุย! คนแค่หยิบมือ มึงมองดูเถิด ใครจักไปตายกับมึง”

    “ข้าไปคนเดียวได้ ไม่ง้ออ้ายอีที่ไหนหรอกโว้ย”

    “มึงมันเป็นเสียอย่างนี้ ดีแต่มุทะลุ”

    “ก็ฆ่าคนมานักต่อนักละวะ ข้าออกไปก็ได้เลือดมาทุกครั้ง ไม่เคยมามือเปล่า”

    “เฮอะ! มึงมันพาล”

    “พาลอันใด ข้ายืนอยู่บนความจริง ที่จวบเพลานี้ยังฝันกันลมๆแล้งๆว่าไอ้ศรีกับไอ้เมืองใจยังจะมีชีวิตอยู่”

    “ไอ้ทองเหม็น!”

    แท่นกับทองเหม็นต่อคำกันชักจะเลยเถิด นายจันจึงต้องปราม

    “เอาเถิดพ่อแท่น พ่อทองเหม็น เราอย่ามาผิดใจกันเลย แลอย่าเพิ่งอึงไป ไอ้เมืองใจกับไอ้ศรีมันก็คนมีฝีมือ ข้ามิเชื่อว่ามันจะไปเสียเปล่าดอก”

    “เฮอะ! ข้าจะคอยดู!” ทองเหม็นตวัดเสียง ยังเชื่อมั่นในความคิดของตนเอง

    ooooooo

    นันทเดชกลับจากต่างประเทศแต่ยังไม่มาพบหน้าลติกา เขาส่งของฝากซึ่งเป็นเฟรมว่างเปล่าที่ต้องการให้เธอวาดรูปภาพมาให้ เป็นจังหวะที่วันนั้นลติการับของฝากแล้วตกกลางคืนเธอฝันเห็นสงครามที่บางระจันและเมืองใจมายืนอยู่ข้างเตียง

    หญิงสาวสะดุ้งตื่นตกใจ ร้องเรียกนันทเดชราวต้องการความช่วยเหลือ พอรุ่งเช้าเธอจึงรีบไปพบเขาที่ออฟฟิศ ต้องการให้เขาสะกดจิตย้อนอดีต นันทเดชยินยอมเพราะรักเธอ แต่ไม่บังเกิดผลใดๆ จึงต้องยุติในที่สุด

    ส่วนที่ค่ายบางระจัน ทองเหม็นดึงดันทำตามแผนเดิมของตนคือไปชิงปืนใหญ่จากข้าศึกโดยไม่ฟังคำทัดทานของพวกนายจัน แต่เขาไม่รู้ว่ามีชายอีกสามคนแอบติดตามไปด้วยความเต็มใจ

    น้อย ไม้ และโต คือชายผู้รักแผ่นดินยิ่งชีพ แม้พวกเขาไม่ได้มีฝีมือเชิงการต่อสู้แต่อยู่ฝ่ายเสบียง ทุกคนก็พร้อมไปช่วยทองเหม็นชิงปืนใหญ่จากข้าศึก แต่แล้วทั้งสามคนกลับถูกข้าศึกจับตัวได้ โดยที่ทองเหม็นหลุดรอดกลับมาด้วยความโกรธแค้นและเจ็บใจข้าศึก เขาคิดจะกลับไปช่วยทั้งสามคนแต่พวกนายจันไม่เห็นด้วย เพราะนั่นเท่ากับเป็นการเอาชีวิตไปทิ้งเพิ่มอีกคน

    ทางด้านเมืองใจกับศิโรตม์ที่เร่งเดินทางกลับค่าย เวลานี้ท่านพระยากลับกลายเป็นภาระทำให้การเดินทางช้าลง ท่านโอดครวญตลอดเวลาจะให้หาม้าเป็นพาหนะ แต่เมืองใจจนปัญญาหามาให้ได้แต่ควายหนึ่งตัว และศิโรมต์ก็ต้องคอยหลอกล่อท่านให้เร่งหนีข้าศึกที่อาจโผล่มาฆ่าฟันเราเวลาใดก็ได้ หากยังอ้อยอิ่งไม่ไปให้ถึงบางระจันโดยเร็ว

    ooooooo

    เช้าวันนี้ก้องเกียรติและลัดดาอยากคุยธุระกับลติกา แต่เธอรีบร้อนออกจากบ้านเพราะมีประชมที่ศิวะกรุ๊ป พ่อแม่กำลังมีความคิดจะร่วมทุนกับบริษัทใหม่ของลูกคนใหญ่คนโตที่อรรถวิทย์ไปอยู่ในทีมบริหาร เพราะคิดว่าน่าจะไปได้สวยกว่าศิวะกรุ๊ปที่กำลังระส่ำระสาย

    พ่อกับแม่เคยเกริ่นเรื่องนี้กับลติกาแล้วแต่เธอไม่เล่นด้วย หากรู้ว่าพวกท่านนัดกลุ่มอรรถวิทย์มาพบที่บ้านค่ำนี้ ก็เชื่อว่าลูกสาวคงบ่ายเบี่ยงและหนีหน้า

    จริงดังคาด! ลติกาขับรถกลับบ้านเห็นรถจอดหลายคันและหนึ่งในนั้นคือรถอรรถวิทย์ซึ่งเธอจำได้ เธอฉุนกึกถอยรถออกจากบ้านอย่างเร็ว ลัดดาโทร.ตามก็อ้างว่ามีงานด่วน

    “เฮ้อ...ตีน่านะตีน่า ทุกคนก็อยากเจอตีน่าทั้งนั้น พ่อแม่ก็ต้องรับหน้าขอโทษขอโพยแขก” ก้องเกียรติบ่น

    “น่าคุณ เราก็ผิดเองไม่บอกลูกซะแต่ต้นว่าจะมีแขกมานี่”

    “เข้าข้างลูกอีกแล้วคุณนี่ แล้วงานด่วนอะไร อันนี้สิน่าสนใจกว่าตั้งเยอะ พ่อคุณฉัตรชัยน่ะของจริง ส่วนศิวะกรุ๊ปไม่มีผู้บริหารแล้ว”

    บ่นเสร็จ ก้องเกียรติเดินนำลัดดากลับไปคุยกับกลุ่มอรรถวิทย์ จนกระทั่งสมควรแก่เวลา พวกเขาลากลับ ฉัตรชัยฐานะเจ้าของบริษัทยังเว้าวอนอยากมีโอกาสร่วมทุนกับก้องเกียรติ จากนั้นสั่งอรรถวิทย์ว่าต้องเอางานอีเวนต์ที่อยุธยามาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม อรรถวิทย์ฝืนยิ้มรับคำทั้งที่เริ่มไม่พอใจฉัตรชัยที่ออกแนวข่ม

    ooooooo

    ในที่สุดก็เกิดเรื่องเศร้าแก่ชาวบางระจัน ชายสามคนที่ถูกข้าศึกจับตัวไปบัดนี้ถูกฆ่าตายทั้งหมด ทองเหม็นทั้งเศร้าและเจ็บแค้น กล่าวโทษพวกนายจันที่ไม่ยอมให้ตนเข้าไปช่วย จึงได้แต่ศพพวกเขากลับมา

    “ให้เอ็งไปช่วยก็ได้ แต่จากสามศพจะกลายเป็นสี่ศพ” นายแท่นตอบโต้

    จันกะพ้อปลอบกาหลงที่ขวัญเสียแต่ตนเองก็ร้องไห้ไปด้วย เผือกและก้านเศร้าสร้อยอยู่ข้างๆ

    “ไอ้โต ไอ้ไม้ มันอยู่การครัวกับข้า ข้ารักมันเหมือนน้องชาย” กาหลงเสียงสั่นเครือ

    จันกะพ้อกลั้นสะอื้นบอกว่า “เราทุกคนรักมัน ไอ้น้อยเช่นกัน ดวงวิญญาณของพวกมันภูมิใจแล้วที่มันได้พยายามทำเพื่อรักษาแผ่นดินเกิด”

    “ทั้งสามคนเป็นคนดีศรีแผ่นดิน เอ็ง...ทองเหม็น เอ็งเห็นฤาไม่ ข้าศึกมันมีความตั้งใจเยี่ยงไร”

    “นำปืนใหญ่มาล่อเพื่อลวงพวกเอ็งออกไป จับคนของเราไปเพื่อลวงให้บุกชิงตัวในค่ายมัน เมื่อพวกเรามิหลงกลมันก็ส่งศพกลับมาให้เห็นที่ท้ายป่า”

    “และนี่ก็คือการข่มขวัญพวกเรา”

    ฟังคำนายจัน ขุนสรรค์ และนายแท่นจบลง ทองเหม็นหาได้สลดแม้แต่น้อย ประกาศว่าตนไม่เกรงกลัวพวกมัน

    “พอเถิด แล้วการศพไอ้สามคนนี้เล่า”

    “ป้าลำเจียกกับลุงมั่นระดมคนเตรียมกองฟอนอยู่จ้ะพ่อ” ตอบพ่อแล้วจันกะพ้อหันมาโอบปลอบกาหลงที่สะอื้นแรงอย่างทำใจไม่ได้

    ฉับพลัน ชาวบ้านคนหนึ่งวิ่งเข้ามาร้องเรียกนายจัน แจ้งว่ามีข้าศึกมุ่งมาทางป่าคาดว่ามาทางลำธารท้ายหมู่บ้าน ทุกคนมองหน้ากันตกใจ นายแท่นกล่าวว่าป่าแถบนั้นยังไม่เคยมีใครเล็ดลอดมา มันคงมาลาดตระเวน พวกเราต้องไปดู

    ทุกคนพยักหน้า จันกะพ้อขยับก่อนใคร แต่โดนนายจันผู้เป็นพ่อตวาดปรามเสียงเฉียบ

    “เอ็งมิต้องเลยเจ้าจัน จงไปช่วยดูแลการศพไอ้โต ไอ้ไม้ ไอ้น้อย”

    จันกะพ้อชะงัก อยากไปด้วยแต่จำยอม นายจันยังไม่วางใจหันไปสำทับสองหนุ่ม

    “ไอ้เผือก ไอ้ก้าน ดูเจ้าจันและทุกคนทางนี้ไว้”

    “ขอรับ”

    เผือกและก้านรับคำแข็งขัน จันกะพ้อและกาหลงมองหน้ากันด้วยความรู้สึกทั้งโศกเศร้า ร้าวรานและหวั่นวิตก

    ooooooo

    ชายป่า...

    เสียงเฮดังขึ้นเป็นสัญญาณการสู้รบ นายจันนำเหล่าวีรชนและนักรบเข้าขวางทหารลาดตระเวนของพม่า ทั้งสองฝ่ายปะทะกันดุเดือด!

    นายจันหรือนายจันหนวดเขี้ยวและนายทองเหม็นหลังชนกัน นายจันเอ่ยเสียงกร้าวขึ้น

    “ยั้งพวกมันไว้มิให้หลุดรอดข้ามลำธาร ด้วยจะรู้ว่าเราลงหลาวพรางเอาไว้ก่อนเวลาอันควร”

    นายทองเหม็นพยักหน้าแล้วบุกล่าไล่ข้าศึกร่วมกับชาวระจันไม่ให้พวกมันข้ามลำธารมาได้...

    ในที่สุดความพยายามของชาวระจันก็สำเร็จลุล่วง ทหารพม่าพ่ายกลับไป สุกี้นายกองถึงกับหัวเสียโวยวายเป็นการใหญ่

    “อันใดกัน การเล็กกระพี้เดียว ล้มเหลวมิเป็นท่า เพียงไปลาดตระเวนก็ถูกตีกลับมา มิหนำยังล้มตายอีก”

    “แล้วท่านเห็นว่าจะมีอันใดทำได้ดีกว่า ก็กล่าวมา” เย่ยิ๊สวนกลับอย่างมีอารมณ์

    มย่าหม่องไม่พอใจตวาดทันควันว่า “สามหาว ไยเจ้าพูดจากับท่านสุกี้เยี่ยงนี้”

    มินอาวกังวล พยายามจะห้ามปรามเพื่อน แต่เย่ยิ๊แววตาแข็งกร้าว ไม่ลดราวาศอกให้สุกี้

    “ก่อนพวกท่านมาถึง ข้าทั้งสองเสียนายกองไป ก่อนหน้านั้นอีกก็เสียนายกองคนแล้วคนเล่า ข้าจึงคิดว่าหากท่านสุกี้มิมีความคิดหรือแผนใดดีกว่าเดิมแล้ว ก็จักเป็นดังที่ผ่านมา หาได้คิดมีวาจาสามหาวไม่”

    สุกี้ยิ้มมุมปาก รู้ว่าควรทำอย่างไร มินอาวเกรงจะเป็นเรื่องใหญ่ รีบขออภัยแทนเพื่อนของตน แต่สุกี้ร้องค้านขึ้น

    “เฮ้...มิต้องดอก ที่ท่านเย่ยิ๊กล่าวก็ถูก หากข้ามิมีอันใดดีไปกว่าที่ผ่านมา บางระจันก็จะยังคงเป็นเสี้ยนหนามตำใจพวกเราเยี่ยงนี้ ข้าจำเป็นต้องไปสีกุก พบท่าน

    มังมหานรธา เพลานี้ไพร่พลของเราล่องมาจากหลายทาง คงต้องมีการชุมนุมหารือกันหนัก ข้าจะนำความคิดของข้า ตามแบบของข้า สนทนาหารือดู อันข้าเชื่อว่าน่าจะดีกว่าที่ผ่านมา”

    สุกี้กล่าวจบก็สาวเท้าออกไป ทุกคนโค้งคำนับ แต่ต้องชะงักเมื่อเขาหยุดกึก แล้วหันมาออกคำสั่ง

    “พวกท่านอยู่ทางนี้เร่งฝึกไพร่พลให้หนักกว่าเดิม ห้ามออกลาดตระเวนอีก และห้ามส่งกำลังออกนอกค่าย ข้าจะเร่งคืนมา”

    มินอาวสีหน้าตกใจ พูดขึ้นหลังจากสุกี้ลับกายไปแล้วว่า

    “ข้าส่งกำลังออกลาดตระเวนและปั่นป่วนชาวบ้านไปก่อนหน้าแล้ว”

    “ก็ถูกต้องแล้ว จะไปฟังอันใดจากพวกมอญอย่างสุกี้ ให้รออยู่แต่ในค่ายรึ รอหม้อคะนนระลอกใหม่หรืออย่างไรกัน” เย่ยิ๊กล่าวเสียงดังไม่เกรงใคร

    “ข้าว่าท่านอคติกับท่านนายกองสุกี้มากไปแล้ว... มินอาว จงส่งกำลังออกสกัดและตามพวกเรากลับคืนค่ายให้หมด จงทำ!”

    มย่าหม่องเสียงแข็งแล้วผละออกไปทันที มินอาวมองหน้าเย่ยิ๊ที่หงุดหงิดเหลือเกินอย่างหนักใจ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา
    17 ต.ค. 2564

    06:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 01:58 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์