นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"

    จันกะพ้อและกาหลงต่างก็ไม่สบายใจเมื่อรู้ว่าเมืองใจกับศิโรตม์ต้องไปเอาปืนใหญ่ที่พระนคร กาหลงห่วงใยเมืองใจถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ขณะที่จันกะพ้อซึ่งหลงรักศิโรตม์โดยไม่รู้ตัวก็อาวรณ์และเศร้าหมองจนมีน้ำตา

    ในระหว่างที่ยังไม่ถึงกำหนดวันเดินทางของสองหนุ่ม สองสาวจึงทุ่มเทดูแลเอาใจใส่คนที่ตนรัก แต่เมืองใจไม่ได้ให้ความสนใจกับกาหลงเกินความเป็นพี่น้อง จิตใจเขาฝักใฝ่แต่จันกะพ้อเพียงผู้เดียว แต่ในขณะเดียวกันจันกะพ้อกลับแสดงออกว่าห่วงใยศิโรตม์มากขึ้นทุกที

    ความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวทั้งสี่อยู่ในสภาวะไม่ดีนัก ลำเจียกมองออกจึงคอยเตือนและให้กำลังใจกาหลงที่สารภาพว่าเธอรักเมืองใจเพียงผู้เดียว และจะรักไปทุกภพทุกชาติไม่เปลี่ยนแปลง

    ความรักทำให้จันกะพ้ออยากเปลี่ยนแปลงตัวเองทั้งการนุ่งห่มและการทำอาหาร เธออยากห่มสไบอย่างกาหลงและทำน้ำพริกให้ศิโรตม์กิน เมืองใจรู้เห็นจึงแอบน้อยใจและเผลอไม่ชอบใจศิโรตม์ ส่วนกาหลงที่รู้เต็มอกว่าเมืองใจรักจันกะพ้อก็อดริษยาไม่ได้ในบางครั้ง เธอลืมตัวแสดงออกทั้งการกระทำและคำพูดจนลำเจียกต้องเรียกมาเตือนสติอีกครั้ง

    “กาหลงเอ๋ย...ในชีวิตคนเรามีที่ห้ามมิได้และก็บังคับมิได้อยู่อย่าง...ความรักอย่างไรเล่า จะห้ามมิให้ผู้ใดรักกัน ฤาจะบังคับให้ผู้ใดรักกัน หาได้ไม่”

    “จ้ะน้า”

    “ข้าดูแล้วเจ้าจันมิได้คิดอันใดกับเมืองใจมากไปกว่าเมืองใจเป็นพี่ชาย”

    “แล้วน้าว่าพี่เมืองใจคิดเยี่ยงไร”

    ลำเจียกชะงักไปนิดก่อนตอบเลี่ยงว่า “ข้าว่าไอ้เมืองใจคิดแต่จะปกป้องแผ่นดินเกิด ข้ามิเคยเห็นมันคิดอันใด รักอันใดมากไปกว่าแผ่นดินเกิดแผ่นดินนี้เลย เหลืออีกไม่กี่วันแล้วที่ไอ้เมืองใจและไอ้ศรีจำต้องเดินทางไปนำปืนใหญ่กลับมา เพลาอันน้อยนิดนี้ข้าอยากให้เอ็งคิดให้ดีว่าควรทำเช่นไร...ทำเช่นไรก็ได้ที่จะทำให้เอ็งมีความสุขและคนที่เอ็งรักมีความสุข”

    กาหลงรับฟังและครุ่นคิดตามด้วยใจที่สงบนิ่ง พยายามตัดความอิจฉาริษยาออกจากใจตนเอง

    ooooooo

    อินและทองเหม็นคัดเลือกชายฉกรรจ์ฝีมือดีห้าคนไว้คอยต้านข้าศึกเพื่อให้เมืองใจกับศิโรตม์เดินทางไปพระนครโดยปลอดภัย

    สาเหตุที่พวกเขาทำเช่นนี้ก็เพราะข้าศึกฮึกเหิมปล้นฆ่าชาวบ้านหนักข้อ เกรงว่าระหว่างทางเมืองใจกับศิโรตม์จะต้านไม่ไหว

    ใกล้ถึงเวลาเดินทางเข้ามาทุกที เมืองใจห่วงใยศิโรตม์ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เขาตัดสินใจพูดออกมาขณะอยู่กันสองคนที่บึงน้ำ

    “ท่านศรีขอรับ กระผมก็ยังยืนยันว่าอยากให้ท่านศรีอยู่ อย่างน้อยหากมีใครสักคนอยู่แล้วได้ดูแลคนที่เราต่างก็ห่วงใย มันจะดีกว่านะขอรับ”

    “ผู้ใดเล่า คนที่เราต่างก็ห่วงใย”

    “ก็...หลายคนนะขอรับ”

    “คนหลายคนก็ดูแลคนหลายคนได้ แต่หากจะเป็นใครสักคนที่ให้เราคนใดคนหนึ่งต้องอยู่ดูแลล่ะก็...เมืองใจอยู่ ฉันจะเป็นคนไปเอง”

    “ท่านศรีมิรู้จักทางจะไปได้เยี่ยงไร กระผมไปแต่ผู้เดียวดีที่สุดขอรับ ก็ในเมื่อท่านศรีเองก็อยากให้กระผมไปคนเดียวอยู่แล้ว”

    ศิโรตม์ชะงักไม่เข้าใจ แต่ไม่ทันได้ถาม จันกะพ้อก็โผล่มาขัดจังหวะ แกล้งถามสองหนุ่มว่าใครจะไปไหนคนเดียว

    เมืองใจอึกอักไม่อยากโกหก ขณะที่ศิโรตม์หาทางออกได้เร็วกว่า

    “ก็มิมีอันใด มิมีผู้ใดไปไหนนี่ แค่คุยกันว่าข้าหลงมาตัวคนเดียว”

    จันกะพ้อทราบดีว่าศิโรตม์โกหก ไม่ค่อยพอใจนัก สวนกลับอย่างงอนๆ “อ้อ หลงมาคนเดียวก็หมายจะกลับแต่เพียงผู้ใดงั้นรึ”

    “ข้าไม่รู้ เอ็งหาคำตอบจากเมืองใจแล้วกัน...เมืองใจ ตอบเจ้าจันด้วย แล้วมีอะไรก็บอกเจ้าจันไป เรามีเวลาไม่มากแล้ว”

    ศิโรตม์ตัดสินใจผละไป จันกะพ้อฉุนขึ้นมา เพราะห่วงใยแล้วเขามาทำแบบนี้...เมืองใจสูดลมหายใจรวบรวมความกล้า แต่ไม่ทันพูดจา จันกะพ้อก็ด่วนพูดไปคนละเรื่องเสียก่อน

    “มิต้องพูด มิต้องตอบ มิต้องบอกอันใด ข้ารู้”

    “เจ้ารู้อันใด”

    “ข้าพูดมิได้ ข้าพูดมิได้ว่าข้ารู้เรื่องว่าพี่สองคนจะไปเอาปืนใหญ่ เดี๋ยวหลวงพ่อดุข้า”

    เมืองใจคาดไม่ถึง เพราะเรื่องนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ล้วนให้ปกปิด จันกะพ้อเองก็ทราบดีจึงบอกเมืองใจว่าตนจะไม่แพร่งพราย แต่พี่ศรีไม่น่าปดตน

    “ไอ้ศรีมันจำใจปดเอ็งต่างหาก”

    จันกะพ้อหน้าเศร้า ภาวนาให้เมืองใจกลับมาและต้องพาพี่ศรีกลับมาอย่างปลอดภัย เมืองใจพยักหน้ารับทั้งที่เจ็บปวด แล้วชวนเธอกลับเพราะจวนจะมืด อยากไปไหนจะเดินไปส่ง

    “ข้าจะไปหากาหลงที่เรือนครัว นี่ก็อีกคนกับน้าลำเจียก วันนี้ทำลับๆล่อๆกับข้า ข้าเสียน้ำใจนัก หากมีคนรู้ว่าพี่ต้องไปกัน เหตุใดข้าจึงรู้มิได้”

    จันกะพ้อพูดงอนๆ เมืองใจจากที่เศร้าเลยกลายเป็นยิ้มขันระคนเอ็นดู

    ooooooo

    นายจันสั่งโรงครัวทำอาหารให้เมืองใจกับศิโรตม์กินอย่างอิ่มหนำสำราญก่อนที่พวกเขาต้องออกเดินทางไปเอาปืนใหญ่ที่พระนครในคืนพรุ่งนี้

    ส่วนพระธรรมโชติก็มีพิธีเรียกขวัญกำลังใจให้ทั้งคู่ด้วยเหมือนกัน แต่ในระหว่างพิธีนั้นศิโรตม์หลับใหลและจมดิ่งอยู่ในภวังค์โดยไม่รู้ว่าตัวเองได้กลับไปสู่ปัจจุบัน

    ปานทิพย์เห็นลูกชายนอนบนเตียงในห้อง ที่ปาก เลอะไปด้วยสีแดงคล้ายเลือด ตอนแรกคิดว่าลูกบาดเจ็บมาแต่เมื่อพิจารณาก็พบว่าสีแดงนั้นคือน้ำหมากต่างหาก

    สองแม่ลูกไม่ได้มีการสนทนากันแต่อย่างใด แล้วจู่ๆศิโรตม์ก็หายไปในหมอกควัน ทิ้งความประหลาดใจและความห่วงใยไว้ให้ปานทิพย์ ซึ่งเธอก็รีบภาวนาขอให้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาดูแลลูกชายของตนด้วย

    ในระหว่างที่ศิโรตม์หรือไอ้ศรีหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย คนที่ค่ายระจันต่างช่วยกันตามหาแต่ไม่พบ จันกะพ้อห่วงใยเขามาก มานอนหลับใหลอยู่ที่แคร่ของศิโรตม์ตั้งแต่เมื่อคืน เมืองใจมาเห็นเลยเข้าใจผิดว่าศิโรตม์อาจล่วงเกินจันกะพ้อ จึงเที่ยวตามหาอย่างโกรธแค้น

    เมื่อจันกะพ้อตื่นขึ้นมาก็ร้อนรนไปหาศิโรตม์ที่สระน้ำ คิดว่าเขาอาจจมอยู่ก้นสระ แต่เมืองใจไม่ยอมให้เธอทำอย่างนั้น เขากล่อมเธออยู่นานกว่าจะพากลับไปที่ลานหมู่บ้าน ซึ่งนายจันและชาวบ้านกำลังรวมตัวหลังจากได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังติดกันหลายครั้งมาจากค่ายข้าศึก

    นายจันถามทั้งคู่ว่าหาไอ้ศรีเจอหรือไม่ เมืองใจส่ายหน้า นายจันเลยบอกว่ามีคนคิดว่ามันขลาดกลัวที่ต้องออกเดินทางไปพระนครจึงหนีออกไป

    “พี่ศรีมิมีวันทำเยี่ยงนั้นพ่อ”

    นายจันจับกระแสความห่วงใยของจันกะพ้อที่มีต่อศิโรตม์ได้...เมืองใจแอบน้อยใจแต่ใจเริ่มชา

    “พ่อก็มิได้เชื่อว่าจะเป็นเยี่ยงนั้น”

    พวกทองเหม็นเข้ามาสมทบ นายจันถามทองเหม็นว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

    “พวกมันซ้อมยิงปืนใหญ่ มิได้ตั้งใจยิงเข้ามาที่ค่าย แต่ก็โดนต้นไม้ไม่ไกลจากค่ายนักล้มลง ตอนนี้มันหยุดยิง คงตรวจสอบกัน ข้าเห็นข้าศึกลำเลียงปืนใหญ่มามากมาย แยกเป็นสองทาง ทางนึงคงไปอโยธยา”

    “แล้วอีกทางเล่า” เมืองใจถามร้อนรน

    “มันก็อาจจะมุ่งมาทางเราน่ะสิ”

    “มิได้การแล้ว เพลาเราน่าจะเหลือน้อยเต็มที” ว่าแล้วนายจันเดินไปกลางลานบอกกับชาวบ้าน “ทุกคนฟังข้า ข้าศึกไหวตัวเร็วกว่าที่คาด ทุกจุดต้องเร่งจัดการเวรยามให้แน่นหนาขึ้น กองลาดค่ายและลาดตระเวนต้องดำเนินตลอดเพลา ที่สำคัญชายหญิงทุกคนต้องเร่งฝึกปรืออาวุธอย่างเข้มงวดขึ้น มิเว้นแม้แต่ผู้เดียว เข้าใจนะ”

    ทองเหม็นเป็นต้นเสียงขานรับและประกาศพร้อมกันว่าพวกเราจะสู้...พวกผู้หญิงประจำโรงครัวก็พร้อมรบ ถึงเวลาแล้วที่ต้องจับดาบฝึกการต่อสู้ เมืองใจสังเกตจันกะพ้อที่เหม่อลอยด้วยความรู้สึกห่วงใย กาหลงเห็นแล้วหักห้ามความริษยาไม่ได้

    ทันใดนั้นเสียงทองเเหม็นเรียก “ไอ้ศรี” ปลุกให้ทุกคนตื่นตัว โดยเฉพาะจันกะพ้อที่ลุกพรวดด้วยความดีใจ มองไปเห็นศิโรตม์ยืนอยู่มุมหนึ่ง

    ศิโรตม์ปรากฏตัวทั้งที่ยังงุนงงต่อเหตุการณ์ จันกะพ้อวิ่งไปหาอย่างเร็วจี๋ แทบจะกระชากดวงใจเมืองใจไปด้วย ชายหนุ่มเบือนหน้าไปปะทะสายตากาหลงที่มองมา แล้วข่มใจทำนิ่งเสียทั้งที่ใจร้อนเป็นไฟ

    ooooooo

    เมื่อกลับมาที่ทับ เมืองใจเก็บข้าวของจำเป็นอยู่มุมหนึ่งเงียบๆ ไม่มองศิโรตม์เพราะโกรธเคืองกับสิ่งที่คิดไปเอง ศิโรตม์นำผ้าขาวม้ามาทำเป็นปล้องและเอาข้าวของใส่ลงแบบเข็มขัดทหาร เก็บของส่วนตัวที่ติดมาจากกรุงเทพฯ และเพิ่มตะไบที่ให้ลุงมั่นฝนเหล็กจนเล็กเก็บไว้ใช้งาน

    เมืองใจนิ่งไม่พูดจา ขณะที่ศิโรตม์เริ่มรู้สึกแปลกๆ ที่สุดเขาก็อดรนทนไม่ได้เป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนว่า

    “จะไม่ถามฉันสักคำหรือว่าฉันหายไปไหน”

    “ก็ท่านศรีกลับมาแล้ว”

    “อืม...ฉันหายไปนี่ไม่ห่วงเลยใช่ไหม”

    “มีคนห่วงท่านศรีอยู่แล้วขอรับ”

    ศิโรตม์อยากรู้ว่าใคร เมืองใจจะตอบว่าจันกะพ้อแต่ยั้งไว้ บอกว่าหลายคนเป็นห่วง แล้วเปลี่ยนเรื่องให้เขาเก็บข้าวของแล้วงีบสักพัก คืนนี้เราคงเดินฝ่าไปไม่ได้หยุดอย่างแน่นอน

    “ไม่ล่ะ เพลาเหลือน้อย ว่าแต่เพลาเหลือน้อยลง เมืองใจมิคิดทำสิ่งสำคัญให้ลุล่วงเหรอ”

    “อันใดสำคัญกว่าการไปนำปืนใหญ่กลับมาให้ได้ขอรับ”

    “ถ้าเอากลับมาได้ แล้วพวกเราก็ปลอดภัยกลับมา มันดีที่สุดแน่นอน แต่ถ้าเราทำไม่สำเร็จ และไม่ได้กลับมา ก็เท่ากับเวลาที่เราเหลือที่ระจันตอนนี้มันน้อยลงทุกที ฉันอยากให้เมืองใจทำสิ่งที่ตั้งใจ”

    “อันใดขอรับ ฤาทำแบบท่านศรี ที่ทำในสิ่งที่ตั้งใจ”

    “หมายความว่าอะไร”

    เมืองใจข่มใจไม่อยากต่อความยาว นิ่งทบทวนว่าหากไม่ใช่อย่างที่เขาคิด มันก็น่าอายสำหรับจันกะพ้อ

    “เมืองใจพูดเรื่องอะไร” ศิโรตม์ถามอีกครั้ง เมืองใจถอนใจไม่ตอบ “เอาล่ะ ฉันไม่รู้เมืองใจคิดอะไร แต่อยากให้ใช้เวลาที่เหลือน้อยนี้แสดงไมตรีที่เมืองใจมีกับคนที่เมืองใจรัก ฉันย้ำหลายคราแล้วนะ เมืองใจบอกเธอซะ”

    “ท่านศรีขอรับ ขีดน้ำยังง่ายกว่าขีดคำให้เหลือรอยขอรับ”

    ศิโรตม์นิ่วหน้าไม่เข้าใจ เมืองใจอธิบายสีหน้า เรียบนิ่งว่า

    “คำพูด พูดไปก็เท่านั้นขอรับ และเราคงต้องเลือกพูดกับคนที่พร้อมจะฟังเรา หากพูดแล้วมิเกิดอันใด จะพูดไปไยขอรับ มันจึงยากใช่ฤาไม่ขอรับ ท่านศรีพูดเองเถิด กระผมไปล่ะ พบกันที่นัดหมายนะขอรับ”

    เมืองใจรวบข้าวของออกไป ทิ้งให้ศิโรตม์อึ้งไปครู่หนึ่งก่อนบ่นกับตัวเอง

    “ไปกินรังต่อรังแตนที่ไหนมานะ แล้วก็ปากแข็ง จริงๆ คนเรานี่แอบรักกันได้นานขนาดนี้เชียวเหรอ ชีวิตมันสั้นนัก มีอะไรรีบทำได้น่าจะรีบทำ...แล้วเราล่ะ หากประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย แล้วเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราทำอย่างที่เราอยากทำหรือยัง มันเยอะมากที่เราอยากทำ แต่ที่แน่ๆ เรารักชาติทันไหม แบบที่คนที่นี่รักน่ะ”

    ศิโรตม์เกิดแรงฮึด คว้าห่อข้าวของลุกขึ้นเดินออกไปทางกุฏิพระธรรมโชติ ได้ยินเสียงท่านเรียกให้เข้ามา จึงคลานเข่าเข้าไป แล้วต้องประหลาดใจกับคำถามต่อไปของท่าน

    “ไปหาแม่มารึ”

    ชายหนุ่มรู้สึกสับสนมาก คลานเข่าเข้าไปใกล้และซบหน้าลงบนหัวเข่าท่าน

    “ผมไม่ได้ฝันไปใช่ไหมครับ ผมเห็นแม่ แต่แค่วูบเดียวครับ”

    “ก็ใจเอ็งมันขัดแย้ง ใจหนึ่งก็อยากกลับบ้านไปหาแม่ อยากหนีความรู้สึกบางอย่างด้วย อยากให้เพื่อนสมหวังคิดว่าถ้าไม่มีตัวเองอยู่ที่นี่ เพื่อนก็จะได้สมรัก”

    “พระอาจารย์เหมือนนั่งอยู่ในใจผม”

    “ส่วนอีกใจหนึ่งของเอ็ง เอ็งก็ไม่สามารถทิ้งเพื่อนและทุกคนที่นี่ได้ ใจเอ็งมันจึงต่อสู้กันเอง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พันธสัญญาต่างหากที่นำเอ็งกลับมา เอ็งจะไม่ต้องกลับมา อีกก็ได้ เอ็งจำได้ฤาไม่ที่ข้าเคยบอกเอ็งว่าวันหนึ่งข้าจะถาม คำถามเอ็ง แล้วหากเอ็งเลือกคำตอบที่ดี เอ็งก็มิต้องกลับมา ที่นี่อีกเลย”

    “ถามสิขอรับ พระอาจารย์ถามผมเลย”

    “ยังมิใช่วันที่ข้าจะถาม เอาเถิด เอาน้ำมนต์นี้ ล้างหน้าก่อนเดินทาง นั่น ไปล้างตรงนั้น”

    ศิโรตม์รับขันน้ำมนต์แล้วลุกไปล้างยังจุดที่ท่านชี้มือ พระธรรมโชติลุกตามมาสำทับด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    “จำไว้ คนกลัวตาย ตายหลายหน แต่คนไม่กลัวตาย ตายครั้งเดียว”

    “ครับ ตายเป็นตาย!”

    “ถูกต้อง คนกลัวมันจะตาย จะตายอยู่นั่นแต่คนไม่กลัวมันบอก เออ ตายก็ตายสิวะ มา...เสร็จแล้วมานั่งสมาธิกับข้าสักหน่อย”

    “ครับ” ศิโรตม์หันกลับมานั่งที่เดิม สีหน้าและแววตามุ่งมั่นตั้งใจ

    เวลานั้น เมืองใจนั่งสมาธิอยู่ในที่สงบเงียบเช่นกัน เขาพยายามลดอารมณ์ที่สับสนของตนเอง กัดกรามแน่น ดวงตากระตุกไม่สงบนัก เขาลืมตาขึ้นหงุดหงิดตนเอง แล้วพยายามใหม่เพื่อให้ใจสงบนิ่งได้จริงๆ

    ooooooo

    ในระหว่างการเดินทางไปพระนคร เมืองใจ ไม่ค่อยพูดคุยกับศิโรตม์ด้วยเคืองที่ได้ยินเขาบอกรักจันกะพ้อก่อนจากมา

    ทั้งจันกะพ้อและกาหลงต่างห่วงใยคนที่ตนรัก กาหลงคิดมากจนไม่มีกะจิตกะใจทำงานใด ขณะที่จันกะพ้อว้าวุ่นใจถึงกับอดรนทนไม่ไหวแอบติดตามพวกเขาไปอย่างเงียบๆ แต่กระนั้นก็ไม่รอดพ้นสายตาของคนเป็นพ่อไปได้

    นายจันตามไปจับตัวจันกะพ้อออกจากเส้นทางของเมืองใจแล้วอบรมตักเตือนโดยไม่มีการลงโทษ เพราะเข้าใจความรู้สึกของลูกสาวนั่นเอง

    “เจ้ามิผิดดอกที่เป็นห่วงเขา แต่พ่อคงพูดอันใดมากไปกว่านี้มิได้ ลูกเอย ยามนี้เป็นยามศึกสงคราม ทุกคนมิอาจทำอันใดดังใจปรารถนาได้ แทบทุกชีวิตเต็มไปด้วยการจากพราก แทบทุกชีวิตดิ้นรนเอาตัวรอด แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น เราทุกคนมีหน้าที่รักษาแผ่นดินเกิด ลูกต้องปล่อยให้เขาไปทำหน้าที่ของเขา หากวาสนามีก็จะได้กลับมาพบกัน มารักกัน ลูกเองยังแรกรุ่นนัก อาจจะยังมิเข้าใจในคำว่ารักมากนัก คำว่ารักนั้นหมายได้หลายอย่าง และยังจบลงได้หลายแบบสำคัญคือต้องรักให้เป็น หากรักเป็น ก็จะมิเป็นทุกข์”

    “จ้ะพ่อ”

    “รักษาตัวให้ดี หากมีใจให้เขาแท้จริง ก็รออย่างทำตัวเองให้ปลอดภัย เพื่อจะได้พบกับเขาอีกครั้ง คืนนี้เราคงต้องพักที่ทับสอดแนมนี้ เอ็งนอนพักเถิดเจ้าจัน”

    นายจันลุกออกไปสั่งการเผือกและก้านให้อยู่ที่นี่รอจนสว่างแล้วพาจันกะพ้อกลับไป ส่วนตนจะกลับก่อนและจะส่งคนมารับกลางทาง

    ด้านเมืองใจกับศิโรตม์และชายฉกรรจ์อีกห้าคนที่เดินทางมาพร้อมกัน พวกเขากำลังจะผ่านเลยค่ายเล็กของข้าศึก จึงพยายามลัดเลาะให้เงียบที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ผ่านไปไม่นานนักสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นจนได้

    ข้าศึกกลุ่มหนึ่งบุกเข้าล้อมพวกเมืองใจแล้วฆ่าชายฉกรรจ์ทั้งห้าคนตาย ส่วนเมืองใจกับศิโรตม์หนีไปได้ไม่ไกลก็ถูกพวกมันตามจับตัวมาคาดคั้นว่าเป็นใคร เมืองใจแต่งเรื่องว่าตนกับเพื่อนเป็นคหบดีมาจากอ่างทองจะอพยพไปอโยธยา ไม่ใช่คนบางระจันอย่างที่พวกมันสงสัย แต่ข้าศึกไม่เชื่อ จับสองคนเป็นเชลยไว้ก่อนแล้วจะนำกลับไปไต่สวนเอาความจริงที่ค่ายอีกครั้ง

    แต่แล้วกลางดึกคืนนั้นเอง ศิโรตม์ให้เมืองใจแอบเอาตะไบที่พกมาตัดเชือกที่มัดมือจนหลุดรอดหนีไป แต่ข้าศึกก็ยังไล่ล่าไม่ลดละ ศิโรตม์โดนมันใช้ดาบฟันแขนบาดเจ็บ ก่อนที่เมืองจะพาเขาหนีทุลักทุเลไปซ่อนตัวพ้นสายตาพวกมันในที่สุด

    เมืองใจทำแผลให้ศิโรตม์อย่างเร่งรีบก่อนเดินทางต่อไปท่ามกลางความมืดที่อาจทำให้พวกเขาหลงทาง จนกระทั่งฟ้าใกล้สาง ศิโรตม์ท่าจะไปไม่ไหวจึงไม่อยากเป็นภาระ ขอให้เมืองใจทิ้งเขาไว้ที่ตรงนี้

    “ไปอีกสักหน่อยเถิด แถบนี้โล่งเกินไป อันตรายนัก เราจะต้องไปอีก”

    ศิโรตม์แหงนมองท้องฟ้าแล้วรวบรวมพลังเดินตามเมืองใจที่ก้าวนำไป ผ่านไปจนรุ่งเช้า เมืองใจหยุดฝีเท้าลง ขณะที่ศิโรตม์กำลังจะทรุดมิทรุดแหล่

    “ตรงนี้ ท่านศรีพักเถิด”

    ศิโรตม์กองลงกับพื้นพิงต้นไม้ใหญ่ไร้เรี่ยวแรง ครู่เดียวก็ผล็อยหลับด้วยความเหนื่อยล้าเต็มที

    ooooooo

    นายกองทหารพม่าเจ็บใจมากที่เชลยสองคนหนีไปได้ คาดว่าพวกเขาต้องไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาถึงเก่งการต่อสู้และฉลาดหลักแหลมจนหนีรอด แต่ยังไงเสียพวกข้าศึกก็ไม่ปล่อยทั้งคู่ลอยนวลไปแน่

    ข้าศึกกลุ่มใหญ่ออกตามล่าเมืองใจกับศิโรตม์อย่างเร่งด่วน เวลานั้นศิโรตม์ยังนอนพักอยู่ใต้ไม้ใหญ่ เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมาไม่เห็นเมืองใจ มองซ้ายขวาไม่กล้าส่งเสียงเรียก นั่งสำรวจแผลที่แขนตัวเองสีหน้าเหยเกด้วยความเจ็บ

    แผลไม่กว้างแต่ยาวตามคมดาบเลือดซึมออกมาเกรอะกรัง ศิโรตม์ทิ้งตัวลงหมดอาลัย คิดในใจว่า

    “เราคงต้องตายที่นี่แน่ ที่ไหนก็ไม่รู้ นี่เราต้องมาตายในประวัติศาสตร์ด้วยแผลเล็กนิดเดียว ด้วยความหิวและหลงทางเพราะถูกทิ้ง”

    คิดแล้วเหม่อมองไปไกล นึกถึงเมืองใจที่เข้าใจว่าเขาหนีไป

    “ดีแล้ว ไปเถิดเมืองใจ ไปเอาปืนใหญ่มาให้ได้ ไปเปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้ได้”

    ศิโรตม์น้ำตาคลอ ตัดผ้าขาวม้ามาพันแผลตัวเอง พลางมองไปรอบตัวพบแต่ความเวิ้งว้างและน่ากลัว

    ฉับพลันเสียงสวบสาบ เขาคว้าดาบคลานหาที่แอบซ่อน เสียงนั้นใกล้เข้ามา เขาใจเต้นตูมตาม เพ่งมองไปทางเสียงนั้น

    ปรากฏว่าผู้เข้ามาคือเมืองใจ หัวใจที่จะหยุดเต้นของศิโรตม์กลับมีเลือดสูบฉีดอีกครั้งด้วยความดีใจที่สุด

    เมืองใจส่งกระบอกไม้ไผ่ที่เพิ่งตัดใส่น้ำไปให้โดยไม่พูดอะไร ศิโรตม์คว้ามาดื่มอั่กๆ เมืองใจคลี่ห่อผ้าที่ข้างในเต็มไปด้วยไพลไม้ แล้วขยี้ไพลก่อนโปะแผลศิโรตม์ที่นั่งน้ำตารื้นด้วยความซึ้งใจ

    “เมืองใจ...ผมขอบคุณมากนะ ขอบคุณมาก...ขอบน้ำใจ”

    “เราเป็นเพื่อนกัน”

    “เราเป็นเพื่อนตาย”

    เมืองใจพยักหน้าแล้วมองไปรอบทิศ “เราล่าช้าไปมาก ต้องเร่งแล้วขอรับ กระผมคิดว่าจะมีข้าศึกตามเรามาอีกแน่ กระผมกลบรอยและทำรอยใหม่ให้พวกมันสับสน น่าจะทำให้พวกมันสับสนได้พักใหญ่ น่าจะทันมืด”

    “เมืองใจนี่เก่งนะ กลางวันดูนาฬิกาแดด กลางคืนก็ดูนาฬิกาดาว”

    “เราจะตามดวงอาทิตย์ไป พอตกดึกเราจะตามดาวไปขอรับ เร่งไปเถิดขอรับ”

    ศิโรตม์พยักหน้าเดินตามเมืองใจไป แม้เหน็ดเหนื่อยก็อดทน จากกลางวันท้องฟ้าสว่างจนกลายเป็นยามค่ำ ดวงดาวเต็มท้องฟ้า ศิโรตม์เหม่อมองดาวแล้วอดคิดถึงจันกะพ้อไม่ได้

    “เราจะตามดาวไป ถ้าไม่ใช่หน้าศึก ท้องฟ้าคืนนี้คงสวยงามนัก ดาวเกลื่อนฟ้าอย่างนี้น่าจะเก็บดาวไปฝากเจ้าจัน”

    ศิโรตม์สลัดความคิดฟุ้งซ่าน กลับมามองเพียงแผ่นหลัง ของเมืองใจที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ผ่านไปอีกพักใหญ่เมืองใจ เหลียวหน้าเหลียวหลังสังหรณ์ใจพิกลจนศิโรตม์แปลกใจ

    “อันใดรึเมืองใจ”

    ขาดคำ ทหารพม่ากลุ่มใหญ่เข้ามาโอบล้อมสองหนุ่ม นายกองลั่นวาจาด้วยรอยยิ้มสุดเหี้ยมว่า

    “เจอจนได้ ไอ้พวกหนูสกปรก”

    “ก็คงดีกว่าหมาหมู่อย่างพวกมึง คนมีฝีมือคงมิมี จึงชอบใช้คนมากกว่า”

    “จะตายแล้วยังปากดี”

    “ถ้าเจ้ามีฝีมือจริง ก็มาสู้กันตัวต่อตัวสิ” พูดแล้วเมืองใจบอกศิโรตม์ให้หาจังหวะหนีไป

    “ไม่! เราจะไม่ทิ้งกันไง”

    “ฆ่ามัน!” นายกองมินอาวสั่งเฉียบ...ทหารพม่าพุ่งเข้าใส่เมืองใจกับศิโรตม์ ทันใดนั้นเองชายชุดดำห้าคนเข้ามาช่วยเหลือและพาสองหนุ่มหนีรอดเงื้อมมือพวกมันไปทางชายป่า

    “ขอบน้ำใจที่พวกท่านมาช่วย ท่านมาจากที่ใด” เมืองใจถาม

    “ข้ามาจากอโยธยา แล้วพวกเจ้าล่ะ คนพื้นใด”

    “ข้ามาจากระจัน”

    “คนระจัน นักรบบางระจัน มิน่า หน่วยก้านไม่เลวเลยทีเดียว นี่พวกเจ้าจะไปไหนกันรึ”

    “ข้ามีเหตุต้องเร่งไปอโยธยา”

    ฟังคำตอบนั้นแล้วชายชุดดำนิ่งไปนิด ก่อนพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจว่า พวกตนหนีออกมาจากอโยธยา แต่ทำไมพวกเขากลับต้องไป...

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา

    ดวงตาที่ 3 ตอนจบ เคราะห์ร้ายมาถึง "ปุ้ม" แทบขาดใจ "ตรีกาล" หมดสติไม่ฟื้นกลับมา
    17 ต.ค. 2564

    06:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 00:40 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์