นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"

    สองพ่อลูกกลับถึงบ้านในตอนค่ำพร้อมสัมภาระที่เก็บมาจากศิวะกรุ๊ป อรรถวิทย์หัวเสียเดินลิ่วขึ้นห้อง ส่วนอรรถเหนื่อยใจทิ้งตัวลงบนโซฟา มองไปข้างบน อย่างกลัดกลุ้มและครุ่นคิด

    เสียงโครมครามเหมือนคนขว้างข้าวของดังจากข้างบนยิ่งทำให้คนข้างล่างทอดถอนใจหนักหน่วง

    อรรถวิทย์สีหน้าเคร่งเครียดท่ามกลางข้าวของที่กระจัดกระจายบนพื้นห้อง สักพักผ่านไปมีนามบัตรใบหนึ่งถูกสอดมาใต้ประตู เขาหยิบมันขึ้นมาดูอย่างเสียไม่ได้

    ครู่ต่อมา ประตูห้องทำงานอรรถถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงก่อนที่อรรถวิทย์จะถลันเข้ามาตั้งคำถามเสียงดังว่า

    “คืออะไรครับพ่อ นี่พ่อเอานามบัตรนี้มาให้ผมทำไม นี่ก็เป็นอีกคนที่เป็นเด็กเมื่อวานซืน จะให้ผมไปสมัครงานกับเขาเหรอครับ พ่อเห็นผมเป็นยังไง”

    อรรถไม่ตอบ มองลูกชายนิ่งๆ ทำให้อรรถวิทย์ ยิ่งโมโหโวยวายหนักขึ้น

    “แล้วแทนที่จะช่วยกัน ก็ปล่อยผมต่อสู้อยู่คนเดียวในบริษัท พ่อมีตำแหน่งซะเปล่า ช่วยอะไรผมไม่ได้เลยจริงๆ แถมมาทำเป็นสุภาพบุรุษ เฮอะ! ลาออก มันได้อะไรขึ้นมาครับ มันไม่ฉลาดเลยนะครับพ่อ”

    อรรถวิทย์ระเบิดอารมณ์เสร็จก็สะบัดจะไป แต่ต้องชะงักกับเสียงเรียกของพ่อ

    “เดี๋ยว...แกดูนามสกุลไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี้แล้วใช่ไหม”

    “ดูแล้ว ผมรู้จักอยู่ แล้วไง ก็แค่ลูก...” เขาหยุดกึก เหมือนนึกอะไรขึ้นได้

    “พ่อกับพ่อของเขาคุยกันมาระยะหนึ่งแล้ว เขาอยากจะเปิดบริษัทให้พ่อบริหาร พ่อของเด็กเมื่อวานซืนนี่แหละ คุณทรนง ธุรมาสกิจวรกุล เขามีเงินและมีอิทธิพล และยังมีนายทุนพร้อมระดมทุนอีกมาก”

    “นี่พ่อ...”

    “ฉันถึงบอกว่าแกน่ะมันเด็กๆ ทำอะไรบุ่มบ่าม หุนหันพลันแล่น ทำอะไรก็โจ๋งครึ่มไปหมด การไปกินข้าวกับคู่แข่งมันฉลาดหรือเปล่าล่ะ แล้วไอ้การที่ใช้อีเมล ส่งความลับจากบริษัทไปให้คู่แข่งจากเครื่องคอมพ์บนโต๊ะทำงานของตัวเองนี่มันฉลาดมากเลยใช่ไหม”

    อรรถวิทย์อึ้ง รับรู้และเถียงไม่ออกกับความผิดพลาดใหญ่หลวงของตน

    “แกมันอ่อน อรรถวิทย์ ฉันเสียดายอย่างเดียว คุณทรนงเขาเกือบจะได้หุ้นศิวะกรุ๊ป ฉันกำลังช่วยทำแบบเงียบๆ แกก็มาหักมันเสียก่อน...ก็ไม่เป็นไร วันที่ศิวะกรุ๊ปเข้าตาจน เราค่อยเข้าไปเทกก็ได้”

    “พ่อ!!” อรรถวิทย์คาดไม่ถึงในความฉลาดหลักแหลมของพ่อ รอยยิ้มเขาผุดพรายเต็มหน้าด้วยความดีใจสุดขีด

    ooooooo

    ศิโรตม์ทำไม้ค้ำยันแบบสมัยใหม่ให้จันกะพ้อใช้พยุงตัวเดินในขณะที่ขาของเธอยังเจ็บอยู่พร้อมกับสอนการใช้งานทำให้ทั้งคู่มีโอกาสใกล้ชิดกัน

    ความใกล้ชิดทำให้ทั้งคู่มีท่าทีเก้อเขิน ศิโรตม์เตือนจันกะพ้อต้องระมัดระวังให้มาก ไม่เช่นนั้นเนื้อตัวจะมีแต่บาดแผล ถ้าอยู่บางกอกแบบนี้เข้าประกวดไม่ได้แน่ จันกะพ้อไม่เข้าใจคำว่าประกวด เขาจึงขยายความให้ชัดว่าคือการประชันหรือประลอง ผู้หญิงสวยๆงามๆเขาประลองกันว่าใครสวยกว่ากัน

    จันกะพ้อฟังแล้วนึกขัน บอกว่าประลองกันแบบนั้นมีด้วยหรือ ตนคงไม่สู้ตั้งแต่ต้น ตนว่าคนเราก็ต่างงามที่ตนเอง แต่ละคนงามไปคนละอย่าง

    “คนเราน่ะพี่ศรี สวยงามไปแต่มิมีความดี ก็มิมีค่าอันใด พ่อสอนข้า ข้าจำเสมอ ข้าจึงคิดทำความดีเพื่อแผ่นดินเกิดเยี่ยงนี้ อย่างน้อยคนสามัญตัวเล็กๆเยี่ยงข้าจะได้มีค่าพอที่ได้เกิดมา เจ็บแค่นี้มันน้อยมาก มันมิเท่าเจ็บใจยามเราเสียแผ่นดินดอก”

    ศิโรตม์มองจันกะพ้ออย่างทึ่งและยิ่งรัก อยากจะกอดแต่ทำไม่ได้ ได้แต่ย้ำเตือนเท่าที่พอพูดได้ แม้รู้ว่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าเป็นเช่นใด

    “เจ้าจัน ฟังพี่นะ พี่ขอ...ยังไงเอ็งก็ต้องระวังให้มากขึ้น เพราะอันตรายมันจะมากขึ้น และจะมากขึ้นกว่านี้”

    “พี่ว่าเราจะมีชัยชำนะฤาไม่ ข้าศึกจะพ่ายแพ้กลับไปฤาไม่”

    ศิโรตม์อยากตอบแต่พูดไม่ออก พอดีเผือกวิ่งเข้ามาเรียกศิโรตม์บอกว่านายจันให้มาตามมีเรื่องพูดจาเร่งด่วน จันกะพ้อจะไปด้วยแต่เผือกไม่ยอม ขณะที่ศิโรตม์ก็อยากให้เธออยู่ที่นี่ฝึกใช้ไม้ค้ำยันให้คล่องแคล่ว

    นายจันเรียกศิโรตม์หรือไอ้ศรีมาร่วมวางแผนการรบโดยมีพระธรรมโชติรวมอยู่ด้วย ศิโรตม์ถูกวางตัวให้ไปเอาปืนใหญ่กับเมืองใจซึ่งจะกำหนดเวลาแน่ชัดอีกครั้งเร็วๆนี้ เมืองใจกำลังขุ่นใจศิโรตม์ที่สนิทสนมจันกะพ้อ แต่ยามศึกเช่นนี้เขาต้องปล่อยวางเรื่องหัวใจแล้วเอาเรื่องบ้านเมืองเป็นสำคัญ

    ศิโรตม์เองก็ไม่สบายใจ เขารักชอบจันกะพ้อแต่ก็รู้ว่าเมืองใจรักอยู่ก่อน พระธรรมโชติมองออกว่าศิโรตม์ฟุ้งซ่านจึงสอนให้ฝึกสมาธิเพื่อใจจะได้นิ่งสงบ หลังจากนั้นก็จับเขาสนทนาธรรมตัวต่อตัว

    “เอ็งก็น่าจะรู้สึกดีขึ้นแล้วนี่ ผู้คนก็เข้าใจเอ็งรู้ความจริงทุกอย่างแล้ว ที่กลางป่าก็มีคนเจอหัวไอ้สุกถูกเสียบประจานไว้ ข้าศึกมันก็ฆ่าทิ้งเพราะไอ้สุกมันทำงานไม่สำเร็จ กรร มะไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์ แต่เป็นเรื่องจริงจะกี่ปีกี่ชาติเวรกรรมที่คนทำมันตามสนองเสมอ และรวดเร็วนัก”

    “เหมือนติดจรวด”

    “ใช่ ข้าไปปฏิบัติครั้งนี้เพราะข้ารู้ดีว่าหากข้าอยู่ ข้าก็จะได้เห็นการแตกความสามัคคีที่มันก็มีทุกยุคทุกสมัย ข้าไม่อยู่เตือนเพราะทุกอย่างมันเป็นกรรมะ เรื่องแบบนี้มันต้องเกิด ทุกคนจึงจะได้รู้แจ้ง”

    “ครับ ถ้าผมจำไม่ผิด เราเสียกรุงครั้งนี้มาจากการแตกความสามัคคีด้วยนี่ครับ”

    “ใช่ ยุคเอ็งก็มีนี่ไอ้ศรี”

    “ครับ คนยุแยงตะแคงรั่วให้คนแตกแยกมันมีอยู่เสมอ แบ่งฝ่ายแบ่งสีหลายวิธีการครับ”

    “เพราะคนเรายังมีกิเลส มีความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ มักใหญ่ใฝ่สูง มีความอิจฉาริษยา มีความต้องการที่อยากจะให้ทุกอย่างสมดังใจตัว ไม่ได้จากฝ่ายนี้ ก็คิดว่าน่าจะได้จากฝ่ายนั้น”

    “คนโง่งมงายเท่านั้นที่จะเชื่ออะไรง่ายๆครับ”

    “ก็ใช่ แต่เชื่อในตัวเองมากไปก็ไม่ดี จริงไหม”

    “ครับ ผมเคยเชื่อตัวเองมากครับพระอาจารย์ แต่ที่นี่สอนผมหลายอย่าง ผมรู้ว่าผมเปลี่ยนไป ผมเห็นสิ่งดีๆ ที่ผมเคยดูถูกดูแคลน ผมเคยว่าคนแต่งกายเป็นนักรบโบราณ ฟันกันไปฟันกันมาน่ะเชย ผมเคยว่าหลายอย่างล้าสมัย แต่เมื่อมาเห็น มารับรู้ มันไม่ใช่เลยครับ”

    “ดีแล้ว ดีที่ยังมีโอกาสเห็น คนไม่มีโอกาสเห็นยังมีอีกเยอะ”

    “แต่มันเจ็บปวดจริงๆนะครับ ที่ได้มาเห็นในสิ่งที่เรารู้ตอนจบและเปลี่ยนตอนจบไม่ได้”

    “เปลี่ยนได้สิ”

    ศิโรตม์ตื่นเต้นดีใจ ถามว่าเราจะเปลี่ยนให้ระจันไม่แตก กรุงศรีไม่แตกได้ใช่ไหม

    “เมื่อถึงเวลานั้น เอ็งจะรู้เองว่าข้อใดจะเปลี่ยนได้”

    ชายหนุ่มไม่เข้าใจ อยากจะถามต่อแต่พระอาจารย์ชิงตัดบทเสียก่อนว่า

    “ข้าต้องไปล่ะ เรียกประชุมชาวบ้านไว้ เอ็งก็ไปด้วยกันสิ”

    ศิโรตม์เดินตามท่านไปแล้วกวาดตามองหาเมืองใจ ค่อยๆเลี่ยงอ้อมมาทางกลุ่มกาหลง ระหว่างที่นายแท่นและนายจันพูดปลุกระดมชาวบ้านให้ต่อสู้ข้าศึกอย่างไม่เกรงกลัว แม้รู้ว่าเวลาพวกมันมีปืนใหญ่ ทุกคนต้องตั้งสติให้มั่น ทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ

    ooooooo

    พระจันทร์เต็มดวงในคืนนี้ทำให้ศิโรตม์คิดถึงแม่ขึ้นมาจับใจ เมืองใจก้าวเข้ามานั่งข้างๆ เห็นอีกฝ่ายปาดน้ำตาจึงสอบถามอย่างอาทร ก่อนจะพูดกันเรื่องไปเอาปืนใหญ่ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันต้องออกเดินทาง

    เมืองใจไม่อยากให้ศิโรตม์ไปด้วย แต่อยากให้เขาอยู่ที่นี่เพราะน่าจะทำให้คนบางคนมีความสุข

    “อะไรกันเมืองใจ คิดอะไรอยู่”

    “มิได้ขอรับ แต่กระผมรู้ว่ามันอันตรายมาก เราอาจไม่ได้กลับมา”

    “ถ้าอย่างนั้น ทำไมเมืองใจไม่ทำในสิ่งที่ควรทำสักที”

    “กระไรฤาขอรับ”

    “บอกให้คนที่เมืองใจรักรู้ว่าเมืองใจรัก”

    เมืองใจชะงัก มองหน้าศิโรตม์เหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่าง

    “ทำไมรึ มองหน้าฉันอย่างนี้คืออะไร”

    “หากมันง่ายดายก็คงจะดี แต่มันยากเย็นน่ะสิขอรับ ท่านศรีมิมีวันเข้าใจกระผมดอก...เอาเถิด กระผมคิดว่าหน้าศึกมิใช่เพลาที่ดีที่จะบอกรักขอรับ”

    “แล้วเมื่อใดเล่า ที่จะเป็นเพลาที่ดี”

    “เพลาที่ดีเป็นเพลาที่เมื่อยามเราได้บอกรัก แล้วเขารักตอบเราน่ะสิขอรับ กระผมถึงว่ามันยากเย็น...กลับทับกันเถิดขอรับ เราต้องสงวนแรง อีกไม่นานเราต้องเดินทาง”

    “เดี๋ยวเมืองใจ หากเรารักใครสักคน ฉันว่าแค่เพียงได้บอกว่ารัก มันก็ย่อมดีกว่าที่ชาตินี้ไม่มีโอกาสได้บอก”

    “แต่บางครั้งเราอาจต้องให้คำว่ารักตายไปพร้อมกับเราขอรับ”

    ศิโรตม์อึ้งและยอมจำนน เดินตามเมืองใจกลับไปเงียบๆ

    ooooooo

    ลติกาหายดีแล้วแต่เธอติดต่อนันทเดชไม่ได้ จึงนัดพบโสรัจเพื่อนสนิทของเขาซึ่งเธอเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่งเพื่อสอบถาม โสรัจมาพร้อมกุญแจตึกที่นันทเดชจะยกให้ลติกาทำแกลเลอรี่ แต่เธอรับไว้ไม่ได้เพราะกลัวจะเป็นการผูกมัด

    แยกจากโสรัจแล้วไม่คาดคิดว่าเธอจะเจออรรถวิทย์ที่เข้ามาพร้อมดอกไม้ ลติกาไม่รับดอกไม้และไม่อยากพูดกับคนโกงบริษัท เธอในฐานะลูกของหุ้นส่วนศิวะกรุ๊ปย่อมโกรธเคือง แต่อรรถวิทย์ยังแก้ตัวว่าตนโดนใส่ความ ทำให้เธอรำคาญรีบเดินหนี

    อรรถวิทย์ตื๊อไม่เลิก คิดว่าตัวเองมีไม้เด็ดที่จะสยบเธอได้ด้วยการถามด้วยท่าทีกวนๆว่า

    “จะรีบไปไหนครับ คลินิกรักษาจิต ไปหาจิตแพทย์เหรอครับ”

    ลติกาชะงักทันที จ้องหน้าอรรถวิทย์อย่างโกรธกะทันหัน

    “ใจเย็นๆสิครับ ผมไม่บอกใครหรอก ผมต้องคุยกับคุณนะ ผมต้องการความเป็นธรรม ถ้าคุณไม่อยากให้ใครรู้ว่าที่คุณหายจากบริษัทฯไปบ่อยๆ ที่ล้มป่วยนอนโรงพยาบาลเพราะ...”

    “มีปัญหาทางจิต? คุณอรรถวิทย์ แล้วคุณให้ความเป็นธรรมกับฉันหรือเปล่า”

    “ให้เวลาผมสักนิดเถอะครับ พรุ่งนี้เราพบกัน ผมมีเรื่องคุยจริงๆนะครับ”

    “ให้ใครโทร.หาเลขาฉันแล้วกัน จะฝากเรื่องไว้ว่ากี่โมงและที่ไหน”

    “แล้วดอกไม้นี่ล่ะครับ คุณไม่รับก็จะเหี่ยวหมดนะครับ”

    “แช่เย็นไว้ดูเองเถอะค่ะ” ตอบเสร็จลติกาเดินหนีไปขึ้นรถโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้อรรถวิทย์ยืนเก้อ แต่บอกตัวเองอย่างไม่ย่อท้อว่า ม้าดีต้องพยศ

    แล้วอีกวันถัดมา ลติกาก็ยอมพบอรรถวิทย์ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มยังไม่คุยธุระ แต่ออกแนวแบล็กเมล์ ถามเธอว่าไม่สนใจใช่ไหมถ้าคนจะรู้ว่าเธอไปพบจิตแพทย์บ่อยๆ หญิงสาวฉุนกึก เร่งเขาให้พูดธุระมา

    อรรถวิทย์ยิ้มบางๆ ก่อนเข้าเรื่อง “ใช่ครับ ผมมีรูปไปทานอาหารกับคู่แข่ง แต่นั่นคือเราเป็นเพื่อนกัน

    “ค่ะ เลยเจอกันบ่อยๆ แล้วก็เลยส่งงานของทางเราไปให้เขาดูด้วย”

    “ครับ อันนี้ผมผิดจริงๆ”

    “คุณโกงบริษัท”

    “แต่ผมมีเหตุผล ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมตั้งใจทำงาน คุณพ่อผมก็ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อที่นี่ คุณก็เห็นใช่ไหมเมื่อเพื่อนของคุณ เอ้อ คุณศิโรตม์มาบริหารก็ไม่เคยดูแลน้ำใจเราพ่อลูกเลย

    “ก็จริง ก็เห็น แต่คุณอาจจะลืมไปว่าศิโรตม์ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เขาทำตามสิทธิ์ของเจ้าของเงิน เมื่อเขาต้องมาบริหาร เขาก็มีความจำเป็นต้องปรับทุกอย่างให้เป็นไปตามแนวทางที่เขาเห็นว่ามันเหมาะมันควร ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วนะคะ คุณก็ต้องยอมรับว่าคุณเองก็ดื้อกับเขาด้วย ตีน่าว่าเรื่องมันก็จบลงด้วยดีแล้ว คุณก็ไม่ได้โดนฟ้อง ไม่ต้องมีความผิดติดตัวไป ศิวะกรุ๊ปก็ทำดีที่สุดแล้วนะคะ”

    “แต่คิดดูนะครับ เรื่องนี้ประเด็นมันอยู่ที่ที่นี่ไม่มีน้ำใจ พ่อผมทุ่มเทขนาดนี้ เขายังทำได้ ต่อไปแม้แต่หุ้นส่วน เขาก็อาจจะตัดได้อย่างไม่มีเยื่อใย ผมเป็นห่วงคุณพ่อคุณแม่ของคุณและคุณ ถ้าคุณเห็นคุณปานทิพย์ใช้ยศสันต์ถล่มผมกับพ่อในที่ประชุม คุณจะเห็นเลยว่าคนตระกูลนี้ไม่ธรรมดา บทจะขยี้ขึ้นมา ไม่มีไว้หน้า อย่างน้อยก็น่าจะเห็นแก่หน้าพ่อผมบ้าง”

    ลติกานิ่งเงียบไป...หลังจากนั้นไม่นานเธอกลับมาที่ศิวะกรุ๊ปพร้อมนามบัตรหนึ่งใบ ยื่นให้ยศสันต์รับไปดู

    “ว้าว...คุณได้มายังไง นี่ไปเจอเขามาเหรอ เอ๊ะ กรรมการผู้จัดการบริษัทอีเว้นต์โซไฮ อรรถวิทย์นี่ได้งานใหม่เร็วดีนะ แถมยังยศใหญ่กว่าเดิมด้วย ใหญ่กว่าผมอีก ผมก็แค่...ยศสันต์”

    “ยังจะเล่นอีก นี่เท่ากับเขาประกาศตัวเป็นคู่แข่งชัดเจนแล้ว”

    “ดี คุณคอยติดต่อเขาเอาไว้นะครับ เราจะได้รู้เขารู้เรา”

    “ถ้าไม่จำเป็น ฉันก็ไม่อยากไปเจอเขาหรอกค่ะ”

    “ครับ เอาเป็นว่าเท่าที่คุณจะทำใจได้แล้วกัน ตอนนี้ผมกลัวแต่ว่าเขาจะดึงคนของเราไปอยู่กับเขาด้วยเท่านั้น”

    “ตีน่าว่าเราของบเลี้ยงขอบคุณทีมงานกันดีกว่าค่ะ”

    ยศสันต์สงสัยว่าในวาระอะไร ลติกาบอกว่าไม่มีวาระ แค่อยากขอบคุณที่ทำงานมาอย่างเหน็ดเหนื่อย ชายหนุ่มเห็นด้วยว่านี่เป็นวิธีมัดใจพนักงาน

    “บางทีเราก็อาจจะลืมไปว่าน้ำใจมันแข็งแรงกว่าน้ำเงิน คุณตั้งเบิกมา ฉันจะเซ็นเรื่องให้”

    บ่ายนั้น ยศสันต์นำงานมาเสนอปานทิพย์โดยมีลติการ่วมฟังอยู่ด้วย บริษัทกำลังจะรับงานใหญ่คืองานแสงสีเสียงที่อยุธยา แต่มีคู่แข่งหลายบริษัท ซึ่งต้องมีการประมูลเพื่อให้ได้งานนี้มา ปานทิพย์กำชับว่า

    “เราต้องมีไอเดียของเราเอง ถือเป็นโอกาสอันที่ยศสันต์และทีมจะได้ใช้ความสามารถให้เต็มที่ คิดอย่างอิสระ คิดให้ดีที่สุดและเอางานมาให้ได้”

    “แน่นอนครับ เราจะสู้เต็มที่ครับ งานนี้งานใหญ่มาก ถ้าได้มาก็จะสร้างชื่อเสียงให้กับศิวะกรุ๊ปอย่างมากอีกด้วย”

    “งานนี้ ป้าอยากให้ลติกาช่วยยศสันต์ด้วย สนับสนุนทีมทุกอย่าง เพราะคู่แข่งมีหลายเจ้า ที่สำคัญมีบริษัทฯน้องใหม่ที่เขารู้จักเราดี บริษัทอะไรนะ”

    “อีเว้นต์โซไฮ”

    “ใช่ เขารู้ทางเรา ดังนั้นต้องคิดใหม่ทำใหม่คิดนอกกรอบ ป้าเชื่อว่าอรรถวิทย์ต้องลงแข่งงานนี้ด้วย และคนอย่างอรรถวิทย์เขาไม่มีทางยอมแพ้”

    ลติกาและยศสันต์เข้าใจดี ต่างก็รับคำด้วยท่าทีกระตือรือร้น

    ooooooo

    ข้าศึกรุกรานหนักปล้นสะดมชาวบ้านไปจนถึงวิเศษไชยชาญ อ่างทอง สุพรรณบุรี และอีกหลายพื้นที่...

    ที่สำคัญมันปล้นข้าวปลาอาหาร ตอนนี้ผู้คนแร้นแค้นหนักขึ้น ถือเป็นยุทธศาสตร์ตัดกำลังอย่างฉลาดล้ำ

    เหตุนี้เองทำให้นายจันต้องเร่งเมืองใจกับศิโรตม์ไปเอาปืนใหญ่ที่พระนคร ทั้งคู่เต็มใจ แต่เมืองใจขอไปคนเดียวจะคล่องตัวกว่า ศิโรตม์เป็นห่วงเตือนว่าอันตรายมาก ขณะที่พระธรรมโชติก็ไม่ยอมตามใจเมืองใจ เพราะทุกคนใคร่ครวญดีแล้วว่าเขาทั้งสองคนเมื่อรวมกันเป็นหนึ่งน่าจะทำสำเร็จอย่างครั้งก่อนที่พากันกลับค่ายมาได้

    “แต่คราที่แล้วมิได้ปืนใหญ่กลับมานี่ขอรับ”

    “ครานี้ก็เอากลับมาให้จงได้สิ” พระอาจารย์สั่งเด็ดขาด เมืองใจจึงจำยอม

    จันกะพ้อปีนป่ายต้นไม้แอบดูแอบฟังพวกเขาจนจับใจความได้ คิดกังวลด้วยห่วงใยเมืองใจกับศิโรตม์ที่ต้องเดินทางเผชิญอันตรายจนตัวเองแทบตกจากต้นไม้ขาเดี้ยงซ้ำอีก

    พระอาจารย์ออกจากกลุ่มเดินมาดักจันกะพ้อและขอให้เธอสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องที่ได้ยินออกไปเป็นอันขาด จันกะพ้อรับปากและเดินจากท่านไปด้วยใจไม่เป็นสุข นึกถึงกาหลงจะเป็นอย่างไร หากรู้ว่าเมืองใจชายที่รักจะห่างไปอีกครา...

    ooooooo

    ลติกาเพิ่งหายป่วยแต่ยังคงหมกมุ่นเรื่องย้อนอดีต อยากรู้ศิโรตม์กับเมืองใจยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เธอโหยหาอยากเจอนันทเดชแต่ยังไม่สามารถติดต่อเขาได้

    เช้าวันหนึ่งที่เธอทำงานในศิวะกรุ๊ป เธอเข้าไปในห้องศิโรตม์แล้วนั่งที่เก้าอี้หลับตาลงนิ่งนาน นานจนเข้าสู่ภวังค์ ได้ยินเสียงรบราดังกังวาน เสียงหัวเราะของชายฉกรรจ์หลายเสียงเหี้ยมเกรียมน่ากลัว

    ลติกาตกใจหวีดร้องออกมาพร้อมๆกับเสียงเคาะประตูโดยยศสันต์อยู่ด้านนอกดังระรัว เขาไม่สามารถเปิดประตูเข้าไปได้ จึงร้องเรียกพนักงานชายให้มาช่วยกัน แต่ทุกคนไม่มีกุญแจต้องไปขอจากผู้จัดการอาคาร จากนั้นก็ช่วยกันปฐมพยาบาลลติกาแต่เธอไม่ฟื้น ยศสันต์จึงพาไปโรงพยาบาล

    ก้องเกียรติและลัดดาเร่งรีบมาดูอาการลูกสาวด้วยความเป็นห่วง รวมทั้งปานทิพย์ที่มาถึงก็ซักถามยศสันต์เป็นการใหญ่ แต่คนที่คาดไม่ถึงว่าจะมาคืออรรถวิทย์ ยศสันต์กางกั้นไม่ให้เขาเข้าเยี่ยมและถามว่ารู้ได้อย่างไร

    “จิตผมกับจิตคุณลติกาถึงกันมั้ง”

    ยศสันต์ไม่พอใจในคำตอบนั้น ขอให้อรรถวิทย์กลับไป แต่เขากลับยอกย้อนว่ายศสันต์มีสิทธิ์อะไรมาห้ามตนไม่ให้เยี่ยมลติกา

    “ไม่มีสิทธิ์ครับ แต่ถ้าเป็นผม จะไม่หน้าด้านมา”

    อรรถวิทย์โกรธจนลืมตัวกระชากคอเสื้อยศสันต์แล้วทุ่มเถียงกันจนกลายเป็นชกต่อย พวกปานทิพย์ตกใจรีบเข้ามาห้าม

    สองหนุ่มยอมแยกจากกันทั้งที่ยังขุ่นเคือง อรรถวิทย์ยกมือไหว้ปานทิพย์กับก้องเกียรติและบอกว่าตนมาเยี่ยมลติกา

    “ขอบคุณคุณวิทย์ที่มานะครับ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเยี่ยม ขอให้ตีน่าพักผ่อนให้ดีขึ้นก่อน ค่อยว่ากันนะครับ”

    “คุณกลับไปก่อนเถอะค่ะ”

    อรรถวิทย์มองทุกคน ลึกๆก็แปลบใจที่ตนดูเป็นคนนอก “ก็ได้ครับ ยังไงกรุณาส่งข่าวผมบ้างนะครับ แล้วพบกันครับ หรือไม่ก็เจอกันวันแข่งขันประกวดราคางานแสงสีเสียงที่อยุธยาก็ได้” ท้ายประโยคเขาพูดกับยศสันต์

    ยศสันต์ตอบรับด้วยความยินดี ไม่มีท่าทีเกรงกลัวแม้แต่นิด อรรถวิทย์แค้นลึกแต่จำต้องกลับ ยกมือไหว้ลาผู้ใหญ่ทั้งสองอีกครั้งแล้วผละไป

    ปานทิพย์สงสัยว่าอรรถวิทย์รู้ได้ยังไงว่าลติกาป่วย จึงหาโอกาสคุยกับยศสันต์ตามลำพัง

    “เขารู้ได้ยังไงเร็วนักว่าหนูตีน่าไม่สบาย”

    “ผมว่าเป็นธรรมดาครับ ในบริษัทเราก็ยังคงมีคนทางเขาหลงเหลืออยู่และทีมงานก็มักถึงกันหมด ใครรู้อะไรหน่อยก็ย่อมอยากโชว์ว่ารู้มาก รู้เร็ว รู้ดี ปากคนห้ามไม่ได้”

    “แต่ใจคนนี่สิ ยศสันต์ต้องเข้าไปนั่งอยู่ในใจพนักงานให้ได้นะ ดูแลพวกเขาให้ดี เขาจะได้รักและซื่อสัตย์ต่อบริษัท”

    “ครับคุณแม่ แล้วอาการคุณลติกา”

    “ครั้งนี้เป็นมากเสียด้วย คงต้องขอความช่วยเหลือ”

    “จากใครครับ”

    “อ๋อ จากหมอ หมอเก่งๆไงจ๊ะ ยศสันต์ทำใจให้สบาย มุ่งหน้าเรื่องไอเดียงานก่อน ระดมสมองกันหนักๆ เรื่องลติกา ผู้ใหญ่จะดูแลเองนะ”

    ปานทิพย์ไม่ได้หมายถึงหมออย่างที่บอกออกไป แต่นึกถึงพระอาจารย์วิจิตรธรรมโชติ เมื่อกลับบ้านในคืนนั้นเธอจึงนั่งสมาธิอย่างแรงกล้าภาวนาขอความช่วยเหลือจากท่าน

    “พระอาจารย์เจ้าขา อยู่แห่งใดเจ้าคะ ช่วยพวกเราด้วยเถิด ช่วยจิตอันเตลิดของผู้มาเกิดในภพนี้ จิตดวงน้อยกำลังหลงทางยิ่งนัก”

    ขาดคำมีลมพัดแรงจนเปลวเทียนไหว ปานทิพย์สะดุ้งและได้ยินเสียงหนึ่งเหมือนลอยมากับสายลมบอกว่าอาตมาเห็นแล้ว...

    ไม่นานจากนั้น ลติกาที่นอนไม่รู้สึกตัวที่โรงพยาบาลนานหลายชั่วโมงก็ลืมตาพร่าเลือน ค่อยๆขยับตัว ลัดดาและก้องเกียรติเฝ้าอยู่ในห้องลุกพรวดถึงเตียงพร้อมกันด้วยความดีใจ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    2 สหายจับมือจัดการเดียรถีย์ ขจัดเภทภัยให้ชาว “ไผ่แดง”

    2 สหายจับมือจัดการเดียรถีย์ ขจัดเภทภัยให้ชาว “ไผ่แดง”
    24 ต.ค. 2564

    00:01 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลา 06:35 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์