นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    อตีตา

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"

    ข้าศึกกบดานในค่ายนานหลายวันทำให้พวกนายจันสังหรณ์ใจว่ามันน่าจะซุ่มทำการบางอย่างที่สำคัญ อาจเป็นกลลวงให้เราตายใจ หากเราย่ามใจบุกเข้าไปข้างใน ต้องมีค่ายกลอย่างแน่นอน

    หลังจากหารือเรื่องนี้กันแล้วทุกคนเห็นด้วยว่าต้องเตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อตั้งรับและตอบโต้ข้าศึก แต่ไม่ใช่แค่ทำว่าวกับหม้อคะนนเป็นอาวุธอย่างเดิม ต้องมีปืนใหญ่ตามที่ศิโรตม์เสนอขึ้นมา

    ด้านลุงมั่นกับลำเจียกยังเถียงกันไม่จบเรื่องนายสุก ที่เพิ่งมาอยู่ในค่าย สุกรุ่นราวคราวเดียวกับลุงมั่น แต่ไม่ ชอบให้ใครเรียกเขาว่าลุง โดยเฉพาะลำเจียกนั้น สุกอยาก ให้เรียกตนว่าพี่ พอลุงมั่นได้ยินแบบนี้ก็เลยมีปฏิกิริยาประชดลำเจียกจนกลายเป็นความเข้าใจผิด

    ลำเจียกคิดไปเองว่าลุงมั่นหวงตนจึงไม่ต้องการให้ไปสนิทสนมกับนายสุก สองคนเถียงกันไปมาครู่หนึ่งก่อนที่ศิโรตม์จะเข้ามาหย่าศึก ทั้งที่ตัวเองก็เพิ่งขุ่นมัวกับคำพูดเมืองใจที่เริ่มแสดงออกว่าไม่พอใจ โดยมีจันกะพ้อ เป็นต้นเหตุ

    ส่วนทางกรุงเทพฯ การหายตัวไปนานวันของศิโรตม์ทำให้หลายคนในบริษัทสงสัยและอยากรู้ว่าเขาไปไหนกันแน่ แม้แต่ยศสันต์ที่เป็นเพื่อนสนิทก็ไม่เคยรู้ว่าเหตุใดเขาถึงละทิ้งหน้าที่ไปนานขนาดนี้

    ลติกาไม่ได้อธิบายอะไรกับยศสันต์ที่มาถาม แต่ขอร้องให้เขาช่วยกันดูแลงานในบริษัท เธอเชื่อว่าสักวัน ศิโรตม์ต้องกลับมา...อีกคนที่ลติกาหวังพึ่งพาคือนันทเดช เธอเพียรไปหาเพื่อให้เขาสะกดจิตย้อนอดีต แล้ววันนี้นันทเดชก็ใจอ่อนยอมทำตามแต่มีข้อแม้ว่าเธอต้องกลับมาเมื่อเขาสั่งให้กลับ ถ้าจิตเธอขัดขืนอาจเกิดเรื่องใหญ่

    หญิงสาวพยักหน้ารับข้อตกลงก่อนหลับตาอย่างมีความสุข ย้อนไปในอดีตในช่วงที่กาหลงฝันร้ายโดนเมืองใจปฏิเสธความรัก

    แทนที่ลติกาจะกลับคืนมาเมื่อได้ยินเสียงเรียกของนันทเดชตามสัญญา เธอกลับดำดิ่งไปอีก ได้ยินเมืองใจบอกรักจันกะพ้อ ทำให้กาหลงร้องไห้เสียใจอย่างน่าสงสาร

    ที่เรือนพยาบาลภายในค่ายระจัน กาหลงสะดุ้งเฮือก เพราะเสียงดังๆของลำเจียกที่ปลุกให้ตื่น สุกยืนมอง สอดรู้สอดเห็นแต่เสทำอย่างอื่นกลบเกลื่อน

    ลำเจียกตำหนิกาหลงที่มัวแต่ฝันกลางวันทั้งที่ให้มาดูแลอาหารการกินของคนเจ็บ แต่พอเห็นน้ำตากาหลงก็โกรธไม่ลง จับเนื้อตัวรู้ว่าร้อนจัดยิ่งสงสาร จัดยาให้กินพร้อมเตือนว่าต้องรักตัวเอง แล้วให้กลับไปพักที่ทับไม่ต้องทำงาน

    เพียงกาหลงคล้อยหลัง สุกก็เสนอหน้าเข้ามาหาลำเจียก พูดรู้ดีว่าเป็นธรรมดาหญิงสาวชายหนุ่มร่วมค่าย รักชอบพอเกิดขึ้นได้แม้ในยามสงคราม กาหลงคงฝันถึงคนรักหรือไม่ก็อกหัก แต่อกหักจากใครระหว่างเมืองใจ กับเจ้าศรี ลำเจียกฟังแล้วยอมรับว่าสุกรู้จริง เรื่องราวระหว่างหนุ่มสาวทั้งสี่ที่เหมือนสหาย บัดนี้เริ่มกลายเป็นบาดหมางเพราะความรักเชิงชู้สาวจนน่าห่วง

    ooooooo

    ภายในห้องสะกดจิตออฟฟิศนันทเดช ลติกานั่งพักหลังคลายจากภวังค์ที่ดำดิ่งสู่อดีต เธอบอกนันทเดชว่ารู้สึกเหมือนตัวเองเข้าไปในความฝันของใครสักคน มันเศร้ามาก แล้วเสียงที่ก้องอยู่ก็คือ...

    ข้ามิอาจรักใครได้ ข้ารักพี่เพียงคนเดียว...

    “ย้อนอดีตแล้วยังเข้าไปในความฝัน ซับซ้อนมากทีเดียว”

    “ฉันพยายามเข้าไปเพื่อค้นหาศิโรตม์และเมืองใจ บางครั้งฉันก็เห็นเขา บางครั้งก็ชัด บางครั้งก็รางเลือน บางคนที่ฉันเห็น บางเหตุการณ์ที่ผุดขึ้นมามันทำให้ฉันมั่นใจขึ้นทุกที ผู้หญิงที่ฉันวาดรูปเธอขึ้นมา ฉันเคยเล่าแล้วใช่ไหมว่าฉันให้คนที่ชื่อเมืองใจดูรูปที่ฉันวาด เขาเรียกเธอว่าจันกะพ้อ บางครั้งฉันก็เกือบเห็นเธอ บางครั้ง ก็เห็นชัดขึ้นมา แต่ก็วูบเดียว”

    นันทเดชพยักหน้า อยากให้ลติการะบายออกมา

    “ที่สำคัญ...ฉันกำลังมั่นใจขึ้นทุกทีว่าฉันกำลังเห็นตัวเอง เมืองใจเคยทักฉันว่ากาหลง...หรือฉันกับเธอคือคนเดียวกันจริงๆ และจิตของฉันก็เข้าไปสัมผัสจิตในความฝันของเธอ และรับรู้ความรู้สึกนั้น...นันทเดช ตอนนี้ฉันเหนื่อยเหลือเกิน”

    “เหนื่อยก็หยุด หยุดค้นหาทุกอย่าง อยู่กับปัจจุบันขณะ”

    “ฉันอยากหยุด แต่คงหยุดไม่ได้ค่ะ”

    “แต่คุณต้องหยุด ที่สำคัญ...หยุดรักเขา”

    ลติกาไม่เข้าใจ ถามว่าหยุดรักใคร นันทเดชระบุไม่ได้ว่าใคร แต่เขาคือคนที่เธอมีจิตผูกพันยึดติดมานานมาก ลติกาพึมพำชื่อเมืองใจออกมา นันทเดชได้ยินไม่ชัดถามว่าพูดอะไร เธอปฏิเสธแล้วนิ่งไป

    “เอาอย่างนี้ สัญญากับผม...ไม่สิ ผมไม่ชอบให้ใครสัญญา เดี๋ยวมีพันธะผูกพันข้ามภพข้ามชาติ”

    “นี่ฉันยิ่งเหนื่อยๆอยู่ อย่ามาพูดเข้าใจยาก”

    “งั้นผมต้องบอกคุณแล้วล่ะ ผมมีงานด่วนต้องบินไปต่างประเทศ”

    ลติกาตกใจไม่อยากให้ไป ถามเขาว่าไปนานไหม นันทเดชไม่ระบุแต่บอกจะรีบกลับมา

    ooooooo

    ชาวบ้านในค่ายระจันเริ่มแบ่งเป็นสองฝ่ายหลังจากสุกทำอวดรู้ในหลายเรื่อง โดยยังไม่รู้เหตุผลแท้จริงว่าเขาต้องการอะไร

    ค่ำวันหนึ่ง เผือกวิ่งกระหืดกระหอบมาเรียกเมืองใจ กับศิโรตม์ให้ไปที่เรือนพยาบาลเพราะมีคนตายหลังจากกินยาที่ศิโรตม์ปรุงเข้าไปจนท้องร่วง แล้วยังมีอีกสองคนที่กำลังทุรนทุราย

    ศิโรตม์หน้าเสีย ทุกคนมองเขาเป็นตาเดียว จันกะพ้อ มองอย่างห่วงใย เมืองใจเห็นแววตาอย่างนั้นยิ่งแปลบใจ กาหลงเองก็มองเมืองใจที่เก็บความรู้สึกที่มีต่อจันกะพ้อไม่ได้

    “ไอ้ศรี อย่าหาว่าข้าสอดเลยนะ ข้าว่าพักนี้เอ็งหยุดปรุงยาเถิด จิตใจเอ็งอาจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว”

    คำพูดของสุกประโยคนั้นทำให้ศิโรตม์ไม่พอใจ ให้เขาขยายความมาชัดๆ สุกเลยพูดโพล่งว่าคนกำลังมีความรักมักไม่มีสมาธิ

    จากความไม่พอใจกลายเป็นโกรธ ศิโรตม์จ้องสุกเขม็ง ส่วนจันกะพ้อคิดสงสัยว่าศิโรตม์รักใคร แต่กาหลงไม่ต้องการให้บานปลายตัดบทว่า

    “ข้าว่าค่อยพูดจากัน สมุนไพรอาจมีธาตุผิดสำแดงเองก็เป็นได้”

    ศิโรตม์เดินห่างทุกคนไปด้วยความงุนงงและสับสน แล้วหันมาบ่นกับกาหลงที่ตามมาปลอบว่า

    “ข้าไม่เข้าใจเลย ข้าปรุงยาดังที่เคย สมุนไพรที่น้าลำเจียกกับเมืองใจสอนข้าเท่านั้นเอง”

    “พี่ศรีทำใจให้สบายนะจ๊ะ ดังที่ข้าว่า สมุนไพรที่เก็บกันมาครานี้อาจมีพิษ”

    “หรือไม่ก็พิษรักดังสุกว่า” เสียงเมืองใจดังด้านหลัง ทั้งสองคนหันขวับ

    “พี่เมืองใจ อย่ากล่าวเยี่ยงนี้เลย พี่ศรียิ่งใจไม่เป็นสุข”

    “ข้าอยากช่วย และข้าก็จะเชื่อในสิ่งที่ข้าเห็นเท่านั้น สมุนไพรอาจมีพิษขึ้นมาหรือจิตใจเอ็งไม่มีสมาธิก็ตาม แต่ข้าก็ตอบแทนเอ็งไม่ได้หรอกไอ้ศรี เพราะเอ็งทำทีห่างเหินข้า เอ็งเองมิเชื่อใจให้ข้าดูแลเอ็งแล้วหรือกระไร เอ็งจึงหลีกลี้หนีหน้าข้า ฤาว่าเอ็งมิกล้าสู้หน้าข้า”

    “เอาเถิด หากคิดกันเยี่ยงนี้ ก็คงมิมีอันใดต้องพูดจากันอีก” จบคำศิโรตม์ก็ผลุนผลันออกไป

    เมืองใจรู้สึกไม่ดีและโกรธตัวเอง บ่นพึมพำว่าตนคงบาปหนาแน่ กาหลงได้ยินก็ทำหน้างงๆ เมืองใจเลยกลับคำว่าไม่มีอะไร

    เมื่อลุงมั่นซึ่งไม่วางใจสุกอยู่แล้วทราบเรื่องที่เกิดขึ้นก็เห็นอกเห็นใจศิโรตม์ มาย้ำเตือนให้ใช้สติไตร่ตรองดีๆ

    “ขึ้นชื่อว่างูพิษมันย่อมแว้งกัด เอ็งช่วยไอ้สุกมันวันก่อน มันก็กัดเอ็งวันนี้”

    “ฤากระผมพลาดเอง ส่วนผสมอาจมีอันใดผิดไป หรืออันใดไม่สะอาด”

    “แต่ถึงพลาดไป ก็มิต้องมาทับถมกันถึงเพียงนี้ หากคนมันจริงใจก็พูดจาแก้ปัญหากัน มิใช่ปล่อยให้ปัญหามันกระจายไปทั่วเยี่ยงนี้ แล้วดูรึ เอ็งก็มองหน้าคนมิติด การทำให้ผู้นำหมดความน่าเชื่อถือ ก็ถือเป็นกระบวนยุทธ์...ข้าเห็นพวกไอ้เมืองใจไปพบนายแท่น ดูร้อนรน เจ้ารู้ฤาไม่”

    ศิโรตม์ส่ายหน้าแทนคำตอบ ลุงมั่นมั่นใจในสิ่งที่ตนคิด ตั้งข้อสังเกตว่า

    “เหตุอันใดเอ็งกับเมืองใจจึงแยกจากกัน”

    ศิโรตม์ชะงัก แม้พอรู้แต่ไม่คิดว่ามันจะลุกลามบานปลายขนาดนี้

    ooooooo

    เมื่อคืนศิโรตม์ไม่ได้กลับทับแต่นอนหลับอยู่ที่ลานตีดาบจนรุ่งเช้า เสียงตีดาบของลุงมั่นปลุกชายหนุ่มให้ตื่นลืมตา แถมแกยังเข้ามาให้กำลังใจว่าเขาต้องอดทน ทำใจให้สบาย อย่าเก็บวาจาดูแคลนของคนอื่นไว้ให้ เป็นทุกข์ วันหนึ่งความจริงจะประจักษ์ออกมาเอง

    ศิโรตม์รู้สึกดีกับกำลังใจนั้น บอกลาลุงมั่นกลับทับด้วยความสบายใจขึ้น แต่ระหว่างทางมีสายตาชาวบ้านมองแล้วซุบซิบ ชายหนุ่มก็อดคิดมากไม่ได้อยู่ดี

    ภายในค่ายเริ่มมีการแบ่งฝ่าย ขาดความสามัคคี เพราะคำพูดของสุกที่จงใจให้เกิดความแตกแยกจนบางรายถึงกับคิดย้ายออกจากค่ายเพื่อความปลอดภัยของตน

    การกระทำของสุกไม่ปรารถนาดีกับชาวค่ายระจันเป็นแน่แท้ แล้วธาตุแท้ของสุกก็เผยออกมาในวันหนึ่ง เขานัดเจอทหารพม่าที่ชายป่าเพื่อส่งข่าวความเคลื่อนไหวในค่ายระจันแล้วจันกะพ้อเกือบจับได้...

    อรรถวิทย์คิดการใหญ่อยากตั้งตนเป็นผู้บริหารแทนศิโรตม์ที่ยังไม่ปรากฏตัวด้วยการถือวิสาสะนัดประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทโดยไม่บอกปานทิพย์ โดยฉวยโอกาสตอนอรรถพ่อของตนไปดูงานต่างประเทศ โน้มน้าว ผู้ถือหุ้นจนคล้อยตาม แต่ระหว่างนั้นเลขาโทร.ไปแจ้งปานทิพย์ เธอจึงรีบเข้ามาแต่ไม่ทันเพราะการประชุมจบลงพอดี

    ปานทิพย์พยายามติดต่อลติกาแต่ไม่สำเร็จ ถามยศสันต์ก็ไม่ได้ความคืบหน้า ลติกาไปดักเจอนันทเดชที่ออฟฟิศของเขาอีกครั้งก่อนที่เขาจะเดินทางไปต่างประเทศในวันพรุ่งนี้ หญิงสาวเว้าวอนไม่อยากให้เขาไป แต่เขาตามใจเธอไม่ได้ เพราะมีเรื่องสำคัญกับชีวิตต้องตัดสินใจ แล้ววันหนึ่งเธอจะเป็นคนแรกที่ได้รู้

    ปานทิพย์ขอคุยกับอรรถวิทย์เป็นการส่วนตัว อรรถวิทย์รีบพูดอย่างร้อนตัวทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ตำหนิแม้แต่น้อย

    “คือผมไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาคุณปานทิพย์หรือคุณโรตม์นะครับ เพียงแต่...”

    “ฉันเข้าใจค่ะ”

    “เข้าใจ...เข้าใจว่าอะไรครับ”

    “เข้าใจในความทุ่มเทที่คุณวิทย์มีต่องานที่ได้รับมอบหมาย เข้าใจว่าคุณต้องทำในสิ่งที่คุณคิดว่าจำเป็นและมีความสำคัญต่อความสำเร็จของคุณ ของงานและเข้าใจด้วยค่ะ ว่าคุณต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจขนาดไหนเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จนั้น และฉันเองก็รู้ว่าการที่โรตม์หายไปช่วงนี้ ไม่มาดูแลรับผิดชอบงานในบริษัทเป็นเรื่องที่ไม่สมควร”

    อรรถวิทย์แปลกใจและเริ่มมีความหวัง ปานทิพย์กล่าวหน้านิ่งต่อไปอย่างใจเย็น

    “วันนี้คุณวิทย์เชิญผู้ใหญ่ในบริษัทมาประชุมกันก็เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เหรอคะ”

    “คือ...ผมไม่ได้...”

    “ฟังให้จบก่อนค่ะ ฉันขอบอกว่าฉันเองก็เห็นด้วย ที่เราควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในระดับบริหารของบริษัท แล้วก็ขอบคุณด้วยนะคะที่คุณวิทย์ช่วยเกริ่นกับผู้ถือหุ้นและผู้บริหารทุกท่านในที่ประชุมให้แล้วใช่ไหมคะ”

    “ครับ”

    “อย่างที่บอกล่ะค่ะ ว่าตัวฉันเองก็คิดเรื่องนี้อยู่ และเห็นด้วยกับเรื่องความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงในระดับบริหาร เพียงแต่ฉันคงต้องขอเวลาสัก 1 สัปดาห์ แล้วหลังจากนั้นฉันจะเป็นผู้ประกาศเรื่องนี้ในที่ประชุมครั้งหน้าเอง แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าคุณวิทย์จะเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการประกาศในที่ประชุมใหญ่ของคณะผู้บริหารและผู้ถือหุ้นในครั้งนี้อย่างแน่นอนค่ะ”

    “เหรอครับ ขอบคุณมากครับ”

    “ไม่เป็นไรค่ะ ระหว่างนี้คุณวิทย์ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ทำงานที่ค้างๆอยู่ไปก่อน ฉันขอรวบรวมเอกสารแล้วสัปดาห์หน้าฉันจะเป็นคนเชิญประชุมผู้บริหารและผู้ถือหุ้นอีกครั้งด้วยตัวเอง”

    “ครับ...ขอบคุณครับ” อรรรถวิทย์ยิ้มดีใจ ปานทิพย์มองหน้าเขานิ่งๆ ยากจะคาดเดาความรู้สึก

    ooooooo

    เมื่อเวลานี้ไม่มีนันทเดชสะกดจิตให้ย้อนอดีตได้ ลติกาจึงพึ่งตัวเอง นั่งทำสมาธิให้เหมือนตอนนันทเดชสะกดจิตเธอจนเห็นภาพที่ค่ายบางระจัน

    ครั้งแรกเธอทำไม่สำเร็จ แต่ยังไม่ละความพยายาม เธอรวบรวมสมาธิอีกครั้งจนเริ่มเห็นรางๆ แต่ฉับพลันภาพก็หายไปเพราะเสียงรบกวนของลัดดาที่หน้าห้อง

    ลัดดาเคาะประตูเรียกก่อนเปิดเข้ามาถามลูกสาวว่าทำอะไรอยู่ ลติกาจิดหลุดจากการเพ่ง เรียกคุณแม่คำเดียวก็เป็นลมล้มพับไป ลัดดาตกใจมากรีบพาลูกสาวส่งโรงพยาบาลและโทร.บอกปานทิพย์

    ไม่นานปานทิพย์ก็มาถึงพร้อมก้องเกียรติ หมอบอกว่าคนไข้อาจกังวลและเครียดมาก ผลการตรวจโดยทั่วไปทุกอย่างปกติดี ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก ลัดดาท้วงหมอว่าถ้าไม่มากแล้วทำไมลูกตนถึงยังไม่ฟื้น

    “คุณลติกาอาจจะมีภาวะของความเครียดหรือทำงานหนัก ร่างกายพักผ่อนไม่พอ ยังไงจะรีบนำผลการตรวจทั้งหมดมาประมวลอีกครั้งนะครับ ให้เธอพักผ่อนมากๆ ไม่เป็นไรนะครับคุณหญิง คุณก้องเกียรติ”

    “ขอบคุณครับหมอ”

    หมอและพยาบาลออกไป ลัดดารีบเล่าให้ปานทิพย์ฟังว่าตนเปิดประตูห้องเข้าไปเห็นลติกาเหมือนนั่งสมาธิ จึงทักลูกไป อยู่ๆเธอก็ล้มพับหมดสติ

    ปานทิพย์พยักหน้ารับ ปลอบโยนลัดดาแต่สีหน้าฉุกคิด

    “เขามีเรื่องเครียดอะไร ทำไมไม่บอกพ่อแม่ หมู่นี้ก็ดูแปลกๆ เข้าบ้านก็ขึ้นห้องวาดรูปแต่คนโบราณ”

    “หรือเราบังคับลูกมากไป”

    “ฉันไปบังคับอะไรคะคุณ” ลัดดาแหวใส่จนก้องเกียรติหุบปากสนิท

    หลังจากปลอบประโลมลัดดาให้คลายความกังวลเรื่องลติกาได้บ้างแล้ว ปานทิพย์กลับบ้านตนเองด้วยความไม่สบายใจ เธอโทร.หาศิรสที่ไปงานรับน้องที่ต่างจังหวัด แม่ลูกพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ปานทิพย์จะเข้าไปค้นห้องหนังสือของศิรสแล้วเจอหนังสือของนันทเดชที่มีเบอร์โทรศัพท์อยู่ในนั้น แต่ดูนาฬิกาเป็นเวลาตีหนึ่งจึงลังเลว่าจะโทร.ดีหรือไม่

    ooooooo

    จันกะพ้อเกือบจับได้ว่าสุกคือไส้ศึก แต่พอเธอนำความมาเล่าให้ทุกคนฟังกลับไม่มีใครเชื่อ แถมสุกก็แก้ตัวสุดฤทธิ์ว่า

    “จะต้องให้ข้าบอกกี่ทีว่าข้าคุยกับเพื่อนที่มาจากวิเศษไชยชาญด้วยกัน พอรู้ว่าข้าอยู่ค่ายนี้ เขาก็แวะมา”

    “แล้วมันไปไหน ทำไมต้องทำท่าน่าสงสัย เห็นข้าแล้วเดินหนี”

    “ก็หน้าเอ็งมันดุ”

    “แล้วมันไปไหน”

    “มันก็ไปตามทางที่มันอยากจะไปน่ะสิ”

    “ไปไหนล่ะ”

    “นี่เจ้าจะมาหาความอะไรข้านักหนา ข้าคุยกับใครก็มิได้เลยรึไง”

    สุกโวยวายเสียงดัง จันกะพ้อไม่ฟังตั้งท่าจะเค้นต่อ แต่นายจันหนวดเขี้ยวชิงยกมือห้าม

    “เจ้าจัน...เอ็งนี่มันข้ามเส้นจริง ออกไปท้ายบ้านท้ายป่า นี่ดีที่เจอไอ้สุก ถ้าเอ็งไปเจอข้าศึกเล่า”

    “เจอก็ดีจะได้ฆ่าให้หมด”

    “สงบปากสงบคำบ้างเถิด เจ้าจัน”

    จันกะพ้อเหลือบมองพ่อแล้วเดินหน้างอออกไปนั่งบ่นท่ามกลางทุกคนที่โรงครัว ลำเจียกกับกาหลงระอาส่ายหน้าก่อนผลัดกันเตือน

    “ข้าบอกหลายคราให้หมั่นสงบปากสงบคำ เอ็งก็มิเคยเชื่อ จึงถูกพ่อเอ็งดุเยี่ยงนี้”

    “พ่อมิเคยดูแลน้ำใจข้า ดุข้าต่อหน้าคนหลายครั้งหลายครา”

    “พี่เขาล้วนเข้าใจเอ็งเจ้าจัน ข้าเองก็เคยเตือนเอ็ง คิดอันใด เก็บไว้บ้าง”

    “โอ๊ย...เรื่องนี้ข้าว่ามิอันตรายดอก พี่สุกแกคงมิถือสา”

    ลำเจียกจีบปากปกป้องสุก จันกะพ้อค้อนขวับอย่างหมั่นไส้ ลำเจียกไม่ใส่ใจ ตักเตือนต่อไปด้วยความหวังดี

    “เอ็งหาสิ่งอื่นใดทำเถิด ข้าเห็นเอ็งคอยตามดูลุงสุกทางโน้นทีทางนี้ที ดังเช่นคราที่ตามดูพี่ศรี แล้วอันใด พี่ศรีก็เป็นคนดี ฤามิใช่”

    จันกะพ้อนิ่งเงียบไม่ตอบ ลำเจียก กาหลง เอี้ยง และสามองหน้ากันไปมา ทุกคนเอ็นดูจันกะพ้อแต่ก็ระอาใจไปพร้อมกัน

    ooooooo

    ปานทิพย์ตัดสินใจติดต่อนันทเดชเพื่อแจ้งเรื่องลติกาป่วยเข้าโรงพยาบาล นันทเดชกำลังเตรียมตัวเดินทางไปต่างประเทศในเช้าวันรุ่งขึ้น เขารีบมาเยี่ยม ลติกาโดยไม่ลังเลก่อนที่จะเดินทาง โดยได้ข้อมูลจากปานทิพย์ที่ลัดดาเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้

    นันทเดชเชื่อว่าลติกาดื้อรั้นสะกดจิตตัวเองเพื่อย้อนอดีต แต่เขาไม่ได้พูดกับพ่อแม่ของเธอ แต่รู้กันกับปานทิพย์ว่าเกิดอะไรขึ้น ลติกาฟื้นหลังจากนันทเดชพยายามช่วยเหลือ ในขณะที่ยศสันต์กับอรรถวิทย์ พอทราบข่าวลติกาป่วยก็รีบมาเยี่ยมพร้อมดอกไม้ช่อสวย

    ปานทิพย์มองออกว่าทั้งนันทเดช ยศสันต์ และอรรถวิทย์สนใจลติกา ลัดดากับก้องเกียรติก็พอเดาท่าทีของสามหนุ่มที่มีต่อลูกสาวได้ แต่พวกเขาหมายตาศิโรตม์ไว้ให้ลติกาแล้วจึงไม่ค่อยปลื้มสามหนุ่มนัก

    ลติกาอาการดีขึ้น เป็นเวลาที่นันทเดชกำลังเดินทาง ไปสนามบิน เธอโทรศัพท์หาเขาและยอมขอโทษเมื่อโดนตำหนิที่ไม่เชื่อฟัง นันทเดชทั้งรักและห่วงใยแต่พอจะรู้ว่าเธอไม่ได้มีใจจึงกำลังหาทางออกให้กับหัวใจตัวเอง ด้วยการบินไปคุยงานที่ต่างประเทศแล้วจะตัดสินใจอีกที หลังได้คำตอบชัดเจนจากลติกา

    ส่วนที่บางระจัน สุกยังพยายามสร้างความปั่นป่วนในค่ายฐานะไส้ศึก เขาหลอกถามเผือกกับก้านจนรู้ตำแหน่งคลังอาวุธแล้วรีบวาดแผนที่ไปให้ทหารพม่าที่นัดแนะกันไว้ แถมยังยุยงให้โตกับไม้พาชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง หนีออกจากค่ายไปเกือบโดนพวกพม่าฆ่าตายหมด

    ความเลวร้ายของสุกไม่รอดพ้นสายตาพวกนายทองเหม็น ทุกคนตามไปช่วยชาวบ้านและจับตัวสุกได้คาหนังคาเขา ก่อนที่จะเนรเทศเขาออกไปนอกค่าย สุกหมดทางต้องกลับไปค่ายพม่าคิดว่าจะได้รับการช่วยเหลือ แต่กลายเป็นว่าถูกพวกมันฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม

    เหตุการณ์ครั้งนี้นอกจากจะมีชาวบ้านตายแล้วจันกะพ้อก็ได้รับบาดเจ็บที่ขา เมืองใจกับศิโรตม์รีบพาเธอกลับค่ายให้ลำเจียกเยียวยารักษา ทุกคนต่างเจ็บใจที่โดนสุกหลอก โดยเฉพาะลุงมั่นที่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกที่มีการรับสุกเข้ามาอยู่ร่วมค่าย

    นายจันหนวดเขี้ยวห่วงลูกสาวมาก นับแต่นี้ไม่ให้จันกะพ้อออกไปไหน หากดื้อดึงจะขังไว้ในทับ แต่แล้ว นายจันถึงกับสะอึกเมื่อจันกะพ้อโพล่งขึ้นมาว่า

    “ความดีความชอบมิเคยมี ข้าใช่ฤาไม่สงสัยไอ้สุก แต่พ่อมิเชื่อข้า จึงเป็นเยี่ยงนี้ต่างหาก”

    “อืม...ถ้าเช่นนั้นนับต่อแต่นี้ แค่เพียงไอ้เผือกไอ้ก้าน มิพอดูแลเอ็ง เอ็งจักไปไกลหูไกลตาข้าที่ใดต้องมีไอ้ศรี ฤาไม่ก็ไอ้เมืองใจอยู่ด้วยเสมอ ข้าฝากด้วยไอ้ศรี ไอ้เมืองใจ”

    “ขอรับ” สองหนุ่มรับคำด้วยความเต็มใจ พร้อมปกป้องคนที่รักอย่างเต็มที่

    ooooooo

    ถึงวันนัดประชุมใหญ่ที่ศิวะกรุ๊ป ปานทิพย์เป็นประธานการประชุมบรรดาผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร รวมทั้ง ยศสันต์ที่ปานทิพย์อนุญาตเป็นกรณีพิเศษ แม้เขาเพิ่งมาเป็นพนักงานได้ไม่นาน ขาดแต่ลติกาลูกสาวหุ้นส่วน ที่ยังป่วยอยู่

    ปานทิพย์มอบหมายงานสำคัญให้ยศสันต์มาแถลงในที่ประชุม นั่นก็คือหลักฐานการไม่ซื่อต่อบริษัทที่อรรถวิทย์ลอบทำมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งเรื่องเอาข้อมูลบริษัทให้คู่แข่งเพื่อผลประโยชน์ใส่ตนและเรื่องลอกเลียนไอเดียของคนอื่นมาเป็นของตน

    อรรถวิทย์โกรธมากที่ถูกแฉแต่ยังไม่วายแก้ตัวน้ำขุ่นๆ จนอรรถผู้เป็นพ่อต้องกำราบและยอมรับในความผิดของลูกชายอย่างผ่าเผย

    “คุณปานทิพย์ครับ คณะกรรมการทุกท่าน ผมรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นการกระทำของลูกชายผมเอง ผมไม่รู้ว่าจะมีใครเชื่อไหม ถ้าผมจะบอกว่าผมเองไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับสิ่งที่ลูกชายผมทำลงไปเลยแม้แต่น้อย”

    “พ่อ...”

    “แกหุบปาก อย่าได้สะเออะพูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว ถ้าแกยังนับถือฉันเป็นพ่อของแกอยู่”

    “คุณอรรถคะ ดิฉันเชื่อค่ะ ว่าคุณไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องทุจริตของวิทย์” ปานทิพย์พูดจากใจ

    อรรถตอบกลับด้วยน้ำเสียงเครือเจือสะอื้น “ขอบคุณคุณปานทิพย์มากครับ ที่เชื่อใจผม”

    “โอเค จะเอายังไงก็ว่ามาแล้วกันครับ” อรรถวิทย์ จนตรอกออกลูกพาล

    “ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้คงยินดีให้คุณอรรถวิทย์เป็นคนตัดสินใจมากกว่าครับ”

    ทุกคนพยักพเยิดเออออไปกับยศสันต์ อรรถวิทย์จนตรอกแล้วจริงๆ นิ่งเงียบไป อรรถจึงออกโรงด้วยตัวเอง

    “เอาล่ะ ผมขอโอกาสพูดได้ไหมครับ”

    “เชิญค่ะคุณอรรถ”

    “ครับ ถ้าหากว่าการทุ่มเทของผมที่ร่วมก่อร่างสร้างบริษัทมาเกือบ 30 ปี กับคุณศิวะจะยังมีความหมายอยู่บ้าง ผมมีเรื่องขอร้องครั้งสุดท้ายเพียงเรื่องเดียว”

    “พูดได้เลยค่ะ” ปานทิพย์อนุญาต

    “กรุณาอย่าแจ้งความลูกชายผมให้เป็นประวัติติดตัวมันต่อไป แล้วผมกับลูกจะแสดงความรับผิดร่วมกัน ด้วยการลาออกจากศิวะกรุ๊ปนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป”

    “พ่อ...” อรรถวิทย์ครางออกมาเสียงแหบแห้ง ขณะที่คนอื่นๆพากันนิ่งอึ้งไปอย่างคาดไม่ถึง

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    โฉมหน้า 7 สาวขึ้นแท่นนางเอกน้องใหม่ช่อง 3 แห่งปี 2564

    โฉมหน้า 7 สาวขึ้นแท่นนางเอกน้องใหม่ช่อง 3 แห่งปี 2564
    18 ต.ค. 2564

    07:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 17:38 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์