ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

อตีตา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่งละครฟอร์มยักษ์ "อตีตา" ได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก ฝนทิพย์"


พุทธศักราช 2309

ปฐพีร่ำไห้ ชายแลหญิงไทยหลั่งเลือด แลกชีวิต เพื่อรักษาแผ่นดิน มาตุภูมิ...

เมืองใจ...ชายหนุ่มร่างกายกำยำ ใบหน้าคมสัน เก่งการใช้ดาบ ฉลาดการศึก รักชาติยิ่งชีพ แต่อ่อนเรื่องรัก เมืองใจหลงรักจันกะพ้อ และแม้รู้ว่าจันกะพ้อพยายามยกกาหลงให้ เพราะกาหลงมีใจให้ตน ชายหนุ่มก็ได้แต่แสดงออกด้วยสายตามากกว่าคำพูด

ครั้งใดที่ชาวระจันรบพุ่งกับพม่า หนึ่งในนักรบผู้กล้าต้องมีเมืองใจรวมอยู่ในนั้น ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละครั้งย่อมมีการสูญเสียผู้คนล้มตายทั้งสองฝ่าย เมืองใจสลดหดหู่กับเพื่อนร่วมชาติที่จากไป

จันกะพ้อ...ลูกสาวของนายจันหนวดเขี้ยว สาวน้อย ใจบริสุทธิ์ แสนซนและฉลาด ใจกล้า ชอบอะไรท้าทายมีความกล้าหาญเหมือนเด็กผู้ชาย ต่างจากกาหลงเด็กกำพร้าที่สูญเสียพ่อแม่เพราะฝีมือพม่า เธอเรียบร้อยเป็นกุลสตรี จิตใจดี สองสาวรักและสนิทกันเหมือนเป็นทั้งเพื่อนและพี่น้อง

กาหลงหนีพม่ามาอยู่ในค่ายบางระจัน อาศัยอยู่บ้านเดียวกับลำเจียก นับถือลำเจียกเหมือนแม่คนที่สอง หน้าที่สำคัญของกาหลงคือเยียวยาผู้บาดเจ็บจากการศึก โดยมีจันกะพ้อคอยช่วยเหลือด้วยอีกคน

ooooooo

พุทธศักราช 2557

ภายในห้องจัดเลี้ยงโรงแรมหรูกลางกรุงเทพมหานครศิโรตม์ หนุ่มนักเรียนนอกหัวสมัยใหม่เพิ่งกลับมารับมรดก บริหารงานศิวะกรุ๊ป บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการออแกไนเซอร์ของเมืองไทย ชายหนุ่มพยายามสร้างสรรค์งานที่แปลกแตกต่างตามความคิดของคนรุ่นใหม่ แต่วิธีของเขากลับขัดกันกับแนวทางการทำงานในวิธีเดิมๆของสองพ่อลูกผู้ภักดี อรรถและอรรถวิทย์ ซึ่งทำงานให้บริษัทมาตั้งแต่รุ่นบิดาของเขา

ในเมื่องานครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยอรรถและอรรถวิทย์ ศิโรตม์ไม่ค่อยชอบใจหาว่าเฉิ่มเชย พอจังหวะที่เขาต้องขึ้นเวทีแนะนำตัวเองในฐานะผู้บริหารคนใหม่ จึงไม่ยอมกล่าวตามสคริปต์ในมือ แต่พูดไปตามความคิดของตน สร้างความหนักใจให้หลายคน โดยเฉพาะสองพ่อลูกผู้จัดงานและปานทิพย์มารดาของศิโรตม์เอง

ลติกาหรือตีน่า สาวสวยนัยน์ตาคม ลูกสาวนายก้องเกียรติกับคุณหญิงลัดดาให้เกียรติมาโชว์เปิดงานอย่างยิ่งใหญ่อลังการในชุดโบราณงดงามซึ่งกล่าวถึงความรุ่งเรืองของราชธานีอยุธยา สร้างความสนใจและได้รับ

เสียงปรบมือชื่นชมกราวใหญ่จากผู้มาร่วมงานหลังการแสดงชุดนี้จบลง

แม้จะได้รับการชื่นชมสักแค่ไหน แต่พอกลับถึงบ้าน ลติกาซึ่งไม่ค่อยชอบชุดที่ใส่ในการแสดงนักก็ให้คนรับใช้นำมันไปเก็บไกลๆ ลัดดาได้ยินลูกสาวพูดอย่างนั้นก็ติงว่า

“ดูพูดเข้าสิ วันนี้มีแต่คนชมว่าลูกสวยสมกับเป็นลูกคุณหญิงลัดดา”

“นานๆทีก็พอไหวค่ะ เพื่อแม่ แล้วก็เพื่อคุณพ่อ”

“อย่าเลย เพื่อแลกกับเงินที่เราขอไปเปิดแกลเลอรี่ต่างหาก”

“โอ๊ย...รู้ทันจังเลย คุณพ่อเนี่ย”

“แต่พ่อก็ขอบใจนะที่ลูกเป็นตัวแทนของพ่อ แสดงออกถึงการยอมรับให้ศิโรตม์รับตำแหน่ง CEO ยังไงเราก็หุ้นส่วนกัน”

“อีกหน่อยก็อาจจะกลายเป็นหุ้นส่วนชีวิตด้วย ใครจะรู้”

คำพูดหยอกล้อของลัดดาเล่นเอาลติกาแทบสะดุ้ง รีบหาข้ออ้างเพื่อหลีกหนี

“อุ๊ย แม่คะแม่...ตายๆๆๆ คันๆๆ ตีน่าคันหน้าจังเลย สงสัยเครื่องสำอางกัดหน้าก็ไม่รู้ ตีน่าขอไปอาบน้ำก่อนนะคะ”

ลติกาแสร้งคันเป็นลิงค่างเดินจากไป ลัดดากับก้องเกียรติมองตามด้วยรอยยิ้มขำปนระอาลูกสาว

“ดู๊ดูลูกสาวคุณ พูดเรื่องจะให้ดองกับลูกคุณพี่ปานทิพย์ทีไรล่ะเฉไฉไปเรื่อย”

“น่า...ถ้าเขาเป็นเนื้อคู่กัน ก็ไม่แคล้วกันหรอก”

ลติกาโล่งใจไปอีกครั้ง เธอเดินเข้ามาในห้องนอนโยนกระเป๋าก่อนทุ่มกายลงนอนหงายบนเตียง บ่นอุบว่า

“โอย...ไม่เอาอีกแล้ว เมื่อยไปหมดทั้งตัว เฮ้อ! ทนหน่อยเถอะตีน่า เพื่อแกลเลอรี่ไง”

ว่าแล้วเธอนอนหลับตา ครู่หนึ่งก็ลืมตา หันไปมองภาพที่มีผ้าคลุมครู่หนึ่งก่อนลุกขึ้นมาสะบัดผ้าคลุมออกไป เผยให้เห็นภาพร่างเขียนโครงหน้าของบุรุษที่ยังไม่สมบูรณ์

ลติกาเอียงคอมอง ก่อนหยิบดินสอมาเกลี่ยภาพบริเวณผม เอ่ยชมรูปนั้นว่า

“รูปงามไม่ใช่เล่นนะเรา นี่ถ้ามีคนจริงๆหน้าตาแบบนี้ สาวๆคงหลงกันตรึมนะเนี่ย”

ภาพวาดนั้นคือเมืองใจ ลติกายืนมองไม่รู้ตัวว่าเป็นภาพทรงจำในมโนสำนึก แต่รู้สึกผูกพัน...

ooooooo

ณ ค่ายบางระจัน เมืองใจกำลังฝึกยิงธนูกับชายอีกสองสามคนโดยมีนายอินผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ฝึกสอน ในขณะที่ผู้คนอีกสองกลุ่มฝึกการต่อสู้กัน

กลุ่มหนึ่งฝึกหมัดมวยโดยนายแท่นควบคุม อีกกลุ่มฝึกดาบโดยนายจันหนวดเขี้ยว ทุกคนตั้งใจฝึกซ้อมกันมาก ยกเว้นนายทองเหม็นที่นั่งดวดเหล้าสบายอุราอยู่มุมหนึ่ง

กาหลงแอบมองเมืองใจฝึกยิงธนูอย่างชื่นชม พอเขาย้ายไปฝึกต่อสู้เชิงมวยกับนายแท่น กาหลงก็ยังแอบตามไปอีก โดยไม่รู้ว่าจันกะพ้อมายืนอยู่ข้างหลังในชุดแต่งกายทะมัดทะแมง

กระทั่งจันกะพ้อเลียนแบบท่าทางการต่อสู้ของเมืองใจแล้วกาหลงหันมาเห็น ถามกลั้วเสียงหัวเราะว่า

“ทำอะไรนั่น แล้วดูสวมเสื้อเข้าสิ”

“เสื้อของพ่อ ใส่แล้วรัดกุมดี ข้าชักชอบ”

กาหลงอมยิ้ม ขันในความซนของจันกะพ้อ ก่อนหันไปชะเง้อมองเมืองใจอีก เป็นจังหวะที่เมืองใจโดนหมัดชกเข้าล้มกระแทกพื้น แต่เขากลับหัวเราะ กระโดดขึ้นยืนตั้งหลักเข้าชกต่อ จันกะพ้อชะเง้อดูแต่ไม่ใส่ใจนัก ฉุดมือกาหลงให้เดินตามไปทางสระบัว จันกะพ้อท่าทีสนุก ลอยคอไปเก็บรากบัวพลางหันมองทางกาหลงที่ลอยคอตามมา

“ป้าลำเจียกสั่งให้เก็บรากบัวไป จักได้ต้มให้คนป่วยกินแก้ไข้ถอนพิษ ป้าลำเจียกว่าจักผัดสายบัวให้กินด้วย แค่คิดท้องก็ร้องแล้ว”

กาหลงเด็ดสายบัวกระแทกกระทั้นพลางค้อนให้ จันกะพ้อเดาถูกว่าอีกฝ่ายเคืองที่ไม่ได้ดูเมืองใจซ้อมมวย พอเธอหยอกเย้าออกไป กาหลงเลยงอนลอยคอหนีห่างโดยมีเสียงหัวเราะของจันกะพ้อดังตามหลัง

แต่แล้วจันกะพ้อหยุดติดตาม เมื่อเหลือบเห็นเมืองใจ

ดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำเบื้องหน้า เธอค่อยๆลอยห่างออกไปหมายเปิดโอกาสให้กาหลงได้อยู่กับเมืองใจตามลำพังเมืองใจโผล่พรวดพ้นน้ำทำให้กาหลงตกใจใน

ตอนแรก ก่อนจะกลายเป็นขวยเขิน จันกะพ้อย้อนกลับมาหลบหลังใบบัวแอบมองทั้งคู่แล้วหัวเราะคิกคัก

เมืองใจและกาหลงสบตากันด้วยท่าทีขัดเขินท่ามกลางดอกบัวบานสะพรั่ง แล้วฝ่ายสาวพาตัวเองขึ้นจากสระพร้อมดอกบัวและรากบัวหอบใหญ่ ร้องหาจันกะพ้อ โดยมีเมืองใจเดินตามหลังมาห่างๆ

“เจ้าจัน เจ้าจัน จันกะพ้อ ดูรึ ลากข้าให้มาเก็บรากบัวแล้วก็มาหนีหายไปเสียนี่”

บ่นเสร็จกาหลงจามเหมือนจะไม่สบาย เมืองใจยื่นผ้าขาวม้าในมือให้ด้วยไมตรี

“เช็ดตัว ห่มผ้าขาวม้าพี่นี้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวจักได้ไข้”

กาหลงขัดเขินแต่รับผ้าขาวม้า ก้มหน้าพูดขวยเขินว่า “ขอบน้ำใจจ้ะพี่”

เมืองใจยิ้มบางๆเดินออกไป กาหลงลอบยิ้มแล้วมองซ้ายขวาไม่มีใครก็ยกผ้าขาวม้าขึ้นดมกลิ่นเมืองใจอย่างสะเทิ้นอาย

“นั่นแน่” เสียงจันกะพ้อดังขึ้นจนกาหลงสะดุ้ง หันไปมองสาวน้อยแสนซนโดดออกจากพุ่มไม้หัวเราะร่า ทำสุ้มเสียงล้อเลียน “ฮื้อ...ห๊อมหอม...กลิ่นพี่เมืองใจหอมมากมั้ยจ๊ะ”

กาหลงทั้งอายทั้งโกรธ วิ่งเอาดอกบัวไล่ตีจันกะพ้อที่หลบหนีพลางหัวเราะพลาง

ooooooo

ศิโรตม์ตั้งใจเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของบริษัทให้ทันสมัยโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอรรถและอรรถวิทย์ผู้ซึ่งมีบทบาทตลอดมา

เขาชักชวนยศสันต์เพื่อนสมัยเรียนมาร่วมงานในตำแหน่งครีเอทีฟไดเรกเตอร์เพื่อเสริมทัพทางความคิด เหตุนี้ทำให้อรรถวิทย์ไม่พอใจบ่นกับอรรถผู้เป็นพ่อว่าตนจะทนไม่ไหวแล้ว ศิโรตม์เอาแต่ใจตัวเองเหลือเกิน มาถึงก็ป่วนไปหมด ไม่ไว้หน้าตน ไม่เคยปรึกษาอะไรตน หรือแม้แต่พ่อ

อรรถใจเย็นกว่าลูกชายมาก บอกว่าศิโรตม์เป็นเจ้าของบริษัทมีสิทธิ์จะทำอะไรได้ทุกอย่าง แม้แต่ไล่อรรถวิทย์ออก แล้วย้ำว่าศิโรตม์เป็นลูกของคนที่มีบุญคุณกับเรามาตลอดชีวิต ขอให้จำไว้ว่าเราต้องทำงานให้เขาและบริษัทให้ดีที่สุด

ศิโรตม์มีน้องชายหนึ่งคนคือศิรส สองพี่น้องรักใคร่ กลมเกลียวกันดี เรื่องนี้ปานทิพย์สบายใจ แต่หนักใจที่ศิโรตม์เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ไม่สนใจคนเก่าก่อนที่ทำงานให้บริษัทมายาวนาน

วันหนึ่ง ศิโรตม์เดินทางไปอยุธยาเพื่อดูการจัดงานแสงสีเสียงที่วัดมเหยงค์แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เขาได้พบชายหนุ่มแต่งตัวคล้ายคนโบราณ ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าคือหนึ่งในนักแสดงประกอบในงานแสงสีเสียงที่มีอาการความจำเสื่อม เพราะชายคนนี้พร่ำพูดถึงแต่การรบและข้าศึกที่กำลังบุกโจมตี

เขาคือเมืองใจนั่นเอง เมืองใจได้รับมอบหมายจากหัวหน้าทัพแห่งค่ายบางระจันให้ไปขอกำลังช่วยเหลือและปืนใหญ่จากพระนคร แต่ระหว่างทางนั้นเมืองใจกลับเดินทางผ่านมิติของเวลาข้ามมาสู่อีกสองร้อยปี

ต่อมา ซึ่งก็คือยุคปัจจุบันที่ทำให้เขาได้พบกับศิโรตม์ โดยมีผู้ล่วงรู้เรื่องราวและเป็นสื่อกลางคือพระอาจารย์ธรรมโชติในยุคสงครามบางระจัน หรือพระอาจารย์วิจิตรธรรมโชติในยุคปัจจุบันที่ปานทิพย์แม่ของศิโรตม์เคารพนับถือ

ปรางทองน้าสาวของศิโรตม์และลติกามางานนี้ด้วย แต่ทั้งคู่ไม่พบเจอชายแปลกหน้า ลติกาเปียกฝนที่ตกลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยจึงขอตัวกลับไปก่อน ขณะที่ปรางทองสาละวนบ่นถึงหลานชายว่าหายไปไหน

ศิโรตม์อยู่กับเมืองใจที่มือหนึ่งถือดาบท่าทางระแวดระวังไม่ไว้ใจ ถามว่าที่นี่คือที่ใด เมื่อคำตอบคือวัดมเหยงค์ เมืองใจหาว่าอีกฝ่ายมุสา เพราะพระอุโบสถที่เห็นเก่ากว่าที่เคยรู้จัก รอบข้างล้วนเป็นซากปรักหักพัง

“มันผู้ใดทำกับวัดมเหยงค์เช่นนี้”

“อ้าว...ใจเย็นสิพี่”

“ข้ามิเข้าใจ...มันเกิดอันใดขึ้น”

เมืองใจวิ่งมายืนมองโบสถ์ ชาวาบทั้งตัว ทำไมสภาพวัดจึงแปลกไปกว่าเดิมนัก รำพึงอย่างตกใจและเศร้าลึกอยู่ในอกว่า

“วัดมเหยงค์...เหตุใดจึงปรักหักพังราวถูกทำลาย บอกข้ามาบัดเดี๋ยวนี้ ผู้ใดใช้อาคมอันใดจึงทำให้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้”

“อาคงอาคมอะไรกัน ไปกันใหญ่แล้ว เอางี้ เอาเป็นว่าเราแยกกันตรงนี้แล้วกันนะ โอเค้”

ศิโรตม์รีบเดินหนีไป คาดว่าหมอนี่คงเพี้ยน แต่แล้วเขาก็ชะลอฝีเท้าหันกลับมามอง เมืองใจท่าทางและแววตาตระหนกมีความกังวลมากมาย ทำให้ศิโรตม์รู้สึกเหมือนกับมีแรงดึงดูดบางอย่างกับชายคนนี้

“นี่ที่ใดกันแน่...หรือ...ข้าตายแล้ว”

ขณะเมืองใจยืนกระวนกระวายห่วงบางระจันแดนไกล มีฝรั่งชายหญิงจะเข้ามาถ่ายรูปเขาโดยพูดขออนุญาตเป็นภาษาอังกฤษ เมืองใจไม่รู้เรื่องถือดาบตั้งท่าป้องกันตัวอย่างฉับพลัน ศิโรตม์เห็นดังนั้นปรี่เข้ามาเจรจากับฝรั่งแล้วบอกให้เมืองใจยิ้มถ้าไม่อยากถูกตำรวจจับ

เมืองใจงุนงงจึงยืนเฉยปล่อยให้ศิโรตม์โอบไหล่ แล้วฝรั่งก็ถ่ายรูปสมดังใจก่อนผละไปพร้อมคำขอบคุณ หลังจากนั้นศิโรตม์ตัดใจเดินจากไปเช่นกัน เมืองใจตามมาเบื้องหลังแล้วหยุดชะงักเมื่อเห็นสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหวผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ศิโรตม์หันกลับมาดึงเมืองใจและเตือนให้เดินระวังเดี๋ยวถูกรถชนตาย เมืองใจไม่รู้จักรถ เคยเห็นแต่เกวียนบรรทุกของให้ผู้หญิงนั่ง ผู้ชายขี่ม้า ถามอีกฝ่ายว่ารู้จักม้าไหม

“รู้...แต่ขี่ไม่เป็น”

“แล้วขี่อะไรออกศึก ช้างหรือควาย”

ศิโรตม์ยิ่งประหลาดใจและสนใจมากขึ้น บ่นกับตัวเองว่าเพี้ยนหรือความจำเสื่อมวะเนี่ย?

เมื่อถามชื่อเสียงของกันและกันแล้วเมืองใจเรียกศิโรตม์ลำบาก ศิโรตม์จึงให้เรียกตนว่าศรีคำเดียว แล้วถามว่าบ้านเมืองใจอยู่ที่ไหน

“ระจัน...ข้ามาจากบางระจัน”

“บางระจัน” ศิโรตม์ทวนคำด้วยรอยยิ้มขำๆ

“ไม่รู้รึว่าข้าศึกกำลังตีเข้ามา อยุธยากำลังรับศึกหนัก ข้ามารวบรวมคนที่วัดมเหยงค์ แลจะไปขอปืนใหญ่ แล้วฝนก็ตก แล้วข้าคงหลับไป...แล้วข้าก็ตื่นพบเอ็ง ไอ้ศรี”

ศิโรตม์คิดว่าหมอนี่เพี้ยนแน่ เขาเดินส่ายหัวไปขึ้นรถ เมืองใจเดินตามสะพายดาบตลอดเวลา ศิโรตม์ให้ปลดออกก่อนกลัวตำรวจเห็นเข้าจะเป็นเรื่อง แต่เมืองใจ กลับบอกว่าถ้าตนวางดาบก็แปลว่าตนยอมแพ้ เพลานี้ใครๆก็ต้องถืออาวุธ

“แค่ดาบน่ะนะ ถ้ามีเรื่องกับใคร ดาบจะไปสู้ปืนได้ยังไง”

“เอ็งมีปืนรึ”

“มี...ที่บ้าน”

เมืองใจตื่นเต้นมีความหวัง ถามว่าเอ็งมีปืนคาบชุด หรือคาบศิลา ถ้าตนอยากได้ต้องหล่อใหม่ไหม

“ไม่ต้องหล่อหรอก แค่ซื้อเอา”

“เอ็งจะขายกระบอกละกี่ร้อยกี่เบี้ย ข้ามิมีอัฐติดมา ขอยืมได้ไหม”

“เฮ้ย...ผม เอ๊ย ข้าไม่ได้ค้าอาวุธ แบบนี้ต้องซื้อที่ร้าน แต่ต้องมีใบอนุญาตพกปืนก่อนนะ”

“ใบอะไรนะ”

“ว้า พูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง”

“เอ็งพูดอะไร ข้าก็ไม่รู้เรื่องที่เอ็งพูดมาเหมือนกันแหละ”

ศิโรตม์ชะงักแล้วหัวเราะเสียงดัง เมืองใจมองแล้วเผลอยิ้มออกมาแวบเดียวก็คลาย เมื่อศิโรตม์ขึ้นรถก็คะยั้นคะยอให้เมืองใจขึ้นด้วย แต่กว่าจะสำเร็จก็อธิบายกันยืดยาวแถมต้องหลอกล่อว่าจะพาขึ้นเกวียนยนต์ไปดูปืนเมืองใจนั่งเบาะอย่างประหลาดใจ ลองขย่มตัวก็รู้สึกเบาะนุ่ม พอศิโรตม์ดึงเข็มขัดมารัดให้ เมืองใจโวยวายตกใจ

“มัดข้าทำไม ปล่อยข้านะไอ้ศรี”

“ไม่กลัวตกเกวียนยนต์หรือไง”

เมืองใจสงบลงและยินยอม แต่ผ่านไปไม่นานก็มีอาการเมารถ ศิโรตม์เหลือบมองแล้วนึกในใจว่าจะพาไปส่งตำรวจเดี๋ยวก็ได้เอาดาบไปฟันใครให้ติดตะราง จะพาไปโรงพยาบาลบ้าก็จะค่ำแล้ว พากลับบ้านก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยคิด แต่ไม่รู้แม่จะว่ายังไงบ้าง

เมืองใจนั่งคออ่อนพิงเบาะ งุนงงกับภาพแปลกตา ที่เห็นสองข้างทาง

“ข้าไม่เคยเห็นอะไรเยี่ยงนี้ นี่คือที่ใด”

“กรุงเทพฯน่ะ ใครๆก็ว่าเป็นเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ แสงสีมันเยอะกว่าต่างจังหวัดน่ะ”

“สวรรค์” พูดแล้วเมืองใจมีท่าทีขยักขย้อน

“เอาๆ เมารถเหรอ กลั้นไว้ๆ อย่ามาออกในรถนะ” ศิโรตม์จับพวงมาลัยรถมือเดียว อีกมือควานหายาดมมาแล้วเปิดฝารวดเร็วยื่นไปอังจมูกเมืองใจ “เอ้านี่ ยาดม”

เมืองใจสูดดมแล้วสะดุ้งสุดตัวเพราะกลิ่นแรงมาก ไอฟืดฟาดบอกว่าโอสถทิพย์ ศิโรตม์หัวเราะขำพลางขับรถต่อไป เมืองใจหันมองพิจารณาศิโรตม์บ้าง ทั้งทรงผม เสื้อผ้า นาฬิกา แล้วเอ่ยถามอย่างเกรงใจว่า

“ท่านศรีตายมานานหรือยัง”

“หา!! แล้วกัน”

“ฤาท่านศรีเป็นเทวดา ข้าต้องขออภัยที่ได้ล่วงเกินท่านศรีไปนะขอรับ”

“ผม...ข้าน่ะเหรอเทวดา” ศิโรตม์ขำแล้วขำอีก ขณะที่เมืองใจจับตามอง เชื่อมั่นว่าเขาเป็นเทวดา

ooooooo






นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“มี มายด์ วาย” เตรียมปล่อยซีรีส์วาย “จา-เฟริสท์” ชวนจิ้นใน “เมื่อหัวใจใกล้กัน”

“มี มายด์ วาย” เตรียมปล่อยซีรีส์วาย “จา-เฟริสท์” ชวนจิ้นใน “เมื่อหัวใจใกล้กัน”
11 พ.ค. 2564

00:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 00:14 น.