ข่าว

วิดีโอ



อตีตา

อ่านเรื่องย่อ

แนว: พีเรียด-แอคชั่น-ดราม่า

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: อักษราวุธและอัณณ์

กำกับการแสดงโดย: วินัย ปฐมบูรณ์

ผลิตโดย: บริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

นักแสดงนำ: อรรคพันธ์ นะมาตร์,ฝนทิพย์ วัชรตระกูล

อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "อตีตา" ลงจอได้ "อ๋อม อรรคพันธ์" ประกบ "ปุ๊กลุก"

ทหารพม่านำโดยแม่ทัพสุกี้ส่งกำลังพลเข้าโจมตีใกล้ประตูค่ายบางระจันเข้าไปทุกที อีกทั้งยิงปืนใหญ่เข้ามาทำให้ผู้คนตระหนกตกใจวิ่งหนีตายไปรวมกลุ่มกัน

นายจันหนวดเขี้ยวฐานะหัวหน้าค่ายแทนนายแท่นที่ขาข้างหนึ่งพิการร่วมกันวางแผนการรบและรับมือ โดยมีทองเหม็นและนักรบผู้กล้าอีกหลายคนร่วมใจปกป้องผืนแผ่นดิน

การปะทะของสองฝ่ายครั้งนี้ทำให้ชาวระจันสูญเสียลุงมั่นที่ลุกขึ้นจับดาบออกไปรบเป็นครั้งแรก ด้วยแกทนไม่ไหวที่เห็นผู้หญิงและคนชรายังต่อสู้ไม่กลัวตาย

การจากไปขอลุงมั่นยังความเศร้าโศกเสียใจให้กับทุกคนอย่างที่สุด โดยเฉพาะลำเจียกที่ผูกพันกับแกมากกว่าใครถึงกับสติหลุดร้องไห้จนแทบคลั่ง พวกกาหลงต้องปลุกปลอบทั้งที่ตัวเองก็สะเทือนใจไม่น้อยไปกว่ากัน

ในที่สุดวันที่ชาวระจันรอคอยก็มาถึง พระยารัตนาธิเบศร์หล่อปืนใหญ่สองกระบอกสำเร็จ เป็นเวลาที่ข้าศึกรุกหนักยิงปืนเข้ามาเป็นระยะ นายจันจึงจะเอาปืนใหญ่ที่เพิ่งหล่อเสร็จยิงตอบโต้ แต่ศิโรตม์แปลกใจและกังวล เพราะจากวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมาชาวบ้านบางระจันหล่อปืนใหญ่ไม่สำเร็จ

เมื่อจะมีการยิงปืนใหญ่ ศิโรตม์จึงทัดทานไว้ก่อน แต่ไม่มีใครเชื่อสักคน โดยเฉพาะพระยารัตนาธิเบศร์ที่มั่นใจในฝีมือการหล่อปืนของตน นายจันเลยจะจุดคบไฟเพื่อยิงปืนด้วยตัวเอง แต่นายแท่นเข้ามาอาสา บอกว่าตนอยากปลิดชีพข้าศึกมานาน ขอจัดการเองให้สมดังใจ

นายแท่นถือคบไฟจุดปืนกระบอกแรกยิงออกไปสำเร็จ ท่ามกลางเสียงเฮด้วยความดีใจของชาวระจัน ทัพพม่าแตกตื่น ไม่คาดคิดว่าในค่ายนั้นจะมีปืนใหญ่ พากันสงสัยว่าเมืองหลวงอาจส่งปืนมาช่วย

พระยารัตนาธิเบศร์คุยโวอวดฝีมือตนเอง ขณะที่คนอื่นๆชื่นชมอื้ออึง ยกเว้นศิโรตม์ที่ยังคลางแคลงใจไม่หาย และแล้วการยิงปืนกระบอกที่สองก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน ปืนระเบิดแตกกระจายไปโดนกระบอกแรกเสียหายไปด้วย นายแท่นกับชาวบ้านอีกคนบาดเจ็บสาหัสและสิ้นใจในเวลาต่อมา

เสียงร้องไห้ดังระงม ทุกคนอยู่ในภาวะแค้นเคืองพระยารัตนาธิเบศร์ ทองเหม็นจะเล่นงานเขาให้ได้ วิ่งไปดักหน้าและกระชากคอเขาไว้ขณะเร่งบ่าวติดตามให้หนีออกจากค่าย

“มึงจะไปไหน”

“เฮ่ย ปล่อย!! มึงรู้ไหมว่ามึงกำลังพูดกับใคร เอ้า พวกมึงมัวแต่มองเฉยอันใด มาช่วยกูหน่อยสิวะ ไอ้ไซ”

“มึงจักหนีความผิดของมึงรึ มานี่ กูจะลากมึงไปกราบศพพ่อแท่นแล้วจะบั่นหัวมึงเอาเลือดขอขมาพ่อแท่น ที่มึงทำให้พ่อแท่นต้องตาย”

“กูไม่ได้ทำให้ใครตาย ก็ส่วนประสมปั้นดินหล่อปืนมันมิครบ ข้าเสกมามิได้นี่เว้ย”

“ก็เมื่อมึงรู้ว่าปืนนั่นมันจะแตก ทำไมมึงมิห้าม”

“ข้าจักห้ามได้รึ ทุกๆคนและข้าเองก็ภาวนาให้ปืนใหญ่นี้สัมฤทธิผลเช่นกัน ปล่อยสิโว้ย”

ท่านพระยาสะบัดตัวออกได้ ทองเหม็นพูดไม่ออก แค้นหนักและเศร้า แต่ก็ยั้งมือยั้งใจ ทันใดศิโรตม์ถือดาบปรี่เข้ามาจ้องหน้าท่านพระยาแล้วตะโกนก้องอย่างคับแค้นกดดัน ฟาดฟันดาบลงไปที่แคร่ใกล้ตัวพระยาอย่างบ้าคลั่ง ทุกคนตื่นตะลึงกันไปหมด

เสียงปืนใหญ่ยิงดังตูม! ทำให้ทุกคนได้สติไปรวมตัวกันที่ลานกว้าง พวกนายจันสรุปว่าพวกข้าศึกยิงปืนมาหยามและอีกไม่นานมันคงมาถึงค่าย

“เร่งจัดแบ่งกองกำลังเถิด บางส่วนข้าจักนำไปสมทบกับนายทองแสงใหญ่ และนายโชติที่ค่ายเล็กด้านนอก ให้ยันไว้เป็นทัพหน้า”

“ดี พวกเราตีโอบอีกด้าน”

“ร่วมออกรบอีกครา เพื่อชำระแค้นคืนให้นายแท่นเถิด”

ทุกคนขานรับเห็นด้วย พร้อมสู้ไม่กลัวตาย ยกเว้นพระยารัตนาธิเบศร์ที่คิดว่าอยู่ต่อไปไม่ได้ เมืองใจไม่ทัดทานแถมยังช่วยหยิบห่อสัมภาระยัดใส่มือเขาและให้ใช้ม้าเป็นพาหนะ

“เดี๋ยว! เจ้าพาข้ามาก็ต้องพาข้ากลับไปสิ ข้าเดินทางไปเอง ข้าต้องตายแน่ๆ”

“กระผมต้องอยู่รักษาชีวิตคนระจันก่อน คงตามไปดูแลรักษาชีวิตของท่านเจ้าคุณมิได้”

ท่านพระยาตัวสั่นหวั่นหวาด หันไปมองศิโรตม์แต่เขากลับเมินหนี

“เจ้าศรี...ข้าก็หวังว่าจะทำการหล่อปืนสำเร็จเฉกเดียวกับทุกคน มิเช่นนั้นข้าก็คงไม่ลำบากลำบนดั้นด้นจากเรือนมา ข้าเองก็เสียใจมิแพ้พวกเจ้า”

“กระผมเองก็น่าจะสำนึกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้”

“ประวัติศาสตร์?” พระยารัตนาธิเบศร์ทวนคำอย่างไม่เข้าใจ

“อภัยให้กระผมด้วยที่ลุแก่อารมณ์ไป ขอให้ท่านเจ้าคุณเดินทางกลับอโยธยาอย่างปลอดภัย”

ศิโรตม์พนมมือไหว้ พระยารัตนาธิเบศร์คลี่ยิ้ม ซ่อนรอยสะเทือนใจ หันมาเอ่ยกับเมืองใจ

“หากข้ากลับถึงอโยธยา ถ้าไม่ตายเสียกลางป่า เจ้าจะฝากอันใดถึงแม่กับท่านตาเจ้าฤาไม่”

“มิมีอันใดให้ต้องห่วงหา เราต่างรู้หน้าที่ของตนดีอยู่แล้วขอรับ ขอให้ท่านเจ้าคุณรอดปลอดภัย”

สองหนุ่มหันหลังจากไป พระยารัตนาธิเบศร์ตัดใจข่มความกลัว เร่งบ่าวให้ออกเดินทางโดยเร็ว

ooooooo

ข้าศึกรุกหนักจนชาวระจันไม่อาจอยู่นิ่ง นายจันหนวดเขี้ยวนำนักรบและชาวบ้านออกไปต่อสู้เพื่อแก้แค้นให้นายแท่นผู้จากไป จันกะพ้อมีลางไม่ดีอยากไปกับพ่อด้วย แต่นายจันไม่ยินยอม

พอขบวนนายจันออกไปพ้นประตูค่าย ศิโรตม์กระวนกระวายวิ่งไปร้องเรียกพระอาจารย์ธรรมโชติ ละล่ำละลักว่านายแท่นตายแล้ว ปืนใหญ่แตก

“ถูกต้อง จวนถึงอวสานของบางระจัน” พระธรรมโชติกล่าวอย่างสงบนิ่ง แต่ศิโรตม์ทำใจรับไม่ได้ ตะโกนโหวกเหวกอย่างคับแค้น แล้วชะงักเมื่อได้ยินหลวงพ่อบอกว่า “เจ้าแก้ไขอะไรไม่ได้”

“แล้วผมมาทำไม มาเพื่ออะไร”

“เห็น...และเพื่อตัดบ่วงกรรม ตัดคำสัญญาที่เจ้าให้ไว้แต่ครั้งอดีต พันธสัญญาดึงให้เจ้าต้องกลับมาพบเจอเหตุการณ์เยี่ยงนี้ซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า”

“หมายความว่าไงครับ ถ้าผมตาย เกิดใหม่อีก ผมก็ต้องวนกลับมาในเหตุการณ์บางระจันนี้อีก”

“จนกว่าเจ้าจะถอนสัจจะวาจาคำสาบาน”

“สาบาน...อะไรกัน...ผมต้องมาเห็น มารับรู้ความพ่ายแพ้ ความตาย ค่ายแตก พี่น้องชาวบางระจันทั้งค่าย โดยที่ผมช่วยอะไรไม่ได้ มันเจ็บปวดมากนะครับ มันมากไปแล้ว...มันเกินไปแล้ว”

“ก็ไม่ยากนี่ เวลาของเจ้าที่นี่ก็ใกล้จะสิ้นสุดแล้วเจ้าก็กลับไปยังชาติภพของเจ้า แล้วก็คิดเสียว่าเจ้าฝันไป”

“ฝันเหรอครับ ไอ้ที่ผมเห็นความตาย การเสียสละของทุกๆคน ความรักแผ่นดินที่พวกท่านๆเหล่านี้มีอยู่เต็มหัวใจ...มันแค่ฝันไปงั้นเหรอครับ หลวงพ่อจะบอกให้ผมเป็นคนทิ้งเพื่อน ทิ้งพี่น้อง ทิ้งทุกคนที่นี่ ทิ้งแผ่นดินนี้ แล้วเอาตัวรอดคนเดียวงั้นหรือครับ”

“แต่ที่นี่ไม่ใช่ยุคแห่งชาติภพนี้ของเจ้า เจ้าเพียงกลับมาตามช่วงระยะเวลาเดียว ตามพันธสัญญาที่เจ้าเคยให้ไว้ในอดีต และเจ้าต้องเลือกเอง ศิโรตม์ เลือกที่จะตัดบ่วงกรรม ความอาวรณ์ที่ร้อยรัดเจ้าทุกภพทุกชาตินี้เสีย”

“ไม่! ผมเลือกไม่ได้ ทำไมต้องเป็นผมด้วย ทำไมผมต้องมาเห็นเรื่องแบบนี้ด้วย”

ศิโรตม์คับแค้นถึงขีดสุด คุกเข่าลงสะอื้นไห้และสองมือทุบพื้นดิน พอเงยหน้าก็ไม่เห็นพระธรรมโชติ ได้ยินแต่เสียงย้ำเตือนที่ดังก้องให้เขาเลือกกลับไปชาติภพของเขาจะได้ไม่ต้องผูกพันมีพันธสัญญาหมุนวนเวียน ได้รู้ได้เห็นและต้องรับความทุกข์ใจอย่างนี้เรื่อยไป...

ooooooo

ขณะที่ศิโรตม์ยังเลือกไม่ได้...ปานทิพย์กำลังสวดมนต์ภาวนาขอให้ลูกชายกลับคืนสู่บ้านอย่างปลอดภัย ลติกาก็เช่นกัน อยู่ๆเธอก็นึกถึงเมืองใจและศิโรตม์ อยากย้อนอดีตแต่ไม่มีหมอนันทเดชเป็นผู้ช่วย

บางระจันถึงคราวสูญเสียบุคคลสำคัญอีกแล้ว!

นายจันหนวดเขี้ยวถูกข้าศึกฆ่าตายโดยที่พวกเมืองใจพยายามช่วยต้านอย่างสุดกำลัง จันกะพ้อเสียใจอย่างสุดซึ้งแต่ไม่มีน้ำตาสักหยดให้ใครเห็น รู้สึกตัวเองเคว้งคว้างขาดทั้งแม่และพ่อเพราะสงครามที่ยืดเยื้อ

บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้าเมื่อชาวระจันสูญเสียหัวหน้าค่าย ทุกคนช่วยกันทำศพนายจันหนวด-เขี้ยวอย่างสมศักดิ์ศรี กาหลงกับลำเจียกเฝ้าปลอบใจจันกะพ้อ รวมทั้งเมืองใจที่ทั้งรักและสงสารเธอจับใจ

ขอให้จันกะพ้อร้องไห้ออกมาอย่าเก็บกักน้ำตาไว้เลย

กาหลงเห็นสภาพสองคนใกล้ชิด แม้รู้ว่าจันกะพ้อกำลังเสียใจเรื่องพ่อเพียงใด แต่ความเศร้าลึกในใจของกาหลงก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของศิโรตม์ อีกทั้งเขายังนึกไปถึงลติกาที่มีใจรักต่อเมืองใจข้ามภพข้ามชาติมาแต่อดีต จึงเผลอเรียกกาหลงว่าลติกา

“พี่ศรีพูดอันใด ข้าไม่เข้าใจ”

“นั่นสิ ฉันจะอธิบายยังไงดี”

“พี่ศรี สิ่งหนึ่งที่ข้าคิดว่าข้ารู้...คือหัวใจพี่ศรีคงเจ็บปวดไม่แพ้ข้า เรื่องจันกะพ้อกับพี่เมืองใจ”

กาหลงน้ำตาคลอ เบี่ยงหน้ากรีดน้ำตาตนเอง ศิโรตม์เห็นแล้วสงสารจับใจ

“พี่รู้ว่าอะไรๆมันก็ไม่อาจเป็นไปอย่างที่ใจหวังทั้งหมด เพราะเรื่องของหัวใจมันบังคับไม่ได้ แต่ว่าเพลานี้หัวใจเราทุกคนก็เป็นหัวใจเดียวกัน คือหัวใจที่รักแผ่นดินนี้ของเรา เจ็บอื่นก็คงไม่เท่ากับเจ็บที่เราอาจต้องเสียแผ่นดิน จริงไหม...เข้มแข็งนะกาหลง”

“จ้ะพี่ศรี”

ooooooo

เสร็จงานศพนายจันหนวดเขี้ยวและคนอื่นๆที่ตายในคราวเดียวกัน ศิโรตม์ปรับทุกข์กับเมืองใจว่าคนของเราเหลือไม่มาก ขุนสรรค์กับพันเรืองก็บาดเจ็บคงยันศึกได้อีกไม่นาน เวลาเหลือน้อยลงทุกที

“ท่านศรีหมายความอันใดขอรับ”

“ฉันว่านายแต่งงานกับจันกะพ้อเสียดีไหม”

“ท่านศรี!!! เพลาศึกเยี่ยงนี้ใครจักมีแก่ใจ”

“ก็เพราะเวลามันไม่คอยท่าน่ะสิ เมืองใจก็ควรเปิดหัวใจตักตวงความสุขเสียก่อนที่จะไม่มีโอกาส”

“เจ้าจันไม่ได้ไยดีกระผมนัก มันคอยแต่จะยัดเยียดกาหลงให้”

“ก็แต่งทีเดียวสองคนเลยสิ”

“เฮ้ย! มิได้ขอรับ”

“เวลานี้ไม่ต้องคิดมากหรอก เมืองใจพาจันกะพ้อ กาหลงกับผู้หญิง เด็ก คนแก่หนีไปเถอะ”

“ท่านศรีก็รู้ว่ากระผมทิ้งค่ายเหมือนคนขลาดให้อายอาแท่น อาจันหนวดเขี้ยว หรือคนอื่นๆมิได้ แม้แต่เจ้าจันกะพ้อ มันฤาจักยอมหนี”

“แต่พวกนายอาจจะต้อง...ต้องตายนะ ตายกันทั้งหมด”

“ท่านศรีห่วงว่ากระผมและคนอื่นจักตาย มิห่วงตัวเองฤา ท่านศรีต่างหากที่ต้องหาทางกลับสวรรค์ไปหาแม่ แลน้อง”

ศิโรตม์มองเมืองใจแล้วอึดอัดใจมาก แทบร้องไห้ด้วยความรู้สึกประดังประเด

“ฉันคิดถึงแม่ คิดถึงนายรส แต่หัวใจฉันตอนนี้เป็นคนบางระจันไปแล้วเมืองใจ เทวดาบ้าอะไรวะ ช่วยอะไรใครไม่ได้เลย”

“ได้สิขอรับ กระผมได้เพื่อนตาย ดีกว่าได้เทวดาเป็นไหนๆ”

สองหนุ่มสบตากัน เมืองใจจับไหล่ศิโรตม์และตอบหนักแน่นว่า

“ใช่...นายคือเพื่อนฉัน ฉันทิ้งนายไม่ได้”

“ขอบน้ำใจขอรับ”

ศิโรตม์มองเมืองใจแล้วอดใจไม่ได้ โผกอดเขาด้วยความซึ้งใจ “ฉันรักนายว่ะ รู้ไหม ตลอดชีวิตฉันไม่เคยมีเพื่อนแท้แบบนายเลย”

เมืองใจหน้าตื่นผลักศิโรตม์ออกห่าง “ท่านศรีทำเช่นนี้มิได้ขอรับ อายชาวบ้าน”

ศิโรตม์ชะงักแล้วยิ้มแหะๆ เมืองใจสีหน้าขรึมหันหลังเดินจากไป ไม่ได้ยินเสียงศิโรตม์บ่นพึมพำไล่หลังว่า

“ขอโทษนะเมืองใจ...ลืมไป ผู้ชายสมัยนี้เขาไม่กอดกันนี่นา”

ooooooo

หลังจากสูญเสียพ่อไปอย่างไม่มีวันกลับ จันกะพ้อจับดาบฝึกซ้อมการต่อสู้อย่างหนักเพื่อรอวันแก้แค้นให้พ่อและแม่

ผู้หญิงอีกหลายคนก็เช่นกัน ลุกขึ้นมาฝึกซ้อมดาบ ถึงคราวต้องไม่งอมืองอเท้า หากข้าศึกรุกล้ำเข้ามาทุกคนต้องสู้ยิบตา กาหลงคิดเช่นนั้นเหมือนกัน จึงซ้อมดาบอย่างเอาเป็นเอาตายเกือบพลาดฟันโดนจันกะพ้อ

“เกือบไปแล้วกาหลง เจ้าเกือบฟันเจ้าจันแล้ว”

“พี่เมืองใจ...ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

“ข้ารู้”

จันกะพ้อมองกาหลงและเมืองใจ คิดเปิดโอกาสให้เขาสองคนจึงหาทางเลี่ยงไปเสียดื้อๆ

“ข้าไม่อยากซ้อมแล้ว ข้าคงไม่คู่ควรกับดาบ” กาหลงตัดพ้อเมืองใจแล้วเดินน้ำตาคลอหนีไปทางสระบัว

เมืองใจลำบากใจ แต่ความสงสารกาหลงมีมากกว่าจึงเดินตามไปปลอบ

“เจ้าร้องไห้ทำไม ข้ามิได้ดุเจ้าสักหน่อย กลับไปซ้อมดาบเถิด ข้าฝึกให้เอง”

กาหลงสุดกลั้น หันมาโผกอดเมืองใจ รำพันเสียงแผ่วอย่างหมดอาย

“อภัยให้ข้าเถิด แต่ขอให้ข้าได้อยู่ในอกของพี่สักครั้ง”

“กาหลง...คนอื่นมาเห็นจักมิดี”

“ช่างเถิดพี่ ชีวิตเราจะรอดพ้นไปได้อีกกี่เพลากัน ความตายมันใกล้มาเพียงนี้”

เมืองใจถอนหายใจยาว สงสารจนไม่อาจยับยั้งการกระทำของกาหลง

“ข้ารู้...หัวใจพี่และสองตามีให้เพียงจันกะพ้อ ข้ามิได้ขอแย่งหัวใจของพี่มา ข้ามิขอความรักของพี่ให้ข้า แต่ข้าขอพี่เพียงอย่างเดียว...ขอให้ข้าได้รักพี่ด้วยหัวใจและชีวิตของข้านี้เถิด ฤาต่อให้ข้าตายดับในชาตินี้ จะชาติหน้าชาติไหนก็ขอให้ข้าได้รักพี่เมืองใจทุกชาติไป”

“โธ่กาหลง อย่าพูดอย่างนี้”

“ขอให้ข้าได้พูดกับพี่เถิด แม้ชาตินี้ ฤาชาติไหนๆ ข้าจะขอรักพี่เมืองใจเพียงผู้เดียว”

พูดแล้วร่างกาหลงสะดุ้ง รู้สึกมึนหัวอย่างประหลาด กระแสจิตของลติกาส่งมาถึง เธอกำลังทำสมาธิและรับรู้เหตุการณ์นี้อย่างเหลือเชื่อ!

เมืองใจเห็นท่าทีกาหลงแปลกๆ ยืนโงนเงนจึงยึดร่างไว้

“กาหลงเอ๊ย...ข้ามิอยากให้เจ้าพูดอย่างนี้ ข้าขอบน้ำใจเอ็ง แต่ข้า...”

“เมืองใจ” เสียงกาหลงเปลี่ยนไป เมืองใจนิ่วหน้าสงสัย

เวลานั้นที่ห้องนอนลติกา หญิงสาวนั่งหลับตากระสับกระส่าย เรียกชื่อเมืองใจออกมาเป็นระยะ

พลัน! เมืองใจได้ยินเสียงกาหลงบอกให้เขาหนีไป เธอจะรักเขาทุกชาติ

ขาดคำร่างกาหลงทรุดฮวบในอ้อมแขนกำยำของเมืองใจ...เป็นเวลาที่ลติกาสะดุ้งตื่น เรียกชื่อเมืองใจดังลั่น แล้วนั่งรำลึกความทรงจำด้วยความเศร้าและตกใจ

ooooooo

เมืองใจพากาหลงในสภาพหลับไหลไม่ได้สติไปที่ทับ ลำเจียกและจันกะพ้อเข้ามาเมียงมองด้วยความสงสัย

“พี่เมืองใจ พี่ทำอันใดกาหลง มันจึงสลบเยี่ยงนี้”

“พี่มิได้ทำอะไรเลย พูดกันอยู่ดีๆ กาหลงก็ล้มพับไป”

“คุยเรื่องอันใดกัน ถึงทำให้เป็นลมเป็นแล้ง”

“ข้าก็ไม่เข้าใจ ข้าไปลาดค่ายก่อนนะ” เมืองใจตัดบทเพราะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุจริงๆ

ลำเจียกเลยคาดเดาเอาเองว่า “สงสัยมันคงหิวข้าว แล้วก็ไปซ้อมดาบกลางแดดอย่างนั้น บัดเดี๋ยวมันตื่น เอ็งดูแลหาข้าวปลาให้กาหลงด้วยนะ”

“จ้ะ น้าลำเจียก” จันกะพ้อรับปากด้วยความเต็มใจ

ทางฝ่ายลติกาที่รับรู้เรื่องเหลือเชื่อด้วยตัวเอง

เธอสัมผัสได้ถึงความรักยิ่งใหญ่ที่กาหลงมีต่อเมืองใจ

จนอดรนทนไม่ไหวไปเล่าให้ปานทิพย์กับศิรสฟังกึ่งขอความเห็น

ปานทิพย์ฟังแล้วถอนหายใจหนักๆ ก่อนแนะนำด้วยความปรารถนาดีว่า

“หนูตีน่า หนูต้องแยกระหว่างความจริงกับจิตใต้สำนึกที่หนูดึงสัญญาเดิมย้อนอดีตไปให้ได้”

“แต่ตีน่าคือกาหลงไม่ใช่เหรอคะ”

“ชาติก่อนจ้ะ แต่ตอนนี้หนูคือลติกา”

“แต่ที่ตีน่าเห็นมันเป็นเรื่องจริงนะคะ และยิ่งตีน่าสัมผัสกับจิตของกาหลงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้าใจความคิด ความรู้สึกของกาหลง กาหลงรักเมืองใจมากเหลือเกิน”

“แต่พี่ตีน่าก็ต้องเป็นห่วงตัวเองด้วยนะครับ พี่ต้องแยกระหว่างความจริงให้ได้ ถ้าไม่อย่างนั้นผมกลัวว่าถ้าพี่ไม่บ้าก็จะตาย เราเคยคุยกันแล้วไงครับ”

ลติกาจำได้ มองหน้าศิรสแล้วเจื่อนไป ปานทิพย์ยังหนักใจแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากให้กำลังใจและเตือนสติลติกาอีกครั้งว่า

“หนูต้องเข้มแข็งนะจ๊ะ ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับหนูอีกคน ป้าจะตอบคำถามคุณพ่อคุณแม่หนูได้ยังไง”

ooooooo

หลังจากสูญเสียบุคคลสำคัญเพราะน้ำมือทหารพม่า ชาวบ้านบางระจันขวัญหนีดีฝ่อจนคิดหนีออกจากค่ายไปตายเอาดาบหน้า คนเฒ่าคนแก่และเด็ก แม้แต่อีสาเพื่อนสนิทของเอี้ยงก็ไปกับเขาด้วย

เสียงระเบิดดังครั้งแล้วครั้งเล่าเหมือนเป็นการข่มขวัญชาวระจันให้รู้ว่าศึกใหญ่กำลังจะบังเกิด!

ลติกาที่กำลังเตรียมจัดงานแสดงแสงสีเสียงที่อยุธยา ช่วงเวลานี้เธอฝันร้ายบ่อยครั้ง เห็นชาวระจันท้อแท้หมดกำลังใจ ผู้คนล้มตาย เสียงร้องไห้ดังระงม

เมื่อสะดุ้งตื่นทุกครั้ง เธอภาวนาอย่าให้เกิดเหตุร้ายอย่างที่ฝัน ขอให้ทุกคนที่นั่นปลอดภัย อย่าเป็นอะไรเลย

เช่นเดียวกับปานทิพย์ที่จิตผูกพันห่วงใยศิโรตม์ตลอดเวลา เธอพยายามทำสมาธิและภาวนาขอความช่วยเหลือจากพระวิจิตรธรรมโชติ บางครั้งจึงเหมือนดำดิ่งไปในอดีต ได้เห็นลูกชายกำลังทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดิน ยิ่งเมื่อต้องมาจัดงานระจันรำลึก จิตของปานทิพย์ก็ยิ่งห่วงหาอาวรณ์บรรพชนทุกคนจนเผลอเศร้าหมองให้ยศสันต์เห็น

กาหลงไม่ถนัดการจับดาบต่อสู้ แต่ยามศึกสงครามเธอต้องเปลี่ยนตัวเองให้ได้ คืนหนึ่งเธอออกจากทับไปซ้อมดาบโดยไม่บอกใคร จันกะพ้อตื่นมาไม่เห็นก็ตกใจเที่ยวตามหาไปทั่ว ก่อนจะไปเจอตรงป่าหลังค่าย แล้วต่างก็สัญญากันว่าจะสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันให้ถึงที่สุด

ข้าศึกโจมตีนอกค่ายไม่เว้นวัน นายอินกับพวกเมืองใจขึ้นม้าควบออกไปช่วยทองเหม็นต้านไว้ ขณะที่คนอื่นๆในค่ายก็พร้อมใจกันทุบหม้อข้าว และรวบรวมสิ่งของ หากต้องตายกันหมดก็ขอจุดไฟเผาค่ายให้มอดไหม้ไปด้วย ไม่ให้พวกข้าศึกได้ใช้ประโยชน์อันใดได้เลย

ทองเหม็นพลุ่งพล่านบ้าระห่ำด้วยความเจ็บแค้นแทนผู้สูญเสียอันเป็นที่รัก แต่สุดท้ายเขาก็พลาดท่าเสียทีแก่ทหารพม่าถูกรุมฟันร่างยับเยินสิ้นใจไปก่อนนายอินที่บาดเจ็บสาหัสแล้วกลับมาตายภายในค่าย

เหตุการณ์น่ากลัวขึ้นทุกวัน พระธรรมโชติบอกว่าศึกใหญ่ครั้งสุดท้ายกำลังจะมา ให้ศิโรตม์รีบกลับไปยุคของเขาเพราะเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว แต่ศิโรตม์ไม่ยอม จึงได้แต่เฝ้ามองศพแล้วศพเล่าที่ต้องเอากลับเข้ามาฝังในค่ายหลังจากแพ้พ่ายแก่พม่า

จันกะพ้อ กาหลง เมืองใจ และศิโรตม์รู้สึกโศกสลดหดหู่ แม้ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าจะตายในวันไหน ทั้งสี่คนกอดรัดสัญญาไม่ว่าจะอยู่หรือตายต้องพบเจอกันทุกชาติไป ไม่มีใครทิ้งใครอย่างเด็ดขาด

ในเมื่อศิโรตม์ดึงดันจะอยู่ที่บางระจัน พระธรรมโชติจึงทำให้เขาได้พบปานทิพย์ โดยให้แม่ดึงรั้งลูกชายกลับบ้าน แต่ศิโรตม์ปฏิเสธว่าตนทิ้งเพื่อน ทิ้งคนระจันและทิ้งแผ่นดินไม่ได้ มันเป็นศึกครั้งสุดท้ายแล้ว ตนไม่รู้ว่าจะอยู่หรือรอด แต่ขอทำให้แม่ภูมิใจในตัวลูกสักครั้งหัวอกแม่ใจจะขาด ฝากเมืองใจดูแลศิโรตม์ สองคนอย่าทิ้งกัน

“ขอรับท่านแม่ ท่านแม่มีรูปกายแลน้ำใจเด็ดเดี่ยวละม้ายแม่ปานของเมืองใจนัก ท่านแม่อาจเป็นแม่ปานเมื่อยามมีชีวิต กระผมดีใจนักที่ได้พบท่านแม่”

“ลูก...เจ้าทั้งสองคนคือลูกของแม่ จะชาตินี้หรือชาติไหนก็ตาม แม่รัก แม่ภูมิใจในตัวของเจ้าทั้งคู่”

ศิโรตม์กับเมืองใจยิ้มทั้งน้ำตา เดินถอยออก ร่างของสองคนละลายหายไป เป็นจังหวะเดียวกับที่ปานทิพย์สะดุ้งจากสมาธิภายในห้องพระ ร้องเรียกศิโรตม์กับเมืองใจก่อนรู้ทันทีว่าเป็นลางไม่ดี ลูกมาบอกลา เมื่อลติกาทราบเรื่องก็พลอยกังวลใจและพานสลดหดหู่แทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ

ooooooo

หลังจากตัดสินใจอยู่บางระจันต่อไป ศิโรตม์ช่วยเมืองใจวางแผนการรบโดยมีจันกะพ้อ กาหลง ลำเจียก และผู้กล้าคนอื่นๆอีกจำนวนไม่น้อยร่วมแรงร่วมใจ

แต่ก่อนจะถึงศึกครั้งสุดท้ายที่ทุกคนมั่นใจว่าใกล้เข้ามาทุกที จันกะพ้อตัดสินใจแน่วแน่ว่าต้องรู้บางอย่างที่สงสัยจากศิโรตม์ให้จงได้

“พี่ศรี ข้าอยากจะถามอะไรพี่สักอย่างก่อนที่เราอาจจะต้องตายจากกันโดยไม่ทันร่ำลา”

“เจ้าจัน...คนเราไม่จำเป็นต้องรู้ไปเสียหมดทุกเรื่องหรอกนะ”

“แต่ข้าไม่อยากตายไปโดยไม่รู้”

ศิโรตม์ลอบถอนใจ สีหน้าเจ็บปวดกว่าคนที่มาถาม จันกะพ้อเดินเข้าหา ถามด้วยเสียงใสซื่อ

“พี่ศรี ข้าอยากรู้นัก ถ้าหากเราพบกันยามบ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข พี่ศรียังจะเสือกไสให้ข้ากับพี่เมืองใจอยู่ฤาไม่ พี่ไม่ได้รักข้าเลยรึ หัวใจข้ามันสับสนมานาน...ข้ารักพี่ศรี”

ศิโรตม์หลับตา เจ็บปวดปนหวาน ครึ่งยิ้มครึ่งพยายามคิดจะบอกจันกะพ้ออย่างไรดี

“พี่ศรีมัวเงียบอยู่ไย ตอบข้าที”

“ข้าเชื่อว่าเจ้ารักข้า...อย่างพี่ชาย และข้าก็รัก เอ็นดูเจ้าไม่ต่างจากน้องสาว”

จันกะพ้อชะงักไปนิดแล้วนิ่งขึง เม้มปากไม่อยากเชื่อ...เมืองใจจะเดินผ่าน รีบซ่อนตัวฟังความอย่างจดจ่อ

ศิโรตม์จับสองบ่าของจันกะพ้อ เอ่ยอ่อนโยนว่า “ตรองดูให้ดีเถิดจันกะพ้อ ใครกันแน่ที่เจ้าสนิทชิดใกล้มานานก่อนพี่จะเข้ามาในชีวิต ใครกันที่โอบกอดเจ้าทุกเมื่อที่เจ้าเสียใจ คนที่เจ้าจะเชื่อมั่นว่านอกจากเพื่อแผ่นดินนี้แล้ว เขาพร้อมจะแลกชีวิตเพื่อปกป้องเจ้า”

“พี่เมืองใจ” จันกะพ้อหลุดปากออกมา

“ใช่...แล้วคนที่รักเจ้าเยี่ยงนั้น ไม่มีคุณค่าสมกับการตอบแทนด้วยความรักคืนให้เขารึ”

จันกะพ้อรู้แก่ใจว่าศิโรตม์เลี่ยง เธอน้ำตาคลอไหลเรื่อยลง ศิโรตม์แม้จะอยากจูบรับขวัญหญิงที่รักแต่ทำได้เพียงเช็ดน้ำตาให้

“และหากบ้านเมืองเป็นสุข ไม่มีสงคราม ข้าก็จักยินดีนักที่จะเป็นพี่ชายส่งตัวน้องสาวอย่างเจ้าให้เมืองใจ”

เมืองใจได้ยินทุกคำ ซึ้งน้ำใจศิโรตม์ยิ่งนัก เขาหันหลังเดินจากไปเงียบๆ จันกะพ้อปลดมือศิโรตม์ออกจากบ่าของตนแล้วเสหัวเราะขื่นๆทั้งน้ำตา
“ขอบน้ำใจพี่ศรี ข้าได้คำตอบแล้ว”

ขาดคำเธอจะเดินไป ศิโรตม์อดใจไม่ไหวสวมกอดจันกะพ้อจากข้างหลัง เรียกเธอว่า “เจ้าจันตัวน้อยของพี่”

จันกะพ้อกลั้นเสียงร่ำไห้และกลั้นน้ำตา ทำได้เพียงเอนหัวพิงอกเขา...ศิโรตม์ก้มจูบขมับเธอแผ่วเบา

“จันกะพ้อ...เจ้าต้องรอดนะ เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข ได้ยินพี่มั้ย”

“ข้าจะสุขได้งั้นรึ...หากข้าไม่ได้อยู่กับคนที่ข้ารัก”

ศิโรตม์หลับตา ไม่อยากเอื้อนเอ่ยอะไรอีก ครู่หนึ่งจันกะพ้อตัดใจผละออกเดินจากไป ศิโรตม์ได้แต่มองตาม เก็บความรักไว้ในอก...

ถึงคราวนักรบผู้กล้ารวมตัวออกไปต้านศึกอีกครั้ง เมืองใจทำให้ทุกคนฮึกเหิมโดยมีกองกำลังของพันเรืองมาช่วยเสริม แต่การรบส่วนใหญ่ฝ่ายบางระจันเพลี่ยงพล้ำ เพราะทหารพม่าจำนวนมากกว่า อีกทั้งปืนใหญ่ของพวกมันก็ยิงกระหน่ำอยู่เป็นระยะ

แม่ทัพสุกี้สั่งทหารของตนบุกขยี้เข้าไป ยิงเข้าไปในค่าย เราจะล้างค่ายให้สิ้นก่อนรุ่งสาง เมืองใจกำชับพวกของตนอย่าให้ถูกล้อม ศิโรตม์และชายฉกรรจ์สู้ยิบตา แม้แต่ผู้หญิงอย่างกาหลง จันกะพ้อ ลำเจียก และเอี้ยงต่างชูดาบพร้อมรบและพร้อมตาย!

ประตูค่ายบางระจันเปิดอีกครั้ง จันกะพ้อขี่ควายออกมาโดยกาหลงซ้อนหลัง ตามด้วยกลุ่มหญิงกล้าของแม่ปล้อง ลำเจียกมองตามด้วยสายตาที่ส่งคนออกรบที่ไม่รู้จะได้กลับมาหรือไม่

ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงต่างสู้สุดกำลัง ตายเป็นตาย กาหลงพลาดถูกข้าศึกฟันกลางหลังต่อหน้าต่อตาจันกะพ้อที่ร้องเสียงหลงอย่างตกใจสุดขีด!

ooooooo

ลติกาอยู่ในวัดมเหยงค์ที่อยุธยา สถานที่จัดงานระจันรำลึกซึ่งจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ จู่ๆเธอเธอรู้สึกเจ็บหลังร้องโอ๊ย เป็นเวลาเดียวกับปานทิพย์ให้ศิรสมาตามเธอพอดี

ศิรสตกใจประคองร่างลติกาถามว่าเป็นอะไร เธอร้องไห้บอกว่าเจ็บหลัง ทำเอาศิรสพะวักพะวนทำอะไรไม่ถูก...

ชาวระจันนับสิบนับร้อยบาดเจ็บล้มตาย ครั้งนี้เหลือเพียงเมืองใจ ศิโรตม์ จันกะพ้อที่บาดเจ็บ และชาวบ้านอีกไม่มากหวนกลับเข้าค่าย นำร่างกาหลงที่เจียนตายมาสิ้นใจภายในค่ายท่ามกลางเสียงร้องไห้ของทุกคน แต่หลังจากนั้นไม่นานจันกะพ้อที่อาการสาหัสก็สิ้นใจจากไปอีกคน

ค่ายทั้งค่ายดังระงมไปด้วยเสียงร้องไห้ ทุกคนใจฝ่อห่อเหี่ยว ลำเจียกร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แต่ทุกคนจำต้องเร่งเผาศพกาหลงและจันกะพ้อโดยเร็ว

ไม่ทันกองฟอนจะมอดไหม้ เสียงแม่ทัพพม่าสั่งให้ยิงและบุกเข้าไปในค่ายดังกึกก้อง ประตูค่ายโดนยิงพังพินาศไฟลุกท่วม ข้าศึกกรูเข้ามานับไม่ถ้วน!

ooooooo

“ครั้งถึง ณ วันจันทร์แรมสองค่ำ เดือนแปด ปีจอ อัฐศก ข้าศึกก็ยกเข้ามาตีค่ายบางระจัน ฆ่าคนเป็นอันมาก ตั้งแต่รบกันมาห้าเดือนจนเสียค่ายนั้น ไทยตายประมาณพันเศษ ข้าศึกตายสามพันเศษ และพระอาจารย์ธรรมโชตินั้นที่ว่าตายในค่ายก็มี ที่ว่าหายสาบสูญไปก็มี...”

เสียงนั้นดังจากมุมซ้อมการแสดงแสงสีเสียงในวัดมเหยงค์ พิธีกรพูดได้อารมณ์จนพวกปานทิพย์ขนลุกซู่ อึ้งและเศร้า มีเพียงปรางทองที่ตื่นเต้น โพล่งขึ้นว่า

“นี่ขนาดแค่ซ้อม ฟังเสียงคุณพิธีกรแล้วขนลุกเลยนะคะคุณพี่ อ้าวคุณพี่ คุณพี่ร้องไห้หรือคะ อุ๊ย ท่าทางคุณพี่จะอิน”

ปานทิพย์น้ำตาไหลไม่รู้ตัว เช็ดน้ำตาแล้วย้อนน้องสาวว่า “ทำไมล่ะ ทำไมพี่จะร้องให้ไม่ได้ ร้องไห้อย่างซาบซึ้งกับความจริง ที่มีผู้คนมากมายถูกรังแก ถูกปล้นชิงสมบัติ บ้านเรือน แต่แทนที่ท่านเหล่านั้นจะหนีด้วยความกลัว แต่กลับยืนหยัดขึ้นต่อสู้กับกองทหารที่มีอาวุธครบมือ ไม่ได้สู้เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่สามัคคีกันสู้เพื่อปกป้องเกียรติ และศักดิ์ศรีของความเป็นไทย เพื่อแดนเกิด”

ฟังแล้วปรางทองหน้าเสียสงบเงียบไปเลย ส่วนลติกานั่งทอดอาลัย สายตาเศร้าล้ำลึก...

ที่ข้างเวที ยศสันต์ยืนอยู่กับทีมงานสองสามคน คนหนึ่งในนั้นชะเง้อมองเวทีพลางชี้บอกยศสันต์ให้ดูบางสิ่ง ยศสันต์หันไปก็ประหลาดใจ

“คุณดูสิครับ มันเป็นคิววีดิโอนี่ครับ ผมยังไม่ได้ปล่อยนักแสดงออกไปเลย แล้วพวกนั้นเป็นใคร”

ยศสันต์ตะลึง รวมทั้งปานทิพย์ ศิรส และลติกาที่มองไปบนเวทีเห็นข้าศึกและชาวระจันผ่านดงควัน ในนั้นมีเมืองใจและศิโรตม์ร่วมรบอยู่ด้วย

ทันใด ควันเริ่มหนาลมพัดคล้ายพายุเข้าหน้าทั้งสองหนุ่ม ศิโรตม์ยกมือกางบังลมและเรียกหาเมืองใจว่าอยู่ไหน เมืองใจเองก็เรียกท่านศรีสวนไปมา
พริบตานั้น! วงแหวนประตูมิติค่อยๆเปิดจากกลุ่มควัน ศิโรตม์เห็นพระธรรมโชติเด่นชัด ได้ยินท่านบอกว่าหมดเวลาของเจ้าแล้ว

“ไม่! ผมไม่กลับ”

ศิโรตม์หันไปเจอเมืองใจที่ส่งยิ้มเศร้า ทั้งรักและอาลัย แต่จำต้องบอกว่าอภัยให้ตนด้วย ท่านศรีเพื่อนตายของตน

“อะไร...ทำไม...”

ศิโรตม์พูดไม่ทันขาดคำ เมืองใจผลักเขาเข้าสู่วงแหวนมิตินั้น ดาบในมือเขาหลุดลงกับพื้น!

พลันที่หน้าเวทีการแสดง ร่างศิโรตม์กระเด็นกลิ้งลงมาที่พื้น ศิรสวิ่งนำทั้งกลุ่มขึ้นไปด้วยความตกใจ

ศิโรตม์ตะลึงมองเวทีท่ามกลางหมอกควัน เห็นเมืองใจยืนสง่า เขาร่ำร้องจะไปหา แต่ถูกพวกศิรสฉุด

รั้งไว้ ลติกาคล้ายจะได้สบตากับเมืองใจ ทันใดข้าศึกห้าหกคนเข้ามารุมล้อมเมืองใจ ศิโรตม์โวยวายจะแล่นเข้าไปช่วยเพื่อนแต่ไม่สำเร็จ

เมืองใจก้มเก็บดาบของศิโรตม์แล้วหันไปสู้กับข้าศึกด้วยดาบสองมืออย่างไม่หวั่น แต่แล้วถูกรุมแทงจากดาบข้าศึกทุกทิศทาง ศิโรตม์เห็นเต็มสองตา ตะโกนสุดเสียง ตกใจสุดขีด

“เมืองใจ!!”

ooooooo

หลังจากงานระจันรำลึกที่แม้จะประสบความสำเร็จเรื่องผลงาน แต่ขาดทุนย่อยยับ ผู้ถือหุ้นในศิวะกรุ๊ปจึงประชุมเพื่อหาทางรอดให้กับตนเอง

แต่ละคนมีแนวโน้มจะถอนหุ้น แม้แต่ก้องเกียรติพ่อของลติกา เพราะถึงแม้ศิโรตม์จะกลับมาจากเมืองนอก ปรากฏตัวที่งานนี้แต่เกิดอาการคลุ้มคลั่ง

ผ่านไปเป็นเดือน ปานทิพย์ยังต้องคอยดูแลเอาออกจากโรงพยาบาลมารักษาตัวที่บ้าน แล้วเขาจะมาบริหารบริษัทได้อย่างไร

อรรถ อรรถวิทย์ และฉัตรชัยถือโอกาสนี้ปรากฏตัว โดยมีก้องเกียรติเป็นตัวกลาง คิดจะเอาคนเคยทำงานให้ศิวะกรุ๊ปเจริญรุ่งเรืองในอดีตกลับมาบริหารใหม่

“ครับ...ผมพร้อมที่จะกลับมาช่วยทุกท่าน และผมเองก็พร้อมที่จะร่วมลงทุนเป็นส่วนหนึ่งในหุ้นส่วนของศิวะกรุ๊ปด้วย”

“ผมคิดว่าเราควรจัดประชุมผู้ถือหุ้นทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อตัดสินใจขั้นเด็ดขาด” ก้องเกียรติสรุปทิ้งทาย

ไม่นานข่าวนี้ก็รู้ถึงหูปานทิพย์และปรางทองโดยลติกา

“เขาคิดจะยึดศิวะกรุ๊ปกันเลยงั้นเหรอ”

“หนูเสียใจนะคะ หนูพยายามห้ามคุณพ่อหลายครั้งแล้ว แต่คราวนี้คุณอรรถเขามาโน้มน้าวคุณพ่อสำเร็จ”

“คุณก้องเกียรติกับหุ้นส่วนคนอื่น เขามีสิทธิ์จะขายหุ้นให้ใครก็ได้ นี่เราจะทำยังไงกันดีคะคุณพี่ปานทิพย์ไม่ตอบแต่สีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด...

ศิโรตม์ยังอยู่ในสภาพคนป่วย เขาฝันเห็นจันกะพ้อ กาหลง และเมืองใจบ่อยครั้ง ภาพความทรงจำที่ไปพบเจออย่างเหลือเชื่อไม่อาจทำให้เขาลืมเลือนได้...

แต่เวลานี้เขาต้องคืนสภาพปกติโดยเร็ว เพราะบริษัทที่พ่อสร้างมากำลังสั่นคลอน ศิโรตม์สลัดความทุกข์โศกในใจแล้วเข้าบริษัทในวันที่ก้องเกียรติกับพวกอรรถประชุมกัน

อรรถวิทย์ทักทายศิโรตม์ด้วยท่าทีเย้ยเยาะว่าหายไปไหนมาเสียนาน

“ผมไปรบมา”

คำตอบของศิโรตม์ทำเอาคนถามและคนอื่นอีกหลายคนพากันชะงัก

“งั้นเหรอ เอ...ที่คนเขาพูดกันว่าคุณศิโรตม์ไปรักษาจิตที่เมืองนอกมาท่าจะจริงสิครับ นี่หายดีแล้วเหรอครับ”

“ก็ยังไม่ค่อยหายเท่าไหร่...ยังรู้สึกคันมืออยู่เลย”

อรรถวิทย์อึ้งหน้าเจื่อน อรรถทำทีไม่สนใจ ดำเนินการประชุมต่อไป

“สรุปก็คือคุณฉัตรชัยจะมาช้อนซื้อหุ้นเพื่อลงเงินในกิจการที่เป็นหนี้ติดลบให้มีเงินหมุนในบริษัทมากขึ้น จะได้ไม่ต้องเอาโปรเจกต์ไปกู้แบงก์ให้มีแต่ดอกเบี้ยงอกเป็นหนี้สะสมเรื้อรัง”

“แล้วเราก็มาสู้กันใหม่ โดยมีคุณอรรถเป็นผู้นำทัพ” ก้องเกียรติพูดอย่างภาคภูมิใจ พร้อมสนับสนุนอรรถเต็มที่

จังหวะนั้นยศสันต์เปิดประตูเข้ามาพร้อมปานทิพย์ อรรถยกมือไหว้ปานทิพย์อย่างเสียไม่ได้

“สวัสดีค่ะทุกท่าน ดิฉันตระหนักดีว่าที่ผ่านมาทุกท่านคงมีความกังวลกับอนาคตของศิวะกรุ๊ป”

“แน่นอนครับ คุณปานทิพย์อย่าได้โกรธเลยนะ พวกเราไม่อยากสูญเงินลงทุน”

“ดิฉันขอรับรองว่าทุกท่านจะไม่สูญเสียเงินแน่นอน ดิฉันขอเรียนว่าหลังจากความสำเร็จของระจันรำลึก ลูกค้าที่เราไปเสนองานทิ้งไว้ก็ได้ตอบตกลงเซ็นสัญญาจ้างงานเราอีกหลายเจ้า”

“งานประจำจังหวัด หลายจังหวัดเลยครับผม รวมทั้งงานใหญ่ โครงการเพื่อนห่วงเพื่อนจากแม่สายสู่เบตง นี่ครับ สัญญาจ้างงาน”

ยศสันต์วางเอกสารลงบนโต๊ะ หุ้นส่วนส่งเสียงฮือฮา

“ทุกท่านคะ เราอยู่ด้วยกันมานาน เรามาถึงวันนี้ได้ เราผ่านช่วงล้มลุกคลุกคลานมาหลายครั้ง และเราก็ผ่านมันมาได้ และเราก็เดินหน้าจับมือกัน เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน เราต้องไปด้วยกันสิคะ”

“ผมไม่ยักรู้” ก้องเกียรติเสียงแผ่วลง

“มีสัญญา แต่ถ้าบริหารไม่เป็น ทำให้ทุกโปรเจกต์มีแต่ขาดทุนจะมีประโยชน์อะไรครับ”

“ผมขอรับรองด้วยเกียรติลูกชายของคุณศิวะผู้ก่อร่างสร้างศิวะกรุ๊ปขึ้นมา ผมจะสร้างกำไรจากทุกๆชิ้นงานของบริษัทให้ได้” ศิโรตม์กล่าวหนักแน่น
อรรถมองเหยียดๆ ถามเขาว่าไปเที่ยวที่ไหนมา แล้วคิดจะทิ้งงานไปอีกเมื่อไหร่

“ทุกท่านครับ ผมทราบว่าที่ผ่านมาผมอาจจะทำตัวไม่สมกับผู้รับช่วงการบริหารต่อมาได้ แต่เวลานี้ผมยืนยันต่อหน้าทุกคน คุณลุง คุณป้า คุณอา ทุกคนคือเพื่อนของคุณพ่อ ผมขอโอกาสอีกครั้ง มันไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่บรรพชน...คนในอดีตคือคุณพ่อผม ท่านเหนื่อยสาหัสนัก กว่าจะสร้างศิวะกรุ๊ปให้ผงาดขึ้นมาได้ ผมในฐานะคนรุ่นหลัง ผมต้องพร้อมสานต่อเจตจำนงของคุณพ่อ รักษาศิวะกรุ๊ปให้ได้ ผมขอโอกาสจากทุกท่านด้วยครับ”

ศิโรตม์ก้มศีรษะ ก้องเกียรติปรบมือยอมรับ หุ้นส่วนทุกคนปรบมือตามด้วยความเต็มใจ ยินดีให้โอกาสศิโรตม์อีกครั้ง มีเพียงอรรถวิทย์ที่หงุดหงิดไม่สบอารมณ์...

หลังจากเคลียร์ปัญหาภายในบริษัทได้แล้ว ศิโรตม์เดินทางไปที่อนุสาวรีย์วีรชนบางระจัน หยุดยืนมองวีรชนด้วยความอาวรณ์

ครู่หนึ่ง น้ำตาเขาเอ่อคลอขึ้นมา คิดถึงคนที่ผูกพันอย่างจับใจ...เมืองใจ จันกะพ้อ และกาหลง ทุกคนล้วนมีบุญคุณ...ศิโรตม์ก้มกราบลงที่พื้นเบื้องหน้าคารวะทุกท่านด้วยหัวใจ

“ขอบคุณบรรพชนทุกท่านที่ยอมต่อสู้เสียสละ เลือด เนื้อ ปกป้องแผ่นดินไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างพวกผม”

ooooooo

–อวสาน–


ละครอตีตา ตอนที่ 17(ตอนจบ) อ่านอตีตา ติดตามอตีตา ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย อรรคพันธ์ นะมาตร์,ฝนทิพย์ วัชรตระกูล 20 ก.พ. 2559 08:37 2016-02-21T00:43:57+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ