นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    แอบรักออนไลน์

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: เรื่องราวความรักของหนุ่มสาวสี่คน ใน "แอบรักออนไลน์"

    ลิปดาฟังอวัศยาเล่าถึงครั้งแรกที่พบปราณนต์แล้วถามว่าเธอคิดว่ามันเป็นพรหมลิขิตใช่ไหม อวัศยาพยักหน้า ลิปดาจึงถามอีก “แล้วทำไมไม่คิดว่าการที่คุณเดินมาสมัครงานกับผมแล้วได้เจอกัน ได้ทำงานด้วยกันมาตั้งหลายปี มันเป็นพรหมลิขิตบ้าง”

    “มันจะพรหมลิขิตได้ยังไง ก็ตอนมาสมัครงานกับบอส ฉันตั้งใจมาเองเพราะเพื่อนแนะนำ แบบนี้ต้องเรียกว่า อวัศยาลิขิต” อวัศยาสวน

    ลิปดาพยักหน้าแต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเธอสัมผัสอะไรที่มากพอทำให้คิดว่ารักหรือชอบใครสักคนจริงๆ...อวัศยาคิด จริงๆมันไม่พอ แต่พอได้รู้จักมากขึ้น ถึงรู้ว่าคิดถูก ท่าทางอวัศยาเพ้อๆ

    “ตอนฉันแชตกับปราณนต์ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ไม่ต้องห่วงไม่ต้องกลัว อยากจะพูดจะทำอะไรก็ทำ ภายใต้ชื่อแอบรัก ฉันกลับเป็นอวัศยาได้อย่างเต็มที่”

    “ทำไมคุณต้องเป็นตัวของตัวเองโดยใช้ชื่ออื่น ต่อให้คุณมีความสุขกับการแชตมากแค่ไหน แต่มันก็ไม่ใช่ความจริง...ลองเปรียบเทียบดูนะ คุณเป็นตัวของตัวเองได้ทุกอย่างต่อหน้าผมและผมก็รู้ว่าคุณคืออวัศยา กับคุณเป็นตัวของตัวเองแต่ต้องหลอกปราณนต์ว่าเป็นแอบรัก แบบไหนคุณมีความสุขมากกว่ากัน” ลิปดายิงตรงประเด็น

    อวัศยายอมรับว่าอยู่อย่างเปิดเผยย่อมดีกว่า แต่ตนขี้ขลาดกลัวคนอื่นมองไม่ดี ถ้าตนเป็นผู้หญิงใจกล้าอย่างพริบพราวก็คงดี ลิปดาส่ายหน้าไม่จริง เธอเป็น แบบนี้ดีแล้ว หญิงสาวยังไม่เก็ตว่าลิปดาอยากให้เข้าใจอะไร สวนไปว่าแล้วทำไมเวลาที่แชตกับปราณนต์เขาถึงคิดว่าตนเป็นพริบพราว “ฉันถามจริงๆนะบอส ผู้หญิงอย่างฉันจะหาแฟนกับเขาได้หรือเปล่า และถ้าฉันอยากให้ผู้ชายดีๆซักคนหันมามองฉันบ้าง ฉันต้องทำยังไง”

    ลิปดาเจ็บจี๊ดแต่ก็ยังพยายามจะทำให้อวัศยาเข้าใจ จึงย้อนถามอยากได้คำตอบจริงๆหรือ เธอพยักหน้า เขาจึงบอกว่าพรุ่งนี้จะบอกเหตุผลสำคัญ อะไรทำให้เธอไม่มีแฟน อวัศยาเฝ้ารอ...

    ด้านปราณนต์กับพริบพราวดูสวีตหวานกับการร้องเพลงคู่ในคาราโอเกะ ศรันยูเห็นแล้วสงสารเพื่อนมาก รุจน์กับลิลลี่ท่าทางจะดื่มจนเมาจึงพากันไปแดนซ์ต่อ แสนดีประคองศรันยูกลับ พอไปกันหมดปราณนต์จึงบอกพริบพราวว่าจะพาเธอกลับแบบที่เธอไม่เคยทำมาก่อน เขาพาเธอซ้อนจักรยานปั่นไปตามทางภายใต้แสงจันทร์ หญิงสาวยิ้มอย่างสุขใจ

    ในคืนนั้นอวัศยานั่งมองคลิปปราณนต์กับพริบพราวที่ศรันยูส่งมาให้อย่างร้าวรานใจ ฮึดขึ้นมาเขียนบล็อกที่ตัวเองเขียนประจำในนาม อวัศยามาร์ตัวแม่ หัวเรื่อง “ความกล้าที่ทำให้เราเสียโอกาสและความกล้าที่ทำให้เราตกอยู่ในอันตราย”

    อวัศยาโยงความรู้สึกกับเรื่องหุ้น บรรยายออกมาเป็นข้อคิดให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความกล้าและความกลัว ทั้งสองเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรมี ไม่ใช่กล้าบ้าบิ่นจนเกินไป ความกลัวทำให้เรารู้จักระมัดระวังตัว ความกล้าทำให้เราฉวยโอกาสที่ดีได้ จึงควรใช้ทั้งสองอย่างให้ถูกต้อง แต่หลายครั้งที่ความกลัวทำให้เราพลาดหลายสิ่งหลายอย่าง ถ้าคิดจะใช้ชีวิตด้วยความกล้าบ้าบิ่น ต้องมีสติมากพอที่จะประคองตัวเอง และทันทีที่พลาด ต้องกล้าที่จะรับผลที่เกิดขึ้น...

    คืนนั้น ทั้งลิปดา ปราณนต์และพริบพราวต่างอ่านบล็อก ที่อวัศยาเขียน แล้วเกิดความรู้สึกต่างกัน พริบพราวเครียดเข้าใจความหมาย ปราณนต์อยากรู้ว่าอวัศยาคิดถึงอะไร ส่วนลิปดาถอนใจเข้าใจความรู้สึกของเธอ

    ooooooo

    เช้าวันใหม่ ลิลลี่ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนเปลือยเปล่าอยู่กับรุจน์ในม่านรูด เธอตกใจมากอาละวาดใส่รุจน์ เขาพยายามให้เธอนึกดูดีๆ เธอเป็นคนบอกไม่อยากกลับบ้านให้พาไปที่อื่น ลิลลี่โกรธขว้างปาของใส่ รุจน์ยินดีรับผิดชอบทุกอย่างแต่ลิลลี่ไม่ต้องการและห้ามบอกใคร

    ทางด้านอวัศยา จู่ๆลิปดาก็จับเธอมัดมือด้วยเหตุผลที่ว่า จะทำให้เธอรู้ว่าทำไมไม่มีแฟน เขาให้เธอมายืนหน้าทีวี บอกให้เปิดทีวีโดยไม่ใช้มือ อวัศยาจึงใช้เท้ากดปุ่มที่รีโมตแล้วบอกเขาว่ามันยากตรงไหน ลิปดาถอนใจมัดขาเธออีกอุ้มขึ้นตรงเข้าห้องนอน อวัศยาร้องลั่นจะทำอะไร

    “นี่คือแบบทดสอบที่สอง...เปลี่ยนเสื้อผ้า ใช้มือและเท้าได้แต่ห้ามเอาผ้าออก คุณต้องเปลี่ยนชุดให้ได้ ผมให้เวลาแค่ 5 นาที” พูดจบลิปดาเดินออกจากห้องไป ตะโกนนับเวลาให้ได้ยิน

    อวัศยาเหวอจะทำอย่างไรแต่ด้วยเสียงนับเวลาของลิปดาเร่งให้เธอคิดได้ ถึงเวลา ลิปดาเปิดประตูเข้ามาต้องตะลึงเมื่อเห็นอวัศยาอยู่ในชุดเกาะอกเก๋ไก๋ เธอยิ้มเยาะไม่เห็นยาก วิธีของอวัศยาคือกระโดดไปหยิบกรรไกรมา เลือกชุดที่เป็นผ้ายืดสแลคตัดแขนและไหล่ออกกลายเป็นเกาะอก แล้วค่อยๆตัดชุดที่สวมอยู่เพื่อถอดออกจากตัว จากนั้นก็กระดึ๊บตัวเองเข้าไปในชุดใหม่

    อวัศยาท้า มีอะไรจะทดสอบอีก ลิปดายอมรับว่าประเมินเธอต่ำไปจึงเปลี่ยนมามัดมือเธอไพล่หลัง เธอโวยสิ่งที่ทดสอบเกี่ยวอะไรกับการไม่มีแฟน เขาตอบจบแบบทดสอบก็จะรู้เอง...จากนั้นลิปดาก็อุ้มอวัศยาไปที่ครัว ให้เวลาครึ่งชั่วโมงเพื่อทำอาหารสำหรับสองที่ ว่าแล้วก็ไปนั่งรอตรงโซฟา หญิงสาวโวยวายมัดมือแบบนี้จะทำอาหารได้อย่างไร เธอร้อนรนคิดหาทาง พลันเหลือบไปเห็นโทรศัพท์มือถือของตัวเองวางอยู่ไม่ไกล ก็ปิ๊งไอเดีย

    20 นาทีผ่านไป เสียงออดหน้าห้องดังขึ้น ลิปดาเดินไปเปิดประตู งงเมื่อเห็นศรันยูสวมแว่นดำเพราะเมื่อคืนหนักไปหน่อย ชูถุงบอกว่าเอาอาหารมาส่ง อวัศยากระโดดๆออกมาจากครัว ศรันยูเห็นสภาพเพื่อนถูกมัดก็ตกใจเลิกแอ๊บแมน “บอสทำอะไรเพื่อนผม บอกมาเดี๋ยวนี้นะ”

    ลิปดารีบอธิบายว่าไม่ได้ทำอะไรแค่สั่งสอน อวัศยาบอกศรันยูว่าลิปดาเห็นคลิปที่เขาส่งมาให้เมื่อคืน...ลิปดาเล่าต่อแล้วอวัศยาให้ช่วยทำให้เข้าใจว่าทำไมเธอถึงไม่มีแฟน ศรันยูก็ไม่เข้าใจอยู่ดี เกี่ยวอะไรกับการต้องมัดมือมัดเท้าเพื่อนจนมาขอให้ตนช่วยซื้อข้าวมาส่ง

    “ช่วยสิ อย่างน้อยมันก็ทำให้ศยาเห็นว่าสิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือการขอความช่วยเหลือ” ทั้งอวัศยาและศรันยูงง ลิปดาแจง “นั่นไง...แบบนี้ไง ผู้ชายที่อยู่รอบข้างคุณ คนที่คุณสนใจเขาหรือเขาสนใจคุณ เขาถึงไม่กล้าเข้ามาในชีวิต เพราะคุณไม่มีช่องว่าง ไม่มีที่ให้เขาได้ยื่นมือเข้ามาช่วยหรือแชร์ คุณทำทุกอย่างเอง ทำไม่ได้ก็ดันทุรังทำให้ได้ ดันทุรังแล้วทำไม่ได้ก็ยังส่งข้อความไปหาเพื่อนที่อยู่ไกลไกล๊ไกลให้มาช่วย แต่ผมนั่งอยู่ตรงนั้น คุณกลับไม่สนใจที่จะให้มาช่วย”

    อวัศยาเหวอเพราะไม่รู้ว่าให้เขาช่วยได้ ลิปดาโต้ “ผมไม่ได้บอกว่าผมช่วยไม่ได้ เพียงแค่คุณขอร้องหรือบอกให้ผมแก้มัด หรือเปิดทีวีให้ หรือเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ เอ่อ...มันอาจจะส่วนตัวไปหน่อย แต่แค่พูดผมก็จบเกมแล้ว แต่คุณก็ไม่เอ่ยปากสักคำ ผมก็เลยได้แต่นั่งรอ รอว่าเมื่อไหร่คุณจะอ้าปาก เปิดโอกาสให้ผมได้เขาไปในชีวิตคุณ” ลิปดาสบตาอย่างมีความหมาย

    ศรันยูพอเข้าใจ สรุปให้เพื่อนฟัง “ศยา...บอสพูดถูก แกต้องฟังไว้ ผู้หญิงเก่งอย่างแกอาจจะไม่รู้ว่าความเก่งคือกำแพงที่มองไม่เห็น...”

    “แล้วไง แกจะให้ฉันทำเป็นแอ๊บแอ้ ทำอะไรไม่เป็นเพื่อสำออยอ่อยผู้ชายหรือไง”

    ทั้งลิปดาและศรันยูแย้งพร้อมกันว่าไม่ใช่...ลิปดาผายมือให้ศรันยูเป็นคนอธิบาย ศรันยูเริ่ม

    “คืออย่างนี้นะแก คือแกไม่ต้องเก่งไปซะทุกอย่างก็ได้ อะไรที่แกทำไม่ได้ แกก็แค่ยอมรับว่าทำไม่ได้ ไม่ต้องทำขึงขัง ทำฟอร์มเก๊กเก่งตลอดเวลา คือแกเป็นกับฉันมันได้เพราะเราเป็นเพื่อนกัน แต่กับผู้ชายแกก็ปล่อยวาง เว้นช่องว่างให้เขาเดินเข้ามาบ้าง”

    ลิปดาพยักหน้า ใช่ๆแบบนี้ อวัศยาหน้าเสียถามถ้าอยากขอความช่วยเหลือต้องทำยังไง ลิปดารีบบอกว่ามีแบบทดสอบต่อไป ศรันยูรีบแทรกขอกลับก่อน รู้ว่าตัวเองเป็นส่วนเกินเพราะเห็นสายตาลิปดาที่มองอวัศยา ฟันธงว่าชอบเพื่อนตนแน่

    วันเดียวกัน พนักงานกำลังทยอยไปทานข้าวเที่ยง พริบพราวเดินมาหาปราณนต์เห็นเขาอ่านข้อความไลน์แล้วทำหน้าเครียด จึงรีบเข้าถามมีอะไร เขาบอกแปลกใจที่รุจน์ส่งข้อความมาฝากลางาน ทำไมวันนี้คนลางานเยอะ ทั้งอวัศยา บอส และลิลลี่ พริบพราวนึกเป็นห่วงอวัศยาเพราะนิดาบอกว่าลาไม่มีกำหนด พลันมีข้อความส่งเข้ามาหาปราณนต์อีก เขารีบเปิดดูเกรงใครลางานอีก ปรากฏเป็นข้อความจากรุ้งลดา บอกว่าป่วยหนักให้ช่วยพาไปหาหมอ พริบพราวฉงน

    ในคอนโด รุ้งลดานอนเหมือนคนป่วย ได้ยินเสียงออดก็ดีใจลุกไปเปิดประตูร้องให้ช่วยด้วยแล้วทำท่าอ่อนเปลี้ยล้มมาซบปราณนต์ แต่เขาเอามือยันร่างเธอไว้ “เดี๋ยวก่อนรุ้ง คุยกันก่อน”

    “คุยอะไร รุ้งปวดหัวคลื่นไส้จะอาเจียนจะตายอยู่แล้ว ยืนก็ไม่ค่อยจะอยู่ ณนต์จะคุยอะไรกับรุ้งอีก รุ้งเดินไม่ไหว ณนต์ช่วยประคองรุ้งไปหน่อยได้ไหม”

    ทันใดเสียงพริบพราวดังขึ้น “รองพื้นเบอร์นี้ทำให้หน้าดูซีดเหมือนคนป่วยก็จริง แต่ดูไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่นะ”

    รุ้งลดาหันขวับไปมอง โวยว่าปราณนต์พาพริบพราวมาด้วยทำไม ปราณนต์จึงถามตกลงเธอป่วยหรือเปล่า ถ้าป่วยตนกับพริบพราวจะพาไปโรงพยาบาล ถ้าไม่ใช่ตนจะกลับไปทำงาน รุ้งลดาอึกอัก พริบพราวสรุป อาการแบบนี้ รองพื้นแบบนี้ไม่เป็นอะไรแน่ ชวนปราณนต์กลับ

    รุ้งลดาคว้ามือปราณนต์ “เดี๋ยว! ณนต์ รุ้งมีเรื่องอยากจะคุยด้วย เรื่องระหว่างเราที่ไม่เกี่ยวกับคนอื่น รุ้งว่า ...ที่ผ่านมา ณนต์มีอะไรบางอย่างที่เข้าใจรุ้งผิดนะ”

    พริบพราวให้พูดออกมาต่อหน้าเลย รุ้งลดาแหวคนอื่นไม่เกี่ยว พริบพราวสวน “แต่ฉันเป็นแฟนณนต์ จะไม่เกี่ยวได้ยังไง”

    ปราณนต์หันมองดีใจ รุ้งลดาไม่ยอมผลักไหล่พริบพราว บอกตนก็เคยเป็นแฟนปราณนต์เหมือนกัน พริบพราวหัวเราะเยาะ ผลักกลับ เธอคืออดีตแต่ตนเป็นปัจจุบัน รุ้งลดาโวยแค่คบกันไม่นานแต่ตนคบกันมาสามปี นานกว่า...สองสาวจะไฟ้ว์กัน ปราณนต์จึงเอาตัวขวางพูดสุภาพ

    “รุ้ง พอได้แล้ว เอาอย่างนี้นะ ผมว่าเพื่อไม่ให้ต้องมีปัญหากัน เรากลับมาที่จุดเริ่มต้นก่อน รุ้งตอบคำถามผมก่อน ตกลงคุณป่วยหรือเปล่า” เห็นรุ้งลดาอึกอัก “ไม่ตอบ ผมขอสรุปว่าไม่ป่วย ถ้ารุ้งไม่ได้เป็นอะไร ผมคิดว่ารุ้งไม่ควรทำแบบนี้ หนึ่งคุณมีแฟนแล้ว สองผมก็มีแฟนแล้ว และสามผมไม่ชอบคนโกหก” พริบพราวกำลังยิ้มหยัน หุบยิ้มทันที “ทั้งสามเหตุผล สรุปว่าคุณไม่ควรทำแบบนี้ เมื่อคุณไม่ป่วยงั้นผมกลับ” ปราณนต์จับมือพริบพราวเดินไป

    รุ้งลดาเสียหน้ามาก ร้องกรี๊ดๆที่ปราณนต์ไม่ห่วงตนบ้างเลย...ออกมาถึงหน้าคอนโด พริบพราวมองมือปราณนต์ที่จับมือตัวแล้วว่า เนียนเลยนะ ปราณนต์ยิ้มแย้งว่าเมื่อกี้เธอยังเนียนประกาศว่าเราเป็นแฟนกัน พริบพราวเขินอาย ทั้งสองหัวเราะให้กัน แล้วพริบพราวก็ถามขึ้น

    “ที่เมื่อกี้บอกว่า ไม่ชอบคนโกหก...ไม่ชอบจริงๆเหรอ”

    ปราณนต์ย้อนถามมีใครชอบคนโกหกบ้าง พริบพราวหน้าเจื่อน เขาย้ำเราอย่าโกหกกัน มีอะไรพูดมาตรงๆ หญิงสาวยิ้มแห้งๆอย่างอึดอัดใจ...

    ooooooo

    คืนนั้น ศรันยูเชิญลิปดามาคุยที่บาร์เกย์สไตล์เก๋ไก๋ เพื่อเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตัวเองให้เขารู้ เป็นการแลกเปลี่ยนให้เขาเผยความจริงแก่ตนบ้าง ลิปดารีบบอกว่าเขาไม่ได้เป็นเกย์ ศรันยูถอนใจ “ผมรู้... ให้เปิดเผยความลับเรื่องอื่น ไม่ใช่เรื่องเพศ...เรื่องศยา ผมอยากรู้ว่าบอสคิดยังไง”

    ลิปดาผงะตอบไม่ถูก ศรันยูไล่บี้ กดดันให้ตอบนับหนึ่งสองสาม ลิปดาโพล่งออกมาว่า...ใช่ ตนรักอวัศยา ศรันยูถามสวนตั้งแต่เมื่อไหร่ ลิปดาสารภาพตั้งแต่ที่เธอมาช่วยก่อตั้งบริษัท ยิ่งรู้จักยิ่งรัก ตนไม่กล้าบอกเพราะกลัวจะเสียเธอไป ศรันยูกลอกตาเซ็งๆ “แต่ถ้าไม่บอก บอสอาจจะต้องเสียศยาไปเหมือนกัน...เดี๋ยว! ศยาเคยส่งเมลผิดให้บอส เป็นเมลของแอบรัก แสดงว่า...”

    ลิปดายอมรับว่ารู้ทุกอย่าง ศรันยูทึ่งที่ลิปดายังรักอวัศยาอยู่ทั้งที่รู้ว่าเป็นรักซ้ำซ้อน จึงยินดีสนับสนุน ลิปดากังวล “แต่ศยาเป็นคนใจแข็งถ้ารักใครแล้วยากที่จะเปลี่ยนใจ ลึกๆผมอาจจะแอบหวังให้เขามารัก แต่ถ้ามันเป็นไปไม่ได้ ขอแค่เขามีความสุขกับคนที่เขารักผมก็พอใจแล้ว”

    ศรันยูรู้สึกว่าลิปดาโคตรพระเอก ในขณะที่อวัศยานั่งดูคลิปปราณนต์กับพริบพราวด้วยความเศร้าเซ็งจนตัดสินใจบางอย่างได้

    รุ่งเช้า อวัศยาบอกลิปดาว่าจะตัดใจจากปราณนต์ เขาดีใจถามแน่ใจหรือ เธอกลับบอกว่าไม่แน่ใจ เขาเซ็ง เธอโอดโอยอยากตัดแต่ไม่แน่ใจว่าตัดได้หรือเปล่า ไม่อยากยุ่งไม่อยากคุยไม่สนใจอีก ลิปดาแย็บตั้งแต่พริบพราวสวมรอยเป็นแอบรักเคยคุยกับปราณนต์บ้างไหม เธอส่ายหน้า เขาสวนทำไมไม่คุย ไม่อยากรู้หรือว่า

    ปราณนต์คิดอะไร หญิงสาวปัดไม่อยากรู้ แล้วเปลี่ยนเรื่องจะไปดูช่างซ่อมแซมที่ห้อง ลิปดาตกใจดึงเธอไว้บอกมีงานด่วนให้ทำ เธอแย้งวันนี้เป็นวันหยุด

    “ผมรู้...ผมถึงต้องขอให้คุณช่วย ผมต้องการให้คุณไปรวบรวมรายงานคอมพานีวิซิททั้งปีนี้ ทำเป็นรีพอร์ต ขอเร็วที่สุด”...อวัศยาตาโพลง อะไรจะเอาเร็วปานนั้น

    อวัศยาต้องมาเปิดห้องทำงานเพียงลำพัง บ่นกระปอดกระแปดเริ่มค้นข้อมูล พลันมีเสียงกุกกักเหมือนคนกำลังเปิดประตูก็ตกใจคว้าแฟ้มมาถือไว้ป้องกันตัว พอประตูเปิดก็ฟาดโครม เสียงปราณนต์ร้องลั่นว่าเขาเอง อวัศยาตกใจช็อกไปชั่วครู่เมื่อเห็นหน้าเขา พอรู้ว่าลิปดาส่งเขามาก็เอะใจนึกถึงคำพูดของลิปดาที่ถามว่าตนเคยคุยกับปราณนต์บ้างหรือยังว่าคิดอย่างไรกับแอบรัก ปราณนต์ทำตัวสดใสรอรับคำสั่งที่จะให้ช่วย เธอจึงแบ่งให้เขาช่วยกันค้นคนละครึ่งปี

    อวัศยาไม่มีสมาธิในการทำงาน ตัดสินใจถาม “เธอเชื่อว่าแอบรักคือพริบพราวจริงหรือ”

    ปราณนต์ชะงักเงยหน้ามอง...ในขณะที่เช้านี้ แววบอกพริบพราวให้ชวนปราณนต์ไปตกปลาวันพรุ่งนี้ด้วยกัน เธอดีใจที่พ่อแม่และพี่ยอมเจอ แววเน้นถ้าผู้ชายคนนี้มีคุณสมบัติไม่ผ่าน ต้องเลิกคบทันที...พริบพราวโทร.หาปราณนต์ จึงรู้ว่าเขาไปช่วยงานอวัศยาก็ร้อนใจรีบบึ่งรถ ตามมา...ปราณนต์กำลังย้อนถามอวัศยาทำไมตนต้องคิดว่าแอบรักไม่ใช่พริบพราว

    “ก็...บางทีเขาอาจจะมีอะไรบางอย่างที่มันแปลกๆ หรือไม่ตรงกับที่เธอแชตก็ได้ มีไหม”

    “ก็มีบ้าง เช่นแอบรักจะดื่มกาแฟดำ แต่พราวดูเหมือนจะชอบกาแฟใส่นมหรืออย่างน้อยก็ใส่น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง...

    แต่ผมไม่คิดมากหรอกครับ เพราะมันเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ บางทีตอนแชตผมก็สร้างภาพหรือใช้ข้อมูลไม่จริงบ้างก็มี แต่โดยรวมๆแล้วความรู้สึกตอนที่ผมอยู่กับพริบพราว ผมมีความสุขไม่ต่างจากตอนที่ผมแชตกับแอบรัก ผมกับพราวมีหลายอย่างเหมือนกัน ถ้าไม่เหมือนเราก็พร้อมจะปรับตัว ผมเป็นตัวของผมเองได้เต็มที่ มันเป็นความรู้สึกสบายๆ ไม่เหนื่อย”

    อวัศยาใจหาย มองรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขของปราณนต์ เขาขอตัวไปเอาเอกสารมาเพิ่ม ทันทีที่เปิดประตูจะออก พริบพราวโผล่พรวดเข้ามาโวย “พี่ศยาต้องการอะไรบอกมาเลยดีกว่าค่ะ”

    อวัศยาตกใจถามมาทำไม พริบพราวฉะ มาดูให้เห็นกับตาว่าคิดจะทำอะไร ปราณนต์ตกใจจะดึงพริบพราวออกไป แต่อวัศยาตัดบทบอกอยากคุยด้วยพอดีเป็นเรื่องงานไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว ปราณนต์ขอทำแทน อวัศยาเจ็บจี๊ดที่เขาปกป้องพริบพราวมาก พยายามวางหน้านิ่ง

    “ฉันไม่ทำอะไรเขาหรอก แค่สั่งงานนิดหน่อย เธอออกไปชงกาแฟให้ฉันก็แล้วกัน กาแฟ 1 ช้อน น้ำตาลครึ่งช้อน แล้วก็ใส่ครีม 2 ช้อน...ไปสิ” เห็นปราณนต์ทำหน้างงๆ “ถ้าไม่อยากไปตามคำสั่งก็ถือว่าเป็นคำขอร้องจากฉันก็แล้วกัน กรุณาชงกาแฟให้ฉันสักแก้วจะถือเป็นพระคุณ”

    ปราณนต์บอกไม่ต้องขนาดนั้น แล้วออกไปจัดการ ให้...ทันทีที่ปราณนต์ออกไป อวัศยาก็ปิดประตูห้อง พริบพราวใส่ทันทีคิดจะทำอะไร อวัศยาเสียงเบาลงแต่ดุ “ถ้าไม่อยากโดนแฉว่าเธอสวมรอยเป็นฉันก็หุบปาก และฟังอย่างเดียว...ตั้งใจฟังให้ดี แอบรักชอบกาแฟดำ ชอบดูหนังตลกในวันหยุด ถ้าเป็นวันธรรมดาชอบดูหนังแอ็กชั่นหรือหนังผี ชอบอ่านหนังสือสืบสวนสอบสวน ชอบดอกไม้ ไม่ชอบทำกับข้าวและไม่เคยคิดจะเรียนรู้ ชอบออกกำลังกายตอนเช้ามากกว่าตอนกลางคืน ไม่กินแป้งหลังหกโมงเย็นและกินผลไม้ก่อนอาหารไม่ใช่หลังอาหาร”

    พริบพราวงงจะบอกทำไม อวัศยาว่าไม่อยากให้เธอพลาดจนปราณนต์จับได้ว่าไม่ใช่แอบรัก และในวันนี้ที่เขามาเพราะบอสสั่ง ถ้าไม่เชื่อให้ไปถามเอาเอง พูดจบก็เก็บของปราณนต์ใส่กระเป๋าแล้วบอกให้พาเขากลับไป พริบพราวอึ้งทำแบบนี้ทำไม อวัศยาพูดอย่างเจ็บปวด

    “เพราะเธอทำให้ปราณนต์มีความสุข ฉันไม่อยากทำลายความสุขของเขา”

    พริบพราวเห็นมุมอ่อนแอแสนดีจากแววตาเจ็บปวดของอวัศยา พอดีปราณนต์ถือกาแฟมาให้ อวัศยารับแล้วผายมือเชิญทั้งสองกลับไป ปราณนต์งง เธอบอกว่างานแค่นี้ทำคนเดียวได้ พริบพราวมองอวัศยาด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป...ออกมาหน้าตึก ปราณนต์ถามคิดอย่างไรถึงตามมา พริบพราวอึกอักบอกอยากมาช่วย เขาแย็บนึกว่าหึง เธอว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนคงคิดแบบนั้นแต่ตอนนี้ไม่แล้ว ปราณนต์ดีใจและขอบคุณที่ไว้ใจ ระหว่างนั้นพริบพราวแอบส่งสติกเกอร์ไปขอบคุณอวัศยาในไลน์ อวัศยาเปิดดูด้วยความรู้สึกเจ็บจี๊ดแล้วปรี๊ดโกรธลิปดาขึ้นมา

    ขณะนั้นลิปดากำลังทำชั้นวางของให้ของที่ขนมาจากห้องอวัศยา รวมทั้งภาพดอก Love in the mist ที่เธอใช้ตั้งชื่อในเมล ลิปดาตอกตะปูโป๊กๆ ทันใดอวัศยาพรวดพราดเข้ามาวางแฟ้มงานโครม เขาสะดุ้ง อวัศยาถามเสียงเข้ม...สนุกมากไหม...ลิปดาคิดว่าถามเรื่องทำชั้นจึงตอบสนุก

    อวัศยาโวย “แกล้งให้ฉันไปทำงานคนเดียว แล้วส่งปราณนต์ตามไป คุณเซตฉากให้ฉันอยู่กับปราณนต์สองต่อสอง แผนคุณมันบ้าเกินไปแล้ว”

    “ที่ผมทำเพราะอยากให้คุณสองคนปรับความเข้าใจกัน ไม่อยากให้หนีทั้งที่ยังไม่เข้าใจ”

    “ปรับความเข้าใจเหรอ รู้ไหมว่าความหวังดีที่ไม่มีใครขอร้องของคุณมันทำให้ฉันกลายเป็นผู้หญิงหน้าด้านที่จ้องจับแฟนคนอื่น”

    “อย่าบอกนะว่า วันนี้พราวไปด้วย!”

    “ใช่น่ะสิ นี่ไม่ต้องมาตีหน้าซื่อ คุณตั้งใจนัดพริบพราวให้มาเห็นตอนฉันอยู่กับปราณนต์ อยากให้โป๊ะแตก ตบตีกันใช่ไหม นี่ดีนะที่ฉันมี EQ ไม่เอาตัวเข้าไปในเกม”

    ลิปดาเสียใจที่เธอคิดว่าเขาเจ้าแผนการขนาดนั้น อวัศยาวีนตั้งแต่เรื่องไปสัมมนาสี่คน เขาก็เป็นคนวางแผน คงจะสนุกและสะใจมาก ตอนนี้ก็สมใจได้...อวัศยาจะเข้าห้อง ลิปดาขวางบอกตนทำเพราะหวังดี เธอผลักเขาโครม ถ้าความหวังดีทำให้ตนซวยขนาดนี้ ควรอยู่เฉยๆจะดีกว่า ชาตินี้ไม่ต้องมายุ่งกับตนอีก พูดจบอวัศยาปิดประตูใส่หน้า ลิปดาพยายามเคาะประตูขอให้ออกมาฟังเขาอธิบายก่อน เธอตะโกนออกมาว่าถ้ายังไม่หยุดเคาะจะออกไปอยู่ที่อื่น เขาจึงชะงัก ยอมรับผิดทุกอย่างขอเพียงเธออย่าย้ายออก อวัศยาครุ่นคิด

    ลิปดากลับมาตอกทำชั้นต่อ แต่ด้วยจิตใจว้าวุ่นจึงตอกเอานิ้วตัวเองร้องลั่น อวัศยาตกใจแต่ใจแข็งไม่ออกมาดู...ลิปดาจึงไปหาจารวีที่ร้าน ให้เธอช่วยทำแผลให้และปรับทุกข์ จารวีแขวะ สิ่งที่ควรทำไม่ทำ ให้บอกความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง กลับทำตัวเป็นฮีโร่ให้โอกาสหลุดลอย

    “ผมพลาดไปแล้วใช่ไหมเนี่ย!”

    “ใช่ แต่ยังกลับตัวทัน รีบบอกความรู้สึกที่แท้จริงกับคุณศยา ก่อนที่โอกาสจะหลุดมือไป อย่าทำตัวเหมือนพ่อน้องเจมส์” ลิปดางงเกี่ยวอะไรกับสามี “สามีเก่าไม่ใช่สามีเฉยๆ...ไม่รู้อยู่ๆเกิดไปบรรลุธรรมอะไรมา ส่งของขวัญถุงเบ้อเร่อมาให้แจน แล้วก็ส่งของขวัญมาให้ลูก ต่อมความเป็นพ่อคงเริ่มทำงาน เลยเพิ่งรู้ว่าตัวเองมีลูก”

    ลิปดาแย็บถามถ้าเขาจะกลับมาเอาเจมส์ไปเลี้ยงจะว่าอย่างไร จารวีเสียงกร้าว ไม่มีทาง พ่อของเจมส์คือลิปดาคนเดียวเท่านั้น...ลิปดาส่ายหน้ามองเจมส์ซึ่งนั่งเล่นของเล่นอย่างสงสาร...ลิปดาขี่มอเตอร์ไซค์ฝ่าความมืดกลับคอนโด ครุ่นคิดถึงคำพูดของศรันยูและจารวีจนตัดสินใจได้

    ooooooo

    รุ่งเช้า อวัศยาหอบกระเป๋าจะออกไปอยู่ที่อื่น ลิปดาขวางยอมรับผิดและกล่าวขอโทษ อวัศยาไม่เชื่อว่าเขาพูดจริงหรือเจ้าเล่ห์ เขาคิดอะไรกันแน่ ลิปดาโพล่งออกมา

    “โอเค ถ้าคุณอยากได้ความจริง ผมก็จะพูดความรู้สึกจริงๆ...ผมไม่ได้อยากทำ ทุกอย่างผมฝืนใจทำ ผมไม่ได้อยากให้คุณกับปราณนต์เข้าใจกัน ผมอยากให้คุณสองคนต่างคนต่างอยู่แบบเพื่อนร่วมงาน แบบหัวหน้ากับลูกน้องอย่างนี้ตลอดไป ผมไม่อยากเห็นคุณเป็นแฟนกับเขาสักนิด ให้ตายสิ” อวัศยาใจเต้นแรงเห็นแววตาแฝงไว้ด้วยความหมายบางอย่างของเขา ลิปดาสูดลมหายใจเข้า “แต่ที่ผมทำไปทุกอย่างเพราะคิดว่าถ้าทำแล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้น แต่ถ้าคุณไม่อยากให้ผมช่วยอีก ผมจะไม่ยุ่ง ดีซะอีก ผมจะได้ไม่ต้องทำสิ่งที่ผมไม่อยากทำ” ลิปดาสบตาซึ้งๆ

    อวัศยาใจเต้นแรงอย่างไม่เคยรู้สึกกับเขามาก่อน พอลิปดาเอ่ยว่า “นี่คือความจริงที่ผมอยากบอกคุณ และมันยังไม่จบแค่นี้ ยังมีความจริงอีกเรื่องที่ผมอยากบอก ผม...”

    อวัศยายกมือห้ามให้หยุด หันหน้าหนีแล้วพรวดกลับเข้าห้อง ลิปดางงจะทำอย่างไรต่อ...ผ่านไปพักใหญ่ ลิปดาส่งข้อความมาถามว่าอารมณ์ดีขึ้นหรือยัง เธอตอบกลับมาว่าใจเย็นลง เขาพิมพ์ถามมาอีกว่าจะไม่ย้ายออกแล้วใช่ไหม เธอพิมพ์กลับมาว่า จะไม่ย้ายถ้าเขายกโทษให้ที่ตนตะโกนใส่หน้า...ลิปดาดีใจตะโกนกลับไปว่ายกโทษให้ ไม่เคยโกรธเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว อวัศยาอมยิ้ม พิมพ์กลับมาว่าได้ยินแล้ว ไม่ต้องตะโกนอายคนข้างห้อง ลิปดาพิมพ์กลับว่า...ไม่อาย

    เสียงข้อความเข้าดังขึ้นข้างหลังลิปดาตามด้วยเสียงอวัศยาถาม ทำไมถึงอยากให้ตนอยู่ต่อ ลิปดาเสียงอ่อยเพราะตนถือว่าการที่เธออยู่ต่อคือการไถ่โทษในความเจ้ากี้เจ้าการของตน ถ้าเธอไปตนจะรู้สึกแย่ที่ไม่ได้ปรับความเข้าใจกัน อวัศยานิ่งสักพักก่อนเอ่ย จะอยู่ต่อแต่ต้องมีข้อตกลง

    ในขณะเดียวกัน พริบพราวขับรถพาปราณนต์ไปสมทบกับพ่อแม่ที่รีสอร์ตตามแผนที่ แต่เธอไม่ชินทางจึงพาหลงเข้าป่า ปราณนต์เห็นลุงคนหนึ่งเดินกลับจากเก็บเห็ดจึงถามทาง ลุงบอกเส้นทางที่ถูกต้องแต่ตอนนี้ถนนขาดเพราะดินโคลนถล่มลงมา ต้องรอเจ้าหน้าที่มาเปิดทาง ทั้งสองหน้าเหวอ ลุงพาทั้งสองไปพักค้างคืนที่บ้านพักเจ้านายของลุง แถวนี้ไม่มีสัญญาณ พริบพราวจึงติดต่อพ่อแม่ไม่ได้ ลุงเข้าใจว่าทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน ใจดีแบ่งอาหารไว้ให้ทำกินกันเอง

    บ้านพักเป็นแบบห้องเดี่ยว ปราณนต์คิดจะกางเต็นท์นอนข้างนอกเพื่อไม่ให้พริบพราวเสื่อมเสีย แต่ดูท่าฝนจะตกลงมา...ตกดึกพริบพราวนุ่งกระโจมอกออกมาจะอาบน้ำที่ท่าน้ำ ปราณนต์เป็นห่วงจะตักน้ำไปให้อาบแต่เธอทำเก่ง ไม่ทันไรก็ลื่นตกน้ำตูม...ด้วยความอายจึงไม่กล้าโผล่ขึ้นมา ปราณนต์ตกใจโดดน้ำลงไปช่วย พริบพราวโผล่ขึ้นเหนือน้ำหัวเราะคิกคัก เขาเห็นจึงแกล้งดำไปโผล่ตรงอื่น พริบพราวเริ่มร้อนใจที่เขาจมหายไปนานร้องเรียกเสียงหลง

    ปราณนต์โผล่มาด้านหลังกระซิบข้างหูว่าอยู่นี่ เธอหันมาโวยวายเล่นอะไรแบบนี้ เขาโต้เธอเล่นก่อน เธอแถว่าเป็นตะคริวต่างหาก ไม่ทันไรพริบพราวร้องขึ้นว่ามีงูพันขา ปราณนต์อุ้มเธอขึ้นเห็นว่าเป็นเชือกฟางที่พันขา จึงวางเธอนั่งห้อยขาบนท่า แล้วพยายามแกะเชือกฟางออกด้วยการใช้ปากกัด พริบพราวเขิน “ไม่เห็นต้องทำอย่างนั้นเลย เชือกมันอยู่ที่เท้าพราว”

    “ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ พราวเป็นแฟนผมนะ”...

    พริบพราวปลื้มหัวใจพองโต

    ระหว่างที่พริบพราวเปลี่ยนเสื้อผ้า ปราณนต์ทำอาหารเท่าที่มีอยู่ให้กินคือบะหมี่สำเร็จรูป ทั้งสองแบ่งกันกินโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังดูดเส้นเดียวกัน จนกระทั่งหน้าแทบชนกัน ต่างสบตากันปิ๊งๆสักพักถึงผละออกจากกันเขินๆ ทันใดฟ้าร้องครืนๆทำให้ปราณนต์ออกไปนอนข้างนอกไม่ได้จึงปูเสื่อนอนมุมห้อง พริบพราว

    ปัดที่นอนล้มตัวลงนอน เจ้ากรรมจิ้งจกตกลงมาใส่ในเสื้อ เธอร้องกรี๊ดวิ่งไปกอดปราณนต์บอกให้เขาเอามันออกไป เขาจำต้องล้วงในเสื้อเธออย่างเขินๆ

    พริบพราวตัดสินใจเอาหมอนข้างกั้นกลางให้เขานอนร่วมเตียง ปราณนต์สัญญาจะไม่ล่วงเกินเธอ พริบพราวขอสัญญาว่าจะไม่ทิ้งตนไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็พอ เขารับปาก...กลางดึก พริบพราวนอนดิ้นฟาดมือและขาใส่ปราณนต์จนเขาตกเตียงมานอนกับพื้นอย่างงงๆ พอกำลังจะหลับ พริบพราวก็กลิ้งตกลงมานอนกับเขาอย่างไม่รู้สึกตัว เขาจึงจับมือเธอไว้ไม่ให้ดิ้นอีก

    เช้ามาพริบพราวตื่นขึ้น ตกใจที่อยู่ในอ้อมกอดปราณนต์บนพื้นบ้าน เธอฉวยโอกาสจ้องมองใบหน้าเขาอย่างกักเก็บความสุขไว้ พอเขาขยับตัวจะตื่นเธออายแกล้งหลับต่อ...ปราณนต์ออกไปดูลู่ทาง พริบพราวลุกมาหาของทำอาหารเช้า เห็นมีไข่อยู่จึงเอามาเจียวให้ปราณนต์ เขาเห็นสภาพไข่อมน้ำมันสุดๆแต่ก็ยิ้มฝืนกินทั้งที่ไม่อร่อยเลย ไม่ทันไร ลุงมาบอกว่าถนนเปิดใช้การได้แล้ว ทั้งสองดีใจมากรีบออกเดินทางไปรีสอร์ตที่นัดกับพ่อแม่ไว้

    มาถึงรีสอร์ต พริบพราวกอดกับแววเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น แววมองปราณนต์อย่างดูแคลน ไม่ให้เขาเรียกแม่ให้เรียกว่าคุณหมอ พริบพราวรู้สึกเห็นใจ แล้วถามแววว่าพ่อกับพี่ไปไหน แววนึกได้ว่าทั้งสองออกไปตามหาเธอตั้งแต่เช้ามืด ปราณนต์รีบถามว่าไปแถวไหน

    พอแววบอกว่าพจน์กับภูมิไปแถวสันเขื่อน ปราณนต์จึงเอามอเตอร์ไซค์ที่รีสอร์ตขี่ไปตามหา แววขับรถตามไปกับพริบพราว แววเริ่มเห็นความเอาใจใส่ของปราณนต์ เขาถามชาวบ้านตลอดทาง แววนึกได้ว่าภูมิบ่นเพลียๆตั้งแต่เมื่อคืน พริบพราวเสียงดังใส่แม่ ทำไมเพิ่งมาบอก นี่มันข้อมูลสำคัญมาก แววใจหายเริ่มคิดถึงอุบัติเหตุ ปราณนต์ปรามพริบพราว

    “พราวๆไม่ใช่เวลามาโวยวายตอนนี้ ใจเย็นๆขึ้นรถแล้วขับตามผมมา อย่าใจร้อน”

    พริบพราวหันมาขอโทษแม่ที่เสียงดังใส่ แววรู้สึกว่าลูกเปลี่ยนได้เพราะปราณนต์...ปราณนต์ขี่รถไปตามทาง สังเกตเห็นข้างทางมีแนวหักของกิ่งไม้เป็นทางลงไป จึงโบกมือให้พริบพราวไปจอดรถที่ไหล่ทาง แววรีบลงจากรถมาดู ปราณนต์เห็นพริบพราวยังละล้าละลังก็เกรงจะไม่ปลอดภัยเพราะตรงนั้นเป็นทางลาดโค้ง จึงเอ็ดเสียงลั่นให้รีบขับรถไปจอดที่ไหล่ทางข้างหน้า แววทึ่งเห็นถึงความห่วงใยของเขาที่มีต่อลูกสาว

    พริบพราวจอดรถเสร็จก็วิ่งตามมาสมทบ ปราณนต์ไต่ลงไปสำรวจ เสียงเขาร้องเพราะลื่น พริบพราวตกใจร้องถามเป็นอย่างไรบ้าง ปราณนต์ไถลมาชนข้างรถ จึงเห็นว่ารถของภูมิตกลงมาจริงๆทั้งภูมิและพจน์สลบอยู่ ปราณนต์ตะโกนสุดเสียงบอกพริบพราวให้เรียกรถพยาบาลด่วน...

    ooooooo

    ด้านอวัศยา นั่งกินผลไม้อย่างละเลียด ลิปดางุ่นง่านร้อนใจอยากรู้ข้อตกลงของเธอที่บอกไว้เมื่อวาน อวัศยาแกล้งจนหนำใจแล้วจึงเริ่มบอกข้อตกลง

    คืออวัศยาต้องการจ่ายค่าเช่าห้องเดือนละสามพันบาท อ้างเขาจะได้ไม่โดนด่าฟรีๆ และเขามีสิทธิ์เข้ามาหยิบของในห้องนอนได้แต่ต้องขออนุญาตตนก่อน ลิปดาไม่ว่าอะไร อีกข้อ เธอจะซื้อของกินในส่วนของตัวเองมาใส่ตู้เย็นไว้ ลิปดาแย้งเขาจะทำอาหารให้เธอทุกวัน เธอจะทานหรือไม่ก็แล้วแต่ พลันอวัศยาเห็นผ้าพันแผลที่นิ้วเขาเยินๆ ก็รีบถามโดนอะไรมา เขาบอกว่าโดนค้อนแต่ให้จารวีทำแผลให้แล้ว เมื่อเช้าอาบน้ำจึงเยิน อวัศยาบ่นแล้วดึงมือมาทำแผลให้ใหม่

    ลิปดายิ้มเปรย “ทำกับข้าวไม่เป็นแต่ทำแผลเป็นก็โอเคนะ เอาใจแฟนด้วยการทำกับข้าวไม่ได้ อย่างน้อยก็ทำแผลให้เขาเวลาโดนมีดบาดก็ยังดี”

    “ผู้ชายก็คิดแค่นี้ อยากได้ผู้หญิงสำเร็จรูป ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่หน้าที่เมียยันคนรับใช้”

    “ผมไม่มายด์หรอกนะถ้าเมียผมจะทำกับข้าวไม่เป็น เพราะบังเอิญผมทำเก่ง” ลิปดาเถียง

    อวัศยาหมั่นไส้ประชดว่าเป็น มิสเตอร์เพอร์เฟกต์ ลิปดายิ้มๆถือเป็นคำชม...ลิปดาอดไม่ได้แย็บถามที่บอกว่าจะตัดใจจากปราณนต์พูดจริงหรือเปล่า อวัศยาโวยไม่ต้องมายุ่ง เขาถามอีก

    “งั้นยุ่งเรื่องอื่นก็ได้ ที่คุณเคยบอกว่าชอบปราณนต์เพราะเขาเสี่ยงชีวิตเพื่อคุณ คุณถึงรักเขา ผมว่ามันไม่ยุติธรรม เพราะอาจจะมีใครบางคนที่รักคุณแต่ไม่มีโอกาสจะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยคุณ เขาก็จะไม่มีวันได้ความรักจากคุณ มันไม่ยุติธรรมจริงๆ”

    อวัศยามองลิปดาเหมือนรู้สึกถึงสิ่งที่เขาสื่อ ใจเต้นรัวโต้ตนสวยขนาดจะมีผู้ชายมาเสี่ยงชีวิตหรือ ลิปดาสวน “อย่างน้อยก็ปราณนต์และก็ผม...ถ้าคุณรักปราณนต์ คุณก็น่าที่จะรัก...”

    อวัศยาเอาสำลีอุดปากให้ลิปดาหยุดพูด และว่าตนไม่ใช่สาวๆของเขาและไม่ใช่ของเล่น ว่าแล้วก็หนีเข้าห้อง ลิปดาพ่นสำลีออกจากปาก โมโหตัวเองคงจะจริงจังน้อยไป จึงคิดวิธีใหม่

    ooooooo

    อาการพจน์กับภูมิดีขึ้น แววจึงเล่าความดีของปราณนต์ให้ฟัง และแววก็ยอมให้ปราณนต์เรียกเธอว่าป้า เพราะถามไถ่ดูแล้วแม่เขาอ่อนกว่า ยอมให้พริบพราวคบกับเขาได้ เพราะเห็นแล้วว่าเขามีภาวะเป็นผู้นำที่ดียามคับขัน ที่สำคัญเขาทำให้พริบพราวเลิกเป็นเด็กใช้แต่อารมณ์ได้

    ทั้งปราณนต์และพริบพราวจูงมือกันเดินออกจากโรงพยาบาลด้วยความโล่งใจ เธอทึ่งไม่มีใครเคยทำให้แม่ยอมรับได้ในเวลาอันสั้น ปราณนต์เชื่อว่าเพราะความจริงใจของเขา พริบพราวหวาดหวั่นพานน้ำตาจะไหล กลัวเสียเขาไปเพราะความลับอัดอั้นในใจ

    บ่ายวันนั้น อวัศยาออกมาเจอกับศรันยูที่ร้านกาแฟ ศรันยูต่อว่าที่เธอพูดไม่ดีกับลิปดา และทำร้ายจิตใจเขาเกินไป ลิปดาไม่ใช่คนเจ้าชู้ เพียงแต่ยังไม่เจอคนที่ใช่ อวัศยารู้สึกว่าเพื่อนพูดเหมือนจารวี ศรันยูฟันธงแอบแขวะ “นั่นไง คนใกล้ชิดบอสพูดแบบนี้ถึงสองคน แกต้องเชื่อ แกอาจจะมองบอสผิด บางทีเขาอาจจะเป็นคนรักเดียวใจเดียว แต่บังเอิญคนที่บอสรักดันตาถั่ว มองไม่เห็นความรักที่อยู่รอบๆตัว บอสก็เลยแห้วหันไปควงเด็กๆแก้เซ็ง รอให้คนนั้นมองเห็นสักที”

    “แกต้องการจะสื่ออะไรกับฉันหรือเปล่า”

    “ใช่ แต่ฉันรู้ว่าแกเป็นคนดื้อ ถ้าฉันพูดซ้าย แกก็จะไปขวา ฉันบอกให้แกเดินหน้า แกก็จะถอยหลัง เพราะฉะนั้นฉันจะไม่พูดอะไรมาก นอกจากเห็นด้วยที่แกจะตัดใจจากปราณนต์ แต่ฉันไม่เห็นด้วยที่แกคิดว่าบอสเป็นคนเจ้าชู้และขายทองหยอดแกเล่นๆไปวันๆ แกเป็นคนฉลาดในการคิดวิเคราะห์ ลองใช้กับบอส สังเกตและวิเคราะห์เอาเอง แล้วแกก็จะรู้ว่าเขาคิดยังไงกับแก”

    อวัศยาเริ่มคิดหนัก...กลับมาที่คอนโด ลิปดาเขียนแบบห้องและทำเป็นโมเดลน่ารักให้เธอดูง่ายๆ บอกว่าไหนๆก็ต้องซ่อมแซมก็ตกแต่งใหม่เสียเลย เขาบรรยายพื้นที่ใช้สอยออกแบบจากนิสัยของเธอ อวัศยาแปลกใจว่าเขาใส่ใจรู้นิสัยเธอขนาดนี้เชียวหรือ ลิปดาถามเรารู้จักกันกี่ปี อวัศยาคิดแล้วบอกว่า 8 ปี ลิปดาบอกว่า 8 ปี 7 เดือน นับจากวันที่เธอมาสมัครงาน แถมจำได้ว่าเธอใส่ชุดอะไรในวันนั้น อวัศยาฟังแล้วอึ้ง ทำไมต้องสนใจตนขนาดนั้น ลิปดาตัดสินใจจะพูด

    “ที่ผมใส่ใจเพราะผม...ผม...”

    ทันใดประตูห้องเปิดผลัวะเข้ามา พายนางแบบสาวเซ็กซี่บุกมาต่อว่าที่เขาห่างหายไป พอเห็นอวัศยาใส่แว่นยืนหน้าตึงอยู่ก็โวย “ลิป! ยัยป้าวัยใกล้หมดประจำเดือนนี่เป็นใคร มายืนวัยทองอะไรอยู่ในห้องลิปคะ บอกมาเดี๋ยวนี้นะ อย่าบอกว่าลิปหนีหน้าพายเพราะอายที่มีเมียแก่”

    ลิปดาเอ็ดให้หยุดแล้วให้กลับไปอย่ามาที่นี่อีก พายโวยวายทำไมตนมาไม่ได้ แต่ยัยป้าแว่นนี่มาได้ลิปดาโพล่งขึ้น “เพราะเขาคือคนสำคัญของผม! และเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ผมยอมให้เข้ามาในห้อง” ลิปดามองหน้าอวัศยาเป็นการย้ำว่าจริง

    พายไม่อยากเชื่อ ลิปดาดันเธอออกจากห้องและปิดประตูใส่หน้า พายร้องกรี๊ดๆ ลิปดากลับมายืนตรงหน้าอวัศยาอยากจะอธิบาย แต่เธอยกมือห้ามไม่อยากฟังเพราะสับสนไม่รู้อะไรหลอกอะไรจริง เธอเดินเข้าห้องปิดประตู ลิปดาถอนใจ “เฮ้อ! ทำไมจังหวะนรกอย่างนี้วะเนี่ย”

    อวัศยาคิดทบทวนคำพูดของศรันยู ประมวลกับเหตุการณ์ที่เกิด หน้าแดงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

    ooooooo

    องศาไม่เลิกคิดจะเปิดบริษัทแข่งกับลิปดา ดอดมาชวนแสนดีไปทำงานด้วยในตำแหน่งมาร์เก็ตติ้ง แสนดีดีใจมากเพราะเบื่องานเอกสารเต็มทน และคิดว่าตนจะได้ดีกว่าอยู่นารากร องศาเลียบเคียงถามเรื่องพริบพราว แสนดีบอกว่าเธอคงไม่มาเพราะเพิ่งเป็นแฟนกับปราณนต์

    “ผมเข้าใจว่าเขาเป็นแฟนกันมานานแล้วซะอีก” องศาฉงน

    “โนๆๆ น้องพราวกับน้องณนต์เข้างานมาพร้อมกัน เป็นทั้งคู่กัด คู่แข่งกัน จะฆ่ากันตาย เพิ่งจะตกลงปลงใจเป็นแฟนกันเมื่อไม่กี่วันมานี้เองค่ะ”

    เป็นข้อมูลใหม่ที่องศาเพิ่งรู้ว่าที่ผ่านมาเป็นเพียงการเล่นละครตบตาตนกับรุ้งลดาเท่านั้น...แสนดีสุดปลื้มคาดหวังอนาคตข้างหน้าที่ตนจะได้เป็นมาร์ฯต้องรุ่ง จึงชวนลิลลี่ออกจากนารากรไปทำงานกับองศาด้วยกัน ลิลลี่ไม่อยากเสี่ยงขอรอดูก่อน ถ้าแสนดีไปได้ดีค่อยมาชวนใหม่

    เมื่อครอบครัวพริบพราวยอมรับในตัวปราณนต์แล้ว เปรี้ยวจึงคิดว่าทางนั้นยังชวนหลานเราไปเจอที่เขื่อน

    ตกปลา เราก็ต้องชวนพริบพราวมาเจอที่ตลาดบ้าง ปุ้มกับปราณนต์แปลกใจป้าจะแกล้งอะไร เปรี้ยวรีบบอกไม่ต้องห่วงตนไม่ใช่คนนิยมความรุนแรง แค่อยากรู้ว่าคุณหนูอย่างพริบพราวจะเดินตลาดนัดชานเมืองได้หรือไม่

    พอปราณนต์มาบอกพริบพราว เธอตกลงแถมย้ำสบายมาก พริบพราวทำเป็นถือหนังสือนิยายสืบสวนสอบสวนให้ปราณนต์เห็นว่ากำลังอ่านติดงอมแงม เขาเห็นแล้วย้ำคำพูดของแอบรักว่า...ชีวิตยังซับซ้อนไม่พอ ถึงชอบอ่านนิยายแบบนี้ ดูหนังวันธรรมดาก็ต้องแอ็กชั่นหรือหนังผี แต่ถ้าวันหยุดจะดูหนังตลก พริบพราวหัวเราะเออออและทำทีชวนเขาไปดูหนังวันหยุดนี้ เธอรู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกินที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง

    พริบพราวเอาพอร์ตลูกค้าใหม่จะมาส่งให้แสนดี จึงได้ยินที่แสนดีชวนลิลลี่ไปทำงานกับองศา เธอครุ่นคิดด้วยความแปลกใจ...ส่วนองศาต้องการเปิดบริษัทให้ได้ ขอยืมเงินพ่อกับแม่สิบล้าน ทั้งสองไม่มีให้และไม่เชื่อว่าลูกจะทำได้อย่างลิปดา เขาโกรธและยิ่งเคียดแค้นลิปดามากขึ้น

    องศากลับมาบอกรุ้งลดาจะเอาคอนโดไปจำนอง เธอพยายามเตือนว่างานธนาคารที่ทำอยู่ก็ดี เงินเดือนเป็นแสน ถ้าไม่พร้อมจะดิ้นรนเปิดบริษัทอีกทำไม องศาโวยถ้าอยากคบกันต่อไปก็อย่าค้าน รุ้งลดาหน้าเสียเริ่มเครียดอนาคตจะไม่เป็นดั่งหวัง

    ooooooo

    และแล้ว ในวันหยุดที่พริบพราวกับปราณนต์ออกเดตกัน พริบพราวเอารูปถ่ายพ่อกับพี่ชายชูสองนิ้วให้เห็นว่าหายแล้วและขอบคุณปราณนต์ที่ช่วยชีวิต ครอบครัวเธอเข้าใจกันมากขึ้น พริบพราวปลื้มใจบีบจมูกปราณนต์อย่างหมั่นเขี้ยว เขาจึงทำกลับเธอบ้างอย่างเอ็นดู

    “ขอบคุณมากนะพราว...ขอบคุณที่รักผู้ชายอย่างผม”

    พริบพราวอึ้งกับความจริงใจของปราณนต์และรู้สึกผิดจนน้ำตาพานจะไหล...ทั้งสองเข้าโรงหนังดูหนังผี พริบพราวมีความสุขที่ได้ใกล้ชิดปราณนต์ แต่ก็ต้องหวาดกลัวเพราะกลัวผี...

    ลิปดากลัดกลุ้มมานั่งดื่มในร้านเหล้า คุยโทรศัพท์ปรับทุกข์กับจารวี ว่าตนกำลังจะบอกรักอวัศยา แต่พายเข้ามาขัดจังหวะและทำทุกอย่างพังหมด จารวีแนะนำให้เลิกดื่มแล้วกลับไปพูดความจริงกับอวัศยา อย่าปอดแหก และบอกอีกว่าตอนนี้เจมส์กำลังไข้ขึ้น ตนต้องรีบเช็ดตัวให้ลูก ลิปดาจึงฝากบอกเจมส์ว่าแล้วตนจะไปเยี่ยม พอวางสาย ลิปดาคิดหนักดื่มย้อมใจอีกสองสามแก้ว

    ด้านอวัศยางุ่นง่านที่ดึกดื่นแล้วลิปดายังไม่กลับ ไม่ทันไร รปภ.โทร.ขึ้นมาบอกว่าลิปดาเมาหลับอยู่ที่โซฟา เธอตกใจรีบลงมาประคองเขาอย่างทุลักทุเลกลับขึ้นห้อง...ด้วยความที่ลิปดาตัวใหญ่ อวัศยาต้องทั้งดันทั้งถีบตัวเขาให้เข้าไปในลิฟต์ และยันตัวเขาให้ยืนติดผนังเพื่อกดลิฟต์ เขาเอาหน้าซุกกับซอกคอเธอ พอดีมีป้าคนหนึ่งจะเข้าลิฟต์เห็น โวยวายว่าทั้งสองทำบัดสี อวัศยาพยายามอธิบายแต่เธอไม่ฟัง อวัศยาทั้งโกรธทั้งอายลากลิปดากลับถึงห้อง เหวี่ยงลงบนโซฟาอย่างเหนื่อยหอบ แล้วโวยวายว่าเขาไปเที่ยวสนุกกับสาวจนเมาไม่เป็นท่า

    ลิปดาปฏิเสธเสียงอ้อแอ้ว่าไม่จริงและไม่ได้เมา แถมหาว่าอวัศยาหึง เธอหน้าแดงโวยว่าไม่ได้หึง ลิปดาท้าถ้าไม่หึงก็ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ที เขาเหม็นตัวเอง ว่าแล้วก็ถอดเสื้อตัวเองออก

    “เฮ้ย! บอสทำไรเนี่ย บอสจะมาแก้ผ้าตรงนี้ไม่ได้นะ” อวัศยาพยายามดึงเสื้อไม่ให้ถอด

    ทั้งสองนัวเนียใกล้ชิดกัน ลิปดายื่นหน้ามาติดแก้มเธอ อ้อแอ้ว่าช่วยหยิบชุดใหม่ให้ที อวัศยาจึงผละเข้าห้องไปค้นในตู้ ไม่ทันไรได้ยินเสียงคนล้มบนเตียง หันมาเห็นลิปดาตามเข้ามานอนบนเตียง เธอโวยวายให้เขาเปลี่ยนเสื้อแล้วรีบออกไป เขากลับดึงเธอลงมากอดถามลืมปราณนต์ได้หรือยัง เธอชะงักใจเต้นรัวจะมาถามทำไมตอนนี้

    “เอาน่า...ตอบมา ลืมไปถึงไหนแล้ว...ลืมได้หรือยัง”

    “ฉันไม่ได้มีสวิตช์เปิดปิดนะ อยากลืมกดปิดแล้วลืมง่ายขนาดนั้น”

    ลิปดาเสนอว่าตนมีวิธีช่วย “ผมเล่นกลเป็นอยู่อย่างนึง ใช้สะกดจิตให้คนลืม ลืมได้ทันทีแบบนี้เลย...” อวัศยากำลังจะถามว่าทำอย่างไร ลิปดารวบตัวเธอไปจูบอย่างอ่อนโยนและอบอุ่นนิ่งนานจนใจอวัศยาเต้นโครมครามเหมือนโลกแทบหยุดหมุน พอรู้สึกตัวก็ผลักเขาออก

    “นี่คุณทำอะไร ปล่อยฉันนะ อย่ามาทำแบบนี้กับฉัน ฉันไม่ใช่คู่ขาสาวๆของคุณ!”

    ลิปดายิ่งกระชับอ้อมกอด “แน่นอนอยู่แล้ว คุณไม่ใช่...เหมือนพวกเขาอยู่แล้ว...สำหรับผม คุณไม่เหมือนใครเลย ไม่เหมือนและเอาไปเปรียบกับใครก็ไม่ได้...ผมพูดจริง อาจจะดูดีเกินไปแต่ไม่เกินความจริง คุณเป็นคนพิเศษ เป็นคนสำคัญ เป็นทุกอย่างของผมนะ...ศยา

    คุณคนเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้” อวัศยา ใจอ่อนยวบ ลิปดาขอร้องขอนอนกอดเธออยู่แบบนี้

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง
    27 ต.ค. 2564

    06:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 09:38 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์