ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

แค้นเสน่หา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

กว่าสองพี่น้องจะผละจากกันก็กินเวลาหลายนาที ฉัตต์โล่งใจที่น้องปกติดีทุกอย่าง ไม่เศร้าซึมจนหนีกลับบ้านเหมือนที่กังวล จริมาปาดน้ำตาและตลกกลบเกลื่อนจนฉัตต์อดหัวเราะไม่ได้ พิสินีที่ตามมาด้วยได้แต่ยืนรอห่างๆ มองสองพี่น้องด้วยแววตาไตร่ตรอง

เมื่อเห็นว่าทักทายกันพอสมควรแล้วพิสินีจึงเดินไปหาสองพี่น้อง จริมามองหญิงสาวท่าทางสะสวยด้วยแววตาเป็นคำถาม ฉัตต์รีบแนะนำว่าเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย ถึงกระนั้น...ท่าทางสนิทสนมกับพี่ชายของหญิงสาวคนนี้ก็ดูขัดตาอย่างประหลาด จริมาไม่ชอบใจแต่เลือกนิ่งเฉยและชวนพี่ชายกับเพื่อนสาวเข้าห้องพัก

พิสินีรับรู้ได้ถึงบรรยากาศอึมครึม เธอยิ้มน้อยๆและบอกตัวเองให้อดทนเพราะเชื่อว่าคงเอาชนะใจสองพี่น้องได้ไม่ยาก จริมาหมั่นไส้แต่คิดว่าต้องดูท่าทีกันต่อเลยเก็บอาการและหันไปถามพี่ชายถึงเรื่องคุณชายศักดินา

“ชายเดียวเรียนสาขาเดียวกับเด็กของริมา...คงเข้าขากันดี”

“เกลียดเขาจนไม่อยากออกชื่อเลยหรือพี่ฉัตต์”

จริมาชักสีหน้าเมื่อได้ยินพี่ชายพูดแดกดันเพื่อนรัก ตัดพ้อด้วยความโมโห ฉัตต์พยายามง้อแต่จริมาก็ไม่หายเคือง พิสินถามถึงรุ้ง ฉัตต์เลยเฉไฉว่าเป็นแค่เด็กในบ้านจนจริมาปรี๊ดแตก ฉัตต์ไม่ถือสาแถมเย้ากลับจนจริมารู้สึกผิด

“ขอโทษที่เสียงดังค่ะคุณบัว...ริมารักรุ้ง ไม่อยากให้พี่ฉัตต์พูดถึงแบบนี้”

ฉัตต์โยกหัวน้องสาวอย่างรักใคร่ หันไปเล่าเรื่องพิสินีว่าเป็นลูกสาวของหลวงวิเศษเพื่อนสนิทของพจน์ จริมาอึ้งไปอึดใจเพราะวางหน้าไม่ถูก แต่เมื่อตั้งตัวได้ก็หาทางลากพิสินีไปข้างนอกและสอบถามเรื่องพ่อ และก็จริงดังคาด ลูกสาวนายตำรวจใหญ่รู้ทุกอย่างจากทางบ้านแต่รับปากไม่บอกฉัตต์เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว

“แต่สักวันคุณฉัตต์ก็ต้องรู้ เขาจะเรียนต่อปริญญาโทแต่บัวไม่เรียน จะขอใบอนุญาตทำงานจนกว่าเขาจะเรียนจบ คุณริมาไม่ต้องเป็นห่วงพี่ชายนะคะ...บัวจะดูแลเอง”

“ของอย่างนี้แล้วแต่คุณบัวจะบอกพี่ฉัตต์เถอะค่ะ พี่ฉัตต์รู้วันนี้หรือวันไหนก็เกิดพายุใหญ่อยู่ดี”

“บัวไม่บอกหรอกค่ะ แค่อยากให้รู้ว่าเกิดอะไรก็ไม่ต้องห่วงเพราะคุณฉัตต์จะมีบัวเคียงข้างเสมอ”

“ริมาแค่จะบอกว่าพี่ฉัตต์มีคนที่ครอบครัวมั่นหมายไว้แล้ว คุณบัวคงต้องพยายามเป็นสองเท่านะคะ”

จริมาเก็บความหนักใจเรื่องพิสินีไปเขียนระบายกับรุ้ง เป็นห่วงเพื่อนสาวที่อาจโดนแย่งของรักโดยไม่รู้ตัว

“เขาต่อรองกับริมาว่าจะคบกับพี่ฉัตต์ ริมาจะต้อง ไม่ขวางเขาเพราะเขากำความลับเรื่องพ่อไว้”

รุ้งที่ได้อ่านจดหมายในหลายวันถัดมา อดใจเสียไม่ได้แต่พยายามทำใจให้สงบ

“เขามาเหนือเมฆมากนะรุ้ง เป็นคนลึกล้ำ คิดอะไรซับซ้อนและมีแผนการตลอด พี่ฉัตต์จะทันเขาหรือเปล่าไม่รู้แต่ริมาน่ะตีวงกั้นเอาไว้แล้วเรียบร้อย...รุ้งไม่ต้องห่วงหรอก”

รุ้งยิ้มเยาะตัวเองแล้วหยิบกระดาษมาเขียนตอบ “รุ้งไม่ห่วงหรอกริมา...แต่ขอออกความเห็นหน่อยนะเพราะกลัวริมาจะเหนื่อยเปล่า ริมาทำแบบนั้นถามคุณฉัตต์หรือยังว่าอยากให้ริมาขัดขวางไหม เขาเป็นแฟนกันนะอย่าลืม”

เธอถอนใจเบาๆแล้วอ่านทวนอีกหลายรอบ สุดท้ายก็ตัดสินใจขยำทิ้งแล้วเขียนใหม่โดยไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย!

ooooooo

ที่บ้านปัณณธร สมาชิกทุกคนหารือกันเรื่องเงินทุนเปิดร้านอาหาร รุ้งเสนอว่าคงต้องดึงเงินค่าเล่าเรียนของฉัตต์กับจริมามาใช้ก่อนแล้วค่อยหามาคืนเมื่อร้านเริ่มอยู่ตัว คุณหญิงเพ็งหนักใจแต่เพื่ออนาคตและความอยู่รอดจึงยอมเสี่ยง

จันทร์ต้องรับบทหนักเป็นแม่ครัวใหญ่ ส่วนรุ้งได้รับอนุญาตให้ช่วยเฉพาะหลังเลิกเรียน สาวน้อยยินดีช่วยอยู่แล้วแต่ในใจยังกังวลถึงฉัตต์เหลือเกิน...ถ้าเขากลับมาเห็นบ้านกลายเป็นร้านอาหารจะเกิดอะไรขึ้น

ทำมาทำไปกิจการร้านอาหารของครอบครัวปัณณธรเป็นไปได้ด้วยดี ทุกคนช่วยกันออกความเห็นและลงมติใช้ชื่อร้านว่าสวนราตรีตามชื่อภรรยาเก่าของพจน์ ลูกค้าชื่นชอบอาหารชาววังและบอกต่อจนร้านได้รับความนิยมในเวลาไม่นานนัก เหล่าคนงานก็กำลังใจดีขึ้น แต่เพราะกิจการรุ่งเรืองทำให้จันทร์ต้องกำหนดมาตรฐานและออกกฎให้ปฏิบัติตาม

“ข้อหนึ่ง...ทุกอย่างต้องสะอาดเหมือนเราทำกิน

ที่บ้าน ผักทุกชนิดต้องล้างหลายๆน้ำจนแน่ใจว่าสะอาด โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องปรุงและช้อนส้อม...พวกนี้ต้องสะอาดที่สุด” ทุกคนรับฟังอย่างตั้งใจ “ข้อสอง...ฉันอยากให้ทุกคนทำงานอย่างมีความสุขเพราะสีหน้าเราจะบอก แขกเห็นแล้วก็จะสุขตาม ถ้าใครทำงานไม่มีความสุข...บอกฉัน เราจะคุยกัน”

ร้านอาหารสวนราตรีได้รับความนิยมจนลูกค้าแน่นขนัดทุกวัน ทุกคนยกเว้นคุณหญิงเพ็งฝึกฝนวิชา

ในครัวกันอย่างขะมักเขม้น โดยเฉพาะรุ้งที่เรียนรู้การทำอาหารสูตรต่างๆของแม่ได้รวดเร็วจนกลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญนอกเหนือจากตำแหน่งผู้จัดการร้าน จันทร์ภูมิใจในตัวลูกมากแต่ก็กลัวจะเหนื่อยจนไม่มีแรงเรียน

“ลูกไหวอยู่แล้วจ้ะ เราทำเต็มที่แล้ว ไม่มีคนกินลูกก็จะยอมรับ” จันทร์กอดลูกด้วยความปลื้มใจ

“แต่เราต้องทำให้ได้นะแม่ เงินคุณย่าหมดไปตั้งเยอะเพื่อทำร้าน แล้วไหนจะเงินลงทุนในช่วงแรกอีก”

เมื่อท่านหญิงแขไขเจิดจรัสได้ยินชื่อเสียงร้านสวนราตรีก็ตัดสินใจแวะมาเพื่อพิสูจน์บางอย่าง จันทร์เห็นเรือของวังรังสิยาแต่ไกลจึงบอกให้ยอดหลบไปก่อน ท่านหญิงเสด็จพร้อมคุณชายศักดินา คุณหญิงเพ็งรีบ

ออกไปต้อนรับและพาชมสวนรอบบ้านระหว่างรอเวลาตั้งโต๊ะเสวย

“คุณหญิงได้แม่ครัวมาจากไหน ได้ข่าวว่าทำอาหารชาววังเก่งและอร่อยมาก”

“อ้อ...ลูกสาวเพคะ เขาเก่ง”

“คุณหญิงส่งลูกสาวไปเรียนทำอาหารที่ไหนหรือ”

“เรียนเองเพคะ เพื่อนๆหม่อมฉันก็สอนบ้างและอ่านจากตำราบ้างเพคะ”

ขณะนั้นชายเดียวไปนั่งรอด้านในโดยมีจันทร์ดูแลไม่ห่างเพราะอยากใกล้ชิดลูกชาย ราชนิกุลหนุ่มพูดคุยอย่างสนิทสนมเพราะคุ้นเคยกันตั้งแต่เด็ก อดีตหม่อมอดปลื้มไม่ได้ ตัดสินใจถามถึงสาเหตุที่เขาเลือกเรียนหมอ

“ผมตั้งใจแต่เด็ก เห็นท่านพ่อเจ็บบรรทมอยู่

แต่พระที่ตลอด ท่านแม่ถึงไม่เป็นไรแต่ก็ชันษามากขึ้นเรื่อยๆ ผมคิดว่าต้องเป็นหมอเพื่อดูแลท่านครับ ท่านพ่อสิ้นเสียก่อนแต่ผมต้องดูแลท่านแม่ต่อไป”

ฟังแล้วจันทร์กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร้องไห้จนชายเดียวแปลกใจ

“คุณน้าครับ...ขอโทษนะครับ คุณน้าก็มีรุ้งเหมือนกัน เธอเป็นลูกสาวที่น่ารักของคุณน้า เธอคงคิดแบบผมที่เรียนพยาบาลก็เพื่อดูแลคุณย่ากับคุณน้า”

จันทร์สะเทือนใจมาก สองพี่น้องช่างเหมือนกันจนน่าตกใจ แม้แต่สาเหตุที่เลือกเรียนก็ยังทำเพื่อคนอื่นโดยไม่ห่วงตัวเอง...ท่านหญิงแขไขเสด็จมาถึงที่โต๊ะพอดีอดีตหม่อมจึงต้องถอยฉากและเข้าไปเตรียมอาหารในครัว

ooooooo

อาหารชาววังฝีมือจันทร์ทำให้ท่านหญิงรับสั่งชมไม่ขาดปาก แต่อดีตหม่อมก็ไม่ภูมิใจแม้แต่น้อย สายตาเพ่งพินิจของท่านหญิงทำให้รู้สึกตะครั่นตะครอตามเนื้อตัวอย่างบอกไม่ถูก ชายเดียวไม่รู้เรื่องหยิบโน่นตักนี่ให้ท่านแม่ จันทร์เฝ้ามองด้วยแววตาร้าวรานอิจฉาท่านหญิงเหลือเกินที่ได้รับความรักและความเอาใจใส่จากลูกชายของเธอ

ท่านหญิงที่จับสังเกตอาการจันทร์อยู่ตลอด

เห็นท่าทางซึมๆเลยแกล้งทักเพราะอยากดูปฏิกิริยา

“อาหารอร่อยมาก...ที่วังท่านชายมีต้นเครื่องคนหนึ่ง...เขาทำอาหารเก่งและถ่ายทอดวิชาให้หลานสาว ต่อมาหลานสาวคนนั้นก็กลายมาเป็นหม่อมของเจ้าพี่” ท่านหญิงยิ้มน้อยๆแล้วมองจันทร์นิ่งๆ อดีตหม่อมได้แต่หลบตาและฝืนทำสีหน้าปกตินิ่งฟังต่อไป “ไม่มีใคร

รู้หรอก...เขาอยู่ในวังนั่นแหละแต่ไม่มีใครกระโตกกระตาก ส่วนฉัน...จะทำอะไรได้เพราะเกิดเป็นหญิง ที่เขาพูดกันว่าน้ำท่วมปากก็เป็นแบบนี้นี่เอง ฉันรู้ดีเชียวล่ะ”

“ท่านแม่...ชายไม่ทราบเลยค่ะว่าท่านพ่อทรงมีหม่อมอื่น แล้วตอนนี้หม่อมคนนั้นไปไหนแล้วคะ”

“ถึงแม้จะดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ไปไหนแต่เขาก็ตายไปแล้ว...ตายไปจากวังรังสิยา”

ชายเดียวโล่งใจที่ไม่ต้องเจอให้ลำบากใจ ท่านหญิงจึงแกล้งถามว่าเขาจะทำยังไงถ้ามีโอกาสเจออดีตหม่อม

“ชายไม่ทำอะไรเขาหรอกค่ะเพราะเป็นเรื่องของท่านพ่อกับเขาคนนั้น ชายเป็นลูกจะก้าวก่ายเรื่องของท่านหรือแม้แต่กับคนที่ยอมทำผิดกับท่านพ่อไม่ได้หรอกค่ะ”

จันทร์นิ่งไป ท่านหญิงชักสีหน้าย้อนถามเสียงขุ่นว่าลูกชายจะไม่ทำอะไรเลยหรือ

“ค่ะ...ชายจะไม่ทำอะไรแต่ชายคงเกลียดเขาเพราะเขาทำร้ายท่านแม่ ชายคงเลี่ยงไม่พูดและไม่มองหน้าเขา ชายจะไม่ลงโทษแต่ก็จะไม่ยกโทษให้ เขาจะเหมือนฝุ่นละอองที่ลอยไปมา...ไม่มีความหมายในสายตาชาย”

ท่านหญิงอ้าแขนโอบกอดลูกชายด้วยความรัก ในขณะที่จันทร์น้ำตารื้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ สะเทือนใจเหลือเกินที่ได้ยินลูกพูดถึงด้วยน้ำเสียงเย็นชา ชายเดียวไม่รู้เรื่อง เห็นจันทร์ร้องไห้ก็คิดเอาเองว่าเธอคงเห็นใจ เอ่ยปากขอบคุณในน้ำใจและขอตัวพาท่านแม่กลับวังเพราะออกมานานพอสมควร ท่านหญิงเกาะแขนลูกชายแต่ไม่วายส่งสายตาลึกล้ำบางอย่างให้จนจันทร์ใจไม่ดี สังหรณ์ว่าเธอคงสงสัยแต่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้เท่านั้น

ท่านหญิงอารมณ์ดีที่ได้แดกดันจันทร์ ระหว่างทางเดินกลับจึงถือโอกาสถามเรื่องคาใจจากคุณหญิงเพ็งว่าทำไมรุ้งถึงเรียกคุณหญิงว่าย่าแทนที่จะเป็นยายอย่างที่ควรจะเป็น คุณหญิงเพ็งนิ่งไปอึดใจแล้วตัดสินใจตอบ

“ควรจะเป็นอย่างนั้นเพคะ แต่เด็กๆชอบเรียกตามกัน หม่อมฉันเลยไม่ว่าอะไร”

ท่านหญิงแสร้งพยักหน้ารับแต่ในใจไม่เชื่อแม้แต่น้อย...ฝากไว้ก่อนเถอะ ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเรื่องจริงมันเป็นยังไง!

เวลาเดียวกันที่วังรังสิยาก็ได้ต้อนรับคุณหญิงทอแสงรัศมีที่มาเยี่ยมชายเดียวแต่คลาดกันเพราะเขาพาท่านแม่ไปร้านสวนราตรี ผ่องพยายามบอกให้รออย่างสงบแต่ไม่ค่อยได้ผลแถมถูกด่าอย่างหยาบคายจนบ่าวเก่าแก่ทนไม่ไหว ขอตัวไปทำงานและเก็บไปบ่นกับพวกพ้องที่ห้องครัว กว่าครู่ใหญ่ผ่องจึงออกไปรอที่ท่าน้ำเพราะได้ยินจากสนว่าท่านหญิงเสด็จกลับมาพร้อมคุณชาย

ฝ่ายคุณหญิงทอแสงเมื่อได้ยินญาติหนุ่มรับสั่งกับท่านแม่เรื่องรุ้ง ก็รู้สึกเจ็บร้าวไปทั้งอก เขาเอ่ยถึงสาวน้อยศัตรูหัวใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและทูลว่าอยากให้เธอมาทำอาหารที่วังบ่อยๆหรือมาอยู่ด้วยกันเลยก็ยิ่งดี ผ่องยิ้มรับด้วยความเอ็นดู ต่างจากคุณหญิงที่กำหมัดแน่นด้วยความแค้นใจ...แกไม่มีวันแย่งพี่ชายไปจากฉันได้หรอกนังรุ้ง!

ooooooo
คุณหญิงทอแสงโกรธชายเดียวมากที่ชื่นชมรุ้งออกนอกหน้าจึงตามไปเอาเรื่องถึงในตำหนักตามประสาคนไม่ยอมแพ้ ชายเดียวเอือมระอาแต่ไม่อยากทำให้เป็นเรื่องใหญ่จึงเฉไฉกลบเกลื่อนแต่ไม่ได้ผล

“พี่ชายพูดเองหญิงได้ยิน พี่ชายรักมันทำไม...ทำไมพี่ชายเห็นมันดีกว่าหญิง หญิงรักพี่ชาย”

ชายเดียวอึ้งไปอึดใจ รู้อยู่ตลอดว่าญาติสาวรู้สึกยังไงแต่ไม่คิดว่าจะกล้าพูด “หญิงคะ...เรายังเด็ก อย่าเพิ่งคิดเรื่องรักเรื่องใคร่เลย เรายังต้องเรียนหนังสือ พี่อยากให้หญิงสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ พอจบปริญญา...”

“ไม่...พี่ชายไม่ต้องพูดเรื่องเรียน หญิงจัดการของหญิงเอง พูดเรื่องพี่ชายเถอะ...ทำไมต้องรักอีรุ้ง หญิงไม่เคยคิดว่ามันเป็นเพื่อน มันเป็นศัตรูตลอดชาติ ไม่มีวันดีด้วย คนอย่างมันขอให้ตายเร็วๆ”

ชายเดียวอึ้งมาก ไม่คิดว่าญาติสาวจะพูดถึงเพื่อนได้หยาบคายขนาดนี้

“ถ้ายังคิดอะไรเลวๆแบบนี้ก็อย่ามาพูดกัน แล้วอย่าคิดทำร้ายรุ้งเพราะเขาเป็นคนดี เธอทำอะไรเขาไม่ได้หรอก”

คุณหญิงถึงกับเลือดขึ้นหน้า ผลุนผลันกลับวังอย่างหัวเสีย เมื่อเจอท่านหญิงปั้นซึ่งซื้อข้าวของมาเยี่ยมก็ทำกิริยาปั้นปึ่งใส่จนโดนเอ็ด แต่ราชนิกุลสาวก็ไม่ยี่หระ ทูลลาและขอขึ้นห้องไปด้วยท่าทีเฉยเมย ท่านหญิงปั้นเตือนให้อบรมเสียบ้างแต่ท่านชายวรจักรก็ยังนิ่งจนท่านหญิงเล็กทนไม่ไหว

“ขอหญิงพูดสักครั้งเถอะค่ะพี่หญิง หญิงไม่เคยพูดอะไรเลย ทุกอย่างเกี่ยวกับลูกสาวคนนี้ เจ้าพี่วรจักรเป็นคนตัดสินทัยทุกอย่าง หญิงไม่เคยมีเสียง ทรงตามทัยมากถึงได้เอาแต่ใจตัวขนาดนี้”

ท่านหญิงปั้นถอนใจยาว ส่วนท่านชายวรจักรได้แต่ส่ายหน้าพร้อมส่งสายตาเคืองๆไปทางภรรยา

“นี่ยังน้อยไปนะคะพี่หญิง...ถ้าเขาไม่พอใจแม่ เขาก็จะกระทืบเท้าใส่ ทั้งเถียงและกระแทกโน่นนี่ เขาไม่เคยคิดเลยว่าหญิงเป็นแม่!”

ความแค้นของคุณหญิงทอแสงทำให้เธอไม่ลังเลที่จะส่งจดหมายไปหาฉัตต์เพื่อแจ้งข่าวเรื่องการเสียชีวิตของพจน์ ราชนิกุลสาวเล่าเสริมเติมแต่งเอาเองว่ารุ้งเป็น

ต้นคิดทั้งเรื่องพจน์และเรื่องทำร้านอาหารจนฉัตต์ที่ได้อ่านจดหมายไม่กี่วันต่อมาถึงกับมือสั่น หยิบรูปรุ้งในลิ้นชักโยนทิ้งอย่างไม่ไยดี...เธอกล้าทำขนาดนี้เชียวหรือ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!

จดหมายจากบุคคลนิรนามทำให้ฉัตต์แทบคลั่ง หลบหน้าผู้คนและไม่ยอมไปเรียนจนพิสินีหนักใจ เธอไปหาเขาถึงห้องในวันหนึ่ง สะดุ้งตกใจเมื่อโดนเขาซักไซ้เรื่องพจน์เพราะแน่ใจว่าเธอรู้ทุกอย่างแต่ไม่ยอมบอก แถมพาลไปถึงจริมาซึ่งเขาเชื่อว่ารู้เรื่องแต่เก็บเงียบ แม้เธอจะแก้ต่างให้เท่าไหร่เขาก็ไม่ฟัง

“ฉัตต์คะ...ใจเย็นๆไว้ก่อนนะคะ บัวว่าต้องมีเหตุผลจำเป็นบางอย่าง”

“ผมรับไม่ได้...สังเกตเหมือนกันว่าก่อนผมมาเมืองนอก คุณพ่อมอบสิทธิ์ขาดให้คนคนหนึ่ง ผมสังหรณ์อยู่แล้ว...รู้ว่าคนที่มามือเปล่าต้องพยายามกอบโกยให้มาก ที่สุด ตอนนี้คุณพ่อเสียแล้ว เสียเพราะอะไร เสียเพราะใคร”

ท่าทีแข็งกร้าวทำให้พิสินีนึกกลัว เธอพยายามถามว่าใครคือผู้ต้องสงสัยแต่ไม่ได้คำตอบ หญิงสาวได้แต่โอบกอดเขาด้วยความเห็นใจ ฉัตต์ยอมให้ปลอบครู่ใหญ่จึงผละจากไปดื้อๆเพราะต้องเตรียมตัวกลับเมืองไทยอย่างเร่งด่วน!

หลังไปส่งฉัตต์กลับเมืองไทย ในอีกหลายวันต่อมา พิสินีก็รีบไปหาจริมาเพื่อแจ้งข่าวร้าย เล่าเรื่องจดหมายปริศนาที่บอกเรื่องราวทางเมืองไทยแต่ไม่ยอมลงชื่อ

จริมาถอนใจหนักหน่วง เดาได้เลยว่าพี่ชายต้องอาละวาด หนักแน่

“ก็เพราะอย่างนี้ โกรธแล้วทำอะไรๆก็ได้ แม้แต่สิ่งที่ไม่น่าทำ แต่จะโกรธแค่ไหนริมาก็ไม่สนแล้ว”

“เขาว่าเหมือนมีคนเสี้ยมสอนคุณพ่อ”

“จะบ้าหรือ...ขอโทษค่ะ คุณพ่อเป็นผู้พิพากษานะ ใครจะมาเสี้ยมท่านได้ ดูถูกแม้กระทั่งพ่อตัวเอง” จริมาพยายามสงบสติอารมณ์ “ฝากคุณบัวไปบอกพี่ชายริมาด้วยว่า...เขาคิดผิดมาก คนคนนั้นช่วยครอบครัวเรามาตลอด เขาเหมือนแม่ที่ริมาไม่เคยมี ถ้าให้เลือกพี่ชายคนเดียว...ริมาไม่สนหรอกค่ะ”

พิสินีพูดไม่ออก ไม่คิดว่าเรื่องทุกอย่างจะซับซ้อนขนาดนี้ ส่วนจริมาอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมาอีก ได้แต่สูดหายใจลึกเพื่อเรียกสติ “แล้วเขาไม่เคยคิดหรือไงว่าโตมาถึงขนาดนี้ ใครกันที่ทำให้ทุกอย่าง...สุดท้ายเรื่องแค่นี้ก็ไปโทษเขา ฝากไปบอกเขาด้วยแล้วกันค่ะว่าอยากทำอะไรก็...เชิญตามสบายเลย”

“แต่...คุณฉัตต์กลับเมืองไทยไปแล้วเมื่อเช้านี้”

จริมาอ้าปากค้าง นึกเป็นห่วงทางบ้านโดยเฉพาะรุ้งที่คงเป็นที่ระบายความโกรธของพี่ชายเหมือนตอนเด็กๆ

วันเดียวกันที่เมืองไทย คุณหญิงทอแสงตัดสินใจแน่วแน่จะไปอยู่กับท่านป้าและชายเดียวที่วังรังสิยา เก็บกระเป๋าและข้าวของจำนวนหนึ่งเดินผ่านหน้าท่านหญิงเล็กที่มองมาด้วยความแปลกใจ ครั้นพอทราบเรื่องก็พยายามรั้งแต่ไม่ค่อยได้ผล

“ถ้าจะไปก็ต้องพูดกันให้รู้เรื่อง ท่านป้าแขไขไม่เคยมีรับสั่งให้หญิงไปอยู่ด้วย วังนั้นมีชายเดียวคงไม่งาม”

“ท่านแม่...หญิงไม่ได้จะไปปล้ำพี่ชายซะหน่อย รับสั่งแบบนี้ทุกครั้ง หญิงฟังจนเบื่อ...เบื่อด้วยงงด้วยว่าท่านแม่คิดว่าผู้หญิงผู้ชายอยู่ที่เดียวกันแล้วจะต้องมีอะไรกันตลอดเวลาหรือคะ”

สองแม่ลูกยื้อยุดกันจนท่านหญิงปั้นที่เสด็จมาเยี่ยมต้องเป็นฝ่ายห้ามทัพ คุณหญิงทอแสงสบโอกาสรีบทูลลาแล้วออกจากวัง ทิ้งท่านหญิงเล็กให้เครียดจัดเพราะไม่อาจปรามลูกสาวคนโตได้ ท่านหญิงปั้นส่ายหน้าน้อยๆ

ให้กับความดื้อรั้นของหลานสาว รับสั่งให้ตักเตือนดีๆ

เพราะกลัวใจเหลือเกินว่าจะไปก่อเรื่องไม่งามเข้าสักวัน!

ooooooo

เมื่อถึงเมืองไทย...ฉัตต์ตรงไปร้านสวนราตรีทันทีแต่ไม่ยอมเผยตัวจริง เขาปลอมเป็นชายหนุ่มผมและเครายาวรุงรัง ป่วนและอาละวาดพนักงานเสิร์ฟในร้านจนใครก็เข้าหน้าไม่ติด บรรดาคนงานในครัวกลุ้มใจมาก รอจนรุ้งกลับจากโรงเรียนจึงส่งไปเจรจาพร้อมอาหารที่ปรุงใหม่

“เราปรุงใหม่ให้ทั้งหมดแต่ถ้ายังไม่ถูกใจ เราก็พร้อมจะทำใหม่จนกว่าคุณจะพอใจ”

ฉัตต์ตะลึง แอบดีใจที่ได้เจอเธออีกครั้งแต่เมื่อนึกถึงความโกรธที่มีต่อกันจึงละสายตาและหาเรื่องกวนประสาท ปยุตที่มาเป็นแขกประจำพยายามข่มใจนั่งฟังจากอีกโต๊ะ ได้ยินเต็มสองหูว่าสาวน้อยที่ตนประทับใจโดนรวนอย่างไรบ้าง

“ร้านก็สวยแต่แม่ครัวไร้ฝีมือ เธอจะให้ลูกค้า

กินแต่บรรยากาศหรือ อยากรู้ไหมว่าแต่ละอย่างมันกินไม่ลงยังไง”

“ขอประทานโทษที่อาหารไม่ถูกปาก ดิฉันจะไม่คิดเงินค่าอาหารทั้งหมดนี้ค่ะ”

“แล้วเวลาที่เสียไปล่ะ เธอจะเอาอะไรมาชดเชย”

“เวลาที่เสีย...ดิฉันจะออกค่าน้ำมันรถให้คุณ”

ฉัตต์ตบโต๊ะและตวาดลั่นว่าเธอดูถูก รุ้งพยายามไกล่เกลี่ยแต่ชายหนุ่มผมยาวไม่ยอมเลิกรา เซ้าซี้ขอพบเจ้าของร้านแต่เธอปฏิเสธและอ้างว่าเขาอยู่ต่างประเทศ ฉัตต์ยิ่งโมโห กระชากแขนเธอจะพาไปคุยข้างนอกแต่ถูกปยุตขัดขวาง สองหนุ่มเถียงกันใหญ่โตจนเป็นเป้าสายตาของแขกทั้งร้าน

“ไม่ใช่กงการของผมแต่คุณจะทำร้ายสุภาพ

สตรีในที่สาธารณะ เธอเป็นแค่ผู้จัดการ คุณจะเอาอะไรนักหนา”

“ไม่เอาอะไร แค่จะขอพบเจ้าของร้านเท่านั้น ทำไมถึงเรียกไม่ได้...ผมมีสิทธิ์”

“ผมนั่งโต๊ะนั้นได้ยินชัดว่าเธอบอกว่าเจ้าของอยู่ต่างประเทศ ทำไมคุณไม่ฟัง เธอไม่คิดค่าอาหารสักบาท แถมจะให้ค่าน้ำมันเป็นค่าเสียเวลา เป็นผมจะเอาเงินไปหาร้านอื่นกินดีกว่า”

รุ้งเห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจบอกความจริง “เจ้าของบ้านและร้านเป็นคนเดียวกัน เขาชื่อคุณฉัตต์ ปัณณธร”

ฉัตต์ชะงักแต่ยังไม่ยอมลงให้ “คุณไม่ใช่เจ้าของ ทำไมทำตัวเหมือนเจ้าของ”

“ดิฉันทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ทราบว่าเหมือนเป็นเจ้าของตรงไหน”

ฉัตต์กัดกรามแน่นและข่มเสียงให้เป็นปกติ

“ฉัตต์ ปัณณธร...ไม่ทราบว่าเป็นอะไรกับคุณพจน์ ปัณณธร ผมขอเข้าพบคุณพจน์ ผมรู้ว่าเขาเป็นผู้พิพากษาใหญ่

ท่านต้องยุติธรรมแน่ว่าใครเป็นคนผิดเรื่องนี้”

รุ้งยืนยันคำเดิมว่าไม่สามารถพบได้เพราะไม่มีความจำเป็นใดๆ ฉัตต์ไม่ยอมจนหญิงสาวเหลืออด โพล่งออกไปว่าคงไม่โอกาสแล้วเพราะผู้พิพากษาใหญ่เพิ่งเสียชีวิต ฉัตต์อึ้งแล้วปัดแก้วน้ำตกแตก รุ้งเอะใจท่าทางแปลกๆ เบิกตาโพลงเพราะสังหรณ์ว่าชายหนุ่มจะเป็นคนที่นึกถึงและกลัวใจมาตลอด เธอมองเขาผลุนผลันออกจากร้านด้วยแววตาหวาดๆ เมื่อแม่เข้ามาหาจึงกระซิบทั้งน้ำตาว่าฉัตต์กลับมาแล้ว!

สองแม่ลูกเก็บกวาดร้านและฝืนทำงานจนหมดวัน เมื่อได้อยู่ตามลำพังจึงเริ่มหารือถึงเหตุการณ์เมื่อเย็น รุ้งยืนกรานว่าเป็นฉัตต์เพราะจำท่าทางเขาได้ จันทร์ทึ่งที่ลูกสาวความจำดีมากโดยเฉพาะทุกอย่างเกี่ยวกับฉัตต์แต่เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันจึงได้แต่ปลอบไม่ให้คิดมาก รุ้งสะเทือนใจ ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะกลัวเขาโกรธจนไม่ยอมให้อยู่ด้วย จันทร์โอบกอดลูกด้วยความสงสารแม้อยากให้รุ้งสบายใจแต่ก็ไม่อาจทิ้งครอบครัวผู้มีพระคุณไปได้

ooooooo

ฉัตต์กลับไปนอนโรงแรมด้วยความหดหู่ ความจริงจากปากรุ้งทำให้ปวดร้าวไปหมด การสูญเสียบุพ-การีโดยไม่ทันตั้งตัวหวนกลับมาทำร้ายอีกครั้ง และเจ็บกว่าเดิมเพราะคิดว่าถูกหญิงสาวที่แอบมีใจหักหลัง เขาอาละวาดในห้องจนหมดแรงจึงทรุดนั่งกับพื้นนึกถึงคำสอนของพ่อที่ให้ระวังการกระทำแล้วอดสะท้อนใจไม่ได้...หรือว่าเขากำลังเข้าใจผิด

ฝั่งวังรังสิยา...อยู่กันอย่างสงบเพราะผีเฟืองหายหน้าหายตาไม่ออกอาละวาดมาพักใหญ่ พิกุลกับสาลี่จึงย่ามใจพูดจากระแนะกระแหนท่านหญิงกับผีบ่าวคนสนิทอย่างสนุกปาก สนผ่านมาได้ยินจึงเตือนให้ระวังปากแต่สองบ่าวก็ไม่หวั่น นินทาต่อจนผีเฟืองทนไม่ไหว ปรากฏตัวหลอกหลอนจนพิกุลแทบจับไข้หัวโกร๋น

สาลี่ก็โดนเล่นงานไม่น้อยเพราะพูดท้าทายด้วยความคะนองปาก ผีเฟืองจึงแก้แค้นด้วยการเข้าสิงจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ผ่องเห็นท่าทางประหลาดของแม่ครัวใหญ่แล้วนึกสงสัย เมื่อเห็นแกยืนตบปากตัวเองเลยถึงบางอ้อ ปราดเข้าไปกล่อมให้ผีเฟืองออกจากร่างเพราะไม่อยากให้ทำบาปกรรม

“มันสองคนบังอาจมาก นังพิกุลจ้วงจาบถึงท่านหญิง กูจะเอาไว้ทำไมนังผ่อง ใครมาหยามท่านหญิงมึงยอมรึ”

“ไม่ยอมหรอกแต่พี่ให้พวกเราจัดการกันเองสิ พี่ลงมือเองมันบาปนะ พี่ปล่อยพวกเขาไปเถอะ ท่านหญิงทรงห่วงพี่เฟืองหนักหนา ทรงใส่บาตรและสวดมนต์ให้พี่ทุกวัน อย่าทำให้ท่านห่วงเลย ท่านอยากให้พี่ไปเกิด”

“ข้ารู้...ข้ารู้น้ำพระทัยท่านทุกอย่าง ไม่มีใครแล้วที่จะรักเฟืองเหมือนท่านหญิง”

ผ่องขอร้องอีกครู่ใหญ่จึงขอตัวเพราะไม่อยากเห็นสภาพจริงๆของผีบ่าวรุ่นพี่ ผีเฟืองไม่สำนึก ลงโทษสาลี่ให้ทำร้ายตัวเองอีกหลายอย่างจนสาแก่ใจจึงออกจากร่างฟากผ่องมั่นใจว่าผีเฟืองคงไม่ยอมง่ายๆจึงไปทูลฟ้องท่านหญิง ผีบ่าวคนสนิทจึงถูกเรียกตัวไม่นานหลังจากนั้น

“ต่อไปนี้...ถ้าแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรอีกก็ไม่ต้องอยู่ที่นี่ ทุกคนในวังเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยง ไม่ต้องสงสัย

ใครว่าคิดไม่ดีกับหญิง ถ้าต่อไปจะมีใครคิดก็มีแต่เฟืองเท่านั้นเพราะทำอะไรไม่คิด ไม่รู้หรือว่าทำอย่างนี้ใครทุกข์ที่สุด” เฟืองเจ็บปวดก้มหน้าติดพื้นตาแดงก่ำ “หญิงจะยอมให้เฟืองทำบาปมากไปกว่านี้ไม่ได้!”

เฟืองสะเทือนใจที่ถูกตำหนิจึงค่อยๆสลายร่างผ่องเข้าประคองท่านหญิงแล้วต้องตกใจเมื่อท่านจะเป็นลม ครั้นคุณหญิงทอแสงทราบเรื่องก็โกรธมาก ผ่องไม่กล้าทูลว่าเป็นเพราะผีเฟืองจึงได้แต่ก้มหน้ารับผิด คุณหญิงทอแสงฯ เห็นสมควรจะเรียกชายเดียวกลับมาดูอาการท่านป้าจึงรีบโทร.หา...ตนจะได้มีเวลาใกล้ชิดกับพี่ชายเสียที!

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

รหัสริษยา EP.5 ศิวา ไม่อยากแต่งงานกับจันทร์แจรง เลยขอร้องให้ พาไล ช่วย

รหัสริษยา EP.5 ศิวา ไม่อยากแต่งงานกับจันทร์แจรง เลยขอร้องให้ พาไล ช่วย
29 พ.ย. 2563

08:50 น.

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2563 เวลา 14:44 น.