ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

แววมยุรา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ปัญหาโรคยอดเน่าของใบชาที่กำลังระบาด เป็นเรื่องหนักหน่วงที่ต้องหาทางแก้ไขโดยรีบด่วน นำพลบอกสยุมภูว์ที่นั่งคุยกันอยู่ในห้องว่า ตนได้ส่งคนงานไปคุยกับอาฟง หัวหน้าคนงานเก่าของเราดูว่าจะมีทางช่วยอะไรเราได้หรือเปล่า คาดว่าคงได้รับ คำตอบวันนี้

ทันใดนั้นมีเสียงเคาะประตู นำพลคิดว่าคงได้รับ คำตอบมาแล้ว แต่พอประตูเปิด กลายเป็นแววตามด้วยนิติภูมิ

สยุมภูว์รีบเปลี่ยนบุคลิกเป็นจักรทันที แววบอกนำพลที่สวมบทเป็นสยุมภูว์ว่า

“คุณนิติภูมิทราบข่าวเรื่องโกดังถูกไฟไหม้น่ะค่ะ เลยอยากมาคุยกับคุณสยุมภูว์ด้วยตัวเอง”

นำพลตอบรับไม่เต็มเสียง จักรจึงขอตัวออกไป เอ่ยชัดๆว่า “งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ คุณสยุมภูว์”

พอดีคนงานที่ไปติดต่ออาฟงกลับมาบอกนำพลที่รู้กันว่าสวมรอยเป็นสยุมภูว์ว่า

“อาฟงจะมาช่วยเราครับ ถ้าคุณสยุมภูว์ยอมไปขออาฟงด้วยตัวเองภายในเย็นวันนี้เท่านั้นครับ”

นิติภูมิที่เข้ามากับแวว มองจักรแล้วมองนำพลอย่างจับผิด จักรที่ยืนฟังอยู่ตรงประตูจึงเดินออกไปเสีย

ooooooo

แววไปเล่าให้หลินฟังเรื่องอาฟงมีข้อแม้ว่าต้องให้สยุมภูว์ไปขอเองจึงจะมาช่วย หลินเปรยๆว่า ถ้าอย่างนั้นสยุมภูว์คงหนักใจหน่อยแล้ว แววกับนิติภูมิถามว่าทำไม เพราะแค่ไปหาอาฟงไม่เห็นจะยากตรงไหน

“อาฟงเคยมีเรื่องเข้าใจผิดกับคุณสีหราชน่ะค่ะ ก็เลยลาออกจากที่นี่ไป แล้วก็ไม่กลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย”

แววติงว่าเรื่องมันนานมาแล้วไม่ใช่หรือ หลินบอกว่าท่าทางอาฟงคงไม่ลืมง่าย ไม่อย่างนั้นคงไม่เรียกร้องให้สยุมภูว์ไปง้อถึงบ้านหรอก

“ถ้าผมเป็นสยุมภูว์ ผมคงต้องยอมแลกล่ะครับ แค่ยอมเสียหน้าสักหน่อยดีกว่าจะปล่อยให้ไร่ชาและทศพลกรุ๊ปเสียหายมากไปกว่านี้” นิติภูมิพูดเชิงยุ หลินบอกว่าตนก็เดาใจสยุมภูว์ไม่ออกเหมือนกัน

เมื่อจักรโทรศัพท์คุยกับเพิ่มพงษ์ เพิ่มพงษ์ขอร้องอย่าเพิ่งไป ให้ระวังตัวไว้ก่อนดีกว่า

“แล้วจะให้คุณนำพลไปหรือไง อาฟงรู้อยู่แล้วว่า คุณนำพลเป็นใคร อีกอย่างนะ พวกนั้นมันไม่รู้ว่าผมคือ สยุมภูว์” เพิ่มพงษ์ไม่เห็นด้วย เสนอจะไปคุยกับอาฟงเอง จักรติงว่า “ผมว่า อาฟงยื่นคำขาดมาแล้ว คุณเพิ่มพงษ์ไป ก็เสียเวลาเปล่าๆแล้วที่เขายื่นข้อเสนอนี้มา มันแปลว่าเขา คงมั่นใจมากว่าช่วยเราได้จริงๆ”

“ถ้ามันเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมาล่ะครับ คุณสยุมภูว์ คิดว่ามันคุ้มหรือครับที่จะแลกชีวิตตัวเองกับไร่ชาที่เรา พร้อมจะทำขึ้นมาใหม่เมื่อไรก็ได้”

ฟังเพิ่มพงษ์แล้วจักรนิ่งไปอย่างตรึกตรอง

เวลาเดียวกัน นิติภูมิก็เคลื่อนไหวนัดพบกับศักดา คุยกันแล้วศักดาถามว่าจะให้ตนตามไปจัดการสยุมภูว์เลยหรือ

“ยังไม่ใช่ตอนนี้ สยุมภูว์มันต้องรู้ดีว่าอาฟงเป็นคนเก่าคนแก่ที่รู้จักมันดี ถ้ามันไปหาอาฟง ก็เท่ากับว่ามันยอมเปิดเผยตัวเอง แต่ถ้าไม่ไป เราก็แน่ใจได้ว่าสยุมภูว์ที่ไร่นั่นแหละคือไอ้สยุมภูว์ เป้าหมายของเรา”

นิติภูมิยิ้มกริ่มอย่างมั่นใจกับการคาดคะเนของตน

ooooooo

เมื่อนำพลคุยโทรศัพท์กับเพิ่มพงษ์แล้ว เขาขอบคุณอย่างโล่งอกที่ไม่ต้องปลอมเป็นสยุมภูว์ไปพบอาฟง พอดีแววเข้ามา เขารีบวางสายจากเพิ่มพงษ์ ถาม แววว่ามีอะไรไหม?

แววเข้ามาเสนอตัวจะไปกล่อมอาฟงก่อนดีไหมเผื่ออาฟงจะใจอ่อน ซึ่งอาจจะสำเร็จหรือไม่ แต่ตนก็ไม่อยากอยู่เฉยๆทั้งที่ตัวเองเป็นเลขาของสยุมภูว์ นำพลขอคิดดูก่อน พอแววออกไปเขากดโทรศัพท์ถึงสยุมภูว์ทันที

ตกเย็น แววกับหลินก็พากันเดินทางเข้าหมู่บ้านเพื่อไปหาอาฟง หลินบอกว่าสยุมภูว์ให้แววไปคุยกับอาฟง แสดงว่าเขาไว้ใจแววมาก ทั้งสองเร่งฝีเท้าเกรงว่าค่ำแล้ว จะลงมาลำบาก

นิติภูมิส่องกล้องดูอยู่ เขาเชื่อว่าสยุมภูว์คงไม่ปล่อยให้แววมาคนเดียว พอเห็นแววมากับหลินก็แปลกใจ แต่อึดใจต่อมาก็เห็นจักรโผล่มาเดินประกบสองคน

“ไอ้จักร!! โผล่มาได้ไงวะเนี่ย??” นิติภูมิลดกล้องลงงงๆ

จักรเดินมาประกบแล้วเห็นหลินทำหน้างงๆ เขาชี้แจงว่า สยุมภูว์เห็นว่าสองคนน่าจะคุยกับอาฟงจนดึกเลยให้ตนมาช่วยดูแล

ooooooo

เมื่อไปถึงลานหมู่บ้าน แววเห็นลุงแก่ๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ที่เก้าอี้ท่าทางน่าจะเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน แววชี้ให้หลินกับจักรดู

“นั่นต้องเป็นอาฟงแน่ๆเลยใช่ไหมคะ” ถามแล้วก้าวเข้าไปหาอย่างเร็ว จนหลินกับจักรทักท้วงไม่ทัน แววเข้าไปทักลุงแก่คนนั้นอย่างอ่อนน้อม “สวัสดีค่ะอาฟง หนูชื่อแววนะคะ แววเป็นเลขาคุณสยุมภูว์ค่ะ”

“เลขาสยุมภูว์...มากันแล้วเหรอ” เสียงอาฟงทักมาจากอีกมุมหนึ่งพร้อมกับก้าวออกมาในชุดชาวเขาเต็มยศ มือถือไปป์ ท่าทางน่าเกรงขาม เขามองหาสยุมภูว์ ไปหยุดที่จักร ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง จักรพยายามไม่แสดงพิรุธ

อาฟงชี้ไปที่จักร ถามว่านั่นน่ะหรือสยุมภูว์ แววรีบบอกว่าไม่ใช่ เขาชื่อจักร อาฟงถามว่าแล้วสยุมภูว์ล่ะ

“เจ้านายแววไม่สะดวกมาน่ะค่ะ อาฟงคุยกับแววก่อนได้ไหมคะ”

“เขาเห็นอาฟงเป็นอะไร ถึงได้ส่งเลขาหน้าเซ่อๆ ทักคนผิดๆถูกๆมาคุยด้วย”

แววจ๋อยไปอย่างรู้สึกผิด หลินช่วยพูดว่าแววเพิ่งมาทำงานกับสยุมภูว์ อาฟงตัดบทว่า

“เอาเหอะ เรื่องเลขาอาฟงไม่สน ถ้าเจ้านายเขาไม่กล้ามาเจออาฟง อย่าคิดว่าอาฟงจะคุยด้วยนะ”

แววพูดเสียงอ่อนว่าไม่คุยก็ได้แต่ขอนั่งจิบน้ำชาหน่อย กว่าจะเดินขึ้นมาถึงตนเมื่อยแทบแย่ เหมยลูกสาว อาฟงจึงเอาน้ำชามาให้ หลินทักอย่างคนคุ้นเคยว่าไม่ เจอกันตั้งนานโตเป็นสาวแล้วนะ

พอแววจิบน้ำชาก็ชมอย่างตื่นเต้นว่าหอมจัง ถามว่านี่ชาอะไรหรือ เหมยบอกว่าชื่อชา หอมหมื่นลี้

“ที่ไร่คุณไม่มีอย่างนี้หรอกนะ ไร่คุณน่ะปลูกได้แต่ชาราคาถูก” อาฟงพูดอย่างดูแคลน

หลินชี้แจงว่า อาฟงไม่ได้ไปที่ไร่นานแล้ว เลยไม่รู้ว่าที่ไร่ทำชาตัวนี้ส่งนอกด้วย เหมยพูดอย่างตื่นเต้นว่าดีจังเลย แล้วหันไปทางอาฟง “เห็นไหมป๊า ยังไงคุณสีหราชเขาก็ทำตามคำแนะนำของป๊าอยู่ดี ถึงจะช้าหน่อยแต่ก็ทำ” เลยถูกอาฟงตวาดให้เงียบ ตนไม่ได้สั่งให้พูด

แววถามว่าอาฟงยังโกรธเรื่องนี้อยู่หรือ อาฟงบอกว่าตนไม่ได้แค้นฝังหุ่นขนาดนั้น ถูกเหมยแฉว่าอย่าไปเชื่อ ป๊าพูดเรื่องนี้จนตนเบื่อจะแย่แล้ว บอกแววว่าเรื่องนี้ทำให้ป๊าเสียหน้ามากเลย เหมยถูกอาฟงไล่จะไปไหนก็ไปให้พ้น

“อาฟงลองคิดดูนะ ว่าถ้าตอนนั้นคุณสีหราชยอมปลูกชาตามใจอาฟงแล้วขายไม่ได้เพราะไม่มีตลาด อาฟงจะเสียหน้ายิ่งกว่าการที่ท่านปฏิเสธรึเปล่า” จักรหว่านล้อม

ทั้งอาฟงและจักรโดยมีแววช่วย ต่างพูดถึงเรื่องที่ผิดใจกันในอดีตระหว่างสีหราชกับอาฟง สุดท้ายอาฟงยืนกรานว่า

“คุณเลขากลับไปบอกนายสยุมภูว์ด้วยว่า ถ้าไม่อยากให้ชาตายหมดไร่ก็มาหาอาฟงเสียดีๆ” จักรถามว่าถ้ามาแล้วอาฟงจะทำอะไรเขา อาฟงมองขวับถามก่อนเดินออกไปว่า “จะอยากรู้ทำไมล่ะ แกคือนายสยุมภูว์หรือ”

เหมยมากระซิบบอกแววว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวตนช่วยอ้อนวอนให้ หลินบอกว่าท่าทางจะยาก เหมยทำตาเจ้าเล่ห์บอกว่า

“ถ้ายากขนาดนั้น เหมยก็มีวิธีของเหมยค่ะพี่หลิน” แววทำตาโตถามว่าจะขโมยหรือ “โอ๊ย...พี่แววนี่รู้ทัน...แต่ได้ไม่ได้ก็อีกเรื่องนะคะ พรุ่งนี้เหมยจะไปส่งข่าวที่ไร่นะ”

“ขอบใจมากนะเหมย พี่เอาใจช่วยนะ” แววลุ้นเต็มที่ เหมยพยักหน้าอย่างมั่นใจมากๆ

ooooooo

เจรจาออดอ้อนอาฟงไม่สำเร็จ แววรู้สึกตัวเองเป็นเลขาที่บกพร่องช่วยอะไรเจ้านายไม่ได้ หลินเชื่อว่าสยุมภูว์ต้องหาทางออกได้ พูดแล้วก็เปรยๆว่า

“จะว่าไปนะคะ คุณสีหราชเป็นยังไง คุณสยุมภูว์ ก็เป็นอย่างนั้น อ่านคนออก เป็นห่วงคนรอบข้าง อยู่ด้วยแล้วมีความสุข แถมยังเป็นขวัญใจเด็กอีกต่างหาก”

แววฟังแล้วเก็บไปคิดเงียบๆ

รุ่งขึ้น สยุมภูว์ก็ขึ้นไปหาอาฟงที่บ้าน เขาไม่ได้คาดหวังว่าอาฟงจะยอมช่วย แต่อย่างน้อยก็เป็นตัวแทนของพ่อที่มาบอกว่าพ่อไม่ได้ต้องการทำให้อาฟงเสียหน้าที่ไม่ได้ปลูกชาตามคำแนะนำในทันทีทันใด

เวลาเดียวกัน นิติภูมิเรียกศักดาไปพบที่ร้านกาแฟ วิเคราะห์กันว่า สยุมภูว์ที่ไร่ชานั้นเป็นตัวจริงหรือไม่  แต่การที่เขาส่งแววไปพบอาฟงแทนนั้น เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นตัวจริง

ตกลงกันว่า เราคงทำอะไรสยุมภูว์ได้ไม่ง่าย ถ้ารู้ว่าสยุมภูว์ออกจากไร่เมื่อไรค่อยจัดการ นิติภูมิพูดอย่างมั่นใจว่า

“อะไรต่ออะไรมันเริ่มจะเข้าที่เข้าทางของมัน แล้วสินะ”

ooooooo

จักรในนามสยุมภูว์กับเพิ่มพงษ์ไปพบอาฟงแต่เช้า อาฟงเปิดประตูออกมาพร้อมกับไปป์ยาสูบ เพิ่มพงษ์ทักขึ้นก่อนว่าจำตนได้ไหม อาฟงพยักหน้าแต่ถามหาสยุมภูว์ บอกว่าถ้าสยุมภูว์ไม่มาเองก็ไม่ ต้องคุย ด่าว่าพูดภาษาคนไม่รู้เรื่องรึไง

เพิ่มพงษ์บ่นขำๆว่าเจอกันก็ใส่เลย อาฟงยืนกรานคำเดิมถ้าทำไม่ได้ก็กลับไปเสีย

ขณะนั้นเอง จักรที่ยืนอยู่ก็ถามอาฟงว่าจำตนไม่ได้หรือ อาฟงมองนิ่ง ยกไปป์ขึ้นสูบ สยุมภูว์เอ่ยขึ้นว่า

“พ่อผมคงดีใจนะที่อาฟงยังไม่เกลียดท่านถึงกับจะยกเลิกใช้ไปป์อันนั้น”

จากไปป์อันนี้เอง นำไปสู่การเล่าเรื่องเก่าๆที่สยุมภูว์ทำไปป์อาฟงหักและยังช่วยปิดบังไม่ให้พ่อรู้ด้วย ทำให้อาฟงเชื่อว่าจักรคือสยุมภูว์จริงๆ แต่คุยกันแล้ว อาฟงก็ยังไม่ยอมช่วยแก้ปัญหายอดชาเน่าอยู่ดี เพราะถือว่าสีหราชทำให้ตนเสียหน้าที่ไม่ทำตามคำแนะนำให้ปลูกชาพันธุ์ใหม่ที่ตนไปหามาจากเมืองจีน แม้สยุมภูว์จะบอกว่าเวลานี้ปลูกชาพันธุ์นี้แล้ว แต่อาฟงก็ยังเล่นแง่ว่า ไม่ใช่คำพูดของสีหราชเอง

อาฟงหารู้ไม่ว่า เหมยเข้าไปขโมย “คัมภีร์ชา” ที่อาฟงเก็บซ่อนไว้อย่างดีไปให้นำพลที่สวมรอยเป็นสยุมภูว์แล้ว เหมยบอกว่าให้ถ่ายเอกสารไว้ทั้งเล่มเลยเพราะตนก็ไม่รู้ว่าสูตรไหนที่ทางนี้ต้องการ วันหลังจะได้ไม่ต้องขโมยมาอีก นำพลในคราบสยุมภูว์จึงสั่งแววให้ไปถ่ายเอกสารไว้

ขณะที่สยุมภูว์ในคราบของจักรกลับมากับเพิ่มพงษ์อย่างห่อเหี่ยวที่ต้องแก้ปัญหาด้วยการรื้อไร่ชาเก่าแล้วปลูกใหม่ทั้งหมด ส่วนอาฟงก็เรียกหาเหมย เมื่อไม่มีเสียงตอบก็เดินหาไปถึงห้องเก็บของ

อาฟงมองที่หีบเก็บของอย่างใช้ความคิดแล้ว ตัดสินใจไขกุญแจเปิดหีบออก อาฟงผงะเมื่อคัมภีร์ชาหายไป อาฟงพึมพำด้วยสีหน้าสะพรึงกลัว “อาเหมย...ไม่นะ!!”

ooooooo

แววถ่ายเอกสารเสร็จบอกเหมยให้รีบกลับเสียเดี๋ยวอาฟงจะสงสัย เหมยแกล้งทำเสียงหลอนๆบอกว่า

“ป๊าเคยบอกว่าคัมภีร์เล่มนี้มีคำสาป ใครขโมยไปต้องมีอันเป็นไป” แล้วพูดยิ้มๆว่า “ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดกับเหมยนะคะ” พูดแล้วเห็นแววกับหลินทำท่ากลัว เหมยหัวเราะถามว่าพี่สองคนเชื่อด้วยหรือ บอกว่า “ป๊าเขาก็ขู่ไปอย่างนั้นล่ะค่ะ จริงไม่จริงใครจะรู้ล่ะคะ เหมยเพิ่งเคยลองเป็นครั้งแรกเสียด้วย” เหมยยิ้มขำๆ แววกับหลินเลยถอนใจโล่งอก

แววบอกเหมยว่า สยุมภูว์จัดรถไปส่งเหมยด้วย หลินบอกว่าส่งแค่ปากทางก็พอ ถ้าไปถึงบ้านเดี๋ยวอาฟงจะสงสัย ระหว่างหลินไปตามคนขับรถนั้น แววพูดกับเหมยอย่างซึ้งใจว่า ไม่รู้จะขอบคุณเหมยยังไงแล้ว เหมยชมว่าสยุมภูว์โชคดีที่มีเลขาที่แสนจะทุ่มเทอย่างแวว

เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่อเหมยขึ้นนั่งรถ มีงูเลื้อยออกมาใต้เบาะกัดขาเหมยแล้วเลื้อยหายไปในพุ่มไม้ข้างทาง พอเห็นรอยเขี้ยวงู แววดูออกว่าเป็นงูพิษ จึงรีบพาไปส่งอนามัยทันที

ข่าวนี้รู้ถึงอาฟง เขารีบขี่มอเตอร์ไซค์มาด้วยความเป็นห่วงเหมย หมอบอกว่าต้องรอผลการตรวจจากกรุงเทพฯจึงจะรู้ว่าเป็นงูแมวเซาหรืองูกะปะ อาฟงเอะอะโวยวายว่ารอถึงตอนนั้นเหมยก็ตายพอดี ยาอะไรก็ฉีดๆเข้าไปเถอะ พอดีพยาบาลมาบอกว่าทางกรุงเทพฯส่งผลตรวจมาแล้ว

ระหว่างนั่งรอคำวินิจฉัยของหมออยู่ข้างนอก แววตัดสินใจเอาคัมภีร์ชาคืนให้อาฟงเอง อาฟงรับไปโดยไม่มองหน้า แววยกมือไหว้ขอโทษที่ตนเป็นต้นเหตุให้เหมยต้องเจอเรื่องแบบนี้

“เอาเถอะ...ยังไงเหมยก็ปลอดภัยแล้ว โดนกับตัวเองแบบนี้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเถียงกับอาฟงอีกว่าคำสาปมันมีจริงไหม” พูดแล้วอาฟงยิ้มกริ่ม แววบอกว่าถึงได้สูตรมาแต่ตนก็ไม่รู้วิธีใช้ได้ดีเท่าอาฟง ได้รับคำตอบอย่างไม่แยแสว่า “ถ้าจะให้ช่วยอีกก็เสียใจด้วยนะ ไปคลำต่อกันเองก็แล้วกัน”

พอดีพยาบาลมาบอกว่าหมออนุญาตให้เข้าเยี่ยมคนป่วยได้แล้ว อาฟงดีใจรีบตามพยาบาลเข้าไป เหมยบอกว่าหายดีเมื่อไรตนจะมาช่วยแววที่ไร่ตอบแทนที่แววพาส่งอนามัยได้ทันกาล สุดท้ายอาฟงก็ยอมที่จะมาช่วยพูดแก้เกี้ยวว่า ที่ยอมเพราะเห็นแก่แวว จักรยืนฟังอยู่หน้าห้องเขายิ้มออกอย่างโล่งใจ

ooooooo

ระหว่างที่อาฟงมาช่วยผสมสมุนไพรให้คนงานฉีดเพื่อรักษาชาที่ยอดเน่านั้น เขาเห็นแววนั่งจดบันทึกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ อาฟงเดินเข้ามาลูบคลำต้นไม้พูดเหมือนคุ้นเคยกันมานานว่า ไม่น่าเชื่อว่ามันยังอยู่

มันคือต้นไม้ที่อาฟงกับสีหราชช่วยกันปลูกไว้นั่นเอง แววปรารภว่าตนมีหน้าที่ดูแลให้มันแข็งแรงแต่น่าเสียดายที่มันไม่ออกดอกออกผลแล้ว อาฟงย้อนถามแววว่าถ้าตนทำให้มันออกดอกออกผลได้ล่ะ แววดีใจถามว่าอาฟงมีปุ๋ยสูตรนั้นหรือ

“ไม่มีหรอก...ถ้าความรักทำให้มันยืนต้นมาจนถึงวันนี้ แล้วหนูคิดว่าความรักจะทำให้มันออกดอกได้อีกครั้งไหมล่ะ”

“งั้น...เราคงต้องลองดูใช่ไหมคะ” แววยิ้มอย่างมีความหวัง

นิติภูมิสบโอกาสเมื่อรู้จากแววว่าวันนี้สยุมภูว์จะไปทำธุระที่ธนาคารในเมือง เขารีบโทร.บอกศักดาให้หาโอกาสลงมือเลย ย้ำว่ามีเวลาหนึ่งชั่วโมงที่จะจัดการกับสยุมภูว์ สั่งว่า

“จัดการให้เรียบร้อยนะ ฉันจะไปรอฟังข่าวดีที่โรงแรม”

ศักดารับคำอย่างมั่นใจแล้วเตรียมออกดำเนินการทันที

เพราะนำพลในคราบของสยุมภูว์เคยได้ยินเพิ่ม-พงษ์บอกว่าที่สยุมภูว์ต้องเก็บตัวเพราะกลัวถูกตาม วันนี้เขาจึงระมัดระวังตัว แล้วก็รู้ตัวว่ามีรถขับตามมาอย่างผิดสังเกต นำพลแกล้งขับรถให้ผิดปกติผิดเส้นทาง รถ คันนั้นก็ยังตามไปติดๆ

เพื่อให้เห็นหน้าคนตามชัดๆ นำพลเร่งรถไปข้างหน้าแล้วขับสวนมาราวกับจะประสานงากัน ทำให้เห็นหน้าศักดาชัดเจน เมื่อเขาโทร.บอกเพิ่มพงษ์ ว่าเห็นหน้ามันแล้ว เพิ่มพงษ์จึงส่งคลิปไอ้หน้าโหด ที่สยุมภูว์ถ่ายรูปไว้ได้ตอนแสดงภาพวาดของแววมาให้ดูว่าเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า

“ครับคุณเพิ่มพงษ์ ถึงไร่แล้วผมจะรีบเปิดดู”

หลังจากนั้น ตงตงก็มาตามจักรที่กำลังแกล้งยั่วแววที่วาดรูปอยู่ที่ระเบียงบ้านพัก ว่าสยุมภูว์ให้มาตามไปที่สำนักงาน แววสงสัยว่าสยุมภูว์เรียกจักรไปทำอะไรจะไปด้วย ตงตงบอกว่าสยุมภูว์อยากเจอจักรคนเดียว แววเลยชะงัก

ooooooo

นำพลยืนยันกับจักรว่าคนที่ขับรถตามเขาเป็นคนเดียวกับคลิปที่เพิ่มพงษ์ส่งมาให้ดู จักรถามว่าแน่ใจหรือว่าเขาไม่มีศัตรูที่ไหน เมื่อนำพลยืนยัน ทั้งสองมั่นใจว่าเป้าหมายของมันคือสยุมภูว์แน่ๆ ไม่ใช่นำพล

ดังนั้น นำพลเสนอว่าตนจะตลบหลังมันสาวไปให้ถึงตัวบงการ จักรติงว่ามันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายนะ นำพลมั่นใจว่าตนทำได้

ส่วนศักดา เมื่อพลาดท่าครั้งนี้อีก นิติภูมิบอกให้รีบกลับกรุงเทพฯก่อนที่ฝ่ายนั้นจะสาวมาถึงตน แต่ศักดาเสนอว่าจะฉวยโอกาสตอนที่ฝ่ายนั้นยังไม่ทันตั้งตัว โดยจะเข้าไปจัดการถึงในไร่ทศพลเลยทีเดียว

ดังนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น ที่แปลงดอกไม้กางมุ้ง จักรเข้ามาถามนำพลว่าแววยังไม่มาหรือ นำพลบอกว่ายัง เขาบอกจักรว่าวันนี้ตนสั่งคนงานให้ลงปุ๋ยแปลงดอกไม้ มีคนงานใส่หมวกไอ้โม่งเข็นรถใส่ปุ๋ยเข้ามา 3 คน เป็นศักดากับลูกน้องอีกสองคน

นำพลผิดสังเกต ถามว่าจะเอาปุ๋ยมาถมที่รึไงถึงได้เอามามากมายขนาดนี้ จักรเห็นผิดสังเกตจึงแกล้งเหยียบกระถางแตก หนึ่งในคนงานที่สวมหมวกไอ้โม่งตกใจมันชักปืนออกมาเล็งไปที่จักรทันที

นำพลพุ่งเข้าผลักมันล้มลง ถูกไอ้โม่งอีกสองคนยิงใส่แต่นำพลพลิ้วตัวหลบพ้นวิถีกระสุนไปได้ จักรกับนำพลช่วยกันจับคนงานคนแรกไว้ได้

“ใครเป็นคนสั่งแกมาฆ่าสยุมภูว์!!” จักรถาม

มันไม่ยอมพูด นำพลกระชากหมวกไอ้โม่งออก เลยถูกอีกสองคนที่เหลือยิงล้ม จักรรีบเข้าพยุงนำพลหลบไปในแปลงดอกไม้

จักรบอกนำพลว่าตนจะไปวิ่งล่อมันจนกว่าเขาจะหนีออกไปได้

จักรล่อลูกน้องสองคนของศักดาเบนความสนใจ ยิงกันครู่หนึ่งเสียงปืนฝ่ายจักรก็เงียบไป ศักดาสั่งให้ไปดูความเรียบร้อย มันเข้าไปดูไม่เห็นใครแล้ว พบแต่รอยเลือดเปื้อนที่มุ้ง

“ฉันจะตามไอ้สยุมภูว์ไปเอง แกสองคนตามไปจัดการกับไอ้คนงานนั่น” ศักดาสั่งแล้วพากันมุดออกจากมุ้งแปลงดอกไม้

ooooooo

จักรวิ่งไปถึงบริเวณที่เป็นไม้ยืนต้น เขาตะโกนบอกให้คนงานหลบไป คนงานแตกกระเจิงไปคนละทาง จักรใช้ต้นไม้เป็นที่กำบังล่อลูกน้องศักดาสองคนที่ไล่ตามมา พลางกดโทรศัพท์หาเพิ่มพงษ์ แต่ไม่ทันพูดอะไรลูกน้องศักดาก็ตามมาถึง มันปัดมือถือจักรกระเด็น แสยะยิ้มเล็งปืนใส่จักร

เพิ่มพงษ์กำลังขับรถมา เมื่อเสียงจักรหายไป ครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงปืนจากมือถือของจักรที่หล่นอยู่ดังขึ้นสองนัด เขาตกใจมาก เหยียบคันเร่งพุ่งเข้าไร่ทศพลราวกับเหาะ

ส่วนศักดาตามนำพลไปเพราะเข้าใจว่าเป็นสยุมภูว์ มันเห็นว่าตัวเองเป็นต่ออย่างเด็ดขาดแล้ว จึงกระชากหมวกไอ้โม่งออก นำพลจำได้ทันทีว่าคือคนที่ขับรถตามตนเมื่อวาน เขาพึมพำ

“แกจริงๆด้วย” ศักดาถามว่ารู้จักตนด้วยหรือ “ฉันรู้จักแกมากกว่าที่แกคิด แล้วฉันก็รู้ด้วยว่าใครสั่งให้แกมาฆ่าฉัน”

“รู้ตอนนี้มันจะมีประโยชน์อะไร ยังไงแกก็ต้องตายอยู่ดี...ลาก่อน...สยุมภูว์” มันจ่อปืนไปที่นำพล

นำพลบอกมันว่า “ฉันตายแกก็ตาย” ศักดาโต้ว่าอย่างน้อยเจ้านายตนก็หมดเสี้ยนหนาม แต่เมื่อเห็นคนงานล้อมกันเข้ามา ศักดาก็ถอดใจ ยิงกราดไปที่คนงานแล้ววิ่งหนีไปได้

จักรล่อลูกน้องศักดาไปในแปลงไม้ยืนต้นที่มีคนงานทำงานอยู่ ลูกน้องศักดาจะเข้าเล่นงานจักร แต่มันถูกคนงานกรูกันเข้ามาล้อมไว้ทุกคนจ่อปืนใส่มันทั้งสอง จักรพูดกับมันอย่างเป็นต่อว่า

“แกยิงฉัน แกเละแน่!!” เห็นมันทั้งสองตระหนก จักรหว่านล้อมว่า “แต่ถ้าแกยอมบอกฉันว่าใครจ้างแกมา ฉันจะไว้ชีวิตแก...มันเป็นใคร!”

หนึ่งในนั้นกลัวตายมันบอกว่าศักดาจ้างมา จักรถามว่าศักดาเกี่ยวข้องอะไรกับนิติภูมิหรือเปล่า มันไม่รู้จักนิติภูมิ จักรจึงปล่อยทั้งสองไป ขู่มันว่า

“แกรู้ใช่ไหมว่า ถ้าแกเข้ามาที่นี่อีก แกจะเจออะไร!” แล้วสั่งคนงานให้พามันไปส่งที่ปากทาง

คนงานที่วิ่งไล่ตามศักดาไป เจอเพิ่มพงษ์ขับรถเข้ามาพอดี เขาถามว่ามาทำอะไรแถวนี้? แล้วนำพลล่ะ? คนงานบอกว่ามือปืนวิ่งหนีมาทางนี้ เพิ่มพงษ์มองหาก็ไม่เห็นใครแล้ว พอดีจักรกับคนงานวิ่งมาถึง

พอจักรรู้ว่าคนร้ายหนีไปได้ เขาถามว่าหนีไปทางไหน เห็นคนงานชี้ไปทางหนึ่ง จักรเป็นห่วงแววขึ้นมาทันที เขาวิ่งไปทางนั้นสุดฝีเท้า

ooooooo

แววกำลังเปิดประตูระเบียงชั้นบนยกเก้าอี้พับออกมาวาง มองไปเห็นศักดากำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เธอถามตงตงว่าใครน่ะ ตงตงวิ่งหน้าตื่นมาบอกว่า ให้รีบหนีเถอะ มันมีปืนด้วย ก็พอดีศักดาขึ้นมาถึงชั้นสอง

“อย่าทำอะไรเด็กนะ นายต้องการอะไรก็เอาไปเลย”

“เงียบ!!” ศักดาตวาด

แววค่อยๆ พาตงตงถอยขึ้นบันได ไม่ให้ศักดาเห็น

จักรวิ่งมาถึง เห็นรอยเลือดหยดเป็นทางเข้าไปในบ้าน เขาผลักประตูพรวดเข้าไป ศักดาได้ยินเสียงหัน ไปดู แววฉวยโอกาสนั้นลากตงตงขึ้นไปชั้นสอง ศักดารีบตามขึ้นไป จักรเห็นรอยเลือดที่บันไดเขาย่องขึ้นไปอย่างระมัดระวัง

จักรขึ้นไปเห็นศักดาจับตงตงเป็นตัวประกันแล้ว และแววกำลังบอกมันว่าอย่าทำเด็กเพราะเด็กไม่เกี่ยวอะไรด้วย

ศักดาดึงตงตงไปที่ระเบียง แววถามอย่างตระหนกว่าจะทำอะไร จักรพรวดเข้ามาเล็งปืนสั่ง

“ปล่อยเด็กเถอะ ฉันจะปล่อยแกไป” ศักดาให้เขาวางปืนก่อน จักรจำต้องวางปืนเพื่อความปลอดภัยของตงตง เขาเหลือบเห็นเก้าอี้พับวางอยู่ อาศัยจังหวะเผลอของศักดา จักรคว้าเก้าอี้ฟาดมันเต็มแรงแล้วเข้าไปชิงตัวตงตงออกมา ศักดาพลาดท่า มันยิงจักรแล้วกระโดดลง ระเบียงหนีไป

แววตกใจรีบเข้าไปดูจักรที่เอาตัวคร่อมตงตงไว้ จึงรู้ว่าเขาบาดเจ็บที่แขน

เพิ่มพงษ์กลับไปรอฟังข่าวคนงานที่ตามล่าศักดา ครู่เดียว คนงานพวกนั้นก็กลับมารายงานเพิ่มพงษ์ว่า

“รอยเลือดมันหายไปตรงริมรั้วบ้านพักคุณสยุมภูว์ครับ ดูจากรอยเลือด ผมว่ามันน่าจะเจ็บเอาการเลยครับคุณเพิ่มพงษ์”

“เจ็บขนาดนั้น ป่านนี้มันก็น่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลที่ไหนสักแห่งน่ะสิ”

เพิ่มพงษ์นิ่งคิด แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดโทร.ออกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ooooooo

เพิ่มพงษ์โทร.คุยกับจักรขณะเขาทำแผลอยู่ที่โรงพยาบาล จักรบอกว่าตนไม่ได้เป็นอะไรมาก หมอกำลังผ่าเอากระสุนออกให้นำพลอยู่แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร จักรพูดอย่างไม่สบายใจว่าถ้านำพลเป็นอะไรมากกว่านี้ ตนคงรู้สึกผิดมากที่เขาต้องมารับเคราะห์แทน แล้วถามถึงศักดา

“มันหนีไปได้ครับ แต่ผมให้สายตามตัวมันอยู่ น่าจะอยู่โรงพยาบาลที่ไหนสักแห่ง”

จักรภาวนาขอให้เจอจะได้รู้ตัวบงการ เพิ่มพงษ์บอกว่าตอนนี้ก็แทบจะชัดอยู่แล้วว่าคือนิติภูมิ จักรฟังแล้วหนักใจ

ส่วนแววก็ยังเข้าใจว่านำพลคือสยุมภูว์ เมื่อจักรจะไปดูนำพล เธอบอกให้เขาไปพักผ่อนเสียตนจะดูแลเจ้านายเอง จักรเผลอบอกว่า “ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อยนะคุณ” ทำเอาแววงงที่เขาพูดราวกับเป็นตัวสยุมภูว์เสียเอง

ระหว่างที่ทั้งสองไปเยี่ยมนำพลนั่นเอง จู่ๆนิติภูมิก็โผล่เข้ามา จักรกับนำพลมองหน้าอย่างรู้กัน ส่วนแววทักอย่างตื่นเต้นว่าตนมัวแต่ตกใจเลยไม่ได้โทร.บอกเขา ถามว่า เขารู้ได้อย่างไรว่าเราอยู่ที่นี่กัน

นิติภูมิบอกว่าเขาแวะไปที่ไร่ คนที่นั่นบอกว่าเกิดเรื่องไม่ดี พูดแล้วมองนำพล พูดว่า

“แต่ดูท่าทางคุณสยุมภูว์แล้ว ผมคงจะตกใจเกินเหตุไปหน่อย”

“ผมทำให้คุณผิดหวังรึเปล่าล่ะ” นำพลย้อนถามมองอย่างจับพิรุธ นิติภูมินิ่งไปก่อนที่จะหัวเราะออกมา นำพลเลยบอกว่า “เฮ้ย...ผมล้อเล่น คุณอย่าเครียดสิ...มีอารมณ์ขันหน่อยน่าคุณนิติภูมิ”

เป็นการเชือดเฉือนจับผิดกันอย่างแหลมคม แต่นิติภูมิก็ซ่อนพิรุธได้อย่างแนบเนียน แต่พอออกจากห้องแล้ว ก็พูดอย่างเจ็บใจว่า “หัวเราะไปให้ตลอดเถอะ นรกจะมาเยือนยังไม่รู้ตัว...แกมีเวลาขำถึงคืนนี้เท่านั้นล่ะ

ไอ้สยุมภูว์!”

ที่แท้นิติภูมิมาเพื่อสืบให้แน่ชัดว่านำพลอยู่ที่ไหน อาการเป็นอย่างไร เพราะก่อนมาที่นี่ เขาไปพบศักดามาแล้ว เห็นสภาพของศักดาที่มีผ้าพันแผลที่แขนและรอยช้ำเต็มตัว เขาพูดอย่างผิดหวังว่า

“ฉันนึกว่าจะได้เห็นศพไอ้สยุมภูว์ที่ไร่...ไม่นึกว่าจะได้มาเห็นแกในสภาพนี้” เมื่อศักดายังกร่างว่าตนจะไปจัดการให้เรียบร้อย เขาได้เห็นศพสยุมภูว์แน่ ถูกนิติภูมิตัดบทอย่างไม่เชื่อถือว่า “ฉันว่าฉันควรจะเป็นคนลงมือเองดีกว่า”

ooooooo

ที่กรุงเทพฯ

วัณณรีถูกคำรพรุกอย่างหนักและหมายเผด็จศึกโดยเร็ว วัณณรีเห็นถึงความหื่นของเฒ่าหัวงู เธอเริ่มตีตัวออกห่าง บอกเขาไม่ต้องมารับมาส่งอีก เมื่อถูกตื๊อมากเข้าเธอเอาโทรศัพท์มากดขู่ว่าจะโทร.ให้ตากล้องที่ออฟฟิศมาถ่ายรูปคนบ้ากามเอาไปประจานให้รู้กันทั่วเมืองเลย

เมื่อไม่ได้ด้วยเล่ห์ คำรพก็จะเอาด้วยกล โทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้น คำรพกดรับสายถามอย่างใจจดจ่อว่า

“ว่าไง...ได้เรื่องไหม...ดีมาก ไร้สีไร้กลิ่นด้วย...งั้นก็สั่งมาเลย ฉันอยากจะเผด็จศึกหนูวัณเต็มทีแล้ว”

ส่วนแป้งร่ำก็ตามตื๊อเอกรินทร์ เขาเบื่อหน่ายจนต้องหลบไปอยู่โรงแรมและใกล้ชิดกับชลธิชาและเริงใจมากขึ้น แป้งร่ำทำทีถอดใจเอากุญแจห้องไปคืน บอกว่าจะไม่อยู่ที่นั่นแล้ว แต่เริงใจกับชลธิชาเชื่อว่าแป้งร่ำอาจมีแผนซ้อนแผนอะไรอยู่

ชลธิชารู้ว่าเอกรินทร์ยังมีใจให้แววอยู่ คืนนี้จึงโทร.หาแววแล้วให้เอกรินทร์คุยด้วย ปรากฏว่าแววกำลังเพนต์ภาพให้จักร เธอชมจักรให้เอกรินทร์ฟังว่าช่วยเหลือเธอมากในเรื่องการงาน ส่วนกับเขานั้น แววบอกว่าเราเป็นเพื่อนกันดีอยู่แล้ว ทำให้เอกรินทร์ฟังแล้วยิ่งเศร้า เฉา จนเมื่อสองสาวจะพากลับไปส่งห้อง เขาขอดื่มต่ออย่างติดลมทั้งที่ใจนั้น...เศร้าเหลือเกิน...

ในที่สุด เอกรินทร์ก็เสียทีแป้งร่ำจนได้ เมื่อเขาตื่นขึ้นในวันรุ่งขึ้น พบตัวเองนอนอยู่กับแป้งร่ำบนเตียงในห้องตัวเอง แล้วไลลาก็ทำทีมาเจอเลยกลายเป็นเรื่องต้องรับผิดชอบต่อกัน โดยเอกรินทร์หารู้ไม่ว่า ทั้งหมดเป็นแผนของไลลาที่โทร.ให้เขาไปรับที่สนามบิน แต่เขาไม่ได้ไป เมื่อแป้งร่ำไปรับกลับมาถึงเจอเอกรินทร์เมาหลับอยู่หน้าห้อง สองสาวจึงวางแผนจับเขาให้อยู่หมัด!

ooooooo

คืนนี้ นิติภูมิแอบเข้าไปในห้องพักของนำพลหยิบหมอนถือปืนหมายเก็บเงียบ แต่เพิ่มพงษ์รู้ทัน เขาเตรียมรับมือเต็มที่และจักรก็ได้มาดูแลนำพลด้วยตัวเอง เมื่อเพิ่มพงษ์เข้ามาเจอนิติภูมิอยู่ในห้องนำพล เขารีบเก็บปืน ทำทีว่ามาลาสยุมภูว์เพื่อกลับกรุงเทพฯแล้วลากลับอย่างเจ็บใจ

ความจริงได้เป็นไปตามที่เพิ่มพงษ์คาดการณ์ทุกอย่าง จักรเชื่อว่านิติภูมิอยู่เบื้องหลังการลอบฆ่าเขา แต่หนักใจว่าจะพูดอย่างไรให้นิติธรเชื่อว่าลูกชายเขาทำเรื่องเหล่านี้ได้

เมื่อนิติภูมิกลับถึงกรุงเทพฯ นิติธรเล่าว่า นำพลโทร.มาบอกว่าเจอเขาที่เชียงใหม่ นิติภูมิถามงงๆว่า

นำพลไหน? ซักถามลำดับบุคคลและเรื่องราวกันแล้ว นิติภูมิจึงรู้ว่า ที่แท้ คนที่เขาคิดว่าเป็นสยุมภูว์นั้นคือ

นำพลผู้จัดการไร่ชาที่เชียงใหม่ต่างหาก!

“แกทำฉันแสบมาก ไอ้สยุมภูว์” นิติภูมิเจ็บใจสุดๆ

ooooooo

ยิ่งอยู่นานไป แววก็ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ปกติเกี่ยวกับสยุมภูว์ เหตุการณ์หลายครั้งและคำพูดของหลินหลายคราวที่ทำให้เธอคิดว่าสยุมภูว์ที่เธอรู้จักวันนี้อาจไม่ใช่ตัวจริง ระแวงว่าจักรอาจเป็นสยุม-

ภูว์ตัวจริง

นิติภูมิเจ็บใจที่ถูกหลอก เขาโทร.ไปคุยกับแววเรื่องที่มีคนลอบทำร้ายสยุมภูว์ เมื่อแววปรารภว่าคนดีอย่างสยุมภูว์ไม่น่ามีศัตรู เขาก็ยุแหย่ว่า เธอแน่ใจหรือว่ารู้จักสยุมภูว์ดีพอ พูดให้แววระแวงแล้วก็ขอวางสาย

“ค่ะ...คุณนิติภูมิ...” พอวางสายแล้วแววพึมพำว่า “ทำไมพูดอะไรแปลกๆ” แต่เมื่อคิดถึงภาพที่เห็นหลินทำงานที่แปลงดอกไม้กับจักรด้วยท่าทีนอบน้อมเกรงใจเหมือนจักรเป็นเจ้านายแล้ว ก็ยิ่งทำให้แววระแวง...

แล้วจู่ๆจักรก็มาบอกว่าพรุ่งนี้เขาจะกลับกรุงเทพฯแล้ว แววทำหน้างงร้องอ้าว ทำไมมาเร็วไปเร็ว

เมื่อแววกลับไปที่บ้านพัก มองดูรูปที่ตนวาดให้จักรเสร็จใส่กรอบไว้เรียบร้อยแล้ว พึมพำว่า

“พรุ่งนี้มันก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วสินะ...”

เพียงเช้าวันรุ่งขึ้น รูปนั้นก็ถูกนำไปแขวนที่บ้านจักรที่กรุงเทพฯแล้ว เขายืนมองภาพตัวเองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างคิดถึงคนวาด

ooooooo

ฝ่ายชลธิชากับเริงใจ เมื่อคืนปล่อยให้เอกรินทร์นั่งดื่มต่อคนเดียว รุ่งเช้าชลธิชาก็เตรียมแซนด์วิชไว้ให้เขา เริงใจเดินมาบอกว่าโทร.ไปหาเอกรินทร์แล้วเขาไม่รับสาย คิดว่าเมื่อคืนคงหนักป่านนี้เลยยังไม่ตื่น

“เดี๋ยวเขาคงมาแหละน่า แต่เมื่อคืนนี้เราน่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณเอกนะ ฉันล่ะเป็นห่วงคุณเอกจะไม่ถึงบ้าน”

“เขาคงพอรู้ตัวหรอกน่า เธออย่าเป็นห่วงมากนักเลย” เริงใจตัดบทอย่างรู้สึกขวางเพื่อนนิดๆ

“ไม่รู้สิ...พอออกไปคุยโทรศัพท์กับยัยแววแล้วกลับมาในร้าน เขาดูแปลกๆไป”

เริงใจเหน็บเพื่อนว่า ตนไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย อย่าบอกนะว่าใจตรงกันจูนติดทุกความรู้สึกของเขา ชลธิชาบ่นเพื่อนว่าน้ำเน่า เริงใจทำเชิดอย่างไม่แคร์

สองสาวรอเอกรินทร์จนเย็นยังไม่เห็นมาต่างเริ่มเป็นห่วง นัดกันว่าปิดร้านแล้วยังไม่มาค่อยโทร.หาอีก เริงใจพยายามคิดในแง่ดีว่าเขาอาจมีงานยุ่ง ชลธิชาระแวงว่าเขาอาจเบื่อที่ต้องเห็นหน้ากันทุกวันก็ได้

“อาการหนักแล้วเพื่อนฉัน ไม่ได้เห็นหน้าแค่วันเดียวก็เป็นซะขนาดนี้” เริงใจเหน็บนิดๆในขณะที่ชล– ธิชาไม่สนใจ ยังคงนั่งรอเอกรินทร์ทั้งเป็นห่วง ทั้งเซ็ง...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"มิ้นต์" ตะลึง "เต้ย" เรตอาร์ เขินจนเดินสะดุดล้ม

"มิ้นต์" ตะลึง "เต้ย" เรตอาร์ เขินจนเดินสะดุดล้ม
22 ม.ค. 2563
07:01 น.