ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

แววมยุรา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ออกจากบ้านแววแล้ว นิติธรโทร.ถึงเพิ่มพงษ์ขอคุยกับสยุมภูว์ เพิ่มพงษ์เอาโทรศัพท์ไปให้สยุมภูว์ บอกว่านิติธรโทร.มาเรื่องแวว สยุมภูว์บ่นว่า บอกแล้วว่าให้อยู่ที่บ้านเผื่อมีปัญหาอะไรขึ้นมา เพิ่มพงษ์ป้องปากกระซิบบอกว่า

“ไม่ได้นะครับ เราต้องไม่ประมาท แม้แต่คุณนิติธรก็จะรู้จักบ้านเราไม่ได้ รีบรับโทรศัพท์ก่อนเถอะครับ”

ระหว่างนั้น แจ็คที่สงสัยเพิ่มพงษ์กับสยุมภูว์ว่าสองคนนี้มีลับลมคมในอะไรกัน ก็จับตามองอย่างสงสัย

เมื่อสยุมภูว์รับสาย นิติธรรายงานว่า แววไม่รับงาน เพราะได้เงินเดือนมากผิดปกติ ระแวงว่า...นิติธรไม่กล้าพูด สยุมภูว์ร้อนใจบอกว่ามีอะไรก็ว่ามาเถอะ เขาจึงกล้าบอกว่า แววกลัวเขาจะเป็นพวกหัวงูหวังเคลมเลขา สยุมภูว์จึงฉุกคิดได้ว่า

“เออ...ก็จริงของเขานะ เป็นใครก็ไม่รู้จู่ๆ ก็มาเสนอเงินเดือนให้ตั้งสองแสน”

“ใช่ครับ...เป็นคนอื่นคงดีใจจนเนื้อเต้น แต่รายนี้

ดูจะเป็นคนรักศักดิ์ศรีแล้วก็ไว้ตัวพอสมควร เขายืนยันด้วยนะครับว่า เขาอยากทำงานที่ได้ใช้ความสามารถ ไม่อยากรับงานที่ต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัว”

สยุมภูว์คิดแก้ปัญหา ครู่หนึ่งบอกนิติธรว่า

“เอางี้ ถ้าแววเขากลัวเปลืองเนื้อเปลืองตัว งั้นคุณนิติธรก็กลับเข้าไปบอกเขาได้เลยว่า งานเลขาที่จะจ้างเขาเนี่ย ไม่เปลืองเนื้อเปลืองตัวแน่ๆ เพราะเขาจะไม่ได้เจอตัวผมเลย ผมจะสั่งงานผ่านทางโทรศัพท์ ผ่านทางคอมพิวเตอร์ หรือผ่านทางคุณนิติธรอีกที เรียกว่าเขาไม่ต้องมาเข้าใกล้ตัวผมเลย”

นิติธรฟังแล้วสบายใจขึ้น บอกว่าจะกลับไปคุยกับแววอีกครั้ง สยุมภูว์ย้ำว่า ได้ความอย่างไรให้แจ้งเพิ่มพงษ์มาเบอร์นี้แล้ววางสายอย่างสบายใจ

แจ็คสอดรู้สอดเห็น จ้องสยุมภูว์ไม่วางตา เห็น

คุยโทรศัพท์เสร็จก็เดินย้อนกลับออกไป แจ็คโผล่มาพึมพำ...

“พูดเรื่องอะไรของเขาวะ บ้ารึเปล่า หรือว่า...พี่จักรกับน้าเพิ่มกำลังสมคบกันทำอะไรบางอย่างที่ไม่อยากให้เรารู้” แจ็คคิดเอาจริงเอาจังราวกับเจอปัญหาโลกแตก

ooooooo

มาลตีรับไม่ได้ที่แววปฏิเสธงานที่ได้เงินเดือนถึงสองแสน ถามว่าเงินเดือนขนาดนี้จะไปหาได้ที่ไหนอีก คนเขาตกงานกันมากมาย เมื่อมีงานดีเงินงามขนาดนี้เขาให้ทำอะไรก็ทำๆไปเถอะ

แววติงแม่ว่า ถ้าคิดแบบนี้ตนก็ยอมให้คำรพเลี้ยงดูไปแล้ว บอกแม่ว่าคนเราต้องมีศักดิ์ศรีบ้าง ถูกมาลตีถามประชดว่า เงินนั้นเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ แต่ศักดิ์ศรีที่ว่าน่ะเอาไปแลกข้าวสารได้สักกระป๋องไหม

พอดีนิติธรกลับมา แจ้งแววตามที่สยุมภูว์บอก แววถามว่างานแบบนี้ก็มีด้วยหรือ นิติธรผสมโรงขำๆ ว่าเกิดมาตนก็เพิ่งได้ยินวันนี้เหมือนกัน

แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร งานที่มีเงื่อนไขน่าสนใจนี้ก็ทำให้แววมีความหวังขึ้นมา

ครู่เดียว เพิ่มพงษ์ที่ยังอยู่ในสายตาของแจ็คตลอดเวลา ก็ได้รับโทรศัพท์จากนิติธร ฟังปลายสายแล้วบอกว่า

“ครับ...เดี๋ยวผมจะเรียนคุณสยุมภูว์ให้...ครับ...แล้วมีอะไรผมจะรีบติดต่อไปอีกที ขอบคุณนะครับ”

คุยกับนิติธรเสร็จ เพิ่มพงษ์เดินมากระซิบกระซาบกับจักร ฟังแล้วจักรยิ้มร่าดีใจพูดเสียงดังว่า

“มันต้องอย่างนี้สิน้าเพิ่ม เยี่ยมไปเลย”

“ดีใจอะไรเหรอพี่จักร” แจ็คสาระแนเข้ามาถาม พอเพิ่มพงษ์เห็นแจ็คเท่านั้น ก็สวมวิญญาณน้าเพิ่มทันที ทำเสียงเข้มพูดกับจักรว่า

“เออ...แกดีใจอะไรวะไอ้จักร แค่ชมว่าทำงานดีเข้าหน่อย ทำเป็น...ไป๊...ไปห้องทำงาน แล้วรีบทำบัญชีให้ฉันด้วย เดี๋ยวฉันจะตามไป”

จักรรับคำแล้วเดินเลี่ยงไปที่ห้องทำงานที่อยู่หลังร้านขายต้นไม้ เพิ่มพงษ์หันมาเห็นแจ็คจะตามจักรไป ถามว่าจะไปไหน แจ็คทำหน้าตายบอกว่าตามจักรไปที่ห้องทำงานไง เพิ่มพงษ์ถลึงตาใส่ถามว่า “ฉันเคยสั่งแกไว้ว่าไง!”

“ห้ามเข้าห้องทำงานเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น และห้ามถามด้วย” แจ็คท่องให้ฟัง เพิ่มพงษ์ย้ำว่าจำได้ชัดเจนนะ แจ็ครับคำ มองตามเพิ่มพงษ์ที่เดินตามจักรไปที่ห้องทำงาน บ่นงงๆ ว่าเขาไปทำอะไรกันในห้องนั้นน่ะ พลันก็ทำท่าขยะแขยงเมื่ออุตริคิดลามกเอง

ooooooo

วัณณรีไปฝึกงาน แต่ใช้เวลาเล่นเกมในเฟซบุ๊กไม่ใส่ใจแม้แต่งานที่เอกรินทร์สั่งให้ทำ พอถูกเอกรินทร์ตำหนิขู่ว่าจะฟ้องเจ้านาย วัณณรีก็ท้าอย่างอวดดีว่า เขาชอบแววแล้วจะกล้ามาฟ้องตนกับเจ้านายหรือ ทำ

เอาเอกรินทร์พะอืดพะอม แต่ก็เตือนแกมขู่ว่า

“เด็กฝึกงาน แต่ไม่รู้จักฝึก ไม่รู้จักทำงาน ถึงพี่จะเห็นแก่พี่สาวเธอ ยอมให้เธอฝึกงานต่อ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตอนประเมินผล พี่จะให้เธอผ่านนะ”

วัณณรีก็ยังไม่แยแส เชื่อว่าเขาไม่กล้าทำ  เอกรินทร์ย้ำว่าถ้าตนบอกแวว มีหวังแววต้องอบรมแบบจัดหนักแน่ๆ พอถูกขู่หนักเข้า วัณณรีก็ยอมทำงาน แต่มีข้อแม้ว่าเสร็จแล้วต้องพาไปเลี้ยงขนมเค้ก ดักคอว่าจะจีบพี่สาวตนก็อย่าขี้ตืด

“ก็ได้...แต่ต้องหาข้อมูลให้พี่ครบถ้วน ห้ามขาดตก

บกพร่องเด็ดขาด”

วัณณรีดีอกดีใจที่จะได้กินขนมเค้กฟรี ทำเป็นกระตือรือร้นรีบทำงาน เอกรินทร์ดูแล้วหนักใจ รู้สึกเด็กคนนี้ฤทธิ์เยอะเกินกว่าที่ตนจะเอาอยู่เสียแล้ว

ooooooo

เมื่อแววไปที่ร้านกาแฟเล่าเรื่องได้งานให้ชลธิชากับเริงใจฟัง เพื่อนทั้งสองดีใจมาก เริงใจบอกว่าแบบนี้ต้องฉลอง แล้วก็สั่งอิตาเลียนโซดา 3 ที่ให้ลงบัญชีตน

แต่แววก็ยังหนักใจว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า เพราะไม่มีความรู้เรื่องงานเลขาเลย ซ้ำยังต้องทำกับซีอีโอของทศพลกรุ๊ปด้วย แค่นึกก็หนาวแล้ว ชลธิชาให้กำลังใจว่าเก่งอย่างเธอเชื่อว่าทำได้อยู่แล้ว เริงใจเห็นเพื่อนหวาดๆ หวั่นๆก็พูดว่า

“แบบนี้จะไหวเหรอ ยิ่งเงินเดือนสูงขนาดนี้ เขาสั่งงานอะไร แกต้องได้โชะๆๆแบบเลขามืออาชีพเลย จะไปเอ๋อๆเหวอๆเป็นเด็กฝึกงานไม่ได้นะ”

ฟังเริงใจแล้วแววก็ยิ่งขาดความมั่นใจ ขอตัวกับเพื่อนๆจะไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับหน้าที่ของเลขามาอ่าน ชลธิชาเลยอาสาจะแนะนำให้เธอไปคุยกับเลขาของคุณพ่อให้ช่วยแนะนำหน้าที่เลขาให้ ทำให้แววมีกำลังใจขึ้นมาก

แต่พอเดินออกจากร้านก็เจอเอกรินทร์พาวัณณรีมาที่ร้าน พอวัณณรีมาเจอแววก็บอกเอกรินทร์ให้เปลี่ยนร้าน  แววถามเอกรินทร์ว่าพาน้องสาวตนมาทำอะไร

เอกรินทร์ว่าจะพามาเลี้ยงขนมเค้กตามสัญญาแต่คิดว่าพามาร้านนี้จะได้ดูไม่น่าเกลียด

ทันใดนั้นเอง มีคนร้ายกระชากโน้ตบุ๊กของลูกค้าในร้านวิ่งออกไป เอกรินทร์เห็นดังนั้นขี่มอเตอร์ไซค์ของตนตามไปทันที เอกรินทร์ตามทัน ถูกคนร้ายใช้มีดกรีดหลังเขา แต่เอกรินทร์ก็ยังต่อสู้เอาหมวกกันน็อกฟาดหัวมันจนล้ม แย่งเอาโน้ตบุ๊กกลับคืนมาได้ เขาเอาใส่ในเสื้อแจ็กเกตกลับมาคืนให้เจ้าของ ทุกคนพากันชื่นชมว่าเขาเป็นพระเอกจริงๆ

แต่พอชลธิชาเห็นหลังเขาถูกกรีดเสื้อแจ็กเกตขาดและมีเลือดซึมออกมา จึงรู้ว่าเขาบาดเจ็บจะพาไปโรงพยาบาล เอกรินทร์บอกว่าตนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยทำแผลเองได้ คอนโดฯของตนก็อยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง ชลธิชาจึงขอพาไปส่งและทำแผลให้เขา เอกรินทร์จำต้องยอมเพราะทำแผลที่หลังตัวเองไม่ได้

ส่วนแววก็ต้องไปหาเลขาของนุกูลเอง ชลธิชาบอกว่าไม่ต้องกังวลเพราะตนนัดและบอกรายละเอียดไว้แล้ว แววจึงสั่งวัณณรีให้กลับบ้านกำชับว่าห้ามเถลไถล

ooooooo

เลขาของนุกูลชื่อพิม เป็นเลขานุกูลมาสิบกว่าปีแล้ว นุกูลพาแววไปพบพิมอย่างเอ็นดูเหมือนลูกหลาน พิมเองก็เต็มใจแนะนำงานให้ แต่เพราะงานเลขามีมากมาย บอกให้แววตั้งประเด็นถามมาดีกว่า

คำถามแรกของแววก็ทำเอาทั้งพิมและนุกูลงง เมื่อเธอถามว่า “เลขานุการ คืออะไรเหรอคะ”

เอาแบบคร่าวๆ เลขานุการก็คือตำแหน่งงานของผู้ที่จะช่วยแบ่งเบา ช่วยจัดการและช่วยสนับสนุนผู้บริหารน่ะค่ะ” พิมตอบโดยสรุป แววถามอีกว่า แล้วหน้าที่ของเลขาต้องทำอะไรบ้าง คำถามนี้ทำให้พิมต้องย้อนถามแววว่าจะรีบไปไหนหรือเปล่า เพราะถ้าตอบกันจริงๆ คงต้องใช้เวลาเป็นวัน แต่ก็ยินดีที่จะพูดโดยสรุปให้ฟัง

พิมบรรยายหน้าที่เลขายาวเหยียด แววจดจนสมุดหมดไปครึ่งเล่มก็ยังไม่มีทีท่าจะหมด จนแววเริ่มรู้สึก เวียนหัว พูดอย่างเริ่มท้อว่าตนคงไม่เหมาะกับหน้าที่เลขาแน่ๆ

“โอ๊ย...อย่าท้อสิคะ ถ้าคุณแววทำงานด้วยความรอบคอบ และอดทนกับสภาวะกดดันได้ เจองานหนักแค่ไหนก็ไม่เกี่ยงแค่นี้ ก็เป็นเลขาได้แล้วค่ะ” พิมให้กำลังใจ แล้วบรรยายต่อ จนนุกูลบอกว่า เอาให้กระชับ บอกแววไปเลยว่า คนเป็นเลขาจะต้องปฏิบัติตัวยังไงกันแค่นั้นก็พอ

“ได้ค่ะ สรุปว่า คือคนที่ไม่ว่าเจ้านายจะสั่งงานอะไรก็ต้องทำให้ได้ทุกอย่างโดยไม่มีข้อยกเว้น ห้ามไม่ไหว ห้ามทำไม่ได้ ห้ามขาด ห้ามลา ห้ามป่วย แล้วก็ห้ามตายด้วยค่ะ”

ฟังพิมบรรยายจบ แววก็แทบจะถอดใจแล้ว...

ooooooo

เอกรินทร์พาชลธิชามาถึงหน้าห้อง เจอแป้งร่ำออกจากห้องไลลาพอดี แป้งร่ำมองตะลึงที่เอกรินทร์พาผู้หญิงมาที่ห้องเลยเอาหูแนบประตูแอบฟังเสียงข้างในอย่างอยากรู้อยากเห็น

กว่าชลธิชาจะทำแผลให้เอกรินทร์ได้ เธอก็เขินแล้วเขินอีกเมื่อเห็นเขาถอดเสื้อ พอเอายาฆ่าเชื้อทาแผล เอกรินทร์ก็ซี้ดปากเพราะแสบมาก แป้งร่ำได้ยินเสียงซี้ดปากก็ตาโตนึกว่าสองคนนี้ทำอะไรกันรีบไปเรียกไลลาให้เข้าไปดู

ไลลาเปิดประตูผัวะเข้าไป เห็นเอกรินทร์ไม่ใส่เสื้อก็ยิ่งเชื่อที่แป้งร่ำบอก แต่พอเอกรินทร์ชี้แจงพร้อมกับให้ดูแผลที่หลังเธอกับแป้งร่ำก็หน้าแตกออกไป

หลังจากทำแผลแล้ว ชลธิชาเตือนเขาด้วยความเป็นห่วงว่าวันหลังไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงแบบนั้น เอกรินทร์ถามว่า เธอเป็นห่วงตนด้วยหรือ ทำให้ชลธิชายิ่งเขิน บอกว่าตนกลับดีกว่า เตือนเขาว่าพรุ่งนี้อย่าลืมไปเอามอเตอร์ไซค์ที่ร้านด้วย

เอกรินทร์มองหน้าเธอนิ่งอย่างลังเล สุดท้ายทำ

ใจกล้าถามว่า ตนจะถามอะไรเธอหน่อยได้ไหม ชลธิชาแก้มร้อนผ่าวขึ้นมา ตอบอย่างเขินจัดว่า จะถามอะไรหรือ

“เอ่อ...คุณชลธิชาต้องสัญญาก่อนว่าจะไม่หัวเราะเยาะผม แล้วก็จะเก็บไว้เป็นความลับด้วย” ชลธิชารับปาก ก้มหน้างุด เอกรินทร์อึกอักนิดหนึ่งจึงถามว่า “พอรู้ไหมครับว่า...แววเขาคิดยังไงกับผม”

ชลธิชาถึงกับสำลักกาแฟที่ยกดื่มแก้เขิน พอตั้งสติได้ถามเสียงปร่าๆว่า หมายความว่าเขาชอบแววใช่ไหม พอเขายอมรับ เธอถามว่าแล้วทำไมไม่บอกแววเอง เขาตอบเขินๆว่า เพราะเห็นเธอสนิทกับแววมากเลยอยากลองถามดู

เอกรินทร์ยอมรับว่ารู้จักและสนิทกับแววตอนเด็กๆ แต่พอมาเจอกันตอนนี้ ตนไม่รู้ว่าแววชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เลยไม่รู้ว่าจะเอาใจเธอยังไง ชลธิชาถามหน้านิ่งๆว่า “อย่าบอกนะว่าอยากให้ฉันช่วยคุณจีบยัยแวว”

“ถ้าอย่างนั้นได้ก็ดีสิครับ ถ้าไม่รบกวนเกินไป คุณชลธิชามีอะไรก็แนะนำผมบ้างนะครับ”

ชลธิชาอึ้ง...เซ็งจนบอกไม่ถูก...พอเธอจะกลับ เอก-รินทร์ออกมาส่งที่ประตู ชลธิชาเดินตัวชาออกมา สองหูยังได้ยินเสียงเอกรินทร์ที่ถามว่า “พอจะรู้ไหมครับว่าแววเขาคิดยังไงกับผม” แล้วเธอก็อดบ่นออกมาไม่ได้ว่า...

“ซื่อบื้อชะมัดเลยผู้ชายสมัยนี้ ไม่ได้สังเกตเลยนะว่าเรารู้สึกยังไง”

ooooooo

พอลงมาถึงชั้นล่าง เจอไลลากับแป้งร่ำดักรออยู่ พอเห็นชลธิชาเดินมาก็ปรี่เข้าไปขวาง ชลธิชาเสียงเข้มใส่ว่า ตอนนี้อารมณ์ไม่ดีมากๆ ถ้าไม่มีธุระสำคัญตนขอตัว แล้วเดินเลี่ยงไปก็ยังถูกสองสาวตามมาขวางอีก

แป้งร่ำแสดงอาการหึงเต็มที่ บอกชลธิชาว่า อย่าไปยุ่งกับเอกรินทร์ได้ไหม ชลธิชาย้อนถามว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตนด้วย แป้งร่ำประชดว่าเข้าไปหาถึงในห้องถ้าบอกว่าไม่มีอะไรก็คงจะเชื่อยาก

“แต่ยังไงคุณเอกเขาก็ชอบคนอื่น ไม่ได้ชอบฉัน” ชลธิชาบอกตรงๆ ทำเอาแป้งร่ำหน้าเหวอถามว่าจริงหรือ ไลลาบอกเพื่อนว่าอย่าไปเชื่อ ชลธิชายืนยันว่า “แต่อันนี้เชื่อได้ค่ะ เพราะไม่ใช่คำพูดฉัน แต่เป็นคำพูดที่ออกจากปากของคุณเอกเอง เขาชอบคนอื่นไม่ใช่ฉัน ขอตัวนะคะ ขอบคุณค่ะ”

ชลธิชาเดินออกไปด้วยอารมณ์เหวี่ยงๆ ทำเอาแป้งร่ำมองหน้า ไลลาเหวอถามว่า  แล้วเอกรินทร์ชอบใคร??

“ไม่รู้สิยะ แต่ก็คงไม่ใช่เธอล่ะมั้ง ถามจริง นายเอกมันมีอะไรดีเหรอ เห็นเธออยากได้เหลือเกินนี่”

“ก็ฉันไม่คิดแค่อยากได้นี่ไลลา ฉันคิดไปถึงผู้ชายอบอุ่นที่จะเป็นผู้นำครอบครัวที่ดีได้ เธอคิดว่าผู้ชายแบบคุณเอกเนี่ยหากันได้ง่ายๆเหรอ”

“ไม่ง่ายหรอก สมัยนี้ผู้ชายที่ไม่เจ้าชู้ ไม่กะล่อน ก็มักจะไม่ใช่ผู้ชายน่ะสิเธอ”

“ก็นั่นไง ทีนี้รู้รึยังว่าทำไมฉันถึงชอบคุณเอกขนาดนี้”

ไลลาพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ooooooo

แววกลับถึงบ้านคืนนี้สวดมนต์กราบหมอนเสร็จ พอล้มตัวลงนอนก็เห็นคริสตัลรูปดาวที่วางไว้ใกล้โทรศัพท์ เธอหยิบขึ้นมาดูอย่างพินิจพิจารณา คิดถึงที่จักรบอก แล้ววันนี้ก็เป็นจริง เธอได้งานดีเงินงามอย่างที่อธิษฐานไว้ แต่ก็บอกตัวเองว่าอาจเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า

ส่วนแจ็คก็ยังสอดรู้สอดเห็น พยายามที่จะรู้ให้ได้ว่าในห้องทำงานของจักรกับเพิ่มพงษ์มีอะไร ขณะแอบดูเพิ่มพงษ์มาเจอพอดี เลยสั่งสอนแล้วขู่ว่า ถ้ายังไม่เลิกนิสัยสอดรู้สอดเห็นอีกจะไล่ออกจากงานและไล่ออกจากบ้านด้วย แจ็คเลยจ๋อยไป

หลังจากจ้างแววเป็นเลขาแล้ว จักรที่แต่งเป็นสยุมภูว์ครึ่งตัวบน ส่วนครึ่งตัวล่างยังเป็นจักรคนขายต้นไม้ตามเดิม ถามเพิ่มพงษ์ว่าตนจะสั่งงานเลขาได้หรือยัง เพิ่มพงษ์บอกว่านิติธรกำลังจัดการให้อยู่ สักครู่คงสั่งงานได้ เพิ่มพงษ์เตือนอย่างเป็นห่วงให้เขาจัดลำดับความสำคัญให้ดี ควรทำเรื่องใหญ่ๆสำคัญๆก่อน เรื่องส่วนตัวเรื่องหัวใจให้เป็นเรื่องรอง

“แล้วใครบอกน้าเพิ่มล่ะว่าเรื่องหัวใจสำคัญน้อยกว่าเรื่องงาน ผมก็เรียงลำดับความสำคัญถูกต้องแล้วไง สำหรับผม เรื่องหัวใจไม่ได้สำคัญน้อยกว่าเรื่องธุรกิจเรามาช่วยกันหาภารกิจทดสอบเลขาคนใหม่คนนี้กันดีกว่า”

ooooooo

นิติธรเอาไอโฟนและไอแพดไปให้แวว วัณณรียื่นมือมารับราวกับเป็นของตัวเอง นิติธรบอกว่านี่คืออุปกรณ์สำนักงานที่จะเรียกคืนเมื่อเลิกจ้าง วัณณรีบ่นเสียดาย ส่วนมาลตีก็ถามว่า เงินเดือนเดือนแรกจะเบิกก่อนได้ไหม

แววอับอายขายหน้ามาก ขอร้องแม่กับน้องว่าตนขอคุยกับนิติธรเป็นการส่วนตัวได้ไหม รวมทั้งไล่โรสที่ยืนเจ๋ออยู่ด้วย พอทั้งสามคนกระฟัดกระเฟียดออกไปแล้ว แววถามนิติธรว่า

“ฉันรับเงินเดือนสูงขนาดนี้ คุณสยุมภูว์คาดหวังให้ฉันต้องรับผิดชอบงานอะไรบ้าง”

นิติธรถามว่ากลัวสยุมภูว์จะมอบงานให้ยากเกินความสามารถหรือ แววตอบอย่างกระตือรือร้นว่าตรงกันข้าม ตนรอโอกาสนี้มานานทั้งชีวิตแล้ว โอกาสที่จะได้ทำงานที่ยากๆ ท้าทาย และได้ใช้ความสามารถของตัวเองจริงๆ

หลังจากนิติธรกลับไปแล้ว แววเตือนตัวเองว่า ห้ามอยู่ห่างจากไอ้เจ้าสองอันนี้เด็ดขาด จะไปไหนก็คอยชำเลืองดูว่าเจ้านายจะเรียกหรือไม่ แล้วก็ตื่นเต้นเมื่อมีสัญญาณเฟซไทม์ดังขึ้น เธอรีบไปหยิบมาดู

บนจอไอแพด เห็นชายคนหนึ่งใส่สูท แต่เห็นแค่ครึ่งตัว จากเอวไปถึงแค่คาง แม้แต่ริมฝีปากก็ยังไม่เห็น ได้ยินเสียงสั่งงานว่า

“แวว...นี่ผมเอง สยุมภูว์ ขอต้อนรับเข้าสู่ทศพลกรุ๊ปนะแวว”

“ค่ะ” แววยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะคุณสยุมภูว์” แล้วแอบบ่นเบาๆ “ไม่ให้เห็นหน้าอีกต่างหาก...”

ooooooo

ที่ห้องทำงานลับหลังร้านขายต้นไม้ จักรกับเพิ่มพงษ์นั่งดูจอไอแพดด้วยกัน เห็นแววในจอแค่นั้นเขาก็มีความสุขแล้ว

แววถามว่ามีงานอะไรจะต้องทำบ้าง สยุมภูว์บอกว่ามีแน่นอน แววแสดงความเอาการเอางาน บอกว่าให้บอกมาเลย งานยากงานหนักแค่ไหนตนก็ไม่กลัว

สยุมภูว์ชมว่าดี เอาการเอางานดี เย็นนี้ตนอยากทานไอศกรีมหน่อย แววถามว่าชอบทานไอศกรีมยี่ห้ออะไร เขาบอกว่ายี่ห้ออะไรก็ได้ แววงง ถามว่าแล้วชอบรสอะไร วนิลา ช็อกโกแลต สตรอเบอร์รี่ หรือว่า...

“รสหูฉลาม” สยุมภูว์ตัดบท แววตาเหลือกไม่เชื่อหูตัวเอง ขอทวนอีกที เขาสั่งช้าๆ ชัดๆว่า “ผมอยากทานไอศกรีมรสหูฉลามในเย็นวันนี้” พูดเสร็จจอก็ดับวูบลง

แววฟังแล้วมึนตื้อไปเลย!!

ooooooo

วันนี้ ที่หน้าคฤหาสน์ของสยุมภูว์ รถหรูของสยุมภูว์แล่นเข้ามาจอด เพิ่มพงษ์ลงมาเปิดประตูรถให้ สยุมภูว์เดินนำเข้าไปในคฤหาสน์ ส่วนเพิ่มพงษ์ถือกระเป๋าเอกสารและสะพายกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กคอม-พิวเตอร์ตามมาด้วยสีระแวง จนสยุมภูว์ถามว่า ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ เพิ่มพงษ์บอกว่ามีหลายเรื่องเลย พอสยุมภูว์ให้พูดมา เขาพูดทีละเรื่องว่า

“อย่างแรกเลย เรื่องยัยคุณแววนั้น คุณรับเข้ามาเพื่อทำงานให้กับทศพลกรุ๊ป แต่ที่ไหนได้ คุณกลับไปใช้ให้แววทำเรื่องที่ไม่มีประโยชน์กับธุรกิจของเราเลย”

“ไม่มีประโยชน์ยังไง นี่ผมกำลังฝึกอบรมพนักงานใหม่อยู่นะ” สยุมภูว์ตะแบง ครั้นเพิ่มพงษ์ถามว่าด้วยการให้แววไปหาไอศกรีมรสหูฉลามที่ในโลกนี้ไม่มีใครทำขายเนี่ยนะครับ”

“ใช่! ถ้าจะเป็นเลขาผมในอนาคตได้ เมื่อผมต้องการอะไร เขาต้องจัดหามาให้ผมได้ทุกอย่าง”

“สรุปว่า คุณสยุมภูว์ต้องการทดสอบกึ๋นของแวว”

สยุมภูว์พยักหน้า แล้วดักคอว่า “ส่วนเรื่องที่สอง ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นเรื่องที่ผมนัดคุยงานกันกับอาธรที่นี่?”

“ใช่สิครับ จะมาถึงนี่ทำไม ก็สั่งงานผ่านทางวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ก็ได้ เพื่อความปลอดภัย ควรให้คนเห็นหน้าคุณสยุมภูว์น้อยที่สุด ยังไม่ควรไปที่ไหนทั้งนั้น”

สยุมภูว์โต้ว่าที่นี่เป็นบ้านตน พอเพิ่มพงษ์จะพูด ถูกเขาตัดบทว่า จะพูดให้ตนระแวงนิติภูมิลูกชายนิติธรอีกใช่ไหม เพิ่มพงษ์บอกว่าตนแค่เป็นห่วงเขา สยุมภูว์ขัดขึ้นเสียงจริงจังว่า

“ก็ดี ถ้าเป็นห่วงก็ห่วงในฐานะผู้ช่วยผม ไม่ใช่เป็นห่วงในฐานะผู้ปกครอง ที่จะคอยสั่งหรือจำกัดบริเวณผมอย่างนี้”

เพิ่มพงษ์จำต้องรับคำ แล้วบ่นอุบอิบว่า อุตส่าห์พาหลบอันตรายไปอยู่ที่อื่น ดั้น...กลับมาเป็นเป้าซะงั้น...

สยุมภูว์สั่งให้หยุดบ่น แล้วเดินนำเข้าคฤหาสน์ไป เพิ่มพงษ์หยุดบ่นเดินตามไปจ๋องๆ

แต่เมื่อเข้าไปนั่งที่มุมหนึ่งในคฤหาสน์ เพิ่มพงษ์ยังระแวงทุกคน แม้แต่คนรับใช้ที่เอาชุดชามาเสิร์ฟ เขาก็ยังตรวจตัวและชิมชาก่อน สยุมภูว์ถามว่าระแวงเกินเหตุไปหรือเปล่า พอดีคนรับใช้มาบอกว่า นิติธรสั่งว่ากราบขออภัย ท่านกำลังลงมา สยุมภูว์บอกว่าไม่เป็นไร

พอคนรับใช้เดินไป เพิ่มพงษ์เตือนอีกว่า ทำไมยังนั่งสบายใจอยู่ได้ ที่นี่มันไม่ปลอดภัยสำหรับเขา

“ผมรู้นะว่าน้าเพิ่มเป็นห่วงผม แต่ขอให้ผมได้มีความสุขที่ได้อยู่ในบ้านตัวเองสักหน่อยเถอะครับ อย่างน้อย มุมนี้ผมก็เคยเล่นสนุกกับคุณพ่อบ่อยๆ”

เพิ่มพงษ์จึงเข้าใจความรู้สึกของเขา ปล่อยให้สยุมภูว์ได้ดื่มดํ่ากับบรรยากาศในคฤหาสน์ของตัวเอง คิดถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ของตัวเองอย่างมีความสุข

ooooooo

แววปวดหัวหนัก ไปปรึกษาเพื่อนๆที่ร้านกาแฟต่างก็มืดแปดด้านกับไอศกรีมรสหูฉลาม แววนัดเอก-รินทร์มารับให้ตระเวนหาตามร้านต่างๆ เอกรินทร์พาไปแถวเยาวราช เข้าไปถามสองสามร้าน บางร้านก็ไล่ตะเพิดเพราะคิดว่ามากวนประสาทเล่น

เอกรินทร์เสนอว่า เราตระเวนหาจนทั่วแล้ว ให้บอกสยุมภูว์ไปตรงๆเลยดีไหมว่าหาไม่ได้ แววบอกว่าไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าทำอย่างนี้เท่ากับตนทำงานล้มเหลวมีหวังถูกเลิกจ้างแน่ๆ

พลันโทรศัพท์มือถือของแววก็ดังขึ้น แววรีบกดรับทักทายด้วยนํ้าเสียงตื่นเต้นว่าอายุยืนจริงๆ ตนเพิ่งหยิบดาวที่เขาให้ขึ้นมาดูเขาก็โทร.มาพอดี

แววบอกอย่างตื่นเต้นว่า คราวที่แล้วตนอธิษฐานของานดีๆเงินดีๆก็ได้ตามที่ขอ แล้วก็ทำเสียงเศร้าบอกว่า แต่ตอนนี้คงจะถูกไล่ออกจากงานแล้ว เพราะหาไอศกรีมรสหูฉลามให้เจ้านายไม่ได้ ตนเอาหูฉลามไปขอร้านทำไอศกรีมให้ช่วยปั่นใส่ไอศกรีมก็ไม่มีใครทำให้

“ทำไมไม่มองหาตามตลาดหรือตามข้างทางบ้าง เธอเคยเห็นไอติมกะทิรถเข็นหรือที่เขาตั้งถังไอติมขายอยู่ตามข้างทางไหมล่ะ”

“จริงด้วยสิ ฉันเคยเห็นบางเจ้าเขาใส่ไข่แดงสดๆ

ลงไปคลุกในไอติมด้วย ถ้าขอให้เขาใส่หูฉลามลงไปก็น่าจะเป็นไปได้นะ” แววตื่นเต้นดีใจมาก จักรบอกให้วางสายแล้วไปหาซื้อหูฉลามรีบไปจัดการเลย

แววกดตัดสายแล้วหันบอกเอกรินทร์ว่า รู้แล้วว่าจะไปไหน เอกรินทร์พยักหน้าเนือยๆ เสียความรู้สึกที่แววคุยกับจักรอย่างสดชื่น แต่ก็รีบพาเธอไปตามที่ต้องการ

เอกรินทร์พาตระเวนไปจนเจอรถเข็นขายไอศกรีมที่คนไข่แดงใส่ไปด้วย ทั้งสองรีบเข้าไปซื้อเอาใจก่อน แล้วให้ช่วยเอาหูฉลามใส่แทนไข่แดง แววขอร้องให้ช่วยหน่อย คนขายลังเลไม่มั่นใจ เอกรินทร์ต่อรองว่าถ้าทำให้ ตนจะเหมาไอติมหมดถังเลย

คนขายไอติมสนใจมาก ถามว่าแน่นะ ส่วนแววสะกิดติงเอกรินทร์ว่าวู่วามไปรึเปล่า

“เราไม่มีเวลาแล้ว...ว่ามาเลยพี่ ทั้งหมดนี่เท่าไหร่ครับ” เอกรินทร์รวบรัด คนขายยิ้มดีใจ เอกรินทร์ยิ้มดีใจยิ่งกว่าที่ช่วยแววได้สำเร็จ แม้แววจะดีใจแต่ก็เกรงใจ

เอกรินทร์ที่ทุ่มเทช่วยตนเต็มที่...

ooooooo



เมื่อนิติธรลงมา เขาขอโทษที่ให้รอ สยุมภูว์พูดสบายๆว่าไม่เป็นไรเพราะตนเป็นคนมาก่อนเวลาเอง นิติธรถามว่าเราเริ่มคุยงานกันเลยไหม เพิ่มพงษ์ รีบเห็นด้วยเสร็จแล้วจะได้รีบกลับกัน

“ที่จริงแล้วผมคิดว่า คุณสยุมภูว์จะกลับมาอยู่บ้านแล้วเสียอีก” นิติธรพูดอย่างเกรงใจ เพิ่มพงษ์รีบบอกว่ายังไม่ใช่ตอนนี้ ครั้นนิติธรปรารภว่าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมสยุมภูว์ถึงต้องออกไปอยู่ที่อื่น สยุมภูว์ตอบเชิงเหน็บ

เพิ่มพงษ์นิดๆว่า

“ก็ตามสไตล์น้าเพิ่มน่ะครับ...ห่วงความปลอดภัยของผม”

ระหว่างนั้น เพิ่มพงษ์ถามว่านิติภูมิอยู่ไหม นิติธร บอกว่าไม่อยู่อีกประเดี๋ยวคงกลับมา ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

“อ๋อ...ปะ...เปล่า ไม่มีอะไรครับ” เพิ่มพงษ์ปฏิเสธแล้วรีบคุยงานกัน ระหว่างนั้น นิติธรเอ่ยชื่นชมการทำงานของสยุมภูว์ แล้วก็ตำหนิลูกชายตัวเองว่าอายุไล่เลี่ยกันแต่ไม่ได้เศษเสี้ยวของสยุมภูว์เลย

นิติธรบอกว่า เดี๋ยวนิติภูมิกลับมาจะให้ฝากเนื้อ ฝากตัวกับสยุมภูว์ เพิ่มพงษ์ฟังแล้วร้อนใจ เร่งสยุมภูว์ให้รีบกลับกันดีกว่า รีบกลับเสียจนนิติธรถามว่า ทำไมจู่ๆถึงได้รีบกลับ

ooooooo

เมื่อรีบพาสยุมภูว์ออกจากคฤหาสน์แล้ว สยุมภูว์ ถามว่าจะไม่เป็นการเสียมารยาทไปหน่อยหรือ เพิ่มพงษ์ พูดอย่างตึงเครียดว่า การรักษาชีวิตสำคัญกว่าการรักษามารยาท

“น้าเพิ่มแน่ใจได้ยังไงว่านายภูมิเขาเป็นตัวอันตราย แบบ...นั้น...”

สยุมภูว์พูดไม่ทันขาดคำ นิติภูมิก็กลับมาถึง นิติธร รีบแนะนำลูกชายแก่สยุมภูว์ ซึ่งเขาก็ทักทายอย่างเป็นมิตร แล้วขอตัวไว้โอกาสหน้าค่อยพบกัน นิติภูมิเอ่ยฝากเนื้อ ฝากตัวทั้งที่สีหน้าและแววตาแสดงถึงความเกลียดชังสยุมภูว์อย่างชัดเจน

หลังจากนั้น นิติธรขอบใจลูกชายที่ยังไว้หน้าตนไม่แสดงกิริยาไม่ดีต่อหน้าสยุมภูว์ ถามว่าคิดอย่างไรถ้าตนจะฝากเข้าทำงานกับสยุมภูว์ คิดอยากทำอะไร ตรงส่วนไหนดี

“ก็ได้ ถ้าทำงานใกล้ๆกับคุณสยุมภูว์ก็คงจะก้าวหน้าดีใช่ไหมครับ”

“ใช่สิลูก...ได้เลย พ่อก็คิดแบบนั้นอยู่แล้วเหมือนกัน ไว้พ่อจะรีบคุยกับสยุมภูว์ให้นะ” นิติธรยิ้มแย้มยินดีที่กล่อมลูกได้สำเร็จ ในขณะที่นิติภูมิรับปากพ่อด้วยดี แต่ในใจนั้นมีแต่ความเกลียดแค้นสยุมภูว์อยู่เต็มอก

ooooooo

หลังจากหาไอศกรีมรสหูฉลามได้แล้ว แววก็เอาไอศกรีมนั้นไปนั่งรอที่ศาลาที่พักผู้โดยสารรถเมล์ตามที่สยุมภูว์สั่ง เขาส่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปรับ พร้อมกับฝากจดหมายใส่ซองมาให้แววด้วย

เอกรินทร์แปลกใจว่า ทำไมสยุมภูว์ถึงต้องเก็บตัวมิดชิดจนขนาดนี้ แววบอกว่าทั้งบริษัทก็มีแต่นิติธร

คนเดียวที่เคยได้เห็นหน้าเขา แต่ตนไม่สนใจ ขอเพียงถึงสิ้นเดือน โอนเงินเดือนเข้าบัญชีตนให้ครบถ้วนก็พอแล้ว

เมื่อพากันกลับไปที่ร้านกาแฟ ทั้งชลธิชาและเริงใจดีใจกับเพื่อนที่บรรลุหน้าที่ตามคำสั่งเจ้านายได้ ถามว่าแล้วรสชาติเป็นอย่างไร เอกรินทร์บอกว่าของคาวกับของหวานมาผสมกันยังไงก็ไม่ค่อยเข้ากันอยู่แล้ว นึกได้ถามแววว่า เห็นเขาฝากจดหมายมาด้วย ว่ายังไงบ้าง

“ไม่มีอะไรหรอก แค่บอกให้รีบกลับบ้านพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวรับภารกิจใหม่ตอนเช้าวันพรุ่งนี้ ฉันก็กำลังจะบอกทุกคนอยู่พอดีว่า ขอตัวกลับก่อนนะ” เอกรินทร์ จะไปส่ง แววขอบใจแต่ไม่ดีกว่าเพราะวันนี้รบกวนเขามากเกินไปแล้ว

เริงใจพูดอย่างก๋ากั่นว่าดี จะได้เป็นคิวของพวกตนบ้าง ส่วนเอกรินทร์ก็บอกว่า วันนี้พาแววตะลอนไปทั้งวัน ได้นั่งพักบ้างก็ดีเหมือนกัน แล้วนึกได้ถามสองสาวอย่างกระตือรือร้นว่า

“ว่าแต่...ไอติมที่ผมเหมามาเหลืออีกตั้งเยอะ เดี๋ยวผมตักมาเสิร์ฟให้อีกนะ”

ชลธิชากับเริงใจสบตากันแบบเบื่อๆเพราะถูกตักให้กินมาหลายถ้วยแล้ว...

ooooooo

ที่ร้านขายต้นไม้ เมื่อจักรได้รับไอศกรีมรสหูฉลามแล้วก็ชวนเพิ่มพงษ์มากินกัน พูดแบบขำๆว่าจะกินได้รึเปล่าก็ไม่รู้แต่พอกินคำแรก ต่างก็มองหน้ากัน จักรบอกว่าก็พอได้นะ เพิ่มพงษ์บอกว่าอร่อยกว่าที่คิด ขนาดนี้ทำขายได้เลยนะเนี่ย

แจ็คสาระแนมาอีกแล้ว ทำเป็นโผล่หน้ามาอำๆว่าทำอะไรกันกะหนุงกะหนิง มีของอร่อยไม่แบ่งกินกันบ้างเลย เพิ่มพงษ์เลยบอกให้ลองกินดูเลื่อนถ้วยตัวเองให้บอกว่า “ชิมจากถ้วยฉันก็ได้”

แจ็คบอกว่าไม่เป็นไรตนกินกับจักรก็ได้ แล้วเข้ามายืนค้ำหัวจักรหยิบช้อนตักจากถ้วยจักรไปชิม พอไอศกรีมเข้าปากเท่านั้นแจ็คทำเสียงแหวะ แล้วถุยทิ้ง คว้ากล่องใส่ไอศกรีมขึ้นดู พูดอย่างสมเพชว่า

“โห...ดูจากสภาพกล่องโฟมแล้ว ไม่เกินสิบบาทหรอก” พูดแล้ววางกล่องเดินส่ายหัวดิกไป

“โถ...ไอ้ลิ้นตะเข้ไอ้รสนิยมต่ำ” เพิ่มพงษ์ด่าตามหลังไปอย่างหมั่นไส้ แล้วหันมายิ้มกับจักรขำๆ

ooooooo

แววกลับมาถึง แค่เปิดประตูรั้วก็ถูกจักรทักราวกับมาดักอยู่ว่าเริ่มงานวันแรกก็โดดงานเลยนะ แววบอกว่าตนทำงานเสร็จแล้วต่างหาก จักรประชดว่าน่าอิจฉาตนทำงานทั้งปียังได้ไม่เท่าเธอทำเดือนเดียวเลย แววแกล้งยั่วว่า โบราณเขาถึงว่าไงว่าแข่งเรือแข่งพายน่ะแข่งกันได้แต่แข่งบุญวาสนาน่ะแข่งกันไม่ได้

จักรแกล้งยั่วคืนว่า พอได้เงินเดือนเป็นแสนก็ทำตัวเป็นคางคกขึ้นวอเชียว ทั้งสองต่างเหน็บแนมโต้เถียงกันทีเล่นทีจริงพอเจ็บๆคันๆแล้วแววก็บอกว่า ทีแรกตั้งใจว่ากลับมาเจอจะขอบคุณสักหน่อยที่แนะนำเรื่องไอศกรีมรสหูฉลามให้ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว พูดแล้วเดินเข้าบ้านไปเลย จักรยิ้มๆรู้สึกสนุกที่ได้ยั่วเธอเล่น

จักรถามว่าทำไมไม่วาดรูปอีก เธอบอกว่าไม่อยากวาดแล้วเพราะถูกแม่ด่าว่าทำอะไรไร้สาระ จักรบ่นว่าน่าเสียดายฝีมือเธอ จงใจพูดให้เธอฮึดขึ้นมาว่า “ฝีมือก็มี แต่ใจเสาะชะมัด”

แววทำตาเขียวใส่ จักรเลยเล่าเรื่องวินเซ้นต์แวนโก๊ะห์ให้ฟังว่า สมัยที่แวนโก๊ะห์มีชีวิตอยู่นั้น แม้ว่ารูปวาดของเธอขายไม่ได้เลย เธอจากโลกนี้ไปในวัย 37 ปี มีรูปวาดไว้สองพันรูป รูปดอกทานตะวันมีคนประมูลไปเป็นพันๆล้าน

พอเห็นแววสนใจ จักรเล่าเชิงยุให้ฮึดอีกว่า

“เธอคิดดูสิ เรียกว่าเขาวาดทุกวัน วันละรูปไปจนตายน่ะ โอ๊ย..ถ้าแวนโก๊ะห์เขาใจเสาะแบบเธอ ก็คงเลิกวาดรูปไปแต่เด็กแล้ว”

แววบอกว่าตนไม่อยากเป็นแบบแวนโก๊ะห์ที่ตอนมีชีวิตอยู่ขายรูปไม่ได้สักใบ จักรบอกว่าไม่ได้ให้เธอเป็นแบบแวนโก๊ะห์ แค่จะบอกว่าศิลปินของแท้นั้น ใจเขาเกินร้อย ไม่ได้ใจเสาะเป็นศิลปินปลอมอย่างเธอหรอก

พอเห็นแววเริ่มของขึ้น จักรก็ยิ่งยั่วยุ จนเธอฮึดขึ้นมาบอกว่าดูถูกกันดีนักเดี๋ยวจะตอกให้หน้าหงายเลย แล้วเข้าไปหาสีหาเฟรมผ้าใบมาวาดรูป จักรมองตามยิ้มขำๆพึมพำ “ยุขึ้นแฮะ...”

ไอศกรีมที่เอกรินทร์เหมามาจากพ่อค้ามากมายจนสองสาวกินไม่ไหว เริงใจบอกว่ากินจนเย็นถึงก้านสมองแล้ว เอกรินทร์ถามว่าแล้วจะทำยังไง เพราะยังเหลือเยอะมาก ชลธิชาฉุกคิดขึ้นมาได้ เสนอให้ตักแจกเป็นของแถมให้ลูกค้าในร้านกาแฟ ทั้งสามเลยช่วยกันตักไอศกรีมแจกลูกค้าอย่างสนุกสนานทั้งยังถูกใจคนรับแจกมาก

เอกรินทร์ชมว่าร้านเธอมีลูกค้าติดเยอะ ชลธิชา บอกว่าก็เพิ่งวันนี้แหละ ที่ผ่านมาบางวันเงียบมาก เดือนที่แล้วยอดตกจนน่าใจหาย เอกรินทร์เสนอว่าน่าจะทำอะไรสักอย่างเพื่อกระตุ้นการขาย

ชลธิชาถามว่าจะทำอย่างไร พอเขาเสนอว่าต้องโฆษณาร้าน เธอส่ายหน้าบอกว่าค่าโฆษณาแพงสู้ไม่ไหว ถ้าเรามีหลายร้านก็ยังพอคุ้มแต่นี่มีแค่ร้านเดียวเอง

เอกรินทร์เสนอว่า เราก็ทำแบบไม่ต้องเสียสตางค์สิ แนะว่า ตนจะเสนอทางบริษัทให้นัดลูกค้ามาสัมภาษณ์ที่ร้านนี้แล้วสุดท้ายก็ขอบคุณร้านกาแฟเรา ทำให้ลูกค้าได้รู้จักมากขึ้น

ชลธิชาติงว่าแล้วทางบริษัทจะยอมหรือ เอกรินทร์ ยิ้มอย่างมีแผนบอกว่า เราก็บอกทางบริษัทว่าร้านเอื้อเฟื้อสถานที่สวยๆให้เราถ่ายฟรี แค่นี้เจ้านายก็ต้องโอเคแล้ว

“อย่างนี้เขาเรียกว่าฉลาดพูดนะคะ ทั้งหน้าตาดี ทั้งฉลาดอย่างคุณเอกเนี่ย ไปอยู่ที่ไหนสาวๆคงรุมกรี๊ดกันน่าดู”

“นี่ไงครับ รุมกันซะจนผมโสดอยู่คนเดียวมาจนป่านนี้ไง” เอกรินทร์พูดติดตลก เริงใจถามว่าเขาช่างเลือกเกินไปรึเปล่า “ไม่ใช่ช่างเลือกหรอกครับ แต่เป็นเพราะ...ผมรู้ใจตัวเองว่า ผมรักใครมากกว่า”

ฟังแล้วชลธิชาเศร้าไปถนัด เพราะเธอรู้แก่ใจดีอยู่แล้วว่า เอกรินทร์มีใจให้แวว...

ชลธิชาเดินเลี่ยงไปยืนเศร้าที่สวนเล็กๆในร้าน ครู่เดียว เริงใจก็เดินมาถามว่า ช่วยอะไรตนหน่อยได้ไหม ชลธิชารีบปรับสีหน้าถามว่าจะให้ช่วยอะไร เริงใจบอกว่า ตนชอบเอกรินทร์ ชอบตั้งแต่แรกแล้ว ยิ่งได้พูดคุย ได้เห็นเขาช่วยลูกค้าจับขโมยวันนั้นก็ยิ่งชอบ

ชลธิชาถามว่าแล้วยังไง เริงใจบอกว่าเห็นเธอเหมือนจะชอบเขาเหมือนกันเลยลองถามดูเผื่อเธอจะจองแล้ว

“บ้า...จองอะไรกัน ของแบบนี้มันก็ขึ้นอยู่กับคุณเอกเขาว่าเขาจะชอบใคร”ชลธิชาพยายามทำเสียงร่าเริง แต่พอเริงใจบอกว่า ถ้าอย่างนั้นให้เธอช่วยตนจีบเอกรินทร์ให้หน่อย ชลธิชาก็ครางออกมาว่า“ให้ฉันช่วยอีกแล้วเหรอ”

ooooooo

หลังจากถูกจักรยั่วจนฮึดลุกขึ้นมาวาดรูปแล้ว แววก็วาดแต่ดอกแววมยุราในมุมต่างๆ มือวาดรูป หูฟังเพลงจากหูฟังที่เสียบกับโทรศัพท์มือถืออย่างมีความสุข จักรแอบดูเห็นแววมีความสุข ก็ยิ้มมีความสุขไปด้วย

จนเย็น เมื่อแววเดินเข้าไปในบ้าน มาลตี วัณณรีและโรสนั่งดูละครโทรทัศน์กันอย่างชื่นมื่นอยู่ พอเห็นแวว วัณณรีก็บอกให้ช่วยทำการบ้านให้หน่อย แววบอกว่าการบ้านต้องทำเอง ไม่อย่างนั้นจะไปเรียนให้เสียค่าหน่วยกิตทำไม และอีกอย่างตนก็ไม่ว่างด้วย

วัณณรีดักคอว่า ไม่ว่างยังไงก็เห็นวาดรูปที่แม่เคยพูดว่าเป็นเรื่องไร้สาระอยู่เลย

แต่วันนี้ มาลตีเปลี่ยนเสียงไปแล้ว เอ็ดวัณณรีว่ามากไปแล้ว ถามแววเสียงอ่อนว่าเข้ามาเอาอะไรหรือ พอรู้ว่าแววจะมาดื่มน้ำ ก็ตวาดโรสที่นั่งทำหูทวนลมว่ามีหูติดไว้ข้างหัวเฉยๆรึไง โรสลุกฟึดฟัดบ่นว่าปกติไม่เห็นเอาใจแววแบบนี้เลย ส่วนวัณณรีก็บ่นแม่ว่าพอแววได้เงินเดือนเป็นแสนก็กลายเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวน ตนกลายเป็นหมาหัวเน่าไปเลย

มาลตีรีบกอดวัณณรีโอ๋เป็นการใหญ่ว่า “แกสองคนก็เป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนของแม่ทั้งคู่นั่นแหละ” แล้วดึงแววเข้าไปกอดด้วย สามแม่ลูกกอดกันกลมด้วยความรัก แววยิ้มอย่างมีความสุขกับบรรยากาศอบอุ่นนี้...

เมื่อแววออกไปวาดรูปต่อ จักรเดินมาชะเง้อดู เธอตกใจหาว่ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง จักรบอกว่าตนเรียกแล้ว แต่เธอใส่หูฟังไม่ได้ยินเอง จักรบอกว่าเห็นเธอนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีความสุขอะไรหรือ

“อ๋อ...ก็แม่ฉันน่ะสิ พอฉันได้ทำงานกับคุณสยุมภูว์ แม่ก็ดูจะมีความสุขแล้วก็ดีกับฉันขึ้นเยอะเลย” จักรแอบยิ้มบอกว่าอย่างนี้ต้องขอบคุณคุณสยุมภูว์ “ใช่...ที่บ้านฉันไม่เคยมีความสุขแบบนี้มานานแล้ว ถ้าวันนึงได้มีโอกาส พบหน้าคุณสยุมภูว์ ฉันจะกราบขอบคุณเขางามๆเลย”

จักรยิ้มถามว่าอยากเจอเขาจริงๆหรือ ไม่กลัวเขาหรือ เธอทำหน้าฉงนถามว่าทำไมต้องกลัว

“ก็...อีตาสยุมภูว์เจ้านายเธอเนี่ย พฤติกรรมเขาแปลกๆนะ จากที่เธอเล่ามา มีทั้งสั่งงานแต่ไม่ให้เห็นหน้า แถมยังสั่งให้ทำอะไรแปลกประหลาดอีก ถามตรงๆ เธอว่าคนแบบนี้ตัวจริงเขาจะเป็นยังไง”

แววนิ่งคิด บอกว่าคงขี้เหร่ เพราะถ้าหล่อก็ไม่จำเป็น ต้องปกปิดใบหน้าตัวเอง แล้วเธอก็พรรณนาว่าเขาอาจมีแผลที่หน้าเพราะโดนไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก หรือว่า...

จักรทนฟังไม่ได้บอกว่าพอได้แล้ว เพราะเธอยิ่งคาดเดา เจ้านายเธอก็ยิ่งอัปลักษณ์จนเกินกว่าจะรับไหวแล้ว บ่นว่าเพิ่งทำงานวันแรกก็นินทาเจ้านายเสียยับแล้ว

“นินทาที่ไหน ฉันก็แค่เดาไปเรื่อยตามความน่าจะเป็น แต่ถึงหน้าตาเขาจะเป็นยังไง ฉันก็นับถือแล้วก็สำนึกในบุญคุณเขาอยู่ดี” เลยถูกจักรหาว่าก็เธอปลื้มคนรวยอยู่แล้วนี่ เลยถูกเหวี่ยงใส่ไล่ส่งว่ามาทางไหนก็ไปทางนั้นเลยตนจะวาดรูป

“ก็ได้...ให้มันรู้ไปว่าเธอปลื้มคุณสยุมภูว์ที่รวยๆแต่เกลียดไอ้จักรที่จนๆคนนี้” ว่าแล้วก็ลุกเดินไป

พอหันหลังให้แววเท่านั้น จักรก็ยิ้มขำๆที่หลอกแววได้เนียนๆ

ooooooo

ทุกคนที่บ้านแววมีความสุข เช้านี้มีอาหารเต็มโต๊ะ ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส โดยเฉพาะมาลตีบอกว่า วันนี้มีความสุขมาก ครอบครัวเราถึงจะอยู่บ้านเดียวกันแต่ก็ไม่ได้กินข้าวเช้าพร้อมหน้าพร้อมตากันอย่างนี้มานานแล้ว

มาลตีถามวัณณรีว่า วันนี้ต้องไปเรียนหรือเปล่าจะชวนออกไปข้างนอกด้วยกัน แววพยายามทักท้วงว่าน้องต้องเรียน แต่มาลตีก็ยังชวนว่า จะให้ไปช่วยเลือกชุดตัดเตรียมไปงานเลี้ยงของเพื่อน ชวนวัณณรีไปด้วยเผื่อจะตัดให้อีกชุดแบบเดียวกัน

แววติงแม่ว่ามีเสื้อผ้ามากแล้วยังจะตัดอีกหรือ มาลตีบอกว่าถ้าไม่ใส่ชุดใหม่เดี๋ยวเพื่อนๆจะไม่เชื่อว่าลูกสาวทำงานได้เงินเดือนเป็นแสน วัณณรีพยักหน้าเห็นด้วยกับแม่ พอดีมีเสียงโทรศัพท์มือถือดังข้างบน มาลตีมองขึ้นไปบอกแววว่า

“เสียงโทรศัพท์ที่เจ้านายแววให้มานี่ รีบขึ้นไปรับสิแวว ขืนชักช้า เดี๋ยวเจ้านายแกเขาจะตัดเงินเดือนเอานะ”

แววขึ้นไปรับสาย “สวัสดีค่ะ ตอนนี้เลยนะคะ ได้ค่ะ คุณสยุมภูว์” แล้ววางโทรศัพท์หยิบไอแพดมาวางบนโต๊ะทำงานจัดแต่งผมเผ้าให้เรียบร้อย นั่งอย่างพร้อมคุย

สยุมภูว์ปรากฏบนจอไอแพดเห็นแค่ช่วงจากเอวไปถึงคางตามเคย เขาสั่งการว่า คืนนี้ตนต้องเลี้ยงลูกค้าต่างชาติที่มาเซ็นสัญญาธุรกิจ ให้เธอจองโต๊ะมื้อค่ำนี้ทุ่มตรงและคอยต้อนรับดูแลลูกค้าจนกว่าตนจะไปถึง

แววถามรายละเอียดร้านอาหารและประเภทอาหาร เขาบอกว่าเธอแค่โทร.ไปจองโต๊ะก็พอ เป็นร้านของเชฟทอมมี่เป็นคนไทยที่ไปเปิดร้านอาหารที่อเมริกาจนร่ำรวยแล้วกลับมา

แววจำได้ว่าเคยเห็นเชฟทอมมี่ให้สัมภาษณ์ทางทีวี เห็นว่าร้านนี้โต๊ะเต็มตลอดต้องจองล่วงหน้ากันเป็นเดือนใช่ไหม เขาบอกว่าใช่ แววหน้าเครียดทันทีถามว่า “งั้น...ถ้าเราขอคืนนี้...”

“ก็คงไม่มีโต๊ะว่างหรอก” พอแววร้องอ้าว เขาบอกว่า “ผมคอนเฟิร์มลูกค้าต่างชาติไปแล้วนะ” พูดแล้ววางสายเลย!

เพิ่มพงษ์ฟังอยู่ด้วยบอกว่า เจองานหินแบบนี้แววตายลูกเดียว ถามว่าแววรู้หรือเปล่าว่าเชฟทอมมี่นี่ดุอย่างกับอะไรดี จู่ๆไปจองแบบนี้มีหวังโดนด่าวิ่งเปิงออกมาไม่ทันแน่ แล้วทั้งสยุมภูว์และเพิ่มพงษ์ก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

ตรงกันข้ามกับแวว พอสยุมภูว์วางสาย เธอทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ถามตัวเองว่า...

“ก็โต๊ะมันเต็มไปเป็นเดือน แล้วจะให้เราจองคืนนี้ ได้ไงล่ะเนี่ย...”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"ช่องวัน31" เปิดละครช่วงเวลาใหม่ ประเดิมละครอบอุ่นหัวใจ "เหมือนเราเคยรักกัน"

"ช่องวัน31" เปิดละครช่วงเวลาใหม่ ประเดิมละครอบอุ่นหัวใจ "เหมือนเราเคยรักกัน"
17 ก.พ. 2563
11:45 น.