ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

แววมยุรา

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

หน้ารั้วคฤหาสน์หรู สมฐานะของอัครมหาเศรษฐีอย่างสีหราช ทศพล รถหรูคันหนึ่งชะลอมาจอดที่หน้าประตูรั้ว รปภ.ชะเง้อดูทะเบียนรถรีบทำความเคารพแล้วมาเปิดประตูรั้วให้

สยุมภูว์ ทศพล นักธุรกิจหนุ่มหล่อดูลึกลับ ใส่สูทดำ แว่นดำ หวีผมเรียบร้อย มาดขรึม เข้ม เปิดประตูลงจากเบาะหลัง หยุดยืนมองไปรอบๆอย่างสำรวจและซึมซับบรรยากาศบริเวณนั้น

“สิบห้าปีแล้วนะครับที่คุณสยุมภูว์ไม่เคยกลับเมืองไทยเลย...เสียดายที่ไม่ทันพบคุณท่านสีหราช...” เพิ่มพงษ์มือขวาของสยุมภูว์ลงจากฝั่งคนขับเดินมายืนใกล้ๆเอ่ยเสียงเศร้าๆ

สยุมภูว์พยักหน้ายิ้มบางๆเศร้าๆเอ่ยช้าๆด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

“คุณพ่อทำงานหนักมาตลอดชีวิต คงเป็นเวลาที่ท่านจะได้พักผ่อนแล้วล่ะ เหลือแต่เราสองคนนี่แหละที่ต้องรับช่วงเหน็ดเหนื่อยต่อจากท่าน”

สยุมภูว์และเพิ่มพงษ์พยักหน้าให้กันอย่างเข้าใจกันถึงงานหนักที่จะต้องรับผิดชอบต่อไป

ที่หลังพุ่มไม้แถวนั้น ศักดา อดีตมือปืนรับจ้างที่ล้างมือแล้ว มาซุ่มถ่ายรูปสยุมภูว์เป็นงานที่เขาตั้งใจจะรับเป็นชิ้นสุดท้าย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถถ่ายใบหน้าสยุมภูว์ได้ด้วยเหตุบังเอิญต่างๆ เขาจึงซูมกล้องถ่ายทะเบียนรถไว้

เมื่อได้ภาพแล้ว ศักดาเก็บกล้อง ใส่หมวกกันน็อกดึงหน้ากากลงมา แล้วขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป

ooooooo

เมื่อเข้ามาในบริเวณคฤหาสน์แล้ว เพิ่มพงษ์ขับรถกอล์ฟพาสยุมภูว์ชมบริเวณรอบๆคฤหาสน์ที่กว้างขวาง

“ตามความประสงค์ของคุณท่านสีหราช ท่านอยากให้คุณทนายนิติธรและลูกชายพักอาศัยอยู่ที่บ้านนี้ต่อไป เหมือนเป็นเจ้าของบ้านคนหนึ่ง” เพิ่มพงษ์เล่า

“ก็ดีนะ ได้คุณนิติธรช่วยดูแล ทุกอย่างถึงยังเรียบร้อย ดูดี เหมือนกับตอนที่คุณพ่อท่านยังอยู่ที่นี่”

“ผมว่าเรารีบเข้าบ้านดีกว่า คุณทนายคงรออ่านพินัยกรรมของคุณท่านอยู่น่ะครับ” เพิ่มพงษ์เลี้ยวรถกอล์ฟตรงไปยังตัวคฤหาสน์หลังงาม

ooooooo

ภายในห้องรับแขก สยุมภูว์และทนายนิติธรนั่งกันอยู่อย่างเป็นการเป็นงาน เพิ่มพงษ์ยืนสำรวมอยู่ไม่ห่าง ทนายนิติธรเริ่มอ่านพินัยกรรมด้วยน้ำเสียงชัดเจน

“...ทรัพย์สินทั้งหมดและกิจการกลุ่มบริษัทในเครือทศพลกรุ๊ปขอยกให้นายสยุมภูว์ ทศพล ผู้เป็นบุตร ของข้าพเจ้า อนึ่ง ถ้าผู้รับพินัยกรรมของข้าพเจ้าไม่สามารถรับมรดกได้ ข้าพเจ้าขอมอบให้นายนิติธร ศาสตร์–บูรพา เป็นผู้รับมรดกแทน ลงชื่อนายสีหราช ทศพล”

“เป็นพินัยกรรมที่แปลกมากเลยนะครับ” เพิ่มพงษ์พึมพำอย่างกังวล ทนายนิติธรถามว่า ว่าไงนะครับ เพิ่มพงษ์ปฏิเสธอย่างรักษามารยาทว่า “เปล่าครับ ไม่มีอะไร เอ่อ...แล้วนายนิติภูมิ ลูกชายคุณไม่อยู่หรือครับวันนี้”

“เห็นว่าไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน อีกสองวันถึงจะกลับน่ะครับ”

“นายภูมิเขาทำงานอะไรอยู่หรือครับตอนนี้” สยุมภูว์ถามขึ้น

“ก็...ยังลอยไปลอยมาน่ะครับ เจ้าภูมิมันก็เป็นเสียแบบนี้ วันๆเอาแต่เที่ยวเล่น ถ้ารู้จักเอาการเอางานได้สักหนึ่งในร้อยของคุณสยุมภูว์ก็คงจะดี”

“ผมก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอกครับ โชคดีมากกว่าที่บริษัทในเครือทศพลกรุ๊ปในสิงคโปร์ที่ผมบริหารแทบไม่เจออุปสรรคอะไร ก็เลยเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ แต่พอต้องบริหารกลุ่มบริษัททั้งหมดแบบนี้ ผมคงต้องรบกวนขอคำปรึกษาจากคุณนิติธรอีกเยอะ”

“ขอให้บอกเถอะครับ ผมยินดีและภูมิใจที่ได้รับใช้ตระกูลทศพลตลอดมา...และตลอดไปครับ”

สยุมภูว์ยิ้มอย่างขอบคุณและซาบซึ้งใจ

ooooooo

มื้อค่ำวันนี้ สยุมภูว์กับเพิ่มพงษ์ไปทานอาหารในร้านอาหารไทย สยุมภูว์ทานอย่างสุภาพด้วยความอร่อยกับรสชาติอาหารไทย เห็นเพิ่มพงษ์นั่งสีหน้าครุ่นคิด เรียกสองสามครั้งเพิ่มพงษ์จึงรู้สึกตัว สยุมภูว์ถามว่าอาหารไม่อร่อยหรือ

“อร่อยสิครับคุณ แต่ผมยังกังวลเรื่องพินัยกรรมน่ะครับ คุณท่านไว้ใจคุณนิติธรเกินไปรึเปล่า ถึงได้ระบุให้รับมรดกแทนชัดเจนแบบนี้ ถ้าเขาเกิดโลภ อยากฮุบสมบัติขึ้นมา คุณสยุมภูว์ก็เดือดร้อนสิครับ”

สยุมภูว์ถามว่ากลัวเขาจะฆ่าตนเพื่อมรดกอย่างนั้นหรือ เพิ่มพงษ์เตือนว่า เรื่องมรดกไม่เข้าใครออกใคร ขนาดพี่น้องคลานตามกันมาก็ยังฆ่ากันนักต่อนักแล้ว สยุมภูว์ยิ้มขำๆ บอกเพิ่มพงษ์อย่างมั่นใจว่า

“น้าเพิ่ม...ฟังนะ คุณนิติธรรับใช้คุณพ่ออย่างซื่อสัตย์มาตลอด และจะไม่มีวันทำร้ายผมแน่ๆ” เพิ่มพงษ์ยังทำท่าจะท้วงติง สยุมภูว์ตัดบทว่า “คุณพ่อท่านมองคนไม่ผิดหรอกน่า เราหยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว”

เพิ่มพงษ์บอกว่าตนก็แค่เป็นห่วงเขา สยุมภูว์บอกว่าเป็นห่วงก็ดี แต่ทำเสียงเข้มเตือนว่า “แต่ก็ไม่ใช่ไปพูดให้ร้ายคุณนิติธรแบบนี้” เพิ่มพงษ์ได้แต่หลบตาเมื่อรู้ว่าเขาไม่พอใจ แม้จะลงมือทานอาหารแต่สีหน้าแววตาก็ยังกังวล...

ทานอาหารเสร็จออกมาลานจอดรถที่ค่อนข้างเปลี่ยวมืด เพิ่มพงษ์เดินมาหลังสยุมภูว์อย่างคอยระวังภัย จนสยุมภูว์พูดขำๆว่าพอเถอะ ทำท่าอย่างกับจะมีใครคอยตามฆ่าตนอย่างนั้นแหละ

“เซฟตี้เฟิร์สต์ เซฟตี้อะเฮด ครับคุณสยุมภูว์ หลักการเดียวกับการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจที่ต้องเน้นความปลอดภัยทั้งก่อนหน้าและล่วงหน้า”

พูดไม่ทันขาดคำ เพิ่มพงษ์ก็สะดุดอะไรบางอย่างถลาแซงหน้าสยุมภูว์ไปนอนคว่ำพังพาบกับพื้น สยุมภูว์แทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่

แต่พอเพิ่มพงษ์เงยหน้าขึ้น เขาตกใจสุดขีดเมื่อเห็นไฟสีแดงจุดเล็กๆอยู่ที่ใต้ขอบรถใกล้ประตูเบาะหลังเป็นตำแหน่งที่สยุมภูว์นั่งประจำ ทั้งยังเห็นโทรศัพท์มือถือที่มีสายติดอยู่กับกล่องระเบิดขนาดเล็ก

วินาทีนั้น เพิ่มพงษ์โผขึ้นรวบตัวสยุมภูว์ลงมากองกับพื้น พริบตาเดียวรถก็ระเบิดไฟลุกท่วม

ทั้งสองเงยหน้าที่เปื้อนเขม่าและฝุ่นผง มองรถที่ไฟลุกท่วม ต่างช็อกกับนาทีเฉียดตายที่เพิ่งผ่านไป...

ไม่ไกลนัก ศักดาเฝ้าดูผลงาน พอเห็นไฟลุกท่วมรถ มันพึมพำ “เรียบร้อย...” ดึงหน้ากากหมวกกันน็อกลงมาแล้วขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป

ooooooo

ในงานเปิดตัวรถสปอร์ตหรู...

ข้างรถสปอร์ตหรูโฉบเฉี่ยว แวว มยุรา พริตตี้สาวสวย แต่งตัวหรูเซ็กซี่ด้วยกระโปรงยาวแต่ผ่าสูง กำลังแนะนำสมรรถนะของรถอย่างคล่องแคล่ว ฉะฉาน ท่ามกลางช่างภาพทั้งจากสื่อมวลชนและส่วนตัวรุมกันถ่ายรูปแทบไม่ได้สนใจฟังแววแนะนำรถเลย

ระหว่างนั้น คำรพ หนุ่มใหญ่เจ้าของบริษัทนำเข้ารถยนต์หรู ถือแก้วเครื่องดื่มหน้าแดงกรุ้มกริ่มแหวกผู้คนเข้ามามองหน้าแววแล้วก้มลงเล็งที่ใต้กระโปรงอย่างน่าสมเพช

แววขึ้นไปนั่งบรรยายบนรถแล้วก้าวลงมา ประตูรถหนีบชายกระโปรงเธอไว้ แต่เพราะมีสมาธิในการทำงานมากจนไม่รู้สึกตัว พอก้าวเดินกระโปรงที่ถูกประตูรถหนีบก็ดึงหลุดเหลือแต่กางเกงรัดรูปตัวจิ๋วที่ใส่ไว้ข้างใน

เมื่อเธอรู้ตัวก็อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี กลับไปที่ห้องแต่งตัวก็เอาผ้าพันคอมานุ่งไว้ คำรพยังตามเข้าไปวอแวอีก แววนึกว่าเจ้านายจะเข้ามาตำหนิรีบขอโทษ แต่คำรพกลับชอบใจบอกว่านั่นแหละทำให้มีใบจองเข้ามามากมาย

คำรพทำตัวเป็นเฒ่าหัวงูเจ้าชู้ยักษ์มือไม้ป่ายปะลูบไล้ไปทั่ว แววปัดมืออย่างแรงทำตาเขียวใส่ คำรพไม่สนใจ ยังทำกรุ้มกริ่มพูดอย่างผู้มีอำนาจเหนือกว่าว่า

“เอ่อ...ฟังนะแวว ผมจ้างคุณเป็นพริตตี้ให้เงินเดือนสูง เนี่ย คุณก็ควรจะตอบแทนผมบ้างนะ”

“ได้ค่ะ...แววจะตอบแทนด้วยการตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด”

“แต่ผมอยากให้คุณตอบแทนผมแบบนี้มากกว่า” พูดแล้วก็ล้วงเข้าไปใต้ผ้าคลุมอย่างหื่นกาม

แววกางกรงเล็บ จิกหน้าคำรพแล้วข่วนลากลงมาจากหน้าผากถึงคาง คำรพร้องราวกับควายถูกเชือด!

แต่คำรพไม่ถอยตามตื๊อต่อรองค่าตัวกับแววว่า ต้องการอย่างไรเท่าไรให้ว่ามา ตนยอมทุกอย่างเพราะรักเธอ แววไม่สนใจบอกว่าตนมาทำงานไม่ได้มาขายตัว พูดแล้วจะเดินหนีถูกคำรพคว้ามือไว้ เธอสั่งให้ปล่อยก็ไม่ยอมปล่อย เลยถูกตบเสียฉาดหนึ่ง คราวนี้เลยถูกคำรพขู่ว่าอยากโดนไล่ออกใช่ไหม

แววบอกว่าไม่ต้องไล่ ตนขอลาออกเอง ก่อนผละไปยังหันกลับไปขึ้นเข่าผ่าหมากจนคำรพหน้าเขียวกุมเป้าหมดแรงอยู่ตรงนั้น

ooooooo

แววอยู่กับแม่คือมาลตีที่รักสบายขี้เกียจแต่ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือย ภาระการหาเงินจึงตกอยู่กับแววคนเดียว เธอยังมีน้องสาวชื่อวัณณรี เพิ่งเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ติดเที่ยว ฟุ้งเฟ้อ เห่อผู้ชาย บ้าแต่งตัวทั้งที่ยังต้องขอเงินพี่สาวใช้อยู่

แววแบกภาระหนักมาก ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดในครอบครัว หลายครั้งมาลตียังหาเรื่องให้เสียเงินบ่อยๆ เพราะระแวงว่าตัวเองจะเป็นโน่นเป็นนี่โทร.เรียกรถพยาบาลฉุกเฉินมารับ แต่แล้วก็ไม่เป็นอะไร ไม่กี่เดือนมานี้แววต้องจ่ายค่ารถพยาบาลฉุกเฉินไปแล้วถึง 3 ครั้งทั้งที่แม่แค่ระแวงว่าตัวเองเจ็บป่วยเท่านั้น

ตกงานวันแรก แววก็ต้องปวดหัวอีกเมื่อกลับบ้านพบว่าแม่จ้างโรสมาเป็นคนใช้อ้างว่าตัวเองทำอะไรไม่ไหวแล้ว พอเจอหน้าแวว โรสก็ขอเบิกค่าจ้างเดือนนี้ล่วงหน้าอีก ทำเอาแววแทบลมจับ

ooooooo

ที่ร้านกาแฟวัยรุ่น ชื่อร้าน คอฟฟี่แอนด์เฟรนด์ เป็นของชลธิชาคุณหนูที่พ่อแม่ออกเงินให้เปิดร้านโดยมีเริงใจเพื่อนรักร่วมทุนด้วยเล็กน้อย แต่เพราะชลธิชาเป็นคนขาดความมั่นใจตัวเอง เริงใจจึงเป็นเจ้ากี้เจ้าการเสียเป็นส่วนใหญ่

สองสาวตื่นเต้นมากเมื่อวันนี้มีหนุ่มหล่อมาดดีดูอบอุ่นเข้ามาในร้าน เขามารอพบเพื่อนที่นัดไว้ แต่มาก่อนเวลาจึงดื่มกาแฟรอ ชลธิชากับเริงใจต่างต้องตาต้องใจหนุ่มหล่อ เท่ ดูอบอุ่นคนนี้มาก

ที่แท้เขาคือเอกรินทร์เป็นรุ่นพี่ในมหาวิทยาลัย แววนัดเขามาพบกันที่นี่ เพราะแววเป็นเพื่อนของชลธิชาและเริงใจที่เรียนมัธยมมาด้วยกัน เมื่อมาถึงแววเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้เพื่อนๆฟัง ต่างพากันหัวเราะชอบใจกับความห้าวของเธอ แล้วเธอก็บ่นอย่างเป็นทุกข์ว่า ตกงานแล้ว ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนใช้เพราะเงินเก็บก็ไม่มี

เริงใจบอกว่าอย่างแววไม่เห็นน่าห่วง ไม่ว่าที่ไหนก็ต้องการตัวทั้งนั้น แววบอกว่าตนอยากทำงานที่ใช้ความสามารถ ไม่อยากทำงานที่ขายความสวยอีกแล้วเบื่อที่จะต้องเจอพวกเฒ่าหัวงูพวกเสือพวกตะเข้

ชลธิชาถามเอกรินทร์ด้วยความสนใจพิเศษว่าทำงานอะไรอยู่หรือ

“ผมเพิ่งกลับจากเมืองนอก ก็เลยเพิ่งจะเริ่มต้นคอยติดตามดูงานผมทางทีวีด้วยนะครับ” เขาบอกว่าเป็นคนรายงานข่าวและทำสกู๊ปข่าวด้วย

เริงใจดี๊ด๊าอยากให้เบอร์โทร.ของตัวเองแก่เขา แต่ทำเป็นตื่นเต้นบอกว่าถ้าวันไหนเขาออกทีวีให้โทร.บอกด้วยจะตามดู แววแอบกระซิบกับชลธิชาอย่างรู้ทันว่า “เนียนตลอดอ่ะยัยเริงใจ”

ooooooo

วันต่อมา ศักดาก็เอาหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวรถระเบิดไปให้นิติภูมิดูเป็นหลักฐานยืนยันผลงานของตน พอดูรูปอ่านพาดหัวข่าวแล้ว เขาถามศักดาว่ามันตายแล้วใช่ไหม

“ผมเห็นมันเดินมาที่รถ ผมก็กดมือถือจุดชนวนระเบิด แล้วมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับคุณนิติภูมิ”

ฟังศักดาแล้ว นิติภูมิบอกว่าให้หลบไปกบดาน ก่อนห้ามติดต่อมาไม่ว่ากรณีใดๆ ศักดาบอกว่าตนรู้ ตนเข้าใจ แต่พอขอเงินค่าจ้าง นิติภูมิก็บอกว่าให้ใจเย็นๆ ทันทีที่ทศพลกรุ๊ปตกเป็นของพ่อและตน ก็จะรีบจ่ายให้ รับรองว่าเขาจะอยู่ได้สบายไปตลอดชาติโดยไม่ต้องทำอะไรเลย

ศักดาบอกว่าตนตั้งใจรับงานนี้เป็นงานสุดท้าย ถ้าเรื่องมรดกเรียบร้อยก็ให้ติดต่อตนด้วย แต่ก่อนแยกไปเขาได้มอบรูปถ่ายที่แอบถ่ายวันที่สยุมภูว์มาที่บ้าน แต่ทุกรูปไม่เห็นหน้า บางรูปเขาหันหลัง บางรูปก็ถูกเพิ่มพงษ์บังหน้าไว้ ศักดาบอกว่าตนทำดีที่สุดแล้วได้แค่นี้เอง

นิติภูมิรับรูปไปดูทีละใบ...ทีละใบ พลางระบายความคับแค้นเบาๆ...

“ไอ้สยุมภูว์ ฉันเกลียดแกกับพ่อแกเข้าไส้ เกลียดที่พ่อฉันต้องเอาเวลาที่ควรจะดูแลฉันกับแม่ ไปดูแลรับใช้ครอบครัวแก...เกลียดที่พ่อฉันเอาแต่เปรียบเทียบฉันว่าด้อยกว่าแก...แล้วเป็นไงล่ะ ยังไม่ทันได้เห็นหน้ากัน ฉันก็ฆ่าแกทิ้งซะแล้ว!”

ฝ่ายนิติธร เห็นข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ก็ตกใจ โทร.เข้ามือถือของสยุมภูว์ก็ไม่มีเสียงตอบรับ โทร.เข้ามือถือของเพิ่มพงษ์ก็ไม่มีเสียงตอบรับเช่นกัน เขากลั้นน้ำตาไม่ไหวสะอื้นไห้ออกมาด้วยความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง...

ooooooo

เพิ่มพงษ์กับสยุมภูว์ไปโรงพยาบาล ทั้งสองมีบาดแผลที่ใบหน้าและตามแขนเล็กน้อย กลับถึงโรงแรม เมื่อเรียกแท็กซี่ได้ เพิ่มพงษ์รีบขนกระเป๋าหลายใบขึ้นรถ สยุมภูว์ช่วยยกถามว่าแล้วนี่เราจะไปไหนกัน

“ผมตระเตรียมที่ทางไว้แล้วครับ คุณสยุมภูว์รีบขึ้นรถดีกว่า”

สยุมภูว์บอกว่าอยากแวะที่บ้านก่อน เพิ่มพงษ์บอกว่าแวะไม่ได้สถานการณ์ตอนนี้คือ เขากำลังถูกตามฆ่า เราต้องย้ายไปอยู่เซฟเฮาส์และต้องอำพรางตัวด้วย สยุมภูว์ถามว่าทำไมเราไม่แจ้งตำรวจ

“ผมโทร.แจ้งระดับนายตำรวจใหญ่ไปแล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาท เราก็ควรจะเซฟตัวเองด้วย เชิญครับ”

เพิ่มพงษ์พาสยุมภูว์ไปที่ร้านขายต้นไม้ และรับจัดสวน เล่าว่า นี่เป็นร้านของญาติห่างๆ ที่ประกาศขายพอดี ตนเลยซื้อไว้เป็นเซฟเฮาส์และเป็นออฟฟิศลับๆด้วย

“แล้วเราก็ต้องพรางตัวเป็นคนขายต้นไม้กับจัดสวนด้วยเนี่ยนะ”

“ไม่ดีเหรอครับ คุณสยุมภูว์เป็นคนรักตนไม้อยู่แล้ว อยู่ที่นี่ซะก็น่าจะแฮปปี้”

สยุมภูว์ถามว่าแล้วจะให้ตนนอนที่ไหน เพิ่มพงษ์ ตอบอย่างภูมิใจว่า ตนเช่าบ้านไว้อีกที่เรียบร้อยแล้ว ทิ้งข้าวของอื่นไว้ที่นี่ เอาแต่กระเป๋าเสื้อผ้าไปที่บ้านพักก็พอ สยุมภูว์ถามว่าทำไมต้องอยู่หลายที่ให้ยุ่งยาก เพิ่มพงษ์ชี้แจงว่า สถานการณ์ตอนนี้อันตรายมาก ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินตนก็จะพาเขาย้ายไปยังที่ที่ปลอดภัยได้ทันที ย้ำว่า เราต้องทำตัวเป็นน้าหลานกันเพื่อให้ดูแนบเนียนไม่เป็นที่สงสัยของเพื่อนบ้าน

เพิ่มพงษ์พาสยุมภูว์ไปดูห้องทำงานที่ร้านขายต้นไม้ แจกแจงรายละเอียดว่า

“ผมให้คนทำระบบเน็ตเวิร์กคอมพิวเตอร์ไว้แล้ว แถมยังติดตั้งระบบไวไฟ ทรีจี ออนไลน์ได้เร็วปรื๊ด เรียกว่าใช้ที่นี่เป็นศูนย์บัญชาการได้เลยครับ”

“สุดยอดจริงๆ นี่น้าเพิ่มเอาเวลาที่ไหนมาตระเตรียมให้ผมได้ขนาดนี้เนี่ย”

“จะยากอะไรล่ะครับ ผมมีลูกน้องอยู่หลายวงการ แล้วข้าวของพวกนี้ ผมก็ใช้บัตรเครดิตของคุณสยุมภูว์สั่งซื้อเอาเงินคุณทั้งนั้นแหละครับ” เห็นสยุมภูว์สะอึกไปนิดหนึ่งเมื่อฟังประโยคหลัง เพิ่มพงษ์รวบรัดว่า “เราเหนื่อยกันมาเยอะแล้ว ผมว่าเรากลับไปพักผ่อนที่บ้านเช่ากันดีกว่าครับ”

ooooooo

เอกรินทร์ลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่ร้านกาแฟ ขณะที่ชลธิชาหยิบจากเบาะนั่ง ก็พอดีมีโทร.เข้า ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิง พอฟังเสียงที่รับสายเป็นผู้หญิง ทางโน้นก็แว้ดมาทันทีว่าเป็นใคร รับโทรศัพท์ของเอกรินทร์ได้ยังไง

ชลธิชาชี้แจงว่า เอกรินทร์ลืมโทรศัพท์ไว้ที่ร้าน บอกปลายสายว่า แล้วจะเอาไปฝากคืนไว้กับเพื่อนที่ชื่อแวว บอกให้เอกรินทร์ไปรับที่แววก็แล้วกัน

พอวางสายแล้ว ชลธิชาบ่นกับเริงใจว่า มีผู้หญิง โทร.มาโวยวายใหญ่ เริงใจคาดว่า แบบนี้คงเป็นเมียแน่ๆ ทำท่าเสียดายเอกรินทร์ ชลธิชาก็อดเสียดายไม่ได้เหมือนกัน

คนที่โทร.มาคือไลลาญาติสนิทที่อยู่บ้านเดียวกันกับเอกรินทร์นั่นเอง พอเขากลับถึงบ้านก็ถูกไลลาไล่เบี้ย ว่าไปลืมโทรศัพท์ไว้ที่ไหน เอกรินทร์จึงนึกได้ ไลลา บอกว่าเขาเอาไปฝากไว้กับเพื่อนที่ชื่อว่าแววแล้วให้ไปเอาที่นั่น บ่นเอกรินทร์ว่าหลงๆลืมๆเป็นคนแก่ไปได้

เอกรินทร์ถูกไลลาจิกๆกัดๆ แล้วไล่ให้รีบไปเอาโทรศัพท์เสีย เขาส่ายหน้าเซ็งๆกับญาติที่เป็นคู่กัดประจำบ้านคนนี้แล้วเดินออกไป

ooooooo

เพิ่มพงษ์พาสยุมภูว์ไปถึงบ้านเช่า เขาบอกว่าน่าอยู่ดี พลางเดินดูรอบๆบริเวณ ส่วนเพิ่มพงษ์ก็ง่วนกับการขนกระเป๋าลงจากรถ บ่นไปคุยไปโดยไม่รู้ว่าสยุมภูว์เดินหายไปนานแล้ว

สยุมภูว์เดินไปถึงตัวบ้านหลังหนึ่ง มองสำรวจแล้วเดินขึ้นบันไดไปอย่างสบายใจ รู้สึกร้อนจึงคิดจะล้างหน้าสักหน่อย แต่ห้องน้ำเปิดไม่ออก เขาตะโกนบอกเพิ่มพงษ์ให้เอากุญแจห้องน้ำให้หน่อย

แต่พอหันมาอีกที สยุมภูว์ก็ตกใจตาโตเมื่อเห็นแววนุ่งกระโจมอกออกจากห้องน้ำ แววเองก็ตกใจร้องกรี๊ดออกมา สยุมภูว์ถามว่าเธอเป็นใคร แววรีบหลบเข้าห้องน้ำปิดประตูปังอย่างระวังภัย สองมือดึงประตูไว้แน่นกันถูกกระชากออก ปากก็ตะโกนไล่ “ออกไปเดี๋ยวนี้นะ ไอ้โรคจิต!”

“อะไรเนี่ย...หรือว่าน้าเพิ่มแอบพาผู้หญิงเข้าบ้าน?!?”

ส่วนแววมองหาของที่จะใช้เป็นอาวุธได้ คว้าไม้ดูดส้วมขึ้นมากำอย่างพร้อมสู้ตาย

สยุมภูว์ยังไม่หายงง ร้องเรียกเพิ่มพงษ์ให้มาช่วยเคลียร์ทางนี้หน่อย แต่พอหันกลับมาก็เจอแววปาขวดแชมพู ครีมนวด ขวดสารพัดอย่างปลิวมาใส่เขา และสุดท้ายคือไม้ดูดส้วม ด่าพลางกระแทกไม้ดูดส้วมเข้าที่เป้ากางเกงอย่างจัง!

เพิ่มพงษ์อยู่ที่บ้านเช่า แว่วเสียงเอะอะโวยวายก็โผล่มาดูบ่นๆ

“เสียงอะไรแว่วๆจากข้างบ้านวะ??”

ooooooo

สยุมภูว์ถูกกระหน่ำด้วยอาวุธสารพัดอย่าง ร้องเรียกเพิ่มพงษ์ให้มาเคลียร์ก็ไม่เห็นมา เลยวิ่งหนีลงไปเปิดประตูรั้วผลัวะวิ่งออกไปชนเข้าอย่างจังกับเอกรินทร์ที่จะมาเอาโทรศัพท์

“ขอโทษครับ เป็นอะไรหรือเปล่าคุณ แต่จริงๆแล้วคุณวิ่งมาชนผมเอง”

“จับมันไว้ ไอ้โรคจิตหื่นกาม” แววตะโกนลงมาจากหน้าต่าง เอกรินทร์หันควับจ้องหน้าสยุมภูว์อย่างเอาเรื่อง สยุมภูว์ปฏิเสธเสียงหลงว่าตนเปล่า พูดได้แค่นั้นก็ถูกเอกรินทร์ชกเข้าเต็มหน้าจนพูดไม่ออก กุมหน้าร้อง

“โอ๊ย...นี่จะถามกันก่อนได้ไหม ผมบอกว่าผมไม่ใช่”

เอกรินทร์ชะงัก ทันใดนั้น แววถือไม้กวาดเงื้อง่าวิ่งออกมาหวดสยุมภูว์อยู่แล้ว แต่ก็ชะงักกึกเมื่อเสียงเพิ่มพงษ์ร้องขึ้น “หยุด...ยู้ดดดด พวกคุณจะทำอะไรหลานผมน่ะ”

สยุมภูว์โล่งอกเหมือนรอดตาย ถามว่าแล้วน้าเพิ่มไปอยู่บ้านโน้นได้ยังไง จึงรู้ว่า ที่แท้ตัวเองเข้าผิดบ้านต่างหาก

กลายเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่รั้วติดกัน พอเข้าบริเวณบ้านตัวเอง ก็ยืนคุยข้ามรั้วกัน เพิ่มพงษ์ชี้แจงกับเอกรินทร์ว่า พวกตนเพิ่งย้ายเข้ามาวันแรก หลานเลยเดินเข้าผิดบ้าน เอ่ยขอโทษ แต่พอหันไปเห็นสยุมภูว์ยืนกุมหน้าอยู่ก็เปลี่ยนใจพูดว่า

“ไม่ต้องขอโทษก็ได้มั้ง...เล่นซะยับเลย”

“ผมต้องขอโทษจริงๆ ผมผิดเองที่คิดว่าคุณเป็นพวกโรคจิต ก็เลยชกออกไปตามสัญชาตญาณ อย่าโกรธผมเลยนะครับ ผมขอโทษจริงๆ คุณ...คุณชื่ออะไรเหรอครับ” เอกรินทร์ขอโทษอย่างรู้สึกผิด

สยุมภูว์เกือบพลั้งปากบอกชื่อตัวเองไปแล้ว ดีแต่เพิ่มพงษ์ปากไวรีบบอกว่า หลานตนชื่อ...ชื่อจักร นายจักร กังวานไกร เป็นหลานตน...เพิ่มพงษ์ กังวานไกร หรือจะเรียกว่าน้าเพิ่มก็ได้ เอกรินทร์ยกมือไหว้เรียกน้าเพิ่มอย่างสนิทปาก แววเลยต้องทำตาม

สยุมภูว์ไม่หายเคืองพูดประชดว่าทำกันขนาดนี้ขอโทษสักคำก็ไม่มี แววโพล่งไปทันทีว่าทำไมต้องขอโทษ ตัวเองเซ่อซ่าเดินเข้าผิดบ้านเอง เอกรินทร์ไกล่เกลี่ยว่าเอาเถอะเพราะคุณจักรเขาก็โดนไปหลายขนานแล้ว แววบอกว่าแค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ถ้ามีปืนป่านนี้ถูกยิงไส้แตกไปแล้ว

ทั้งสองทำท่าจะต่อปากต่อคำกันยาว เอกรินทร์ตัดบทว่าอย่าเพิ่งคุยกันตอนนี้เลย ไว้ใจเย็นๆค่อยมาเคลียร์กันก็ได้

“ไป...ไอ้จักร กลับบ้าน” เพิ่มพงษ์ทำเสียงเข้มสั่ง เห็นสยุมภูว์ยังยืนเฉย เลยเอ็ด “ยังจะมัวยืนซื่อบื้ออะไรอยู่ล่ะ ก็บอกให้เข้าบ้าน”

สยุมภูว์จำใจเดินตามไปแต่ยังหันมองแววที่เอกรินทร์ดึงให้เข้าบ้านไป

ooooooo

เมื่อเข้าบ้านแล้ว เพิ่มพงษ์ขอโทษสยุมภูว์ที่ต้องตวาดเขาเพื่อให้สมจริงว่าเป็นน้าหลานกัน สยุมภูว์เข้าใจ แต่ข้องใจอยู่อย่างเดียวว่า ทำไมถึงตั้งชื่อตนว่า จักร กังวานไกร ทำไมไม่ปรึกษากันสักคำ

เพิ่มพงษ์บอกว่า เพื่อให้การอำพรางตัวแนบเนียนยิ่งขึ้น ต่อไปนี้เขาต้องเลิกสวมแว่นตา แล้วแต่งตัวให้สมกับอยู่ร้านขายต้นไม้หน่อย แค่เปลี่ยนชื่อยังไม่พอ เขาต้องเปลี่ยนคาแรกเตอร์และการพูดจาด้วย ชมว่า

“การพูดจาแบบที่เถียงกับยัยข้างบ้านเมื่อกี้น่ะ ใช่เลย!”

สยุมภูว์ตอบรับแบบประชดประชันว่าจะสั่งอะไรก็ว่ามาเลย เพราะตอนนี้เป็นน้าตนแล้ว เพิ่มพงษ์ยิ้มเจื่อนๆบอกว่าที่ทำทุกอย่างนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

ooooooo

พอเข้าบ้าน แววบอกเอกรินทร์ว่าเขาคงมาเสียเที่ยวแล้วล่ะ เพราะชลธิชาโทร.บอกว่าจะเอาโทรศัพท์มาฝากไว้คืนนี้ เขาบอกว่างั้นเดี๋ยวแวะไปเอาที่ร้านกาแฟเองก็ได้ เธอเลยแซวๆว่าพวกสาวๆที่นั่นคงแฮปปี้ถ้าเขาแวะไปบ่อยๆ

เอกรินทร์เลยหยั่งเชิงว่า แล้วสาวที่นี่ไม่แฮปปี้หรือ แววดักคออย่างรู้ทันว่าพูดแบบนี้จะจีบตนหรือ ทำเอาเอกรินทร์สำลักกาแฟที่กำลังดื่ม แววเลยเอาทิชชูเช็ดให้

พอดีมาลตีกับวัณณรีไปช็อปปิ้งหิ้วถุงกลับมากันเต็มสองมือ มาลตีเห็นสองคนใกล้ชิดกันก็ถามว่าทำอะไรกันน่ะ แววรีบบอกว่าเปล่า ตนแค่เอาทิชชูซับนํ้า...

แววพูดไม่ทันจบ มาลตีก็ตัดบทแบบรู้ทันว่า ไม่ต้องอธิบายเพราะแววโตแล้วรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว แม่เองก็ไม่ใช่คนหัวโบราณ เอกรินทร์ลุกขึ้นสวัสดี มาลตีทำตาโตอุทานว่า

“อุ๊ยตาย...แหม พอยืนขึ้นมาแล้วสูงสมาร์ทเชียวนะ”

“พี่...มอเตอร์ไซค์ที่หน้าบ้านนี่ของพี่ใช่ไหม เท่ชะมัดเลยอ่ะ ไว้ขอนั่งซ้อนท้ายบ้างได้ป่ะ” วัณณรีแจ๋เข้ามาหน้าระรื่น

“ยัยวัณ!” แววดุน้องมองอย่างอ่อนอกอ่อนใจ หันไปมองเอกรินทร์แบบขอโทษ เขายิ้มให้สบายๆ

เมื่อเดินไปส่งเขาที่หน้าบ้าน เธอขอโทษพูดออกตัวว่า ตั้งแต่พ่อเสียไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่บ้านก็ไม่มีผู้ชายเลย แม่กับน้องเลยเยอะไปหน่อย ที่เห็นตนพาผู้ชายเข้าบ้าน

เอกรินทร์สนใจมากถามว่า เธอไม่เคยพาเพื่อนผู้ชายเข้าบ้านเลยหรือ แล้วแฟนล่ะ เธอตอบขำๆว่า

“ฉันเคยมีแฟนที่ไหนล่ะ วันๆต้องทำงานหาเงินอยู่งกๆ พอมีเวลาว่างก็ขลุกอยู่แต่กับกลุ่มเพื่อนที่คุณเจอที่ร้านกาแฟนั่นแหละ” เอกรินทร์บ่นๆว่าเกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นขนาดนี้ผู้ชายที่ไหนจะกล้าเข้ามาจีบล่ะ “แต่ถ้าต้องแยกจากเพื่อนสองคนนี้ ฉันยอมโสดตลอดชาติดีกว่า”

แต่พอเอกรินทร์ขึ้นนั่งมอเตอร์ไซค์ใส่หมวกกันน็อก แววนึกได้บอกว่า ที่จริงเขาก็ไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่เข้าบ้านหรอก ทำเอาเขาร้องอ้าว...เธอยิ้มขำๆแล้วชี้ไปที่บ้านเช่าของสยุมภูว์บอกว่า “คนแรกคืออีตาบ๊องที่เข้าบ้านผิดตะกี้ไง” เอกรินทร์ถึงได้ยิ้มกว้างอย่างโล่งใจ

เอกรินทร์ไปถึงร้านกาแฟ ชลธิชาเอาโทรศัพท์มาคืนให้ เอกรินทร์ขอโทษที่ไลลาโทร.เข้ามือถือตนแล้วพูดไม่ค่อยดีกับพวกเธอ ชลธิชาพูดทำนองว่าตนเข้าใจ เป็นใครก็ต้องโกรธที่โทร.เข้ามือถือแฟนแล้วมีผู้หญิงมารับสาย

พอเอกรินทร์ชี้แจงว่าไลลาเป็นลูกของป้า เป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ป้าเป็นห่วงเลยให้มาอยู่คอนโดฯห้องติดกัน ตนเองไม่ค่อยอยู่ห้องเลยให้กุญแจห้องไว้ ไลลา

เลยเข้านอกออกในได้สะดวกเหมือนห้องของตัวเอง

ชลธิชาฟังแล้วยิ้มออก โล่งใจ และมีความหวัง เมื่อเริงใจมาต่อว่าอีกคน ชลธิชาบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นญาติของเอกรินทร์ เริงใจเลยดี๊ด๊าถามว่าได้โทรศัพท์คืนแล้วคงไม่แวะมาแล้วใช่ไหม

“ไม่หรอกครับ ผมก็คงต้องเจอแววกับพวกคุณอีกบ่อยๆ นี่ผมว่าจะลองถามพี่ๆนักข่าวช่วยหางานให้คุณแววเขาด้วย”

ชลธิชาขอบคุณแทนแวว เขาบอกสบายๆว่าไม่ต้องขอบคุณหรอก เพราะเราเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น เริงใจได้ทีรีบแตะไหล่ตีซี้เสนอว่า

“ใช่...งั้นต่อไปนี้พวกเราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันแล้วนะ” พลางยื่นมือออกไปกลางวง ชลธิชาถามว่าต้องจับมือกันด้วยหรือ เริงใจไม่ตอบแต่เร่ง “เร็วๆสิ...คุณด้วย!”

ชลธิชากับเอกรินทร์ยื่นมือไปแตะกันเขินๆ แต่เริงใจดี๊ด๊าร่าเริงสุดๆ

ooooooo

เพิ่มพงษ์เอาแจ็คญาติห่างๆมาอยู่ด้วย เพื่อช่วยงานร้านขายต้นไม้และทำความสะอาดบ้าน สยุมภูว์พาแจ็คไปประเดิมงานที่ข้างบ้าน...

โรสพาวัณณรีมาด้อมๆมองๆแถวริมรั้ว บอกว่าตนเห็นที่บ้านนี้มีคนหนึ่งหล่อทะลุรั้วมาเลย ทำให้วัณณรีที่ชอบสีหนุ่มๆอยู่แล้วพากันชะเง้อมอง แววเดินมาถามสองคนว่าทำอะไรน่ะ พลันทั้งสองก็ส่งสัญญาณให้เงียบเมื่อได้ยินเสียงผู้ชายสองคนจากรั้วข้างบ้านแว่วมา

ทั้งสองคุยกันเหมือนชวนทำอะไรกันอยู่ แววหูผึ่งตาลุกด้วยความไม่พอใจ จนทนไม่ได้ตะโกนข้ามรั้วไปว่า

“นี่! จะทำอะไรบัดสีก็เสียงเบาหน่อยได้ไหม เกรงใจเพื่อนบ้านบ้าง หน้าไม่อาย ไอ้ทุเรศ!!”

พอฟังชัดเต็มสองหู จักรก็ตะโกนถามไปว่า เมื่อกี้ด่าตนหรือ ถูกสวนมาว่า

“ก็ใช่น่ะสิ ทีหลังถ้านายสองคนจะทำอะไรกันก็ให้มันมิดชิดหน่อย บ้านนี้มีเด็กผู้หญิงอยู่นะ อุบาทว์ที่สุด”

โต้เถียงกันครู่หนึ่ง จึงรู้ว่าความจริงแล้วทั้งสองมาช่วยกันเปลี่ยนหลอดไฟ จักรบอกให้แจ็คทำ แจ็ค

บอกว่าไม่เคยทำ จักรบอกว่าให้ลองทำครั้งแรกดูให้ดันเข้าไปลึกๆ พอรู้เรื่องกัน จักรเยาะหยันว่า เธอได้ยินแค่นี้ก็คิดลามกว่าเราทำอะไรกัน

โดนด่ากลับ แววเสียหน้าแต่ไม่ยอมเสียฟอร์มถามว่าตนฟังผิดแล้วมีอะไรไหม จักรบอกให้ขอโทษ แววลอยหน้าบอกว่าไม่มีวัน!

“ไอ้แจ็ค เวรกรรมอะไรของฉันวะ ย้ายบ้านมาก็ดั๊นมาอยู่ติดกับคนนิสัยแบบนี้” จักรบ่นประชด

วัณณรีโพล่งขึ้นว่าตนนิสัยไม่เหมือนพี่สาว ซํ้าโรสก็ทำตาหวานตาเยิ้มให้แจ็คอีก แววบ่นว่านี่ไม่มีใครเข้าข้างตนเลยเหรอ หันหลังเดินกลับเข้าบ้านไปเลย ปล่อยให้วัณณรีส่งสายตาให้สยุมภูว์และโรสก็ยิ้มหวานกับแจ็คอยู่ตรงนี้...

ooooooo

หลังจากเปิดร้านกาแฟให้ชลธิชาหาประสบ-การณ์แล้ว วันนี้นุกูลผู้เป็นพ่อมาถามความคืบหน้าของกิจการ เธอบอกว่าเริงใจช่วยงานได้เยอะเลย ปรึกษาพ่อว่าจะชวนแววมาร่วมหุ้นด้วยได้ไหม เพราะเพื่อนกำลังตกงาน

“พ่อว่าลูกตัดสินใจเองได้เลยนะ ที่พ่อเปิดร้านกาแฟให้เนี่ย ก็เพื่อให้ลูกได้ฝึกบริหารธุรกิจ ฝึกคิด ฝึกตัดสินใจ”

ชลธิชาขอบคุณพ่อ แล้วถามถึงกิจการของพ่อบ้าง นุกูลบอกว่ากำลังคิดจะจัดงานประมูลเครื่องเพชรครั้งใหญ่ นึกได้ถามว่า “อ้อ...ยัยแววเพื่อนลูกเขาว่างงานอยู่ใช่ไหม งั้นชวนมารับจ๊อบเป็นนางแบบในงานนี้ไหมล่ะ”

“ดีค่ะคุณพ่อ แววต้องดีใจแน่ๆ เดี๋ยวลูกโทร.ไปบอกแววเขาดีกว่า”

“งั้นพ่อไปนอนแล้วนะ ราตรีสวัสดิ์ลูก” นุกูลจับหัวลูกโยกเบาๆอย่างแสนรัก แล้วเดินออกจากห้องไป...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"มิ้นต์" ตะลึง "เต้ย" เรตอาร์ เขินจนเดินสะดุดล้ม

"มิ้นต์" ตะลึง "เต้ย" เรตอาร์ เขินจนเดินสะดุดล้ม
22 ม.ค. 2563
07:01 น.