ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ขุนศึก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ขุนรามเดชะนำลำภู เสมา เรไร ขัน พุฒ และบัวเผื่อนเข้ามาไต่สวนในเรือน ด้วยเกรงพวกบ่าวไพร่จะได้ยิน ท่านขุนตำหนิลูกสาวที่ประพฤติชั่ว ทำตามใจตัวเหมือนไพร่สกุลต่ำ เรไรร่ำไห้ไหว้วอนให้พ่อฟังเธออธิบายบ้าง ส่วนเสมาก็เข้ามากราบกรานขอร้องท่านขุนว่าอย่าเชื่อคำมุสาของบัวเผื่อนกับ พุฒ

บัวเผื่อนกับพุฒรีบแก้ต่าง พลางขู่ว่าจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปรายงานเสด็จในวังเพื่อให้ท่านตัดสิน ขุนราม-เดชะกลัวเสียชื่อ บังคับให้เรไรกราบขอขมาบัวเผื่อน ขัน และพุฒ

เรไรจำต้องขอขมาทั้งสามทั้งน้ำตา เสมากำหมัดแน่นสงสารคนรักสุดหัวใจ แต่ขุนรามเดชะหาสนใจไม่ ยังเรียกให้พิณพาตัวเรไรไปจำตรวนล่ามไว้ที่เรือนทาสเพื่อลงโทษ

เสมาทนไม่ไหวคลานเข้าไปขอรับโทษแทน แต่ท่านขุนตวาดไล่สั่งห้ามมาเหยียบเรือนอีก เสมานิ่งงันมองเรไรเดินน้ำตานองหน้าตามพิณลงจากเรือนไป เขาถึงกับน้ำตาคลอเบ้าเพราะเจ็บเสียยิ่งกว่าโดนจำตรวนเอง ขณะที่พุฒและบัวเผื่อนแสยะยิ้มสมน้ำหน้า

ลำภูลงไปดูพิณใส่โซ่ตรวนล่ามเรไรพลางร้องไห้ฟูมฟายสงสารลูก เรไรทั้งเสียใจและน้อยใจตัดพ้อว่าพ่อเชื่อคนอื่นมากกว่าลูกตัวเอง เธอจึงต้องก้มหน้ารับกรรม ลำภูปาดน้ำตาตำหนิลูกที่ยังไม่สำนึก

เรไรตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยวว่า เธอยอมรับโทษด้วยเป็นคำสั่งของพ่อ แต่หายอมรับว่าประพฤติชั่วไม่

พิณเห็นว่าหมดหน้าที่แล้ว จึงเดินเลี่ยงออกมาร้องไห้ เพราะสงสารเจ้านาย เสมาดักรออยู่ เขาปราดเข้าถามข่าวเรไร พิณหน้าเสียขอร้องให้เสมากลับไปก่อน เพราะกลัวท่านขุนจะออกมาพบ แต่เสมาว่าจะอยู่ชำระความแก่ขันและพุฒ พิณร้องห้ามเกรงจะยิ่งทำให้ท่านขุนโกรธ แล้วพาลไปลงที่แม่หญิงเรไรอีก

เสมายอมรับฟังไม่อยากให้เรไรเดือดร้อน เขาตัดสินใจเดินจากไป

ด้านขัน เขาขอขุนรามเดชะเข้าไปคุยกับเรไรหวังหว่านล้อมให้เธอยอมตกล่องปล่องชิ้นเพื่อแลกกับการไม่ถูกลงโทษ แต่กลับโดนแม่หญิงตอกกลับ

“พันฤทธิ์เอ๋ย ขอบน้ำใจท่านนัก แต่เรไรนี้ได้ชื่อว่าประพฤติน้ำใจชั่ว เกลือกอยู่กับช่างตีดาบ ก็จะขอให้ชั่วไปตลอดเลยตามเลย อย่าได้ทำให้ศักดิ์ท่านต้องเสื่อมเสียด้วยอีกคนหนึ่งเลย”

“แม่หญิงพูดเช่นนี้ยอมรับแล้วใช่หรือไม่ว่ามีใจให้อ้ายช่างตีเหล็ก เอาเถิดแม่หญิง จงคอยดูสืบไปเถิด เพราะข้าพระเจ้าก็จะคอยดูสืบไปเช่นกันว่า ผิดจาก

ข้าพระเจ้าแล้ว ใครจักช่วยแม่หญิงได้”

“เชิญท่านเถิด เราเป็นหญิงแม้จักต้องอยู่ในอำนาจพ่อ แต่น้ำใจเราหาใช่นางทาสไม่ จึงอยากคอยดูสืบไปอีกเหมือนกันว่า บุรุษไหนเล่าที่จักมาชำนะเราด้วยอำนาจบังคับได้ก็ให้รู้ไป” เรไรและขันต่างมองกันด้วยความโกรธเคือง อยากเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้

ในตอนค่ำ เสมานั่งคิดไม่ตกเรื่องเรไรอยู่หน้าบ้านพันอิน สักพักพันอินก็เดินนำสินกับสมบุญเข้ามาปลอบใจ

“ขุนรามเดชะทำเกินไปนัก หากมิใช่มีราชการ พ่อคงไปพูดจาให้ปล่อยแม่เรไรแล้ว หากไม่ยอมคงต้องขาดสหายกันแต่วันนี้สืบไป”

“อย่าเลยจ้ะพ่อพันอิน หากพ่อกับพระคุณต้องบาดหมางกันเพราะฉัน ฉันคงบาปนักหนา เพียงแค่

แม่หญิงเรไรต้องมามัวหมองเพราะความวู่วามของฉันก็ผิดมากแล้ว” เสมารู้สึกผิดพลางเหลือบมองไปทางศรีเมืองที่แอบฟังอยู่ ศรีเมืองรู้ตัวรีบเดินหนี

สินแค้นแทนลูกพี่ เสนอให้ไปชิงตัวเรไร บุญสมรีบปรามเกลอแล้วเปลี่ยนเรื่องบอกทุกคนว่าจวนได้ฤกษ์แล้วให้เตรียมตัวออกเดินทาง เสมาขอเข้าไปหยิบดาบคู่แสนศึกพ่ายในเรือน

ศรีเมืองที่รออยู่เข้ามาขวางเสมาพลางเอ่ยถามประสาซื่อ “ฉันให้ประหลาดใจนัก เหตุใดพี่ยังเพียรฝากรักแม่หญิงเรไรอยู่ได้ ทั้งที่ท่านอาขุนรามเดชะได้แสดงกิริยารังเกียจพี่ถึงเพียงนี้ แล้วพี่ยังจะหาความเดือดร้อนใส่ตัวไปเพื่อกระไร”

“เจ้ายังเด็กนักศรีเมือง มิเข้าใจดอก หากวันใดที่เจ้ารู้แจ้งว่าความรักเป็นเช่นใดแล้ว วันนั้นเจ้าก็จักเข้าใจพี่เอง เพลานี้เจ้ายังไม่รู้ ก็ป่วยการที่พี่จักกล่าว” เสมาส่งยิ้มบางๆ ก่อนเดินเข้าไปหยิบดาบสะพายจากไป

“แล้วผู้ใดว่าฉันไม่รู้เล่า พี่เสมาพี่คงไม่เคยแอบชอบใครแต่ฝ่ายเดียวดอกกระมัง” ศรีเมืองมองตามน้ำตารื้น

ooooooo

เช้าวันใหม่ พิณเข้ามาไขโซ่ตรวนให้เรไรด้วยความดีใจ เพราะขุนรามเดชะสั่งให้ปล่อยตัว เรไรนึกสงสัยว่าเหตุใดพ่อจึงหายโกรธไวนัก แล้วนางก็ได้คำตอบ เมื่อพบอำพันกับขันนั่งรออยู่ในเรือน

อำพันไม่รอช้าเจรจาสู่ขอเรไรให้ขันทันที ขุนราม-เดชะกับลำภูส่งยิ้มให้กันอย่างพอใจ แล้วหันมาถามเรไรว่าเห็นเช่นไร เรไรอึกอักขอเวลาตรองสักสามสี่วัน ขุนราม-เดชะนึกฉุนตวาดใส่ลูกสาว

“ได้ ขอเพลาตรองพ่อก็จักให้ แต่เมื่อตรองวันหนึ่งก็ต้องถูกโบยวันหนึ่ง เป็นเช่นนี้ทุกวัน จะตกลงหรือไม่”

เรไรเกิดทิฐิตอบสวนออกไป “ตกลงเจ้าค่ะ ลูกเห็นควรว่ายุติธรรมดีแล้ว”

ขุนรามเดชะโมโหที่ถูกท้าทาย เรียกให้พิณไปหยิบหวายมาแล้วฟาดลงที่หลังเรไร แม่หญิงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด อำพันและขันหน้าเสีย ขุนรามเดชะจะหวดซ้ำ แต่ลำภูเข้ามากอดบังลูกไว้

อำพันตกใจไม่คิดว่าเรื่องจะเลยเถิดไปขนาดนี้จึงเข้าห้าม ขุนรามเดชะโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้ หันมาสั่งพิณให้พาเรไรไปจำตรวนไว้ในเรือนทาสดังเดิม

พิณกับทาสหญิงอีกคนกุลีกุจอประคองเรไรขึ้นมา แม่หญิงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่วายหันไปมองขันด้วยสายตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ จนขันนึกกลัวไม่กล้าสบตาด้วย

ลำภูตามเอายามาทาแผลให้เรไรทั้งน้ำตา เรไรยืนกรานว่าโดนเฆี่ยนเป็นรอยหวายยังดีกว่าถูกบังคับใจ

“เหตุใดพูดเช่นนี้เล่าแม่เรไร ลูกโดนโบยก็เหมือนหัวใจแม่โดนกรีดให้เป็นแผลไปด้วย แม่ประหลาดใจนัก อ้ายเสมามีกระไรดีกว่าพ่อขัน ลูกถึงได้ยอมเจ็บตัวเพื่อมันถึงเพียงนี้” ลำภูน้ำตาไหลเป็นทาง

แม่หญิงร้องไห้ไม่มีคำอธิบายใดๆ

ในตอนบ่าย พิณนำเรื่องเรไรโดนขุนรามเดชะเฆี่ยนมาบอกกับสมบุญที่บ้านเสมา หวังส่งข่าวให้เสมาหาทางช่วย เอื้อยแตงกับศรีเมืองนั่งฟังอยู่ด้วย ทั้งสองนับถือในความเด็ดเดี่ยวและมั่นคงของเรไร แล้วติติงขัน

“พันฤทธิ์ผู้นี้ก็ช่างกระไรเลย เพื่อจะได้หญิงมาครองถึงกับดูดายให้ใช้กำลังเฆี่ยนตี อย่าว่าแต่มิสมเป็นทหารเลย มิสมเป็นชายเสียด้วยซ้ำ” สิ้นเสียงศรีเมือง จำเรียงก็เดินออกมาจากห้อง

“เป็นเท็จ เป็นเท็จทั้งสิ้น ฉันไม่เชื่อเป็นอันขาดว่าพี่พันฤทธิ์จะไปสู่ขอแม่หญิงเรไรโดยใจสมัคร แลถึงกับยอมให้เฆี่ยนตีเพื่อให้ได้แม่หญิงมา ฉันจะไปฟังคำจากปากพี่พันฤทธิ์เอง” จำเรียงเดินฉับๆออกไป

เอื้อยแตงตั้งสติได้ไล่ให้สมบุญตามจำเรียงไป สมบุญวิ่งตามมาดึงจำเรียงไว้ แต่จำเรียงยืนกรานจะไปฟังความจริงจากปากขัน สมบุญจนใจจำต้องแอบพาจำเรียงเข้าไปในเรือนขัน จึงได้ยินขันคุยกับอำพันและดวงแขเรื่องจะไปสู่ขอเรไรอีกรอบ แต่อำพันบ่ายเบี่ยง นางแนะนำให้ลูกชายไปขอจำเรียงมาเป็นแม่ศรีเรือนแทน

“นังจำเรียงรึขอรับ ชาติไพร่ตํ่าสกุลเช่นนั้น จะให้ลูกคว้ามาเป็นศรีเรือนได้เช่นไร ที่ลูกเกี้ยวพาราสีก็เพียงแต่จักหยามนํ้าหน้าอ้ายเสมามันเท่านั้น” ขันตอบเสียงดังฟังชัด

จำเรียงที่แอบฟังอยู่ได้ยินเต็มสองหู นางนํ้าตาร่วงเผาะเสียใจสุดๆ

“เช่นนั้นพี่ขันก็มองหญิงอื่นเถิด อย่างไรเสีย แม่เรไรก็เจ็บทั้งกายแลใจเพราะพี่ คงสิ้นหนทางจะครองคู่กันได้แล้ว” เสียงดวงแขขอร้อง

“พี่ไม่ยอม ถึงอย่างไรพี่ก็ไม่ยอม พี่ปองรักแม่หญิงเรไรมานานปีแล้ว หากมิใช่เพราะอ้ายเสมา แม่หญิงคงรับรักพี่ไปเสียนานแล้ว” ขันมุ่งมั่งจะเอาชนะให้ได้

จำเรียงทนฟังต่อไม่ไหว วิ่งร้องไห้ออกไป สมบุญวิ่งตามไปด้วยความเป็นห่วง

ooooooo

ดึกแล้ว พันอินเห็นเสมานั่งเหม่อคิดถึงเรไร จึงเข้ามาปลอบใจพร้อมรับปากว่าสิ้นราชการเมื่อใด จักไปออกปากช่วยเรไรออกมาให้ได้ เสมายกมือไหว้พันอิน พลันชะงักเมื่อเห็นสินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารายงานว่า เจอทัพข้าศึก

เสมากับพันอินเร่งให้สินนำทางไปซุ่มดูลาดเลา เห็นค่ายทหารพม่าจากระยะไกล ใหญ่โตมาก มีกระโจมนับพันหลัง ทหารเดินกันเต็ม จุดคบไฟสว่างไสวเหมือนตอนกลางวันไม่มีผิด พันอินถึงกับรำพึงว่ารบมาจนแก่ไม่เคยเห็นทัพใดใหญ่โตปานนี้มาก่อน ส่วนสมบุญก็หันมาถามเสมาว่า ข้าศึกยกมามากเพียงนี้จะทำเช่นใดดี แต่เสมายังนิ่งขรึม เพราะต้องใช้ความคิดให้รอบคอบที่สุด

ข่าวทัพพม่ารู้ถึงสมเด็จพระนเรศวร ท่านมีรับสั่งให้เจ้าพระยากำแพงเพชรยกทัพออกหยั่งเชิงข้าศึก ณ ทุ่งชายเคือง แลเตรียมทัพให้พร้อม เพื่อรับศึกพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง

ขันกับพุฒถูกเรียกตัวไปออกทัพกับเจ้าพระยากำแพงเพชรด้วย แต่ขันกลัวจะเสียเรไรให้เสมา จึงวางแผนกับพุฒเข้าไปหลอกขุนรามเดชะว่า ในระหว่างที่ตนไปออกศึก กลัวเสมาจะกลับมาสร้างความมัวหมองให้เรไรอีก จึงอยากขอความเมตตาตบแต่งหญิงเรไรไว้พอเป็นพิธีเสียก่อน ครั้นสิ้นศึกเมื่อใด ค่อยส่งเข้าหอตามธรรมเนียม ขุนรามเดชะหลงกลเห็นดีด้วย แต่ติดว่าไม่รู้จะทำอย่างไรให้เรไรยอมรับปาก

“ข้าพระเจ้ามีหนทางขอรับ แต่ไม่ทราบว่าพระคุณจะเห็นดีด้วยหรือไม่” พุฒส่งยิ้มเจ้าเล่ห์บอกแผนการ

สายวันต่อมา เสมาแอบเข้าไปพบเรไรที่เรือนทาส เขาเจ็บปวดใจยิ่งนักเมื่อเห็นรอยหวายบนหลังของเธอ

“เรไรแม่เอ๋ย จงนิ่งเสียเถิด เสมาได้เห็นแม่มื้อนี้แล้วหัวใจสั่นนัก เสียทัพต้องล่าแก่ตองอูร้อยครั้ง มิชํ้าหัวใจเหมือนบัดนี้เลย” เสมาเช็ดนํ้าตาให้เรไรแล้วก้มลงง้างโซ่ตรวนที่ล่ามขาออกพร้อมให้สาบาน

“แม้เสร็จศึกแล้วอ้ายเสมามิได้ความดีมาถวายสมเด็จพระราชโอรสท่าน จนปลดแม่หญิงได้ อ้ายช่างตีเหล็กนี้แหละแม่เอ๋ยจะเชือดคอตัว แต่อรินั้นก็จะประหารเสียมิให้เหลืออยู่ข่มเหงใจแม่หญิง”

“เช่นนั้น ฉันก็จักขอตายด้วยคมมีด ในอโยธยานี้ แม้ฉันมีญาติก็เหมือนไร้แล้ว หากเสมาสิ้นอีก ฉันก็มิสมควรที่จะอยู่”

“แม่หญิง ยอดใจเสมาเอ๋ย” เสมาเข้ามากอดเรไรด้วยความรักเต็มเปี่ยม

พลันมีเสียงก้อนหินปามาที่หน้าต่าง เสมาบอกกับแม่หญิงว่าสินกับสมบุญที่ดูต้นทางเตือนว่ามีคนมา เรไรจึงเร่งให้เสมากลับไป ด้วยกลัวว่าจะมีเรื่องกับขุนรามเดชะอีก

เสมากอดลาเรไรแล้วปีนหน้าต่างหนีไป แต่ไม่ทันพ้นจากเรือนก็ได้ยินขุนรามเดชะ ขัน และพุฒวางแผนมัด มือชกเรไร ด้วยการพาเจ้าพระยาเจ้านายขันมาผูกข้อมือ

ฝ่ายแม่หญิงเรไร เมื่อแยกตัวจากเสมาก็ถูกขุนรามเดชะพาไปพบท่านเจ้าพระยา เพื่อทำพิธีผูกข้อมือ เธอได้แต่นั่งตะลึงไม่รู้จักทำประการใด ขณะที่เสมาซึ่งอยู่ใต้ถุนกับพวกตั้งสติได้ เขาวิ่งนำสองคู่หูไปที่เรือนหลังบ้าน แล้ววางเพลิงเผาเพื่อทำลายพิธี

ขุนรามเดชะโกรธมาก สั่งทาสในเรือนจับตัวคนวางเพลิงมาให้ได้ ขันกวาดตามองไปรอบๆ เห็นเสมา สิน และสมบุญวิ่งหนีออกไป จึงนำพุฒกับทาสจำนวนวิ่งตามไปจับตัว แต่สุดท้ายก็พลาดจับใครไม่ได้สักคน

ooooooo

พิณเข้ามาจัดที่นอนหมอนมุ้งให้เรไร ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะดีใจที่เจ้านายไม่ต้องออกเรือนกับขัน นางเปรยกับเรไรว่าไม่รู้ผู้ใดที่หาญกล้ามาทำการหยามหน้าท่านขุนได้เพียงนี้

“คนบ้าเท่านั้นดอกจ้ะ ถึงวางเพลิงเผาเรือนผู้อื่นเช่นนี้ได้ หากมิใช่คนบ้า ใครเล่าจักคิดทำได้” เรไรยิ้มขำเดาได้ว่าฝีมือเสมาแน่ๆ เธอส่ายหน้าระอากับความ ห่ามของเขา

เช่นเดียวกับเอื้อยแตงที่เพิ่งรู้เรื่องจากสิน เธอปรามไม่ให้สินพูดดังไป เพราะโทษวางเพลิงยามมีศึก ต้องตัดหัวสถานเดียวเท่านั้น แล้วหันมาดุสมบุญที่ไม่ยอมห้ามปรามเสมา

“อย่าด่าว่าอ้ายสินกับอ้ายสมบุญเลยเอื้อยแตง พวกมันทำไปเพราะรักข้า ใจจริงข้าก็ไม่อยากทำดอก แต่มันเข้าตาจนแล้ว หากไม่ทำ แม่หญิงเรไรคงต้องออกเรือนไปกับอ้ายขันเป็นแน่” เสมาออกรับแทน

“ใจพี่จะขาดรอน จึงต้องเสี่ยงอาญาถึงตัดหัว ว่ากระนั้นเถิด” เอื้อยแตงส่งค้อนหมั่นไส้

เวลาเดียวกัน ขันแค้นใจที่ไม่อาจทำอะไรเสมาได้ จึงเร่งให้ดวงแขไปนำตัวจำเรียงมาเป็นทาสขัดดอก ดวงแขจนใจจำต้องพาขันมาที่บ้านเสมา

ส่วนจำเรียง เธอนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กับเสมา เพราะเสียใจที่ไม่เชื่อคำพี่ชายจึงต้องเจ็บอายเยี่ยงนี้ แถมยังต้องเป็นหนี้อีกมากโข เสมาปลอบใจน้องสาวพลางรับปากว่าจะช่วยหาเงินมาใช้หนี้

ขาดคำก็ได้ยินเสียขันตะโกนทวงหนี้อยู่หน้าบ้าน เสมาเลือดขึ้นหน้า หยิบดาบคู่มือเดินออกไป จำเรียงเป็นห่วงพี่รีบตามไปด้วย

“ออกมาแล้วรึ ข้านึกว่าเอ็งจะเก่งแต่ลอบกัดเผาเรือนผู้อื่น แต่ไม่กล้าสู้หน้านายเงินเจ้าหนี้เสียอีก” ขันเย้ยหยัน

ดวงแขรีบปรามพี่ชายด้วยกลัวจะมีเรื่อง เธอเข้ามาเจรจาจะขอรับตัวจำเรียงไปเป็นทาส แต่เสมาไม่ยอม เพราะเพิ่งจะส่งดอกเบี้ยไป

ขันโวยวายสั่งให้ลูกน้องไปเอาตัวจำเรียงมา เสมาโมโหชักดาบคู่ออกมาเล่นงานลูกน้องขันกระเด็นกระดอนไปคนละทิศละทาง ขันเห็นดังนั้นก็ยิ่งแค้นชักดาบสองมือออกมา แล้วโหมฟันเข้าใส่เสมาด้วยท่าไม้ตายใหม่ที่เพิ่งเรียนมาแต่ทำอะไรไม่ได้ แถมยังถูกเสมาใช้ดาบชี้ใส่หน้า

“อันเพลงดาบ มิว่าสำนักใด ใครเรียนครบกระบวนก็ใช้ได้ทั้งสิ้น อยู่ที่ผู้ใดจักพลิกแพลงเลือกใช้ได้สูงกว่ากัน แม้เพลงดาบเอ็งจะกล้าแข็ง หาได้ยากในอโยธยา แต่ยังห่างชั้นจากข้าอีกมากนัก”

“เมตตาเถิดหมื่นศึก รู้แพ้ชนะแล้ว อย่าได้เป็นเวรสืบกันไปเลย พ่อจะขอผัดผ่อนต้นเงินไม่ใช่รึ ฉันยอมรับปากแล้ว”ดวงแขเข้ามาขอร้อง

“พันฤทธิ์เป็นนายเงินมิใช่แม่หญิง แล้วแม่หญิงจะรับปากแทนได้รึ”

ดวงแขชะงักหันไปพูดกับขันให้ยอมรับปาก ขันขบกรามแน่นด้วยความแค้นใจแต่จำต้องเอ่ย ว่ายอมให้เสมาผัดผ่อนได้

“เช่นนี้ก็แล้วกันไปเถิดพี่เสมา พันฤทธิ์ต้องไปศึกอีก อย่าให้เสียราชการสงครามเลย” จำเรียงเข้ามาดึงพี่ชาย เสมาได้คิดยอมลดดาบ แล้วเดินเลี่ยงกลับขึ้นเรือน

ขันมองตามด้วยความแค้น ผิดกับดวงแขที่ส่งยิ้มปลื้ม ชื่นชมในความมีเหตุผลของเสมา

ในตอนคํ่า ขุนรามเดชะรู้เรื่องเสมาทะเลาะวิวาทกับขัน ก็นึกห่วงเรไรด้วยรู้ว่าต้นเหตุคงมาจากนางแน่ จึงเรียกลูกสาวมาสั่งการให้กลับเข้าวังในวันพรุ่งนี้ เพราะกลัวชาวบ้านจะติฉินนินทา เรไรหันไปขอความเห็นใจจากลำภู แต่ขุนรามเดชะรีบตัดบท “ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องกลับเข้าวัง พ่อจักได้วางใจ ว่าอ้ายเสมาหมดหนทางข้องเกี่ยวกับลูกอีก อ้ายชาติไพร่ แม้มันจักรุ่งเรืองขึ้นด้วยฝีมือเพียงใด พ่อก็หาชื่นชมจนหลงลืมสกุลของมันไม่”

เรไรหมดทางโต้แย้งเดินซึมกลับเข้าห้อง ส่วนเสมาที่แอบฟังอยู่ใต้ถุนเรือนรีบโหนตัวปีนเข้าหาเรไรมาทางหน้าต่าง ด้วยเกรงว่าจักไม่ได้พบหน้านางอีก เรไรตัดพ้อว่าเป็นเพราะเสมาทำเยี่ยงนี้ พ่อท่านถึงต้องส่งเธอเข้าวัง

“พระคุณชังอ้ายเสมานัก จึงกันแม่หญิงให้อยู่ห่างข้าพระเจ้า แม้นอ้ายเสมาจักรับใช้สมเด็จพระราชโอรสทั้งสองจนได้กินตำแหน่งหัวหมื่น ก็ยังไม่เป็นที่ต้องใจพระคุณ เห็นทีชาตินี้ ข้าพระเจ้าจะไร้วาสนาเสียแล้ว”

“อย่าเพิ่งเสียนํ้าใจเลย หากเสมามั่นคงในตัวฉันแล้ว ก็ยังพอมีหนทางอยู่ เสมาจงตั้งใจรับราชการฉลองคุณให้ดี เมื่อทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปรานเมื่อใด ก็จงขอพระราชทานตัวฉันเสีย หากมีพระบรมราชโองการลงมา แม้พ่อท่านก็ขัดมิได้ เพียงเท่านี้ เจ้ากับข้า...” เรไรเขินจนพูดต่อไม่ได้

เสมาคิดตาม แล้วก็ยิ้มอย่างมีความหวัง เขาดึงเรไรเข้ามากอด แม่หญิงเอียงอายรีบผละตัวออก

ooooooo

ค่ายทหาร เช้าวันใหม่ ขันนั่งลับดาบด้วยสีหน้าบึ้งตึง เพราะยังแค้นเสมาไม่หาย พุฒปลอบใจว่าถึงจะแพ้เสมาด้วยเชิงดาบแต่ขันก็ชนะแน่ในเชิงรัก เพราะเมื่อเสร็จศึกก็จะได้ออกเรือนกับแม่หญิงเรไร ขันอารมณ์ดีขึ้นทันทีเอ่ยชวนเพื่อนรักออกเรือนพร้อมกัน เพราะเห็นติดพันบัวเผื่อนอยู่

พุฒปฏิเสธว่าตนไม่ได้สมัครรักใคร่บัวเผื่อนเลย แต่ที่ต้องไปเกี่ยวพันด้วยก็เพราะช่วยขัน และแท้จริงแล้วหญิงที่ตนหมายตาต้องใจอยากให้มาเป็นแม่เรือนก็คือดวงแข

ขันผงะไปเล็กน้อยแล้วแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน ด้วยรู้อยู่เต็มอกว่าพุฒเป็นคนไม่ดีจึงไม่อยากให้ยุ่งกับน้อง

ต่อมา กองทัพของเจ้าพระยากำแพงเพชร สมุหกลาโหม ยกมาถึงทุ่งชายเคือง เพื่อคุ้มกันราษฎรให้เกี่ยวข้าว และหยั่งเชิงกองทัพของหงสาวดี ครั้นกองทัพพระมหาอุปราชา ยกมาถึง จึงเปิดฉากสู้รบขึ้นทันที ฝ่ายไทยสู้ทัพพม่ามาไม่ได้ เหล่าทหารล้มตายเป็นจำนวนมาก แม้แต่ขันกับพุฒเองก็หวิดสิ้นชื่อจึงชวนกันหนีทัพออกมา

ข่าวเจ้าพระยากำแพงเพชรแพ้ศึก รู้มาถึงสมเด็จพระนเรศวร ท่านทรงกริ้วมากสั่งให้ทหารเอาตัวเจ้าพระยากำแพงเพชรแลนายกองที่พ่ายศึก ไปตัดหัวเสียให้สิ้น แต่สมเด็จพระเอกาทศรถเข้ามาทูลขอให้เว้นโทษตายด้วยเห็นว่าแม้เจ้าพระยากำแพงเพชรจักมีความผิด แต่เพราะฝ่ายพลเรือนไม่สันทัดการรบมาก่อนจึงทำให้แพ้ศึก

สมเด็จพระนเรศวรทรงไตร่ตรองแล้วมีรับสั่งให้ถอดยศเจ้าพระยากำแพงเพชร ส่วนบรรดานายกองทั้งปวงให้จองจำไว้ก่อน สิ้นศึกเมื่อใดค่อยตัดสินกันอีกที

“ชอบแล้วพระพุทธเจ้าข้า เพลานี้ข้าศึกกำลังได้ใจนัก ขืนนิ่งอยู่ให้ช้าวัน เห็นมิชอบกลสงคราม ชอบแต่จะยกพยุหยาตราออกตีทัพพระมหาอุปราชา อย่าให้ตั้งอยู่ ณ ชายเคืองได้” สมเด็จพระเอกาทศรถกราบทูล

“จงยกทัพบกแลทัพเรือสองร้อยลำ พร้อมด้วยสรรพยุทธปืนใหญ่ มุ่งสู่ทุ่งชายเคือง ศึกนี้เราต้องชำนะเพื่อเรียกขวัญของอโยธยากลับมา” สมเด็จพระนเรศวรประกาศก้อง

ooooooo

ขันและพุฒถูกตีตรวนพาตัวไปจองจำยังความเศร้าโศกเสียใจให้กับอำพัน ดวงแข  และบัวเผื่อนยิ่งหนัก ทั้งสามได้แต่ฝากความหวังว่า เมื่อสมเด็จพระนเรศวรชนะศึกกลับมาจะอภัยโทษให้ทุกคน

ด้านเรไร เธอเห็นบัวเผื่อนนั่งร่ำไรเป็นห่วงพุฒจนไม่เป็นอันทำอะไรจึงเข้ามาปลอบใจ แต่กลับโดนพาลใส่ว่าคงสมใจแล้วที่พุฒต้องโดนจองจำ

“นี่แม่บัวเผื่อนเห็นฉันเป็นคนอาฆาตมาดร้ายถึงเพียงนี้เทียวรึ หากเป็นเช่นนั้นจริง คนแรกที่ฉันจะสนองคืนให้สมแค้น คงเป็นแม่เพื่อนร่วมตำหนัก ที่ใส่ไคล้ปรักปรำจนฉันต้องโทษเป็นแน่” เรไรตอกกลับ

บัวเผื่อนโมโหที่ถูกด่ากระทบจึงสะบัดหน้าเดินหนีไป เรไรมองตาม แล้วถอนใจส่ายหน้า

คํ่าวันเดียวกัน พันอินขอให้เสมากลับไปส่งข่าวกับศรีเมืองที่ตั้งตารอ ว่าตนยังกลับบ้านตอนนี้ไม่ได้ เสมารับปากแล้วนั่งเรือที่สมบุญพายมารับออกไป แต่เรือที่สมบุญหามาได้เป็นเรือรั่ว เขาจึงต้องช่วยวิดนํ้าไปตลอดทาง และกว่าจะถึงเรือนพันอินก็เปียกไปทั้งตัว

ศรีเมืองนั่งปะชุนเสื้อผ้ารอพันอินอยู่ที่ชานบ้าน เห็นเสมาในสภาพตัวเปียกไปทั้งตัวเดินขึ้นเรือนมาก็แปลกใจ ร้องทักว่าเกิดอะไรขึ้น

“พี่รับฝากคำพ่อพันอิน ให้มาบอกแม่ศรีเมือง ว่าพ่อพันอินต้องไปศึกกะทันหัน แต่ขามาน่ะซี อ้ายสมบุญดันเอาเรือท้องรั่วมาเสียได้ต้องพายไปวิดนํ้าไป กว่าจะถึงจึงเปียกเช่นนี้”

“เช่นนั้นก็ขอบนํ้าใจพี่หมื่นศึกมากแล้ว แล้วนี่พี่ทานกระไรมาหรือยังจ๊ะ”

“ยังดอก พี่รับฝากคำพ่อพันอิน ก็รีบมาที่นี่เลย”

“ถ้ากระนั้น ขอเชิญพี่หมื่นศึกอาบนํ้าผลัดเสื้อผ้าก่อนเถิด จะได้มารับข้าวปลาแลหมากพลูด้วยกัน”

“ขอบนํ้าใจเจ้านัก” เสมาเดินเลี่ยงไป

ศรีเมืองส่งยิ้มบางๆมองตาม ก่อนลุกไปจัดเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เสมาเปลี่ยน แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มเปลือยอกนุ่งโจงกระเบนตัวเดียว เพราะเพิ่งขึ้นจากนํ้า ก็ตกใจปากคอสั่น แม่สาวน้อยรีบขอตัวอ้างว่าจะไปจัดเตรียมสำรับ

เสมายืนงงไม่เข้าใจว่าศรีเมืองเป็นอะไร เขารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วตามศรีเมืองออกไปนั่งเปิบข้าวกินอย่างเอร็ดอร่อย ศรีเมืองลอบมองชายหนุ่มใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวนัก ครั้นอิ่มแล้วเสมาก็จะขอตัวกลับ ศรีเมืองแย้งด้วยความเป็นห่วงว่าให้ค้างคืนก่อนเพราะค่ำมืดแล้ว เสมาบ่ายเบี่ยงเกรงว่าศรีเมืองจะถูกครหา

ศรีเมืองชื่นชมในความเป็นลูกผู้ชายของเสมา จึงรีบเอ่ย “พี่ไม่ต้องกลัวดอก ทุกคราที่พ่อท่านไปศึก ฉันก็ให้บ่าวไพร่มานอนหน้าห้องเป็นเพื่อน ไม่มีเสียงครหาดอกจ้ะ”

“รอบคอบแท้ มิน่าเล่า พ่อพันอินท่านจึงให้เจ้าดูแลเรือน ผิว่าแม่ศรีเมืองออกเรือนไปพ่อพันอินคงเสียดายนัก”

ศรีเมืองเขินอายขอตัวไปจัดเตรียมห้องให้เสมา เสมามองตามแล้วลุกออกไปนั่งเป่าขลุ่ยอยู่ที่หน้าเรือน ด้วยท่วงทำนองหวานซึ้ง ศรีเมืองลอบมองด้วยสายตาปลาบปลื้ม เพราะนานวันความรักที่ตนแอบมีให้เสมาก็ยิ่งมากขึ้นทุกที

ooooooo

สมเด็จพระนเรศวรทรงยกทัพ ทั้งทางบกทางเรือ เข้ารบกับทัพของพระมหาอุปราชาที่ทุ่งชายเคือง เพื่อเรียกขวัญกำลังใจของกรุงศรีอยุธยากลับมา การรบถึงขั้นตะลุมบอนอย่างดุเดือด จนในที่สุดก็สามารถตีทัพของพระมหาอุปราชาพ้นทุ่งชายเคืองไปจนได้ ความฮึกเหิมของคนไทยกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

ขันกับพุฒได้รับการปล่อยตัวและพ้นจากโทษประหาร แต่ถูกถอดยศกลับมาเป็นหมู่ดังเดิม ขันกลับมาที่บ้านอย่างคนทุกข์หนัก เพราะเสียใจที่ถูกถอดยศ ครั้นได้ยินขุนรามเดชะที่นั่งคุยอยู่กับอำพันในบ้านเอ่ยทักว่า กำลังคุยเรื่องขันกับเรไรอยู่พอดีก็นึกระแวง

“คุยกันเรื่องกระไรรึขอรับ หรือท่านอาเห็นข้าพระเจ้าวาสนาเสื่อมถอยสิ้นแล้ว จึงจะถอนเลิกคำสัญญาระหว่างข้าพระเจ้ากับแม่หญิงเรไรเสีย”

“เอ๊ะ พ่อขันหลานเรา ไฉนพูดแรงปานนี้ เหมือนดูแคลนสิ้นนับถือกันแล้ว” ขุนรามไม่พอใจ

ขันหน้าเสีย อำพันเห็นไม่ได้การสั่งให้ขันขอขมาขุนรามเดชะ แล้วชักชวนท่านขุนเข้าไปรับสำรับในเรือน เพราะเตรียมของคาวหวานไว้หลากหลาย

“ขอบน้ำใจนักแม่อำพัน” ขุนรามเดชะเดินตามอำพันเข้าข้างในไป

ขันถอนใจแล้วลุกขึ้นยืน ดวงแขเข้ามาบอกพี่ชายว่า พ่อเฒ่ามั่นได้เอาเบี้ยมาชดใช้หนี้แล้ว แต่เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น และเธอก็อยากจะขอความเมตตาจากพี่ชายว่าอย่าเพิ่งบังคับเอาจำเรียงมาเป็นทาสเลย แต่ขันไม่ยอมยืนกรานจะเอาตัวจำเรียงมาเป็นทาสให้ได้

ดวงแขหมดหนทาง จำต้องไปรับตัวจำเรียง

แม่สาวจำเรียงเดินถือห่อผ้าร้องไห้ลงจากเรือนมีเอื้อยแตงเดินตามออกมาส่งพลางว่าแขวะดวงแขที่แล้ง น้ำใจจนแม่สาวชาววังทนไม่ไหวขอตัวไปรอที่ท่าเรือ เอื้อยแตงสบโอกาสยุให้เสมาที่ยืนหน้าเครียดพาจำเรียงหนีไป

“ไม่ได้ดอก ถึงอย่างไรก็ยืมเบี้ยมาจริง แม่ท่านก็หายไข้ด้วยเบี้ยนี้ จะคดโกงได้กระไร” เสมาส่ายหน้า

เอื้อยแตงเซ็งสุดๆจะต่อว่าเสมาอีก แต่จำเรียงเข้ามาจับมือฝากฝังให้เอื้อยแตงช่วยดูแลพ่อกับแม่ด้วย

“วางใจเถิดจำเรียง ฉันจักหมั่นดูแลพ่อลุงกับแม่ป้าเอง”

จำเรียงพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินร้องไห้สะอึกสะอื้นไปหาดวงแข เอื้อยแตงหน้าหงิกงอกอดอกแน่น เจ็บแค้นใจแทนจำเรียง ขณะที่เสมาได้แต่มองตามน้องด้วยความห่วงใย แต่ก็สุดปัญญาจะช่วยเหลือ

จำเรียงถูกพาตัวมาที่เรือนทาส เธอได้ยินทาสชายกลุ่มหนึ่งจับกลุ่มคุยกันว่า ไม่เกินสามวันจำเรียงคงถูกขันเรียกไปรับใช้เป็นแน่ เธอนึกกลัวจับใจกอดห่อผ้าน้ำตาคลอเบ้า

เช่นเดียวกับมั่น บุญเรือน และเสมาที่เฝ้าห่วงจำเรียงด้วยรู้ดีว่าคงพ้นมือขันได้ยาก แต่สวรรค์ยังมีตา เพราะในวันที่ขันจะปลุกปล้ำจำเรียง ดวงแขอยู่บ้านพอดี เธอรีบเข้าไปขวางพี่ชาย และในระหว่างที่สองพี่น้องเจรจากันอยู่นั้น ทาสคนหนึ่งก็ลนลานเข้ามารายงานขันว่ามีราชการศึกเร่งด่วนมา คนถือสาส์นรออยู่ที่หอนั่ง

ขันหน้าเจื่อน รีบออกไปที่หอนั่ง จำเรียงกับดวงแขหันมามองหน้ากันด้วยความโล่งอก

ooooooo

กรุงละแวกฉวยโอกาสที่กรุงศรีอยุธยาต้องรับศึกหนักกับกองทัพหงสาวดี ยกทัพพลหนึ่งหมื่นบุกเข้าตีเมืองปราจีนแตก สมเด็จพระนเรศวรทรงกริ้วมาก แต่ด้วยติดทัพหงสาจึงมีรับสั่งให้พระยาศรีไสยณรงค์ และพระยาสีหราชเดโช ยกทัพห้าพันเพื่อเข้ารับศึกละแวก

ขุนรามเดชะ ขัน และพุฒได้รับคำสั่งให้ออกศึกในครั้งนี้ด้วย แต่ขุนรามเดชะยังกังวลว่า เสมาที่ต้องอยู่รับศึกหงสาไม่ได้ไปศึกละแวกกับตนจะลักลอบมาพบเรไรอีก จึงกำชับลำภูให้เฝ้าดูลูกสาวให้ดี

“ท่านขุนไม่ต้องเป็นห่วงดอก ฉันกำชับบ่าวไพร่ทุกคนแล้ว ว่าหากเห็นอ้ายเสมามาที่เรือน ก็ให้ขับไล่ไปเสีย แลสั่งเป็นคำขาดกับแม่เรไรไม่ให้ออกจากเขตบ้าน ฉันรับรอง ว่าอ้ายเสมาไม่มีทางได้ปะหน้าแม่เรไรเป็น อันขาด”

“เช่นนี้ฉันก็เบาใจ ไม่ต้องห่วงกระไรแล้ว อ้ายเสมา มันช่างไม่เจียมตัวนัก หากมันไม่ใฝ่สูงจนเกินศักดิ์ ป่านฉะนี้ฉันคงให้มันสังกัดมูลนาย มีศักดินาตำแหน่งหมื่นกินแล้ว ไหนเลยน้องมันจักต้องไปเป็นทาสเขาเช่นนี้” ท่านขุนส่ายหน้าเดินจากไป ลำภูมองตามพลางถอนใจ

เวลาเดียวกันนั้น บัวเผื่อนมาพบพุฒที่เรือน อาสาช่วยดูแลเรือนให้ระหว่างที่พุฒไปออกศึก แต่ถูกพุฒพูดจาตัดรอน และสั่งห้ามมาเหยียบที่เรือนอีก

“แม่บัวเผื่อนเป็นหญิง มาหาชายอื่นถึงเรือนไม่นึกอายบ้างรึ แม่บัวเผื่อนเป็นคนฉลาด ฉันพูดถึงเพียงนี้ คงพอเข้าใจดอกนะ” พุฒยิ้มเยาะก่อนเดินหนีขึ้นเรือนไป ปล่อยให้บัวเผื่อนยืนนิ่ง ตกใจจนพูดอะไรไม่ออก

บัวเผื่อนกลับมานั่งร้องห่มร้องไห้อยู่ในตำหนัก โดยมีเรไรคอยปลอบใจ แม่สาวปากกล้าแค้นใจพุฒยิ่งนัก จึงหันมายุเรไร “ที่แม่เรไรต้องโทษจนถึงขั้นตีกรวนแลโดนโบยนั้น ก็เพราะอุบายอ้ายพุฒมันทั้งสิ้น เหตุใดไม่ฟ้องขุนรามเดชะท่านเล่า ศึกละแวกครานี้ อ้ายพุฒเป็นทหารในบังคับของออกขุนรามท่าน จะได้ให้มันโดนดีเสียบ้าง”

“แม่บัวเผื่อนคิดว่าพ่อท่านยังฟังคำฉันอีกรึ แล้ว ที่ฉันต้องโทษ มิใช่เพราะเพื่อนที่คบมานานปีร่วมมือกับเขาใส่ไคล้ฉันดอกรึ หากฉันไม่อโหสิ เพลานี้คงไม่คุยกับแม่บัวเผื่อนอยู่ดอก” เรไรด่ากระทบอีก

“แม่เรไรพูดเช่นนี้ก็ตามใจเถิด ฉันเป็นเช่นนี้แล้วคงสาแก่ใจแม่ขึ้นมาบ้างกระมัง” บัวเผื่อนสะบัดหน้าเดินเลี่ยงไปทางอื่นด้วยความหงุดหงิด

ในตอนค่ำ ดวงแขสั่งให้จำเรียงมานอนกับเธอในห้องด้วยกลัวว่า จะถูกขันข่มเหงอีก เพราะรับปากเสมาไว้แล้วว่าจะดูแลจำเรียงให้ จำเรียงซึ้งใจยกมือไหว้ขอบคุณดวงแข พลางคุยต่อเรื่องพี่ชายตัวดีที่ยังไม่ยอมตัดใจจากแม่หญิงเรไร เพราะยิ่งชอบพอกันก็ยิ่งมีแต่เรื่องเดือดร้อน

“ต่อไปคงไม่ต้องกังวลแล้วกระมัง ท่านอาขุนราม คงไม่ยอมให้หมื่นศึกปะหน้ากับแม่เรไรอีกดอก”

“กระไรได้เล่าเจ้าคะ พี่เสมานั้นดื้อรั้นนัก แลเคยเป็นครูฝึกอยู่ที่บ้านท่านขุนรามเดชะ รู้ทางหนีทีไล่ที่บ้านท่านขุนดี พี่สมบุญยังเคยบอกว่าพี่เสมาเคยลักลอบเข้าไปในบ้านท่านขุนเสียหลายครั้ง แม้แต่ปีนเข้าห้องนอนแม่หญิงก็ยังเคยเลยเจ้าค่ะ” จำเรียงจีบปากจีบคอ

ดวงแขฟังแล้วอึ้งโมโหหึง เธอครุ่นคิดบางอย่างในใจ ก่อนเขียนจดหมายไปฟ้องลำภูเรื่องเสมาแอบลักลอบไปพบกับเรไรถึงในห้องนอน

ลำภูอ่านจดหมายแล้วก็แทบลมจับ นางตัดสินใจเข้าไปดูลูกสาวในห้องก็พบเสมาอยู่ในนั้นจริงดังที่ดวงแขบอก

“งามหน้าแล้วแม่เรไรนี่ต่อหน้าต่อตาจับได้เอง หากเป็นผู้อื่นจะว่าซัดใส่โทษ” ลำภูชี้หน้าด่าลูกสาว

เรไรผวา รีบนั่งพับเพียบกราบเท้าแม่ “แม่ท่าน ผิดลูกเกินตัวที่จะอภัยแล้ว”

“แม่มีลูกแต่คนหนึ่งเป็นเอื้อยหัวปี ก็ประพฤติสมศักดิ์สมรักนัก แน่ะหมื่นศึก ฉันนี้นึกว่าใคร มิคาดเลยว่าจะเป็นหมื่นที่ท่านขุนอุปการะ มาย้อนเนรคุณถึงฟากเรือน”

“สุดแต่เมตตาพระคุณ ใช่ข้าพระเจ้าจักลบหลู่ล่วงเกินพระคุณทั้งสองนั้นหามิได้ หากที่ประพฤตินี้ก็โดยสุดรักแม่หญิงยิ่งอื่นแม้ชีวิตตัว  พระคุณจงเมตตาเถิด” เสมาคุกเข่าก้มลงกราบ

“เมตตารึ หมื่นศึกก็รู้แล้ว คำขุนท่านประกาศมิให้เหยียบเรือนเรา แลเมื่อชะล่าเช่นนี้ มิหมายใจจักลองดีเพราะสิ้นเกรงกันรึ”

“หามิได้เลยพระคุณ...”

“พอเถิด แม้เจ้าจักเป็นหมื่นมียศแล้ว ฉันก็ยังมอง อยู่ว่าเป็นช่างเหล็กที่เคยหมอบอยู่ปลายเท้า หากอโยธยาสิ้นบุรุษแล้วนั้นก็จนใจ แต่บัดนี้ เชิญเสียให้พ้นเรือนแต่โดยเร็วเถิด หาไม่จะเรียกไพร่มาจับส่งพระนครบาล”

เสมาขบกรามด้วยความเจ็บใจ แต่จำต้องเอ่ยออกไป “พระคุณกล่าวถูกแล้ว แลเมื่อพระคุณมาลั่นวาจาเสียว่าสิ้นบุรุษแล้วจนใจนั้น  ข้าพระเจ้าก็เสียใจอยู่  มิทราบจะขอเมตตาประการใดจึงต้องขอขมาด้วย” เสมาก้มลงกราบอีกทีแล้วหันมามองเรไร เห็นเธอมองตอบด้วยน้ำตานองหน้า แต่สายตายังมั่นคงเต็มเปี่ยม พ่อทหารหนุ่มตัดใจลุกเดินออกจากห้องไป

ลำภูหงุดหงิด สะบัดหน้าพรืดเดินออกไปอีกคน ทิ้งให้แม่หญิงนั่งร่ำไห้เสียใจต่อโชคชะตาอยู่เพียงลำพัง

ooooooo

วันต่อมา เสมา สิน สมบุญ กับทหารไทยอีกจำนวนหนึ่ง เข้าสู้รบทหารพม่าอย่างดุเดือดเพื่อทำลายเสบียงอาหารของข้าศึก สินกับสมบุญเห็นเสมาควงดาบสองมือคู่ใจ บุกตะลุยฆ่าทหารพม่าอย่างบ้าคลั่ง ก็หันมาคุยกันว่า พวกข้าศึกโชคร้ายนักที่มาปะเสมาเพลาเจ็บใจ ที่ถูกแม่นายลำภูหยามหมิ่น

“แต่จะทำกระไรได้เล่า เมื่อท่านขุนกับแม่นาย เห็นศักดิ์ตระกูลแลความมั่งมี เหนือกว่าน้ำใจแลความมานะของพี่เสมาเสียแล้ว” สองคู่หูหันไปมองเสมาที่ฟาดฟันทหารพม่าจนหนีตายกันอลหม่านอย่างเห็นใจ

เวลาผ่านไป สมเด็จพระนเรศวรทรงวางแผน แต่งทัพออกรบกวน ตีเสบียงกองทัพหงสาวดีอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งทัพหงสาวดีได้ ในที่สุดกองทัพหงสาวดีก็ได้ยกเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา โดยตั้งค่ายใหญ่ 3 ค่าย ที่บางปะหันบ้านกุ่มดอง และทุ่งสีกุก

รวมทั้งค่ายเล็กๆ อีกนับสิบค่าย เพื่อเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยาพร้อมกัน

สมเด็จพระนเรศวรมีดำริว่า การตั้งรับหาใช่ยุทธวิธีที่ดีที่สุด พระองค์จึงคิดจะแต่งทัพออกปล้นค่ายที่รายล้อมพระนครอยู่ และเมื่อใดที่ค่ายเล็กระส่ำระสาย ก็จะฉวยบุกตีค่ายใหญ่ อย่าให้ทัพหงสาวดีทำศึกโดยสะดวก

สมเด็จพระเอกาทศรถแย้งว่า เรามีกำลังน้อย จะใช้พลน้อยเข้าตีค่ายที่มีพลมากกว่า จักขัดกับหลักพิชัยสงคราม

“ไม่ดอก เพราะถึงพลน้อย แต่หากมีจิตใจฮึกเหิม คนหนึ่งอาจสู้ได้ถึงสิบ พี่จักนำทัพออกปล้นค่ายด้วยตัวพี่เอง หากไพร่พลเห็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ออกรบตะลุมบอนด้วยข้าศึก ขวัญทหารย่อมเข้มแข็งเป็นแน่”

“มิได้พระพุทธเจ้าข้า การบุกตีค่าย ยังอันตรายกว่าการรบกลางแปลงมากนัก สมเด็จพี่เป็นพระมหาอุปราชแห่งอโยธยา จักเสี่ยงภัยเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”

“หากอโยธยาต้องสิ้น แม้ศีรษะบนบ่าก็ยังยากจะรักษาไว้ แล้วตำแหน่งพระมหาอุปราชจะมีความหมายกระไร เชื่อพี่เถิด แม้เสี่ยงภัยเพียงใด พี่ก็จักต้องทำ” สมเด็จพระนเรศวรมุ่งมั่น

สมเด็จพระนเรศวรทรงรบอย่างทระนงองอาจ ถึงขนาดทรงพระแสงดาบคาบค่าย ปีนเข้าตีค่ายหงสาวดีเหมือน ทหารธรรมดาคนหนึ่ง ทรงนำทหารตามตีทัพพม่าที่แตกกระเจิงกองทัพไทยชนะอย่างงดงาม เลือดนักรบของพระองค์สร้างความฮึกเหิมให้กับทหารกรุงศรีอยุธยา จนสามารถตีค่ายของหงสาวดีแตก ทั้งๆที่มีกำลังพลน้อยกว่า แถมยังไล่ตีไปจนถึงค่ายหลวงของพระเจ้านันทบุเรง ทำให้ข้าศึกครั่นคร้ามแก่พระบรมเดชานุภาพยิ่งนัก

ooooooo

เช้าวันใหม่ ที่ค่ายพระเจ้านันทบุเรง ลักไวทำมู เหล่าขุนนางและนายทหารคนสำคัญร่วมประชุมพร้อมหน้า

“ทัพของเราเป็นทัพกษัตริย์ถึงสามทัพ แลมีทัพ หัวเมืองประเทศราชอื่นอีก ไพร่พลรวมถึงห้าแสนแทบจะเหยียบแผ่นดินอโยธยาล่มแล้ว แต่ทัพขององค์พระนเรศมีเพียงหยิบมือ เรากลับพ่ายแพ้ถึงเสียค่ายเช่นนี้ได้กระไร” พระเจ้านันทบุเรงกริ้วหนัก

“องค์พระนเรศทำศึกอาจหาญนักรบเยี่องทหารธรรมดาโดยไม่เกรงภัย ทำให้ไพร่พลมีขวัญเข้มแข็งแม้นมีทหารน้อยก็เหมือนดั่งมีมาก หากเราจับตัวองค์พระนเรศมิได้ ศึกนี้คงยากจะได้ชัยพระพุทธเจ้าข้า” ขุนนางคนหนึ่งเสนอแผนการ ลักไวทำมูรีบพนมมืออาสาจับกุมองค์พระนเรศเอง

“ลักไวทำมู เจ้าเป็นทหารเอกอันหาได้ยากในแผ่นดิน แต่เพลงทวนของเจ้า ก็พิชิตไปทั่วลุ่มน้ำอิรวดีแล้วเมื่อเจ้าอาสาเองข้าก็สิ้นกังวล มีแผนการใดจงบอกมาเถิด”

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอคัดทหารที่มีฝีมือเป็นเอกให้ได้หนึ่งหมื่น แลจะยกไปรักษาค่ายที่ลุมพลี หากองค์พระนเรศออกมาตีค่ายเมื่อใด ข้าพระพุทธเจ้าจะแกล้งแพ้ แล้วล่อให้ตามมาถึงที่ซุ่มทหารไว้ เพื่อล้อมจับมาถวายพระองค์ให้ได้พระพุทธเจ้าข้า”

พระเจ้านันทบุเรงตบตักฉาดหัวเราะด้วยความพอใจ มั่นใจว่าคราวนี้สมเด็จพระนเรศวรเสร็จแน่ๆ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

อุบัติร้ายอุบัติรัก EP.15 ธเรศ เข้าบริหารงานแทน ทิศผาติ ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย

อุบัติร้ายอุบัติรัก EP.15 ธเรศ เข้าบริหารงานแทน ทิศผาติ ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย
7 พ.ค. 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม 2564 เวลา 21:29 น.