ข่าว

วิดีโอ



วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2

อ่านเรื่องย่อ

แนว: ดราม่า-สะท้อนสังคม

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: จากบทละครโทรทัศน์ทางช่อง 3 โดย ณัฐิยา/ปิยรส/ชญานิน/กุศลิน/ภูธิดา

กำกับการแสดงโดย: ศุภฌา ครุฑนาค

ผลิตโดย: บริษัท มาสเตอร์ วัน วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ

นพลักษณ์แวะมาที่บ้านจะมาคุยเรื่องใบพัด บังเอิญกรยังไม่กลับติดประชุมกับครูน้อยเรื่องที่ผู้ปกครองเด็กจะมาเอาเรื่องวันพรุ่งนี้ ท่านจึงฝากทรายให้ช่วยดูด้วยแล้วกันว่าจะช่วยอะไรกรได้บ้างเพราะท่านไม่อยากก้าวก่ายอะไรมาก ยิ่งท่านทำอะไรกรก็จะยิ่งเสียหาย แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยโรงเรียนก็จะเสียหาย

“คุณแม่ไม่ต้องห่วงค่ะ ทรายจะช่วยกรทุกอย่าง จะทำทุกอย่างที่ทำได้ค่ะ”

“ขอบใจมาก” พูดจบนพลักษณ์กลับออกไป ทรายมองตามนึกถึงคำพูดตัดพ้อของกรที่ว่าสิ่งที่แม่ของเขาเป็นเหมือนเดิมตั้งแต่เขายังเด็กจนโตคือท่านไม่เคยยืนข้างเขา เธอกลับเห็นตรงกันข้าม แม้นพลักษณ์จะไม่ยืนข้างลูกแต่ก็ห่วงใยเขาเสมอ นั่นคือความเป็นแม่ที่ลูกไม่เคยเห็น

ทรายเปิดโน้ตบุ๊ก ดึงไฟล์ “หลุมหลบภัย” ขึ้นมาพิมพ์เรื่องราวของเหล่าแม่ๆทั้งหลายที่อุทิศทั้งชีวิตเพื่อลูก ทำงานนอกบ้านหนักหนาแล้วยังต้องกลับมาดูแลลูกๆ แทบไม่ได้หลับได้นอน

“ความเป็นแม่มีหลากหลาย แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นแม่แบบไหน การทำตามหน้าที่มากเกินไปจนหลงลืมการแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ทำให้ลูกมักจะเป็นคนสุดท้ายที่มองเห็นความเป็นแม่ที่แสนอัศจรรย์”

แม่แสนอัศจรรย์เหล่านั้นรวมทั้งกวิตาแม่ไออุ่น อลินแม่ของบุ๊ค โมรากุลแม่ของพีท และจุลมาสแม่ของวีหนึ่ง ล้วนทำทุกอย่างเพื่อลูก ช่างน่าชื่นชมจริงๆ

ooooooo

กองพลเป็นอีกคนที่เชื่อว่าใบพัดทำร้ายเพื่อนนักเรียนตามที่เห็นในคลิปถึงกับฉุนขาดตรงไปหาหลานที่ห้อง ยื่นมือถือให้ดูคลิปตัวเอง ต่อว่าหลานว่าไปทำเพื่อนแบบนั้นทำไม กว่าจะเข้าไปเรียนได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เสียงดังของกองพลทำให้ใบพัดเครียดเริ่มเอามือถูกัน อยากพูดแต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร

“อ้าวเงียบ ก็บอกมาสิวะยืนบื้ออยู่ได้”

ใบพัดได้ยินเสียงเอ็ดก็ยิ่งเครียดโยกตัวไปมาไม่พูดอะไร กองพลโมโหที่หลานเอาแต่เงียบไม่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นทีพูดเรื่องดนตรีพูดได้น้ำไหลไฟดับทีเรื่องต้องพูดดันไม่พูด แล้วตวาดหลานอีก ใบพัดกลัวมากพยายามนึกถึงเหตุการณ์วันที่โดนฆ้องวงศ์กับเพื่อนกลั่นแกล้ง แต่ไม่อาจเรียบเรียงเป็นคำพูดบอกให้กองพลรู้ได้ ทั้งหลานทั้งลุงต่างเครียดที่สื่อสารกันไม่ได้ ระหว่างนั้นทรายโทร.มาเชิญกองพลให้ไปพบกรที่โรงเรียน...

จากนั้นไม่นานสายขิมมาที่โรงเรียนโวยวายจะให้ใบพัดรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ครูน้อยขอร้องให้ใจเย็นๆก่อน ขอตรวจสอบก่อนว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร สายขิมไม่เข้าใจจะตรวจสอบทำไมในเมื่อคลิปมันฟ้องทนโท่ ต้องการให้ไล่เด็กคนนั้นออก พรรณีทำอย่างนั้นไม่ได้ โรงเรียนมีกฎอยู่แล้ว นี่เป็นความผิดครั้งแรกของใบพัด ทางเราจะตักเตือนก่อน หากยังมีครั้งต่อไปบทลงโทษจะแรงขึ้น อาจถูกพักการเรียนและถูกไล่ออก

“ซึ่งเราใช้ระบบเดียวกันกับเด็กทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ”

“ดีค่ะ หวังว่าจะดูแลกันให้ดีๆไม่มีครั้งที่สองครั้งที่สามนะคะ ฉันไม่อยากให้ลูกใครต้องมาโดนทำร้ายแบบลูกฉัน”

แม้สายขิมจะยอมอ่อนข้อให้ แต่ก็พร้อมมีเรื่องหากเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่พรรณีพูด...เสร็จจากประชุมเครียด กองพลเดินเข้าไปหาทราย เล่าให้ฟังว่าเมื่อเช้าตนเองถามใบพัดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แกเหมือนจะพูดแต่ไม่พูด คาดคั้นอย่างไรก็ได้แต่อ้ำอึ้ง เธอสาธยายให้ฟังว่าเด็กแบบใบพัดอธิบายความรู้สึกตัวเองไม่ได้ ที่แกพูดก็เป็นแค่พูดในสิ่งที่จำมาแล้วมักจะเป็นเรื่องที่แกสนใจ กองพลเริ่มสงสารหลาน

“แล้วแบบนี้ถ้ามันไม่ผิดมันก็ซวยสิครับ เออครูทรายครับ จะเป็นอะไรไหมถ้าผมจะขอไปดูใบพัดหน่อย”

สักพักทรายพากองพลมาดูใบพัด เห็นเพื่อนๆ ร่วมห้องไม่มีใครสนใจ เวลาแกเดินผ่านเพื่อนๆจะพากันแหวกทางแถมมองด้วยสายตาแปลกๆ บางคนก็หัวเราะเยาะ บ้างก็ซุบซิบนินทา กองพลสงสารหลานจับใจ ทรายแอบมองเขาเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น...

ปัญหาระหว่างไออุ่นกับภูภูมิไม่จบง่ายๆ เธอถูกอัปเปหิออกจากไลน์ห้องทำให้เธอทั้งเสียใจและเสียหน้า...

กรกลุ้มใจกับปัญหาที่โรงเรียนถึงกับกินข้าวไม่ลงเอาแต่เขี่ยอาหารในจานไปมา ทรายขอร้องเวลากินข้าวอย่าเพิ่งคิดเรื่องงาน คราวนี้เขาไม่ได้แค่คิดอยู่ในใจบ่นออกมาให้เธอฟังว่าทำไมเราเดินตามหลังปัญหาตลอดเวลาเหมือนรอให้เกิดแล้วค่อยไล่ตามแก้ ทำไมเราถึงป้องกันปัญหาไม่ได้ ทั้งเรื่องพีท บุ๊คและใบพัด เราจะทำอย่างไรให้มองเห็นปัญหาก่อนที่มันจะเกิด เธอขอให้เขากินข้าวก่อนจะได้มีแรงไปแก้ปัญหา

“เราจะไม่คุยงานบนโต๊ะอาหารและบนเตียงนะคะ เราจะคุยงานกันที่ทำงานค่ะ ที่บ้านต้องพักผ่อน”

ooooooo

เช้านี้มีสอบฟิสิกส์ วีหนึ่งเครียดกับข้อสอบ เกิดอาการชักเกร็งมือจีบเข้าหากันก่อนจะหมดสติ ครูคุมสอบรีบนำตัวไปส่งห้องพยาบาล ผ่านไปสองชั่วโมงกว่าวีหนึ่งจะฟื้นคืนสติ ลืมตาขึ้นมาเห็นทรายนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงจัดแจงจะขอไปสอบต่อ พอรู้ว่าการสอบจบไปนานแล้ว เธอเกิดอาการชักเกร็งขึ้นมาอีกรอบ...

ในเวลาต่อมาทรายกับครูชิชานำเรื่องที่วีหนึ่งเกิดอาการแพนิกแอตแทคกำเริบถึงกับเป็นลมเป็นแล้งมารายงานให้กรในฐานะ ผอ.ของโรงเรียนรับทราบ เขาดูจากแฟ้มเห็นวีหนึ่งเคยมีอาการอย่างนี้มาแล้วถามทรายว่าได้ดำเนินการอะไรไปบ้างหรือยัง เธอยังทำอะไรได้ไม่มากเพราะทั้งเด็กและผู้ปกครองยังไม่ให้ความร่วมมือ

กรสั่งให้จัดการเรื่องนี้โดยเร็ว วีหนึ่งอยู่ ม.6 ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นหนักกว่าเดิมจะเป็นผลเสียกับเด็ก แล้วถามทรายเรื่องใบพัดไปถึงไหนแล้วได้คุยกับเด็กๆที่อยู่ในเหตุการณ์หรือยัง ครูชิชาซึ่งรับหน้าที่นี้ยังไม่ได้คุยเพราะเด็กๆติดเรียนตลอด ทรายเห็นเขามีสีหน้าไม่ค่อยพอใจ อาสาจะช่วยครูชิชาสอบถามเด็กอีกแรงหนึ่ง เขาเร่งให้รีบทำทุกอย่างเร็วกว่านี้ ปัญหาที่เรามีมากพอแล้วไม่อยากมีปัญหาเพิ่ม

ครูชิชาไม่รอช้าคุยกับ ผอ.เสร็จก็รีบโทร.หาไวทินพ่อของวีหนึ่งซึ่งเป็นเบอร์บ้าน เจ้าตัวไม่อยู่ กิ่งแก้วภรรยาของเขาเป็นคนรับสาย เธอจึงฝากเรื่องไว้ว่าทางโรงเรียนเปี่ยมคุณโทร.มา...

ฝ่ายวีหนึ่งค้นดูในกูเกิลว่าตัวเองเป็นโรคอะไรแต่ไม่ได้ข้อสรุป ปลอบใจตัวเองว่าแค่เป็นลม...

กรเห็นทรายนั่งทำงานอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้านเนื่องจากยังไม่มีห้องทำงาน เข้ามานั่งข้างๆแนะให้ดูแลครูชิชาซึ่งยังใหม่กับเรื่องนี้มากใกล้ชิดกว่านี้หน่อย เขากลัวจะไม่ไหว แล้วบอกว่าอ่านรายงานของทรายแล้วทำไมมีแค่เคสใบพัด บุ๊คและพีท ไม่เห็นมีวีหนึ่งกับเด็กอีกคนที่เธอบอกว่าเป็นเคสทางเพศ

ทรายทำอะไรกับทั้งคู่ไม่ได้เพราะยังไม่ยอมเปิดใจด้วย เขาเร่งให้เธอรีบจัดการให้เด็กทั้งคู่เปิดใจและฝากตามเรื่องบุ๊คให้ด้วยจะกลับมาเรียนได้เมื่อไหร่ เขาไม่อยากให้เด็กขาดเรียนนานๆเดี๋ยวจะตามเพื่อนไม่ทัน

“ช่วยถอดหมวก ผอ.ออกด้วย นี่คุยกับเมียนะไม่ได้คุยกับลูกน้อง” ทรายเตือนยิ้มๆ กรขอโทษที่ลืมตัวไปหน่อย ไม่คุยเรื่องงานด้วยแล้วขอตัวไปทำงานต่อ เธอจะได้ทำงานของเธอแล้วหอมแก้มเธอก่อนเดินจากไป

ooooooo

เช้าวันถัดมา หมอสันติมาคุยกับบุ๊คที่ห้องพักไปพลางเล่นเกมไปด้วยเพื่อเด็กจะได้ไม่เครียด การคุยกันครั้งนี้ทำให้หมอรู้ว่าบุ๊คอยากเป็นนักกีฬา อี-สปอร์ต อันดับหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากชอบเล่นเกมอยู่แล้ว แกยังเล่าให้ฟังอีกว่าคนที่ได้เป็นแชมป์ทำเงินได้เป็นล้านแถมไม่ต้องเรียนจบอะไรแค่เล่นเกมก็รวยได้

“ก็จริง ไม่ต้องมาเรียนหนักแบบหมอก็หาเงินได้ หมอว่าเกมเมอร์บางคนน่าจะหาเงินได้มากกว่าหมออีกมั้ง” คำพูดของหมอสันติได้ใจบุ๊คเต็มๆคิดว่าหมอเข้าใจตัวเอง หมอเห็นเขาเปิดใจด้วยก็พยายามหว่านล้อมให้เห็นว่านักกีฬาอี-สปอร์ตซึ่งมีจำนวนมากแต่รางวัลที่ได้ปีหนึ่งมีไม่กี่รางวัล พวกที่พลาดรางวัลต้องจ่ายต้นทุนไปเท่าไหร่ บุ๊คคุยว่าไม่ได้ใช้ต้นทุนอะไรเลยก็แค่เล่นเกมทุกวัน เดี๋ยวมันก็ได้เอง

“คนส่วนใหญ่จะคิดแต่สิ่งที่เราจะได้ไม่เคยคิดสิ่งที่ตัวเองจะเสียหรือว่าเสียไปแล้ว สิ่งที่บุ๊คเสียไปไม่ใช่แค่เงินเติมเกม แต่มันคือการเสียโอกาสทั้งด้านการเรียน เสียโอกาสในการไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนในชีวิตจริง แล้วก็เสียโอกาสที่จะเจอคนที่ใช่ นี่ยังไม่รวมถึงเสียเวลา เสียสุขภาพ เสียต้นทุนชีวิตของตัวเองทั้งหมด”

บุ๊คฟังและคิดตามถึงกับหน้าเครียด หมอสันติออกตัวว่าสิ่งที่พูดไม่ได้จะตัดสินว่าความฝันของเขาเป็นไปไม่ได้ หรือว่าเขาไม่สามารถทำให้ความฝันเป็นจริงได้ แต่สิ่งที่ตนอยากจะถามเขาคือ เป็นไปได้ไหมถ้าเขาจะทำความฝันให้เป็นจริงโดยไม่ต้องเสียต้นทุนทั้งหมดที่ว่ามา บุ๊คตระหนักทันทีว่าสิ่งที่หมอสันติพูดเป็นความจริง นอกจากนี้หมอสันติยังมีเอกสารบทสัมภาษณ์และคลิปการฝึกซ้อมของนักกีฬา อี-สปอร์ตให้ดูอีกด้วย

ทำให้บุ๊ครู้ว่านักกีฬา อี-สปอร์ตไม่ได้เล่นเกมทั้งวันเหมือนที่หลายคนเข้าใจ จะฝึกซ้อมเป็นเวลาทุกวัน วันละ 6-8 ชม. และต้องฝึกการทำงานเป็นทีม ฝึกสมาธิ มีโภชนาการที่ดี ตารางการฝึกจะถูกจัดอย่างเหมาะสมไม่กระทบต่อการเรียนและสุขภาพ หมอสันติยังทิ้งคำถามชวนคิดให้บุ๊คด้วยว่า

“ถ้าการเป็นนักกีฬา อี-สปอร์ต คือความฝันของบุ๊คจริง บุ๊คคิดว่าสิ่งที่บุ๊คกำลังทำอยู่ตอนนี้ทำให้บุ๊คเข้าใกล้ความฝันของตัวเองแล้วหรือยัง”...

จากนั้นไม่นานทรายแวะมาอัปเดตอาการของบุ๊ค และสอบถามหมอสันติว่าแกพร้อมออกจากที่นี่หรือยัง เขาเล่าให้ฟังถึงการคุยกันของตัวเองกับบุ๊ค

เธอฟังแล้วดูเหมือนแกจะเปิดใจมากขึ้น เขายกความดีความชอบให้พ่อกับแม่ของแกที่ให้ความสนใจใกล้ชิดลูก ดูแล้วบุ๊คมีแนวโน้มจะเป็นไปในทางที่ดี

“ครูทรายมาก็ดีแล้ว ผมขอนัดเตรียมการขั้นตอนต่อไปนะครับ ผมกับทีมจะต้องไปเยี่ยมโรงเรียนเตรียมความพร้อมก่อนบุ๊คจะกลับเข้าไปเรียน”

ทรายจะประสานให้ ฝากบุ๊คด้วยแล้วไหว้ลาหมอสันติก่อนเดินจากมา ระหว่างนั้นครูชิชาโทร.มารายงานเรื่องพีทให้ฟังว่าวันนี้เพื่อนๆในห้อง ป.1/6 เล่นเกมจังก้าตัวต่อไม้กำลังจะได้ผู้แพ้ที่ทำไม้ล้ม พีทเข้ามาขอเล่นด้วย กำปั้นขอให้จบตานี้ก่อน ตาหน้าค่อยเล่น กูเกิ้ลไม่เอาด้วยถ้าพีทเล่นตนไม่เล่น วินวินก็ไม่เล่นเช่นกัน บอกกำปั้นไม่ต้องไปเล่นกับพีท แม่ของตนไม่อยากให้ไปยุ่งกับพีทเพราะนิสัยไม่ดีแล้วชวนกันเล่นเกมต่อไป

พีทเสียใจมากแต่กลบเกลื่อนด้วยความโกรธเข้าไปปัดตัวต่อไม้ล้ม ครูชิชาต้องรีบดึงตัวออกมา...

ตากับยายรู้ข่าวพีทอาละวาดรีบมาที่โรงเรียน เด็กน้อยเห็นที่พึ่งมารีบวิ่งไปเกาะขาขอร้องให้พากลับบ้านไม่อยากอยู่โรงเรียนแล้ว ทั้งครูชิชาและครูป้องพยายามรั้งตัวแกไว้ไม่ให้กลับ แต่ตากับยายยืนกรานจะเอาตัวหลานกลับแล้วพาออกไปเลย ครูป้องกับครูชิชาได้แต่มองตามหนักใจ

ooooooo

ครั้นทรายกลับถึงโรงเรียน จึงเรียกครูชิชากับครูป้องมาช่วยกันวิเคราะห์พฤติกรรมของพีท สรุปว่าปัญหาทั้งหมดของเด็กคนนี้เกิดจากการถูกตามใจของตากับยายทำให้สมองส่วนที่ใช้วิเคราะห์เหตุผลขาดพัฒนาการจึงควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หากจะแก้คงต้องแก้ที่ตัวตากับยาย ครูชิชาถอนใจเหนื่อยใจ

“เฮ่อ แล้วแบบนี้ถ้าคุณตาคุณยายไม่ให้ความร่วมมือ เราก็ทำอะไรไม่ได้สิคะ”

ทรายพยักหน้ารับ ทันใดนั้นมีเสียงมือถือของเธอกับครูป้องดังขึ้นพร้อมกัน กองพลโทร.หาทราย ส่วนครูน้อยโทร.หาครูป้อง แต่โทร.มาเรื่องเดียวกันคือคุยกับใบพัดไม่รู้เรื่อง ทั้งสามคนรีบไปที่ห้องครูน้อย เห็นครูกำลังสอบถามใบพัดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้น ใบพัดเริ่มจิตตก โยกตัวนิดๆ แต่พอถูกคาดคั้นหนักเข้า เขาโพล่งขึ้นว่าไม่ได้ทำ ไม่ได้ผลัก แล้วตบโต๊ะปังๆๆ ครูน้อยเป็นห่วงบอกให้พอได้แล้วไม่ต้องเครียด

ครูป้องอาสาจะคุยกับเด็กเองแล้วเดินยิ้มเข้าไปหาด้วยความจริงใจและสายตาที่เป็นมิตร ใบพัดผ่อนคลายความเครียดลง ยอมสื่อสารด้วยโดยบอกซ้ำๆว่าไม่ได้ทำ ไม่ได้ผลักเพื่อน ไม่ได้แกล้งเพื่อน กองพลสงสารหลานจับใจโพล่งขึ้นอย่างหมดความอดทนว่าให้พอได้แล้ว ถามไปก็ได้แค่นี้

“ผมไม่อยากเห็นหลานผมเป็นแบบนี้ พอเถอะครับ ไม่ต้องถามแล้ว ถ้าผู้ปกครองคนอื่นรับไม่ได้ ถ้านักเรียนคนอื่นรับไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่แล้วครับ ผมพาหลานผมกลับบ้านนะครับ” พูดจบกองพลเดินไปหาใบพัดจะพากลับ แกพูดออกมาอีกครั้งคราวนี้เป็นประโยคยาวๆ

“ผมจะเอากระเป๋าคืน ผมจะเอากระเป๋าผมคืน ผมไม่ได้อยากทำให้เพื่อนเจ็บครับ ผม...ผมแค่อยากเอากระเป๋าคืนครับ ผมไม่ได้แกล้งเพื่อนครับ”

กองพลเครียดมากเดินออกมายืนหน้าห้องครูน้อยเพื่อสงบสติอารมณ์ ทรายตามมาขอร้องอย่าเพิ่งตัดสินใจอะไร รออีกสักนิดก่อน วันนี้เราได้ยินใบพัดพูดมากขึ้นแล้ว กองพลไม่มีปัญหา แต่ผู้ปกครองหรือนักเรียนคนอื่นจะให้โอกาสใบพัดหรือ เขาไม่อยากให้หลานเป็นจำเลยเป็นเป้าสายตาหรือโดนสอบปากคำแบบเมื่อครู่นี้อีก ถ้าหลานของเขาเป็นส่วนเกิน เขาก็ไม่อยากให้แกอยู่ ไม่อยากเห็นแกเป็นตัวตลกในสายตาเพื่อนๆ

ทรายมองกองพลด้วยความเห็นใจและเข้าใจ แต่ก็ทำอะไรมากไปกว่านี้ยังไม่ได้...

ใบพัดยังเป็นขี้ปากของเพื่อนร่วมห้อง ส่วนใหญ่เชื่อตามคลิปและเชื่อว่าเขาเป็นตัวอันตราย ทั้งที่หาว่าเขาเป็นตัวอันตราย แต่พอฆ้องวงศ์ทำท่าล้อเลียนเขา เพื่อนๆพากันหัวเราะชอบใจ มีเพียงอันยาเท่านั้นที่เห็นใจเขาและรู้สึกผิดที่เป็นคนบอกให้ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นเด็กออทิสติกทำให้เขากลายเป็นตัวตลกของเพื่อนๆ...

ทรายมาสำรวจจุดที่ใบพัดกับฆ้องวงศ์มีปัญหากัน พบว่ามุมไกลๆมีกล้องวงจรปิดอาจจะบันทึกเหตุการณ์วันนั้นไว้ได้จึงไปหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคเพื่อขอดูภาพ แต่ไฟล์ดันมีปัญหาทำให้ยังดึงภาพมาให้ดูไม่ได้ คงต้องใช้เวลาพักใหญ่ เธอขอให้เขาช่วยเร่งมือหน่อยเพราะนี่เป็นเรื่องด่วน...

ตกเย็นทรายกลับถึงบ้านก็เจอเรื่องเซอร์ไพรส์ กรทำห้องทำงานให้เธอใหม่แต่จัดคล้ายๆ ห้องทำงานที่บ้านเก่าของเธอ เขาเห็นเธอนั่งทำงานที่โต๊ะข้างล่างกลัวจะปวดหลังก็เลยซื้อโต๊ะเก้าอี้ทำงานมาให้ คิดไปคิดมาทำห้องทำงานให้เลยก็แล้วกัน เวลาคุยงานจะได้มาคุยในห้องนี้ เธอจะได้ไม่ว่าว่าเขาชอบเอางานมาคุยที่บ้าน

“แต่นี่ก็บ้านนะคะ”

กรอ้างว่าห้องทำงานถือว่าเป็นเขตทำงานในบ้าน ถ้าเดินเข้ามาในห้องนี้ก็คุยงานได้ถือว่าไม่ผิดกติกา แล้วเดินจากไปปล่อยให้เธออยู่ในห้องตามลำพัง เธอมองไปรอบๆเป็นความรู้สึกยากจะบรรยาย เหมือนคำพูดที่อยู่ในใจแต่ไม่สามารถพูดออกมาได้ หรือ Unspoken word นั่นเอง...

ครองพรอ่านนิทานให้พีทฟังจบไปหลายเรื่อง ตัวเองง่วงมากแต่หลานไม่ง่วงขอให้อ่านให้ฟังอีก เธอหาวก่อนบอกให้หลานไปหยิบเรื่องที่อยากให้เธออ่านมาให้ พีทดีใจรีบไปค้นหนังสือในตู้ เจอกล่องจังก้าตัวต่อไม้เหมือนที่เพื่อนๆเล่นกันในห้องวันนี้ หยิบขึ้นมาจะชวนยายเล่นด้วยกัน แต่ท่านหลับไปแล้ว เด็กน้อยเอามันวางไว้ที่เดิมแล้วขึ้นมานอนบนเตียงข้างๆยาย คิดถึงเรื่องที่เพื่อนไม่เล่นด้วยแล้วเศร้า...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน วีหนึ่งกำลังล้างหน้าอยู่ในห้องน้ำ มีเสียงแม่ตะโกนถามเรื่องผลสอบฟิสิกส์ เธอไม่รู้จะตอบท่านอย่างไร รีบไปเปิดน้ำฝักบัวให้เกิดเสียงดังทำเป็นไม่ได้ยินที่แม่พูด ตะโกนบอกแม่รอเธออาบน้ำเสร็จก่อนค่อยออกไปคุย ตอนนี้ไม่ได้ยินอะไรเลย จุลมาสโอเคเดี๋ยวค่อยคุยกันแล้วเดินจากไป วีหนึ่งเครียดจัดไม่อยากออกไปเจอแม่ เปิดน้ำฝักบัวไว้อย่างนั้นเดินไปนั่งบนชักโครกตั้งใจจะถ่วงเวลาให้นานที่สุด...

ไออุ่นอยู่ในสภาพไม่ต่างจากวีหนึ่ง เปิดน้ำฝักบัวไหลทิ้งเพราะไม่อยากได้ยินเสียงแม่พูดถึงเรื่องชุดสวยๆ ที่ตัวเองไปซื้อมาให้ ขณะที่กวิตาแอบกังวลว่าสิ่งที่เธอพยายามดึงให้ลูกกลับมาเป็นผู้หญิงอาจไม่ได้ผล...

ฝ่ายบุ๊คอ่านหนังสือเกี่ยวกับนักกีฬา อี-สปอร์ตที่หมอสันติให้มา ยิ่งอ่านก็รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดมันผิด เริ่มรู้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไร...

กองพลนึกถึงตอนที่ใบพัดโดนสอบสวนไม่เข้าใจทำไมหลานถึงพูดออกมาไม่ได้ อีกมุมหนึ่งในห้องนั่งเล่น ใบพัดเล่นเปียโนด้วยเพลงที่มีท่วงทำนองค่อนข้างรุนแรงเหมือนมีบางอย่างอัดอั้นอยู่ข้างใน...

ทรายแปะโปสเตอร์ Unspoken word ที่บอร์ดท่ามกลางรูปเด็กๆทั้งห้าคน พึมพำกับรูปเหล่านั้น

“บางครั้งคำพูดที่อยู่ในใจส่งเสียงดังมากที่สุด”

ooooooo

ในที่สุดครูชิชาก็ติดต่อไวทินพ่อของวีหนึ่งได้ จึงเข้าไปรายงานให้ทรายทราบว่านัดให้เขามาพบวันพรุ่งนี้ เธออยากรู้แล้วคุณจุลมาสติดต่อได้หรือยัง ครูชิชาติดต่อได้แล้วแต่ฝ่ายนั้นไม่สะดวกจะมา

“บอกว่าไม่มีใครเฝ้าร้าน คุณแม่บอกว่ามีอะไรให้คุยกับวิธารีได้เลยเดี๋ยวน้องมาบอกเอง ชิชาฟังๆแล้วคุณแม่ยังไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องสอบนะคะ เราต้องบอกไหมคะ”

“พี่คงต้องบอก” ทรายอดหนักใจไม่ได้...

อีกมุมหนึ่งในห้องทำงานพรรณี สายขิมกับผู้ปกครองนักเรียนอีกสองคนมาทวงถามจากพรรณี ป่านนี้แล้วยังไม่เห็นมีมาตรการลงโทษใบพัด เธอขอโทษด้วยที่ช้า ตอนนี้ทาง ผอ.กำลังพิจารณาอยู่ น่าจะทราบผลเร็วๆนี้ สายขิมขู่ถ้ายังขืนชักช้าไม่ได้เรื่อง ตนคงต้องไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในกระทรวง จังหวะนั้นเบญจาเข้ามารายงานว่าผู้ปกครองนักเรียนชั้นป.1/6 มาขอพบ พรรณีขอจัดการทางนี้ก่อนเดี๋ยวจะออกไปหา...

หลังเคลียร์กับสายขิมและพวกเรียบร้อย พรรณีมาพบกับแม่กูเกิ้ลและแม่วินวินซึ่งมาร้องเรียนเรื่องพีทที่ชอบชวนเพื่อนทะเลาะ อีกทั้งยังส่งเสียงร้องกรี๊ดๆ กลัวลูกตัวเองจะติดอาการนี้ไปด้วย

“คุณแม่ใจเย็นๆนะคะ เอาเป็นว่าดิฉันขอรับเรื่องไว้เดี๋ยวจะปรึกษากับทาง ผอ.ให้ค่ะ”

สองคุณแม่โล่งอกขณะที่พรรณีแทบกุมขมับที่มีเรื่องเข้ามาไม่เว้นวัน จากนั้นพรรณีนำเรื่องที่ถูกร้องเรียนทั้งสองเรื่องไปแจ้งให้กรรับทราบและเตือนเขาว่าต้องมีคำตอบและทางออกที่ดีพอจะทำให้ผู้ปกครองจบ ถ้าเรื่องไม่จบโรงเรียนเราอาจจะจบแทน เขารับปากไม่น่าเกินสองวันเรื่องจบแน่

“ดีค่ะ ดิฉันเอาใจช่วย ผอ.เป็นคนรับเด็กใบพัดเข้ามา ผอ.ต้องดูแลเขาให้ดีกว่านี้นะคะ เด็กออทิสติกคือเด็กที่ต้องการการดูแลพิเศษ ถ้า ผอ.ดูแลไม่ได้ก็ไม่ควรรับเข้ามาเพราะคนที่จะลำบากคือเด็ก”...

ความเครียดจากถูกปัญหารุมเร้าทำให้กรเอามาลงกับทราย ครูป้องและครูชิชาฐานทำงานชักช้าทั้งเรื่องกล้องวงจรปิดที่ยังดึงภาพเหตุการณ์ตอนใบพัดกับฆ้องวงศ์มีปัญหากันออกมาไม่ได้ แถมครูชิชาไปสอบถามเด็กๆว่ามีใครเห็นอะไรในวันนั้นบ้างก็ไม่มีความคืบหน้า กรสรุปถ้าเป็นแบบนี้คงต้องรอภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งก็ไม่รู้จะได้เห็นเมื่อไหร่ แล้วถามครูป้องเรามีวิธีทำให้ใบพัดพูดไหม

“เท่าที่ผมลองดูใบพัดยังไม่พูดอะไรมาก พูดแค่ว่าไม่ได้ทำ ไม่ได้แกล้งเพื่อน อยากได้กระเป๋าคืนแต่ยังเล่าอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ เด็กอย่างใบพัดจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร การเล่าเรื่องต่างๆคงต้องใช้เวลา”

กรจี๊ดขึ้นสมอง “เวลาผมรู้ว่าต้องใช้แต่เรามีกันไม่มากอย่าใช้กันเปลือง...ครูป้องผมฝากเรื่องพีทด้วย ผู้ปกครองเริ่มไม่พอใจกับพฤติกรรมเด็ก ผมไม่อยากให้เรื่องเล็กกระทบเรื่องใหญ่ เราเห็นปัญหากันมานานแล้ว ผมต้องการเห็นความคืบหน้า”

“ปัญหาตอนนี้คือคุณตาคุณยาย...” ทรายยังพูดไม่ทันจบกรชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“ยังไม่ให้ความร่วมมือ เราเลยทำอะไรไม่ได้มาก มันต้องใช้เวลา...พวกคุณออกไปกันได้แล้ว ผมได้ข้อสรุปแล้ว สรุปว่าผมต้องรอ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะรอไปถึงเมื่อไหร่...เชิญครับ” กรผายมือให้ทั้งสามคนออกไป

ooooooo

ใบพัดกลายเป็นเป้าให้คนอื่นแกล้ง ขณะนั่งขยับนิ้วดีดเปียโนในจินตนาการอยู่ที่มุมหนึ่งของโรงเรียน มีนักเรียนรุ่นน้องวิ่งเอากระดาษที่เขียนคำว่า “เอ๋อ” มาแปะหลังแล้ววิ่งหนีไป เพื่อนๆของเด็กคนนั้นพากันหัวเราะชอบใจโดยที่ใบพัดไม่ยินดียินร้าย ยังจมอยู่กับเปียโนในจินตนาการ

อันยาเดินผ่านมาเห็นกระดาษแปะที่หลังดึงออกให้ หันไปทำตาดุใส่ พวกเด็กๆจึงพากันวิ่งหนี แล้วนั่งลงข้างๆใบพัดตั้งใจจะขอโทษที่บอกใครต่อใครว่าเขาเป็นออทิสติกแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรพูดโน่นพูดนี่ไปเรื่อย ใบพัดหันมาบอกว่าพูดมากจังไม่เข้าประเด็นสักที เธออึ้งไปอึดใจ ก่อนจะขอโทษที่ไปบอกคนอื่นว่าเขาเป็นออทิสติก

“คุณพูดถูกแล้วครับ ผมเป็นออทิสติก”

“อ้อ โอเค เรารู้ว่ายังไงใบพัดก็ไม่โกรธเราหรอกแต่ได้ขอโทษก็รู้สึกดีขึ้นหน่อย” พูดจบอันยาหัวเราะสดใส ใบพัดมองความร่าเริงของเธอแล้วพลอยหัวเราะตามไปด้วย ที่มุมไม่ไกลนักกองพลเห็นหลานชายหัวเราะกับเพื่อนนักเรียนหญิงก็แปลกใจ อันยาบอกกับใบพัดว่าสบายใจแล้วคงต้องขอตัวกลับก่อนแล้วลุกออกไป ใบพัดมองตามรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก กองพลพยายามสอบถามหลานถึงเพื่อนผู้หญิงคนนั้นแต่ไม่ได้เรื่องอะไร...

เรื่องบาดหมางระหว่างไออุ่นกับภูภูมิกลายเป็นหนังชีวิต เพื่อนในห้องเรียนเห็นเธอไม่ยอมลงให้ภูภูมิก็เลยไม่มีใครอยากยุ่งด้วย พายหัวหน้าห้องนำคำสั่งจากครูรสรินให้แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มกลุ่มละ 4 คน เพื่อหาข้อมูลตามหัวข้อที่กำหนดให้ ทุกคนแยกย้ายกันจับกลุ่มอย่างสนุกสนาน แอนเน่ถูกดึงไปเข้ากลุ่มหนึ่งแต่พอจะให้ไออุ่นมาร่วมด้วยก็ไม่มีใครเอา ทุกคนมีกลุ่มกันครบตามจำนวนเหลือเพียงแอนเน่กับไออุ่นเท่านั้นที่ไม่มีกลุ่ม

เพื่อตัดปัญหาแอนเน่จึงจับกลุ่มกับไออุ่นแค่สองคน จากนั้นทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน...

ขณะเดินมาถึงทางเดินข้างสนามฟุตบอล แอนเน่บอกไออุ่นว่าวันนี้ให้กลับบ้านเองตนไปด้วยไม่ได้ ป๊าจะมารับ ไออุ่นพยักหน้ารับรู้ ขอบใจเพื่อนมากสำหรับเมื่อครู่นี้ เขาขอให้เธอเข้าใจเพื่อนๆในห้องด้วยที่เป็นอย่างนั้นเพราะไม่อยากมีปัญหากับภูภูมิ ไออุ่นสงสัยแล้วเขาไม่กลัวคนอื่นแอนตี้ที่มาช่วยเธอหรือ เขาไม่กลัวเพราะถ้าพวกนั้นอยากมีการบ้านให้ลอกหรืออยากได้คะแนนสอบดีๆ ก็ต้องพึ่งตน

จังหวะนั้นมีลูกบอลลอยเฉียดหน้าแอนเน่ไปเส้นยาแดงผ่าแปด เขาแต๋วแตกร้องว้ายลั่น มีเสียงนักเรียนชาย ม.ปลายที่เตะฟุตบอลกันอยู่ที่สนามวานส่งบอลมาให้หน่อย แอนเน่หันมองตามเสียงเห็นนักบอลหล่อก็ส่งตาหวานให้ จัดแจงจะทุ่มบอลคืนด้วยท่าสวยสุดๆ ไออุ่นขำกลิ้ง เหลือบเห็นป๊าของเขารีบสะกิดเตือน

“แอนเน่ ป๊ามา”

แอนเน่แอ๊บแมนทันที เปลี่ยนจากทุ่มเป็นเตะบอลคืนด้วยท่าหล่อ ป๊ามองปลื้มตบมือให้ ถามลูกชายจะอยู่เล่นบอลก่อนหรือเปล่า เขาส่ายหน้าทำเสียงใหญ่ตะโกนบอกพวกที่เตะบอลเอาไว้วันหลังดีกว่า บอกลาไออุ่นแล้วเดินด้วยมาดแมนออกไปกับพ่อ เธอมองตามรู้สึกเห็นใจเพื่อนรัก รู้ว่าเขาอึดอัดใจไม่ต่างจากเธอ

ooooooo

กวิตากลัวลูกเป็นทอมจัดแจงจะส่งเดินสายขึ้นเวทีประกวดนางงามให้รู้แล้วรู้รอด ตามป้าปูผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มาช่วยเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมให้ ป้าไม่ทำให้ผิดหวังจัดชุดใหญ่ไฟกะพริบพร้อมตากล้องมาถ่ายรูปให้

ขณะป้าปูกับกวิตากำลังช่วยกันเลือกชุดไทยสวยๆ ไออุ่นกลับจากโรงเรียนเห็นช่างภาพกำลังจัดไฟจัดฉากดูเป็นเรื่องเป็นราวมากก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น พอรู้ว่าแม่จะให้เดินสายประกวดนางงามก็โวยวายไม่ยอมประกวด จะทำอะไรทำไมไม่ถามกันก่อน กวิตาไม่มีความจำเป็นต้องถาม อะไรที่ตนว่าดีลูกก็ต้องทำตาม

“เลิกทำตัวกระโดกกระเดกสักที โตเป็นสาวแล้ว ไปอาบน้ำจะได้มาแต่งหน้าแต่งตัวถ่ายรูป”

“ไม่...อุ่นไม่แต่ง อุ่นจะไปนอนบ้านป๊า” ว่าแล้วไออุ่นหันหลังจะไป กวิตาท้าให้ไปได้เลย เดี๋ยวป๊าก็ไล่กลับมาเพราะงานนี้เขาเป็นคนอนุญาตเอง ไออุ่นตะลึงไม่คิดว่าป๊ากับแม่จะร่วมมือกัน หันกลับมามองแม่ด้วยสายตาเจ็บปวด กวิตาตัดบท แม่สั่งให้ทำอะไรก็ทำ งานนี้ป๊ากับแม่เอาจริง...

ไออุ่นไม่มีทางเลือกจำใจทำตามที่แม่สั่ง ยอมให้ป้าปูจับแต่งหน้าทำผม แต่งตัวแล้วจับถ่ายรูป เธอไม่เต็มใจอยู่แล้วจึงสักแต่ยืนถ่ายให้เสร็จๆไป กวิตาไม่ชอบใจสั่งให้ลูกทำท่าทางให้ดีหน่อย รูปจะได้ออกมาสวย แล้วฝากป้าปูช่วยเทรนเรื่องกิริยามารยาท ท่าเดินท่าโพส ให้ด้วย ป้าปูปลอบว่าแรกๆก็เป็นแบบนี้แทบทุกคน เดี๋ยวมงลงรายไหนรายนั้นหวานหยดย้อยเป็นกุลสตรีขึ้นมาทันที กวิตาตื่นเต้นถามว่าจริงหรือ

“จริงสิจ๊ะ มงกุฎเนี่ยศักดิ์สิทธิ์นะ ลงหัวทอมทอมยังกลับใจเลยเชื่อพี่ปู”

กวิตามองลูกที่วันนี้สวยหวานอย่างมีหวังว่าลูกจะกลับเป็นหญิงด้วยการประกวด แต่ดูท่าเธอคงต้องผิดหวัง เพราะไออุ่นไม่ชอบตัวเองในสภาพนี้ ออกจะเกลียดเสียด้วยซ้ำ...

ที่โรงเรียนเปี่ยมคุณ กรเคลียร์งานเสร็จเงยหน้าขึ้นดูนาฬิกาบนผนังห้องทำงานบอกเวลาหนึ่งทุ่มพอดี เขาส่งไลน์ไปหาทรายว่าอยู่ไหน เขาเสร็จงานแล้วหิวหรือยังไปหาอะไรกินกัน ทรายอ่านเสร็จก็ไลน์กลับไป

“งานยังไม่เสร็จ กลับก่อนได้เลยค่ะ เดี๋ยวหาอะไรง่ายๆกินเอง see you”

กรอ่านข้อความที่ทรายส่งกลับก็ชะงักไปเล็กน้อย นึกถึงตอนกลางวันที่เล่นงานเธอหนักมือไปหน่อย หรือว่าเธองอนเขาเรื่องนี้ คิดได้ดังนั้นรีบเดินไปดูเธอที่ห้องทำงาน เขายังไม่ถึงที่หมายได้ยินเสียงเธอกับครูป้องหัวเราะเสียงดังออกมาจากห้อง

ทรายกับครูป้องคุยกันถึงเรื่องสนุกสนานสมัยเรียนหนังสือด้วยกันก็พากันหัวเราะขำ กรปรี่เข้ามาขัดจังหวะแถมพูดจาภาษาดอกไม้กับภรรยาโชว์หวานต่อหน้า ครูป้องซึ่งรู้งานรีบขอตัวกลับก่อน จะเอางานสรุปพฤติกรรมของพีทไปทำต่อที่บ้านแล้วจะเมลไปให้ทราย กรรอจนครูป้องไปพ้นแล้วอ้อนภรรยาให้กลับไปทำงานที่บ้านจะได้กินข้าวด้วยกัน เขาทำห้องทำงานให้ใหม่แล้ว เธอไม่อยากขัดใจยอมทำตามที่เขาต้องการ

ooooooo

คีต์กับเพลินเพลินกำลังลอกการบ้านวิชาเลขของลูกเกดเห็นโอ๋เอ๋เดินไปเดินมารอวีหนึ่งก็เร่งให้รีบมาลอกการบ้าน เธอจะรอลอกการบ้านวีหนึ่งชัวร์กว่าของลูกเกด คีต์กับเพลินเพลินคิดคล้อยตามก็เลยรอเธอเช่นกัน

วีหนึ่งยืนอยู่หน้าห้องได้ยินว่าเพื่อนรอความหวังจากเธอก็หันหลังกลับตรงไปเข้าห้องน้ำห้องในสุด ปิดฝาชักโครกแล้วนั่งบนฝาหยิบสมุดการบ้านเลขที่ว่างเปล่าขึ้นมาทำ แต่พอจดปากกาบนสมุดมือไม้สั่นเขียนไม่ได้ ไม่เข้าใจว่าเป็นอะไรโยนปากกาทิ้งแล้วฟุบหน้าร้องไห้แบบไม่มีเสียง สุดท้ายเธอต้องไปนอนห้องพยาบาล...

อีกมุมหนึ่งในห้องทำงานของทราย ไวทินกับกิ่งแก้วมาพบทรายตามนัด หลังจากพูดคุยกันเบื้องต้นทำให้เธอรู้ว่าไวทินไม่รู้ว่ามีบางอย่างไม่ปกติเกิดขึ้นกับวีหนึ่ง จึงหยิบกระดาษคำตอบของแกจากการสอบมงเลขมาให้ดู เขางงมากทำไมถึงเป็นแบบนี้ แล้วมันแปลว่าอะไร

“ถ้าให้ประเมินจากที่เห็น วิธารีมีอาการเครียดกดดัน มือสั่นลายเส้นเลยเป็นแบบนี้ การลบไปลบมาทำให้เห็นว่าไม่มั่นใจ จนสุดท้ายก็ทำข้อสอบไม่ได้”

“แค่กระดาษแผ่นเดียว ผมว่ามันไม่น่าจะสรุปอะไรได้นะครับ”

ทรายเล่าว่าในการสอบครั้งล่าสุดวีหนึ่งมีอาการแพนิกแอตแทคในห้องสอบ ไวทินงงว่ามันคืออะไร กิ่งแก้วพูดแทรกขึ้นว่าเป็นอาการสั่น ชักมือจีบ ตนเคยเห็นเพื่อนเป็นแบบนี้ เขาตกใจทำไมลูกของเขาถึงเป็นแบบนั้น ทรายยังสรุปไม่ได้เพราะยังไม่ได้คุยกับวีหนึ่งแต่น่าจะมาจากความเครียดและกดดันทั้งจากตัวเองและคนรอบข้าง เขาไม่เชื่อเพราะวีหนึ่งเป็นเด็กร่าเริงสดใสไม่เห็นจะเครียดตรงไหน

“คุณไวทินลองใช้เวลากับวิธารีแบบเต็มๆวันดูนะคะ ลองดูว่าจะเห็นสิ่งที่เขาพยายามซ่อนไว้หรือเปล่า ความเครียดความเศร้ามันปิดบังกันไม่ได้หรอกค่ะ” ทรายแนะนำ...

วีหนึ่งค่อยยังชั่วแล้วจึงออกจากห้องพยาบาลจะกลับไปห้องเรียน เห็นรถของพ่อจอดอยู่รีบหลบมุม เป็นจังหวะเดียวกับไวทินเดินหน้าเครียดมาที่รถกับกิ่งแก้ว แล้วพากันขึ้นรถขับออกไป เสียงโอ๋เอ๋เรียกวีหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง คนถูกเรียกสะดุ้งโหยงหันมาต่อว่าเพื่อนทำไมต้องเรียกเสียงดังด้วย

“ก็ฉันเรียกแกตั้งหลายที แกไม่ได้ยิน ฉันมีเรื่องต้องคุยกับแกแบบซีเรียสว่ะ” พูดจบโอ๋เอ๋เดินนำวีหนึ่งไปที่โต๊ะม้าหินที่ไม่ค่อยมีนักเรียนพลุกพล่าน บอกเพื่อนรักอย่างไม่อ้อมค้อมว่า เพื่อนเปลี่ยนไปมากไม่ใช่วีหนึ่งคนเดิมที่เข้มแข็ง เธอน้ำตารื้นขึ้นมาทันที โอ๋เอ๋พยายามพูดให้กำลังใจเพื่อให้เธอสู้จนได้วีหนึ่งคนเก่ากลับคืนมา เธอยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม โอ๋เอ๋ต้องปลอบให้เธอหยุดร้องไห้มีเรื่องอัดอั้นอะไรพูดกับตนได้เลย

“ฉันไม่รู้ว่ะแก ฉันไม่รู้จะพูดอะไร ไม่มีใครช่วยฉันได้หรอก”

โอ๋เอ๋แนะนำให้ไปหาครูทราย ตนคุยเกริ่นให้แล้ว ครูเองก็อยากคุยกับเธอเช่นกัน ครูเป็นนักจิตวิทยารับรองช่วยเธอได้ วีหนึ่งยืนยันว่าตัวเองไม่ได้บ้า โอ๋เอ๋เองก็ไม่ได้คิดว่าเพื่อนบ้า ขอให้ใจเย็นๆก่อน เข้มแข็งไว้ ยิ่งบอกให้เข้มแข็งวีหนึ่งก็ยิ่งรู้สึกอ่อนแอฟุบกับโต๊ะม้าหินร้องไห้โฮ...

ทรายเป็นห่วงอาการของวีหนึ่งที่ดูจะหนักมากขึ้น ถามครูชิชาว่านัดคุณจุลมาสได้หรือยัง เธอส่ายหน้ายังนัดไม่ได้เลย บอกแต่ว่ามีอะไรก็คุยกับวีหนึ่งไปเลยงานยุ่งมาก ทรายพยักหน้ารับรู้อย่างหนักใจแล้วชมครูชิชาว่าเขียนรายงานเรื่องพีทได้ละเอียดดีมาก คนถูกชมยิ้มปลื้ม

“ขอบคุณค่ะ อ้อ บ่ายนี้คุณโมรากุลจะมาหาพี่ทรายนะคะ” รายงานเสร็จครูชิชาเดินไปดูพีทที่ห้องเรียน

ooooooo

วันนี้ห้อง ป.1/6 มีการทดสอบการอุ้มน้ำของดิน ครูป้องเตรียมขวดพลาสติกผ่าครึ่งเอาก้นขวดออก 3 ขวด แต่ละขวดใส่ดินต่างชนิดกันที่ฝาเจาะรูไว้ให้น้ำไหลผ่าน เด็กในห้องถูกแบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน แต่ละกลุ่มมีอุปกรณ์แบบเดียวกับบนโต๊ะครูป้องไม่มีผิดเพี้ยน

“เราจะค่อยๆเทน้ำลงในขวดที่มีดินอยู่นะครับ เราจะดูว่าน้ำไหลผ่านลงในดินแต่ละชนิดได้ช้าหรือเร็วแค่ไหน พร้อมกันหรือยังครับ” ครูป้องรอจนเด็กๆตอบอย่างพร้อมเพรียงกันว่าพร้อม ก็สั่งให้ค่อยๆเทน้ำไปพร้อมกับเขา เริ่มจากขวดที่ 1 ก่อน ใครเทขวดแรกเสร็จ ขวดต่อไปแบ่งให้เพื่อนในกลุ่มเทบ้าง

พีทเทน้ำเสร็จไม่ยอมส่งแก้วน้ำต่อให้เพื่อน กำปั้น กูเกิ้ลและวินวินขอเทน้ำบ้างเขาก็ไม่ให้ วินวินก็เลยเข้าไปดึงแก้วจากมือพีท ครูชิชาซึ่งสังเกตการณ์อยู่หลังห้องเห็นท่าไม่ดีจะเข้ามาห้ามแต่ไม่ทัน พีทกระชากแก้วกลับ วินวินไม่ทันระวังเสียหลักไปปัดขวดใส่ดินบนโต๊ะล้มระเนระนาด ดินบางส่วนเลอะเสื้อวินวินด้วย

ครูป้องเห็นว่าพีทผิดจึงสั่งให้ขอโทษเพื่อนแล้วเอาแก้วน้ำให้เพื่อนด้วย เขาไม่ยอมทำตามยึดแก้วน้ำไว้แน่นอ้างว่าเป็นของตัวเอง ครูป้องพยักพเยิดให้ครูชิชาเอาตัวพีทไปที่มุม Time out ซึ่งอยู่หลังห้อง...

ด้านโมรากุลมีปัญหากับฝ่ายอาร์ตและฝ่ายเสื้อผ้ากองละครเพลิงบาป จนเกิดมีปากเสียงกันกลางที่ประชุม เธอใช้ตำแหน่งผู้จัดการกองละครบังคับให้คนอื่นทำตามที่ตัวเองสั่ง โดยไม่สนใจคำทักท้วง

ฝ่ายอาร์ตที่โดนด่าหนักกว่าเพื่อนพิมพ์ข้อความด่าโมรากุลแล้วส่งไลน์ไปให้ฝ่ายเสื้อผ้าดู ฝ่ายเสื้อผ้าก็ช่วยผสมโรงด่าเธอเป็นที่สนุกสนาน ปรากฏว่าส่งไลน์ไปผิด ดันส่งไปในไลน์กองละครเพลิงบาป โมรากุลก็เลยเห็นข้อความด่าตัวเอง ทั้งโกรธทั้งเสียใจ เป็นจังหวะที่มือถือเตือนเรื่องมีนัดกับทราย เธอก็เลยต้องเก็บความไม่พอใจไว้ก่อนแล้วตรงไปที่โรงเรียนเปี่ยมคุณ...

เนื่องจากมาถึงก่อนเวลา โมรากุลจึงแวะไปหาพีทที่ห้อง วินวินมีเลี้ยงฉลองวันเกิด วนิดาแม่ของวินวินตัดขนมเค้กแจกทุกคนในห้องและบอกให้ลูกเอาเค้กไปแบ่งให้พีทที่นั่งอยู่หลังห้องคนเดียวกินบ้าง

“ไม่เอา พีทนิสัยไม่ดี ขี้งก ไม่เคยแบ่งของเพื่อนๆเลย ชอบกรี๊ดด้วย หนวกหูมากใครๆก็รำคาญพีท”

โมรากุลได้ยินเต็มสองหูถึงกับปรี๊ดแตกเข้าไปต่อว่าวินวินซึ่งเป็นแค่เด็กน้อย วนิดาต้องเข้ามาปกป้องลูกต่อว่าเธอกลับไปบ้าง สองคุณแม่ก็เลยมีปากเสียงกัน ครูชิชากับครูป้องต้องเข้ามาห้าม ขอให้ค่อยๆ คุยกันดีกว่า

“ไม่จำเป็นต้องคุยแล้วค่ะ เสียเวลา ครูคะวันนี้ขอยกเลิกนัดกับครูทรายก่อนนะคะ ฉันขอพาพีทกลับบ้านเลย สวัสดีค่ะ” พูดจบโมรากุลพาลูกออกไป...

บ่ายนี้กรมีนัดกับหมอสันติให้มาเตรียมความพร้อมสำหรับรับบุ๊คกลับโรงเรียน หลังจากเดินดูทั่วๆแล้ว หมอสันติจดรายการที่ทางโรงเรียนต้องเปลี่ยนแปลงให้กับกร เช่น ต้องลดความเร็วอินเตอร์เน็ตลง ถ้าเกิดความเร็วไม่พอการเข้าถึงเกมหรือโซเชียลจะช้าลงความสนใจของเด็กจะลดตามไปเอง

ส่วนเรื่องการลงเกมในคอมฯให้เลือกเกมที่ช่วยฝึกสมองหรือทักษะการใช้ภาษา ไม่ควรลงเกมออนไลน์หรือเกมที่มีเนื้อหารุนแรง นอกจากนี้หมอสันติยังแนะให้ทางโรงเรียนมีการเรียนการสอนหรือกิจกรรมที่น่าสนใจ เด็กจะได้ไม่สนใจมือถือ ถ้าเราสามารถสร้างสังคมในโลกความจริงที่น่าสนใจให้พวกเขาได้ เด็กๆก็ไม่อยากหนีเข้าไปอยู่ในโลกของเกมหรือโลกเสมือนจริง กรรับปากจะรีบจัดการตามที่หมอสันติแนะนำให้เร็วที่สุด

ooooooo


ละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ตอนที่ 7 อ่านวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2ติดตามละครวัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2 ดูรูปภาพนักแสดงนำในเรื่อง นำแสดงโดย จิตตาภา แจ่มปฐม, ธีรเดช เมธาวรายุทธ 5 เม.ย. 2562 09:25 2019-04-06T03:05:39+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ